สรุปบทที่ 2-8
วิชาการพยาบาลขัน้ พื้นฐาน
นางสาวฉตั รมณี เมอื งพลิ
รหสั 63109301020
นักศึกษาพยาบาลศาสตร ช้นั ปท ี่ 2
บทที่ 2 การควบคมุ และปองกันการตดิ เชือ้ เทคนคิ ปลอดเช้อื
(Aseptic Technique) เทคนคิ การทําใหป ราศจากเช้อื (Sterile Technique)
• การติดเช้อื (Infection) : การมเี ชือ้ จลุ ชพี กอ โรคในรา งกาย ทาํ ใหอวยั วะนัน้ ทาํ หนา ท่ีไดนอยลง 12) การเทน้ํายา
องคประกอบของการติดเชื้อ : ผปู ว ย (host) - เปด จุกออกวางบนโตะ ระมัดระวังไมใ หม ือสัมผสั ดา นในทกุ ขวด
สิ่งแวดลอ ม (environment) เชื้อกอโรค (agent) - จับขวดนา้ํ ยาหงายฉลากไวดา นบน
ปจ จัยทมี่ ีอทิ ธพิ ลตอการติดเชื้อ : 1) ความเครียด 6) เพศ - เปด คร้ังแรกใหเ ทน้าํ ยาลงในภาชนะรองรับไดทันที
2) ภาวะโภชนาการ 7) กรรมพันธุ - เปดใชแ ลว ใหเ ทนา้ํ ยาท้ิงเล็กนอย
3) ความออ นเพลยี 8) การรักษาโรค - เขยี นวนั ท่เี ปด ใชและชอื่ ผูเปด ไวดา นขา งขวด
4) ความรอ นหรอื ความเยน็ 9) อายุ 13) การกาํ จดั ขยะ : การแยกประเภทขยะและทง้ิ ลงในภาชนะถูกตอ ง
5) โรคภูมิแพห รือโรคเรอื รงั 10) อาชีพ 14) การเวน ระยะหา งทางสงั คม
หลักการปองกันและควบคมุ การตดิ เชอื้
1) การแยกผูปว ย • การใสช ดุ PPE
1) มาตรการพนื้ ฐานสาํ หรบั การดแู ลผปู วยทุกราย : ผูปว ยทุกรายอาจเปนพาหะ
ของโรคโดยไมคํานึงถงึ การวินจิ ฉยั ของโรคหรือภาวะติดเชอื้ ของผปู ว ย
2) มาตรการสาํ หรับการดูแลผูป วยทส่ี งสยั หรอื ตดิ เปน โรคตดิ เชอ้ื :
- โรคตดิ เชอ้ื ท่แี พรกระจายทางอากาศ (Airborne precaution) แพทย/พยาบาลซกั ประวตั ิ
- โรคตดิ เชอื้ ทแี่ พรกระจายทางนํา้ มกู นํ้าลาย (Droplet precaution) เจา หนาทห่ี องปฏิบัตกิ าร
- โรคตดิ เชื้อทแ่ี พรก ระจายทางการสมั ผัส (Contact precaution) พนกั งานเอกซเรย
3) การแยกผูปว ยที่มีภมู ิตานทานต่าํ : ใชใ นผปู วยทมี่ เี มด็ เลอื ดขาวชนิด พนกั งานทาํ ความสะอาด
neutrophil ตํา่ กวา 1000 เซลล/ ไมโครลิตร, ผปู ว ยหลงั การปลูกถา ยอวยั วะ พนักงานเกบ็ ขยะ
2) การลางมอื
ประเภทของการทําความสะอาดมอื : 1) การลางมอื ดว ยน้ําและสบู
2) การลา งมอื ดว ยนา้ํ และสบูผสมนํ้ายาทาํ ลายเช้อื
3) การลางมอื กอ นผาตัด
4) การถุงมอื ดวยแอลกอฮอล
ขอบงช้ีของการลางมือ : 1) กอนสมั ผสั ผปู วย
2) กอ นทาํ หัตถการ
3) หลงั สัมผสั ผูป วย
4) หลังสมั ผสั สิง่ คัดหลงั ตา งๆ
5) หลังสมั ผสั สงิ่ แวดลอ มของผปู วยหรืออปุ กรณต างๆ แพทย/ พยาบาล/เจา หนา ที่ ที่ทาํ
3) การใชถ งุ มอื : 1) ถงุ มือสะอาด (Non sterile gloves) หนา ท่ี swab/พนยา/เปลยี่ น
ventilator circuit แพทยซ ัก
2) ถงุ มอื ปราศจากเชอื้ (Sterile gloves) ประวัติในผูปว ยท่ีไอหรือไขเวลา
3) ถงุ มอื ยางหนาหรอื ถุงมือแมบ าน ซักประวตั ติ รวจรา งกายเกนิ 5
4) การใชผา ปดปากและจมูก : 1) ผา ปด ปากและจมูกชนิดสะอาด : ผูปว ยตดิ เชอื้ แพรท่ี นาที
กระจายละอองฝอยขนาดใหญ ทําหตั ถการ และ ผปู วยที่
มภี ูมติ า นทานต่าํ
2) ผาปด ปากและจมกู ชนดิ กรองพเิ ศษ : ผูท ีแ่ พรเชอ้ื ทาง
อากาศและผปู วยที่สงสัยวา เปนวัณโรคทปี่ อด
5) การใชแวนปอ งกนั และใชหนา กากปองกันหนา
6) การใชเ สอื้ คลมุ และผา กันเปอน
7) การทําลายเช้ือและทาํ ใหป ราศจากเชื้อ
- การทาํ ลายเชื้อ (Disinfection) : การทาํ ลายจุลชีพตางๆ ยกเวน สปอร
วิธีการ : ทางกายภาพ : การลาง, การตม เดือด, การพาสเจอรไ รส
การใชสารเคมี : อุปกรณท ีไ่ มสามารถทนความรอนได แพทย Bronchoscopy, intubation
- การทําใหปราศจากเชือ้ (Sterilization) : การทําลายจุลชพี ทกุ ชนิดรวมทง้ั สปอร บคุ ลากรทางการแพทยทท่ี ํา CPR
วิธกี าร : ทางกายภาพ : ความรอ นช้นื , ความรอนแหง , รังส,ี คล่ืนเสียง แพทย/ พยาบาล รถสงตอ เจา หนาที่
การใชสารเคมี : การอบดวยแกส , การใชน าํ้ ยาทําลายเชื้อ หอ งปฏิบตั ิการทีท่ าํ การทดสอบส่ิงสง
8) การหยบิ จับของปราศจากเช้อื ตรวจจากทางเดินหายใจ
1) ปากคบี ชนิดปลายตรงหรอื โคง (Hemostat or Kelly forceps) : จบั หลอดเลือด
2) ปากคบี ชนิดมเี ข้ียว (Tooth forceps) : ทาํ แผล
3) ปากคีบชนิดไมม ีเขีย้ ว (Non-Tooth forceps) : ทําแผล
4) ปากคบี สําลี ( Sponge or handling forceps) : หยิบสาํ ลีกอ นใหญ
5) กระปกุ ใสปากคบี
9) การเปด หอของปราศจากเชือ้ : - อานชื่ออปุ กรณก อ นทกุ คร้ัง
- ตรวจสอบแถบปราศจากเชอ้ื (sterile tape)
- วันที่หมดอายลุ ักษณะหอ ตอ งอยูในสภาพสมบรู ณ
1) การเปด หอของปราศจากเช้ือท่เี ปนผา : ดึงแถบปราศจากเชือ้ ออกใหห มด
2) การเปดหอของปราศจากเช้อื ทเี่ ปนซองกระดาษ/พลาสตกิ : การเปด ใหจบั ปลาย
แตล ะดา นออกจากกันใหเปดจากดานไกลตัวเขาหาดานใกลตัว
10) การวางของปราศจากเชอื้ ลงบนพืน้ ท่ีปราศจากเชอ้ื : ทาํ ได 3 วธิ ี
1) ใชป ากคีบปราศจากเชอ้ื หยิบวาง
2) สวมถงุ มอื ปราศจากเช้ือหยิบวาง
3) วางของปราศจากเชอื้ โดยตรงจากหอบรรจุลงบนพื้นท่ีปราศจากเช้ือ
11) การเปด ฝาภาชนะปราศจากเช้ือ : วางลงบนโตะ หรือจบั ตรงสว นหูในลกั ษณะควา่ํ ลง/
หงายข้นึ หยิบแลวปด ฝาแนนท่ี หา ม!หยิบของขามสิ่งของที่ปราศจากเช้อื
บทท่ี 3 การดูแลสุขวทิ ยาสว นบุคคลและจดั ส่งิ แวดลอ ม
• การดแู ลสขุ วทิ ยาสว นบุคคล Personal Hygiene Care : การดูแลทาํ ความสะอาดรา งกาย • การดแู ลความสะอาดผม
ต้งั แตศ รี ษะจรดปลายเทา
หลักการ : 1) ผปู ว ยทีม่ ีอาการออ นเพลีย นอนหงายราบหนนุ หมอนเตี้ย
1. Complete bed bath : อาบน้าํ แบบสมบรู ณบนเตยี ง ทาํ เมือผปู ว ยต่นื นอนตอนเชา
2. Partial bath : ทําความสะอาดรางกายบางสวน โรคหัวใจ หอบหดื ปอด หายใจลําบากใหอ ยใู นทาน่ัง
3. A.M. Care, P.M. Care : เตรยี มผปู ว ยกอน/หลงั รบั ประทาน
4. H.S. Care : การดูแลผปู วยกอนนอน 2) กอนทราบผมตอ งหวหี รือแปลงผม และคลายผมที่พนั
• การดแู ลสุขวิทยาสวนบุคคลแบบองครวม : การดแู ลทคี่ าํ นงึ ถึงความเปน องครวมของ
บุคคลในดานรา งกาย จิตใจ สงั คมวัฒนธรรม แ ละมิติดานความเชอ่ื ถอื ศรัทธาของบคุ คล 3) ปผู ายางและผา เช็ดตัวรองใตศรี ษะผูป ว ย
• การดูแลส่งิ แวดลอ ม : การดแู ลส่งิ แวดลอ มรอบตวั ผปู ว ยใหเปนระเบยี บเรยี บรอย สะอาด
สวยงาม ไมเ ปน ทสี่ ะสมเชอ้ื โรค หยบิ ใชได สะดวก และไมเ กิดอันตราย 4) คลุมผาทีห่ นา อกใชส ําลีปด หู
• การอาบนํา้ ผปู ว ยบนเตยี ง
1. Complete bed bath 5) ทาํ การสระผม
ลักษณะผปู ว ย : ผูปว ยหนกั ไมรสู กึ ตัว อัมพาต เหน่อื ยออนเพลีย 6) นาํ ผา ยางรองออก นาํ สาํ ลอี อกจากหู ใชผ า เชด็ ผมใหแ หง
ชวยเหลอื ตัวเองไดนอ ย/ถูกจํากดั การเคลอื่ นไหว และเดก็ ทารก
7) จัดใหผ ูปวยนัง่ หวีผมหรอื นอนในทาที่สขุ สบายปลอดภยั
อปุ กรณ : 1) กะละมังใสนา้ํ สะอาด 2 ใบ
2) ผาเช็ดตัวผนื เลก็ 2 ผืน 8) เก็บอุปกรณ
3) ผาเช็ดตัวผนื ใหญ 1 ผนื
4) สบู หวี แปง /โลชัน • การนวดหลัง (Back rub)
5) อปุ กรณทําความสะอาดปากและฟน
6) อุปกรณทาํ ความสะอาดอวัยวะสบื พันธุภายนอก วตั ถุประสงค : ชวยใหก ลา มเนอ้ื คลายตัว การไหลเวียนของเลือด
7) ถุงมอื สาด และหนากากอนามยั
ไดสะดวก รูสกึ ผอ นคลาย ไดสงั เกตผวิ หนัง
วัตถุประสงค : 1) กาํ จัดสิ่งสกปรก ไขมันและเช้อื โรคตามผวิ หนัง
2) กระตนุ การไหลเวยี นโลหติ ผอ นคลายความตึงเครยี ด หลกั การ : ผูปวยอยใู นทานอนคว่าํ /นอนตะแคง ผปู วยอยูใกลพ ยาบาล
3) ใหผ ปู ว ยรูสกึ สุขสบาย สดช่นื
4) สงั เกตความผิดปกตขิ องผิวหนัง นวดจากลา งข้นึ บน (ลูบ-จบั (บิด)-สบั -ตบ-กด-ลูบ)
หลกั การ : 1) ควรใหผ ูปว ยถายปสสาวะหรืออุจจาระกอ นอาบน้าํ นานประมาณ 10-15 นาที
2) ควรเชด็ ถูผวิ หนงั ดวยแรงพอสมควรแตนมุ นวล
ยกเวน ในรายท่ีผิวหนงั บอบบาง และลางสบอู อกใหห มด ระวงั ไมใ ห ขอ หาม : 1) ผูปว ยท่มี ีการคงั่ ของระบบไหลเวียนเลือด รอยชํา้
นา้ํ เปย กแผลหรือเขม็ เขา น้าํ เกลือ
3) ทําใหเสรจ็ ทลี ะสว น โดยคลุมผาใหผ ปู ว ยและเปดผา คลุมเฉพาะ 2) มีอาการขอ อักเสบเฉยี บพลนั ผวิ หนังอักเสบ มแี ผล/มะเรง็
สว นที่เช็ด เพอื่ ไมเปด เผยรา งกายผูปวยเกนิ ความจําเปน และใช
ผา เชด็ ตวั ปรู องอวยั วะสว นท่ีเชด็ เฉพาะที่
4) ควรอาบนํ้าตามลาํ ดบั จากบนลงลาง เช็ดดานไกลตวั กอนดา นใกลต วั
กอนพลกิ ตวั เช็ดดานหลัง อปุ กรณ : 1) ครีมบาํ รงุ ผิว/นาํ้ มัน 2) แปง ทาผวิ
ขัน้ ตอน : 1) บอกผปู วยจัดทา นอนหงายราบ 3) ผา เชด็ ตวั 4) มา น 5) ถงุ มือสะอาด
2) ใส mask สวมถงุ มือ คลุมผา บนหนาอกผูปว ย
3) ถอดเสอ้ื ผา ทําความสะอาดปาก ฟน หนา ผม หู คอ อวยั วะสบื พนั ธุ ขนั้ ตอน : 1) บอกผูชวยไวจดั ทานอนควํา่ /นอนตะแคง ถอดเสือ้ คลมุ ผา
4) เชด็ ตัว,นวดหลังตามสว นตามลาํ ดับ ตามหลกั การ พรอ มกบั แชนํ้า
5) ทาแปง สวมเสอ้ื ผา จัดทานอน และเก็บอปุ กรณ 2) โลช่ันทาแปง
2. Partial bed bath/Self-Administer Bath 3) นวดหลงั : 1) ลูบหลงั ตามแนวยาว 4) สับดวยสนั มือ
3. Self-help bath
• การทําความสะอาดอวัยวะสืบพันธุภ ายนอก (Flushing) 2) จบั บบี ยกกลามเน้ือ 5) ทากด
เพศหญิง
กอนท่ี 1 เชด็ หัวหนาว 3) เคาะดว ยองุ มือ 6) ทา จบ
กอนที่ 2 เชด็ แคมใหญดานไกลตวั จากบนลงลา ง กลบั กอนสาํ ลเี ชด็ ไลอ อกไปดา นขาง
กอนท่ี 3 เชด็ แคมใหญดา นใกลต วั จากบนลงลา ง กลบั กอนสาํ ลีเชด็ ไลออกไปดา นขาง 4) สวมเสอ้ื จัดทา นอน และเกบ็ อุปกรณ
กอ นที่ 4 เช็ดแคมเล็กดา นไกลตัวจากบนลงลาง
กอนท่ี 5 เชด็ แคมเลก็ ดานใกลต ัวจากบนลงลาง หมายเหตุ : อาบนํ้าเด็กโตเหมือนผใู หญ เดก็ เลก็ อาบนํ้าแบบลงอา ง/กะละมัง
กอนท่ี 6 เช็ดตรงกลางบริเวณรเู ปดของทอ ทางเดนิ ปสสาวะจากบนลงลาง
เพศชาย • การดูแลสิ่งแวดลอม/ทําเตยี ง
1) เชด็ รูเปด ทอปสสาวะ
2) เช็ดองคชาติ 1. Occupied bed : ผปู ว ยทีม่ อี าการหนักหรอื ถูกหา มทํากิจกรรมตา งๆ
3) เชด็ อณั ฑะบนและลา ง
• การดูแลความสะอาดปากและฟน (mouth care) ดวยตนเอง
ลกั ษณะผปู วย : ผปู ว ยทช่ี วยเหลอื ตวั เองไดดี = ใหแปรงฟน บวนปาก ดวยตนเอง
ผูปว ยท่ีชว ยเหลือตัวเองไมได = ใชส าํ ลหี รอื กอ็ สชุบน้ํายาโดเบล 2. Closed bed : ไมมผี ูปวยนอน
พนั ปากคีบ เชด็ เพดานปาก กระพุงแกม ฟน และบวนนํา้ กลว้ั คอดวยนํ้ายา/แปรงฟน
ใหผ ูปว ย แลว ใชกระบอกฉีดยาดดู นํ้าฉดี ลาง พรอมใชเร่อื งดดู เสมหะดดู นาํ้ ออกจาก 3. Open bed : ผูปวยลกุ จากเตยี งไดห รือจะรบั ผูปวยใหม
ปาก ระวัง! อยา ใหส ําลกั นํ้า
• การดูแลความสะอาดเล็บ : เลบ็ มือตดั เปนรปู มน เลบ็ เทาตัดเปน รปู ตรง 4. Ether bed, Nasthetic bed : ผูปวยหลังผา ตดั
ควรระวัง! ผูป วยโรคเบาหวาน ควรแชนา้ํ กอน 5. การร้อื ผง่ึ เตยี ง : ไมม ีผูปวยนอน ใชง านมานาน
• การดแู ลความสะอาดตา : ใชสาํ ลีกอ นชุบน้าํ /NSS เช็ดหัวตาไปหางตา/เชด็ เปลือกดา นบน
อุปกรณ : 1) ผาปูท่นี อน. 6) ผาหม /ผาคลมุ เตยี ง
จากหัวตาไปหางตา (ใหผ ูปวยหลบั ตา)
• การดูแลความสะอาดหู : ใชผา เช็ดตัวผืนเลก็ เช็ดใบหดู า นหนาและหลงั ใหสะอาด 2) ผายางขวางเตียง 7) ถงุ มือสะอาด
• การดแู ลความสะอาดจมกู : ใชไ มสําลีพันสําลีชบุ นํา้ /NSS เชด็ บริเวณดัง้ จมูกและ
3) ผา ขวางเตยี ง 8) ปลอกหมอน
ผวิ หนงั เหนอื รมิ ฝป าก
4) ผา เช็ดเตยี ง/เชด็ ทีน่ อน แบงเปน ผาเปยกกบั ผาแหง
5) นาํ้ ยาเช็ดเตียง/นาํ้ ยาฆาเช้อื /นา้ํ เปลา กบั ผงซกั ฟอก
• การทําเตียงทีม่ ผี ูป ว ยนอน
ขั้นตอน : 1) บอกผปู วย ปรับเตียงใหร าบ
2) พลิกตัวผปู ว ยเขา หาพยาบาล นอนตะแคง ยกราวก้นั เตยี ง
3) หรือผา ปพู ืน้ เดมิ ออก
4) เชด็ ท่ีนอนดว ยผานเช็ดนา้ํ ชุบนํา้ ยา
5) ปูผาปทู ีน่ อนพ้นื ใหม
6) ดงึ ผา ปูทีน่ อนใหเ รียบตงึ
7) ปูผา ยางกนั เปอน
8) พลิกตวั ผปู วยเขาหาพยาบาล นอนตะแคง ยกราวกั้นเตียง
9) รอ้ื ผาปูพ้นื เดมิ ออก
10) ดึงผา ปอู อกจากใตตัวผปู วย พรอมผายางและผาขวางเตยี ง
ปเู ตยี งใหต งึ
11) เปลยี่ นปลอกหมอน
12) จัดทา นอนใหส ุขสบาย
13) ใชผ า ชุบน้าํ ยาทําความสะอาดเชด็ รอบเตยี ง
14) เกบ็ อุปกรณ
• การทําเตยี งทไ่ี มมผี ูป ว ยนอน : ทา เหมือนกบั การเตยี งทม่ี ีผปู ว ยนอน แตไม
ขนั้ ตอนการพลิกตัวผปู ว ย และพบั ผาหมไว
ปลายเตยี งพรอ มกบั ใชผ าคมุ เตยี ง
• การประเมนิ สภาพผูปวยกอ นวางแผนอาบน้ํา
1) รวบรวมขอมูล
2) ประเมนิ แบบแผนสุขภาพมี 11 ขอ
3) ตรวจรา งกาย
4) ผลแลบ ผลตรวจพเิ ศษตา งๆที่มี
บทที่ 4 การประเมนิ ภาวะสุขภาพเบ้ืองตน การตรวจรา งกาย
การวดั สัญญาณชีพ การเก็บสงิ่ สง ตรวจ
4.1 การซักประวัตแิ ละการตรวจรา งกายพ้นื ฐาน Lung : ดู : the costal angle (< 90), spinal (Scoliosis,Kyphosis), the
anteroposterior (AP) diameter to transveres diameter
• ข้นั ตอนการซกั ประวตั ิ 1:2, การหายใจ
1) แนะนําตนเอง
2) ถามอาการสําคญั (chief complaint) คลาํ : tracheal , chest for mass or crepitus, chest excursion
3) ประวัติการเจบ็ ปวยปจจบุ ัน (present illness) ฟง : Bronchial or tracheal breath sound
4) ประวตั ิการเจ็บปวยในอดตี (past history)
5) ประวัติครอบครวั (family history) Bronchovesicular breath sound
6) ซักประวตั ติ ามแบบแผนสขุ ภาพ 11 แบบแผน (functional health patterns) Vesicular breath sound
7) สรุปการซักประวตั ิอยางสน้ั ๆ Heart & Blood vessels : ดู : คอ (การเตน เปน จังหวะ), jugular veins
8) แสดงความขอบคุณผใู หขอมลู
