The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thawma, 2023-02-21 21:41:06

simple1

simple1

TENSE กาล Past = อดีต Present = ปัจจุบัน Future = อนาคต Past Simple Tense S + V2 Past Continuous Tense S + was/were + V.ing Past Perfect Tense S + had + V3 Past Perfect Continuous Tense S + had + been + V.ing Present Simple Tense S + V1 (s, es) Present Continuous Tense S + V. to be + V.ing Present Perfect Tense S + have/has + V3 Present Perfect Continuous Tense S + have/has + been + V.ing Future Simple Tense S + will + V1 Future Continuous Tense S + will + be + V.ing Future Perfect Tense S + will + have + V3 Future Perfect Continuous Tense S + will have + been + V.ing


PRESENT TENSES Present Simple Tense โครงสร้าง : S + V1 (s, es) S+V.to be หลักการใช้ : ใชกับเหตุการณ์ที่เกิดในปัจจุบัน ้ , ทำเป็นประจำ, เป็นจริง ทางวิทยาศาสตร์ ข้อสงเกต ั : always, usually, often, never, today, nowadays, everyday/month/year, normally, habitually, naturally


PRESENT TENSES • ลักษณะการใช้ PRESENT SIMPLE TENSE • 1. ใช้เพือพู่ดถึงความเป็ นจริงในชีวิตประจำวัน หรือความเป็ นจริงตามธรรมชาติ ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะเป็ นอดีตหรืออนาคตก็ตาม •    WHEN THE EARTH MOVES AROUND ITSELF, IT MAKES DAY AND NIGHT.     (เมื่อโลกหมุนรอบตัวเอง มันทำให ้เกิดกลางวันกลางคืน)     DURIAN IS THE KING OF FRUIT.    (ทุเรียนเป็นราชาผลไม ้) 2. ใชเพื่อพูดถึงเหตุการณ์ นิส ้ ย หรือการกระท ั ำที่เกิดขึนซ้ ้ำ ๆ บ่อย ๆ เป็ นประจำทุกวัน เชน่ •     I WALK TO SCHOOL EVERY DAY.    (ฉันเดินไปโรงเรียนทุกวัน)     NID ALWAYS HELP OTHER PEOPLE SO EVERYONE LOVES HER.  (นิดชวยเหลือคนอื่น ่ เป็นประจำ ดังนั้นทุกคนจึงรัก) 3. ใชเพื่อให้ค ้ ำแนะนำหรือการบอกทิศทาง เชน่ •     TURN OFF THE TELEVISION BEFORE GOING TO BED.    (ปิดโทรทัศน์ก่อนเข ้านอน)     YOU GO STRAIGHT FOR 300 METERS, THEN THE DESTINATION IS ON YOUR LEFT.    (คุณเดินตรงไป 300 เมตรและจุดหมายปลายทางจะอยู่ทางซายมือของคุณ ้ )


คำบอกเวลาใน PRESENT SIMPLE TENSE Adverbs of Frequency คำบอกเวลา Always สม่ำเสมอ, เป็นประจำ Frequently บ่อย ๆ Often บ่อย ๆ Usually โดยปกติ Hardly แทบจะไม่เคย Never ไม่เคย Rarely แทบจะไม่เคย Seldom นาน ๆ ครั้ง Sometimes บางครั้ง


PRESENT SIMPLE TENSE แล้ว ยังอาจพบคำว่า EVERY + ... • เชน ่ EVERY MONTH, EVERY MORNING, EVERY SATURDAY เพื่อบอกความถี่ของเหตุการณ์หรือการกระทำก็ได ้ เชน่ MY TEACHER ALWAYS DRINKS COFFEE IN THE MORNING. (ครูของฉันดื่มกาแฟในตอนเชาเป็นประจ ้ ำ) NADECH USUALLY GETS UP AT 7 O'CLOCK. (โดยปกติณเดชตื่นนอนตอนเจ็ดโมง) NARONG HARDLY READS BOOKS SO HE DOESN'T PASS THE EXAM. (ณรงค์แทบจะไม่เคยอ่านหนังสอ ดังนั้นเขาจึงสอบตก ื ) IT SELDOM RAINS IN THIS PART OF THE COUNTRY. (ฝนตกนาน ๆ ครั้งในพื้นที่นี้ของประเทศ) I FEEL LIKE SHE'S SELFISH SOMETIMES. (ฉันรู้สกว่าหล่อนเห็นแก่ตัวในบางครั้ง ึ ) KIMMY HANGS OUT WITH HER FRIENDS EVERY SATURDAY NIGHT. (คิมมี่ออกไปเที่ยวกับเพื่อนของเธอทุกคืนวันเสาร์)


