The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

020 ฉัตรมณี สรุป บท 2-9 วิชาการพยาบาล1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 63109301020, 2021-08-27 11:30:43

020 ฉัตรมณี สรุป บท 2-9 วิชาการพยาบาล1

020 ฉัตรมณี สรุป บท 2-9 วิชาการพยาบาล1

สรุปบทที่ 2-8
วิชาการพยาบาลขัน้ พื้นฐาน

นางสาวฉตั รมณี เมอื งพลิ
รหสั 63109301020

นักศึกษาพยาบาลศาสตร ช้นั ปท ี่ 2

บทที่ 2 การควบคมุ และปองกันการตดิ เชือ้ เทคนคิ ปลอดเช้อื
(Aseptic Technique) เทคนคิ การทําใหป ราศจากเช้อื (Sterile Technique)

• การติดเช้อื (Infection) : การมเี ชือ้ จลุ ชพี กอ โรคในรา งกาย ทาํ ใหอวยั วะนัน้ ทาํ หนา ท่ีไดนอยลง 12) การเทน้ํายา

องคประกอบของการติดเชื้อ : ผปู ว ย (host) - เปด จุกออกวางบนโตะ ระมัดระวังไมใ หม ือสัมผสั ดา นในทกุ ขวด

สิ่งแวดลอ ม (environment) เชื้อกอโรค (agent) - จับขวดนา้ํ ยาหงายฉลากไวดา นบน

ปจ จัยทมี่ ีอทิ ธพิ ลตอการติดเชื้อ : 1) ความเครียด 6) เพศ - เปด คร้ังแรกใหเ ทน้าํ ยาลงในภาชนะรองรับไดทันที

2) ภาวะโภชนาการ 7) กรรมพันธุ - เปดใชแ ลว ใหเ ทนา้ํ ยาท้ิงเล็กนอย

3) ความออ นเพลยี 8) การรักษาโรค - เขยี นวนั ท่เี ปด ใชและชอื่ ผูเปด ไวดา นขา งขวด

4) ความรอ นหรอื ความเยน็ 9) อายุ 13) การกาํ จดั ขยะ : การแยกประเภทขยะและทง้ิ ลงในภาชนะถูกตอ ง

5) โรคภูมิแพห รือโรคเรอื รงั 10) อาชีพ 14) การเวน ระยะหา งทางสงั คม

หลักการปองกันและควบคมุ การตดิ เชอื้

1) การแยกผูปว ย • การใสช ดุ PPE

1) มาตรการพนื้ ฐานสาํ หรบั การดแู ลผปู วยทุกราย : ผูปว ยทุกรายอาจเปนพาหะ

ของโรคโดยไมคํานึงถงึ การวินจิ ฉยั ของโรคหรือภาวะติดเชอื้ ของผปู ว ย

2) มาตรการสาํ หรับการดูแลผูป วยทส่ี งสยั หรอื ตดิ เปน โรคตดิ เชอ้ื :

- โรคตดิ เชอ้ื ท่แี พรกระจายทางอากาศ (Airborne precaution) แพทย/พยาบาลซกั ประวตั ิ
- โรคตดิ เชอื้ ทแี่ พรกระจายทางนํา้ มกู นํ้าลาย (Droplet precaution) เจา หนาทห่ี องปฏิบัตกิ าร
- โรคตดิ เชื้อทแ่ี พรก ระจายทางการสมั ผัส (Contact precaution) พนกั งานเอกซเรย
3) การแยกผูปว ยที่มีภมู ิตานทานต่าํ : ใชใ นผปู วยทมี่ เี มด็ เลอื ดขาวชนิด พนกั งานทาํ ความสะอาด
neutrophil ตํา่ กวา 1000 เซลล/ ไมโครลิตร, ผปู ว ยหลงั การปลูกถา ยอวยั วะ พนักงานเกบ็ ขยะ
2) การลางมอื

ประเภทของการทําความสะอาดมอื : 1) การลางมอื ดว ยน้ําและสบู

2) การลา งมอื ดว ยนา้ํ และสบูผสมนํ้ายาทาํ ลายเช้อื

3) การลางมอื กอ นผาตัด

4) การถุงมอื ดวยแอลกอฮอล

ขอบงช้ีของการลางมือ : 1) กอนสมั ผสั ผปู วย

2) กอ นทาํ หัตถการ

3) หลงั สัมผสั ผูป วย

4) หลังสมั ผสั สิง่ คัดหลงั ตา งๆ

5) หลังสมั ผสั สงิ่ แวดลอ มของผปู วยหรืออปุ กรณต างๆ แพทย/ พยาบาล/เจา หนา ที่ ที่ทาํ
3) การใชถ งุ มอื : 1) ถงุ มือสะอาด (Non sterile gloves) หนา ท่ี swab/พนยา/เปลยี่ น
ventilator circuit แพทยซ ัก
2) ถงุ มอื ปราศจากเชอื้ (Sterile gloves) ประวัติในผูปว ยท่ีไอหรือไขเวลา
3) ถงุ มอื ยางหนาหรอื ถุงมือแมบ าน ซักประวตั ติ รวจรา งกายเกนิ 5
4) การใชผา ปดปากและจมูก : 1) ผา ปด ปากและจมูกชนิดสะอาด : ผูปว ยตดิ เชอื้ แพรท่ี นาที

กระจายละอองฝอยขนาดใหญ ทําหตั ถการ และ ผปู วยที่
มภี ูมติ า นทานต่าํ

2) ผาปด ปากและจมกู ชนดิ กรองพเิ ศษ : ผูท ีแ่ พรเชอ้ื ทาง

อากาศและผปู วยที่สงสัยวา เปนวัณโรคทปี่ อด

5) การใชแวนปอ งกนั และใชหนา กากปองกันหนา

6) การใชเ สอื้ คลมุ และผา กันเปอน

7) การทําลายเช้ือและทาํ ใหป ราศจากเชื้อ

- การทาํ ลายเชื้อ (Disinfection) : การทาํ ลายจุลชีพตางๆ ยกเวน สปอร

วิธีการ : ทางกายภาพ : การลาง, การตม เดือด, การพาสเจอรไ รส

การใชสารเคมี : อุปกรณท ีไ่ มสามารถทนความรอนได แพทย Bronchoscopy, intubation

- การทําใหปราศจากเชือ้ (Sterilization) : การทําลายจุลชพี ทกุ ชนิดรวมทง้ั สปอร บคุ ลากรทางการแพทยทท่ี ํา CPR

วิธกี าร : ทางกายภาพ : ความรอ นช้นื , ความรอนแหง , รังส,ี คล่ืนเสียง แพทย/ พยาบาล รถสงตอ เจา หนาที่

การใชสารเคมี : การอบดวยแกส , การใชน าํ้ ยาทําลายเชื้อ หอ งปฏิบตั ิการทีท่ าํ การทดสอบส่ิงสง

8) การหยบิ จับของปราศจากเช้อื ตรวจจากทางเดินหายใจ

1) ปากคบี ชนิดปลายตรงหรอื โคง (Hemostat or Kelly forceps) : จบั หลอดเลือด

2) ปากคบี ชนิดมเี ข้ียว (Tooth forceps) : ทาํ แผล

3) ปากคีบชนิดไมม ีเขีย้ ว (Non-Tooth forceps) : ทําแผล

4) ปากคบี สําลี ( Sponge or handling forceps) : หยิบสาํ ลีกอ นใหญ

5) กระปกุ ใสปากคบี

9) การเปด หอของปราศจากเชือ้ : - อานชื่ออปุ กรณก อ นทกุ คร้ัง

- ตรวจสอบแถบปราศจากเชอ้ื (sterile tape)

- วันที่หมดอายลุ ักษณะหอ ตอ งอยูในสภาพสมบรู ณ

1) การเปด หอของปราศจากเช้ือท่เี ปนผา : ดึงแถบปราศจากเชือ้ ออกใหห มด

2) การเปดหอของปราศจากเช้อื ทเี่ ปนซองกระดาษ/พลาสตกิ : การเปด ใหจบั ปลาย

แตล ะดา นออกจากกันใหเปดจากดานไกลตัวเขาหาดานใกลตัว

10) การวางของปราศจากเชอื้ ลงบนพืน้ ท่ีปราศจากเชอ้ื : ทาํ ได 3 วธิ ี

1) ใชป ากคีบปราศจากเชอ้ื หยิบวาง

2) สวมถงุ มอื ปราศจากเช้ือหยิบวาง

3) วางของปราศจากเชอื้ โดยตรงจากหอบรรจุลงบนพื้นท่ีปราศจากเช้ือ

11) การเปด ฝาภาชนะปราศจากเช้ือ : วางลงบนโตะ หรือจบั ตรงสว นหูในลกั ษณะควา่ํ ลง/

หงายข้นึ หยิบแลวปด ฝาแนนท่ี หา ม!หยิบของขามสิ่งของที่ปราศจากเช้อื

บทท่ี 3 การดูแลสุขวทิ ยาสว นบุคคลและจดั ส่งิ แวดลอ ม

• การดแู ลสขุ วทิ ยาสว นบุคคล Personal Hygiene Care : การดูแลทาํ ความสะอาดรา งกาย • การดแู ลความสะอาดผม
ต้งั แตศ รี ษะจรดปลายเทา
หลักการ : 1) ผปู ว ยทีม่ ีอาการออ นเพลีย นอนหงายราบหนนุ หมอนเตี้ย
1. Complete bed bath : อาบน้าํ แบบสมบรู ณบนเตยี ง ทาํ เมือผปู ว ยต่นื นอนตอนเชา
2. Partial bath : ทําความสะอาดรางกายบางสวน โรคหัวใจ หอบหดื ปอด หายใจลําบากใหอ ยใู นทาน่ัง
3. A.M. Care, P.M. Care : เตรยี มผปู ว ยกอน/หลงั รบั ประทาน
4. H.S. Care : การดูแลผปู วยกอนนอน 2) กอนทราบผมตอ งหวหี รือแปลงผม และคลายผมที่พนั
• การดแู ลสุขวิทยาสวนบุคคลแบบองครวม : การดแู ลทคี่ าํ นงึ ถึงความเปน องครวมของ
บุคคลในดานรา งกาย จิตใจ สงั คมวัฒนธรรม     แ  ละมิติดานความเชอ่ื ถอื ศรัทธาของบคุ คล 3) ปผู ายางและผา เช็ดตัวรองใตศรี ษะผูป ว ย
• การดูแลส่งิ แวดลอ ม : การดแู ลส่งิ แวดลอ มรอบตวั ผปู ว ยใหเปนระเบยี บเรยี บรอย สะอาด
สวยงาม ไมเ ปน ทสี่ ะสมเชอ้ื โรค หยบิ ใชได     สะดวก และไมเ กิดอันตราย 4) คลุมผาทีห่ นา อกใชส ําลีปด หู
• การอาบนํา้ ผปู ว ยบนเตยี ง
1. Complete bed bath 5) ทาํ การสระผม

ลักษณะผปู ว ย : ผูปว ยหนกั ไมรสู กึ ตัว อัมพาต เหน่อื ยออนเพลีย 6) นาํ ผา ยางรองออก นาํ สาํ ลอี อกจากหู ใชผ า เชด็ ผมใหแ หง
ชวยเหลอื ตัวเองไดนอ ย/ถูกจํากดั การเคลอื่ นไหว และเดก็ ทารก
7) จัดใหผ ูปวยนัง่ หวีผมหรอื นอนในทาที่สขุ สบายปลอดภยั
อปุ กรณ : 1) กะละมังใสนา้ํ สะอาด 2 ใบ
2) ผาเช็ดตัวผนื เลก็ 2 ผืน 8) เก็บอุปกรณ
3) ผาเช็ดตัวผนื ใหญ 1 ผนื
4) สบู หวี แปง /โลชัน • การนวดหลัง (Back rub)
5) อปุ กรณทําความสะอาดปากและฟน
6) อุปกรณทาํ ความสะอาดอวัยวะสบื พันธุภายนอก วตั ถุประสงค : ชวยใหก ลา มเนอ้ื คลายตัว การไหลเวียนของเลือด
7) ถุงมอื สาด และหนากากอนามยั
ไดสะดวก รูสกึ ผอ นคลาย ไดสงั เกตผวิ หนัง
วัตถุประสงค : 1) กาํ จัดสิ่งสกปรก ไขมันและเช้อื โรคตามผวิ หนัง
2) กระตนุ การไหลเวยี นโลหติ ผอ นคลายความตึงเครยี ด หลกั การ : ผูปวยอยใู นทานอนคว่าํ /นอนตะแคง ผปู วยอยูใกลพ ยาบาล
3) ใหผ ปู ว ยรูสกึ สุขสบาย สดช่นื
4) สงั เกตความผิดปกตขิ องผิวหนัง นวดจากลา งข้นึ บน (ลูบ-จบั (บิด)-สบั -ตบ-กด-ลูบ)

หลกั การ : 1) ควรใหผ ูปว ยถายปสสาวะหรืออุจจาระกอ นอาบน้าํ นานประมาณ 10-15 นาที
2) ควรเชด็ ถูผวิ หนงั ดวยแรงพอสมควรแตนมุ นวล
ยกเวน ในรายท่ีผิวหนงั บอบบาง และลางสบอู อกใหห มด ระวงั ไมใ ห ขอ หาม : 1) ผูปว ยท่มี ีการคงั่ ของระบบไหลเวียนเลือด รอยชํา้
นา้ํ เปย กแผลหรือเขม็ เขา น้าํ เกลือ
3) ทําใหเสรจ็ ทลี ะสว น โดยคลุมผาใหผ ปู ว ยและเปดผา คลุมเฉพาะ     2) มีอาการขอ อักเสบเฉยี บพลนั ผวิ หนังอักเสบ มแี ผล/มะเรง็
สว นที่เช็ด เพอื่ ไมเปด เผยรา งกายผูปวยเกนิ ความจําเปน และใช
ผา เชด็ ตวั ปรู องอวยั วะสว นท่ีเชด็ เฉพาะที่
4) ควรอาบนํ้าตามลาํ ดบั จากบนลงลาง เช็ดดานไกลตวั กอนดา นใกลต วั
กอนพลกิ ตวั เช็ดดานหลัง อปุ กรณ : 1) ครีมบาํ รงุ ผิว/นาํ้ มัน 2) แปง ทาผวิ

ขัน้ ตอน : 1) บอกผปู วยจัดทา นอนหงายราบ 3) ผา เชด็ ตวั 4) มา น 5) ถงุ มือสะอาด
2) ใส mask สวมถงุ มือ คลุมผา บนหนาอกผูปว ย
3) ถอดเสอ้ื ผา ทําความสะอาดปาก ฟน หนา ผม หู คอ อวยั วะสบื พนั ธุ ขนั้ ตอน : 1) บอกผูชวยไวจดั ทานอนควํา่ /นอนตะแคง ถอดเสือ้ คลมุ ผา
4) เชด็ ตัว,นวดหลังตามสว นตามลาํ ดับ ตามหลกั การ พรอ มกบั แชนํ้า
5) ทาแปง สวมเสอ้ื ผา จัดทานอน และเก็บอปุ กรณ 2) โลช่ันทาแปง

2. Partial bed bath/Self-Administer Bath 3) นวดหลงั : 1) ลูบหลงั ตามแนวยาว 4) สับดวยสนั มือ
3. Self-help bath 
• การทําความสะอาดอวัยวะสืบพันธุภ ายนอก (Flushing) 2) จบั บบี ยกกลามเน้ือ 5) ทากด
เพศหญิง
กอนท่ี 1 เชด็ หัวหนาว 3) เคาะดว ยองุ มือ 6) ทา จบ
กอนที่ 2 เชด็ แคมใหญดานไกลตวั จากบนลงลา ง กลบั กอนสาํ ลเี ชด็ ไลอ อกไปดา นขาง
กอนท่ี 3 เชด็ แคมใหญดา นใกลต วั จากบนลงลา ง กลบั กอนสาํ ลีเชด็ ไลออกไปดา นขาง 4) สวมเสอ้ื จัดทา นอน และเกบ็ อุปกรณ
กอ นที่ 4 เช็ดแคมเล็กดา นไกลตัวจากบนลงลาง
กอนท่ี 5 เชด็ แคมเลก็ ดานใกลต ัวจากบนลงลาง หมายเหตุ : อาบนํ้าเด็กโตเหมือนผใู หญ เดก็ เลก็ อาบนํ้าแบบลงอา ง/กะละมัง
กอนท่ี 6 เช็ดตรงกลางบริเวณรเู ปดของทอ ทางเดนิ ปสสาวะจากบนลงลาง
เพศชาย • การดูแลสิ่งแวดลอม/ทําเตยี ง
1) เชด็ รูเปด ทอปสสาวะ
2) เช็ดองคชาติ 1. Occupied bed : ผปู ว ยทีม่ อี าการหนักหรอื ถูกหา มทํากิจกรรมตา งๆ
3) เชด็ อณั ฑะบนและลา ง
• การดูแลความสะอาดปากและฟน (mouth care) ดวยตนเอง
ลกั ษณะผปู วย : ผปู ว ยทช่ี วยเหลอื ตวั เองไดดี = ใหแปรงฟน บวนปาก ดวยตนเอง
  ผูปว ยท่ีชว ยเหลือตัวเองไมได = ใชส าํ ลหี รอื กอ็ สชุบน้ํายาโดเบล 2. Closed bed : ไมมผี ูปวยนอน
พนั ปากคีบ เชด็ เพดานปาก กระพุงแกม ฟน และบวนนํา้ กลว้ั คอดวยนํ้ายา/แปรงฟน
ใหผ ูปว ย แลว ใชกระบอกฉีดยาดดู นํ้าฉดี ลาง พรอมใชเร่อื งดดู เสมหะดดู นาํ้ ออกจาก 3. Open bed : ผูปวยลกุ จากเตยี งไดห รือจะรบั ผูปวยใหม
ปาก ระวัง! อยา ใหส ําลกั นํ้า
• การดูแลความสะอาดเล็บ : เลบ็ มือตดั เปนรปู มน เลบ็ เทาตัดเปน รปู ตรง 4. Ether bed, Nasthetic bed : ผูปวยหลังผา ตดั

ควรระวัง! ผูป วยโรคเบาหวาน ควรแชนา้ํ กอน 5. การร้อื ผง่ึ เตยี ง : ไมม ีผูปวยนอน ใชง านมานาน
• การดแู ลความสะอาดตา : ใชสาํ ลีกอ นชุบน้าํ /NSS เช็ดหัวตาไปหางตา/เชด็ เปลือกดา นบน
อุปกรณ : 1) ผาปูท่นี อน. 6) ผาหม /ผาคลมุ เตยี ง
จากหัวตาไปหางตา (ใหผ ูปวยหลบั ตา)
• การดูแลความสะอาดหู : ใชผา เช็ดตัวผืนเลก็ เช็ดใบหดู า นหนาและหลงั ใหสะอาด 2) ผายางขวางเตียง 7) ถงุ มือสะอาด
• การดแู ลความสะอาดจมกู : ใชไ มสําลีพันสําลีชบุ นํา้ /NSS เชด็ บริเวณดัง้ จมูกและ
3) ผา ขวางเตยี ง 8) ปลอกหมอน
ผวิ หนงั เหนอื รมิ ฝป าก
4) ผา เช็ดเตยี ง/เชด็ ทีน่ อน แบงเปน ผาเปยกกบั ผาแหง

5) นาํ้ ยาเช็ดเตียง/นาํ้ ยาฆาเช้อื /นา้ํ เปลา กบั ผงซกั ฟอก

• การทําเตียงทีม่ ผี ูป ว ยนอน

ขั้นตอน : 1) บอกผปู วย ปรับเตียงใหร าบ

2) พลิกตัวผปู ว ยเขา หาพยาบาล นอนตะแคง ยกราวก้นั เตยี ง

3) หรือผา ปพู ืน้ เดมิ ออก

4) เชด็ ท่ีนอนดว ยผานเช็ดนา้ํ ชุบนํา้ ยา

5) ปูผาปทู ีน่ อนพ้นื ใหม

6) ดงึ ผา ปูทีน่ อนใหเ รียบตงึ

7) ปูผา ยางกนั เปอน

8) พลิกตวั ผปู วยเขาหาพยาบาล นอนตะแคง ยกราวกั้นเตียง

9) รอ้ื ผาปูพ้นื เดมิ ออก

10) ดึงผา ปอู อกจากใตตัวผปู วย พรอมผายางและผาขวางเตยี ง

ปเู ตยี งใหต งึ

11) เปลยี่ นปลอกหมอน

12) จัดทา นอนใหส ุขสบาย

13) ใชผ า ชุบน้าํ ยาทําความสะอาดเชด็ รอบเตยี ง

14) เกบ็ อุปกรณ

• การทําเตยี งทไ่ี มมผี ูป ว ยนอน : ทา เหมือนกบั การเตยี งทม่ี ีผปู ว ยนอน แตไม

ขนั้ ตอนการพลิกตัวผปู ว ย และพบั ผาหมไว

ปลายเตยี งพรอ มกบั ใชผ าคมุ เตยี ง

• การประเมนิ สภาพผูปวยกอ นวางแผนอาบน้ํา

1) รวบรวมขอมูล

2) ประเมนิ แบบแผนสุขภาพมี 11 ขอ

3) ตรวจรา งกาย

4) ผลแลบ ผลตรวจพเิ ศษตา งๆที่มี

บทที่ 4 การประเมนิ ภาวะสุขภาพเบ้ืองตน การตรวจรา งกาย
การวดั สัญญาณชีพ การเก็บสงิ่ สง ตรวจ