คลาํ : carotid arties, peripheral pulses,
• การตรวจรางกาย : ดู - คลาํ - เคาะ - ฟง precordium for pulsations, lifts,
ยกเวน! Abdomen ดู - ฟง - เคาะ - คลาํ heaves, or thrills
ดู : ดูสี ขนาด ตาํ แหนง การเคลื่อนไหว ผวิ สมั ผัส และความสมมาตร รวมไปถึง ฟง : the precordium at the apex , left lower
กลนิ่ และการไดยนิ sternal border, base left, base right
(Aortic valve, Pulmonic valve,
คลาํ : สัมผสั ผูป ว ยแตล ะสวน บรเิ วณผวิ สมั ผสั ความออ นนมุ อุณหภมู ิ ความช้นื Tricuspid valve, Mitral valve)
ความยืดหยนุ อัตราการเตนของหัวใจ กอ นท่ีผดิ ปกติ (ขนาด รปู ราง ความ
สมมาตร) กดบริเวณผวิ หนงั ระวงั ! ใสถ ุงมอื เมื่อสารคัดหลั่งของผูปวย The abdomen : ดู : การบวม, ไมส มมาตร, สีผิวหนัง, บาดแผล,
superficial veins
เคาะ : ระบตุ ําแหนง และรูปรา งอวัยวะ เคาะดขู องแข็ง ของเหลว แกส ในอวยั วะ
ใช 2 นิ้วเคาะคอยถามและสังเกตความเจ็บปวดของผูป วย ฟง : Bowel sounds (ที่ RLQ) ไดยินทุก 5-15 วินาที
ใชนวิ ชเี คาะน้ิวกลางของมืออีกขาง แลว ฟงเสยี งทีเ่ คาะ หรือ 5-30 ครงั้ /นาที
ฟง : ฟงเสียงปอด หัวใจ ลําไส โดยใช stethoscope เคาะ : ใชนว้ิ ชี้เคาะนิ้วกลางของมืออีกขาง เคาะทั้ง 4
ดา น Diaphragm ใชฟ งเสยี งสงู quadrants, CVA
ดาน Bell ใชฟง เสยี งตาํ่
คลํา : คลาํ ดอู าการเจบ็ ปวด 4 quadrants, คลําตบั
• ขนั้ ตอนการตรวจรา งกาย (Hooking technique), คลาํ มา ม, rebound
1) ลา งมือ tenderness, McBurney's point, Abdominal
2) จดั ทา ผูป วย guarding
3) อธบิ ายวัตถปุ ระสงคใหผ ูปวย
4) ตรวจรางกาย Musculoskeletal : ดู : สมดลุ การเดนิ เดินดวยสนเทา ปลายเทา นวิ้ เทา
General approach : การตอบสนอง พฤติกรรม ระดับความกงั วล สุขวทิ ยา แขน ขา (ความเจ็บปวด), ความพกิ าร, การบวม
การเคล่ือนไหว การพูด เปรียบเทียบท้งั 2 ขา ง
Vital signs : อณุ หภูมิ อัตราการหายใจ อัตราการเตน ของหวั ใจ
ความดันโลหิต การเจ็บปวด ความอมิ่ ตัวของออกซเิ จนในเลอื ด ประเมนิ : ทาทาง สมมาตร (shoulders, scapular, lilac
PE : Skin : ดู : ดูบาดแผล สีผวิ เล็บ รวมทงั้ mucous membranes, tongue, crests) และ spinal curvature
conjunctiva rashes และ pitting edema
คลาํ : อุณหภูมิ ความช้นื /แหง ผวิ สมั ผสั capillary refill (ดกู าร Neurological System : 1) Motor function
เปลย่ี นสี ถา ปกติตองกลับคนื สีเดิมภายใน 2 นาท)ี skin 2) Sensory function
turgor (ถา ปกตกิ ดผวิ หนงั แลวจะกลบั คนื ทันท)ี 3) Cerebellar function
HEENT ( Head, Ears, Eyes, Nose, Throat) 4) Deep tendon reflexes
ดู : Head : รปู รา ง ขนาด ความสมมาตร บาดแผล ผม
Eyes : โครงสรางตาดานนอก ตาํ แหนง visual acuity, ประเมินพฤติกรรม : การแสดงออกทางสหี นา ทาทาง
discharge,conjunctiva, sclera eyelids (ตําแหนง ระดบั ความรูสึกตวั : GCS (EVM : E4V5M6)
การเปดปด ) การตอบสนองของรมู านตาตอแสง (ขนาด)
The ears : โครงสราง ขนาด สีขีห้ ู การไดยิน การบวม บาดแผล Eye opening : ความสามารถในการลมื ตา
การเจบ็ ปวด ระดับคะแนน 1-4 : E1= ไมล ืมตาเลย (none)
External nose : รปู รา ง ขนาด ผวิ สี ความพิการ การอกั เสบ E2= ลืมตาเมื่อเจบ็ (pain)
เย่อื บผุ ิว (บาดแผล สี การบวม การเลือดออก) E3= ลืมตาเมอื่ เรยี ก (speech)
The lips : บาดแผล สี ผวิ สมั ผสั ความแหง ดู buccal mucosa, E4= ลืมตาเอง (spontaneous)
gums และ teeth การย้มิ (สมมาตร ความผดิ ปกติ)
The inner oral mucosa : ดปู ากบนลา ง mucosa (สี บาดแผล) Verbal response : การตอบสนองตอ คาํ พูด
ลน้ิ เพดานปาก (สี การบวม บาดแผล) ระดับคะแนน 1-5
uvular และ soft palate ทดสอบ the V1=ไมสามารถสง เสยี งได
anterior/posterior tonsillar pillars V2=สง เสียงไดไมเปน คาํ พดู
Neck : neck muscle (สมมาตร) การเคล่ือนไหว รองคราง (incomprehensible)
คลาํ : คลํา frontal และ maxillary sinuses, conjunctiva, icteric V3=สง เสียงเปน คาํ ๆ (inappropriate)
sclera, redness indicates allergic or infection, V4=พดู ไดเปนประโยคแตอ าจมีสับสนบาง
exophthalmos (confused conversation)
Neck : คลํากลามเน้ือคอ (ความสมมาตร) lymph nodes V5=พดู คุยโตต อบไดป กติ (oriented)
(ศรี ษะ คอ), carotid arteries, jugular veins,
thyroid gland และ trachea Motor response : กาํ ลงั ความเคลื่อนไหวของแขนขา
ตําแหนง lymphatics : Preauricular, Posterior ระดับคะแนน 1-6
auricular, Tonsillar, Submandibular, Submental, M1=ไมม กี ารเคล่ือนไหว
Occipital, Superficial cervical, Posterior Cervical, M2=แขนและขาเหยยี ดผิดปกติ (Decerebration)
Supra-clavicular M3=แขนงงอเขา หาลาํ ตวั ขาทัง้ สองขา งเหยยี ด
(Decortication)
M4=เมอื่ ทาํ ใหเ จบ็ ซกั แขนขาหนี (withdrawal)
M5=ไมทําตามคาํ สัง่ แตท ราบตําแหนง เจบ็
(localized to pain)
M6=เคลื่อนไหวทําตามคําส่งั ได
การแบง ระดับความรุนแรง
GCS : Mild GCS = 13-15 คะแนน
Moderate GCS = 9-12 คะแนน
Severe GCS ≤ 8 (COMA) คะแนน
Neurological System
ระดับการปรับตัว : เวลา สถานที่ บุคคล
ทดสอบ tendon reflexes :
- Biceps reflex (spinal cord level C5 and C6)
- Triceps reflex (spinal cord level C7 and C8)
- Brachioradialis reflex (spinal cord level C3 and C6)
- Patellar reflex (spinal cord level L2, L3 and L4)
- Achilles reflex (spinal cord level S1 and S2)
Deep Tendon Reflex Grading Scale
0 = ไมต อบสนอง
+1 = ตอบสนองนอ ยลง : nerve damage or
lower motor neuron disease
+2 = ตอบสนองปกติ
+3 = ตอบสนองคอนขา งมากกวาปกติ
+4 = ตอบสนองมากเกนิ รว มกับมอี าการกระตุก : spinal cord injuries และ
upper motor neuron disease
Reflex ใน Newborns : Rooting, palmar grasp and tonic neck reflex
ความผดิ ปกตจิ ะพบหลงั อายุ 6 เดือน
ทดสอบ superficial reflexes : Plantar reflex (Babinski response)
ใหผลบวกผิดปกติ : ยา แอลกอฮอล หรือ upper motor neuron disease
Anus & genitalia : ดู : อวัยวะสบื พันธุภายนอก , การกระจายของขน (สามเหลย่ี ม เหมาะสมกับอาย)ุ
ในเด็ก พบความผดิ ปกติ : phimosis, testes undescended
คลํา : masses, hernias and lymnods (groin area), ตรวจสอบ glans penis (สว นหวั )
ดึง foreskin ดูความสมบรู ณข อง glans แลวปลอยกลับตาํ แหนงเดิม
ความผิดปกตทิ ี่อาจพบ : severe venous and arterial obstruction,
leading to necrosis of the head of the penis
Female genitalia : บาดแผล, สี, แผลเปน, การติดเชอื้ , ulceration, discharge, cysts, trauma, tenderness,
t enlarged glands and Bartholin’s glands assess
ดู : ดกู ารอกั เสบภายนอกของ genitalia labia
คลํา : การขยายหรือความออ นนุมของ Bartholin’s glands
ทดสอบ Rectal/Prostate : ผิวหนงั ผดิ ปกต,ิ ตําแหนงเลอื ดออก, fissures or hemorrhoids
4.2 การวัดสัญญาณชพี • อัตราการหายใจ : อตั ราการหายใจภายใน 1 นาที
การหายใจในเดก็ ตองแยกระหวา ง periodic breathing และ apnea
periodic breathing : หยุดหายใจไมน านกวา 20 วินาที ชวงทห่ี ายใจ
• การวดั สัญญาณชีพ (Vital signs) ปกตติ อ งเกนิ 3 วนิ าที และไมส มั พันธก บั การเกิด
สัญญาณชีพ : 1) อุณหภมู ริ า งกาย (Body temperature) bradycardia/Hypoxia
2) อตั ราการเตน ของชพี จร (Pulse rate) apnea : หยดุ หายใจนานกวา 20 วนิ าที มีโอกาสเปน
3) อัตราการหายใจ (Respiratory rate) sudden infant death syndrome ได
4) ความดนั โลหติ (Blood pressure) อาการแสดงการหายใจท่ีผดิ ปกตใิ นเดก็
• อุณหภมู ิรางกาย (Body temperature) 1) หายใจปก จมูกบาน Nasal flaring
2 ชนิด : 1) อุณหภูมภิ ายใน (core body temperature) : 36.7-37 C 2) คอบมุ Suprasternal retraction
2) อุณหภูมบิ ริเวณผิว (surface temperature) : temperature ไมคงที่ 3) ชายโครงบานขณะหายใจเขาหรือชายโครงบมุ
ตําแหนง วัดอุณหภูมิ : 1) oral temperature : คนไขอ ายมุ ากกวา 6 ป 4) เห็นชอ งวางระหวางซี่โครงหายใจเขา /ชองวางระหวา งซีโ่ ครงบุม
2) rectal temperature : นยิ มวดั ในเด็กทารก 5) กระดูกใตล ้นิ ปบ มุ บางหรือที่เรียกอกบุม Substernal retraction
3) axillary temperature ขอ ควรคาํ นึงถึง : ในเด็กควรนบั อตั ราการหายใจกอนวดั สัญญาณชีพอน่ื
4) infrared radiation การวัดทางหู Respiratory rate : Newborn 35-40 breaths/min
5) การวัดทางหนาผาก Infant 30-50 breaths/min
6) การวดั ผา น Esophageal temperature Toddler 25-32 breaths/min
อณุ หภมู แิ ตล ะชวงวยั : infant 36.1-37.7 C Child 20-30 breaths/min
Child 37-37.6 C Adolescent 16-20 breaths/min
Adult 36.5-37.5 C Adult 12-20 breaths/min
Older adult 36-36.9 C • ความดนั โลหิต
• การระบายความรอ น : 1) Radiation : สงผานความรอ นในรปู ของคลื่นแมเหลก็ ไฟฟา Systolic pressure : ความดนั เลอื ดสงู สุดขณะหัวใจบีบตัว
2) Conduction : ระบายความรอ นจากพนื้ ผิวหนง่ึ ไปพื้นผิวหนึง่ Diastolic pressure : ความดันเลอื ดต่ําสดุ ขณะหัวใจคลายตัว
3) Convection : ระบายความรอนโดยมกี ระแสลมพาไป Pulse pressure : ความแตกตางของความดนั systolic และ diastolic
4) Evaporation : ระบายความรอ นโดนระเหยจากพ้นื ผวิ รางกาย สัดสว น systolic : diastolic : pulse = 3 : 2 : 1
• ระดับความรนุ แรงของไข : ไขต าํ่ อณุ หภมู ิ 37.1-38.2 C Mean arterial pressure (MAP) : คา เฉลี่ยของความดัน systolic, diastolic
ไขสงู อณุ หภูมิ 38.3-40.4 C MAP = SBP + 2(DBP) MAP = 1/3 (SBP-DBP) + DBP
ไขส ูงมาก (Hyperpyrexia) อณุ หภมู ิ 41 C 3
• การพยาบาลผูปว ยมีไข : 1) ดูแลใหผูปวยพกั ผอ น Arterial pressure : Newborn 40 mmHg
2) จัดสภาพแวดลอ มใหอากาศถา ยเทไดสะดวก 1 month 85/54 mmHg
3) เช็ดตัวลดไข 1 year 95/65 mmHg
4) ใหย าลดไขตามแผนการรักษา 6 years 105/65 mmHg
5) วดั อณุ หภูมริ างกายภายหลังการเช็ดตวั 10-13 years 110/65 mmHg
6) ใหยาปฏิชวี นะตามแผนการรกั ษา 14-17 years 119/75 mmHg
7) ใหผูป ว ยไดร บั ออกซิเจน Adult 18 years and older normal 120/80 mmHg
8) ใหผูป ว ยไดรับความอบอุน ในระยะทมี่ อี าการหนาวส่นั ปจ จยั ท่ีมผี ลตอ ความดนั โลหิต : อายุ เวลา จติ ใจและอารมณ เพศ พันธกุ รรม
9) ใหอ าหารทีม่ โี ปรตีนและคารโ บไฮเดรตสงู อาหารออ นยอ ยงาย และสงิ่ แวดลอ ม สภาพภมู ิศาสตร เชื้อชาติ เกลอื
10) แนะนาํ ใหด ื่มนาํ้ มากๆ ระดบั ความรุนแรง : ระดบั 1 ระยะเร่มิ แรก 140-159/90-99 mmHg
11) บันทกึ ปรมิ าณน้ําเขา ออก ระดับ 2 ระยะปานกลาง 160-179/100-109 mmHg
12) ดูแลใหเยื่อบุชมุ ช้ืน ระดับ 3 ระยะรุนแรง 180/110 mmHg ขึน้ ไป
13) เตรียมเสอื้ ผา แหงใหผูปวยใส • การวัดความเขมขนของออกซิเจนในเลอื ด (Oxygen saturation)
14) ติดตามการเปลยี่ นแปลงของอณุ หภมู ิรางกาย ตําแหนง ทใ่ี ชวดั : วดั บรเิ วณสว นปลายท่ีมเี ลือดมาเล้ียง Ex. ปลายน้ิวมอื นวิ้ เทา
• การเชด็ ตวั ลดไข เครือ่ งตรวจ : Pulse Oximeter
วัตถุประสงค : เพ่อื ใหผูป วยสขุ สบายขึน้ และชวยระบายความรอ น O2 Sat คาปกติ > 95% หาก <90% = ผูปวยอาจมีภาวะออกซิเจนในเลอื ดตา่ํ
วธิ ีการ : ใชน ้ําธรรมดาสาํ หรบั ผูใหญ น้าํ ทม่ี อี ณุ หภมู ิ 37 องศาเซลเซยี สในเด็กเล็ก • ความปวด (Pain)
งด! ทําในกรณีท่ีผูปว ยมีอาการหนาวสน่ั ใชเวลาเช็ดตัวประมาณ 10-15 นาที ไมใ ช 2 ชนดิ : acute pain : ปวดไมเกนิ 6 เดอื น อาการแสดงชัดเจน
นํา้ เยน็ จดั หลงั เชด็ ตวั 30 นาที ใหเ ชค็ สัญญาณชพี ซา้ํ Chronic pain : ปวดติดตอกนั นานเกิน 6 เดอื น ปวดทีละนอยตอเนือ่ ง
• อตั ราการเตนของชีพจร Pulse rate การประเมินความเจบ็ ปวด : 1) คําบอกเลา ของผปู วย
วธิ กี ารคลํา : ใชปลายน้ิวช้ีและนิ้วกลางคลาํ pulse นิยมคลาํ 1 นาที ในเดก็ แรกเกดิ สามารถใช 2) พฤติกรรมทผ่ี ปู วยแสดงออก
stethoscope ฟง ที่ตาํ แหนงหัวใจโดยตรง หรือคลําทบ่ี รเิ วณสายสะดอื 3) การเปลยี่ นแปลงทางสรรี วทิ ยา
Bradycardia : Heart rate < 60 ครงั้ /นาที (50 ครัง้ /นาที ในทางปฏิบัติ) เครอื่ งมือทใี่ ชประเมินความเจบ็ ปวด : - FLACC : ใชในเดก็ ทั่วไปอายุ 1-6 ป
Tachycardia : Heart rate > 90 ครง้ั /นาที - Faces Assessment:ประเมนิ ในเด็กเล็ก
ตาํ แหนงที่ใชค ลําชีพจร : Temporal artery : ประเมินงา ยในเดก็ มี 10 ระดับ เทียบจากสีหนาทา ทาง
Carotid artery : นิยมทําในระยะชอ็ คหรอื ในภาวะหวั ใจหยดุ เตน - Oucher Scale : ประเมินในเด็กเล็ก
Brachial artery : นิยมใชว ัดความดนั โลหิต มี 10 ระดบั เทียบจากสีหนาจรงิ
Radial artery : นยิ มใชป ระเมนิ ชพี จร - Visual Analog Scale, Numeric Scale
Ulnar artery - VSR
Femoral artery : คลําในระยะชอ็ คหรอื ในภาวะหัวใจหยดุ เตน - NIPS
Popliteal artery - CHEOPS
Doralis Pedis artery • หลกั การประคบรอ นประคบเยน็
Posterior Tibial artery การประคบรอ น : เรม่ิ ใชหลังมีอาการ 48 ช่ัวโมง ครั้งละ 15-20 นาที
Heart rate : Infant 120-160 beats/min วนั ละ 2-3 ครัง้