รูปประโยคของ PRESENT SIMPLE TENSE • 1. ประโยคบอกเล่า • โครงสร้างของประโยคบอกเล่า : SUBJECT + VERB.1 + OBJECT + (คำบอกเวลา) ทั้งนี้คำกริยาชองที่ ่ 1 นั้นจะมีการเติม S หรือ ES ถ ้าหากประธานของประโยคเป็นเอกพจน์ (HE, SHE, IT) แต่ถ ้าประธานเป็น I, YOU หรือ ประธานพหูพจน์ (YOU (หลายคน), WE, THEY) ให ้คงรูปคำกริยานั้น ๆ ไว ้เชนเดิม เช ่น่ I GO TO UNIVERSITY BY BUS EVERY MORNING. (ฉันไปมหาวิทยาลัยโดยรถโดยสารประจำทางทุกเชา้) **ประโยคนี้ประธานคือ I แม ้จะเป็นเอกพจน์แต่เป็นข ้อยกเว ้น ดังกริยา GO จึงไม่ต ้องเติม S หรือ ES HE PLAYS GUITAR VERY WELL. (เขาเล่นกีตาร์เก่งมาก) **ประโยคนี้ประธานคือ HE เป็นเอกพจน์ กริยาคือ PLAY จึงต ้องเติม S THEY ENJOY PLAYING THE FOOTBALL. (พวกเขาสนุกกับการเล่นฟุตบอล) **ประโยคนี้ประธานคือ THEY เป็นพหูพจน์ กริยาคือ ENJOY จึงไม่ต ้องเติม S หรือ ES


ความรู้เพิ่มเติม : หลักการเติม S,ES • คือ คำกริยาที่ลงท ้ายด ้วย CH, O, S, SS, SH, X ให ้เติม ES เมื่อประธานของประโยคเป็นเอกพจน์ (HE, SHE, IT) เชน่ SHE WASHES HER CAR. ประธานของประโยคคือ SHE ซงเป็นเอกพจน์ ค ึ่ ำกริยาคือ WASH ที่ลงท ้ายด ้วย SH จึงต ้องเติม ES ต่อท ้าย สวนค่ ำกริยาอื่น ๆ ที่ไม่ได ้ลงท ้ายด ้วยพยัญชนะทั้ง 6 ตัวนั้น ให ้เติม S หลังคำกริยาในประโยคที่มี ประธานเป็นเอกพจน์ได ้เลย เชน่


• MY MOM COOKS SOME FOOD FOR ME. ประธานของประโยคคือ MY MOM ซงเป็นเอกพจน์ เราใช ึ่ ้SHE แทน MY MOM ได ้ • คำกริยาคือ COOK ที่ไม่ได ้ลงท ้ายด ้วยพยัญชนะตามกฎ จึงเติม S ได ้ทันที และถ ้าหากคำกริยานั้นลงท ้ายด ้วย Y ให ้เปลี่ยน Y เป็น I แล ้วเติม ES • ท ้ายคำกริยานั้น เชน ่ STUDY - STUDIES, FLY - FLIES, CARRY - CARRIES เป็นต ้น • แต่มีข ้อยกเว ้นคือ ถ ้าหากหน้า Y เป็นสระ (A, E, I, O, U) ให ้เติม S ได ้ทันที เชน ่ PLAY - PLAYS, BUY - BUYS, STAY - STAYS


• 2. ประโยคคำถาม • โครงสร ้างของประโยคคำถามใน PRESENT SIMPLE TENSE มีสองรูปแบบคือ แบบที่ 1 : VERB TO BE + SUBJECT + OBJECT/สวนขยาย ่ + (คำบอกเวลา) ? ใชเมื่อในประโยคนั้นมี ้ V. TO BE (IS, AM, ARE) ปรากฎอยู่ เชน่ SHE IS MY SISTER.--> IS SHE YOUR SISTER ? (เธอเป็นน้องสาวคุณหรือเปล่า?) เมื่อเห็น V. TO BE ในประโยคให ้นำ V. TO BE ขึ้นต ้นประโยคนำหน้าประธานได ้เลย เพียงเท่านี้ก็จะกลายเป็นประโยคคำถาม (และอย่าลืมเปลี่ยนคำสรรพนามด ้วยนะคะ จาก MY เป็น YOUR)


• แบบที่ 2 : VERB TO DO + SUBJECT + VERB.1 + OBJECT + (คำบอก เวลา)? ใชเมื่อประโยคนั้นไม่มี ้ V. TO BE จึงต ้องนำ V. TO DO ได ้แก่ DO กับ DOES เข ้า มาชวย โดยขึ้นต ้นประโยคน ่ ำหน้าประธาน ซงมีวิธีการใช ึ่ ที่แตกต่างกันคือ ้ DO ใช ้ นำหน้า I, YOU และประธานที่เป็นพหูพจน์ (YOU, WE, THEY) สวน ่ DOES ใชน้ำ หน้าประธานที่เป็นเอกพจน์ (HE, SHE, IT) และคำกริยาคงรูปชองที่ ่ 1 เหมือนเดิม โดยไม่ต ้องเติม S, ES เชน่ • THEY PLAY FOOTBALL EVERY EVENING. ---> DO THEY PLAY FOOTBALL EVERY EVENING? (พวกเขาเล่นฟุตบอลทุกเย็นหรือเปล่า?) ประโยคนี้ไม่มี V. TO BE อยู่ในประโยค จึงนำ V. TO DO มาใชขึ้นต ้นประโยคน ้ ำ หน้า THEY ซงเป็นประธานพหูพจน์ ึ่