4.1 การซักประวัตแิ ละการตรวจรา งกายพ้นื ฐาน Lung : ดู : the costal angle (< 90), spinal (Scoliosis,Kyphosis), the
anteroposterior (AP) diameter to transveres diameter
• ข้นั ตอนการซกั ประวตั ิ 1:2, การหายใจ
1) แนะนําตนเอง
2) ถามอาการสําคญั (chief complaint) คลาํ : tracheal , chest for mass or crepitus, chest excursion
3) ประวัติการเจบ็ ปวยปจจบุ ัน (present illness) ฟง : Bronchial or tracheal breath sound
4) ประวตั ิการเจ็บปวยในอดตี (past history)
5) ประวัติครอบครวั (family history) Bronchovesicular breath sound
6) ซักประวตั ติ ามแบบแผนสขุ ภาพ 11 แบบแผน (functional health patterns) Vesicular breath sound
7) สรุปการซักประวตั ิอยางสน้ั ๆ Heart & Blood vessels : ดู : คอ (การเตน เปน จังหวะ), jugular veins
8) แสดงความขอบคุณผใู หขอมลู
คลาํ : carotid arties, peripheral pulses,
• การตรวจรางกาย : ดู - คลาํ - เคาะ - ฟง precordium for pulsations, lifts,
ยกเวน! Abdomen ดู - ฟง - เคาะ - คลาํ heaves, or thrills

ดู : ดูสี ขนาด ตาํ แหนง การเคลื่อนไหว ผวิ สมั ผัส และความสมมาตร รวมไปถึง ฟง : the precordium at the apex , left lower
กลนิ่ และการไดยนิ sternal border, base left, base right
(Aortic valve, Pulmonic valve,
คลาํ : สัมผสั ผูป ว ยแตล ะสวน บรเิ วณผวิ สมั ผสั ความออ นนมุ อุณหภมู ิ ความช้นื Tricuspid valve, Mitral valve)
ความยืดหยนุ อัตราการเตนของหัวใจ กอ นท่ีผดิ ปกติ (ขนาด รปู ราง ความ
สมมาตร) กดบริเวณผวิ หนงั ระวงั ! ใสถ ุงมอื เมื่อสารคัดหลั่งของผูปวย The abdomen : ดู : การบวม, ไมส มมาตร, สีผิวหนัง, บาดแผล,
superficial veins
เคาะ : ระบตุ ําแหนง และรูปรา งอวัยวะ เคาะดขู องแข็ง ของเหลว แกส ในอวยั วะ
ใช 2 นิ้วเคาะคอยถามและสังเกตความเจ็บปวดของผูป วย ฟง : Bowel sounds (ที่ RLQ) ไดยินทุก 5-15 วินาที
ใชนวิ ชเี คาะน้ิวกลางของมืออีกขาง แลว ฟงเสยี งทีเ่ คาะ หรือ 5-30 ครงั้ /นาที

ฟง : ฟงเสียงปอด หัวใจ ลําไส โดยใช stethoscope เคาะ : ใชนว้ิ ชี้เคาะนิ้วกลางของมืออีกขาง เคาะทั้ง 4
ดา น Diaphragm ใชฟ งเสยี งสงู quadrants, CVA
ดาน Bell ใชฟง เสยี งตาํ่
คลํา : คลาํ ดอู าการเจบ็ ปวด 4 quadrants, คลําตบั
• ขนั้ ตอนการตรวจรา งกาย (Hooking technique), คลาํ มา ม, rebound
1) ลา งมือ tenderness, McBurney's point, Abdominal
2) จดั ทา ผูป วย guarding
3) อธบิ ายวัตถปุ ระสงคใหผ ูปวย
4) ตรวจรางกาย Musculoskeletal : ดู : สมดลุ การเดนิ เดินดวยสนเทา ปลายเทา นวิ้ เทา
General approach : การตอบสนอง พฤติกรรม ระดับความกงั วล สุขวทิ ยา แขน ขา (ความเจ็บปวด), ความพกิ าร, การบวม
การเคล่ือนไหว การพูด เปรียบเทียบท้งั 2 ขา ง
Vital signs : อณุ หภูมิ อัตราการหายใจ อัตราการเตน ของหวั ใจ
ความดันโลหิต การเจ็บปวด ความอมิ่ ตัวของออกซเิ จนในเลอื ด ประเมนิ : ทาทาง สมมาตร (shoulders, scapular, lilac
PE : Skin : ดู : ดูบาดแผล สีผวิ เล็บ รวมทงั้ mucous membranes, tongue, crests) และ spinal curvature
conjunctiva rashes และ pitting edema
คลาํ : อุณหภูมิ ความช้นื /แหง ผวิ สมั ผสั capillary refill (ดกู าร Neurological System : 1) Motor function
เปลย่ี นสี ถา ปกติตองกลับคนื สีเดิมภายใน 2 นาท)ี skin 2) Sensory function
turgor (ถา ปกตกิ ดผวิ หนงั แลวจะกลบั คนื ทันท)ี 3) Cerebellar function
HEENT ( Head, Ears, Eyes, Nose, Throat) 4) Deep tendon reflexes
ดู : Head : รปู รา ง ขนาด ความสมมาตร บาดแผล ผม
Eyes : โครงสรางตาดานนอก ตาํ แหนง visual acuity, ประเมินพฤติกรรม : การแสดงออกทางสหี นา ทาทาง
discharge,conjunctiva, sclera eyelids (ตําแหนง ระดบั ความรูสึกตวั : GCS (EVM : E4V5M6)
การเปดปด ) การตอบสนองของรมู านตาตอแสง (ขนาด)
The ears : โครงสราง ขนาด สีขีห้ ู การไดยิน การบวม บาดแผล Eye opening : ความสามารถในการลมื ตา
การเจบ็ ปวด ระดับคะแนน 1-4 : E1= ไมล ืมตาเลย (none)
External nose : รปู รา ง ขนาด ผวิ สี ความพิการ การอกั เสบ E2= ลืมตาเมื่อเจบ็ (pain)
เย่อื บผุ ิว (บาดแผล สี การบวม การเลือดออก) E3= ลืมตาเมอื่ เรยี ก (speech)
The lips : บาดแผล สี ผวิ สมั ผสั ความแหง ดู buccal mucosa, E4= ลืมตาเอง (spontaneous)
gums และ teeth การย้มิ (สมมาตร ความผดิ ปกติ)
The inner oral mucosa : ดปู ากบนลา ง mucosa (สี บาดแผล) Verbal response : การตอบสนองตอ คาํ พูด
ลน้ิ เพดานปาก (สี การบวม บาดแผล) ระดับคะแนน 1-5
uvular และ soft palate ทดสอบ the V1=ไมสามารถสง เสยี งได
anterior/posterior tonsillar pillars V2=สง เสียงไดไมเปน คาํ พดู
Neck : neck muscle (สมมาตร) การเคล่ือนไหว รองคราง (incomprehensible)
คลาํ : คลํา frontal และ maxillary sinuses, conjunctiva, icteric V3=สง เสียงเปน คาํ ๆ (inappropriate)
sclera, redness indicates allergic or infection, V4=พดู ไดเปนประโยคแตอ าจมีสับสนบาง
exophthalmos (confused conversation)
Neck : คลํากลามเน้ือคอ (ความสมมาตร) lymph nodes V5=พดู คุยโตต อบไดป กติ (oriented)
(ศรี ษะ คอ), carotid arteries, jugular veins,
thyroid gland และ trachea Motor response : กาํ ลงั ความเคลื่อนไหวของแขนขา
ตําแหนง lymphatics : Preauricular, Posterior ระดับคะแนน 1-6
auricular, Tonsillar, Submandibular, Submental, M1=ไมม กี ารเคล่ือนไหว
Occipital, Superficial cervical, Posterior Cervical, M2=แขนและขาเหยยี ดผิดปกติ (Decerebration)
Supra-clavicular M3=แขนงงอเขา หาลาํ ตวั ขาทัง้ สองขา งเหยยี ด
(Decortication)
M4=เมอื่ ทาํ ใหเ จบ็ ซกั แขนขาหนี (withdrawal)
M5=ไมทําตามคาํ สัง่ แตท ราบตําแหนง เจบ็
(localized to pain)
M6=เคลื่อนไหวทําตามคําส่งั ได

การแบง ระดับความรุนแรง
GCS : Mild GCS = 13-15 คะแนน
Moderate GCS = 9-12 คะแนน
Severe GCS ≤ 8 (COMA) คะแนน

Neurological System
ระดับการปรับตัว : เวลา สถานที่ บุคคล
ทดสอบ tendon reflexes :
- Biceps reflex (spinal cord level C5 and C6)
- Triceps reflex (spinal cord level C7 and C8)
- Brachioradialis reflex (spinal cord level C3 and C6)
- Patellar reflex (spinal cord level L2, L3 and L4)
- Achilles reflex (spinal cord level S1 and S2)
Deep Tendon Reflex Grading Scale
0 = ไมต อบสนอง
+1 = ตอบสนองนอ ยลง : nerve damage or
lower motor neuron disease
+2 = ตอบสนองปกติ
+3 = ตอบสนองคอนขา งมากกวาปกติ
+4 = ตอบสนองมากเกนิ รว มกับมอี าการกระตุก : spinal cord injuries และ
upper motor neuron disease
Reflex ใน Newborns : Rooting, palmar grasp and tonic neck reflex
ความผดิ ปกตจิ ะพบหลงั อายุ 6 เดือน
ทดสอบ superficial reflexes : Plantar reflex (Babinski response)
ใหผลบวกผิดปกติ : ยา แอลกอฮอล หรือ upper motor neuron disease

Anus & genitalia : ดู : อวัยวะสบื พันธุภายนอก , การกระจายของขน (สามเหลย่ี ม เหมาะสมกับอาย)ุ
ในเด็ก พบความผดิ ปกติ : phimosis, testes undescended

คลํา : masses, hernias and lymnods (groin area), ตรวจสอบ glans penis (สว นหวั )
ดึง foreskin ดูความสมบรู ณข อง glans แลวปลอยกลับตาํ แหนงเดิม
ความผิดปกตทิ ี่อาจพบ : severe venous and arterial obstruction,
leading to necrosis of the head of the penis

Female genitalia : บาดแผล, สี, แผลเปน, การติดเชอื้ , ulceration, discharge, cysts, trauma, tenderness,

t enlarged glands and Bartholin’s glands assess
ดู : ดกู ารอกั เสบภายนอกของ genitalia labia
คลํา : การขยายหรือความออ นนุมของ Bartholin’s glands
ทดสอบ Rectal/Prostate : ผิวหนงั ผดิ ปกต,ิ ตําแหนงเลอื ดออก, fissures or hemorrhoids

4.2 การวัดสัญญาณชพี • อัตราการหายใจ : อตั ราการหายใจภายใน 1 นาที
การหายใจในเดก็ ตองแยกระหวา ง periodic breathing และ apnea

periodic breathing : หยุดหายใจไมน านกวา 20 วินาที ชวงทห่ี ายใจ

• การวดั สัญญาณชีพ (Vital signs) ปกตติ อ งเกนิ 3 วนิ าที และไมส มั พันธก บั การเกิด

สัญญาณชีพ : 1) อุณหภมู ริ า งกาย (Body temperature) bradycardia/Hypoxia

2) อตั ราการเตน ของชพี จร (Pulse rate) apnea : หยดุ หายใจนานกวา 20 วนิ าที มีโอกาสเปน

3) อัตราการหายใจ (Respiratory rate) sudden infant death syndrome ได

4) ความดนั โลหติ (Blood pressure) อาการแสดงการหายใจท่ีผดิ ปกตใิ นเดก็

• อุณหภมู ิรางกาย (Body temperature) 1) หายใจปก จมูกบาน Nasal flaring

2 ชนิด : 1) อุณหภูมภิ ายใน (core body temperature) : 36.7-37 C 2) คอบมุ Suprasternal retraction

2) อุณหภูมบิ ริเวณผิว (surface temperature) : temperature ไมคงที่ 3) ชายโครงบานขณะหายใจเขาหรือชายโครงบมุ

ตําแหนง วัดอุณหภูมิ : 1) oral temperature : คนไขอ ายมุ ากกวา 6 ป 4) เห็นชอ งวางระหวางซี่โครงหายใจเขา /ชองวางระหวา งซีโ่ ครงบุม

2) rectal temperature : นยิ มวดั ในเด็กทารก 5) กระดูกใตล ้นิ ปบ มุ บางหรือที่เรียกอกบุม Substernal retraction

3) axillary temperature ขอ ควรคาํ นึงถึง : ในเด็กควรนบั อตั ราการหายใจกอนวดั สัญญาณชีพอน่ื

4) infrared radiation การวัดทางหู Respiratory rate : Newborn 35-40 breaths/min

5) การวัดทางหนาผาก Infant 30-50 breaths/min

6) การวดั ผา น Esophageal temperature Toddler 25-32 breaths/min

อณุ หภมู แิ ตล ะชวงวยั : infant 36.1-37.7 C Child 20-30 breaths/min

Child 37-37.6 C Adolescent 16-20 breaths/min

Adult 36.5-37.5 C Adult 12-20 breaths/min

Older adult 36-36.9 C • ความดนั โลหิต

• การระบายความรอ น : 1) Radiation : สงผานความรอ นในรปู ของคลื่นแมเหลก็ ไฟฟา Systolic pressure : ความดนั เลอื ดสงู สุดขณะหัวใจบีบตัว

2) Conduction : ระบายความรอ นจากพนื้ ผิวหนง่ึ ไปพื้นผิวหนึง่ Diastolic pressure : ความดันเลอื ดต่ําสดุ ขณะหัวใจคลายตัว

3) Convection : ระบายความรอนโดยมกี ระแสลมพาไป Pulse pressure : ความแตกตางของความดนั systolic และ diastolic

4) Evaporation : ระบายความรอ นโดนระเหยจากพ้นื ผวิ รางกาย สัดสว น systolic : diastolic : pulse = 3 : 2 : 1

• ระดับความรนุ แรงของไข : ไขต าํ่ อณุ หภมู ิ 37.1-38.2 C Mean arterial pressure (MAP) : คา เฉลี่ยของความดัน systolic, diastolic

ไขสงู อณุ หภูมิ 38.3-40.4 C MAP = SBP + 2(DBP) MAP = 1/3 (SBP-DBP) + DBP

ไขส ูงมาก (Hyperpyrexia) อณุ หภมู ิ 41 C 3

• การพยาบาลผูปว ยมีไข : 1) ดูแลใหผูปวยพกั ผอ น Arterial pressure : Newborn 40 mmHg

2) จัดสภาพแวดลอ มใหอากาศถา ยเทไดสะดวก 1 month 85/54 mmHg

3) เช็ดตัวลดไข 1 year 95/65 mmHg

4) ใหย าลดไขตามแผนการรักษา 6 years 105/65 mmHg

5) วดั อณุ หภูมริ างกายภายหลังการเช็ดตวั 10-13 years 110/65 mmHg

6) ใหยาปฏิชวี นะตามแผนการรกั ษา 14-17 years 119/75 mmHg

7) ใหผูป ว ยไดร บั ออกซิเจน Adult 18 years and older normal 120/80 mmHg

8) ใหผูป ว ยไดรับความอบอุน ในระยะทมี่ อี าการหนาวส่นั ปจ จยั ท่ีมผี ลตอ ความดนั โลหิต : อายุ เวลา จติ ใจและอารมณ เพศ พันธกุ รรม

9) ใหอ าหารทีม่ โี ปรตีนและคารโ บไฮเดรตสงู อาหารออ นยอ ยงาย และสงิ่ แวดลอ ม สภาพภมู ิศาสตร เชื้อชาติ เกลอื

10) แนะนาํ ใหด ื่มนาํ้ มากๆ ระดบั ความรุนแรง : ระดบั 1 ระยะเร่มิ แรก 140-159/90-99 mmHg

11) บันทกึ ปรมิ าณน้ําเขา ออก ระดับ 2 ระยะปานกลาง 160-179/100-109 mmHg

12) ดูแลใหเยื่อบุชมุ ช้ืน ระดับ 3 ระยะรุนแรง 180/110 mmHg ขึน้ ไป

13) เตรียมเสอื้ ผา แหงใหผูปวยใส • การวัดความเขมขนของออกซิเจนในเลอื ด (Oxygen saturation)

14) ติดตามการเปลยี่ นแปลงของอณุ หภมู ิรางกาย ตําแหนง ทใ่ี ชวดั : วดั บรเิ วณสว นปลายท่ีมเี ลือดมาเล้ียง Ex. ปลายน้ิวมอื นวิ้ เทา

• การเชด็ ตวั ลดไข เครือ่ งตรวจ : Pulse Oximeter

วัตถุประสงค : เพ่อื ใหผูป วยสขุ สบายขึน้ และชวยระบายความรอ น O2 Sat คาปกติ > 95% หาก <90% = ผูปวยอาจมีภาวะออกซิเจนในเลอื ดตา่ํ

วธิ ีการ : ใชน ้ําธรรมดาสาํ หรบั ผูใหญ น้าํ ทม่ี อี ณุ หภมู ิ 37 องศาเซลเซยี สในเด็กเล็ก • ความปวด (Pain)

งด! ทําในกรณีท่ีผูปว ยมีอาการหนาวสน่ั ใชเวลาเช็ดตัวประมาณ 10-15 นาที ไมใ ช 2 ชนดิ : acute pain : ปวดไมเกนิ 6 เดอื น อาการแสดงชัดเจน

นํา้ เยน็ จดั หลงั เชด็ ตวั 30 นาที ใหเ ชค็ สัญญาณชพี ซา้ํ Chronic pain : ปวดติดตอกนั นานเกิน 6 เดอื น ปวดทีละนอยตอเนือ่ ง

• อตั ราการเตนของชีพจร Pulse rate การประเมินความเจบ็ ปวด : 1) คําบอกเลา ของผปู วย

วธิ กี ารคลํา : ใชปลายน้ิวช้ีและนิ้วกลางคลาํ pulse นิยมคลาํ 1 นาที ในเดก็ แรกเกดิ สามารถใช 2) พฤติกรรมทผ่ี ปู วยแสดงออก

stethoscope ฟง ที่ตาํ แหนงหัวใจโดยตรง หรือคลําทบ่ี รเิ วณสายสะดอื 3) การเปลยี่ นแปลงทางสรรี วทิ ยา

Bradycardia : Heart rate < 60 ครงั้ /นาที (50 ครัง้ /นาที ในทางปฏิบัติ) เครอื่ งมือทใี่ ชประเมินความเจบ็ ปวด : - FLACC : ใชในเดก็ ทั่วไปอายุ 1-6 ป

Tachycardia : Heart rate > 90 ครง้ั /นาที - Faces Assessment:ประเมนิ ในเด็กเล็ก

ตาํ แหนงที่ใชค ลําชีพจร : Temporal artery : ประเมินงา ยในเดก็ มี 10 ระดับ เทียบจากสีหนาทา ทาง

Carotid artery : นิยมทําในระยะชอ็ คหรอื ในภาวะหวั ใจหยดุ เตน - Oucher Scale : ประเมินในเด็กเล็ก

Brachial artery : นิยมใชว ัดความดนั โลหิต มี 10 ระดบั เทียบจากสีหนาจรงิ

Radial artery : นยิ มใชป ระเมนิ ชพี จร - Visual Analog Scale, Numeric Scale

Ulnar artery - VSR

Femoral artery : คลําในระยะชอ็ คหรอื ในภาวะหัวใจหยดุ เตน - NIPS

Popliteal artery - CHEOPS

Doralis Pedis artery • หลกั การประคบรอ นประคบเยน็

Posterior Tibial artery การประคบรอ น : เรม่ิ ใชหลังมีอาการ 48 ช่ัวโมง ครั้งละ 15-20 นาที