Toddler 90-140 beats/min อาการที่ควรประคบรอน : ปวดตึงของกลามเน้ือ บริเวณคอ บา นอง
Preschool-age 80-110 beats/min ปวดประจาํ เดือน
School-age 75-100 beats/min การประคบเยน็ : ประคบดว ยน้าํ แขง็ /นาํ้ เย็นทนั ที ภายใน 24-48 ชว่ั โมง
Adolescent 60-90 beats/min นาน 20-30 นาที วนั ละ 2-3 ครง้ั
Adult 60-100 beats/min อาการท่คี วรประคบเยน็ : ปวดศรี ษะ มีไขส ูง ปวดฟน ปวดบวมขอเทา
ขอ ควรระวัง : เด็กเล็กควรมผี ูดแู ลใกลชดิ , การประคบรอนไมค วรสัมผสั
อวัยวะโดยตรง รอนมากหรอื นานเกนิ ไป หลกี เลย่ี ง! การประคบ
รอนบรเิ วณที่มีบาดแผลเปด บริเวณทมี่ อี าการอักเสบแดง
4.3 การเก็บสิง่ สงตรวจและแปลผลการตรวจทางหอ งปฏบิ ตั กิ ารข้นั พ้ืนฐาน
• ประเภทของการเกบ็ ตวั อยาง • การตรวจเพาะเชือ้ อุจจาระ (stool culture)
1) ปสสาวะ (urine) : การเกบ็ ตัวอยางจากเนอื้ อจุ จาระ
2) อุจจาระ (stool) วิธปี ฏิบัติ : 1) ลา งมอื ใหส ะอาดและเช็ดใหแหง
3) เสมหะ (sputum) 2) ใหผปู ว ยถา ยปสสาวะลงในหมอ นอน
4) เลอื ด (blood) 3) สวมถงุ มอื สะอาด
5) สิ่งทอ่ี อกจากแผลหรอื ชอ งของรา งกาย 4) ใชไมไ ผหรอื ชอ นตักอจุ จาระสว นบนหรอื สวนที่ นิ่มเหลว
มีมกู เลือดใสใ นกระปุกแลว สง ตรวจทัง้ ที
• การเกบ็ ตวั อยางปส สาวะ การเกบ็ ตัวอยา งอุจจาระจากชอ งทวารหนกั (rectal swab)
การเตรยี มผปู ว ย วธิ ปี ฏิบัติ : 1) ลา งมอื ใหส ะอาดเชด็ ใหแหง
1) อธบิ ายใหผูปว ยและญาตทิ ราบถงึ จุดมุงหมาย 2) จดั ทา ใหผปู วยนอนตะแคง คลุมใหมดิ ชิด
วิธกี ารเก็บและการมสี วนรว มในการเกบ็ ปส สาวะ 3) ใสถุงมอื ใชมอื ยกแกม กน ผปู ว ยใหเหน็ ชองทวารหนักชดั เจน
2) เตรยี มผเู ตรยี มบริเวณอวยั วะสืบพนั ธุใหสะอาด ใหผ ปู ว ยเบงกน และสวนไมส าํ ลเี ขา ไปในทวารหนกั
3) จดั ถาผปู วยใหถูกตองตามหลกั 4) ใสไ มพนั สําลีที่ปา ยอุจจาระลงในหลอดทดลองปราศจากเชือ้
วิธีปฏิบัติ สงตรวจทนั ที
การเกบ็ ปสสาวะสว นกลาง (midstream urine specimen) • การเก็บตัวอยา งเสมหะ (collecting sputum)
1) ลา งมอื ใหส ะอาดและเช็ดใหแ หง วัตถปุ ระสงค : วนิ ิจฉัยโรคระบบทางเดนิ หายใจ, ตรวจหาสว นประกอบ mEq/L
2) เตรยี มอปุ กรณในการเก็บใหพรอ ม (มสี ลากเขยี นชอื่ -สกุล ช่ือหอผูปว ย การเตรียมผปู ว ย : 1) อธบิ ายใหผปู วยและญาติทราบ
ชนิดของตวั อยา งและเวลาทเี่ ก็บ) 2) ใหผปู วยอยใู นทา Fowler’s position อยูในทา น่งั /ยนื
3) ทาํ ความสะอาดบรเิ วณอวัยวะสบื พันธุ 3) ถา ผูป วยมบี ตั รแผลควรประคองแผลในขณะไอ
4) ใหผ ูปว ยถายปส สาวะทิง้ ไปกอนประมาณ 30-60 mL • การตรวจวิเคราะหเ สมหะ (sputum examination)
5) นําภาชนะทสี่ ะอาดปราศจากเชอื้ รองรบั ปสสาวะประมาณ 30 mL วิธปี ฏิบตั ิ : 1) นําภาชนะเกบ็ เสมหะใหผูปว ย แนะนาํ ไมใ หสัมผัสดา นในภาชนะ
6) เมอื่ ไดปสสาวะแลว นําสงตรวจทันทีพรอมใบสง ตรวจ (ถา สง ไมไดใ หเ ก็บไวในตูเ ยน็ ) 2) บอกใหผปู วยไอใหไ ดเสมหะ
• การตรวจเพาะเช้ือปส สาวะ (urine culture) • การตรวจเพาะเช้อื เสมหะ (sputum culture) : ไดเ สมหะจากการไอ
การเก็บปสสาวะสว นกลาง (midstream urine specimen) ปฏบิ ตั ิเหมอื นการเกบ็ ตรวจ
วิธปี ฏิบัติ : 1) ลา งมอื ใหสะอาดและเชด็ ใหแ หง • การเกบ็ เสมหะจากในคอ (throat swab)
2) เตรยี มาอุปกรณในการเกบ็ ตัวอยางใหพรอ ม วธิ ปี ฏบิ ัติ : 1) ลา งมือใหสะอาดเชด็ ใหแหง
การเกบ็ ตวั อยา ง : 1) ทาํ ความสะอาดอวยั วะสบื พนั ธดุ ว ยนํา้ สบู 2) ใหผูปวยอาปากแลวใชไ มกดล้นิ สอดไมพันสําลีเขาไปในคอ
2) ใหผ ูปวยถายปส สาวะทงิ้ ไปกอนประมาณ 30-60 mL บริเวณทอนซินท้งั 2 ขางหรอื หลงั คอใตล้นิ ไกหมนุ ไปไมพ นั สาํ ลี
3) นาํ ภาชนะที่สะอาดปราศจากเช้ือรองรับปส สาวะประมาณ 30 mL ใหต ิดเสมหะหรอื ส่งิ คัดหลงั่
การเกบ็ ปสสาวะจากสายสวนคา (urine culture) 3) ใสไ มพนั สําลีท่ีปา ยเสมหะแลว ในหลอดปราศจากเชือ้ ทเ่ี ตรยี มไว
วิธีปฏบิ ตั ิ : 1) ปดกนั้ การไหลของปสสาวะบรเิ วณสายสวนเปน เวลา 10-30 นาที กอ น • Nasal swab
เกบ็ ตัวอยา งและประเมนิ ความรสู ึกเปนระยะ วิธเี ก็บ : 1) ใช swab สอดเขา ไปในจมูกขนานกบั palate ทิ้งไวประมาณ
2) เตรียมอุปกรณ 2-3 วนิ าที คอยๆ หมุน swab ออก แลวดึงออก
3) ตอ หวั เข็มเขากบั กระบอกยาดว ยเทคนิคปราศจากเช้อื 2) จุมปลาย swab ลงในหลอดเกบ็ ตวั อยาง หักดาม swab ทงิ้
4) ใชส ําลชี บุ แอลกอฮอลท ําความสะอาดสายยางสวนคาบริเวณท่จี ะ ปดหลอดใหสนทิ
แทงเข็ม แทงมุมเฉยี ง 30 องศา การนําสงและการเกบ็ รกั ษา : นําสงทันที หา ม! แชเยน็
5) ดดู นาํ้ ปสสาวะตามจํานวนท่ตี อ งการ ดึงเข็มออก และเช็ดทาํ ความสะอาด ควรเกบ็ ในระยะแรกท่ีปรากฏอาการของโรค
ขอควรระวงั : 1) ไมค วรกดหัวตอระหวา งสายสวนกับสายยังลงถงุ ปส สาวะ และเก็บดวยวธิ ีปราศจากเช้ือ
2) ไมค วรเกบ็ ปส สาวะจากถุงปสสาวะสงตรวจ • Nasopharyngeal swab
3) ระวงั ไมใ หมีการปนเปอ นเช้ือโรคจากภายนอก การเตรยี มตัวอยา งผูป ว ย : 1) ใหแหงนหนา ข้ึนประมาณ 70 องศา คางไว
* กรณีผปู วยเด็กเกบ็ จากถงุ ปสสาวะ 2) วัด swab จากปลายจมูกถึงตงิ่ หูแลว หกั ครง่ึ
• การเก็บปส สาวะใน 24 ชว่ั โมง : 1) อธบิ ายวตั ถุประสงค วิธีปฏิบัติและชว งเวลาในการเกบ็ สิ่ง ให swab ทํามุม 90 องศา
สง ตรวจใหผ ปู วยและญาตทิ ราบ ขน้ั ตอน : 1) เก็บตัวอยา งจากดา นหลงั หรอื ดา นขางของผูปว ย
2) 07.00 น. ใหผ ปู วยถา ยปสสาวะท้ิงและบันทกึ ไว หลงั จากนัน้ 2) สอด swab เขาจนสดุ ครงึ่ ที่หกั ไว ทิศทางต้งั ฉากกบั ใบหนา
ใหเกบ็ ปสสาวะไวทุกคร้งั ในภาชนะที่สะอาดจนครบ 24 ช่วั โมง 3) หมุน swab โดยรอบประมาณ 3 วนิ าที แลวจึงดงึ ออก
พรอ มบันทึกจาํ นวน ถาลมื ใหเ กบ็ วันใหมใ หครบ 24 ชั่วโมง 4) จุม ปลาย swab ลงในหลอดเกบ็ ตัวอยา ง ตดั สวนเกินท้งิ
3) เม่ือครบ 24 ชวั่ โมงใหผูปว ยถายเปาสวอกี ครั้งแลวเทลงใน การนาํ สง และการเก็บรักษา : นาํ สง ทนั ที หา ม! แชเ ยน็
ภาชนะเก็บตวั อยา งและบอกใหผ ปู วยทราบ ควรเกบ็ ในระยะแรกท่ปี รากฏอาการของโรค
ขอ แนะนํา : 1) การเก็บปสสาวะตรวจ 24 ชวั่ โมง เพอ่ื หาคา VMA และ catecholamines และเกบ็ ดวยวิธปี ราศจากเชื้อ
กอ นตรวจ 2-3 วันใหงดทกุ อยา ง • การเก็บตวั อยางเลือด
2) สงตรวจหาคา catecholamines แนะนําใหผ ูปว ยลดสิง่ กระตุนทที่ าํ ใหกงั วล วตั ถุประสงค : เพ่ือชวยวินจิ ฉยั โรคเกือบทกุ ระบบของรา งกาย
และออกกาํ ลงั กายมากไป ตรวจทางโลหติ วทิ ยา
3) ในระหวางเก็บปสสาวะ ไมงดนา้ํ หรือใหน าํ้ เพมิ่ ตรวจทางเคมี
4) แนะนาํ ใหผูปว ยถาย ปส สาวะกอนอจุ จาระ ตรวจวทิ ยาการเกี่ยวกับนํ้าเหลืองและปฏกิ ิรยิ า serology
• การเก็บอุจจาระ (collecting a stool specimen) การเตรยี มผูป วย : 1) อธิบายใหผปู วยทราบ
การเตรยี มผูปวย : 1) อธิบายใหผูป ว ยและญาตทิ ราบถงึ จดุ หมาย วธิ ีการเก็บตวั อยางและ 2) จัดทาใหผ ูปวยในทา ทีส่ ุขสบาย เหยียดแขนตรง
การมสี ว นรว ม ตลอดจนไมเ ปด เผยผูป ว ยจนเกนิ ความจําเปน อปุ กรณ : 1) เข็มฉีดยาเบอร 21-23 6) กระบอกฉดี ยา
2) ถา ยปส สาวะกอ นเกบ็ อจุ จาระ 2) ภาชนะบรรจุสิ่งสง ตรวจ 7) Alcohol 70%
3) ตรวจเลือดแฝงในอุจจาระใหผ ูป วยงดเนอื้ สัตว 3 วนั กอ นเก็บอุจจาระ 3) สาํ ลแี หง 8) tourniquet
4) เกบ็ อจุ จาระโดยวธิ ี rectal swab ใหผูป วยจัดทานอนตะแคงและคลมุ ผา 4) ถงุ มอื 9) พลาสเตอร
ใหมดิ ชิด เปด เฉพาะสว นท่ตี องการ 5) ถุงขยะ
• การตรวจวิเคราะหอ จุ จาระ (stool examination) วธิ ีปฏบิ ตั ิ : 1) ใช tourniquet รดั เหนือบริเวณท่ีเจาะ
วิธีปฏบิ ัติ : 1) ใหผ ปู ว ยถา ยปสสาวะลงในหมอนอน 2) เจาะบริเวณขอ พบั หลอดเลอื ดดาํ
2) สวมถงุ มอื สะอาด ขอ ควรระวัง : 1) ไมค วรดึงเข็มออกกอ นปลดสายยาง
3) ใชไ มไ ผหรือชอนตักอุจจาระสว นบนหรอื สว นทีผ่ ดิ ปกติลงในภาชนะเกบ็ ตวั อยาง 2) ระวงั เลือดแขง็ ตวั เมอื่ ใสเลอื ดมากเกิน
• การเจาะเลือดเพอ่ื ตรวจเพาะเชอื้ • วธิ กี ารตรวจหาเชื้อโควดิ -19
1) Polymerase chain reaction: RT-PCR
1) เชด็ ผิวหนังบรเิ วณทีเ่ จาะและฝาจุกขวดน้ําเลีย้ งเชอื้ ดวยน้ํายาทาํ ลายเชอ้ื - ทราบผลภายใน 24-48 ชว่ั โมง
- พบเชอ้ื COVID-19 ผลเปนบวก
Ex. Alcohol 70% - ไมพบเชือ้ COVID-19 ผลเปนลบ
2) เจาะเลือดตามจํานวนท่ีตองการเจาะสองคร้ังและเปลี่ยนตาํ แหนงทุกครงั้ 2) Rapid test
- ทราบผลภายใน 10-30 นาทเี ทา น้นั
3) เปลี่ยนหัวเขม็ ใหมแลว แทงเข็มผา นจกุ ขวดนา้ํ เลยี้ งเชือ้ - ตรวจพบเช้อื หลังจากไดรับเช้ือมา 5-14 วัน และไมส ามารถตรวจพบเช้ือ
ไดหลังจากหายปว ย
4) ดนั เลือดเขาไปในขวดนา้ํ เลีย้ งเชือ้ อยางชา ๆ เขยา ขวดเบาๆ - ตรวจพบภูมคิ ุม กนั ตอ เช้อื หลังจากรับเช้อื มาแลว 10 วันขึ้นไปและตรวจ
พบไดหลงั จากหายปวยแลว
5) เจาะครบ 2 ขวด ใหร ะบชุ ดั เจนวา ขวดที่ 1 และ 2 แลวสง ตรวจทนั ที่
พรอ มเช็คชื่อใหต รงกบั ผูปวย
• การเจาะจากผิวหนงั
อุปกรณ : 1) อุปกรณเ จาะเลอื ดฝอย 4) ภาชนะบรรจุสง่ิ สง ตรวจ
2) Alcohol 70% 5) สาํ ลีแหง
3) ถุงมอื 6) พลาสเตอร
วธิ ปี ฏบิ ัติ : 1) เจาะจากปลายน้ิวมือ
2) นําหลอดแกวท่บี รรจุเลอื ดสงตรวจทันที
• การตรวจความสมบูรณของเมด็ เลอื ดแดง (CBC)
Hemoglobin (Hb) คาปกติ : เดก็ 10-15.5 g/dL
ผูใ หญ ชาย 14-18 g/dL
หญงิ 12-16 g/dL
Haematocrit (Hct) คา ปกติ ทารก 44-64%
เดก็ 32-44%
ผใู หญ ชาย 42-52%
หญงิ 37-47%
• การตรวจเม็ดเลอื ดขาว (WBC)
Neutrophils คาปกติ 55-70% ของ WBC
Eosinophils คาปกติ 1-4% ของ WBC
Basophils คาปกติ 0.5-1.0% ของ WBC
Monocytes คาปกติ 2-8% ของ WBC
Lymphocytes คา ปกติ 20-40% ของ WBC
WBC ผใู หญ คาปกติ 5-11 * 10^9/L
Platelet count คาปกติ 150-400 * 10^9/L
Bleeding time คาปกติ 3-6 min
FBS คาปกติ <100 mg/dL
• BUN คา ปกติ ผูใหญ 10-20 mg/dL
เด็ก 5-18 mg/dL
• Creatinine คา ปกติ ผูใ หญ 0.6-1.2 mg/dL
วยั รนุ 0.5-1.0 mg/dL
เดก็ 0.3-0.7 mg/dL
• Albumin คาปกติ 3.5-5 gm/dL
• Total billirubin คาปกติ 0.3-1.0 mg/dL
• Electrolytes
Na คาปกติ 136-145 mEq/L
> 145 mEq/L = Hypernatremia : ดม่ื นา้ํ นอย อาเจยี น อจุ จาระรว ง
< 120 mEq/L = Hyponatremia : ไมส ามารถขบั นาํ้ ได
K คาปกติ 3.5-5.0 mEq/L
> 5.5 mEq/L = Hyperkalemia : ไดรบั K มากเกินไป
< 3.5 mEq/L = Hypokalemia : สญู เสยี K อาเจยี น ทองเสีย ปสสาวะ
Cl คา ปกติ 90-106 mEq/L
> 106 mEq/L : หัวใจเตน เรว็ อาการออนแรง
< 90 mEq/L : กลามเน้ือเกร็ง ความดนั โลหิตตาํ่ ไมร ูสกึ ตัว
CO2 คา ปกติ 23-30 mEq/L
บทท่ี 5 การดูแลเรื่องการไดรับสารอาหารทางสายยางสูก ระเพาะอาหาร
และการสวนลา งกระเพาะอาหารทกุ ชวงวยั
• การประเมนิ ภาวะพรอ งโภชนาการ 12) ปดพลาสเตอรช่วั คราวทีส่ ายยางใหอาหารเขา กบั ปลายจมกู
1) ประเมนิ จากดัชนีมวลกาย (BMI) 13) ตรวจสอบตําแหนง ปลายสายยางใหอาหาร
2) ประเมินจากอาหาร (Dietary Evaluation) 1) ตอ กระบอกใหอ าหารเขากับปลายสายยาง ดันลมเขาประมาณ
หลัก A-B-C-D 10-20 mL ชา ๆ พรอมกบั วางหฟู งลงบรเิ วณใตป ลายกระดูกอกหรือ
A : Anthropometry assessment : วัดสัดสวนของรางกาย หนา ทอ งดา นซา ยบน (left upper quadrant)
B : Biochemistry assessment : ขอมลู จากหอ งปฏบิ ัติการ 2) ดดู สง่ิ ตกคาง ตรวจสอบ สแี ละปรมิ าณ ตรวจสอบคา ความเปน กรด
C : Clinical sign : อาการแสดงออก ดางของสิง่ ตกคางทดี่ ดู ออกมา
D : Dietary assessment : ประเมินการบรโิ ภคอาหาร 3) วา งไปสายลงในแกวนํ้า ตอ งไมมีฟองอากาศ
• การใหอ าหารทางปาก 14) ปดพลาสเตอรเ ขากับสายยางใหอาหารและจมูกใหเ รยี บรอ ย
วธิ ปี ฏบิ ัติ : 1) จัดทา นัง่ ระวัง!ไมใหสายยังกดทบั ทผี่ นังจมกู
2) วางผากนั เปอ นไวบ ริเวณหนาอก 15) วางสายยางใหเ รียบรอ ยไมดงึ รงั้ และผูปวยไมนอนทับ
3) กระตนุ ใหผ ูปวยไดร บั อาหารดวยตนเอง 16) ถอดถุงมอื
4) เก็บถาดอาหารออกจากเตยี ง 17) ดแู ลใหผ ูปวยพักผอ น จดั สง่ิ แวดลอ ม
• การใหอ าหารทางสายยาง : การใสสายยางผา นทางรจู มูกจนถึงกระเพาะอาหาร
ชนดิ การใสสายใหอาหาร : 1) Nasogastric intubation : เขา ทางจมกู ผา นหลอดอาหารจนถงึ • การถอดสายยางใหอ าหาร : ถอดเสร็จเก็บลางอปุ กรณแ ละลงบันทึกในใบบันทกึ
กระเพาะอาหาร การพยาบาล
2) Orogastric intubation : เขา ทางปากผา นหลอดอาหารจนถงึ อุปกรณ : 1) ถงุ มอื สะอาด 3) ผา รองกนั เปอ น
กระเพาะอาหาร 2) กระดาษชําระ 4) ชามรูปไตพรอมถุงขยะ
3) Gastrostomy tube : ผา นทางผนังหนาทองเขาไปใน jejunum
วิธกี ารใหอาหารทางสายยาง 2 วธิ ี • การใหอาหารทางสายยาง
1) Intermittent enteral tube feeding : เปนคร้ังคราววันละ 4-6 ครง้ั อปุ กรณ : 1) อาหารเหลวตามคําสัง่ การรักษา 4) สาํ ลชี บุ นํ้าตมสุก
2) Continuous enteral tube feeding : แบบตอ เนือ่ ง 2) กระบอกใหอาหาร 5) ผารองกันเปอน
ผูป วยท่คี วรไดร บั อาหารทางสายใหอาหาร 3) นา้ํ อุนจาํ นวนตามแผนการรักษา/100 mL. 6) ชามรปู ไต
1) ผูปว ยทีม่ ปี ญ หาในชองปากชองคอ ไมสามารถเค้ียวหรือกลนื อาหารเองได วธิ ปี ฏิบตั ิ : 1) ลางมอื ใหสะอาด เชด็ ใหแ หง
2) ผปู วยมแี ผลไฟไหมรนุ แรง มกี ารติดเชือ้ รนุ แรง 2) เตรียมอุปกรณแ ละตรวจสอบอุณหภมู ขิ องอาหาร