• THAT CAT EATS FISH. ---> DOES THAT CAT EAT FISH ? (แมวตัวนั้นกินปลาหรือเปล่า?) ประโยคนี้ไม่มี V. TO BE อยู่ในประโยค จึงนำ V. TO DO นั่นก็คือ DOES มาใชขึ้นต ้นประโยคน ้ ำหน้า THAT CAT หรือก็คือ IT ซงเป็นประธานเอกพจน์ โดยค ึ่ ำกริยาคือ EAT มีการตัด S ออกในประโยคคำถาม • 3. ประโยคปฏิเสธ รูปแบบประโยคปฏิเสธใน PRESENT SIMPLE TENSE มีสองรูปแบบคล ้ายกับรูปแบบประโยคคำถามคือ แบบที่ 1 : SUBJECT + VERB TO BE + NOT + OBJECT/สวนขยาย ่ + (คำบอกเวลา) ใชเมื่อในประโยคนั้นมี ้ V. TO BE (IS, AM, ARE) ปรากฎอยู่ เชน่ I AM YOUR SERVANT. ---> I AM NOT YOUR SERVANT. (ฉันไม่ได ้เป็นคนรับใชของคุณ้ ) เมื่อเห็น V. TO BE ในประโยคให ้เติม NOT ไว ้หลัง V. TO BE ได ้ทันที เพียงเท่านี้ก็จะกลายเป็นประโยค ปฏิเสธ


• แบบที่ 2 : SUBJECT + VERB TO DO + NOT + VERB.1 + OBJECT + (คำบอกเวลา) แบบที่สองใชเมื่อประโยคนั้นไม่มี ้ V. TO BE จึงต ้องนำ V. TO DO ได ้แก่ DO กับ DOES เข ้ามาชวยแล ้วตามหลังด ้วย ่ NOT เพื่อบอกความปฏิเสธ สวนค่ ำกริยาให ้คง รูปชองที่ ่ 1 เหมือนเดิมโดยไม่ต ้องเติม S,ES เชน่ HE WATCHES TELEVISION AT HOME. ---> HE DOES NOT WATCH TELEVISION AT HOME. (เขาไม่ได ้ดูโทรทัศน์อยู่ที่บ ้าน) ประโยคนี้ไม่มี V. TO BE อยู่ในประโยค จึงนำ V. TO DO นั่นก็คือ DOES มาเป็นก ริยาชวยและตามด ้วย ่ NOT เพื่อบอกรูปปฏิเสธ สวนค่ ำกริยาเมื่ออยู่ในรูปปฏิเสธแล ้ว ให ้ตัด S,ES ทิ้งคงเหลือคำกริยาชองที่ ่ 1 รูปเดิม


PRESENT TENSES Present Continuous Tense โครงสร้าง : S + V. to be + V.ing หลักการใช้ : ใชกับเหตุการณ์ที่ก ้ ำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ข้อสงเกต ั : now, right now, at this moment, at the moment, at present


ลักษณะการใช้ PRESENT CONTINUOUS TENSE • 1. ใชเพื่อบอกเล่าเหตุการณ์หรือการกระท ้ ำในปัจจุบันที่กำลังดำเนินอยู่และยังไม่จบลง (จะจบลงในอนาคต) โดย อาจพบคำบอกเวลา (ADVERBS OF TIME) ปรากฏอยู่ในประโยคด้วย เชน ่ NOW, AT THE MOMENT, RIGHT NOW เป็ นต้น ตัวอย่างการใชเช้น่ • I AM STUDYING AT CHULALONGKORN UNIVERSITY. (ฉันกำลังศกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ึ มหาวิทยาลัย) PALM IS TRYING TO LOSE WEIGHT NOW. (ปาล์มกำลังพยายามลดน้ำหนักอยู่ตอนนี้) • 2. ใชกับเหตุการณ์หรือการกระท ้ ำที่กำลังเป็ นกระแสหรือเป็ นที่นิยมอยู่ในขณะนั้น เชน่ • THESE DAY, MOST PEOPLE ARE FAVORING HEALTHY FOOD. (ปัจจุบันผู้คนสวนใหญ่ก ่ ำลังนิยมอาหารเพื่อ สุขภาพ) • 3. ใชกับเหตุการณ์หรือการกระท ้ ำที่กำลังจะเกิดขึนในอนาคต โดยมีการเตรียมและวางแผนไว้ล่วงหน้าอย่าง้ แน่นอนแล้ว และมักพบคำบอกเวลา (ADVERBS OF TIME) เชน ่ TONIGHT, THIS EVENING, TOMORROW, NEXT WEEK เป็ นต้น ตัวอย่างการใชเช้น่ • I AM MEETING MY PARENT TONIGHT. (ฉันจะพบกับพ่อแม่ในคืนนี้) CHERPRANG AND PUN ARE GOING ON HOLIDAY NEXT WEEK. (เฌอปรางและปัญจะไปพักร้อนสปดาห์หน้า ั ) • ตัวอย่างเชน่ • SUWICH IS CONSTANTLY TALKING. I WISH HE WOULD SHUT UP.