Heart rate : Infant 120-160 beats/min วนั ละ 2-3 ครัง้

Toddler 90-140 beats/min อาการที่ควรประคบรอน : ปวดตึงของกลามเน้ือ บริเวณคอ บา นอง

Preschool-age 80-110 beats/min ปวดประจาํ เดือน

School-age 75-100 beats/min การประคบเยน็ : ประคบดว ยน้าํ แขง็ /นาํ้ เย็นทนั ที ภายใน 24-48 ชว่ั โมง

Adolescent 60-90 beats/min นาน 20-30 นาที วนั ละ 2-3 ครง้ั

Adult 60-100 beats/min อาการท่คี วรประคบเยน็ : ปวดศรี ษะ มีไขส ูง ปวดฟน ปวดบวมขอเทา

ขอ ควรระวัง : เด็กเล็กควรมผี ูดแู ลใกลชดิ , การประคบรอนไมค วรสัมผสั

อวัยวะโดยตรง รอนมากหรอื นานเกนิ ไป หลกี เลย่ี ง! การประคบ

รอนบรเิ วณที่มีบาดแผลเปด บริเวณทมี่ อี าการอักเสบแดง

4.3 การเก็บสิง่ สงตรวจและแปลผลการตรวจทางหอ งปฏบิ ตั กิ ารข้นั พ้ืนฐาน

• ประเภทของการเกบ็ ตวั อยาง • การตรวจเพาะเชือ้ อุจจาระ (stool culture)

1) ปสสาวะ (urine) : การเกบ็ ตัวอยางจากเนอื้ อจุ จาระ

2) อุจจาระ (stool) วิธปี ฏิบัติ : 1) ลา งมอื ใหส ะอาดและเช็ดใหแหง

3) เสมหะ (sputum) 2) ใหผปู ว ยถา ยปสสาวะลงในหมอ นอน

4) เลอื ด (blood) 3) สวมถงุ มอื สะอาด

5) สิ่งทอ่ี อกจากแผลหรอื ชอ งของรา งกาย 4) ใชไมไ ผหรอื ชอ นตักอจุ จาระสว นบนหรอื สวนที่ นิ่มเหลว

มีมกู เลือดใสใ นกระปุกแลว สง ตรวจทัง้ ที

• การเกบ็ ตวั อยางปส สาวะ การเกบ็ ตัวอยา งอุจจาระจากชอ งทวารหนกั (rectal swab)

การเตรยี มผปู ว ย วธิ ปี ฏิบัติ : 1) ลา งมอื ใหส ะอาดเชด็ ใหแหง

1) อธบิ ายใหผูปว ยและญาตทิ ราบถงึ จุดมุงหมาย 2) จดั ทา ใหผปู วยนอนตะแคง คลุมใหมดิ ชิด

วิธกี ารเก็บและการมสี วนรว มในการเกบ็ ปส สาวะ 3) ใสถุงมอื ใชมอื ยกแกม กน ผปู ว ยใหเหน็ ชองทวารหนักชดั เจน

2) เตรยี มผเู ตรยี มบริเวณอวยั วะสืบพนั ธุใหสะอาด ใหผ ปู ว ยเบงกน และสวนไมส าํ ลเี ขา ไปในทวารหนกั

3) จดั ถาผปู วยใหถูกตองตามหลกั 4) ใสไ มพนั สําลีที่ปา ยอุจจาระลงในหลอดทดลองปราศจากเชือ้

วิธีปฏิบัติ สงตรวจทนั ที

การเกบ็ ปสสาวะสว นกลาง (midstream urine specimen) • การเก็บตัวอยา งเสมหะ (collecting sputum)

1) ลา งมอื ใหส ะอาดและเช็ดใหแ หง วัตถปุ ระสงค : วนิ ิจฉัยโรคระบบทางเดนิ หายใจ, ตรวจหาสว นประกอบ mEq/L

2) เตรยี มอปุ กรณในการเก็บใหพรอ ม (มสี ลากเขยี นชอื่ -สกุล ช่ือหอผูปว ย การเตรียมผปู ว ย : 1) อธบิ ายใหผปู วยและญาติทราบ

ชนิดของตวั อยา งและเวลาทเี่ ก็บ) 2) ใหผปู วยอยใู นทา Fowler’s position อยูในทา น่งั /ยนื

3) ทาํ ความสะอาดบรเิ วณอวัยวะสบื พันธุ 3) ถา ผูป วยมบี ตั รแผลควรประคองแผลในขณะไอ

4) ใหผ ูปว ยถายปส สาวะทิง้ ไปกอนประมาณ 30-60 mL • การตรวจวิเคราะหเ สมหะ (sputum examination)

5) นําภาชนะทสี่ ะอาดปราศจากเชอื้ รองรบั ปสสาวะประมาณ 30 mL วิธปี ฏิบตั ิ : 1) นําภาชนะเกบ็ เสมหะใหผูปว ย แนะนาํ ไมใ หสัมผัสดา นในภาชนะ

6) เมอื่ ไดปสสาวะแลว นําสงตรวจทันทีพรอมใบสง ตรวจ (ถา สง ไมไดใ หเ ก็บไวในตูเ ยน็ ) 2) บอกใหผปู วยไอใหไ ดเสมหะ

• การตรวจเพาะเช้ือปส สาวะ (urine culture) • การตรวจเพาะเช้อื เสมหะ (sputum culture) : ไดเ สมหะจากการไอ

การเก็บปสสาวะสว นกลาง (midstream urine specimen) ปฏบิ ตั ิเหมอื นการเกบ็ ตรวจ

วิธปี ฏิบัติ : 1) ลา งมอื ใหสะอาดและเชด็ ใหแ หง • การเกบ็ เสมหะจากในคอ (throat swab)

2) เตรยี มาอุปกรณในการเกบ็ ตัวอยางใหพรอ ม วธิ ปี ฏบิ ัติ : 1) ลา งมือใหสะอาดเชด็ ใหแหง

การเกบ็ ตวั อยา ง : 1) ทาํ ความสะอาดอวยั วะสบื พนั ธดุ ว ยนํา้ สบู 2) ใหผูปวยอาปากแลวใชไ มกดล้นิ สอดไมพันสําลีเขาไปในคอ

2) ใหผ ูปวยถายปส สาวะทงิ้ ไปกอนประมาณ 30-60 mL บริเวณทอนซินท้งั 2 ขางหรอื หลงั คอใตล้นิ ไกหมนุ ไปไมพ นั สาํ ลี

3) นาํ ภาชนะที่สะอาดปราศจากเช้ือรองรับปส สาวะประมาณ 30 mL ใหต ิดเสมหะหรอื ส่งิ คัดหลงั่

การเกบ็ ปสสาวะจากสายสวนคา (urine culture) 3) ใสไ มพนั สําลีท่ีปา ยเสมหะแลว ในหลอดปราศจากเชือ้ ทเ่ี ตรยี มไว

วิธีปฏบิ ตั ิ : 1) ปดกนั้ การไหลของปสสาวะบรเิ วณสายสวนเปน เวลา 10-30 นาที กอ น • Nasal swab

เกบ็ ตัวอยา งและประเมนิ ความรสู ึกเปนระยะ วิธเี ก็บ : 1) ใช swab สอดเขา ไปในจมูกขนานกบั palate ทิ้งไวประมาณ

2) เตรียมอุปกรณ 2-3 วนิ าที คอยๆ หมุน swab ออก แลวดึงออก

3) ตอ หวั เข็มเขากบั กระบอกยาดว ยเทคนิคปราศจากเช้อื 2) จุมปลาย swab ลงในหลอดเกบ็ ตวั อยาง หักดาม swab ทงิ้

4) ใชส ําลชี บุ แอลกอฮอลท ําความสะอาดสายยางสวนคาบริเวณท่จี ะ ปดหลอดใหสนทิ

แทงเข็ม แทงมุมเฉยี ง 30 องศา การนําสงและการเกบ็ รกั ษา : นําสงทันที หา ม! แชเยน็

5) ดดู นาํ้ ปสสาวะตามจํานวนท่ตี อ งการ ดึงเข็มออก และเช็ดทาํ ความสะอาด ควรเกบ็ ในระยะแรกท่ีปรากฏอาการของโรค

ขอควรระวงั : 1) ไมค วรกดหัวตอระหวา งสายสวนกับสายยังลงถงุ ปส สาวะ และเก็บดวยวธิ ีปราศจากเช้ือ

2) ไมค วรเกบ็ ปส สาวะจากถุงปสสาวะสงตรวจ • Nasopharyngeal swab

3) ระวงั ไมใ หมีการปนเปอ นเช้ือโรคจากภายนอก การเตรยี มตัวอยา งผูป ว ย : 1) ใหแหงนหนา ข้ึนประมาณ 70 องศา คางไว

* กรณีผปู วยเด็กเกบ็ จากถงุ ปสสาวะ 2) วัด swab จากปลายจมูกถึงตงิ่ หูแลว หกั ครง่ึ

• การเก็บปส สาวะใน 24 ชว่ั โมง : 1) อธบิ ายวตั ถุประสงค วิธีปฏิบัติและชว งเวลาในการเกบ็ สิ่ง ให swab ทํามุม 90 องศา

สง ตรวจใหผ ปู วยและญาตทิ ราบ ขน้ั ตอน : 1) เก็บตัวอยา งจากดา นหลงั หรอื ดา นขางของผูปว ย

2) 07.00 น. ใหผ ปู วยถา ยปสสาวะท้ิงและบันทกึ ไว หลงั จากนัน้ 2) สอด swab เขาจนสดุ ครงึ่ ที่หกั ไว ทิศทางต้งั ฉากกบั ใบหนา

ใหเกบ็ ปสสาวะไวทุกคร้งั ในภาชนะที่สะอาดจนครบ 24 ช่วั โมง 3) หมุน swab โดยรอบประมาณ 3 วนิ าที แลวจึงดงึ ออก

พรอ มบันทึกจาํ นวน ถาลมื ใหเ กบ็ วันใหมใ หครบ 24 ชั่วโมง 4) จุม ปลาย swab ลงในหลอดเกบ็ ตัวอยา ง ตดั สวนเกินท้งิ

3) เม่ือครบ 24 ชวั่ โมงใหผูปว ยถายเปาสวอกี ครั้งแลวเทลงใน การนาํ สง และการเก็บรักษา : นาํ สง ทนั ที หา ม! แชเ ยน็

ภาชนะเก็บตวั อยา งและบอกใหผ ปู วยทราบ ควรเกบ็ ในระยะแรกท่ปี รากฏอาการของโรค

ขอ แนะนํา : 1) การเก็บปสสาวะตรวจ 24 ชวั่ โมง เพอ่ื หาคา VMA และ catecholamines และเกบ็ ดวยวิธปี ราศจากเชื้อ

กอ นตรวจ 2-3 วันใหงดทกุ อยา ง • การเก็บตวั อยางเลือด

2) สงตรวจหาคา catecholamines แนะนําใหผ ูปว ยลดสิง่ กระตุนทที่ าํ ใหกงั วล วตั ถุประสงค : เพ่ือชวยวินจิ ฉยั โรคเกือบทกุ ระบบของรา งกาย

และออกกาํ ลงั กายมากไป ตรวจทางโลหติ วทิ ยา

3) ในระหวางเก็บปสสาวะ ไมงดนา้ํ หรือใหน าํ้ เพมิ่ ตรวจทางเคมี

4) แนะนาํ ใหผูปว ยถาย ปส สาวะกอนอจุ จาระ ตรวจวทิ ยาการเกี่ยวกับนํ้าเหลืองและปฏกิ ิรยิ า serology

• การเก็บอุจจาระ (collecting a stool specimen) การเตรยี มผูป วย : 1) อธิบายใหผปู วยทราบ

การเตรยี มผูปวย : 1) อธิบายใหผูป ว ยและญาตทิ ราบถงึ จดุ หมาย วธิ ีการเก็บตวั อยางและ 2) จัดทาใหผ ูปวยในทา ทีส่ ุขสบาย เหยียดแขนตรง

การมสี ว นรว ม ตลอดจนไมเ ปด เผยผูป ว ยจนเกนิ ความจําเปน อปุ กรณ : 1) เข็มฉีดยาเบอร 21-23 6) กระบอกฉดี ยา

2) ถา ยปส สาวะกอ นเกบ็ อจุ จาระ 2) ภาชนะบรรจุสิ่งสง ตรวจ 7) Alcohol 70%

3) ตรวจเลือดแฝงในอุจจาระใหผ ูป วยงดเนอื้ สัตว 3 วนั กอ นเก็บอุจจาระ 3) สาํ ลแี หง 8) tourniquet

4) เกบ็ อจุ จาระโดยวธิ ี rectal swab ใหผูป วยจัดทานอนตะแคงและคลมุ ผา 4) ถงุ มอื 9) พลาสเตอร

ใหมดิ ชิด เปด เฉพาะสว นท่ตี องการ 5) ถุงขยะ

• การตรวจวิเคราะหอ จุ จาระ (stool examination) วธิ ีปฏบิ ตั ิ : 1) ใช tourniquet รดั เหนือบริเวณท่ีเจาะ

วิธีปฏบิ ัติ : 1) ใหผ ปู ว ยถา ยปสสาวะลงในหมอนอน 2) เจาะบริเวณขอ พบั หลอดเลอื ดดาํ

2) สวมถงุ มอื สะอาด ขอ ควรระวัง : 1) ไมค วรดึงเข็มออกกอ นปลดสายยาง

3) ใชไ มไ ผหรือชอนตักอุจจาระสว นบนหรอื สว นทีผ่ ดิ ปกติลงในภาชนะเกบ็ ตวั อยาง 2) ระวงั เลือดแขง็ ตวั เมอื่ ใสเลอื ดมากเกิน

• การเจาะเลือดเพอ่ื ตรวจเพาะเชอื้ • วธิ กี ารตรวจหาเชื้อโควดิ -19
1) Polymerase chain reaction: RT-PCR
1) เชด็ ผิวหนังบรเิ วณทีเ่ จาะและฝาจุกขวดน้ําเลีย้ งเชอื้ ดวยน้ํายาทาํ ลายเชอ้ื - ทราบผลภายใน 24-48 ชว่ั โมง
- พบเชอ้ื COVID-19 ผลเปนบวก
Ex. Alcohol 70% - ไมพบเชือ้ COVID-19 ผลเปนลบ

2) เจาะเลือดตามจํานวนท่ีตองการเจาะสองคร้ังและเปลี่ยนตาํ แหนงทุกครงั้ 2) Rapid test
- ทราบผลภายใน 10-30 นาทเี ทา น้นั
3) เปลี่ยนหัวเขม็ ใหมแลว แทงเข็มผา นจกุ ขวดนา้ํ เลยี้ งเชือ้ - ตรวจพบเช้อื หลังจากไดรับเช้ือมา 5-14 วัน และไมส ามารถตรวจพบเช้ือ
ไดหลังจากหายปว ย
4) ดนั เลือดเขาไปในขวดนา้ํ เลีย้ งเชือ้ อยางชา ๆ เขยา ขวดเบาๆ - ตรวจพบภูมคิ ุม กนั ตอ เช้อื หลังจากรับเช้อื มาแลว 10 วันขึ้นไปและตรวจ
พบไดหลงั จากหายปวยแลว
5) เจาะครบ 2 ขวด ใหร ะบชุ ดั เจนวา ขวดที่ 1 และ 2 แลวสง ตรวจทนั ที่

พรอ มเช็คชื่อใหต รงกบั ผูปวย

• การเจาะจากผิวหนงั

อุปกรณ : 1) อุปกรณเ จาะเลอื ดฝอย 4) ภาชนะบรรจุสง่ิ สง ตรวจ

2) Alcohol 70% 5) สาํ ลีแหง

3) ถุงมอื 6) พลาสเตอร

วธิ ปี ฏบิ ัติ : 1) เจาะจากปลายน้ิวมือ

2) นําหลอดแกวท่บี รรจุเลอื ดสงตรวจทันที

• การตรวจความสมบูรณของเมด็ เลอื ดแดง (CBC)

Hemoglobin (Hb) คาปกติ : เดก็ 10-15.5 g/dL

ผูใ หญ ชาย 14-18 g/dL

หญงิ 12-16 g/dL

Haematocrit (Hct) คา ปกติ ทารก 44-64%

เดก็ 32-44%

ผใู หญ ชาย 42-52%

หญงิ 37-47%

• การตรวจเม็ดเลอื ดขาว (WBC)

Neutrophils คาปกติ 55-70% ของ WBC

Eosinophils คาปกติ 1-4% ของ WBC

Basophils คาปกติ 0.5-1.0% ของ WBC

Monocytes คาปกติ 2-8% ของ WBC

Lymphocytes คา ปกติ 20-40% ของ WBC

WBC ผใู หญ คาปกติ 5-11 * 10^9/L

Platelet count คาปกติ 150-400 * 10^9/L

Bleeding time คาปกติ 3-6 min

FBS คาปกติ <100 mg/dL

• BUN คา ปกติ ผูใหญ 10-20 mg/dL

เด็ก 5-18 mg/dL

• Creatinine คา ปกติ ผูใ หญ 0.6-1.2 mg/dL

วยั รนุ 0.5-1.0 mg/dL

เดก็ 0.3-0.7 mg/dL

• Albumin คาปกติ 3.5-5 gm/dL

• Total billirubin คาปกติ 0.3-1.0 mg/dL

• Electrolytes

Na คาปกติ 136-145 mEq/L

> 145 mEq/L = Hypernatremia : ดม่ื นา้ํ นอย อาเจยี น อจุ จาระรว ง

< 120 mEq/L = Hyponatremia : ไมส ามารถขบั นาํ้ ได

K คาปกติ 3.5-5.0 mEq/L

> 5.5 mEq/L = Hyperkalemia : ไดรบั K มากเกินไป

< 3.5 mEq/L = Hypokalemia : สญู เสยี K อาเจยี น ทองเสีย ปสสาวะ

Cl คา ปกติ 90-106 mEq/L

> 106 mEq/L : หัวใจเตน เรว็ อาการออนแรง

< 90 mEq/L : กลามเน้ือเกร็ง ความดนั โลหิตตาํ่ ไมร ูสกึ ตัว

CO2 คา ปกติ 23-30 mEq/L

บทท่ี 5 การดูแลเรื่องการไดรับสารอาหารทางสายยางสูก ระเพาะอาหาร
และการสวนลา งกระเพาะอาหารทกุ ชวงวยั

• การประเมนิ ภาวะพรอ งโภชนาการ 12) ปดพลาสเตอรช่วั คราวทีส่ ายยางใหอาหารเขา กบั ปลายจมกู

1) ประเมนิ จากดัชนีมวลกาย (BMI) 13) ตรวจสอบตําแหนง ปลายสายยางใหอาหาร

2) ประเมินจากอาหาร (Dietary Evaluation) 1) ตอ กระบอกใหอ าหารเขากับปลายสายยาง ดันลมเขาประมาณ

หลัก A-B-C-D 10-20 mL ชา ๆ พรอมกบั วางหฟู งลงบรเิ วณใตป ลายกระดูกอกหรือ

A : Anthropometry assessment : วัดสัดสวนของรางกาย หนา ทอ งดา นซา ยบน (left upper quadrant)

B : Biochemistry assessment : ขอมลู จากหอ งปฏบิ ัติการ 2) ดดู สง่ิ ตกคาง ตรวจสอบ สแี ละปรมิ าณ ตรวจสอบคา ความเปน กรด

C : Clinical sign : อาการแสดงออก ดางของสิง่ ตกคางทดี่ ดู ออกมา

D : Dietary assessment : ประเมินการบรโิ ภคอาหาร 3) วา งไปสายลงในแกวนํ้า ตอ งไมมีฟองอากาศ

• การใหอ าหารทางปาก 14) ปดพลาสเตอรเ ขากับสายยางใหอาหารและจมูกใหเ รยี บรอ ย

วธิ ปี ฏบิ ัติ : 1) จัดทา นัง่ ระวัง!ไมใหสายยังกดทบั ทผี่ นังจมกู

2) วางผากนั เปอ นไวบ ริเวณหนาอก 15) วางสายยางใหเ รียบรอ ยไมดงึ รงั้ และผูปวยไมนอนทับ

3) กระตนุ ใหผ ูปวยไดร บั อาหารดวยตนเอง 16) ถอดถุงมอื

4) เก็บถาดอาหารออกจากเตยี ง 17) ดแู ลใหผ ูปวยพักผอ น จดั สง่ิ แวดลอ ม

• การใหอ าหารทางสายยาง : การใสสายยางผา นทางรจู มูกจนถึงกระเพาะอาหาร

ชนดิ การใสสายใหอาหาร : 1) Nasogastric intubation : เขา ทางจมกู ผา นหลอดอาหารจนถงึ • การถอดสายยางใหอ าหาร : ถอดเสร็จเก็บลางอปุ กรณแ ละลงบันทึกในใบบันทกึ