3) ผสู ูงอายุทม่ี ปี ญหาทางทันตกรรมจนกอใหเกดิ ปญ หาในการเคย้ี วอาหาร 3) นําอุปกรณไปทเ่ี ตยี งผูปว ย
อาหารทใ่ี หทางสายใหอาหาร : อาหารปน ผสม (Blenderized diet) 4) ตรวจสอบ ช่ือ นามสกุล เตยี ง ชนิดอาหารทเี่ ตรยี มอีกคร้งั
*ขอควรระวงั : ระมัดระวงั ไมใ หเกิดการสาํ ลกั อาหารเขาสปู อด ตอ งทดสอบตําแหนง ปลายสายยาง 5) จดั สภาพแวดลอ ม
ใหแนใ จวา อยใู นกระเพาะอาหารเม่อื ใสส ายยางใหอ าหาร และกอ นใหอาหาร นํ้า และยาทุกครง้ั 6) จัดทานอนศรี ษะสงู 30-60 องศา
อปุ กรณ : 1) สายยางใหอาหาร 7) ผา รองกนั เปอน 7) ปูผา กนั เปอนบริเวณหนาอก
2) กระบอกใหอ าหาร 8) แกว บรรจุนาํ้ พรอมหลอดดดู 8) พบั ใสย างใหอาหารเปด ทุกปายสายออกเช็ดดว ยสาํ ลชี ุบนาํ้
3) สารหลอลื่น K-Y jelly, Xylocain jelly 9) หูฟง (Stethoscope) ตมสุกดา นในและสาํ ลีแอลกอฮอลดา นนอก
4) พลาสเตอรต ัดเปนรูปตวั Y 10) ชามรปู ไตพรอ มถุงขยะ 9) ตรวจสอบตําแหนงปลายสายยางใหอ าหาร
5) ผา ก็อซ 11) ถงุ มือสะอาด 10) ตรวจสอบปรมิ าณของเหลวในกระเพาะอาหาร
6) ไมพนั สาํ ลชี บุ น้าํ สะอาด 12) กระดาษชาํ ระ มากกวา 50 mL เลื่อนเวลาไป 1 ชั่วโมง และตรวจสอบซ้ํา
*สายยางใหอ าหาร : สวนมากชนดิ Levin tube หากเหลือคา งมากกวา 50 mL อีกครัง้ ใหงดอาหารในมือ้ นน้ั
ขนาด : ตัวเลขนอ ย = สายยางเล็ก, ตวั เลขมาก = สายยางใหญ 11) เทอาหารลงกระบอกใหอ าหาร
ผใู หญ : 14,16,18 F เดก็ โต : 8-12 F เดก็ เลก็ : 5-12 F ทารก : 3,5,8,10 F 12) เทนา้ํ อุน ลงในสายยางใหอ าหารประมาณ 50 mL หรือตาม
• วิธกี ารใหอ าหารทางสายยาง : ยดึ เทคนคิ สะอาด คําส่ังการรักษา
1) การปลอยอาหารจากถงุ บรรจอุ าหารหรอื กระบอกใหอาหาร 13) หกั พับสายยางใหอาหารใชส าํ ลเี ช็ดจกุ สายยาง
2) การใหอาหารเหลวทีบ่ รรจใุ นถงุ แลวนําไปแขวนหยดชาๆ 14) ปด ปลายสายยางใหอาหารใหสนทิ
3) การหยดอาหารอยางตอ เนื่อง อาจใชเครอื่ งควบคมุ อัตราการหยด 15) ใหผปู ว ยนอนในทา ศีรษะสูงประมาณ 30-60 นาที
• การใสสายยางใหอาหาร
วัตถุประสงค : 1) ใหอาหารน้ําและยากบั ผูป ว ยทีไ่ มสามารถรบั ประทานอาหารทางปากได • การดูแลสายใหอ าหาร
2) ลดแรงดนั ในกระเพาะอาหารหรอื ลาํ ไส 1) การดแู ลสายใหอาหาร : หากพลาสเตอรท ่ปี ดตรึงสายสกปรก
3) ระบายสิง่ ทค่ี า งอยใู นกระเพาะอาหารออกมา ควรใชส าํ ลีสะอาดชุบแอลกอฮอล 70% เช็ด
4) ดูสงิ่ ที่คา งอยใู นกระเพาะอาหารออกมาตรวจ 2) การเปล่ียนสายใหอาหาร : เม่ือเห็นวาสายขุนสกปรก มกี ใชน านประมาณ
5) ลางกระเพาะอาหารในกรณีที่ไดรับสารพิษหรอื ยาเกนิ ขนาด 1 เดือน หรือนอ ยกวานน้ั
6) ลา งกระเพาะอาหารดว ยความเย็น เพอื่ ใหเสน เลือดในกระเพาะอาหารหดตัว • การพยาบาลผูปวยท่ใี สสายยางใหอ าหาร
วิธปี ฏิบตั ิ 1) ตรวจสอบตาํ แหนง ปลายสายยางใหอ าหารและปริมาณอาหารที่เหลอื คาง
การใสส ายใหอ าหารทางจมกู : 1) ลางมอื ใหส ะอาด เช็ดใหแ หง ในกระเพาะอาหารกอ นใหอาหารทกุ ครัง้
2) เตรียมอุปกรณม าท่เี ตียง 2) ไมใ หอาหารอตั ราหยดที่เรว็ เกิน
3) บอกผปู วย 3) ลางสายยางใหอาหารดวยนา้ํ อุนทกุ คร้ัง ภายหลังใหยาและอาหาร
4) จัดสภาพแวดลอม : 1) ปด ประตู กน้ั มา น เปดไฟ 4) ตรวจสอบอาหารไมบ ดู เสยี อาหารท่ใี หตอ งหมดภายใน 8 ชวั่ โมง
2) จดั ทานอนศรี ษะสงู 30-90 องศา 5) ใหอ าหารทีม่ อี ุณหภูมิใกลเคียงกับอุณหภูมิหอง
3) ผา กนั เปอ นคลุมอก 6) ประเมนิ สภาพผิวหนงั และปดพลาสเตอรไ มใหดงึ ร้ัง
5) บบี สารหลอลืน่ ลงบนผา กอ ซ ตัดพลาสเตอร 7) ดูแลความสขุ สบาย
6) ทาํ ความสะอาดจมกู
7) สวมถุงมือสะอาด
8) วัดระยะสายยางจากจมูกถงึ ติ่งหู ตง่ิ หถู งึ ปลายกระดูกอก
9) หลอดล่ืนสายยางอยา งนอ ย 2-4 นิ้ว
10) สอดปลายสายเขารูจมกู อยางนุมนวลพรอมใหผูป ว ย
ชวยกลนื จนถงึ ตําแหนง ทวี่ ัดได
11) ตรวจดูสายยางใหอ าหารภายในชอ งปาก
• การสวนลางกระเพาะอาหาร : ลา งสารพิษในผูปวยที่กนิ เขา ไปไมเกนิ 4 ชั่วโมง
สารพวก salicylate, tricyclic, antidepressant และ antispasmodic สามารถ
ลางสารพิษไดแ มกนิ เขาไปนานถงึ 12 ช่ัวโมง
วตั ถุประสงค : 1) เพอ่ื ขจดั สารหรอื ยาพิษท่ีดมื่ เขาไป
2) เพือ่ การวินิจฉยั เลือดออกในกระเพาะอาหารและหา มเลือด
3) เพ่อื ลางกระเพาะอาหารสําหรบั การตรวจโดยการสองกลอ ง
การเตรยี มผปู วย : 1) กรณที ผ่ี ูป วยรูสกึ ตัว : อธิบายใหผ ปู วยเขาใจและขอความรว มมอื ในการปฏิบตั ิ
2) กรณีที่ผูปว ยไมร สู กึ ตวั : ตอ งใส endotracheal tube ชนดิ ที่มลี กู โปง และ ใส
เครอื่ งถางปาก เตรยี มอปุ กรณส าํ หรับลา งกระเพาะอาหาร เคร่อื งดดู เสมหะระบบ
สญุ ญากาศ ใหผูปวยนอนตะแคงซาย เตียงเอียงตา่ํ ดานศรี ษะประมาณ 15 องศา
อปุ กรณ : 1) ชุดสวนลางกระเพาะอาหารปลอดเช้ือ : 1) Syring สวนลาง
2) ชามรปู ไต (500 mL) 1 ใบ
2) น้ํายาทใี่ ชใ นการสวนลา ง ชนิดขึ้นอยกู ับแผนการรกั ษาของแพทย Ex. NNS
3) ถังนา้ํ สําหรับใสส ง่ิ ตกคาง
4) หูฟง (stethoscope)
5) ผากนั เปอน
6) ถุงมอื สะอาด
วิธีปฏิบตั ิ : 1) อธบิ ายใหผปู ว ยเขา ใจเกย่ี วกบั วัตถุประสงคแ ละวิธีทํา
2) เตรียมอุปกรณม าทีเ่ ตียงผปู วย
3) ลา งมอื ใหสะอาด ใสถ งุ มอื สะอาด
4) จดั ใหผ ูป วยนอนทา Semi-Fowler’s position
5) คลมุ ผา กนั เปอ น
6) ทดสอบสายใหอ าหาร
7) ตอ Syringe สวนลางกบั สายใหอาหาร ดดู เอาสิง่ ตกคางออกใหห มดใสใ นชามรปู ไต
หรอื ภาชนะที่เตรียมสง ตรวจ
8) รินนํา้ ยาใสชามรปู ไต ใช Syringe สวนลา งดดู นา้ํ ยาคร้งั ละประมาณ 30-50 mL หรือ
ตามคาํ สง่ั การรักษา
9) ดดู สงิ่ ตกคา งออกชา ๆจนหมดถงึ ใสนา้ํ ยาลงไปลา งใหมทําเชน นจ้ี นกวาน้ําที่ออกมาสะอาด
10) สังเกตสี จาํ นวนสิ่งตกคา งท่ดี ูดออกมา ถาผูป ว ยมอี าการเจบ็ ทอ งหรือมเี ลอื ดออกปนออก
มาแสดงวามีเลอื ดออกในกระเพาะอาหารตอ งหยดุ ทําทันทแี ละรายงานใหแพทยทราบ
11) เก็บอปุ กรณไปลา งทําความสะอาด
12) ลางมือใหสะอาด
13) บนั ทกึ ในแผน บันทึกการพยาบาล
ขอ หา ม : 1) หามลางกระเพาะอาหารในผูปว ยทีก่ นิ สารพษิ ประเภทกัดกรอ นอยา งแรง
2) สารพษิ พวกไอระเหย
3) กรณีทีก่ ินยานอนหลับเกินขนาด การลา งกระเพาะอาหารอาจไมไ ดผ ล
บทท่ี 6 การชวยเหลอื เบ้ืองตนเกยี่ วกับทางเดินหายใจทกุ ชว งวัย
• ลักษณะหรอื รปู แบบของการหายใจ (Pattern of Breathing) วธิ กี ารใหอ อกซิเจน
1) Eupnea : การหายใจปกติ 1) Tracheostomy Collar : ใหใ นผปู วยทเี่ จาะคอ แตนยิ มใชส ายพลาสติก
2) Tachypnea : การหายใจเร็ว ขนาดโตแบบสายลกู ฟุก เพื่อใหไ ดความชืน้ ทีส่ งู มักตอกบั เครื่องทาํ
3) Hyperpnea : การหายใจทแ่ี รงกวาปกติ ฝอยละออง และถงุ เก็บตอ งโปงในจังหวะการหายใจเขา
4) Dyspnea : การหายใจลําบาก ขอเสีย : 1) ออกซิเจนผา นเขา และคารบอนไดออกไซดผา นออก
5) Biot’s Respiration or Ataxic : การหายใจต้ืนลึกแลวหยุด ลําบากและเหนยี ว
6) Apneustic Breathing : การหายใจหยุดคางในทา หายใจเขา 2) มีโอกาสอุดตันไดง าย
7) Agonal : การหายใจเฮือก 3) เสียเวลานํามาทาํ ความสะอาด และทาํ ความสะอาดยาก
8) Shallowor Costal Breathing : การหายใจตนื้ 2) T-Piece : เหมาะสาํ หรับใหอ อกซิเจนแกผปู ว ยที่มีทอ ทางเดินหายใจ
9) Hyperpnea : การหายใจลกึ ลักษณะสายทางเขาออกของกาซเปนสายลกู ฟูก ทง้ั นเ้ี พือ่ ทาํ ใหไดความชนื้ ดี
10) Air trapping : การหายใจขับอากาศออกไมห มด สว นสายทเ่ี ปนทอ ทางหายใจออกควรมีความยาวประมาณ 6 นว้ิ ถา หากมี
11) Air hunger or Kussmual’s Breathing : การหายใจใกลส้ินใจ ความยาวมากกวา นี้อาจทาํ ใหค ารบอนไดออกไซดท่ีคา งอยใู นทอ และผู
12) Sighing : การหายใจลกึ ๆ ปว ยอาจจะหายใจเอาคารบ อนไดออกไซดท ค่ี า งนี้กลับเขาสูป อดได
• การใหอ อกซเิ จน • อนั ตรายจากการไดร ับออกซิเจน
1) การใหในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล (Acute care setting) 1) ปอดและทางเดนิ หายใจ ถา ใหออกซิเจนความเขม ขน มากกวา 60%
2) การใหที่บาน (Home oxygen therapy) ทําใหเกิดการเปล่ียนแปลงดังนี้
วัตถปุ ระสงค 1) ทาํ ลายขน (Cilia) นาน 6 ชม.
1) เพ่ือแกไขภาวะพรอ งออกซิเจน (Hypoxia) 2) ทําลายสารลดแรงตึงผวิ (Surfactant) ทําใหป อดแฟบ (Atelectasis)
2) ลดการทาํ งานของการหายใจ 3) เยอ่ื หมุ ถงุ ลมหนาข้ึน
3) ลดการทํางานของกลามเน้อื หวั ใจ 4) ลดความสามารถของ Alveolar Macrophages ทาํ ใหติดเชือ้ งา ย
ขอ บงชี้ 2) ตา มีความผิดปกติเกย่ี วกบั การมองเหน็ (Visual Disturbance)
1) ผปู ว ยที่มภี าวะพรองออกซิเจน 3) ระบบประสาท
2) ผปู ว ยท่สี งสยั วาอาจมภี าวะพรอ งออกซเิ จนแบบเฉยี บพลัน 4) มภี าวะขาดออกซิเจนเพ่ิมข้นึ จากการหยดุ ใหอ อกซเิ จน
3) ผปู วยท่มี ลี มรัว่ ในชอ งเยื่อหุมปอด (pneumothorax) ขอควรระวัง : 1) ระบบการเดนิ สายไฟฟาท่เี สยี บไฟฟา และเครื่องอุปกรณต า งๆ
4) ผปู ว ยหลงั การดมยาสลบ โดยใหใ นระยะเวลาส้นั ๆ ตอ งมีระบบสายดิน
อปุ กรณ แบง เปน 2 ระบบ ดังน้ี 2) ในขณะท่ีใหหามใชเครือ่ งโกนหนวดไฟฟา
1) Variable performance (low-flow) system 3) หา มสบู บุหร่ีในบริเวณใกลเ คียงและตองติดปา ย
- nasal cannula 4) อยาเปด หรอื จุดเปลวไฟใกลๆ ตวั ผูปว ยทกี่ ําลังใหอ อกซิเจน
- face mask 5) หามใชน้ํามัน
- oxygen hood • ภาวะแทรกซอน : 1) ในทารกเกดิ กอนกาํ หนด ระดับ PaO2 ทีส่ ูงกวํ่า 80 มม.ปรอท
- oxygen tent อาจทําใหเ กิด retinopathy ofprematurity
2) Fixed performance (high-flow) system 2) ในทารกทเ่ี ปน ductus-dependent heart lesion การเพ่มิ ระดับ
- อปุ กรณก ารใหอ อกซิเจนในเครอื่ งชวยหายใจ PaO2 อาจทาํ ให ductus arteriosus ปดได
- oxygen blender 3) ตอ งระมัดระวังในผปู ว ยทไ่ี ดรับสารพษิ กลุม paraquat
- air-entrainment หรือ venturi mask หรือเคยไดร ับยาในกลมุ bleomycin
ชนิดการใหออกซิเจน • การประเมินและติดตามผปู ว ย : - ปรบั ปริมาณออกซเิ จนใหเหมาะสมกบั ผูปว ย โดย
1) Nasal cannula : เหมาะหรบั ผปู วยทีต่ องการควบคุมความเขม ขนออกซเิ จนไมส ูง ติดตามอาการทางคลินิกหรอื ใชเ ครือ่ งpulse oximeter
ขอ ดี : ประหยดั ตดิ ยึดกบั ผปู วยไดงาย - กรณเี จบ็ ปว ยแบบเฉยี บพลัน ควรใหอ อกซิเจน
เดก็ ทารกปรับอัตราการไหล ของออกซเิ จนไมเกนิ 2 ลติ ร/นาที SpO2 อยรู ะหวาง 94-98%
เดก็ โตใหเพ่ิมอัตราการไหลออกซเิ จนไดถ ึง 6 ลติ ร/นาที • แนวทางปฏบิ ัตกิ ารใหค วามชน้ื และยาพนฝอยละออง
*ไมควรอัตราการไหลออกซเิ จนท่สี ูงเกินไปเนอื่ งจาก ทําใหเ ยอื่ บุจมกู แหงและแสบจมกู ได 1) การบําบดั รักษาโดยการใหค วามชื้น
ขอควรระวงั ขอ บง ชี้ : 1) ผปู ว ยท่มี ปี ญ หาของระบบหายใจ
1) ขนาด nasal prong ทใ่ี หญเกนิ ไป 2) ผปู ว ยทมี่ ีเสมหะเหนียวขนหรอื จาํ เปน ตอ งรบั การระบายเสมหะ
2) nasal prong เลื่อนหลดุ Ex. ผปู ว ยโรคหลอดลมโปง พอง (bronchiectasis)
3) อตั ราการไหลของออกซเิ จนมากเกนิ ไป 3) ผปู ว ยท่ตี องการเกบ็ เสมหะเพ่ือสง ตรวจทางหอ งปฏิบัติการ
4) nasal prong ขนาดใหญและใหอ ตั ราการไหลออกซิเจนมากเกินไป มีรายงานวาทาํ ใหเ กิด อุปกรณท าํ ความชนื้ (humidifier)
ความดนั บวกในทางเดินหายใจ (continuous positive airway pressure) 1) Active humidifier : ใหค วามชนื้ เขาไปในกาซที่ใหเเกผ ูป ว ย
5) อาจเกิดอาการระคายเคืองของผวิ หนงั บรเิ วณท่ีสายกดทบั และบรเิ วณทปี่ ด เทปเหนยี ว แบง เปน 2 ชนิด : 1) ชนิดที่ไมท ําความอุนชืน้ (unheated)
6) ในเดก็ เลก็ ควรติดสาย nasal cannula ใหพ นคอเพื่อปอ งกันการอุดกัน้ ทางเดิน นยิ มใช bubble Ex. cannula, simple mask
2) Simple face mask : เหมาะสําหรบั ผูปวยทตี่ องการความเขมขนออกซเิ จนระดบั ปานกลาง 2) ชนดิ ท่ีใหค วามอุนชื้น (heated) : ใหก าซ
35%-50% ในชวงระยะเวลาสนั้ ๆ อม่ิ ตัวดวยไอน้ําท่อี ณุ หภูมิสูงกวาอุณหภมู ิหอง
ขอ ควรระวัง : 1) อาจเกดิ การสดู สําลักสิ่งแปลกปลอมไดในผปู วยที่อาเจยี น และไมรสู ึกตวั
2) เกดิ แผลกดทับ ถา ใช mask ทีแ่ นนและนานไป
3) คารบอนไดออกไซดค ่งั ในรายทีเ่ ปด oxygen flow rate ต่ําเกินไป
3) Partial-rebreathing mask : ใหค วามเขมขน ออกซเิ จน 40%-60% เมือ่ เปด อตั ราการไหลของ
กา ซ 6-10 ลติ ร/นําที โดยขณะทใี่ ชควรปรับอัตราการไหลของ
ออกซเิ จนให reservoir bag โปงเสมอ
4) Non-rebreathing mask : ใหความเขม ขน ของออกซิเจนสงู กวา partial rebreathing mask
คือ ตงั้ แต 60%-80% เมือ่ เปด flow rate อยา งนอ ย 10 ลิตร/นาที
5) Oxygen hood : เหมาะสาํ หรับการใหอ อกซเิ จนใน ทารกแรกเกดิ และเด็กเล็ก ความเขมขน ของ
ออกซเิ จนท่ีไดประมาณ 30%-70% ขนึ้ กับขนาดของ hood, อตั ราการไหลของ
ออกซเิ จนท่ีเปด ควรเปดออกซเิ จนอยา งนอย 7 ลติ ร/นาที
6) Oxygen tent : นิยมใชใ นผูปว ยทีต่ องการออกซิเจนและความชื้นสงู เขมขนของออกซิเจนไมค อย
คงท่ีขนึ้ กบั การเปด-ปดของ oxygen tent
• การดดู เสมหะ • การดูดเสมหะ
มี 2 แบบ : 1) Open Suction
วัตถุประสงค : 1) ปองกันการอดุ ตนั ทางเดนิ หายใจ - ดูดเสมหะทางจมกู
- ดดู เสมหะทางปาก
2) เพ่ือระบายเสมหะออกจากทางเดินหายใจ - ดดู เสมหะทางหลอดลมหรือท่ีทอใสชวยใจ
- ดดู เสมหะทางทอหลอดลมคอท่ีมบี อลลูน
หลักเกณฑใ นการดดู เสมหะ : แรงดันของเคร่ืองดูดเสมหะที่ใชในการดดู เสมหะคาท่ี 2) Closed suction
ส่งิ ท่ีควรตระหนกั !!