• 4. ใชกับเหตุการณ์หรือการกระท ้ ำที่เกิดขึนบ่อยจนเกินไป ท ้ ำให้ซ้ำ ซากและ น่าเบื่อ (สุวิชพูดไม่หยุดเลย ฉันหวังว่าเขาจะหยุดพูดเสยที ี ) **ผู้พูดแสดงอาการรำคาญจากการพูดไม่หยุดของสุวิช I DON'T LIKE GANGSTER NEAR MY HOUSE BECAUSE THEY ARE ALWAYS MAKING NOISY. (ฉันไม่ชอบกลุ่มอันธพาลใกล ้บ ้านของฉัน เพราะ พวกเขามักจะทำเสยงดังเสมอ ี ) **ถึงแม ้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประจำ แต่มันเกินพอดีจึงใชในรูปประโยค ้ PRESENT CONTINUOUS TENSE


รูปประโยคของ PRESENT CONTINUOUS TENSE • 1. ประโยคบอกเล่า • โครงสร้างประโยคบอกเล่า : SUBJECT + V. TO BE + VERB. เติม ING + OBJECT + (คำบอกเวลา) สงที่เราต ้องค ิ่ ำนึงในรูปประโยคของ PRESENT CONTINUOUS TENSE คือการใช ้V. TO BE ซงประกอบด ้วย ึ่ IS, AM, ARE โดยจะเลือกใช ้V. TO BE ตัวใดนั้นให ้สงเกตที่ประธานของประโยค ถ ้าประธานเป็น ั HE, SHE, IT ให ้ใช ้IS แต่ถ ้า ประธานเป็น I ให ้ใช ้AM และถ ้าประธานเป็น YOU, WE, THEY ให ้ใช ้ARE และเปลี่ยนรูปคำกริยาโดยการเติม ING ตัวอย่างเชน่ MY SISTER IS PLAYING VIOLIN. (น้องสาวของฉันกำลังเล่นไวโอลิน) ** ประโยคนี้ประธานคือ MY SISTER หรือใช ้SHE แทนได ้ จึงต ้องตามด ้วย V. TO BE คือ IS และเติม ING หลังคำว่า PLAY WE ARE READING NEWSPAPER NOW. (พวกเรากำลังอ่านหนังสอพิมพ์ตอนนี้ ื ) ** ประโยคนี้ประธานคือ WE ซงเป็นพหูพจน์ ต ้องตามด ้วย ึ่ V. TO BE คือ ARE และเติม ING หลังคำว่า READ I AM SLEEPING UNDER THE TREE. (ฉันกำลังนอนอยู่ใต ้ต ้นไม ้) ** ประโยคนี้ประธานคือ I ซงถึงแม ้ว่าจะเป็นเอกพจน์ แต่จะต ้องตามด ้วย ึ่ V. TO BE คือ AM เท่านั้น และเติม ING หลัง คำว่า SLEEP


ความร ู ้เพิมเติม ่ : หลักการเติม ING ท้ายคำกริยาโดยทั่วไป สามารถเติม ING ได้เลย แต่มีข้อยกเว้นบางกรณี ดังนี ้ • 1. คำกริยานั้นมีสระเสยงสีน ั้ (อะ อิ อุ เอะ โอะ ฯลฯ) และโดยมากมักเป็น A, E, I, O, U อยู่หน้าพยัญชนะท ้าย หรือคำกริยานั้น ๆ มีตัวสะกดเพียงตัว เดียว ก่อนเติม ING ให ้เพิ่มตัวสะกดของคำนั้นซ้ำ อีกตัวหนึ่งแล ้วจึงเติม ING เชน่ • SIT ---> SITTING CUT ---> CUTTING GET ---> GETTING SHOP ---> SHOPPING 2. คำกริยานั้นลงท ้ายด ้วย E ให ้ตัด E ทิ้งแล ้วเติม ING เชน่ • COME ---> COMING DRIVE ---> DRIVING MAKE ---> MAKING RIDE ---> RIDING SMOKE ---> SMOKING 3. คำกริยาที่มีสระ 2 ตัว (A, E, I, O, U) ให ้เติม ING ได ้เลย เชน่ • COOK ---> COOKING KEEP ---> KEEPING READ ---> READING 4. คำกริยาที่ลงท ้ายด ้วย IE ให ้เปลี่ยน IE เป็น Y แล ้วจึงเติม ING เชน่ • DIE ---> DYING LIE ---> LYING 5. คำกริยาที่มีสองพยางค์ และออกเสยงหนัก ี (STRESS) ที่พยางค์หลัง โดยพยางค์นั้นมีสระและตัวสะกดเพียงตัวเดียว ให ้เพิ่มตัวสะกดของคำนั้นซ้ำ อีกตัว หนึ่งแล ้วจึงเติม ING เชน่ • BEGIN ---> BEGINNING REFER ---> REFERRING SWIM ---> SWIMMING