กระเพาะอาหาร การพยาบาล

2) Orogastric intubation : เขา ทางปากผา นหลอดอาหารจนถงึ อุปกรณ : 1) ถงุ มอื สะอาด 3) ผา รองกนั เปอ น

กระเพาะอาหาร 2) กระดาษชําระ 4) ชามรูปไตพรอมถุงขยะ

3) Gastrostomy tube : ผา นทางผนังหนาทองเขาไปใน jejunum

วิธกี ารใหอาหารทางสายยาง 2 วธิ ี • การใหอาหารทางสายยาง

1) Intermittent enteral tube feeding : เปนคร้ังคราววันละ 4-6 ครง้ั อปุ กรณ : 1) อาหารเหลวตามคําสัง่ การรักษา 4) สาํ ลชี บุ นํ้าตมสุก

2) Continuous enteral tube feeding : แบบตอ เนือ่ ง 2) กระบอกใหอาหาร 5) ผารองกันเปอน

ผูป วยท่คี วรไดร บั อาหารทางสายใหอาหาร 3) นา้ํ อุนจาํ นวนตามแผนการรักษา/100 mL. 6) ชามรปู ไต

1) ผูปว ยทีม่ ปี ญ หาในชองปากชองคอ ไมสามารถเค้ียวหรือกลนื อาหารเองได วธิ ปี ฏิบตั ิ : 1) ลางมอื ใหสะอาด เชด็ ใหแ หง

2) ผปู วยมแี ผลไฟไหมรนุ แรง มกี ารติดเชือ้ รนุ แรง 2) เตรียมอุปกรณแ ละตรวจสอบอุณหภมู ขิ องอาหาร

3) ผสู ูงอายุทม่ี ปี ญหาทางทันตกรรมจนกอใหเกดิ ปญ หาในการเคย้ี วอาหาร 3) นําอุปกรณไปทเ่ี ตยี งผูปว ย

อาหารทใ่ี หทางสายใหอาหาร : อาหารปน ผสม (Blenderized diet) 4) ตรวจสอบ ช่ือ นามสกุล เตยี ง ชนิดอาหารทเี่ ตรยี มอีกคร้งั

*ขอควรระวงั : ระมัดระวงั ไมใ หเกิดการสาํ ลกั อาหารเขาสปู อด ตอ งทดสอบตําแหนง ปลายสายยาง 5) จดั สภาพแวดลอ ม

ใหแนใ จวา อยใู นกระเพาะอาหารเม่อื ใสส ายยางใหอ าหาร และกอ นใหอาหาร นํ้า และยาทุกครง้ั 6) จัดทานอนศรี ษะสงู 30-60 องศา

อปุ กรณ : 1) สายยางใหอาหาร 7) ผา รองกนั เปอน 7) ปูผา กนั เปอนบริเวณหนาอก

2) กระบอกใหอ าหาร 8) แกว บรรจุนาํ้ พรอมหลอดดดู 8) พบั ใสย างใหอาหารเปด ทุกปายสายออกเช็ดดว ยสาํ ลชี ุบนาํ้

3) สารหลอลื่น K-Y jelly, Xylocain jelly 9) หูฟง (Stethoscope) ตมสุกดา นในและสาํ ลีแอลกอฮอลดา นนอก

4) พลาสเตอรต ัดเปนรูปตวั Y 10) ชามรปู ไตพรอ มถุงขยะ 9) ตรวจสอบตําแหนงปลายสายยางใหอ าหาร

5) ผา ก็อซ 11) ถงุ มือสะอาด 10) ตรวจสอบปรมิ าณของเหลวในกระเพาะอาหาร

6) ไมพนั สาํ ลชี บุ น้าํ สะอาด 12) กระดาษชาํ ระ มากกวา 50 mL เลื่อนเวลาไป 1 ชั่วโมง และตรวจสอบซ้ํา

*สายยางใหอ าหาร : สวนมากชนดิ Levin tube หากเหลือคา งมากกวา 50 mL อีกครัง้ ใหงดอาหารในมือ้ นน้ั

ขนาด : ตัวเลขนอ ย = สายยางเล็ก, ตวั เลขมาก = สายยางใหญ 11) เทอาหารลงกระบอกใหอ าหาร

ผใู หญ : 14,16,18 F เดก็ โต : 8-12 F เดก็ เลก็ : 5-12 F ทารก : 3,5,8,10 F 12) เทนา้ํ อุน ลงในสายยางใหอ าหารประมาณ 50 mL หรือตาม

• วิธกี ารใหอ าหารทางสายยาง : ยดึ เทคนคิ สะอาด คําส่ังการรักษา

1) การปลอยอาหารจากถงุ บรรจอุ าหารหรอื กระบอกใหอาหาร 13) หกั พับสายยางใหอาหารใชส าํ ลเี ช็ดจกุ สายยาง

2) การใหอาหารเหลวทีบ่ รรจใุ นถงุ แลวนําไปแขวนหยดชาๆ 14) ปด ปลายสายยางใหอาหารใหสนทิ

3) การหยดอาหารอยางตอ เนื่อง อาจใชเครอื่ งควบคมุ อัตราการหยด 15) ใหผปู ว ยนอนในทา ศีรษะสูงประมาณ 30-60 นาที

• การใสสายยางใหอาหาร

วัตถุประสงค : 1) ใหอาหารน้ําและยากบั ผูป ว ยทีไ่ มสามารถรบั ประทานอาหารทางปากได • การดูแลสายใหอ าหาร

2) ลดแรงดนั ในกระเพาะอาหารหรอื ลาํ ไส 1) การดแู ลสายใหอาหาร : หากพลาสเตอรท ่ปี ดตรึงสายสกปรก

3) ระบายสิง่ ทค่ี า งอยใู นกระเพาะอาหารออกมา ควรใชส าํ ลีสะอาดชุบแอลกอฮอล 70% เช็ด

4) ดูสงิ่ ที่คา งอยใู นกระเพาะอาหารออกมาตรวจ 2) การเปล่ียนสายใหอาหาร : เม่ือเห็นวาสายขุนสกปรก มกี ใชน านประมาณ

5) ลางกระเพาะอาหารในกรณีที่ไดรับสารพิษหรอื ยาเกนิ ขนาด 1 เดือน หรือนอ ยกวานน้ั

6) ลา งกระเพาะอาหารดว ยความเย็น เพอื่ ใหเสน เลือดในกระเพาะอาหารหดตัว • การพยาบาลผูปวยท่ใี สสายยางใหอ าหาร

วิธปี ฏิบตั ิ 1) ตรวจสอบตาํ แหนง ปลายสายยางใหอ าหารและปริมาณอาหารที่เหลอื คาง

การใสส ายใหอ าหารทางจมกู : 1) ลางมอื ใหส ะอาด เช็ดใหแ หง ในกระเพาะอาหารกอ นใหอาหารทกุ ครัง้

2) เตรียมอุปกรณม าท่เี ตียง 2) ไมใ หอาหารอตั ราหยดที่เรว็ เกิน

3) บอกผปู วย 3) ลางสายยางใหอาหารดวยนา้ํ อุนทกุ คร้ัง ภายหลังใหยาและอาหาร

4) จัดสภาพแวดลอม : 1) ปด ประตู กน้ั มา น เปดไฟ 4) ตรวจสอบอาหารไมบ ดู เสยี อาหารท่ใี หตอ งหมดภายใน 8 ชวั่ โมง

2) จดั ทานอนศรี ษะสงู 30-90 องศา 5) ใหอ าหารทีม่ อี ุณหภูมิใกลเคียงกับอุณหภูมิหอง

3) ผา กนั เปอ นคลุมอก 6) ประเมนิ สภาพผิวหนงั และปดพลาสเตอรไ มใหดงึ ร้ัง

5) บบี สารหลอลืน่ ลงบนผา กอ ซ ตัดพลาสเตอร 7) ดูแลความสขุ สบาย

6) ทาํ ความสะอาดจมกู

7) สวมถุงมือสะอาด

8) วัดระยะสายยางจากจมูกถงึ ติ่งหู ตง่ิ หถู งึ ปลายกระดูกอก

9) หลอดล่ืนสายยางอยา งนอ ย 2-4 นิ้ว

10) สอดปลายสายเขารูจมกู อยางนุมนวลพรอมใหผูป ว ย

ชวยกลนื จนถงึ ตําแหนง ทวี่ ัดได

11) ตรวจดูสายยางใหอ าหารภายในชอ งปาก

• การสวนลางกระเพาะอาหาร : ลา งสารพิษในผูปวยที่กนิ เขา ไปไมเกนิ 4 ชั่วโมง
สารพวก salicylate, tricyclic, antidepressant และ antispasmodic สามารถ
ลางสารพิษไดแ มกนิ เขาไปนานถงึ 12 ช่ัวโมง
วตั ถุประสงค : 1) เพอ่ื ขจดั สารหรอื ยาพิษท่ีดมื่ เขาไป
2) เพือ่ การวินิจฉยั เลือดออกในกระเพาะอาหารและหา มเลือด
3) เพ่อื ลางกระเพาะอาหารสําหรบั การตรวจโดยการสองกลอ ง
การเตรยี มผปู วย : 1) กรณที ผ่ี ูป วยรูสกึ ตัว : อธิบายใหผ ปู วยเขาใจและขอความรว มมอื ในการปฏิบตั ิ
2) กรณีที่ผูปว ยไมร สู กึ ตวั : ตอ งใส endotracheal tube ชนดิ ที่มลี กู โปง และ ใส
เครอื่ งถางปาก เตรยี มอปุ กรณส าํ หรับลา งกระเพาะอาหาร เคร่อื งดดู เสมหะระบบ
สญุ ญากาศ ใหผูปวยนอนตะแคงซาย เตียงเอียงตา่ํ ดานศรี ษะประมาณ 15 องศา
อปุ กรณ : 1) ชุดสวนลางกระเพาะอาหารปลอดเช้ือ : 1) Syring สวนลาง
2) ชามรปู ไต (500 mL) 1 ใบ
2) น้ํายาทใี่ ชใ นการสวนลา ง ชนิดขึ้นอยกู ับแผนการรกั ษาของแพทย Ex. NNS
3) ถังนา้ํ สําหรับใสส ง่ิ ตกคาง
4) หูฟง (stethoscope)
5) ผากนั เปอน
6) ถุงมอื สะอาด
วิธีปฏิบตั ิ : 1) อธบิ ายใหผปู ว ยเขา ใจเกย่ี วกบั วัตถุประสงคแ ละวิธีทํา
2) เตรียมอุปกรณม าทีเ่ ตียงผปู วย
3) ลา งมอื ใหสะอาด ใสถ งุ มอื สะอาด
4) จดั ใหผ ูป วยนอนทา Semi-Fowler’s position
5) คลมุ ผา กนั เปอ น
6) ทดสอบสายใหอ าหาร
7) ตอ Syringe สวนลางกบั สายใหอาหาร ดดู เอาสิง่ ตกคางออกใหห มดใสใ นชามรปู ไต
หรอื ภาชนะที่เตรียมสง ตรวจ
8) รินนํา้ ยาใสชามรปู ไต ใช Syringe สวนลา งดดู นา้ํ ยาคร้งั ละประมาณ 30-50 mL หรือ
ตามคาํ สง่ั การรักษา
9) ดดู สงิ่ ตกคา งออกชา ๆจนหมดถงึ ใสนา้ํ ยาลงไปลา งใหมทําเชน นจ้ี นกวาน้ําที่ออกมาสะอาด
10) สังเกตสี จาํ นวนสิ่งตกคา งท่ดี ูดออกมา ถาผูป ว ยมอี าการเจบ็ ทอ งหรือมเี ลอื ดออกปนออก
มาแสดงวามีเลอื ดออกในกระเพาะอาหารตอ งหยดุ ทําทันทแี ละรายงานใหแพทยทราบ
11) เก็บอปุ กรณไปลา งทําความสะอาด
12) ลางมือใหสะอาด
13) บนั ทกึ ในแผน บันทึกการพยาบาล
ขอ หา ม : 1) หามลางกระเพาะอาหารในผูปว ยทีก่ นิ สารพษิ ประเภทกัดกรอ นอยา งแรง
2) สารพษิ พวกไอระเหย
3) กรณีทีก่ ินยานอนหลับเกินขนาด การลา งกระเพาะอาหารอาจไมไ ดผ ล

บทท่ี 6 การชวยเหลอื เบ้ืองตนเกยี่ วกับทางเดินหายใจทกุ ชว งวัย

• ลักษณะหรอื รปู แบบของการหายใจ (Pattern of Breathing) วธิ กี ารใหอ อกซิเจน

1) Eupnea : การหายใจปกติ 1) Tracheostomy Collar : ใหใ นผปู วยทเี่ จาะคอ แตนยิ มใชส ายพลาสติก

2) Tachypnea : การหายใจเร็ว ขนาดโตแบบสายลกู ฟุก เพื่อใหไ ดความชืน้ ทีส่ งู มักตอกบั เครื่องทาํ

3) Hyperpnea : การหายใจทแ่ี รงกวาปกติ ฝอยละออง และถงุ เก็บตอ งโปงในจังหวะการหายใจเขา

4) Dyspnea : การหายใจลําบาก ขอเสีย : 1) ออกซิเจนผา นเขา และคารบอนไดออกไซดผา นออก

5) Biot’s Respiration or Ataxic : การหายใจต้ืนลึกแลวหยุด ลําบากและเหนยี ว

6) Apneustic Breathing : การหายใจหยุดคางในทา หายใจเขา 2) มีโอกาสอุดตันไดง าย

7) Agonal : การหายใจเฮือก 3) เสียเวลานํามาทาํ ความสะอาด และทาํ ความสะอาดยาก

8) Shallowor Costal Breathing : การหายใจตนื้ 2) T-Piece : เหมาะสาํ หรับใหอ อกซิเจนแกผปู ว ยที่มีทอ ทางเดินหายใจ

9) Hyperpnea : การหายใจลกึ ลักษณะสายทางเขาออกของกาซเปนสายลกู ฟูก ทง้ั นเ้ี พือ่ ทาํ ใหไดความชนื้ ดี

10) Air trapping : การหายใจขับอากาศออกไมห มด สว นสายทเ่ี ปนทอ ทางหายใจออกควรมีความยาวประมาณ 6 นว้ิ ถา หากมี

11) Air hunger or Kussmual’s Breathing : การหายใจใกลส้ินใจ ความยาวมากกวา นี้อาจทาํ ใหค ารบอนไดออกไซดท่ีคา งอยใู นทอ และผู

12) Sighing : การหายใจลกึ ๆ ปว ยอาจจะหายใจเอาคารบ อนไดออกไซดท ค่ี า งนี้กลับเขาสูป อดได

• การใหอ อกซเิ จน • อนั ตรายจากการไดร ับออกซิเจน

1) การใหในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล (Acute care setting) 1) ปอดและทางเดนิ หายใจ ถา ใหออกซิเจนความเขม ขน มากกวา 60%

2) การใหที่บาน (Home oxygen therapy) ทําใหเกิดการเปล่ียนแปลงดังนี้

วัตถปุ ระสงค 1) ทาํ ลายขน (Cilia) นาน 6 ชม.

1) เพ่ือแกไขภาวะพรอ งออกซิเจน (Hypoxia) 2) ทําลายสารลดแรงตึงผวิ (Surfactant) ทําใหป อดแฟบ (Atelectasis)

2) ลดการทาํ งานของการหายใจ 3) เยอ่ื หมุ ถงุ ลมหนาข้ึน

3) ลดการทํางานของกลามเน้อื หวั ใจ 4) ลดความสามารถของ Alveolar Macrophages ทาํ ใหติดเชือ้ งา ย

ขอ บงชี้ 2) ตา มีความผิดปกติเกย่ี วกบั การมองเหน็ (Visual Disturbance)

1) ผปู ว ยที่มภี าวะพรองออกซิเจน 3) ระบบประสาท

2) ผปู ว ยท่สี งสยั วาอาจมภี าวะพรอ งออกซเิ จนแบบเฉยี บพลัน 4) มภี าวะขาดออกซิเจนเพ่ิมข้นึ จากการหยดุ ใหอ อกซเิ จน

3) ผปู วยท่มี ลี มรัว่ ในชอ งเยื่อหุมปอด (pneumothorax) ขอควรระวัง : 1) ระบบการเดนิ สายไฟฟาท่เี สยี บไฟฟา และเครื่องอุปกรณต า งๆ

4) ผปู ว ยหลงั การดมยาสลบ โดยใหใ นระยะเวลาส้นั ๆ ตอ งมีระบบสายดิน

อปุ กรณ แบง เปน 2 ระบบ ดังน้ี 2) ในขณะท่ีใหหามใชเครือ่ งโกนหนวดไฟฟา

1) Variable performance (low-flow) system 3) หา มสบู บุหร่ีในบริเวณใกลเ คียงและตองติดปา ย

- nasal cannula 4) อยาเปด หรอื จุดเปลวไฟใกลๆ ตวั ผูปว ยทกี่ ําลังใหอ อกซิเจน

- face mask 5) หามใชน้ํามัน

- oxygen hood • ภาวะแทรกซอน : 1) ในทารกเกดิ กอนกาํ หนด ระดับ PaO2 ทีส่ ูงกวํ่า 80 มม.ปรอท

- oxygen tent อาจทําใหเ กิด retinopathy ofprematurity

2) Fixed performance (high-flow) system 2) ในทารกทเ่ี ปน ductus-dependent heart lesion การเพ่มิ ระดับ

- อปุ กรณก ารใหอ อกซิเจนในเครอื่ งชวยหายใจ PaO2 อาจทาํ ให ductus arteriosus ปดได

- oxygen blender 3) ตอ งระมัดระวังในผปู ว ยทไ่ี ดรับสารพษิ กลุม paraquat

- air-entrainment หรือ venturi mask หรือเคยไดร ับยาในกลมุ bleomycin

ชนิดการใหออกซิเจน • การประเมินและติดตามผปู ว ย : - ปรบั ปริมาณออกซเิ จนใหเหมาะสมกบั ผูปว ย โดย

1) Nasal cannula : เหมาะหรบั ผปู วยทีต่ องการควบคุมความเขม ขนออกซเิ จนไมส ูง ติดตามอาการทางคลินิกหรอื ใชเ ครือ่ งpulse oximeter

ขอ ดี : ประหยดั ตดิ ยึดกบั ผปู วยไดงาย - กรณเี จบ็ ปว ยแบบเฉยี บพลัน ควรใหอ อกซิเจน

เดก็ ทารกปรับอัตราการไหล ของออกซเิ จนไมเกนิ 2 ลติ ร/นาที SpO2 อยรู ะหวาง 94-98%

เดก็ โตใหเพ่ิมอัตราการไหลออกซเิ จนไดถ ึง 6 ลติ ร/นาที • แนวทางปฏบิ ัตกิ ารใหค วามชน้ื และยาพนฝอยละออง

*ไมควรอัตราการไหลออกซเิ จนท่สี ูงเกินไปเนอื่ งจาก ทําใหเ ยอื่ บุจมกู แหงและแสบจมกู ได 1) การบําบดั รักษาโดยการใหค วามชื้น

ขอควรระวงั ขอ บง ชี้ : 1) ผปู ว ยท่มี ปี ญ หาของระบบหายใจ

1) ขนาด nasal prong ทใ่ี หญเกนิ ไป 2) ผปู ว ยทมี่ ีเสมหะเหนียวขนหรอื จาํ เปน ตอ งรบั การระบายเสมหะ

2) nasal prong เลื่อนหลดุ Ex. ผปู ว ยโรคหลอดลมโปง พอง (bronchiectasis)

3) อตั ราการไหลของออกซเิ จนมากเกนิ ไป 3) ผปู ว ยท่ตี องการเกบ็ เสมหะเพ่ือสง ตรวจทางหอ งปฏิบัติการ

4) nasal prong ขนาดใหญและใหอ ตั ราการไหลออกซิเจนมากเกินไป มีรายงานวาทาํ ใหเ กิด อุปกรณท าํ ความชนื้ (humidifier)

ความดนั บวกในทางเดินหายใจ (continuous positive airway pressure) 1) Active humidifier : ใหค วามชนื้ เขาไปในกาซที่ใหเเกผ ูป ว ย

5) อาจเกิดอาการระคายเคืองของผวิ หนงั บรเิ วณท่ีสายกดทบั และบรเิ วณทปี่ ด เทปเหนยี ว แบง เปน 2 ชนิด : 1) ชนิดที่ไมท ําความอุนชืน้ (unheated)