เหมาะสม ประมาณ 80-150 มิลลิเมตรปรอท 1) ระยะเวลาในดูดเสมหะแตละครง้ั ไมเกนิ 10 -15 วินาที
2) ภาวะจิตใจของผูปว ยและญาติ
ขอ บง ชี้ : 1) ทําเมือ่ มอี าการไอ 2) หายใจลาํ บาก 3) การควบคุมของสายดูดเสมหะ
4) เทคนคิ ปราศจากเชื้อในการดูดเสมหะ
3) หายใจมเี สียงเสมหะ 4) ความเขม ขนของออกซเิ จนตํ่า 5) ภาวะแทรกซอนจากการดดู เสมหะ
Ex. ภาวะพรองออกซิเจนอยางทนั ทีทันใด
วธิ ีปฏิบตั ิ ภาวะแทรกซอ นจากการขาดออกซเิ จน
1) ขาดออกซเิ จน
1) การดูดเสมหะในผูป ว ยเด็กที่ใสทอ หลอดคอ (tracheostomy tube) 2) หวั ใจเตนชา
3) ปอดแฟบ
ขอ บง ช้ี : 1) ผปู วยมอี าการผดิ ปกตทิ างระบบหายใจทเ่ี กดิ จากการมีเสมหะมาก 4) อาจเกิดอันตรายตอทางผานอากาศ
5) การติดเชือ้ ทป่ี อด
หรือเสมหะเหนยี ว 6) การระคายเคอื งเยอื่ บุทางเดินหายใจและการสาํ ลัก
ขอควรระวัง : ควรระวงั ภาวะแทรกซอนในผูปว ยตอ ไปน้ี
2) มเี สมหะออกมาใหเ ห็นทที่ อหลอด 1) ดนั ในกะโหลกศีรษะสงู
2) มีความดนั เลอื ดในปอดสูง
อาการแสดงของเสมหะอดุ ก้ันภายในทางเดินหายใจ 3) มีภาวะปอดบวมนาํ้ (pulmonary edema)
4) มเี ลือดออกในปอด (pulmonary hemorrhage)
1) ผปู วยมอี าการเหนื่อย หายใจลาํ บาก ภาวะแทรกซอ นจากการดูดเสมหะ
1) ระดบั ออกซเิ จนในเลอื ดลดต่าํ ลง
2) หายใจเสยี งดงั หรือไดย ินเสียงเสมหะภายในหลอดลมของผูปวย 2) ปอดแฟบ
3) หลอดลมตีบ
3) อัตราชีพจรและการหายใจเพ่มิ ขน้ึ 4) ติดเชือ้ ในระบบหายใจ
5) บาดเจ็บตอ เยอ่ื บุทางเดนิ หายใจหรือมเี ลือดออก
4) ฟงปอดไดเสยี งผิดปกติ (Adventitions sound) Ex. Crepitation, Rhonchi 6) อาเจียน สดู สาํ ลกั
7) ความดนั ในกะโหลกศรี ษะสงู
5) ผวิ หนัง เลบ็ มือ หรือเลบ็ เทา มสี เี ขียวคลา้ํ จากการพรองออกซเิ จน (Cyanosis) 8) หัวใจเตนผดิ จังหวะหรอื หยุดเตน
9) ความดันโลหติ สูงหรือตาํ่
การประเมินหาความผิดปกตอิ น่ื ๆ : Ex. มอี าการกระสบั กระสายหรือซมึ ลงรว มดว ย การประเมินและตดิ ตามผูปวย
1) เสยี งหายใจ
• การดดู เสมหะ 2) สีผิว
3) อัตราการหายใจ ลกั ษณะการหายใจ
กรณดี ูดเสมหะดวยระบบปด (Close system) : ควรใชแรงดนั ไมเ กิน 160 mmHg - สญั ญาณชีพ
- ลกั ษณะเสมหะ เชน สี ปรมิ าณ ความขน หรอื กลิน่
กรณีดดู เสมหะดวยระบบเปด (Open system) ควรปรบั แรงดนั ใหเหมาะสม - ความสามารถในการไอ
- คา่ํ ความอ่มิ ตวั ออกซเิ จนไมค วรต่ํากวารอ ยละ 90
เด็กเลก็ : ชนดิ ติดฝาผนงั 60-90 mmHg รถเคลือ่ นที่ใชไฟฟา 8-10 mmHg หรือผล arterial blood gas อยูใ นเกณฑ
เด็กโต : ชนิดติดฝาผนัง 80-100 mmHg รถเคลื่อนทใี่ ชไฟฟา 8-10 mmHg
ผูใ หญ : ชนดิ ตดิ ฝาผนัง 100-120 mmHg รถเคล่ือนทใ่ี ชไ ฟฟา 10-15 mmHg
อุปกรณ : 1) เครอื่ งดูดเสมหะ
2) หูฟง (Stethoscope)
3) สายดดู เสมหะท่สี ะอาดปราศจากเช้ือ
ผูใ หญใชเบอร 14- 16 เดก็ ใชเบอร 8-10
4) หลอดสาํ หรบั ตอจากสายทตี่ อ จากเครอื่ งดดู และสายดดู เสมหะ
5) ไมกดล้ิน หรอื Oropharyngeal Airway
6) ถุงมือท่สี ะอาดปราศจากเชอื้
7) ผา ปดจมกู ( Mask )
8) สําลปี ราศจากเช้อื
9) แอลกอฮอล 70%
10) น้าํ สะอาดปราศจากเช้อื / นา้ํ ตมสกุ ใสในขวดขนาด 500-1000 ml.
11) ภาชนะใสถ ุงมอื และสายดูดหลังภายหลงั การใชงาน
การเตรียมผปู วย : 1) อธบิ ายใหผูปว ยใหเขาใจ
2) จดั ทา นอนศรี ษะสงู 30 องศา (Semi –Fowler’s position)
3) กอนดูดเสมหะทุกครั้ง ควรปฏบิ ัติดงั นี้
** ผูป ว ยท่หี ายใจเอง ควรกระตุนใหผ ปู ว ย หายใจลึก ๆ 2-3 คร้ัง ตามดวยการบบี bag c
Hyperoxygenate อีก 4 -6 คร้งั
** ผปู วยท่หี ายใจดวยเครือ่ งชวยหายใจ ควรใหออกซเิ จนความเขมขนสูง
(Hyperoxygenate) นาน 30 -60 วินาที
วธิ ปี ฏบิ ตั ิ : 1) ใสส ายดดู เสมหะลงจนถงึ ระดบั carina จากนนั้ ใหด ึงสายขึ้นมา
1 cm จงึ ทําการดดู เสมหะ
2) ไมควรดดู เสมหะเกิน 3 ครัง้ /รอบ
3) ระยะเวลาที่ใชในการดูดเสมหะแตละครัง้ ไมค วรนานเกิน 10 วินาที
4) หยดุ พกั นาน 20–30 วนิ าที ระหวางการดดู เสมหะแตละครงั้
5) กรณดี ดู เสมหะครบ 3 คร้ังแลว แตผ ูปว ยยังมีเสมหะมาก
เวนระยะการดูดเสมหะซาํ้ อยางนอย 2 -3 นาที
6) กรณผี ูปว ยมเี สมหะเหนยี ว ควรใช Heat Nebulizer แทน NSS
เนอื่ งจาก
- ไมช ว ยใหเสมหะออ นตวั ลง และไมช ว ยดูดเสมหะไดมากขึ้น
- เปนการกระตุนใหผปู ว ยไอ ทําใหอตั ราการเตนของหวั ใจเพม่ิ ขน้ึ
และระดับ Oxygen Saturation ลดลง
- สาร surfactant ในปอดลดลง สง ผลใหความสามารถในการ
หดตัว-ขยายตวั ของปอดลดลง
-โอกาสตดิ เชอ้ื มแี บคทเี รยี ในระบบหายใจเพิ่มขึ้น
การประเมินผล : ขอ บง ช้ีท่แี สดงวาการดดู เสมหะไดอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ
1) ปรมิ าณเสมหะลดลง
2) อตั ราการหายใจ 12- 20 ครง้ั /นาที และอัตราชพี จร 60- 80 ครง้ั /นาที
3) ไมมีอาการหายใจลาํ บาก
4) ไมมเี สียงเสมหะภายในหลอดลมของผูปว ย
5) ผิวหนงั เล็บมอื หรอื เลบ็ เทา มีสเี ขียวคลาํ้ จากการพรองออกซิเจน
บทท่ี 7 การดแู ลบาดแผล
วตั ถปุ ระสงค : 1) ปอ งกนั ไมใหเชอื้ โรคเขาสแู ผลทางผวิ หนงั • การทาํ แผลชนิดเปยก
2) ปองกันไมใหแผลไดร บั อันตรายเพมิ่ ขน้ึ จุดประสงค : 1) นําเนือ้ เยอื่ และเซลลที่ตายออกจากแผลเปด
3) ชว ยกระตุน ใหแผลหายเร็วข้นึ 2) สง เสรมิ การหายของแผล
4) เพอื่ ชะลา งวตั ถุตา ง ๆ ทตี่ กคางอยูใ นแผลออก 3) ประเมนิ การหายของแผล
5) เพ่อื ดูดซับสง่ิ ท่ไี หลออกจากแผลหรอื ระบายเพือ่ ใหไ หลออก วธิ ปี ฏิบตั ิ : ปฏบิ ตั ิเชน เดยี วกับการทาํ แผลชนดิ แหง แตเ พ่มิ อปุ กรณ
6) เพอ่ื หา มเลือด 1) เช็ดบริเวณรอบแผลดวยแอลกอฮอล โดยเชด็ วนจากขอบแผลดานในออก
7) เพอ่ื ปอ งกนั ผิวหนงั รอบ ๆ แผลท่ีมีทอ ระบายเปอยและลอกหลดุ ออก มาดา นนอก ไมเช็ดวนซ้าํ รอยเดมิ และไมค วรเชด็ แผลโดยตรง
ชนิดของแผล : 1) แบง ตามเช้อื โรคท่อี ยูใ นแผล : 1) Clean wound แผลสะอาด 2) ใชส าํ ลชี ุบน้ําเกลือสาํ หรับลางแผล เชด็ ลางสารคดั หล่ังภายในแผล โดย
2) Infected wound แผลติดเช้อื เชด็ วนจากขอบแผลดา นในออกมาดานนอก ไมเ ช็ดวนซํ้ารอยเดิม ถา
3) Contaminated wound แผลปนเปอนเช้ือโรค แผลยงั ไมส ะอาดใหเปลย่ี นสาํ ลีกอ นใหม และเช็ดซํา้ จนกวา แผลจะสะอาด
2) แบง ตามลักษณะการทาํ ลายของผิวหนัง : 1) Closed wound 3) ใสยาทาํ แผลหรือยาฆาเช้อื บรเิ วณแผล หากแผลมสี ารคัดหลัง่ อยมู าก
2) Open wound สามารถใชผา กอซชุบยาทําแผลปด ทับบนแผล หากแผลเปน หลุมลึก
3) แบงตามสาเหตทุ ี่เกิดแผล : 1) accidental wound ตอ งระวงั อยาใหปากแผลปดกอนที่กนแผลจะแหง โดยเวลาลา งแผล ตอ ง
2) intentional wound ใชผ า กอ ซยาวๆแหยใ หล ึกถึงกน แผล และคางไวท ีป่ ากแผล
4) แบงตามลกั ษณะแผล : 1) แผลตัด incised 4) ปดดว ยผาปดแผลและติดยดึ ดวยเทปปดแผลตามขวางของลาํ ตวั
2) แผลฟกชํา้ contused อปุ กรณท ่ีเพ่ิม : 1) ถุงมือปราศจากเช้อื 1 คู
3) แผลถลอก abraded wound 2) น้ํายาลา งแผล โดยทั่วไปใช 0.9 % NSS
4) แผลฉกี ขาด lacerated 3) กอ สหมุ สาํ ลี (top gauze)
5) แผลชอนลกึ Penetrating/ gun shot wound 4) สําล,ี กอส ตามขนาดของแผล
6) แผลถูกแทง puncture or stab wound 5) ทข่ี ูดแผล (Currette)
• เนือ้ ตาย (Necrosis tissue) 6) กรรไกรตัดเนือ้
Soft yellow slough : เปน แผนหรือเสนสีเหลอื งคอ นขา งนิม่
Grey brown slough : เปน แผน หรือเสน สนี ํ้าตาลเทาคอนขา งนมิ่ • การทําแผลทอระบาย (short drain)
Hard black or eschar : เปน แผน สีดําแขง็ ตดิ แนน กบั เน้อื เย่อื ทีด่ ี ชนิดของทอระบาย : 1) Penrose drain
• การสง เสริมการหายของแผล 2) Tube drain
1) ปองกันไมใหแ ผลมีการติดเช้ือ : เทคนคิ ตอง ปราศจากเชอ้ื 3) Redivac drain (Hemovac)/JPD
2) ปอ งกันไมใหแ ผลไดรบั อนั ตรายเพิ่มขน้ึ : จากการ ดงึ ร้งั , กดทบั วตั ถปุ ระสงค : เพอ่ื เปนชอ งทางระบายใหเลอื ด นา้ํ เหลอื ง น้ําหนอง จากแผลไหลออกมา
3) ดูแลการไหลของทอ ระบาย : ตะแคงขา งทมี่ ีทอ ระบาย วิธปี ฏบิ ัติ : ปฏบิ ัติเชนเดยี วกับการทาํ แผลชนดิ แหง แตเพิม่ อปุ กรณ ดงั น้ี
4) ยกสว นท่อี กั เสบสูงกวาระดับหัวใจ : การไหลเวยี น ของเลอื ดดําและนาํ้ เหลอื งสะดวก อุปกรณ : 1) ถงุ มือปราศจากเช้ือ 1 คู
5) ประคบเย็นในแผลฟกช้ํา : ปอ งกันการตกเลือด 2) กอสหมุ สาํ ลี (Top gauze)
• ลักษณะการหายของแผลทดี่ ี 3) สาํ ล,ี กอส ตามขนาดของแผล
1) เนื้อเย่ือแผลมสี แี ดง 4) กอ สรูปตวั วาย (Y gauze)
2) มนี ํา้ เหลืองไหลออก ใน 2 – 3 วนั แรก 5) กรรไกรตดั ไหม
3) อาจพบกอ นเลอื ดท่ีแผล 6) เข็มกลัดซอนปลาย
4) เนือ้ แผลจะงอกขนึ้ จนเตม็ แผล • การเอาทอ ระบายออก (off drain)
5) แผลลกึ การหายของแผลตอ งเร่มิ จากสว นลา งสุด วิธีปฏบิ ัติ : ปฏิบัตเิ ชน เดียวกบั การทาํ แผลชนดิ แหง แตเพ่ิมอปุ กรณ ดงั น้ี
6) แผลสว นใหญจ ะงอกออกประสานกันหายดใี ชเ วลาประมาณ 7 – 8 วนั 1) ถุงมอื ปราศจากเช้อื 1 คู
• การดแู ลรักษาบาดแผล 2) กอ สหุม สําลี (Top gauze)
1) การทําแผลชนิดแหง (Dry Dressing) 3) สําลี, กอ สตามขนาดแผล
2) การทาํ แผลชนดิ เปย ก (Wet Dressing) 4) นํา้ ยาลา งแผลโดยทวั่ ไป ใช 0.9 % NSS.