• 2. ประโยคคำถาม • โครงสร้างประโยคคำถาม : V. TO BE + SUBJECT + VERB. เติม ING + OBJECT + (คำบอกเวลา)? ประโยคคำถามใน PRESENT CONTINUOUS TENSE ไม่มีกฎอะไรมากมายเลยค่ะ เพียงแค่สลับที่ V. TO BE ขึ้นมาไว ้ต ้นประโยค โดยต ้องพิจารณาการเลือกใช ้V. TO BE ตามประธานของประโยคด ้วย เพียงเท่านี้ก็จะได ้ประโยคคำถาม ตัวอย่าง เชน่ IS IT RAINING AT THE MOMENT ? (ฝนกำลังตกอยู่ตอนนี้หรือเปล่า?) ARE YOU LYING TO ME ? (คุณกำลังโกหกฉันหรือเปล่า?)


• 3. ประโยคปฏิเสธ • โครงสร้างประโยคปฏิเสธ : SUBJECT + V. TO BE + NOT + VERB. เติม ING + OBJECT + (คำบอกเวลา) สำ หรับรูปประโยคปฏิเสธคงรูปเดิมคล ้ายกับประโยคบอกเล่า แต่เพิ่ม NOT ขึ้นมา หลัง V. TO BE เพียงเท่านี้ก็จะเป็นประโยคปฏิเสธใน PRESENT CONTINUOUS TENSE ตัวอย่างเชน่ THE STUDENTS ARE NOT STUDYING SCIENCE. (นักเรียนไม่ได ้กำลังเรียนวิชาวิทยาศาสตร์) SUNISA IS NOT DOING HOMEWORK. (สุนิสาไม่ได ้กำลังทำการบ ้าน) I AM NOT SWIMMING IN THE CANAL. (ฉันไม่ได ้กำลังว่ายน้ำอยู่ในลำคลอง)


ข้อควรจำ : คำกริยาบางตัวไม่สามารถนำมาใช้ใน ร ู ปประโยค PRESENT CONTINUOUS TENSE ได้ 1. กริยาที่แสดงถึงประสาทสมผัสทั้งห ้า ั เชน ่ SEE, HEAR, FEEL, TASTE, SMELL เป็นต ้น 2. กริยาที่แสดงความรู้สก นึกคิด ึ เชน ่ BELIEVE, KNOW, UNDERSTAND, FORGET, REMEMBER, RECOGNIZE, FEAR เป็นต ้น 3. กริยาที่แสดงความชอบและไม่ชอบ เชน ่ LOVE, LIKE, HATE, DISLIKE, DESIRE เป็นต ้น 4. กริยาที่แสดงความต ้องการ เชน ่ WANT, WISH, PREFER เป็นต ้น


เปรียบเทียบ PRESENT SIMPLE VS PRESENT CONTINUOUS หัวข้อ Present Simple Present Continuous โครงสร้าง ประโยค บอกเล่า - S + V1 (ประธานเอกพจน์ V1 เติม s/es) - S + กริยาชวย ่ + V1 (V1 ไม่เติม s/es) S + is/am/are + V-ing ปฏิเสธ - S + don’t / doesn’t + V1 - S + Vชวย ่ + not + V1 **(V1 ไม่เติม s/es) Ex 1. I don’t like horror films. (ฉันไม่ชอบหนังสยองขวัญ) Ex 2. He doesn’t work on Monday. (เขาไม่ทำงานในวันจันทร์) Ex 3. She shouldn’t drive a car. (เธอไม่ควรขับรถ) S + is/am/are + not + Ving Ex. We aren’t going home. (พวกเราไม่ได ้กำลังจะกลับ บ ้าน)