6) ในเดก็ เลก็ ควรติดสาย nasal cannula ใหพ นคอเพื่อปอ งกันการอุดกัน้ ทางเดิน นยิ มใช bubble Ex. cannula, simple mask

2) Simple face mask : เหมาะสําหรบั ผูปวยทตี่ องการความเขมขนออกซเิ จนระดบั ปานกลาง 2) ชนดิ ท่ีใหค วามอุนชื้น (heated) : ใหก าซ

35%-50% ในชวงระยะเวลาสนั้ ๆ อม่ิ ตัวดวยไอน้ําท่อี ณุ หภูมิสูงกวาอุณหภมู ิหอง

ขอ ควรระวัง : 1) อาจเกดิ การสดู สําลักสิ่งแปลกปลอมไดในผปู วยที่อาเจยี น และไมรสู ึกตวั

2) เกดิ แผลกดทับ ถา ใช mask ทีแ่ นนและนานไป

3) คารบอนไดออกไซดค ่งั ในรายทีเ่ ปด oxygen flow rate ต่ําเกินไป

3) Partial-rebreathing mask : ใหค วามเขมขน ออกซเิ จน 40%-60% เมือ่ เปด อตั ราการไหลของ

กา ซ 6-10 ลติ ร/นําที โดยขณะทใี่ ชควรปรับอัตราการไหลของ

ออกซเิ จนให reservoir bag โปงเสมอ

4) Non-rebreathing mask : ใหความเขม ขน ของออกซิเจนสงู กวา partial rebreathing mask

คือ ตงั้ แต 60%-80% เมือ่ เปด flow rate อยา งนอ ย 10 ลิตร/นาที

5) Oxygen hood : เหมาะสาํ หรับการใหอ อกซเิ จนใน ทารกแรกเกดิ และเด็กเล็ก ความเขมขน ของ

ออกซเิ จนท่ีไดประมาณ 30%-70% ขนึ้ กับขนาดของ hood, อตั ราการไหลของ

ออกซเิ จนท่ีเปด ควรเปดออกซเิ จนอยา งนอย 7 ลติ ร/นาที

6) Oxygen tent : นิยมใชใ นผูปว ยทีต่ องการออกซิเจนและความชื้นสงู เขมขนของออกซิเจนไมค อย

คงท่ีขนึ้ กบั การเปด-ปดของ oxygen tent

• การดดู เสมหะ • การดูดเสมหะ
มี 2 แบบ : 1) Open Suction
วัตถุประสงค : 1) ปองกันการอดุ ตนั ทางเดนิ หายใจ - ดูดเสมหะทางจมกู
- ดดู เสมหะทางปาก
2) เพ่ือระบายเสมหะออกจากทางเดินหายใจ - ดดู เสมหะทางหลอดลมหรือท่ีทอใสชวยใจ
- ดดู เสมหะทางทอหลอดลมคอท่ีมบี อลลูน
หลักเกณฑใ นการดดู เสมหะ : แรงดันของเคร่ืองดูดเสมหะที่ใชในการดดู เสมหะคาท่ี 2) Closed suction
ส่งิ ท่ีควรตระหนกั !!
เหมาะสม ประมาณ 80-150 มิลลิเมตรปรอท 1) ระยะเวลาในดูดเสมหะแตละครง้ั ไมเกนิ 10 -15 วินาที
2) ภาวะจิตใจของผูปว ยและญาติ
ขอ บง ชี้ : 1) ทําเมือ่ มอี าการไอ 2) หายใจลาํ บาก 3) การควบคุมของสายดูดเสมหะ
4) เทคนคิ ปราศจากเชื้อในการดูดเสมหะ
3) หายใจมเี สียงเสมหะ 4) ความเขม ขนของออกซเิ จนตํ่า 5) ภาวะแทรกซอนจากการดดู เสมหะ
Ex. ภาวะพรองออกซิเจนอยางทนั ทีทันใด
วธิ ีปฏิบตั ิ ภาวะแทรกซอ นจากการขาดออกซเิ จน
1) ขาดออกซเิ จน
1) การดูดเสมหะในผูป ว ยเด็กที่ใสทอ หลอดคอ (tracheostomy tube) 2) หวั ใจเตนชา
3) ปอดแฟบ
ขอ บง ช้ี : 1) ผปู วยมอี าการผดิ ปกตทิ างระบบหายใจทเ่ี กดิ จากการมีเสมหะมาก 4) อาจเกิดอันตรายตอทางผานอากาศ
5) การติดเชือ้ ทป่ี อด
หรือเสมหะเหนยี ว 6) การระคายเคอื งเยอื่ บุทางเดินหายใจและการสาํ ลัก
ขอควรระวัง : ควรระวงั ภาวะแทรกซอนในผูปว ยตอ ไปน้ี
2) มเี สมหะออกมาใหเ ห็นทที่ อหลอด 1) ดนั ในกะโหลกศีรษะสงู
2) มีความดนั เลอื ดในปอดสูง
อาการแสดงของเสมหะอดุ ก้ันภายในทางเดินหายใจ 3) มีภาวะปอดบวมนาํ้ (pulmonary edema)
4) มเี ลือดออกในปอด (pulmonary hemorrhage)
1) ผปู วยมอี าการเหนื่อย หายใจลาํ บาก ภาวะแทรกซอ นจากการดูดเสมหะ
1) ระดบั ออกซเิ จนในเลอื ดลดต่าํ ลง
2) หายใจเสยี งดงั หรือไดย ินเสียงเสมหะภายในหลอดลมของผูปวย 2) ปอดแฟบ
3) หลอดลมตีบ
3) อัตราชีพจรและการหายใจเพ่มิ ขน้ึ 4) ติดเชือ้ ในระบบหายใจ
5) บาดเจ็บตอ เยอ่ื บุทางเดนิ หายใจหรือมเี ลือดออก
4) ฟงปอดไดเสยี งผิดปกติ (Adventitions sound) Ex. Crepitation, Rhonchi 6) อาเจียน สดู สาํ ลกั
7) ความดนั ในกะโหลกศรี ษะสงู
5) ผวิ หนัง เลบ็ มือ หรือเลบ็ เทา มสี เี ขียวคลา้ํ จากการพรองออกซเิ จน (Cyanosis) 8) หัวใจเตนผดิ จังหวะหรอื หยุดเตน
9) ความดันโลหติ สูงหรือตาํ่
การประเมินหาความผิดปกตอิ น่ื ๆ : Ex. มอี าการกระสบั กระสายหรือซมึ ลงรว มดว ย การประเมินและตดิ ตามผูปวย
1) เสยี งหายใจ
• การดดู เสมหะ 2) สีผิว
3) อัตราการหายใจ ลกั ษณะการหายใจ
กรณดี ูดเสมหะดวยระบบปด (Close system) : ควรใชแรงดนั ไมเ กิน 160 mmHg - สญั ญาณชีพ
- ลกั ษณะเสมหะ เชน สี ปรมิ าณ ความขน หรอื กลิน่
กรณีดดู เสมหะดวยระบบเปด (Open system) ควรปรบั แรงดนั ใหเหมาะสม - ความสามารถในการไอ
- คา่ํ ความอ่มิ ตวั ออกซเิ จนไมค วรต่ํากวารอ ยละ 90
เด็กเลก็ : ชนดิ ติดฝาผนงั 60-90 mmHg รถเคลือ่ นที่ใชไฟฟา 8-10 mmHg หรือผล arterial blood gas อยูใ นเกณฑ

เด็กโต : ชนิดติดฝาผนัง 80-100 mmHg รถเคลื่อนทใี่ ชไฟฟา 8-10 mmHg

ผูใ หญ : ชนดิ ตดิ ฝาผนัง 100-120 mmHg รถเคล่ือนทใ่ี ชไ ฟฟา 10-15 mmHg

อุปกรณ : 1) เครอื่ งดูดเสมหะ

2) หูฟง (Stethoscope)

3) สายดดู เสมหะท่สี ะอาดปราศจากเช้ือ

ผูใ หญใชเบอร 14- 16 เดก็ ใชเบอร 8-10

4) หลอดสาํ หรบั ตอจากสายทตี่ อ จากเครอื่ งดดู และสายดดู เสมหะ

5) ไมกดล้ิน หรอื Oropharyngeal Airway

6) ถุงมือท่สี ะอาดปราศจากเชอื้

7) ผา ปดจมกู ( Mask )

8) สําลปี ราศจากเช้อื

9) แอลกอฮอล 70%

10) น้าํ สะอาดปราศจากเช้อื / นา้ํ ตมสกุ ใสในขวดขนาด 500-1000 ml.

11) ภาชนะใสถ ุงมอื และสายดูดหลังภายหลงั การใชงาน

การเตรียมผปู วย : 1) อธบิ ายใหผูปว ยใหเขาใจ

2) จดั ทา นอนศรี ษะสงู 30 องศา (Semi –Fowler’s position)

3) กอนดูดเสมหะทุกครั้ง ควรปฏบิ ัติดงั นี้

** ผูป ว ยท่หี ายใจเอง ควรกระตุนใหผ ปู ว ย หายใจลึก ๆ 2-3 คร้ัง ตามดวยการบบี bag c

Hyperoxygenate อีก 4 -6 คร้งั

** ผปู วยท่หี ายใจดวยเครือ่ งชวยหายใจ ควรใหออกซเิ จนความเขมขนสูง

(Hyperoxygenate) นาน 30 -60 วินาที

วธิ ปี ฏบิ ตั ิ : 1) ใสส ายดดู เสมหะลงจนถงึ ระดบั carina จากนนั้ ใหด ึงสายขึ้นมา

1 cm จงึ ทําการดดู เสมหะ

2) ไมควรดดู เสมหะเกิน 3 ครัง้ /รอบ

3) ระยะเวลาที่ใชในการดูดเสมหะแตละครัง้ ไมค วรนานเกิน 10 วินาที

4) หยดุ พกั นาน 20–30 วนิ าที ระหวางการดดู เสมหะแตละครงั้

5) กรณดี ดู เสมหะครบ 3 คร้ังแลว แตผ ูปว ยยังมีเสมหะมาก

เวนระยะการดูดเสมหะซาํ้ อยางนอย 2 -3 นาที

6) กรณผี ูปว ยมเี สมหะเหนยี ว ควรใช Heat Nebulizer แทน NSS

เนอื่ งจาก

- ไมช ว ยใหเสมหะออ นตวั ลง และไมช ว ยดูดเสมหะไดมากขึ้น

- เปนการกระตุนใหผปู ว ยไอ ทําใหอตั ราการเตนของหวั ใจเพม่ิ ขน้ึ

และระดับ Oxygen Saturation ลดลง

- สาร surfactant ในปอดลดลง สง ผลใหความสามารถในการ

หดตัว-ขยายตวั ของปอดลดลง

-โอกาสตดิ เชอ้ื มแี บคทเี รยี ในระบบหายใจเพิ่มขึ้น

การประเมินผล : ขอ บง ช้ีท่แี สดงวาการดดู เสมหะไดอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ

1) ปรมิ าณเสมหะลดลง

2) อตั ราการหายใจ 12- 20 ครง้ั /นาที และอัตราชพี จร 60- 80 ครง้ั /นาที

3) ไมมีอาการหายใจลาํ บาก

4) ไมมเี สียงเสมหะภายในหลอดลมของผูปว ย

5) ผิวหนงั เล็บมอื หรอื เลบ็ เทา มีสเี ขียวคลาํ้ จากการพรองออกซิเจน

บทท่ี 7 การดแู ลบาดแผล

วตั ถปุ ระสงค : 1) ปอ งกนั ไมใหเชอื้ โรคเขาสแู ผลทางผวิ หนงั • การทาํ แผลชนิดเปยก

2) ปองกันไมใหแผลไดร บั อันตรายเพมิ่ ขน้ึ จุดประสงค : 1) นําเนือ้ เยอื่ และเซลลที่ตายออกจากแผลเปด

3) ชว ยกระตุน ใหแผลหายเร็วข้นึ 2) สง เสรมิ การหายของแผล

4) เพอื่ ชะลา งวตั ถุตา ง ๆ ทตี่ กคางอยูใ นแผลออก 3) ประเมนิ การหายของแผล

5) เพ่อื ดูดซับสง่ิ ท่ไี หลออกจากแผลหรอื ระบายเพือ่ ใหไ หลออก วธิ ปี ฏิบตั ิ : ปฏบิ ตั ิเชน เดยี วกับการทาํ แผลชนดิ แหง แตเ พ่มิ อปุ กรณ

6) เพอ่ื หา มเลือด 1) เช็ดบริเวณรอบแผลดวยแอลกอฮอล โดยเชด็ วนจากขอบแผลดานในออก

7) เพอ่ื ปอ งกนั ผิวหนงั รอบ ๆ แผลท่ีมีทอ ระบายเปอยและลอกหลดุ ออก มาดา นนอก ไมเช็ดวนซ้าํ รอยเดมิ และไมค วรเชด็ แผลโดยตรง

ชนิดของแผล : 1) แบง ตามเช้อื โรคท่อี ยูใ นแผล : 1) Clean wound แผลสะอาด 2) ใชส าํ ลชี ุบน้ําเกลือสาํ หรับลางแผล เชด็ ลางสารคดั หล่ังภายในแผล โดย

2) Infected wound แผลติดเช้อื เชด็ วนจากขอบแผลดา นในออกมาดานนอก ไมเ ช็ดวนซํ้ารอยเดิม ถา

3) Contaminated wound แผลปนเปอนเช้ือโรค แผลยงั ไมส ะอาดใหเปลย่ี นสาํ ลีกอ นใหม และเช็ดซํา้ จนกวา แผลจะสะอาด

2) แบง ตามลักษณะการทาํ ลายของผิวหนัง : 1) Closed wound 3) ใสยาทาํ แผลหรือยาฆาเช้อื บรเิ วณแผล หากแผลมสี ารคัดหลัง่ อยมู าก

2) Open wound สามารถใชผา กอซชุบยาทําแผลปด ทับบนแผล หากแผลเปน หลุมลึก

3) แบงตามสาเหตทุ ี่เกิดแผล : 1) accidental wound ตอ งระวงั อยาใหปากแผลปดกอนที่กนแผลจะแหง โดยเวลาลา งแผล ตอ ง

2) intentional wound ใชผ า กอ ซยาวๆแหยใ หล ึกถึงกน แผล และคางไวท ีป่ ากแผล

4) แบงตามลกั ษณะแผล : 1) แผลตัด incised 4) ปดดว ยผาปดแผลและติดยดึ ดวยเทปปดแผลตามขวางของลาํ ตวั

2) แผลฟกชํา้ contused อปุ กรณท ่ีเพ่ิม : 1) ถุงมือปราศจากเช้อื 1 คู

3) แผลถลอก abraded wound 2) น้ํายาลา งแผล โดยทั่วไปใช 0.9 % NSS

4) แผลฉกี ขาด lacerated 3) กอ สหมุ สาํ ลี (top gauze)

5) แผลชอนลกึ Penetrating/ gun shot wound 4) สําล,ี กอส ตามขนาดของแผล

6) แผลถูกแทง puncture or stab wound 5) ทข่ี ูดแผล (Currette)

• เนือ้ ตาย (Necrosis tissue) 6) กรรไกรตัดเนือ้

Soft yellow slough : เปน แผนหรือเสนสีเหลอื งคอ นขา งนิม่

Grey brown slough : เปน แผน หรือเสน สนี ํ้าตาลเทาคอนขา งนมิ่ • การทําแผลทอระบาย (short drain)

Hard black or eschar : เปน แผน สีดําแขง็ ตดิ แนน กบั เน้อื เย่อื ทีด่ ี ชนิดของทอระบาย : 1) Penrose drain

• การสง เสริมการหายของแผล 2) Tube drain

1) ปองกันไมใหแ ผลมีการติดเช้ือ : เทคนคิ ตอง ปราศจากเชอ้ื 3) Redivac drain (Hemovac)/JPD

2) ปอ งกันไมใหแ ผลไดรบั อนั ตรายเพิ่มขน้ึ : จากการ ดงึ ร้งั , กดทบั วตั ถปุ ระสงค : เพอ่ื เปนชอ งทางระบายใหเลอื ด นา้ํ เหลอื ง น้ําหนอง จากแผลไหลออกมา

3) ดูแลการไหลของทอ ระบาย : ตะแคงขา งทมี่ ีทอ ระบาย วิธปี ฏบิ ัติ : ปฏบิ ัติเชนเดยี วกับการทาํ แผลชนดิ แหง แตเพิม่ อปุ กรณ ดงั น้ี

4) ยกสว นท่อี กั เสบสูงกวาระดับหัวใจ : การไหลเวยี น ของเลอื ดดําและนาํ้ เหลอื งสะดวก อุปกรณ : 1) ถงุ มือปราศจากเช้ือ 1 คู

5) ประคบเย็นในแผลฟกช้ํา : ปอ งกันการตกเลือด 2) กอสหมุ สาํ ลี (Top gauze)

• ลักษณะการหายของแผลทดี่ ี 3) สาํ ล,ี กอส ตามขนาดของแผล

1) เนื้อเย่ือแผลมสี แี ดง 4) กอ สรูปตวั วาย (Y gauze)

2) มนี ํา้ เหลืองไหลออก ใน 2 – 3 วนั แรก 5) กรรไกรตดั ไหม

3) อาจพบกอ นเลอื ดท่ีแผล 6) เข็มกลัดซอนปลาย

4) เนือ้ แผลจะงอกขนึ้ จนเตม็ แผล • การเอาทอ ระบายออก (off drain)

5) แผลลกึ การหายของแผลตอ งเร่มิ จากสว นลา งสุด วิธีปฏบิ ัติ : ปฏิบัตเิ ชน เดียวกบั การทาํ แผลชนดิ แหง แตเพ่ิมอปุ กรณ ดงั น้ี

6) แผลสว นใหญจ ะงอกออกประสานกันหายดใี ชเ วลาประมาณ 7 – 8 วนั 1) ถุงมอื ปราศจากเช้อื 1 คู

• การดแู ลรักษาบาดแผล 2) กอ สหุม สําลี (Top gauze)

1) การทําแผลชนิดแหง (Dry Dressing) 3) สําลี, กอ สตามขนาดแผล

2) การทาํ แผลชนดิ เปย ก (Wet Dressing) 4) นํา้ ยาลา งแผลโดยทวั่ ไป ใช 0.9 % NSS.