3) การทําแผลทอระบาย • การชะลางหรือการสวนลา งแผล (wound irrigations)
4) วธิ ตี ดั ทอ ระบายใหสั้น (short drain)/เอาทอ ระบายออก จดุ ประสงค : 1) ใหแผลสะอาด
5) การชะลางหรือการสวนลา งแผล (wound irrigations) 2) ประคบความรอ น
6) การตัดไหม (stitches off) 3) ใสย า เชน นา้ํ ยาระงับเช้ือ
• การทาํ แผลชนิดแหง วธิ ีปฏบิ ัติ : ปฏิบตั ิเชน เดียวกบั การทาํ แผลชนิดแหง แตเ พิม่ อุปกรณด งั น้ี
จุดประสงค : 1) ปองกนั แผลจากการถกู กระทบกระเทอื น และไดรบั บาดเจบ็ เพิม่ ขึ้น 1) ถงุ มอื ปราศจากเช้ือ 1 คู
2) ปอ งกันแผลเกิดการตดิ เช้อื จากแบคทีเรีย 2) กระบอกฉีดยาขนาดบรรจุ 50 cc
3) สงเสริมใหแ ผลหายเรว็ 3) สายยาง 1 เสน
4) บรรเทาความไมสุขสบายอนั เกิดจากแผล 4) น้ํายาท่ีใชล า งแผล เชน 0.9% NSS หรอื ตามคาํ สัง่ แพทย
5) ประเมนิ การหายของแผล 5) ชามรปู ไตปราศจากเชอื้ ขนาดใหญ 2 ใบ
6) ปองกันเนือ้ เย่อื ที่อยชู น้ั ลกึ แหง 6) ซงิ คเพสทส าํ หรบั ทาผวิ หนงั รอบแผลและเคร่ืองใชส าํ หรบั ปา ยยา
อุปกรณ : 1) ชุดทาํ แผลปราศจากเช้อื 1 ชดุ 7) ผา ยาง 1 ผนื
ปากคบี 2 อนั , สําลี 4–5 กอ น, กอส 2–3 ผนื ถวยใสน า้ํ ยา 2 ใบ 8) ผาสเี หล่ยี มเจาะกลาง
2) นํ้ายาระงบั เช้อื : Alc 70 % 9) ทห่ี ย่ังความลึกของแผล (Probe)
3) ชามรูปไต 1 ใบ ถงุ กระดาษ/ถงุ รองรบั ขยะ • การตดั ไหม (stitches off)
4) พลาสเตอร 1) แผลทว่ั ๆ ไป จะตดั ออกในวันที่ 7 หลงั ผา ตัด
วธิ ปี ฏบิ ตั ิ : 1) เชด็ บริเวณรอบแผลดว ยแอลกอฮอล โดยเช็ดวนจากขอบแผลดานในออกมา 2) แผลบรเิ วณใบหนา ลําคอ แผลศลั ยกรรมตกแตง จะตัดออกเรว็ กวาปกติ
ดานนอก ไมเชด็ วนซา้ํ รอยเดมิ และไมควรเชด็ แผลโดยตรง ประมาณวนั ท่ี 5 หลังผาตดั
2) ใสยาทาํ แผลหรือยาฆาเชอ้ื บรเิ วณแผล 3) แผลผาตัดปอด, หัวใจ จะตดั ออกในวันท่ี 10 หลังผาตัด
3) ปด ดว ยผาปดแผลและติดยึดดว ยเทปปดแผลตามขวางของลาํ ตวั 4) แผลผา ตัดกระดูก ใชลวดเย็บจะตดั ลวดและดึงออกในวันท่ี 12–15 หลงั ผาตัด
5) แผลที่ตดิ ยาก เชน คนอว นมาก แผลผา ตัดซํ้า จะตดั ในวนั ท่ี 14–21 หลังผาตดั
หรอื ผวิ หนงั ติดกันดี
• การพนั ผา (Bandaging) • แผลกดทบั (pressure ulcer/ pressure sore /bed sore)
จุดประสงค : 1) เพอื่ ยึดผา ปดแผลหรอื splint ใหอยกู บั ท่ี ความหมาย : การถูกทาํ ลายเฉพาะทีข่ องผิวหนังหรือเนื้อเยอื่ ใต
2) เพื่อปองกันไมใหแ ผลสกปรกหรือเกดิ การตดิ เชื้อ
3) เพอื่ ยดึ พยุง หรอื รองรับอวัยวะสวนท่หี กั บาดเจ็บใหเ ขาที่ ปอ งกันการ ผวิ หนงั โดยเฉพาะบรเิ วณเนอ้ื เย่ือปุมกระดูกรวมถงึ ผิวหนังท่ีไมเ กดิ การฉีก
กระทบกระเทอื น ชวยลดปวดเม่อื ย ขาดหรอื เกิดเปนแผล การบาดเจบ็ ที่เกดิ ข้ึนเปนผลมาจากความรนุ แรงของ
ชนดิ ของผาพันแผล แบงได 2 ชนดิ แรงกดและระยะเวลาของการถูกกดทบั รวมทง้ั ปจจยั อน่ื ๆ รวมดวย
1) ผาพันแผลชนิดเปนมว น แบงเปนชนดิ ธรรมดา (Roll gauze bandage) และ
ชนิดผายดื (Elastic bandage) สาเหตุ : แรงกดและแรงไถลเปนสาเหตุหลักท่ีทาํ ใหเกิดเนื้อเยือ่
2) ผา สามเหลย่ี ม (Triangular bandage) เปนผาสามเหล่ยี มมีฐานกวาง และ บริเวณน้นั ขาดออกซเิ จนโดยมคี วามเกีย่ วของกับ ความแรงของแรงกด
ดานประกอบสามเหลี่ยมยาว 36-40 นวิ้ ระยะเวลาทก่ี ดและความทนทานของเนอ้ื เยอื่
หลกั การพนั ผา : 1) กอนพันผา ทุกครัง้ ผา ทีพ่ ันตอ งมว นใหเรียบรอ ย
2) จับผาดว ยมอื ขา งท่ีถนดั โดยหงายมวนผาขนึ้ ระดับของแผลกดทับ : 1) ระดบั 1 : ผิวหนังอยา งสมบูรณแตพ บ
3) วางผา ลงบริเวณที่ตองการพนั พนั รอบสัก 2-3รอบ รอยแดงเฉพาะท่ี พบความเจ็บปวด แข็ง
4) พนั จากสว นปลายไปหาสว นโคน หรอื พันจากขา งลางขน้ึ ขา งบน น่ิม รอ นหรอื เย็นกวา ผิวหนังขางเคยี ง
หรือ พนั จากสวนเล็กไปหาสว นใหญ
5) เมื่อสิ้นสดุ การพนั ติดลาสเตอรใ หเรยี บรอย แตไ มใ หทบั บรเิ วณแผล 2) ระดบั 2 : มีการสญู เสียของช้ัน dermis
6) การใชผ า ยืดตองระวงั การรัดแนน จนเกนิ ไป ลักษณะพนื้ ผิวแผลแดงชมพู อาจมีลกั ษณะ
7) ถา มีอาการปวดและชา บริเวณทพ่ี ันผา ใหร ีบคลายผาทพ่ี นั ไวออก ผวิ หนงั ทม่ี ีตุมพองน้ําท่ีมีน้าํ เหลืองอยขู างใน
แลว จงึ พนั ใหม อยูบนผิวหนงั หรอื มกี ารแตกของตุมพองน้ํา
อาจพบเปน แอง ต้ืน ๆ เปนมนั วาวหรอื แหง
• ลกั ษณะการพนั ผาพนั แผลชนิดมว น
1) การพนั รอบหรอื พนั เปนวงกลม (Circular turns) : เปนการพันรอบท่ใี ชกับสว นที่ 3) ระดบั 3 : มีการสูญเสยี ของผิวหนังท้งั หมด
คือช้นั epidermis และ dermis และอาจถงึ
เปนวงกลม และมกั ใชเ ปน จดุ เรม่ิ ตน และจดุ จบของการพันผาพนั แผลชนิดมวนลักษณะอ่นื ชัน้ subcutaneous fat แตอ าจจะไมถ งึ
2) การพันเปน เกลียว (Spiral turns) : เปนการพนั กับอวัยวะที่ยาว เชน ตนแขน ตน ชน้ั กลามเนอื้ เสนเอน็ และกระดูก พื้นผวิ
แผลบางสวนจะมเี นอื้ ตายแตเน้อื ตายไม
ขา หนา แขง ลาํ ตวั เปน ตน ซึง่ มีวธิ ีการพนั ตามลาํ ดับดังนี้ ปด บังความลึกของช้ันเนอ้ื เย่ือทีจ่ ะสญู เสีย
3) การพนั รปู เลขแปด (Figure of eight turns) : เปน การพันอวัยวะทเ่ี ปน สวนของขอ ไปอาจจะมีโพรงแผลและหลมุ แผลเกิดข้ึน
เชน ขอมือ ขอเทา ขอ สะโพก ขอ ศอก และหวั ไหล 4) ระดับ 4 :มกี ารสญู เสียผิวหนงั ทง้ั หมดแผล
4) การพันพบั กลับเปน เกลียว (Spiral Reverse Turn) : เริม่ พนั เหมือนการพันผา มองเห็นชน้ั กลามเนอ้ื เสน เอน็ และกระดูก
อาจจะมีเนื้อตายทม่ี ลี กั ษณะเหนียวหรือ
เปนเกลียว แตพนั ทบหกั มมุ ลงมาคร่ึงหนง่ึ เนื้อตายท่ีเปน สะเก็ดแผนหนาติดอยทู ่ีพ้ืน
แผลสวนใหญพ บรวมกบั โพรงและ
• การใชผ าสามเหลย่ี ม (Triangular bandages) : โดยพบั เกบ็ มุมใหเ รยี บรอย และกอนพัน ชอ งใตผิวหนัง
แผลตอ งพับผา สามเหล่ียมใหม ขี นาดเหมาะสมกบั บาดแผลและอวัยวะทีใ่ ชพนั
5) แผลกดทบั ท่ีไมส ามารถบอกระดับได :
1) การคลองแขน (Arm sling) : ในกรณีทม่ี ีกระดกู ตน แขนหกั หรอื กระดกู ปลายแขน มกี ารสญู เสียผวิ หนังทง้ั หมดโดยท่ีพ้ืนแผล
หัก เม่อื ตกแตง บาดแผลและเขา เฝอ กช่ัวคราวเรยี บรอ ยแลว ท้งั หมดถกู คมุ ไวดวยเนอ้ื ตายทีม่ ลี ักษณะ
เหนียว สเี หลอื งสีนํา้ ตาลเขม สเี ทา สีเขยี ว
1) วางผาสามเหล่ียมใหมุมยอดของสามเหลีย่ มอยใู ตข อ ศอกขางทเี่ จ็บใหชายผา หรือสนี ํา้ ตาลและมเี น้ือตายทีเ่ ปน สะเกด็ หนา
ดา นพบพาดไปที่ไหลอ กี ขา งหนง่ึ มีสนี ํ้าตาลเขม สีนํ้าตาลหรอื สดี าํ ปกคลุม
2) จบั ชายผา ดานลางตลบกลับขนึ้ ขางบน ใหชายผา พาดไปท่ีไหลข า งเดยี วกับ l บรเิ วณพน้ื ผวิ แผลทําใหไมส ามารถเห็นพน้ื
แขนขางท่เี จบ็ แผลได
6) แผลกดทบั ท่ีมีการบาดเจ็บเนือ้ เย่ือชนั้ ลึก :
3) ผูกชายทงั้ สองใหปมอยตู รงรอ งเหนือกระดกู ไหปลารา บริเวณที่ผวิ หนงั ยงั คงปกคลมุ อยไู มม ีการ
2) การพนั ศีรษะ : ซึง่ สะดวกและรวดเร็วกวาใชผ า พันแผลชนดิ มวน ฉกี ขาดแตม ลี ักษณะสีของผวิ หนังเปลย่ี น
1) วธิ ีใชผปู ฐมพยาบาลตองเร่ิมตนดวยการพบั ดา นฐานสองทบกวางประมาณ 2 นิ้ว ไปเปนสมี ว งหรอื สนี ้ําตาลแดงหรอื มผี ิวหนงั
พองทีม่ เี ลอื ดอยขู างในที่เกดิ จากกลามเน้ือ
2) จากนัน้ วางผา บนศรี ษะผปู วยโดยใหด านฐานอยูเ หนือหนา ผาก จบั ชายผา ใตบ รเิ วณนน้ั ไดร ับแรงกดหรือแรงเลอื่ นไถล
ดานขางท้ังสองขางสลับกันท่ีดานหลงั ศรี ษะแลวออมผานบริเวณเหนอื หูมา การปอ งกัน : 1) การประเมินความเสย่ี งตอ การเกดิ แผลกดทบั
ผูกตรงจดุ กง่ึ กลางหนาผาก 2) ความสะอาดผิวหนงั และการประเมินผิวหนัง
3) โภชนาการ
3) ชายผา ทเ่ี หลอื อยดู า นหลงั ศรี ษะจับมวนขึ้นและพบั เหนบ็ ใหเรียบรอย 4) การจดั ทา
3) การพนั มือ : ใชกรณที ่มี ีบาดแผลทมี่ ือ ทําตามลําดับดังน้ี 5) การใชอ ุปกรณล ดแรงกด
1) วางมือที่บาดเจบ็ ลงบนผาสามเหล่ยี ม จบั มมุ ยอดของผาสามเหลย่ี มลงมา 6) การจดั โปรแกรมใหความรู
ดา นฐานจรดบรเิ วณขอมอื การรักษา : 1) ลดแรงกดทับ
2) ดูแลแผล
2) หอมือโดยจบั ชายผาทัง้ ดา นซา ยและขวาไขวกนั 3) การตดั เนอ้ื ตาย
3) ผูกเงอ่ื นพริ อดบริเวณขอ มอื
บทที่ 8 การดูแลเรื่องการใหยาและใหส ารนา้ํ ทางหลอดเลอื ดดําทกุ ชว งวยั
วตั ถุประสงค : 1) เปนการรักษาตามอาการของโรค 4) ชว ยในการวนิ ิจฉยั โรค • หลกั การใหยาแกเ ดก็
1) กอนใหยาเด็กทุกครง้ั ตองบอกใหเ ด็กรูต วั
2) ปองกันโรค 5) บาํ รุงรางกายและสง เสรมิ สุขภาพ
3) ชว ยบรรเทาอาการตา งๆ 2) พยาบาลตองอธบิ ายใหผ ูปกครองเขา ใจ ถงึ ประโยชนของการไดร ับยา
3) กรณยี าฉดี ไมควร! หลอกเดก็ วาไมเ จบ็
ชนิดของแผนการรกั ษาของแพทย
1) Standing Order (continuous) : คาํ สัง่ คร้ังเดียวใชไดต ลอดไปจนกวาจะมกี ารสัง่ ยกเลกิ 4) ถาเด็กไมใหค วามรว มมอื ควรหาทางอ่ืนชแี้ จงและชกั ชวนจนกวา จะยอมรบั
5) ไมค วร! ผสมยากบั อาหารหรือนม
2) Order for one day : คําสัง่ เฉพาะวนั 6) ไมค วร! บงั คบั เด็กใหเ กนิ ยา โดยการจบั กรอกยา
1) p.r.n. orders : คําสั่งท่ีใหย าไดต ามความตอ งการของผูปวยหรือเมอ่ื มอี าการ
2) single order : คาํ ส่ังท่ีใหยาเพียงครัง้ เดียว 7) เด็กเลก็ ทต่ี องใช plastic dropper ใหย า ควรหยดบรเิ วณขางๆ กระพุงแกม
ดานใน ระวัง! การสาํ ลกั และควรหยดคร้งั ละนอยๆ
3) Stat orders : คําส่งั ท่ีใหการรกั ษาแกผ ปู วยในทนั ทีทันใด ในภาวะฉุกเฉิน
• หลกั การใหยาท่ีปลอดภัยและถกู ตอ งแมน ยาํ (3C10R) 8) เด็กโตใหใชชอนปอนยา
9) การใหย าหยอดหแู กเด็กเล็กอายุตา่ํ กวา 3 ป ใหคอ ยๆ ดงึ สวนของใบหเู บาๆ
1) The Three Checks (ตรวจสอบซา้ํ 3 ครัง้ )
โดยดึงลงดา นลา ง ไปทางดานหลงั และข้ึนขา งบนแลวคอยหยอดยา
1) เมื่อหยบิ ยาออกจากทเ่ี ก็บ 3) เมอ่ื เกบ็ ยาเขา ตแู ละกอนนาํ ไปจา ยใหผ ูปวย
2) เมอื่ ใสย าลงในภาชนะที่เตรียมยา 10) กรณีท่ีเด็กโตตองไดรบั การฉีดยาและไมรวมมือจรงิ ๆ การผกู มดั เด็กจะตอ ง
กระทาํ ดวยความถกู ตอ ง ปลอดภัย
2) The ten right (ความถกู ตอ ง 10 ประการ)
1) Right drug 6) Right documentation 11) ถา เปน เด็กตอ งไดรบั สารนํ้าทางหลอดเลอื ดระยะเวลานาน
ระวงั ! อยา ผูกแนน จนเกนิ ไป
2) Right dose 7) Right history and assessment
• การบรหิ ารยาฉีด
3) Right patient 8) Right education and information
4) Right route/Method 9) Right approach and right to refuse วตั ถุประสงค : 1) เปน การรกั ษา 4) บรรเทาอาการ
2) ใหภมู คิ ุม กนั โรค 5) ชดเชยทร่ี า งกายขาดไป
5) Right time 10) Right drug-drug interaction and evaluation
วิธีการใหยา 3) ทดสอบการแพย า 6) ชวยในการวนิ จิ ฉัย
อปุ กรณ : 1) กระบอกฉดี ยา (Syringe)
1) ทางปาก 4) การหยอด
2) เขม็ ฉดี ยา (Needles)
2) โดยการฉดี 5) การปายยา
3) การสดู ดม 6) การเหนบ็ 3) ขวดยา (Vial) หลอดแกว (Ampule)
4) สาํ ลีแหง แผนแอลกอฮอล
การใหย าทางปาก : - ผูปว ยไมม ปี ญ หาเกย่ี วกับการยอ ยและดูดซึม
- กอ นใหยาตอ งประเมินความสามารถในการกลืน 5) ถาดใสกระบอกยา ชามรปู ไต ทที่ ้ิงเขม็
วธิ เี ตรียมยาฉีดจากหลอด : 1) คํานวณยา
- ยาน้ําตอ งเขยาขวดยากอนเทยา
2) ทาํ ความสะอาดคอคอดของหลอดยา
- หา ม! รวมยาน้ําหลายชนิดเขา ดวยกัน
อุปกรณ : 1) แกว ยาน้ํา ถวยยาเมด็ ถาดยาหรือรถเข็นใสถาดยา *ใชหลกั 3) หักหลอดยา
Aseptic 4) ดูดยาตามปริมาณที่กําหนด
2) ใบ MAR technique 5) เปลย่ี นเขม็
วิธเี ตรียมยาฉดี ชนดิ Vial : 1) คํานวณยา
3) ยาตามแผนการรักษา
2) เขยา ขวดยา
4) ชอนตักยา โกรง บทยา แทง แกวคนยา น้าํ ดื่ม
หลกั การ : 1) ลา งมือทกุ ครัง้ กอ นเตรยี มยา
2) ตรวจสอบแผนการรกั ษา ใบ MAR และยาใหถกู ตองตรงกนั 3) เปด จุกโลหะและเช็ด Alc.70%
3) ศึกษากลไกการออกฤทธิ์ ผลขางเคยี งและขอ ปฏิบัตเิ กยี่ วกับการใหย า *ยาชนดิ ผงให 4) ดูดยาตามปรมิ าณท่กี าํ หนด
4) ดวู ันหมดอายุ คําอธิบายเกี่ยวกับการใชย า ละลายดวยน้าํ กล่ัน 5) เปลย่ี นเขม็
5) จดั ยาใสภ าชนะทส่ี ะอาด • การฉดี ยาเขา กลามเนื้อ (intramuscular injection)
6) จดั ทาใหผูปว ย ขอ ดี : ดดู ซมึ ไดเร็ว, ลดความเจ็บปวด และใหย าไดม ากกวา Sc
7) ลงบนั ทกึ ใหถ กู ตอ งครบถวน ขอเสีย : อาจตดิ เชือ้ /Nerveถูกทําลาย
ตาํ แหนงทีน่ ิยมฉีด : 1) ดานนอกสวนบนของกลามเนอื้ กน : ใกล sciatic n.