คำถาม - Do / Does + S + V1? - V ชวย ่+ S + V1? **(V1 ไม่เติม s/es) Ex 1. Do you like coffee. (คุณชอบกาแฟไหม?) Ex 2. Can you swim? (คุณว่ายน้ำเป็นไหม?) Is/Am/Are + S + V-ing? Ex. Are you playing football in the evening? (เย็นนี้คุณจะเล่นฟุตบอลไหม?) คำถาม Wh - Question Who/What/Where/When/Why/ How + do/does + S + V1? Ex. When do you want to meet me . (คุณอยากพบฉันเมื่อไหร่?) Who/What/Where/When/Why/How + is/am/are + S + V-ing Ex. Where are you going to? (คุณกำลังจะไปไหน?) หัวข้อ Present SimplePresent Continuous


เปรียบเทียบ PRESENT SIMPLE VS PRESENT CONTINUOUS หลัก การใช ้ 1. พูดถึงสงที่เป็นความจริงทั่วไป ิ่ 2. พูดถึงนิสย หรือกิจวัตรที่ท ั ำเป็นประจำในปัจจุบัน 3. พูดถึงสงที่ก ิ่ ำหนดว่าจะทำในอนาคต 4. สรุปเรื่องราวจากละคร ภาพยนตร์ นิยาย หรือรายงาน การแข่งกีฬาแบบเรียลไทม์ 1.พูดถึงสงที่ก ิ่ ำลังทำหรือกำลังเกิดขึ้นอยู่ ในขณะที่พูด 2.พูดเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล ้หรือ ต ้องเป็นอย่างนั้นแน่ ๆ ข ้อควร iระวัง 1. ประธานเอกพจน์ (he, she, it, the library, etc.) V1 ต ้องเติม s หรือ es 2. ถ ้าในโครงสร้างที่มีกริยาชวย ่ V1 ไม่ต ้องเติม s หรือ es กริยาในกลุ่ม Stative Verbs ใชใน้ Present Continuous ไม่ได ้ (เติม ingไม่ได ้) ตัวอย่ าง I play tennis. (สอว่าเล่นเทนนิสอยู่เสมอ เป็นกิจวัตรหรือ ื่ สงที่ท ิ่ ำเป็นประจำ เรียกได ้ว่าเป็นสถานการณ์ถาวร) Brother watches cartoons every day. (น้องชายดูการ์ตูนทุกวัน) I am playing tennis. (สอว่าก ื่ ำลังเล่นเทนนิสอยู่ ใน ขณะนั้น และจะจบเกมในไม่ชา เรียกได ้ว่าเป็น ้ สถานการณ์ชวคราว ั่ ) Brother is watching a film now. (ตอนนี้น้องชายกำลังดูหนังอยู่)


คำกริยาทีห้ามเติม ่ -ING ใน PRESENT CONTINUOUS TENSE Stative verb ความหมาย หมายเหตุ believe (บิลิฟ) เชอ ื่ belong (บิลอง) เป็นของ cost (คอสท) ราคา dislike (ดิสไลค์) ไม่ชอบ envy (เอ็นวิ) อิจฉา fear (เฟีย) กลัว forget (ฟอเก็ท) ลืม hate (เฮท) เกลียด have (แฮฝ) มี ถ ้าเป็น Dynamic verb หมายถึง กิน หรือใชในส ้ ำ นวน เติม –ing ได ้ hear (เฮยี) ได ้ยิน know (โน) รู้จัก like (ไลค) ชอบ love (เลิฟ) รัก


คำกริยาทีห้ามเติม ่ -ING ใน PRESENT CONTINUOUS TENSE Stative verb ความหมาย หมายเหตุ prefer (พริเฟอ) ชอบ…มากกว่า see (ซ)ี เห็น (ด ้วยตา), เข ้าใจ ถ ้าเป็น Dynamic verb หมายถึง พบ, คบหากับ.... เติม –ing ได ้ seem (ซมี) ดูเหมือน smell (สเมล) ได ้กลิ่น ถ ้าเป็น Dynamic verb หมายถึง ดม กลิ่น เติม –ing ได ้ sound (ซาวด) ดูเหมือนว่า taste (เทสท) มีรสชาติ ถ ้าเป็น Dynamic verb ชม เติม – ิ ing think (ธิงค) คิดว่า (เป็นความคิดเห็น) ถ ้าเป็น Dynamic verb หมายถึง คิด พิจารณา, มีอยู่ในหัว เติม –ing ได ้ understand (อันเดอะสแตนด) เข ้าใจ want (ว็อนท ต ้องการ weigh เว หนัก (มีน้ำหนัก)


PRESENT TENSES Present Perfect Tense โครงสร้าง : S + have/has + V3 หลักการใช้: เล่าเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและดำเนินมาถึงปัจจุบัน หรือสงผลถึงปัจจุบัน ่ ข้อสงเกต ั: since, for, just, yet, already, never, ever