3) การทําแผลทอระบาย • การชะลางหรือการสวนลา งแผล (wound irrigations)

4) วธิ ตี ดั ทอ ระบายใหสั้น (short drain)/เอาทอ ระบายออก จดุ ประสงค : 1) ใหแผลสะอาด

5) การชะลางหรือการสวนลา งแผล (wound irrigations) 2) ประคบความรอ น

6) การตัดไหม (stitches off) 3) ใสย า เชน นา้ํ ยาระงับเช้ือ

• การทาํ แผลชนิดแหง วธิ ีปฏบิ ัติ : ปฏิบตั ิเชน เดียวกบั การทาํ แผลชนิดแหง แตเ พิม่ อุปกรณด งั น้ี

จุดประสงค : 1) ปองกนั แผลจากการถกู กระทบกระเทอื น และไดรบั บาดเจบ็ เพิม่ ขึ้น 1) ถงุ มอื ปราศจากเช้ือ 1 คู

2) ปอ งกันแผลเกิดการตดิ เช้อื จากแบคทีเรีย 2) กระบอกฉีดยาขนาดบรรจุ 50 cc

3) สงเสริมใหแ ผลหายเรว็ 3) สายยาง 1 เสน

4) บรรเทาความไมสุขสบายอนั เกิดจากแผล 4) น้ํายาท่ีใชล า งแผล เชน 0.9% NSS หรอื ตามคาํ สัง่ แพทย

5) ประเมนิ การหายของแผล 5) ชามรปู ไตปราศจากเชอื้ ขนาดใหญ 2 ใบ

6) ปองกันเนือ้ เย่อื ที่อยชู น้ั ลกึ แหง 6) ซงิ คเพสทส าํ หรบั ทาผวิ หนงั รอบแผลและเคร่ืองใชส าํ หรบั ปา ยยา

อุปกรณ : 1) ชุดทาํ แผลปราศจากเช้อื 1 ชดุ 7) ผา ยาง 1 ผนื

ปากคบี 2 อนั , สําลี 4–5 กอ น, กอส 2–3 ผนื ถวยใสน า้ํ ยา 2 ใบ 8) ผาสเี หล่ยี มเจาะกลาง

2) นํ้ายาระงบั เช้อื : Alc 70 % 9) ทห่ี ย่ังความลึกของแผล (Probe)

3) ชามรูปไต 1 ใบ ถงุ กระดาษ/ถงุ รองรบั ขยะ • การตดั ไหม (stitches off)

4) พลาสเตอร 1) แผลทว่ั ๆ ไป จะตดั ออกในวันที่ 7 หลงั ผา ตัด

วธิ ปี ฏบิ ตั ิ : 1) เชด็ บริเวณรอบแผลดว ยแอลกอฮอล โดยเช็ดวนจากขอบแผลดานในออกมา 2) แผลบรเิ วณใบหนา ลําคอ แผลศลั ยกรรมตกแตง จะตัดออกเรว็ กวาปกติ

ดานนอก ไมเชด็ วนซา้ํ รอยเดมิ และไมควรเชด็ แผลโดยตรง ประมาณวนั ท่ี 5 หลังผาตดั

2) ใสยาทาํ แผลหรือยาฆาเชอ้ื บรเิ วณแผล 3) แผลผาตัดปอด, หัวใจ จะตดั ออกในวันท่ี 10 หลังผาตัด

3) ปด ดว ยผาปดแผลและติดยึดดว ยเทปปดแผลตามขวางของลาํ ตวั 4) แผลผา ตัดกระดูก ใชลวดเย็บจะตดั ลวดและดึงออกในวันท่ี 12–15 หลงั ผาตัด

5) แผลที่ตดิ ยาก เชน คนอว นมาก แผลผา ตัดซํ้า จะตดั ในวนั ท่ี 14–21 หลังผาตดั

หรอื ผวิ หนงั ติดกันดี

• การพนั ผา (Bandaging) • แผลกดทบั (pressure ulcer/ pressure sore /bed sore)
จุดประสงค : 1) เพอื่ ยึดผา ปดแผลหรอื splint ใหอยกู บั ท่ี ความหมาย : การถูกทาํ ลายเฉพาะทีข่ องผิวหนังหรือเนื้อเยอื่ ใต
2) เพื่อปองกันไมใหแ ผลสกปรกหรือเกดิ การตดิ เชื้อ
3) เพอื่ ยดึ พยุง หรอื รองรับอวัยวะสวนท่หี กั บาดเจ็บใหเ ขาที่ ปอ งกันการ ผวิ หนงั โดยเฉพาะบรเิ วณเนอ้ื เย่ือปุมกระดูกรวมถงึ ผิวหนังท่ีไมเ กดิ การฉีก
กระทบกระเทอื น ชวยลดปวดเม่อื ย ขาดหรอื เกิดเปนแผล การบาดเจบ็ ที่เกดิ ข้ึนเปนผลมาจากความรนุ แรงของ
ชนดิ ของผาพันแผล แบงได 2 ชนดิ แรงกดและระยะเวลาของการถูกกดทบั รวมทง้ั ปจจยั อน่ื ๆ รวมดวย
1) ผาพันแผลชนิดเปนมว น แบงเปนชนดิ ธรรมดา (Roll gauze bandage) และ
ชนิดผายดื (Elastic bandage) สาเหตุ : แรงกดและแรงไถลเปนสาเหตุหลักท่ีทาํ ใหเกิดเนื้อเยือ่
2) ผา สามเหลย่ี ม (Triangular bandage) เปนผาสามเหล่ยี มมีฐานกวาง และ บริเวณน้นั ขาดออกซเิ จนโดยมคี วามเกีย่ วของกับ ความแรงของแรงกด
ดานประกอบสามเหลี่ยมยาว 36-40 นวิ้ ระยะเวลาทก่ี ดและความทนทานของเนอ้ื เยอื่
หลกั การพนั ผา : 1) กอนพันผา ทุกครัง้ ผา ทีพ่ ันตอ งมว นใหเรียบรอ ย
2) จับผาดว ยมอื ขา งท่ีถนดั โดยหงายมวนผาขนึ้ ระดับของแผลกดทับ : 1) ระดบั 1 : ผิวหนังอยา งสมบูรณแตพ บ
3) วางผา ลงบริเวณที่ตองการพนั พนั รอบสัก 2-3รอบ รอยแดงเฉพาะท่ี พบความเจ็บปวด แข็ง
4) พนั จากสว นปลายไปหาสว นโคน หรอื พันจากขา งลางขน้ึ ขา งบน น่ิม รอ นหรอื เย็นกวา ผิวหนังขางเคยี ง
หรือ พนั จากสวนเล็กไปหาสว นใหญ
5) เมื่อสิ้นสดุ การพนั ติดลาสเตอรใ หเรยี บรอย แตไ มใ หทบั บรเิ วณแผล 2) ระดบั 2 : มีการสญู เสียของช้ัน dermis
6) การใชผ า ยืดตองระวงั การรัดแนน จนเกนิ ไป ลักษณะพนื้ ผิวแผลแดงชมพู อาจมีลกั ษณะ
7) ถา มีอาการปวดและชา บริเวณทพ่ี ันผา ใหร ีบคลายผาทพ่ี นั ไวออก ผวิ หนงั ทม่ี ีตุมพองน้ําท่ีมีน้าํ เหลืองอยขู างใน
แลว จงึ พนั ใหม อยูบนผิวหนงั หรอื มกี ารแตกของตุมพองน้ํา
อาจพบเปน แอง ต้ืน ๆ เปนมนั วาวหรอื แหง
• ลกั ษณะการพนั ผาพนั แผลชนิดมว น
1) การพนั รอบหรอื พนั เปนวงกลม (Circular turns) : เปนการพันรอบท่ใี ชกับสว นที่ 3) ระดบั 3 : มีการสูญเสยี ของผิวหนังท้งั หมด
คือช้นั epidermis และ dermis และอาจถงึ
เปนวงกลม และมกั ใชเ ปน จดุ เรม่ิ ตน และจดุ จบของการพันผาพนั แผลชนิดมวนลักษณะอ่นื ชัน้ subcutaneous fat แตอ าจจะไมถ งึ
2) การพันเปน เกลียว (Spiral turns) : เปนการพนั กับอวัยวะที่ยาว เชน ตนแขน ตน ชน้ั กลามเนอื้ เสนเอน็ และกระดูก พื้นผวิ
แผลบางสวนจะมเี นอื้ ตายแตเน้อื ตายไม
ขา หนา แขง ลาํ ตวั เปน ตน ซึง่ มีวธิ ีการพนั ตามลาํ ดับดังนี้ ปด บังความลึกของช้ันเนอ้ื เย่ือทีจ่ ะสญู เสีย
3) การพนั รปู เลขแปด (Figure of eight turns) : เปน การพันอวัยวะทเ่ี ปน สวนของขอ ไปอาจจะมีโพรงแผลและหลมุ แผลเกิดข้ึน

เชน ขอมือ ขอเทา ขอ สะโพก ขอ ศอก และหวั ไหล 4) ระดับ 4 :มกี ารสญู เสียผิวหนงั ทง้ั หมดแผล
4) การพันพบั กลับเปน เกลียว (Spiral Reverse Turn) : เริม่ พนั เหมือนการพันผา มองเห็นชน้ั กลามเนอ้ื เสน เอน็ และกระดูก
อาจจะมีเนื้อตายทม่ี ลี กั ษณะเหนียวหรือ
เปนเกลียว แตพนั ทบหกั มมุ ลงมาคร่ึงหนง่ึ เนื้อตายท่ีเปน สะเก็ดแผนหนาติดอยทู ่ีพ้ืน
แผลสวนใหญพ บรวมกบั โพรงและ
• การใชผ าสามเหลย่ี ม (Triangular bandages) : โดยพบั เกบ็ มุมใหเ รยี บรอย และกอนพัน ชอ งใตผิวหนัง
แผลตอ งพับผา สามเหล่ียมใหม ขี นาดเหมาะสมกบั บาดแผลและอวัยวะทีใ่ ชพนั
5) แผลกดทบั ท่ีไมส ามารถบอกระดับได :
1) การคลองแขน (Arm sling) : ในกรณีทม่ี ีกระดกู ตน แขนหกั หรอื กระดกู ปลายแขน มกี ารสญู เสียผวิ หนังทง้ั หมดโดยท่ีพ้ืนแผล
หัก เม่อื ตกแตง บาดแผลและเขา เฝอ กช่ัวคราวเรยี บรอ ยแลว ท้งั หมดถกู คมุ ไวดวยเนอ้ื ตายทีม่ ลี ักษณะ
เหนียว สเี หลอื งสีนํา้ ตาลเขม สเี ทา สีเขยี ว
1) วางผาสามเหล่ียมใหมุมยอดของสามเหลีย่ มอยใู ตข อ ศอกขางทเี่ จ็บใหชายผา หรือสนี ํา้ ตาลและมเี น้ือตายทีเ่ ปน สะเกด็ หนา
ดา นพบพาดไปที่ไหลอ กี ขา งหนง่ึ มีสนี ํ้าตาลเขม สีนํ้าตาลหรอื สดี าํ ปกคลุม

  2) จบั ชายผา ดานลางตลบกลับขนึ้ ขางบน ใหชายผา พาดไปท่ีไหลข า งเดยี วกับ l บรเิ วณพน้ื ผวิ แผลทําใหไมส ามารถเห็นพน้ื
แขนขางท่เี จบ็ แผลได
6) แผลกดทบั ท่ีมีการบาดเจ็บเนือ้ เย่ือชนั้ ลึก :
  3) ผูกชายทงั้ สองใหปมอยตู รงรอ งเหนือกระดกู ไหปลารา บริเวณที่ผวิ หนงั ยงั คงปกคลมุ อยไู มม ีการ
2) การพนั ศีรษะ : ซึง่ สะดวกและรวดเร็วกวาใชผ า พันแผลชนดิ มวน ฉกี ขาดแตม ลี ักษณะสีของผวิ หนังเปลย่ี น
1) วธิ ีใชผปู ฐมพยาบาลตองเร่ิมตนดวยการพบั ดา นฐานสองทบกวางประมาณ 2 นิ้ว ไปเปนสมี ว งหรอื สนี ้ําตาลแดงหรอื มผี ิวหนงั
พองทีม่ เี ลอื ดอยขู างในที่เกดิ จากกลามเน้ือ
  2) จากนัน้ วางผา บนศรี ษะผปู วยโดยใหด านฐานอยูเ หนือหนา ผาก จบั ชายผา ใตบ รเิ วณนน้ั ไดร ับแรงกดหรือแรงเลอื่ นไถล
ดานขางท้ังสองขางสลับกันท่ีดานหลงั ศรี ษะแลวออมผานบริเวณเหนอื หูมา การปอ งกัน : 1) การประเมินความเสย่ี งตอ การเกดิ แผลกดทบั
ผูกตรงจดุ กง่ึ กลางหนาผาก 2) ความสะอาดผิวหนงั และการประเมินผิวหนัง
3) โภชนาการ
  3) ชายผา ทเ่ี หลอื อยดู า นหลงั ศรี ษะจับมวนขึ้นและพบั เหนบ็ ใหเรียบรอย 4) การจดั ทา
3) การพนั มือ : ใชกรณที ่มี ีบาดแผลทมี่ ือ ทําตามลําดับดังน้ี 5) การใชอ ุปกรณล ดแรงกด
1) วางมือที่บาดเจบ็ ลงบนผาสามเหล่ยี ม จบั มมุ ยอดของผาสามเหลย่ี มลงมา 6) การจดั โปรแกรมใหความรู
ดา นฐานจรดบรเิ วณขอมอื การรักษา : 1) ลดแรงกดทับ
2) ดูแลแผล
  2) หอมือโดยจบั ชายผาทัง้ ดา นซา ยและขวาไขวกนั 3) การตดั เนอ้ื ตาย
  3) ผูกเงอ่ื นพริ อดบริเวณขอ มอื

บทที่ 8 การดูแลเรื่องการใหยาและใหส ารนา้ํ ทางหลอดเลอื ดดําทกุ ชว งวยั

วตั ถุประสงค : 1) เปนการรักษาตามอาการของโรค 4) ชว ยในการวนิ ิจฉยั โรค • หลกั การใหยาแกเ ดก็
1) กอนใหยาเด็กทุกครง้ั ตองบอกใหเ ด็กรูต วั
2) ปองกันโรค 5) บาํ รุงรางกายและสง เสรมิ สุขภาพ

3) ชว ยบรรเทาอาการตา งๆ 2) พยาบาลตองอธบิ ายใหผ ูปกครองเขา ใจ ถงึ ประโยชนของการไดร ับยา
3) กรณยี าฉดี ไมควร! หลอกเดก็ วาไมเ จบ็
ชนิดของแผนการรกั ษาของแพทย

1) Standing Order (continuous) : คาํ สัง่ คร้ังเดียวใชไดต ลอดไปจนกวาจะมกี ารสัง่ ยกเลกิ 4) ถาเด็กไมใหค วามรว มมอื ควรหาทางอ่ืนชแี้ จงและชกั ชวนจนกวา จะยอมรบั
5) ไมค วร! ผสมยากบั อาหารหรือนม
2) Order for one day : คําสัง่ เฉพาะวนั 6) ไมค วร! บงั คบั เด็กใหเ กนิ ยา โดยการจบั กรอกยา

1) p.r.n. orders : คําสั่งท่ีใหย าไดต ามความตอ งการของผูปวยหรือเมอ่ื มอี าการ

2) single order : คาํ ส่ังท่ีใหยาเพียงครัง้ เดียว 7) เด็กเลก็ ทต่ี องใช plastic dropper ใหย า ควรหยดบรเิ วณขางๆ กระพุงแกม
ดานใน ระวัง! การสาํ ลกั และควรหยดคร้งั ละนอยๆ
3) Stat orders : คําส่งั ท่ีใหการรกั ษาแกผ ปู วยในทนั ทีทันใด ในภาวะฉุกเฉิน

• หลกั การใหยาท่ีปลอดภัยและถกู ตอ งแมน ยาํ (3C10R) 8) เด็กโตใหใชชอนปอนยา
9) การใหย าหยอดหแู กเด็กเล็กอายุตา่ํ กวา 3 ป ใหคอ ยๆ ดงึ สวนของใบหเู บาๆ
1) The Three Checks (ตรวจสอบซา้ํ 3 ครัง้ )
โดยดึงลงดา นลา ง ไปทางดานหลงั และข้ึนขา งบนแลวคอยหยอดยา
1) เมื่อหยบิ ยาออกจากทเ่ี ก็บ 3) เมอ่ื เกบ็ ยาเขา ตแู ละกอนนาํ ไปจา ยใหผ ูปวย

2) เมอื่ ใสย าลงในภาชนะที่เตรียมยา 10) กรณีท่ีเด็กโตตองไดรบั การฉีดยาและไมรวมมือจรงิ ๆ การผกู มดั เด็กจะตอ ง
กระทาํ ดวยความถกู ตอ ง ปลอดภัย
2) The ten right (ความถกู ตอ ง 10 ประการ)

1) Right drug 6) Right documentation 11) ถา เปน เด็กตอ งไดรบั สารนํ้าทางหลอดเลอื ดระยะเวลานาน
ระวงั ! อยา ผูกแนน จนเกนิ ไป
2) Right dose 7) Right history and assessment
• การบรหิ ารยาฉีด
3) Right patient 8) Right education and information

4) Right route/Method 9) Right approach and right to refuse วตั ถุประสงค : 1) เปน การรกั ษา 4) บรรเทาอาการ
2) ใหภมู คิ ุม กนั โรค 5) ชดเชยทร่ี า งกายขาดไป
5) Right time 10) Right drug-drug interaction and evaluation

วิธีการใหยา 3) ทดสอบการแพย า 6) ชวยในการวนิ จิ ฉัย
อปุ กรณ : 1) กระบอกฉดี ยา (Syringe)
1) ทางปาก 4) การหยอด
2) เขม็ ฉดี ยา (Needles)
2) โดยการฉดี 5) การปายยา

3) การสดู ดม 6) การเหนบ็ 3) ขวดยา (Vial) หลอดแกว (Ampule)
4) สาํ ลีแหง แผนแอลกอฮอล
การใหย าทางปาก : - ผูปว ยไมม ปี ญ หาเกย่ี วกับการยอ ยและดูดซึม

- กอ นใหยาตอ งประเมินความสามารถในการกลืน 5) ถาดใสกระบอกยา ชามรปู ไต ทที่ ้ิงเขม็
วธิ เี ตรียมยาฉีดจากหลอด : 1) คํานวณยา
- ยาน้ําตอ งเขยาขวดยากอนเทยา
2) ทาํ ความสะอาดคอคอดของหลอดยา
- หา ม! รวมยาน้ําหลายชนิดเขา ดวยกัน

อุปกรณ : 1) แกว ยาน้ํา ถวยยาเมด็ ถาดยาหรือรถเข็นใสถาดยา *ใชหลกั 3) หักหลอดยา
Aseptic 4) ดูดยาตามปริมาณที่กําหนด
2) ใบ MAR technique 5) เปลย่ี นเขม็
วิธเี ตรียมยาฉดี ชนดิ Vial : 1) คํานวณยา
3) ยาตามแผนการรักษา
2) เขยา ขวดยา
4) ชอนตักยา โกรง บทยา แทง แกวคนยา น้าํ ดื่ม

หลกั การ : 1) ลา งมือทกุ ครัง้ กอ นเตรยี มยา

2) ตรวจสอบแผนการรกั ษา ใบ MAR และยาใหถกู ตองตรงกนั 3) เปด จุกโลหะและเช็ด Alc.70%

3) ศึกษากลไกการออกฤทธิ์ ผลขางเคยี งและขอ ปฏิบัตเิ กยี่ วกับการใหย า *ยาชนดิ ผงให 4) ดูดยาตามปรมิ าณท่กี าํ หนด

4) ดวู ันหมดอายุ คําอธิบายเกี่ยวกับการใชย า ละลายดวยน้าํ กล่ัน 5) เปลย่ี นเขม็

5) จดั ยาใสภ าชนะทส่ี ะอาด • การฉดี ยาเขา กลามเนื้อ (intramuscular injection)

6) จดั ทาใหผูปว ย ขอ ดี : ดดู ซมึ ไดเร็ว, ลดความเจ็บปวด และใหย าไดม ากกวา Sc

7) ลงบนั ทกึ ใหถ กู ตอ งครบถวน ขอเสีย : อาจตดิ เชือ้ /Nerveถูกทําลาย
ตาํ แหนงทีน่ ิยมฉีด : 1) ดานนอกสวนบนของกลามเนอื้ กน : ใกล sciatic n.
ขน้ั ตอนการจดั และใหย าทางปาก

1) ประเมนิ (upper outer quadrant of the gluteal site)
ลากเสนจาก Anterior superior iliac spine มา
2) ตรวจสอบ coccyx แบง 3 สว น ฉดี สวนที่ 1 ตอ 2 นบั จากปุม

3) การเตรียมยา : 1) ลา งมือ

2) เตรยี มภาชนะใสย า หนากระดกู เชิงกราณ
2) กลา มเน้ือสะโพกดานขาง (ventrogluteal site)
3) หยบิ ยาจากทีเ่ ก็บ ใชหลักการ The three checks

4) นํายาใสภ าชนะ ไมใชม ือสมั ผัสยาโดยตรง 3) ตน ขาดา นขา ง (vastus lateralis of the thigh)
4) ตน แขน (deltoid muscle of the arm)
- ยาเมด็ หลายชนดิ รวมในภาชนะเดยี วได
ตา่ํ กวา Acromion process ประมาณ 2-3 น้ิวมอื
- ยานาํ้ หาม! ใสรวมในภาชนะเดยี ว

- เทยาใหอยูใ นระดบั สายตา *ยาที่ฉีดไมค วรเกิน 2 mL
* พิจารณาจาก จํานวนและชนดิ ของยา ขนาดมวลของกลา มเน้ือและความ
5) นา้ํ ยาไปใหตรงเวลา

6) หลงั ใหยา 30 นาที ประเมนิ การตอบสนองตอ ยาของผูปว ย สมบรู ณของเนื้อเยอ่ื
ขน้ั ตอนการฉีดยา : 1) ตรวจสอบคําสงั่ การรักษา
เกบ็ อุปกรณ ลงรายงานการใหย า
2) ประเมินสภาพผูปวย/บอกผปู วย
กรณที ี่ผูปว ยใส NG-tube for feeding

- ตองทาํ ยาใหเปน ของเหลว 3) เตรยี มอปุ กรณ
4) ตรวจสอบตามหลกั 10 right
- ยาอมใตลิน้ หาม!บดยา

- กอ นและหลงั feed ยา ให feed น้ํา 50-100 cc 5) จดั ส่งิ แวดลอมและจดั ทา
6) เลอื ก/วดั ตาํ แหนง ที่จะฉีด