ขน้ั ตอนการจดั และใหย าทางปาก
1) ประเมนิ (upper outer quadrant of the gluteal site)
ลากเสนจาก Anterior superior iliac spine มา
2) ตรวจสอบ coccyx แบง 3 สว น ฉดี สวนที่ 1 ตอ 2 นบั จากปุม
3) การเตรียมยา : 1) ลา งมือ
2) เตรยี มภาชนะใสย า หนากระดกู เชิงกราณ
2) กลา มเน้ือสะโพกดานขาง (ventrogluteal site)
3) หยบิ ยาจากทีเ่ ก็บ ใชหลักการ The three checks
4) นํายาใสภ าชนะ ไมใชม ือสมั ผัสยาโดยตรง 3) ตน ขาดา นขา ง (vastus lateralis of the thigh)
4) ตน แขน (deltoid muscle of the arm)
- ยาเมด็ หลายชนดิ รวมในภาชนะเดยี วได
ตา่ํ กวา Acromion process ประมาณ 2-3 น้ิวมอื
- ยานาํ้ หาม! ใสรวมในภาชนะเดยี ว
- เทยาใหอยูใ นระดบั สายตา *ยาที่ฉีดไมค วรเกิน 2 mL
* พิจารณาจาก จํานวนและชนดิ ของยา ขนาดมวลของกลา มเน้ือและความ
5) นา้ํ ยาไปใหตรงเวลา
6) หลงั ใหยา 30 นาที ประเมนิ การตอบสนองตอ ยาของผูปว ย สมบรู ณของเนื้อเยอ่ื
ขน้ั ตอนการฉีดยา : 1) ตรวจสอบคําสงั่ การรักษา
เกบ็ อุปกรณ ลงรายงานการใหย า
2) ประเมินสภาพผูปวย/บอกผปู วย
กรณที ี่ผูปว ยใส NG-tube for feeding
- ตองทาํ ยาใหเปน ของเหลว 3) เตรยี มอปุ กรณ
4) ตรวจสอบตามหลกั 10 right
- ยาอมใตลิน้ หาม!บดยา
- กอ นและหลงั feed ยา ให feed น้ํา 50-100 cc 5) จดั ส่งิ แวดลอมและจดั ทา
6) เลอื ก/วดั ตาํ แหนง ที่จะฉีด
7) ทําความสะอาดผิวหนงั
8) ไลอากาศในกระบอกฉีดยา
9) แทงเข็ม ทํามุม 60-90 องศส
10) ตรวจสอบการเขา เสนเลือด *ดูดขึน้ มาตอ งไมม เี ลอื ด
11) ดนั ยาและดึงเข็มออก
12) ใหคําแนะนาํ ดูแลใหผ ปู ว ยสขุ สบาย
13) ประเมินการตอบสนองของยา
14) ลงบันทกึ
ปริมาณยา : 1-5 mL
• การฉดี ยาเขา ชนั้ ใตผิวหนัง (Subcutaneous) ชนิดของเลอื ด : 1) เลอื ด : 1) Whole blood 2) Fresh blood
2) เม็ดเลอื ดแดงเขมขน
วัตถุประสงค : 1) ใชเพอ่ื การรกั ษา ตอ งการใหอ อกฤทธ์ิเร็วกวายาทางปาก 3) เม็ดเลอื ดแดงท่มี สี ว นของเมด็ เลอื ดขาวนอ ย
4) เกร็ดเลอื ดเขมขน
2) กรณรี บั ประทานยาทางปากไมไ ด 5) เม็ดเลือดขาวเขม ขน
6) พลาสมา : 1) Fresh plasma : Fresh frozen plasma :
ขอ ดี-ขอ เสีย : ดูดซมึ ยาเรว็ ดีกวา ในชนั้ ผิวหนังแตช ากวาชั้นกลา มเนือ้ FFP, Aged plasma
2) พลาสมาแยกสวน : Cryoprecipitate
มี Sensory pain receptors มากกวาช้ันผวิ หนัง ทาํ ใหป วดนอ ยกวา Cryoremoved plasma
7) Albumin
อุปกรณ : 1) กระบอกฉีดยาอนิ ซูลนิ ขนาด 1 mL/2mL 8) ไฟบรโิ นเจนทเ่ี ตรียมขน้ึ
2) เขม็ ฉดี ยาเบอร 26-27 ความยาว 1/2-1 น้วิ หลักการใหเ ลอื ด : หลักการเดียวกับการใหสารนา้ํ ทางหลอดเลอื ดดํา
1) เตรยี มผปู ว ย
สําหรบั เดก็ เขม็ ยาว 3/8 นิ้ว 2) เตรยี มการใหเลือด
3) แทงเขม็ ใหส ารนํา้ และเลอื ดทางหลอดเลือดดาํ
3) อ่นื ๆ ใชอ ุปกรณเ ชน เดียวกับการฉดี ยาเขากลา มเน้อื 4) เปลย่ี นชนิดของเลือดและชดุ ใหเลือด
5) หยดุ ใหเ ลอื ด
ตาํ แหนงฉดี : 1) บริเวณตน แขนดานนอก ต่าํ จากปมุ ไหลป ระมาณ 2 นิ้ว
ภาวะแทรกซอ น : 1) เม็ดเลอื ดแดงสลายตวั (Hemolysis)
2) ตนแขนดานหลงั 2) ปรมิ าตรการไหลของเลือดมากกวา ปกติใน
ระบบไหลเวยี นโลหติ (Circulation overload)
3) หนา ทองสวนลางรอบสะดอื 3) ไข
4) ปฏกิ ริ ยิ าภมู ิแพ
4) ตน ขาดา นหนาขา งนอกลาํ ตัว เหนอื เขา,ตา่ํ จากขาหนีบ 1 ฝา มอื 5) การถายทอดโรค Ex. เอดส, ตบั อักเสบ
6) ฟองอากาศเขา ไปอยูในหลอดเลือด
5) ดา นหลังสวนบนใตกระดูกสะบกั 7) ภาวะสารซิเตรทเกนิ ปกติ
8) ภาวะโปตสั เซยี มเกนิ ปกติ
ขน้ั ตอนการฉดี ยา : เหมอื นกบั ฉีดเขากลา มเน้อื แตฉีดเขาทช่ี นั้ Subcutaneous
ตําแหนงฉีดยา
โดยยกผิวหนงั กอนฉีด แทงทาํ มุม 45 องศา หรือ 60 องศา
วิธฉี ีดยา
ปริมาณยา : 0.5-1 mL
• การฉดี ยาเขาระหวา งช้ันผวิ หนัง (Intradermal or Intracutaneous)
วตั ถปุ ระสงค : เพื่อการวนิ ิจฉัยโรคและดูปฏกิ ิริยาการแพ
ขอด-ี ขอเสยี : ดดู ซึมยาชา รูส กึ เจ็บมากกวา ชัน้ อืน่ ๆ
ตําแหนงท่ฉี ดี : 1) ดานขางของแขนทอนบนคอ นไปดานหลัง
2) หลงั สว นบนใตก ระดกู สะบกั
3) ดานในของแขนดานลาง : นิยมฉีด
เหนือขอมือ 1 ฝามือ ตา่ํ กวาขอศอก 3-4 น้ิวมือ
ข้ันตอนการฉีดยา : เหมือนกบั ฉีดเขา กลามเนอื้ แตฉ ีดเขา ทีช่ ้นั Subcutaneous
โดยตรงึ ผวิ หนังกอ นฉีด แทงทํามุม 10-15 องศา
*จะเหน็ ตุม ขึน้ ทผี่ ิวหนงั บริเวณปลายเข็ม
ปริมาณยา : ไมเ กิน 0.5 mL
• การใหส ารนาํ้ สารละลายทางหลอดเลอื ดดํา
วัตถปุ ระสงค : 1) ทดแทนสว นทสี่ ญู เสียออกจากรางกาย
2) ใหน า้ํ และเกลอื แร
3) รักษาความสมดลุ ของกรดดา งในรางกาย
4) เปด ทางใหยาฉีดเขา ทางหลอดเลือดดํา
ชนดิ ของสารนํา้ : 1) Hypertonic solution : 5% D/NSS, 10 %D/NSS, 10%D/W,
5%D/NSS/2
2) Isotonic solution : 0.9% NSS, 5% D/W, Lactate Ringer’s
3) Hypertonic solution : 0.45% NSS
หลกั การใหสารน้ําทางหลอดเลือดดาํ
1) ใชแ รงโนมถว งตามธรรมชาติ
2) ใชหลัก Aseptic technique
3) หลกั การตรวจสอบซํา้ 3 ครงั้
4) หลกั ความถกู ตอง 10 ประการ
วิธกี ารใหส ารนํ้าทางหลอดเลอื ดดาํ
1) เตรยี มผปู ว ย
2) เตรยี มการใหสารนํ้า
3) แทงเขม็ ใหสารนํ้าและเลอื ดทางหลอดเลอื ดดาํ
4) เปล่ยี นขวดสารนา้ํ และชุดใหสารนา้ํ
5) หยดุ ใหสารน้าํ เมื่อครบหรือพบอาการแทรกซอน
การคํานวณสารน้ําท่ใี หท างหลอดเลอื ดดํา
1) การคาํ นวณจาํ นวนสารน้ําที่ผูป วยตอ งไดรับใน 1 ช่วั โมง
จาํ นวนสารนํา้ ทใ่ี ห จาํ นวนทีผ่ ปู วยตอ งไดร ับใน 1 ชั่วโมง
เวลาทใ่ี หท ั้งหมด (hr)
2) คาํ นวณอตั ราการหยด/นาที
จํานวนสารนํ้าท่ใี ห จํานวนหยด/mL อตั ราการหยด/นาที
เวลาที่ใหทัง้ หมด (min)
* ดูจาํ นวนหยด/mL ทีร่ ะบุไวห นา ซองชดุ ใหส ารน้าํ : 10,15,20,60
ภาวะแทรกซอ น
1) ภาวะท่ีมสี ารน้ําแทรกซมึ อยใู นเน้อื เยอ่ื (Infiltration)
2) หลอดเลือดดําอักเสบ (Phlebitis)
3) ฟองอากาศเขาไปอยูในหลอดเลือด (Air embolism)
4) ภาวะทมี่ ีสารนาํ้ มากกวา ปกติในระบบไหลเวียนโลหิต (Circulation overload)
5) ปฏิกริ ยิ าสารไพโรเจน (Pyrogen reaction)
• การใหเ ลอื ด : ใหท ง้ั สว นนาํ้ และสวนเนื้อหรอื สวนแยกของเลอื ดแกผูปวยเขาทางหลอดเลอื ดดาํ
วตั ถปุ ระสงค : 1) ทดแทนการสญู เสยี เลือด
2) ทดแทนเม็ดเลือดแดงและรกั ษาระดบั ฮโี มโกลบนิ
3) ทดแทนปจจยั การแขง็ ตวั ของเลอื ด
4) ถายเทสารพษิ ออกจากรางกาย
บทท่ี 9 การดแู ลการขับถา ยปส สาวะและอุจจาระทกุ ชวงวยั
• ปญ หาการขบั ถา ยปสสาวะ แบบคา งไว (retained foley catheter) : ปฏบิ ตั ิแบบเดยี วกบั แบบปลอยทง้ิ
dysuria แตส ายสวนปสสาวะท่ีใชเ ปนแบบลูกโปง ที่ปลายสายสวน
pollakiuria วิธกี ารสวนคา ง :
urinary retention 1) ขน้ั ตอนการเตรยี มและการสวนเรมิ่ แบบเดยี วกบั แบบปลอยทิ้ง
urinary incontinence 2) เมื่อมนี ้ําปส สาวะออกมาใสส ายสวนเขา ไปอีกจนถึงกระเพาะปส สาวะ
urgency 3) ใสสายสวนเขา ไปจึงทาํ โปงบอลลนู โดยใสน าํ้ กล่นั ปราศจากเชอื้
true incontinence ประมาณ 8-10 mL โดยใชกระบอกฉดี ยาที่มีนํา้ กลน่ั ตอ เขา กบั
อาการถายปส สาวะผิดปกติ สายสวนดา นทท่ี ําโปงแลว ดันน้าํ เขาจนหมด
oliguria 4) คอยๆ ดงึ สายสวนปสสาวะจนรสู ึกวา ไมเล่ือนหลดุ ออกมา จงึ ตอ ปลาย
polyuria สายสวนขา งทีป่ สสาวะกาํ ลังไหลกบั ถงุ ปสสาวะ
anuria 5) แขวนถุงปสสาวะใหต า่ํ กวา กระเพาะปส สาวะ
• การสวนปส สาวะ (urinary catheterization) 6) ผูห ญิง ตรึงสายสวนปสสาวะทห่ี นาขาใหแ นน
แบบครัง้ คราว ( intermittent catheter) ผูชาย ตรึงตรงบริเวณทอ งนอ ยหรือตน ขาหนบี
ขอ บงช้ี : ผปู ว ยถา ยปสสาวะเองไมได 7) จัดทา ใหผ ปู ว ยอยใู นทา ที่สขุ สบายและเกบ็ ของใชใหเรียบรอย
ตอ งการใหกระเพาะปส สาวะวางในกรณที ่ีเต' รียมตรวจ *การเตรียมใสส ายสวน วิธีการและเทคนคิ ตา งๆ ผชู ายจะเหมือนกับผูห ญิงยกเวน
วดั ปรมิ าณของปสสาวะคา ง (residual urine) การจดั ทาและการเปดเผยบรเิ วณท่ีใสส ายสวนปสสาวะ
คางไว ( retention of urethral catheter) •การดแู ลผทู ี่สวนปสสาวะคางไว : ทาํ ความสะอาดอวยั วะสบื พนั ธแุ ละตรง
ขอ บง ช้ี : ผปู วยถา ยปสสาวะเองไมได มกี ารอุดตันทางเดินปสสาวะ Ex. ตอ มลูกหมากโต รเู ปด ทอปส สาวะอยา งนอยวนั ละ 2 ครั้ง
ผปู ว ยมีอาการหนกั Ex. ผปู ว ยช็อค เชา -เย็น
ผูปวยจํากัดการเคลื่อนไหวบรเิ วณสะโพก Ex. ผปู วยทก่ี ระดูกเชิงกรานหกั การประเมนิ สภาพ : 1) ตรวจสอบระยะเวลาในการใสสายสวนปส สาวะ
ผปู ว ยเตรยี มผาตดั ใหญ สังเกต สี ลกั ษณะ ปริมาณของปส สาวะ
ผปู ว ยท่ีมเี ลือดออกในกระเพาะปสสาวะตอ งสวนลาง (irrigation) 2) ถามผูป วยเก่ยี วกบั ความรูส ึกไมสบายและความ
ผูปวยระยะสดุ ทาย เจ็บปวดบรเิ วณท่ีใสสายสวนปส สาวะ
อุปกรณใสสายสวนปส สาวะ 3) พจิ ารณาการดม่ื น้ําของผูปว ย
ชุดสวนปส สาวะปราศจากเช้อื 4) ประเมินความรขู องผปู วยเกี่ยวกบั การดูแลตนเอง
ถวย สาํ หรบั ใสนํา้ ปสสาวะ การปฏบิ ัติ : 1) ผูปว ยท่ีลุกเดนิ ได ใหพบั หรอื ปดสายสวนไวกอ น โดยถงุ
ถว ยใสน้าํ ยาและสําลี ปสสาวะอยูต ่ํากวากระเพาะปสสาวะ/ตา่ํ กวาเอวตลอดเวลา
ผาสี่เหลี่ยมเจาะกลาง 2) ดแู ลถงุ ปสสาวะใหเปน ระบบปด อยูเสมอ อยาใหม ีรูร่วั
นา้ํ ยาหลอลื่นสายสวนปสสาวะ 3) แนะนําใหผูปว ยเคลื่อนไหวบอ ยๆ และ
การเตรียมผูป วย ระวงั ! อยา ใหส ายสวนปสสาวะ หัก พบั งอ
หญิง : จัดทา dorsal recumbet position 4) บีบรูดสายสวนปส สาวะบอยๆ โดยเฉพาะผปู ว ยทปี ส สาวะ
ชาย : จดั ทา dorsal or supine position เปนตะกอนขุน มหี นองและเลือดปน
วธิ ีการสวนปสสาวะ 5) แนะนาํ ใหผ ปู ว ยดื่มนํ้าวันละ 2000-2500 mL
1) ประเมินสภาพ 6) สงั เกตสี จํานวนปสสาวะอยา งนอ ยทุก 8 ช่วั โมง
2) อธบิ ายเหตุผล วธิ ีการอยางยอ ๆ ใหผูปว ยทราบ + เตรียมอปุ กรณใ หพรอ ม บนั ทกึ รายละเอยี ดอาการและการแสดง ทําความสะอาด
3) จัดสถานทใี่ หม ิดชดิ อวัยวะสืบพนั ธุภายนอกอยา งนอยวนั ละ 2 ครงั้
4) ทําความสะอาดอวัยวะสืบพนั ธจนถึงทวารหนกั 7) ตดิ พลาสเตอรทสี่ ายสวนในตําแหนง ทถี่ ูกตอ งเหมาะสม
•การถอดสายสวนปส สาวะทคี่ า งไว : ฝก ควบคุมการขบั ถา ยปสสาวะกอ น
ผูหญิง : ใชส าํ ลชี ุบน้ํายา กอ นแรกเชด็ Mons pubis กอ นตอ ไปเชด็ Labia Major การปฏบิ ตั ิ : 1) หนีบสายสวนไวประมาณ 15-30 นาที บริเวณเหนือรอย
ดานไกลตัวและใกลตวั Labia Minora ดา นไกลตวั และใกลตัว ตามลําดับ
ตอ สายสวนกบั ถงุ ตวงปส สาวะ
เชด็ จากบนลงลา งแลวทง้ิ ตอ จากนนั้ แหวกแคมเล็กและดึงขน้ึ ดานบนเลก็ นอ ย
2) ลา งมือใหสะอาดกอนถอดสายสวนปสสาวะ
ใชส าํ ลเี ชด็ ทาํ ความสะอาดรูเปด ทอปส สาวะถึงทวารหนัก
3) จัดทา ผหู ญิง : นอนต้งั ขา แยกขาเลก็ เล็กนอ ย
ผูชาย : ทําความสะอาดบริเวณปลายองคชาต โดยรดู หนงั หุมปลาย ใชสําลชี ุบน้าํ ยา
ผชู าย : นอนหงาย
เช็ดหมุนวนรอบองคชาต เช็ดตง้ั แตป ลายเปด ทอปส สาวะถงึ โคนองคชาต
4) ใชก ระบอกฉีดยาตอ เขา กบั หา งโฟเลยที่ปลอยบอลลูน
เช็ดซ้ํา 3-4 ครั้ง หรอื จนกวาสะอาด
แลวดดู น้ําออกจนหมด
5) การสวนปส สาวะ
5) พับใสส ายสวนแลว ดึงออกเบาๆ สังเกตอาการขณะดงึ สาย
แบบครั้งคราว : 1) ลา งมือกอ นเปดชุดสวนปส สาวะ
สวนปสสาวะออก และบริเวณรอบๆ รเู ปดทอ ปสสาวะ
2) นาํ ชดุ สวนปส สาวะวางระหวา งขาของผูปวย เปด ชดุ สวนปสสาวะ
6) ทาํ ความสะอาดบรเิ วณอวยั วะสบื พันธภุ ายนอกใหส ะอาด
รินน้ํายาลงในชุดสวนปสสาวะในถว ยทีม่ สี ําลี
7) จัดทา ผูปวยทา ทสี่ ุขสบายและเก็บอุปกรณใหเรยี บรอ ย
เปดซองสายสวนปส สาวะ ใสไ วใ นชดุ สวนปส สาวะ
8) ถอดถงุ มอื และลา งมือใหสะอาด
3) สวมถงุ มือปราศจากเชื้อ
*ถาผูปว ยไมส ามารถปส สาวะไดเองภายใน 6-8 ชั่วโมง หลงั การ
4) หลอ ลน่ื ปลายสายสวน ประมาณ 1-2 นิ้วในผหู ญิง 4-5 น้วิ ในผูชาย
ถอดสายสวน ใหป ระเมินภาวะตึงของกระเพาะปสสาวะ
5) คลผี่ าส่ีเหล่ียมเจาะกลางคลมุ อวัยวะสืบพันธุจ นถงึ หนา ขา ระวัง!การสัมผัสเชอ้ื • วธิ กี ารใสถ ุงยางอนามยั เพือ่ ระบายปสสาวะ
6) ทําความสะอาดอวยั วะสบื พนั ธุกอ นสวนปส สาวะ ยดึ วธิ ีการทําความสะอาดสวนที่
การเตรยี ม : 1) สวมถุงยางอนามยั ดานปลายที่
สะอาดมากไปนอ ย เช็ดจากบนลงลา ง ไมยอ นไปมา
กระเปราะเขา กับทอระบาย โดยมากจะใชส ายยาง
7) หยบิ สายสวนท่ีหลอลน่ื ไวจ ับหา งจากปลายสายสวนประมาณ 3 น้ิว
ใหป ลายสายตอ อยูส ุดกระเปาะ พนั พลาสเตอรรอบ
ผูห ญงิ 8) คอยๆ สอดสายสวนเขา ทางรเู ปด ทอปสสาวะ
กระเปาะหางจากปลายทอประมาณ 2 นวิ้ ใหแ นน
9) ใสสายสวนเขาไปเบาๆ ประมาณ 3 นิว้ หรอื จนกวาจะเห็นน้าํ ปสสาวะไหลออกมา
เปน 2 ปลอ ง
10) เมอื่ ใสสายสวนถกู ตอ งแลว ใหเ อามอื แยกแคมไวเ ลื่อนมาจบั ทสี่ ายสวนปส สาวะ