หลักการใช้ PRESENT PERFECT TENSE อดีตถึงปัจจุบันยังคง อย ู ่ Present Perfect Tense เป็ น Tense เป็นเหตุการณ์ในอดีตที่มีผลต่อเนื่องถึงปัจจุบัน โครงสร้างของ Present Perfect Tense คือ SUBJECT  +  HAS / HAVE +  V3 has / have ผันตามประธาน ดังนี้ - ประธานเป็นเอกพจน์ (He, She, It, John, Jane) ใช ้Has - ประธานเป็นพหูพจน์ (I, You, We, They, The dogs, Students) ใช ้Have


หลักการใช้ PRESENT PERFECT TENSE อดีตถึงปัจจุบันยังคง อย ู ่ หลักการใช้Present Perfect Tense คือ 1. ใชกับเหตุการณ์ที่เพิ่งจบไป หรือเพิ่งจบลงใหม่ ๆ มักจะมีค ้ ำว่า just, already หรือ yet ในประโยค เชน่ Has the train arrived yet? (รถไฟมาถึงหรือยัง) Daniel has just informed us where to meet tomorrow. (แดเนียลเพิ่งแจ ้งเราว่าพรุ่งนี้จะให ้ไปเจอกันที่ไหน) 2. ใชกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตและมีผลหรือยังคงสภาพจนถึงปัจจุบัน ้ แต่เหตุการณ์นั้นได ้ จบลงไปแล ้ว โดยสวนใหญ่จะมี ่ คำว่า since, for, ever since, so far อยู่ในประโยค เชน่ I’ve known her for years. (ฉันรู้จักเธอมาหลายปีแล ้ว) Wendy has lived here ever since. (เวนดี้อยู่ที่นี่มาตั้งแต่บัดนั้น)


• 3. ใชในการเล่าประสบการณ์ต่าง ๆ ส ้ วนใหญ่จะมีค ่ ำว่า never, ever, once, twice รวมอยู่ด ้วย เชน่ Have you ever been to Japan? (คุณเคยไปประเทศญี่ปุ่ นไหม) She has been to Japan twice. (เธอเคยไปญี่ปุ่ นสองครั้ง) 4. ใชในโครงสร ้าง ้ If-clause แบบที่ 1 ในสวนของเงื่อนไขที่แสดงว่าถ ้าท ่ ำเหตุ การณ์หนึ่งเสร็จแล ้วอีกเหตุการณ์จะเกิดขึ้น เชน่ The children can go out, if they have finished their homework. • (เด็ก ๆ สามารถออกไปเล่นข ้างนอกได ้ ถ ้าพวกเขาทำการบ ้านเสร็จ)


PRESENT TENSES Present Perfect Continuous Tense โครงสร้าง : S + have/has + been + V.ing หลักการใช้: ใชกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ้ ข้อสงเกต ั: for an hour, for a week, for a long time, for….years, all day, all morning, since, how long


หลักการใช้PRESENT PERFECT CONTINUOUS จากอดีตเรื่อยมาถึงปัจจุบัน โครงสร้างของ Present Perfect Continuous Tense Subject + has / have + been + V.ing + Object has / have ผันตามประธาน ดังนี้ ประธานเป็ นเอกพจน์ (He, She, It, John, Jane) ใช ้Has ประธานเป็ นพหูพจน์ (I, You, We, They, The dogs, Students) ใช ้Have


หลักการใช้ PRESENT PERFECT CONTINUOUS TENSE • 1. ใชกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เช ้น่ LISA HAS BEEN LIVING IN NEW YORK SINCE 2004.ลิซาอาศ่ ยอยู่ที่นิวยอร์กตั้งแต่ปี ั 2004 (อาศยอยู่ตั้งแต่ปี ั 2004 และตอนนี้ก็ยังอาศยอยู่ที่นิวยอร์ก ั ) MY SISTER HAS BEEN TALKING ON THE PHONE FOR AN HOUR! น้องสาวของฉันคุย โทรศพท์มาเป็นช ั วโมงแล ้ว ั่ (เริ่มคุยตั้งแต่หนึ่งชวโมงที่แล ้ว และตอนนี้ก็ยังคุยอยู่ ั่ ) 2. ใชพูดแทน ้ PRESENT PERFECT ได ้ในความหมายที่เหมือนกัน HOW LONG HAVE YOU BEEN LEARNING ENGLISH? หรือ HOW LONG HAVE YOU LEARNED ENGLISH? คุณเรียนภาษาอังกฤษมาเท่าไหร่แล ้ว