7) ทําความสะอาดผิวหนงั
8) ไลอากาศในกระบอกฉีดยา
9) แทงเข็ม ทํามุม 60-90 องศส
10) ตรวจสอบการเขา เสนเลือด *ดูดขึน้ มาตอ งไมม เี ลอื ด
11) ดนั ยาและดึงเข็มออก

12) ใหคําแนะนาํ ดูแลใหผ ปู ว ยสขุ สบาย
13) ประเมินการตอบสนองของยา
14) ลงบันทกึ
ปริมาณยา : 1-5 mL

• การฉดี ยาเขา ชนั้ ใตผิวหนัง (Subcutaneous) ชนิดของเลอื ด : 1) เลอื ด : 1) Whole blood 2) Fresh blood
2) เม็ดเลอื ดแดงเขมขน
วัตถุประสงค : 1) ใชเพอ่ื การรกั ษา ตอ งการใหอ อกฤทธ์ิเร็วกวายาทางปาก 3) เม็ดเลอื ดแดงท่มี สี ว นของเมด็ เลอื ดขาวนอ ย
4) เกร็ดเลอื ดเขมขน
2) กรณรี บั ประทานยาทางปากไมไ ด 5) เม็ดเลือดขาวเขม ขน
6) พลาสมา : 1) Fresh plasma : Fresh frozen plasma :
ขอ ดี-ขอ เสีย : ดูดซมึ ยาเรว็ ดีกวา ในชนั้ ผิวหนังแตช ากวาชั้นกลา มเนือ้ FFP, Aged plasma
2) พลาสมาแยกสวน : Cryoprecipitate
มี Sensory pain receptors มากกวาช้ันผวิ หนัง ทาํ ใหป วดนอ ยกวา Cryoremoved plasma
7) Albumin
อุปกรณ : 1) กระบอกฉีดยาอนิ ซูลนิ ขนาด 1 mL/2mL 8) ไฟบรโิ นเจนทเ่ี ตรียมขน้ึ

2) เขม็ ฉดี ยาเบอร 26-27 ความยาว 1/2-1 น้วิ หลักการใหเ ลอื ด : หลักการเดียวกับการใหสารนา้ํ ทางหลอดเลอื ดดํา
1) เตรยี มผปู ว ย
สําหรบั เดก็ เขม็ ยาว 3/8 นิ้ว 2) เตรยี มการใหเลือด
3) แทงเขม็ ใหส ารนํา้ และเลอื ดทางหลอดเลือดดาํ
3) อ่นื ๆ ใชอ ุปกรณเ ชน เดียวกับการฉดี ยาเขากลา มเน้อื 4) เปลย่ี นชนิดของเลือดและชดุ ใหเลือด
5) หยดุ ใหเ ลอื ด
ตาํ แหนงฉดี : 1) บริเวณตน แขนดานนอก ต่าํ จากปมุ ไหลป ระมาณ 2 นิ้ว
ภาวะแทรกซอ น : 1) เม็ดเลอื ดแดงสลายตวั (Hemolysis)
2) ตนแขนดานหลงั 2) ปรมิ าตรการไหลของเลือดมากกวา ปกติใน
ระบบไหลเวยี นโลหติ (Circulation overload)
3) หนา ทองสวนลางรอบสะดอื 3) ไข
4) ปฏกิ ริ ยิ าภมู ิแพ
4) ตน ขาดา นหนาขา งนอกลาํ ตัว เหนอื เขา,ตา่ํ จากขาหนีบ 1 ฝา มอื 5) การถายทอดโรค Ex. เอดส, ตบั อักเสบ
6) ฟองอากาศเขา ไปอยูในหลอดเลือด
5) ดา นหลังสวนบนใตกระดูกสะบกั 7) ภาวะสารซิเตรทเกนิ ปกติ
8) ภาวะโปตสั เซยี มเกนิ ปกติ
ขน้ั ตอนการฉดี ยา : เหมอื นกบั ฉีดเขากลา มเน้อื แตฉีดเขาทช่ี นั้ Subcutaneous
ตําแหนงฉีดยา
โดยยกผิวหนงั กอนฉีด แทงทาํ มุม 45 องศา หรือ 60 องศา
วิธฉี ีดยา
ปริมาณยา : 0.5-1 mL

• การฉดี ยาเขาระหวา งช้ันผวิ หนัง (Intradermal or Intracutaneous)

วตั ถปุ ระสงค : เพื่อการวนิ ิจฉัยโรคและดูปฏกิ ิริยาการแพ

ขอด-ี ขอเสยี : ดดู ซึมยาชา รูส กึ เจ็บมากกวา ชัน้ อืน่ ๆ

ตําแหนงท่ฉี ดี : 1) ดานขางของแขนทอนบนคอ นไปดานหลัง

2) หลงั สว นบนใตก ระดกู สะบกั

3) ดานในของแขนดานลาง : นิยมฉีด

เหนือขอมือ 1 ฝามือ ตา่ํ กวาขอศอก 3-4 น้ิวมือ

ข้ันตอนการฉีดยา : เหมือนกบั ฉีดเขา กลามเนอื้ แตฉ ีดเขา ทีช่ ้นั Subcutaneous

โดยตรงึ ผวิ หนังกอ นฉีด แทงทํามุม 10-15 องศา

*จะเหน็ ตุม ขึน้ ทผี่ ิวหนงั บริเวณปลายเข็ม

ปริมาณยา : ไมเ กิน 0.5 mL

• การใหส ารนาํ้ สารละลายทางหลอดเลอื ดดํา

วัตถปุ ระสงค : 1) ทดแทนสว นทสี่ ญู เสียออกจากรางกาย

2) ใหน า้ํ และเกลอื แร

3) รักษาความสมดลุ ของกรดดา งในรางกาย

4) เปด ทางใหยาฉีดเขา ทางหลอดเลือดดํา

ชนดิ ของสารนํา้ : 1) Hypertonic solution : 5% D/NSS, 10 %D/NSS, 10%D/W,

5%D/NSS/2

2) Isotonic solution : 0.9% NSS, 5% D/W, Lactate Ringer’s

3) Hypertonic solution : 0.45% NSS

หลกั การใหสารน้ําทางหลอดเลือดดาํ

1) ใชแ รงโนมถว งตามธรรมชาติ

2) ใชหลัก Aseptic technique

3) หลกั การตรวจสอบซํา้ 3 ครงั้

4) หลกั ความถกู ตอง 10 ประการ

วิธกี ารใหส ารนํ้าทางหลอดเลอื ดดาํ

1) เตรยี มผปู ว ย

2) เตรยี มการใหสารนํ้า

3) แทงเขม็ ใหสารนํ้าและเลอื ดทางหลอดเลอื ดดาํ

4) เปล่ยี นขวดสารนา้ํ และชุดใหสารนา้ํ

5) หยดุ ใหสารน้าํ เมื่อครบหรือพบอาการแทรกซอน

การคํานวณสารน้ําท่ใี หท างหลอดเลอื ดดํา

1) การคาํ นวณจาํ นวนสารน้ําที่ผูป วยตอ งไดรับใน 1 ช่วั โมง

จาํ นวนสารนํา้ ทใ่ี ห จาํ นวนทีผ่ ปู วยตอ งไดร ับใน 1 ชั่วโมง

เวลาทใ่ี หท ั้งหมด (hr)

2) คาํ นวณอตั ราการหยด/นาที

จํานวนสารนํ้าท่ใี ห จํานวนหยด/mL อตั ราการหยด/นาที

เวลาที่ใหทัง้ หมด (min)

* ดูจาํ นวนหยด/mL ทีร่ ะบุไวห นา ซองชดุ ใหส ารน้าํ : 10,15,20,60

ภาวะแทรกซอ น

1) ภาวะท่ีมสี ารน้ําแทรกซมึ อยใู นเน้อื เยอ่ื (Infiltration)

2) หลอดเลือดดําอักเสบ (Phlebitis)

3) ฟองอากาศเขาไปอยูในหลอดเลือด (Air embolism)

4) ภาวะทมี่ ีสารนาํ้ มากกวา ปกติในระบบไหลเวียนโลหิต (Circulation overload)

5) ปฏิกริ ยิ าสารไพโรเจน (Pyrogen reaction)

• การใหเ ลอื ด : ใหท ง้ั สว นนาํ้ และสวนเนื้อหรอื สวนแยกของเลอื ดแกผูปวยเขาทางหลอดเลอื ดดาํ

วตั ถปุ ระสงค : 1) ทดแทนการสญู เสยี เลือด

2) ทดแทนเม็ดเลือดแดงและรกั ษาระดบั ฮโี มโกลบนิ

3) ทดแทนปจจยั การแขง็ ตวั ของเลอื ด

4) ถายเทสารพษิ ออกจากรางกาย

บทท่ี 9 การดแู ลการขับถา ยปส สาวะและอุจจาระทกุ ชวงวยั

• ปญ หาการขบั ถา ยปสสาวะ แบบคา งไว (retained foley catheter) : ปฏบิ ตั ิแบบเดยี วกบั แบบปลอยทง้ิ

dysuria แตส ายสวนปสสาวะท่ีใชเ ปนแบบลูกโปง ที่ปลายสายสวน

pollakiuria วิธกี ารสวนคา ง :

urinary retention 1) ขน้ั ตอนการเตรยี มและการสวนเรมิ่ แบบเดยี วกบั แบบปลอยทิ้ง

urinary incontinence 2) เมื่อมนี ้ําปส สาวะออกมาใสส ายสวนเขา ไปอีกจนถึงกระเพาะปส สาวะ

urgency 3) ใสสายสวนเขา ไปจึงทาํ โปงบอลลนู โดยใสน าํ้ กล่นั ปราศจากเชอื้

true incontinence ประมาณ 8-10 mL โดยใชกระบอกฉดี ยาที่มีนํา้ กลน่ั ตอ เขา กบั

อาการถายปส สาวะผิดปกติ สายสวนดา นทท่ี ําโปงแลว ดันน้าํ เขาจนหมด

oliguria 4) คอยๆ ดงึ สายสวนปสสาวะจนรสู ึกวา ไมเล่ือนหลดุ ออกมา จงึ ตอ ปลาย

polyuria สายสวนขา งทีป่ สสาวะกาํ ลังไหลกบั ถงุ ปสสาวะ

anuria 5) แขวนถุงปสสาวะใหต า่ํ กวา กระเพาะปส สาวะ

• การสวนปส สาวะ (urinary catheterization) 6) ผูห ญิง ตรึงสายสวนปสสาวะทห่ี นาขาใหแ นน

แบบครัง้ คราว ( intermittent catheter) ผูชาย ตรึงตรงบริเวณทอ งนอ ยหรือตน ขาหนบี

ขอ บงช้ี : ผปู ว ยถา ยปสสาวะเองไมได 7) จัดทา ใหผ ปู ว ยอยใู นทา ที่สขุ สบายและเกบ็ ของใชใหเรียบรอย

ตอ งการใหกระเพาะปส สาวะวางในกรณที ่ีเต' รียมตรวจ *การเตรียมใสส ายสวน วิธีการและเทคนคิ ตา งๆ ผชู ายจะเหมือนกับผูห ญิงยกเวน

วดั ปรมิ าณของปสสาวะคา ง (residual urine) การจดั ทาและการเปดเผยบรเิ วณท่ีใสส ายสวนปสสาวะ

คางไว ( retention of urethral catheter) •การดแู ลผทู ี่สวนปสสาวะคางไว : ทาํ ความสะอาดอวยั วะสบื พนั ธแุ ละตรง

ขอ บง ช้ี : ผปู วยถา ยปสสาวะเองไมได มกี ารอุดตันทางเดินปสสาวะ Ex. ตอ มลูกหมากโต รเู ปด ทอปส สาวะอยา งนอยวนั ละ 2 ครั้ง

ผปู ว ยมีอาการหนกั Ex. ผปู ว ยช็อค เชา -เย็น

ผูปวยจํากัดการเคลื่อนไหวบรเิ วณสะโพก Ex. ผปู วยทก่ี ระดูกเชิงกรานหกั การประเมนิ สภาพ : 1) ตรวจสอบระยะเวลาในการใสสายสวนปส สาวะ

ผปู ว ยเตรยี มผาตดั ใหญ สังเกต สี ลกั ษณะ ปริมาณของปส สาวะ

ผปู ว ยท่ีมเี ลือดออกในกระเพาะปสสาวะตอ งสวนลาง (irrigation) 2) ถามผูป วยเก่ยี วกบั ความรูส ึกไมสบายและความ

ผูปวยระยะสดุ ทาย เจ็บปวดบรเิ วณท่ีใสสายสวนปส สาวะ

อุปกรณใสสายสวนปส สาวะ 3) พจิ ารณาการดม่ื น้ําของผูปว ย

ชุดสวนปส สาวะปราศจากเช้อื 4) ประเมินความรขู องผปู วยเกี่ยวกบั การดูแลตนเอง

ถวย สาํ หรบั ใสนํา้ ปสสาวะ การปฏบิ ัติ : 1) ผูปว ยท่ีลุกเดนิ ได ใหพบั หรอื ปดสายสวนไวกอ น โดยถงุ

ถว ยใสน้าํ ยาและสําลี ปสสาวะอยูต ่ํากวากระเพาะปสสาวะ/ตา่ํ กวาเอวตลอดเวลา

ผาสี่เหลี่ยมเจาะกลาง 2) ดแู ลถงุ ปสสาวะใหเปน ระบบปด อยูเสมอ อยาใหม ีรูร่วั

นา้ํ ยาหลอลื่นสายสวนปสสาวะ 3) แนะนําใหผูปว ยเคลื่อนไหวบอ ยๆ และ

การเตรียมผูป วย ระวงั ! อยา ใหส ายสวนปสสาวะ หัก พบั งอ

หญิง : จัดทา dorsal recumbet position 4) บีบรูดสายสวนปส สาวะบอยๆ โดยเฉพาะผปู ว ยทปี ส สาวะ

ชาย : จดั ทา dorsal or supine position เปนตะกอนขุน มหี นองและเลือดปน

วธิ ีการสวนปสสาวะ 5) แนะนาํ ใหผ ปู ว ยดื่มนํ้าวันละ 2000-2500 mL

1) ประเมินสภาพ 6) สงั เกตสี จํานวนปสสาวะอยา งนอ ยทุก 8 ช่วั โมง

2) อธบิ ายเหตุผล วธิ ีการอยางยอ ๆ ใหผูปว ยทราบ + เตรียมอปุ กรณใ หพรอ ม บนั ทกึ รายละเอยี ดอาการและการแสดง ทําความสะอาด

3) จัดสถานทใี่ หม ิดชดิ อวัยวะสืบพนั ธุภายนอกอยา งนอยวนั ละ 2 ครงั้

4) ทําความสะอาดอวัยวะสืบพนั ธจนถึงทวารหนกั 7) ตดิ พลาสเตอรทสี่ ายสวนในตําแหนง ทถี่ ูกตอ งเหมาะสม

•การถอดสายสวนปส สาวะทคี่ า งไว : ฝก ควบคุมการขบั ถา ยปสสาวะกอ น
ผูหญิง : ใชส าํ ลชี ุบน้ํายา กอ นแรกเชด็ Mons pubis กอ นตอ ไปเชด็ Labia Major การปฏบิ ตั ิ : 1) หนีบสายสวนไวประมาณ 15-30 นาที บริเวณเหนือรอย
ดานไกลตัวและใกลตวั Labia Minora ดา นไกลตวั และใกลตัว ตามลําดับ
ตอ สายสวนกบั ถงุ ตวงปส สาวะ
เชด็ จากบนลงลา งแลวทง้ิ ตอ จากนนั้ แหวกแคมเล็กและดึงขน้ึ ดานบนเลก็ นอ ย
2) ลา งมือใหสะอาดกอนถอดสายสวนปสสาวะ
ใชส าํ ลเี ชด็ ทาํ ความสะอาดรูเปด ทอปส สาวะถึงทวารหนัก
3) จัดทา ผหู ญิง : นอนต้งั ขา แยกขาเลก็ เล็กนอ ย
ผูชาย : ทําความสะอาดบริเวณปลายองคชาต โดยรดู หนงั หุมปลาย ใชสําลชี ุบน้าํ ยา
ผชู าย : นอนหงาย
เช็ดหมุนวนรอบองคชาต เช็ดตง้ั แตป ลายเปด ทอปส สาวะถงึ โคนองคชาต
4) ใชก ระบอกฉีดยาตอ เขา กบั หา งโฟเลยที่ปลอยบอลลูน
เช็ดซ้ํา 3-4 ครั้ง หรอื จนกวาสะอาด
แลวดดู น้ําออกจนหมด
5) การสวนปส สาวะ
5) พับใสส ายสวนแลว ดึงออกเบาๆ สังเกตอาการขณะดงึ สาย
แบบครั้งคราว : 1) ลา งมือกอ นเปดชุดสวนปส สาวะ
สวนปสสาวะออก และบริเวณรอบๆ รเู ปดทอ ปสสาวะ
2) นาํ ชดุ สวนปส สาวะวางระหวา งขาของผูปวย เปด ชดุ สวนปสสาวะ
6) ทาํ ความสะอาดบรเิ วณอวยั วะสบื พันธภุ ายนอกใหส ะอาด
รินน้ํายาลงในชุดสวนปสสาวะในถว ยทีม่ สี ําลี
7) จัดทา ผูปวยทา ทสี่ ุขสบายและเก็บอุปกรณใหเรยี บรอ ย
เปดซองสายสวนปส สาวะ ใสไ วใ นชดุ สวนปส สาวะ
8) ถอดถงุ มอื และลา งมือใหสะอาด
3) สวมถงุ มือปราศจากเชื้อ
*ถาผูปว ยไมส ามารถปส สาวะไดเองภายใน 6-8 ชั่วโมง หลงั การ
4) หลอ ลน่ื ปลายสายสวน ประมาณ 1-2 นิ้วในผหู ญิง 4-5 น้วิ ในผูชาย
ถอดสายสวน ใหป ระเมินภาวะตึงของกระเพาะปสสาวะ
5) คลผี่ าส่ีเหล่ียมเจาะกลางคลมุ อวัยวะสืบพันธุจ นถงึ หนา ขา ระวัง!การสัมผัสเชอ้ื • วธิ กี ารใสถ ุงยางอนามยั เพือ่ ระบายปสสาวะ
6) ทําความสะอาดอวยั วะสบื พนั ธุกอ นสวนปส สาวะ ยดึ วธิ ีการทําความสะอาดสวนที่
การเตรยี ม : 1) สวมถุงยางอนามยั ดานปลายที่
สะอาดมากไปนอ ย เช็ดจากบนลงลา ง ไมยอ นไปมา
กระเปราะเขา กับทอระบาย โดยมากจะใชส ายยาง
7) หยบิ สายสวนท่ีหลอลน่ื ไวจ ับหา งจากปลายสายสวนประมาณ 3 น้ิว
ใหป ลายสายตอ อยูส ุดกระเปาะ พนั พลาสเตอรรอบ
ผูห ญงิ 8) คอยๆ สอดสายสวนเขา ทางรเู ปด ทอปสสาวะ
กระเปาะหางจากปลายทอประมาณ 2 นวิ้ ใหแ นน
9) ใสสายสวนเขาไปเบาๆ ประมาณ 3 นิว้ หรอื จนกวาจะเห็นน้าํ ปสสาวะไหลออกมา
เปน 2 ปลอ ง
10) เมอื่ ใสสายสวนถกู ตอ งแลว ใหเ อามอื แยกแคมไวเ ลื่อนมาจบั ทสี่ ายสวนปส สาวะ
2) ตดั ปลายกระเปาะถงุ ยางอนามัยใหมีรเู ปด
7) ใสสายสวนเขาไปประมาณ 7-8 นิ้ว จนนาํ้ ปสสาวะไหลออกมา เลอื่ นนิว้ ชม้ี าจับ
ผูชาย สายสวนใหอยูก ับท่ี สวนมืออีกขา งจบั ปลายสายสวนอกี ดา นใหอ ยูในถวย 3) พับถุงยางอนามยั ใหหุมปลายทอท่ีเปน รูเปด
พันพลาสเตอรทบั ปลายถงุ ยางอกี ครง้ั ตรง
เพอื่ รองรบั นาํ้ ปส สาวะ
ตาํ แหนงเดยี วกับทพี่ นั พลาสเตอรครัง้ แรก
8) ดงึ หนังหมุ ปลายอวยั วะเพศกลบั ท่ีเดิมกอนเอาสายสวนออกหรือตึงสายสวน
4) คล่ถี งุ ยางอนามัยเพ่ือเตรยี มสวมหมุ องคชาต