2) ตดั ปลายกระเปาะถงุ ยางอนามัยใหมีรเู ปด
7) ใสสายสวนเขาไปประมาณ 7-8 นิ้ว จนนาํ้ ปสสาวะไหลออกมา เลอื่ นนิว้ ชม้ี าจับ
ผูชาย สายสวนใหอยูก ับท่ี สวนมืออีกขา งจบั ปลายสายสวนอกี ดา นใหอ ยูในถวย 3) พับถุงยางอนามยั ใหหุมปลายทอท่ีเปน รูเปด
พันพลาสเตอรทบั ปลายถงุ ยางอกี ครง้ั ตรง
เพอื่ รองรบั นาํ้ ปส สาวะ
ตาํ แหนงเดยี วกับทพี่ นั พลาสเตอรครัง้ แรก
8) ดงึ หนังหมุ ปลายอวยั วะเพศกลบั ท่ีเดิมกอนเอาสายสวนออกหรือตึงสายสวน
4) คล่ถี งุ ยางอนามัยเพ่ือเตรยี มสวมหมุ องคชาต
สว นปลายทอ ระบายอกี ดานหน่ึงตอ กบั ภาชนะ
หรือถุงรองรับปส สาวะ
วธิ ีปฏบิ ตั ิ : 1) อธิบายเหตุผลและวธิ ีการทาํ ใหผูปวยทราบ วิธีสวนอจุ จาระ : 1) อธิบายใหผ ูปว ยทราบเหตุผลการสวนวิธีทาํ และการปฏิบัติ
2) จัดทา ใหผ ูป ว ยนอนหงาย คลุมผา เปด เฉพาะอวัยวะสบื พันธุ 2) เตรยี มผูป วยและอุปกรณใ หพรอม
3) สวมถุงมอื สะอาด 3) ก้นั มาน ปผู า ยางบริเวณสะโพก
4) ทาํ ความสะอาดอวัยวะสืบพนั ธใุ หสะอาดแลว เช็ดใหแหง 4) จดั ถาผปู ว ยนอนตะแคงซายงเขาขวาไปทางดา นหนา เล็กนอ ย
5) สวมถุงยางอนามยั ท่ตี อกับถุงรองรับปส สาวะเขา กบั ปลาย ในรายที่นอนตะแคงไมไดใหนอนหงายชันเขาขึน้ เล็กนอย
องคชาติหุมถงึ โคนโดยไมต องรน หนงั หมุ ปลายองคชาติ ถากล้ันอจุ จาระไมไดใหสอดหมอ นอนรองรบั ไว
6) พันพลาสเตอรร อบถงุ ยางอนามัยใหต ิดกับโคนองคชาติให 5) ลา งมือใหส ะอาด ตอ สายสวนเขา กบั หวั กอกกอน แลวทา
เปน รอบเกลียวโดยไมแ นนหรือหลวมจนเกินไป วาสลีน ประมาณ 2-3 นว้ิ
7) แขวนถงุ รองนํ้าปส สาวะในระดบั ตา่ํ กวาตัวผูปวย 6) แขวนหมอนอนสงู จากผูปวยประมาณ 18-24 นิ้ว
การดแู ล : ตรวจดเู ปนระยะๆ เพอ่ื ตรวจดกู ารเลื่อนเลอ่ื นหลุด หรืออดุ ตนั 7) สวมถุงมอื คลายหัวกอก ใหส ารนํา้ ไหลออกชาๆ
และควรมีการเปนถุงยางอนามัยเพือ่ ทําความสะอาดทกุ วนั 8) บอกใหผ ปู วยเบงอุจจาระเล็กนอ ยหรอื หายใจลึกลกึ ทางปาก
• การสวนลางกระเพาะปสสาวะ แลว สอดหวั สวนอยา งเบามือและชาๆ ใหห ัวสวนชี้ไปทางสะดอื
ขอ บง ช้ี : 1) ผูปวยมเี ลอื ดออกในกระเพาะปสสาวะ ปสสาวะเปน เลอื ด ของผปู ว ยสอดเขา ไปลกึ ประมาณ 2-3 น้ิว
2) ผูปว ยมีปส สาวะเปน ตะกอนขุน 9) ปลอยสารนาํ้ ไหลชาๆ โดยถามผปู วยวา รสู ึกถึงนา้ํ ไหลเขา หรือ
นา้ํ ยาทใี่ ชสวนลางกระเพาะปสสาวะ : นยิ มใชนํา้ เกลือ 0.9% ไม ระหวางนั้นบอกใหผ ปู ว ยพยายามกลัน้ อุจจาระ ปดเกลียว
การสวนลา งกระเพาะปสสาวะ 2 วธิ ี หวั สวนใหผ ูป ว ยอาปากหายใจเขา ออกยาวๆ เมอื่ หายปวดจงึ
ระบบเปด (irrigation the catheter using the open system) เปดน้ําใหไหลเขาตอไป
ตอเนอ่ื งตลอดเวลา (continues bladder irrigation) 10) ขณะปลอ ยนํา้ เขา ถา ไมไ หล ควรขยบั หวั สวนไปมาเบาๆ
• การสวนลา งกระเพาะปส สาวะดวยระบบเปด ถามความรสู ึก ถา ยังไมไ หลใหป ด หัวสวนออกแลว ใสไ ปใหม
อปุ กรณ : 1) ชดุ สวนลา งกระเพาะปสสาวะ (ชามรปู ไต 2 ใบ, กระบอกสวนลาง, ผา กอ ซ) 11) ใหผปู วยลกุ ไปถา ยทหี่ อ งน้าํ /ถา ยอจุ จาระบนหมอ นอน
2) สารน้ําปราศจากเช้อื ท่ใี ชสวนลางกระเพาะปสสาวะ Ex. นาํ้ เกลือ 12) จัดทาผปู วยอยใู นทาที่สขุ สบายและเก็บอปุ กรณใ หเรยี บรอย
3) ถุงมือปราศจากเชอื้ และถงุ มอื สะอาด ขอ ควรระวัง : 1) ไมค วรสวนเกนิ 3 ครงั้
วิธกี าร : 1) อธบิ ายวัตถปุ ระสงคและข้ันตอนใหผ ปู ว ยทราบ 2) ถาสวนลา งอจุ จาระ มสี ารละลายไหลออกมาเลก็ นอย ตอ งสวนซํ้า
2) จดั ทานอนหงาย 3) ถาผูปวยมอี าการปวดทอ ง หาม! สวนอจุ จาระ
3) ลา งมือ • การสวนเก็บ (retention enemas)
4) เปด ชดุ ลา งดว ยเทคนคิ ปราศจากเชื้อ เทน้าํ ยาลงในชาม วัตถปุ ระสงค : 1) เพือ่ บรรเทาอาการทอ งผูก 2) เพอ่ื ใหยาและอาหาร
5) สวมถงุ มือสะอาด ใชสําลชี ุบนํ้ายาฆา เชื้อเช็ดตรงรอยตอ สายสวนกบั สายตอ วธิ กี าร : 1) ยกกระบอกน้าํ ยาสง ไมเ กนิ หน่ึงถึง 2 น้วิ จากระดบั ตัวผูปวยปวย
ลงถุงรองรับปสสาวะ แลว ปลดแยกออกจากกนั วางปลายสายสวนลงในถว ย นํา้ ยาใหไ หลชา ๆ จนกวา นํา้ จะหมดกระเปาะ
อกี ใบ ใชผ า กอซทปี่ ลอดเช้อื หมุ สนปลายสายตอ ลงถงุ ปสสาวะ 2) ถาผปู วยถายขณะท่ีทําใหลดกบ็ อกนํ้ายาลงใชมอื กดท่ีทวารหนกั
6) ถอดถุงมือและสวมถุงมอื ปราศจากเชอื้ ไวสกั ครูจนกวาอาการปวดจะหายไปจึงปลอ ยน้ํายาตอจนหมด
7) ใชก ระบอกสวนลา งดดู สารนา้ํ จากถว ยใบที่ 1 โดยไมใหมฟี องอากาศแลว 3) แนะนาํ ใหผปู วยกลัน้ อจุ จาระไวนาน 1/2-2 ชว่ั โมง
ตอ เขา กับปลายสายสวน พรอมกับยกขึ้นสูงเล็กนอ ย รอสักครแู ลว ออกแรง 4) ผูปว ยรูสกึ ปวดเต็มท่กี ล้ันไมไ ดใหห มอ นอนถายบนเตยี ง
ดูดเบาๆ ใหสารนํ้าทใ่ี ี่ สเขา ไปไหลออกมา หรอื ปลดกระบอกสวนออก วาง 5) ดูแลใหอ ยใู นทาท่สี ขุ สบาย
สายสวนต่ําลงเล็กนอ ย ใหสารนา้ํ ทใ่ี สเ ขา ไปไหลลงถวยใบที่ 2 6) ลงบนั ทึกการสวนเก็บและสิ่งที่สงั เกตได
8) สงั เกตลักษณะและจํานวนสารนํา้ สวนลางทไี่ หลออกมาจํานวนสารนํ้าท่ีไหล • การลวงอุจจาระที่อดั แนน
ออกมาควรใกลเคียงกบั ท่ีใสเขา ไป ใหการสวนลางจนกระท่ังสารน้ําท่ีไหล
วตั ถปุ ระสงค : 1) บรรเทาอาการปวดอุจจาระ 2) ไมส ขุ สบายจากถา ยไมอ อก
ออกมามลี กั ษณะใสสีเหลอื งออ น แลวตอปลายสายสวนกับถุงรองรับปสสาวะ
3) สงเสริมใหมีการขับถา ยอุจจาระไดตามปกติ
ถา สารนาํ้ ทไี่ หลออกมานอ ยกวาสารนํา้ ทใี่ สเขาไปมากอาจมสี ง่ิ อดุ กัน้ ให
อุปกรณ : 1) ถงุ มอื สะอาด 3) สารหลอ ลน่ื
ออกแรงดดู เพิ่มเล็กนอ ยจะทาํ ใหส ารน้าํ ไหลออกมาขนึ้ แตถ า ไมไ ดผลตอ ง
2) ผา ขวางเตียง 4) หมอนอน
หยุดการสวนลางและรายงานแพทย
วธิ กี าร : 1) ประเมนิ การขบั ถา ยอุจจาระ
9) จดั ทาใหผูปวยในทา ท่ีสขุ สบาย เก็บอปุ กรณใหเรียบรอ ย
2) อธิบายใหผ ูป วยทราบถึงวธิ กี ารลว งอุจจาระและการปฎบิ ัติ
• การสวนลางกระเพาะปสสาวะตอ เน่อื งตลอดเวลา
3) เตรยี มอุปกรณแ ละกั้นมายใหมิดชดิ
อุปกรณ : 1) สายสวนปส สาวะชนิด 3 หาง 4) สาํ ลี นํา้ ยาฆาเชอ้ื
4) จัดผปู วยนอนตะแคงซา ย/นอนตะแคงงอเขา (sim’position)
2) ชุดใหสารน้าํ 5) ถงุ มอื สะอาด
5) สวมถงุ มอื หลอลน่ื บนนวิ้ ชแ้ี ละน้ิวกลาง
3) สารน้ําสวนลางตามแผนการรักษา
6) ลว งอุจจาระ
วธิ กี าร : 1) อธบิ ายใหผ ูป วยทราบถึงวัตถุประสงค
7) คอ ยคอ ยใชน้ิวเขีย่ อุจจาระทีละนอยและบอกใหเบง ถาย
2) สวนคาสายสวนปสสาวะโฟเลย ชนิด 3 หาง
8) ใชน้ิววนเปนวงรอบลาํ ไส 1-2 คร้งั ใช 2 นว้ิ คีบอจุ จาระออก
3) จดั ทาใหผูปว ยอยใู นทา ทส่ี ุขสบาย
9) สังเกตอาการผดิ ปกติ
4) ลา งมือ ใสถ งุ มอื สะอาด
10) เช็ดทาํ ความสะอาดทวารหนักใหผ ปู ว ย จัดทา ทีส่ ุขสบาย
5) ตอชดุ ใหสารนา้ํ กบั ขวดนา้ํ ยาสวนลา งดว ยเทคนิคปราศจากเชอื้
• การเหนบ็ ยา : สอดเขา ทางทวารหนัก ขอ ควรระวัง ตอ งใหย าชดิ ผนังทวารหนัก
6) ใชสําลีชบุ น้ํายาทําลายเชอื้ บริเวณปลายสายสวนปสสาวะหางท่ี 3 และตอ • การสวนลา งอจุ จาระดวยสารละลายเขมขน : ใสสารละลายเขมขน แทนน้ําเกลอื
ปลายสายชดุ ใหส ารนา้ํ เขาหางท่ี 3 ดว ยเทคนิคปราศจากเช้ือ
• หลกั ท่วั ไปและขอคาํ นึงในการสวนอุจจาระ
7) เปดใหสารนา้ํ เขาไปในกระเพาะปส สาวะดว ยอตั ราการไหลตามแผนการ - ชนดิ ปลอ ย : 1) อยา สวนอุจจาระบอ ยเกินไป 2) ผปู ว ยนอนตะแคงซายเสมอ
รกั ษาโดยท่ัวไปประมาณ 60-80 mL หรอื ประมาณวนั ละ 1500-2000 mL
3) ผปู ว ยริดสีดวงทวาร เมื่อถายเสรจ็ แลวใหน ัง่ แชกน ดวย
8) จดั ใหผ ปู วยอยใู นทาท่สี ุขสบายและเก็บอปุ กรณใ หเรียบรอย
สวนเก็บ : 1) สวนลางลาํ ไสใหญใ หวา งกอน 1-2 ชวั่ โมง
9) เทนํ้าสวนลา งทุก 4 ชวั่ โมง พรอมทงั้ บนั ทกึ ปริมาณสารน้ําเขาและออก
2) ใชสายสวนขนาดเล็ก 3) จาํ นวนน้ํายาตอ งไมมากเกินที่กาํ หนด
* ทาํ จนกระท่ังนา้ํ ปสสาวะมลี กั ษณะใสขึ้น
• ประสทิ ธภิ าพของการสวนอุจจาระ : ตรวจโดยคลําหนาทอ ง/ตรวจทางทวารหนัก
• การดแู ลชว ยเหลอื บคุ คลทม่ี ปี ญ หาเกี่ยวกับการขบั ถายอจุ จาระ
• ปจจยั ที่มผี ลตอ ประสทิ ธภิ าพ : ชนิด อณุ หภมู ิ ทานอน แรงดนั น้าํ ความลกึ ของ
ปญ หาท่พี บบอย : อาการทอ งผกู ,ทองอืด, การอดั แนนของอุจจาระ, กลน้ั อจุ จาระไมไ ด
หวั สวน และระยะเวลาทสี่ ามารถเกบ็ นํา้
การสวนอุจจาระ : 2 ชนิด : การสวนปลอย, การสวนเกบ็
• อาการแทรกซอ น : ระคายเคืองเยีอ่ บุลําไส ผนังลําไสถ ลอก ลาํ ไสท ะลุ ภาวะเปน
วัตถุประสงค : 1) เพ่อื ชว ยขับถา ยอจุ จาระออกจากลาํ ไส
พิษจากน้ํา การติดเช้ือของลาํ ไสใ หญ และการค่งั ของโซเดียม
2) เพ่อื ลางลําไสใหญใหส ะอาดกอนการสวนเก็บ
• การดแู ลผปู ว ยในการบันทึกปรมิ าณน้าํ เขา และออกจากรา งกาย
3) เพื่อลา งลําไสใ หส ะอาดในรายทเี่ ตรยี มการผาตัด
อปุ กรณ : 1) เหยอื กนํา้ 2) ขวดใสป สสาวะ 3) ถงุ มอื สะอาด 4) หมอ นอน
น้ํายาท่ีใช : นา้ํ สบ,ู นํา้ เกลือ, นํ้าตม อุน
วธิ ีปฏบิ ัติ : 1) อธบิ ายวัตถปุ ระสงคและความสาํ คัญ
อุปกรณ : 1) ชุดหมอสวน. 6) ทแ่ี ขวนหมอสวน
2) นําเครือ่ งใชไปทีเ่ ตยี ง ลางมือใหส ะอาดและสวมถุงมอื
2) สายสวน 7) ผายางขวางเตียง
3) วดั ปริมาณของเหลวทุกชนิดท่เี ขาและออกจากรางกาย
3) สารหลอลื่น 8) ถุงมือสะอาด
4) เก็บอุปกรณ ถอดถงุ มือและบนั ทึกน้ําเขา-ออกทุก 8 ช่ัวโมง
4) หวั สวน 9) น้าํ ยาทีใ่ ชสวนอุจจาระ
ขอ ควรจํา : ปฏิบัตทิ กุ 8 ชวั่ โมง ติดตอ กัน 24 ช่วั โมง และสังเกตสภาพท่ัวไป
5) สําลี ผา กอซ 10)หมอ นอน
ถายในผาออ มสําเร็จรูป นําไปช่ังน้าํ หนักคาํ นวณเปนของเหลว
บรรณานุกรม
กุลสิ รา ขนุ พินจิ . (2564). เอกสารประกอบการสอน บทที่ 9 เรอื่ ง การดแู ลการขับถา ยปส สาวะและอุจจาระทุกชว งวัย, หนาที่ 3-72
กลุ ิสรา ขนุ พนิ จิ . เอกสารประกอบการสอน บทท่ี 4.3 เร่อื ง การเกบ็ สง่ิ สง ตรวจและแปลผลการตรวจทางหอ งปฏบิ ัตกิ ารพนื้ ฐานทกุ ชว งวยั , หนา ที่ 4-58
จรัสศรี อัธยาศยั . (2564) . เอกสารประกอบการสอน บทที่ 2 เรื่อง การควบคุมและปอ งกนั การตดิ เชอื้ เทคนคิ ปลอดเชื้อ เทคนิคการทําใหป ราศจากเช้อื , หนาท่ี 3-40
บบุ ผา ดํารงกิตติกลุ . เอกสารประกอบการสอน บทที่ 3 เร่อื ง การดแู ลสุขวิทยาสว นบคุ คลและจดั สิ่งแวดลอ ม, หนาที่ 4-55
ปทมา ผาตภิ ัทรกุล. เอกสารประกอบการสอน บทท่ี 4.1 เรือ่ ง การประเมินภาวะสขุ ภาพเบอ้ื งตน การตรวจรางกาย, หนาท่ี 3-104
ปทมา ผาติภทั รกุล. เอกสารประกอบการสอน บทที่ 4.2 เรอ่ื ง การวัดสัญญาณชีพ, หนาที่ 3-67
พนมพร กีรติตานนท. เอกสารประกอบการเรยี น บทที่ 6 เรอื่ ง การใหอ อกซเิ จน การดดู เสมหะและการพนยา,หนาท่ี 7-76
พนมพร กรี ติตานนท. เอกสารประกอบการเรียน บทที่ 5 เรือ่ ง การดูแลเร่อื งการไดร ับสารอาหารทางสายยางสุขภาพอาหารและการสวนลางกระเพาะอาหารทกุ ชว งวยั ,หนาท่ี 6-50
นลินี แข็งสารกิ ิจ. (ม.ป.ป) . PRESSURE INJURY. สืบคน 21 สิงหาคม 2564, จาก shorturl.asia/KB89n
นิตยา ยะยอง, นุจนาถ จนั ทรหอม, พชั รี แกวคํามูล และเพชรตั น ศรีรตั นา . (ม.ป.ป) . การใชผา สามเหล่ียม (Triangular bandages). สบื คน 21 สงิ หาคม 2564, จาก
https://sites.google.com/site/karphanphaelbandaging/kar-chi-pha-samheliym-triangular-bandages-1
ศริ กิ ัญญา อสุ าหพริ ยิ กุล. (ม.ป.ป) . การกาํ หนดระดับและลักษณะของแผลกดทับ ( Staging Pressure Ulcer). สืบคน 21 สิงหาคม 2564, จาก https://sites.google.com/
site/kanom2551/3-kar-kahnd-radab-laea-laksna-khxng-phael-kd-thab-staging-pressure-ulcer
สมนกึ เภสชั . (2561) . 2 วธิ กี ารทําความสะอาดแผล. สืบคน 21 สิงหาคม 2564, จาก shorturl.asia/HXGY3
สดุ ถนอม ปตตาทะโน. เอกสารประกอบการสอนบทท่ี 7 เรอื่ ง หลกั การและเทคนิค การทาแผลพนั ผา และการดูแลทอระบาย, หนาที่ 4-52
สุนยี รัตน บุญศิลป. เอกสารประกอบการสอนบทท่ี 8 เรือ่ ง การดูแลเร่ืองการใหย าและใหสารนํา้ ทางหลอดเลือดดาทกุ ชว งวัย, หนา ท่ี 6-69
MGR online. (2564) . ตรวจโควิดมกี แ่ี บบ และRT-PCR คืออะไร เทียบกับ Rapid Antigen Test ตางกันอยางไร?. สบื คน 21 สงิ หาคม 2564, จาก https://mgronline.com/
qol/detail/9640000069621
NursingTimes. (2561) . Injection technique 1 : administering drugs via the intramuscular route. สืบคน 21 สิงหาคม 2564, จาก https://
www.nursingtimes.net/clinical-archive/assessment-skills/injection-technique-1-administering-drugs-via-the-intramuscular-route-23-07-2018/
Sakkarin Kungsukool. (ม.ป.ป) . Personal Protective Equipment (PPE). สบื คน 21 สงิ หาคม 2564, จาก shorturl.asia/PUcpI
subcutaneous injection. (ม.ป.ป) . สืบคน 21 สงิ หาคม 2564, จาก https://medical-dictionary.thefreedictionary.com/subcutaneous+injection