• NOTE: กริยาที่ไม่แสดงความต่อเนื่องของการกระทำจะไม่สามารถใช ้TENSE นี้ ได ้ เชน่ เราจะไม่พูดว่า THE CLOCK HAS BEEN STOPPING เนื่องจากคำว่า STOP เป็นกริ ยาที่ไม่แสดงความต่อเนื่อง ดังนั้นเราจึงต ้องพูดว่า THE CLOCK HAS STOPPED เพื่อบอกว่านาฬกาหยุดทิำงาน ซงผลของการกระท ึ่ ำคือเข็มนาฬกาไม่เดิน ิ ตัวอย่างของกริยาที่ไม่แสดงความต่อเนื่อง เชน ่ BELIEVE, COST, DISLIKE, ENVY, FORGET, HATE, KNOW, LIKE, LOVE, NEED, SEE, TASTE, UNDERSTAND หรือ WANT เป็นต ้น นอกจากนี้จะไม่ใช ้JUST, ALREADY, NEVER, FINALLY กับ PRESENT PERFECT CONTINUOUS TENSE


ความแตกต่างระหว่าง PRESENT PERFECT กับ PRESENT PERFECT CONTINUOUS • PRESENT PERFECT จะอธิบายถึงสงที่เกิดขึ้นและจบลงไปแล ้ว แต่ผลของการกระ ิ่ ทำดังกล่าวยังแสดงให ้เห็นอยู่ แต่ PRESENT PERFECT CONTINUOUS • จะอธิบายถึงสงที่เกิดขึ้นหรือส ิ่ งที่ท ิ่ ำตั้งแต่ในอดีตและยังคงทำต่อมาเรื่อย ๆ จนถึง ปัจจุบัน เน้นว่ากำลังกระทำสงนั้นอยู่ ไม่ใช ิ่ ผลของส่ งที่ท ิ่ ำ เชน่ HOW LONG HAVE YOU KNOWN HER? คุณรู้จักเธอมานานแค่ไหนแล ้ว • **คำว่า KNOWN เป็นกิริยาที่ไม่แสดงความต่อเนื่อง และการทำความรู้จักนั้นคือได ้ ทำความรู้จักกันไปตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันและจบลงไปแล ้ว แต่สถานะความเป็น เพื่อนยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน ซงความเป็นเพื่อนคือผลของการท ึ่ ำความรู้จัก จึง ต ้องใช ้ PRESENT PERFECT TENSE


• HOW LONG HAVE YOU BEEN WORKING WITH NANCY? • คุณทำงานกับแนนซมานานแค่ไหนแล ้ว ี่ • **เป็นการเน้นที่การกระทำว่าทำงานด ้วยกันมานานแค่ไหน และตอนนี้ก็ยังทำงา นกับแนนซอยู่ เนื่องจากเป็นการพูดถึงความต่อเนื่องตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ี่ และปัจจุบันก็ยังคงกระทำสงนั้นอยู่ จึงต ้องใช ิ่ ้PRESENT PERFECT CONTINUOUS TENSE


หลักเกณฑ์การเติม ED ที่คำกริยา • 1. กริยาที่ลงท้ายด้วย E ให้เติม D ได้เลย เชน่ • LOVE เป็ น LOVED MOVE เป็ น MOVED HOPE เป็ น HOPED ETC. • 2. กริยาที่ลงท้ายด้วย Y และหน้า Y เป็ นพยัญชนะให้เปลี่ยน Y เป็ น I แล้วเติม ED เชน่ • CRY เป็ น CRIED CARRY เป็ น CARRIED MARRY เป็ น MARRIED TRY เป็ น TRIED ETC. • 3. กริยาที่ลงท้ายด้วย Y แต่หน้า Y เป็ นสระ ให้เติม ED ได้เลย เชน่ • PLAY เป็ น PLAYED ENJOY เป็ น ENJOYED STAY เป็ น STAYED ETC.


หลักเกณฑ์การเติม ED ที่คำกริยา • 4. กริยาที่มีพยางค์เดียว มีสระตัวเดียวและลงท้ายด้วยตัวสะกดตัวเดียว ให้เพิ่มตัวสะกดนั้นอีก 1 ตัว แล้วจึงเติม ED เชน่ • PLAN เป็ น PLANNED RUB เป็ น RUBBED STOP เป็ น STOPPED • ยกเว้น TAX เป็ น TAXED และ TOW เป็ น TOWED • 5.กริยามีเสยงี 2พยางค์แต่ลงเสยงหนัก ี (STRESS)พยางค์หลังและพยางค์หลังมีสระตัวเดียวตัวสะกด ตัวเดียวให้เติมตัวสะกดนั้นอีก 1 ตัวก่อน แล้วจึงเติม ED เชน่ • REFER เป็ น REFERRED PERMIT เป็ น PERMITTED • ยกเว้น คำกริยานั้นออกเสยงหนักที่พยางค์แรกให้เติม ี ED ได้เลย เชน่ • COVER เป็ น COVERED OPEN เป็ น OPENED GATHER เป็ น GATHERED • 6. นอกจาก ข้อ 1-5 ให้เติม ED ที่คำกริยาได้เลย เมื่อต้องการทำให้เป็ นกริยาชอง ่ 2


Click to View FlipBook Version