สว นปลายทอ ระบายอกี ดานหน่ึงตอ กบั ภาชนะ

หรือถุงรองรับปส สาวะ

วธิ ีปฏบิ ตั ิ : 1) อธิบายเหตุผลและวธิ ีการทาํ ใหผูปวยทราบ วิธีสวนอจุ จาระ : 1) อธิบายใหผ ูปว ยทราบเหตุผลการสวนวิธีทาํ และการปฏิบัติ

2) จัดทา ใหผ ูป ว ยนอนหงาย คลุมผา เปด เฉพาะอวัยวะสบื พันธุ 2) เตรยี มผูป วยและอุปกรณใ หพรอม

3) สวมถุงมอื สะอาด 3) ก้นั มาน ปผู า ยางบริเวณสะโพก

4) ทาํ ความสะอาดอวัยวะสืบพนั ธใุ หสะอาดแลว เช็ดใหแหง 4) จดั ถาผปู ว ยนอนตะแคงซายงเขาขวาไปทางดา นหนา เล็กนอ ย

5) สวมถุงยางอนามยั ท่ตี อกับถุงรองรับปส สาวะเขา กบั ปลาย ในรายที่นอนตะแคงไมไดใหนอนหงายชันเขาขึน้ เล็กนอย

องคชาติหุมถงึ โคนโดยไมต องรน หนงั หมุ ปลายองคชาติ ถากล้ันอจุ จาระไมไดใหสอดหมอ นอนรองรบั ไว

6) พันพลาสเตอรร อบถงุ ยางอนามัยใหต ิดกับโคนองคชาติให 5) ลา งมือใหส ะอาด ตอ สายสวนเขา กบั หวั กอกกอน แลวทา

เปน รอบเกลียวโดยไมแ นนหรือหลวมจนเกินไป วาสลีน ประมาณ 2-3 นว้ิ

7) แขวนถงุ รองนํ้าปส สาวะในระดบั ตา่ํ กวาตัวผูปวย 6) แขวนหมอนอนสงู จากผูปวยประมาณ 18-24 นิ้ว

การดแู ล : ตรวจดเู ปนระยะๆ เพอ่ื ตรวจดกู ารเลื่อนเลอ่ื นหลุด หรืออดุ ตนั 7) สวมถุงมอื คลายหัวกอก ใหส ารนํา้ ไหลออกชาๆ

และควรมีการเปนถุงยางอนามัยเพือ่ ทําความสะอาดทกุ วนั 8) บอกใหผ ปู วยเบงอุจจาระเล็กนอ ยหรอื หายใจลึกลกึ ทางปาก

• การสวนลางกระเพาะปสสาวะ แลว สอดหวั สวนอยา งเบามือและชาๆ ใหห ัวสวนชี้ไปทางสะดอื

ขอ บง ช้ี : 1) ผูปวยมเี ลอื ดออกในกระเพาะปสสาวะ ปสสาวะเปน เลอื ด ของผปู ว ยสอดเขา ไปลกึ ประมาณ 2-3 น้ิว

2) ผูปว ยมีปส สาวะเปน ตะกอนขุน 9) ปลอยสารนาํ้ ไหลชาๆ โดยถามผปู วยวา รสู ึกถึงนา้ํ ไหลเขา หรือ

นา้ํ ยาทใี่ ชสวนลางกระเพาะปสสาวะ : นยิ มใชนํา้ เกลือ 0.9% ไม ระหวางนั้นบอกใหผ ปู ว ยพยายามกลัน้ อุจจาระ ปดเกลียว

การสวนลา งกระเพาะปสสาวะ 2 วธิ ี หวั สวนใหผ ูป ว ยอาปากหายใจเขา ออกยาวๆ เมอื่ หายปวดจงึ

ระบบเปด (irrigation the catheter using the open system) เปดน้ําใหไหลเขาตอไป

ตอเนอ่ื งตลอดเวลา (continues bladder irrigation) 10) ขณะปลอ ยนํา้ เขา ถา ไมไ หล ควรขยบั หวั สวนไปมาเบาๆ

• การสวนลา งกระเพาะปส สาวะดวยระบบเปด ถามความรสู ึก ถา ยังไมไ หลใหป ด หัวสวนออกแลว ใสไ ปใหม

อปุ กรณ : 1) ชดุ สวนลา งกระเพาะปสสาวะ (ชามรปู ไต 2 ใบ, กระบอกสวนลาง, ผา กอ ซ) 11) ใหผปู วยลกุ ไปถา ยทหี่ อ งน้าํ /ถา ยอจุ จาระบนหมอ นอน

2) สารน้ําปราศจากเช้อื ท่ใี ชสวนลางกระเพาะปสสาวะ Ex. นาํ้ เกลือ 12) จัดทาผปู วยอยใู นทาที่สขุ สบายและเก็บอปุ กรณใ หเรยี บรอย

3) ถุงมือปราศจากเชอื้ และถงุ มอื สะอาด ขอ ควรระวัง : 1) ไมค วรสวนเกนิ 3 ครงั้

วิธกี าร : 1) อธบิ ายวัตถปุ ระสงคและข้ันตอนใหผ ปู ว ยทราบ 2) ถาสวนลา งอจุ จาระ มสี ารละลายไหลออกมาเลก็ นอย ตอ งสวนซํ้า

2) จดั ทานอนหงาย 3) ถาผูปวยมอี าการปวดทอ ง หาม! สวนอจุ จาระ

3) ลา งมือ • การสวนเก็บ (retention enemas)

4) เปด ชดุ ลา งดว ยเทคนคิ ปราศจากเชื้อ เทน้าํ ยาลงในชาม วัตถปุ ระสงค : 1) เพือ่ บรรเทาอาการทอ งผูก 2) เพอ่ื ใหยาและอาหาร

5) สวมถงุ มือสะอาด ใชสําลชี ุบนํ้ายาฆา เชื้อเช็ดตรงรอยตอ สายสวนกบั สายตอ วธิ กี าร : 1) ยกกระบอกน้าํ ยาสง ไมเ กนิ หน่ึงถึง 2 น้วิ จากระดบั ตัวผูปวยปวย

ลงถุงรองรับปสสาวะ แลว ปลดแยกออกจากกนั วางปลายสายสวนลงในถว ย นํา้ ยาใหไ หลชา ๆ จนกวา นํา้ จะหมดกระเปาะ

อกี ใบ ใชผ า กอซทปี่ ลอดเช้อื หมุ สนปลายสายตอ ลงถงุ ปสสาวะ 2) ถาผปู วยถายขณะท่ีทําใหลดกบ็ อกนํ้ายาลงใชมอื กดท่ีทวารหนกั

6) ถอดถุงมือและสวมถุงมอื ปราศจากเชอื้ ไวสกั ครูจนกวาอาการปวดจะหายไปจึงปลอ ยน้ํายาตอจนหมด

7) ใชก ระบอกสวนลา งดดู สารนา้ํ จากถว ยใบที่ 1 โดยไมใหมฟี องอากาศแลว 3) แนะนาํ ใหผปู วยกลัน้ อจุ จาระไวนาน 1/2-2 ชว่ั โมง

ตอ เขา กับปลายสายสวน พรอมกับยกขึ้นสูงเล็กนอ ย รอสักครแู ลว ออกแรง 4) ผูปว ยรูสกึ ปวดเต็มท่กี ล้ันไมไ ดใหห มอ นอนถายบนเตยี ง

ดูดเบาๆ ใหสารนํ้าทใ่ี ี่ สเขา ไปไหลออกมา หรอื ปลดกระบอกสวนออก วาง 5) ดูแลใหอ ยใู นทาท่สี ขุ สบาย

สายสวนต่ําลงเล็กนอ ย ใหสารนา้ํ ทใ่ี สเ ขา ไปไหลลงถวยใบที่ 2 6) ลงบนั ทึกการสวนเก็บและสิ่งที่สงั เกตได

8) สงั เกตลักษณะและจํานวนสารนํา้ สวนลางทไี่ หลออกมาจํานวนสารนํ้าท่ีไหล • การลวงอุจจาระที่อดั แนน
ออกมาควรใกลเคียงกบั ท่ีใสเขา ไป ใหการสวนลางจนกระท่ังสารน้ําท่ีไหล
วตั ถปุ ระสงค : 1) บรรเทาอาการปวดอุจจาระ 2) ไมส ขุ สบายจากถา ยไมอ อก
ออกมามลี กั ษณะใสสีเหลอื งออ น แลวตอปลายสายสวนกับถุงรองรับปสสาวะ
3) สงเสริมใหมีการขับถา ยอุจจาระไดตามปกติ
ถา สารนาํ้ ทไี่ หลออกมานอ ยกวาสารนํา้ ทใี่ สเขาไปมากอาจมสี ง่ิ อดุ กัน้ ให
อุปกรณ : 1) ถงุ มอื สะอาด 3) สารหลอ ลน่ื
ออกแรงดดู เพิ่มเล็กนอ ยจะทาํ ใหส ารน้าํ ไหลออกมาขนึ้ แตถ า ไมไ ดผลตอ ง
2) ผา ขวางเตียง 4) หมอนอน
หยุดการสวนลางและรายงานแพทย
วธิ กี าร : 1) ประเมนิ การขบั ถา ยอุจจาระ
9) จดั ทาใหผูปวยในทา ท่ีสขุ สบาย เก็บอปุ กรณใหเรียบรอ ย
2) อธิบายใหผ ูป วยทราบถึงวธิ กี ารลว งอุจจาระและการปฎบิ ัติ
• การสวนลางกระเพาะปสสาวะตอ เน่อื งตลอดเวลา
3) เตรยี มอุปกรณแ ละกั้นมายใหมิดชดิ
อุปกรณ : 1) สายสวนปส สาวะชนิด 3 หาง 4) สาํ ลี นํา้ ยาฆาเชอ้ื
4) จัดผปู วยนอนตะแคงซา ย/นอนตะแคงงอเขา (sim’position)
2) ชุดใหสารน้าํ 5) ถงุ มอื สะอาด
5) สวมถงุ มอื หลอลน่ื บนนวิ้ ชแ้ี ละน้ิวกลาง
3) สารน้ําสวนลางตามแผนการรักษา
6) ลว งอุจจาระ
วธิ กี าร : 1) อธบิ ายใหผ ูป วยทราบถึงวัตถุประสงค
7) คอ ยคอ ยใชน้ิวเขีย่ อุจจาระทีละนอยและบอกใหเบง ถาย
2) สวนคาสายสวนปสสาวะโฟเลย ชนิด 3 หาง
8) ใชน้ิววนเปนวงรอบลาํ ไส 1-2 คร้งั ใช 2 นว้ิ คีบอจุ จาระออก
3) จดั ทาใหผูปว ยอยใู นทา ทส่ี ุขสบาย
9) สังเกตอาการผดิ ปกติ
4) ลา งมือ ใสถ งุ มอื สะอาด
10) เช็ดทาํ ความสะอาดทวารหนักใหผ ปู ว ย จัดทา ทีส่ ุขสบาย
5) ตอชดุ ใหสารนา้ํ กบั ขวดนา้ํ ยาสวนลา งดว ยเทคนิคปราศจากเชอื้
• การเหนบ็ ยา : สอดเขา ทางทวารหนัก ขอ ควรระวัง ตอ งใหย าชดิ ผนังทวารหนัก
6) ใชสําลีชบุ น้ํายาทําลายเชอื้ บริเวณปลายสายสวนปสสาวะหางท่ี 3 และตอ • การสวนลา งอจุ จาระดวยสารละลายเขมขน : ใสสารละลายเขมขน แทนน้ําเกลอื
ปลายสายชดุ ใหส ารนา้ํ เขาหางท่ี 3 ดว ยเทคนิคปราศจากเช้ือ
• หลกั ท่วั ไปและขอคาํ นึงในการสวนอุจจาระ
7) เปดใหสารนา้ํ เขาไปในกระเพาะปส สาวะดว ยอตั ราการไหลตามแผนการ - ชนดิ ปลอ ย : 1) อยา สวนอุจจาระบอ ยเกินไป 2) ผปู ว ยนอนตะแคงซายเสมอ
รกั ษาโดยท่ัวไปประมาณ 60-80 mL หรอื ประมาณวนั ละ 1500-2000 mL
3) ผปู ว ยริดสีดวงทวาร เมื่อถายเสรจ็ แลวใหน ัง่ แชกน ดวย
8) จดั ใหผ ปู วยอยใู นทาท่สี ุขสบายและเก็บอปุ กรณใ หเรียบรอย
สวนเก็บ : 1) สวนลางลาํ ไสใหญใ หวา งกอน 1-2 ชวั่ โมง
9) เทนํ้าสวนลา งทุก 4 ชวั่ โมง พรอมทงั้ บนั ทกึ ปริมาณสารน้ําเขาและออก
2) ใชสายสวนขนาดเล็ก 3) จาํ นวนน้ํายาตอ งไมมากเกินที่กาํ หนด
* ทาํ จนกระท่ังนา้ํ ปสสาวะมลี กั ษณะใสขึ้น
• ประสทิ ธภิ าพของการสวนอุจจาระ : ตรวจโดยคลําหนาทอ ง/ตรวจทางทวารหนัก
• การดแู ลชว ยเหลอื บคุ คลทม่ี ปี ญ หาเกี่ยวกับการขบั ถายอจุ จาระ
• ปจจยั ที่มผี ลตอ ประสทิ ธภิ าพ : ชนิด อณุ หภมู ิ ทานอน แรงดนั น้าํ ความลกึ ของ
ปญ หาท่พี บบอย : อาการทอ งผกู ,ทองอืด, การอดั แนนของอุจจาระ, กลน้ั อจุ จาระไมไ ด
หวั สวน และระยะเวลาทสี่ ามารถเกบ็ นํา้
การสวนอุจจาระ : 2 ชนิด : การสวนปลอย, การสวนเกบ็
• อาการแทรกซอ น : ระคายเคืองเยีอ่ บุลําไส ผนังลําไสถ ลอก ลาํ ไสท ะลุ ภาวะเปน
วัตถุประสงค : 1) เพ่อื ชว ยขับถา ยอจุ จาระออกจากลาํ ไส
พิษจากน้ํา การติดเช้ือของลาํ ไสใ หญ และการค่งั ของโซเดียม
2) เพ่อื ลางลําไสใหญใหส ะอาดกอนการสวนเก็บ
• การดแู ลผปู ว ยในการบันทึกปรมิ าณน้าํ เขา และออกจากรา งกาย
3) เพื่อลา งลําไสใ หส ะอาดในรายทเี่ ตรยี มการผาตัด
อปุ กรณ : 1) เหยอื กนํา้ 2) ขวดใสป สสาวะ 3) ถงุ มอื สะอาด 4) หมอ นอน
น้ํายาท่ีใช : นา้ํ สบ,ู นํา้ เกลือ, นํ้าตม อุน
วธิ ีปฏบิ ัติ : 1) อธบิ ายวัตถปุ ระสงคและความสาํ คัญ
อุปกรณ : 1) ชุดหมอสวน. 6) ทแ่ี ขวนหมอสวน
2) นําเครือ่ งใชไปทีเ่ ตยี ง ลางมือใหส ะอาดและสวมถุงมอื
2) สายสวน 7) ผายางขวางเตียง
3) วดั ปริมาณของเหลวทุกชนิดท่เี ขาและออกจากรางกาย
3) สารหลอลื่น 8) ถุงมือสะอาด
4) เก็บอุปกรณ ถอดถงุ มือและบนั ทึกน้ําเขา-ออกทุก 8 ช่ัวโมง
4) หวั สวน 9) น้าํ ยาทีใ่ ชสวนอุจจาระ
ขอ ควรจํา : ปฏิบัตทิ กุ 8 ชวั่ โมง ติดตอ กัน 24 ช่วั โมง และสังเกตสภาพท่ัวไป
5) สําลี ผา กอซ 10)หมอ นอน
ถายในผาออ มสําเร็จรูป นําไปช่ังน้าํ หนักคาํ นวณเปนของเหลว

บรรณานุกรม

กุลสิ รา ขนุ พินจิ . (2564). เอกสารประกอบการสอน บทที่ 9 เรอื่ ง การดแู ลการขับถา ยปส สาวะและอุจจาระทุกชว งวัย, หนาที่ 3-72
กลุ ิสรา ขนุ พนิ จิ . เอกสารประกอบการสอน บทท่ี 4.3 เร่อื ง การเกบ็ สง่ิ สง ตรวจและแปลผลการตรวจทางหอ งปฏบิ ัตกิ ารพนื้ ฐานทกุ ชว งวยั , หนา ที่ 4-58
จรัสศรี อัธยาศยั . (2564) . เอกสารประกอบการสอน บทที่ 2 เรื่อง การควบคุมและปอ งกนั การตดิ เชอื้ เทคนคิ ปลอดเชื้อ เทคนิคการทําใหป ราศจากเช้อื , หนาท่ี 3-40
บบุ ผา ดํารงกิตติกลุ . เอกสารประกอบการสอน บทที่ 3 เร่อื ง การดแู ลสุขวิทยาสว นบคุ คลและจดั สิ่งแวดลอ ม, หนาที่ 4-55
ปทมา ผาตภิ ัทรกุล. เอกสารประกอบการสอน บทท่ี 4.1 เรือ่ ง การประเมินภาวะสขุ ภาพเบอ้ื งตน การตรวจรางกาย, หนาท่ี 3-104
ปทมา ผาติภทั รกุล. เอกสารประกอบการสอน บทที่ 4.2 เรอ่ื ง การวัดสัญญาณชีพ, หนาที่ 3-67
พนมพร กีรติตานนท. เอกสารประกอบการเรยี น บทที่ 6 เรอื่ ง การใหอ อกซเิ จน การดดู เสมหะและการพนยา,หนาท่ี 7-76
พนมพร กรี ติตานนท. เอกสารประกอบการเรียน บทที่ 5 เรือ่ ง การดูแลเร่อื งการไดร ับสารอาหารทางสายยางสุขภาพอาหารและการสวนลางกระเพาะอาหารทกุ ชว งวยั ,หนาท่ี 6-50
นลินี แข็งสารกิ ิจ. (ม.ป.ป) . PRESSURE INJURY. สืบคน 21 สิงหาคม 2564, จาก shorturl.asia/KB89n
นิตยา ยะยอง, นุจนาถ จนั ทรหอม, พชั รี แกวคํามูล และเพชรตั น ศรีรตั นา . (ม.ป.ป) . การใชผา สามเหล่ียม (Triangular bandages). สบื คน 21 สงิ หาคม 2564, จาก

https://sites.google.com/site/karphanphaelbandaging/kar-chi-pha-samheliym-triangular-bandages-1
ศริ กิ ัญญา  อสุ าหพริ ยิ กุล.  (ม.ป.ป) . การกาํ หนดระดับและลักษณะของแผลกดทับ ( Staging Pressure Ulcer). สืบคน 21 สิงหาคม 2564, จาก https://sites.google.com/

site/kanom2551/3-kar-kahnd-radab-laea-laksna-khxng-phael-kd-thab-staging-pressure-ulcer
สมนกึ เภสชั . (2561) . 2 วธิ กี ารทําความสะอาดแผล. สืบคน 21 สิงหาคม 2564, จาก shorturl.asia/HXGY3
สดุ ถนอม ปตตาทะโน. เอกสารประกอบการสอนบทท่ี 7 เรอื่ ง หลกั การและเทคนิค การทาแผลพนั ผา และการดูแลทอระบาย, หนาที่ 4-52
สุนยี รัตน บุญศิลป. เอกสารประกอบการสอนบทท่ี 8 เรือ่ ง การดูแลเร่ืองการใหย าและใหสารนํา้ ทางหลอดเลือดดาทกุ ชว งวัย, หนา ท่ี 6-69
MGR online. (2564) . ตรวจโควิดมกี แ่ี บบ และRT-PCR คืออะไร เทียบกับ Rapid Antigen Test ตางกันอยางไร?. สบื คน 21 สงิ หาคม 2564, จาก https://mgronline.com/

qol/detail/9640000069621
NursingTimes. (2561) . Injection technique 1 : administering drugs via the intramuscular route. สืบคน 21 สิงหาคม 2564, จาก https://

www.nursingtimes.net/clinical-archive/assessment-skills/injection-technique-1-administering-drugs-via-the-intramuscular-route-23-07-2018/
Sakkarin Kungsukool. (ม.ป.ป) . Personal Protective Equipment (PPE). สบื คน 21 สงิ หาคม 2564, จาก shorturl.asia/PUcpI
subcutaneous injection. (ม.ป.ป) . สืบคน 21 สงิ หาคม 2564, จาก https://medical-dictionary.thefreedictionary.com/subcutaneous+injection


Click to View FlipBook Version