The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นวัตกรรมพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ใบเลี้ยงคู่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by bejeta_alisa, 2021-10-08 22:14:17

นวัตกรรมพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ใบเลี้ยงคู่

นวัตกรรมพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ใบเลี้ยงคู่



คำนำ

ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 4
เรื่อง พืชใบเล้ยี งเดยี่ วและพืชใบเลยี้ งคู่ เปน็ เอกสารประกอบการเรียนการสอนทีจ่ ดั ทาขน้ึ เพื่อใช้เปน็
เครือ่ งมอื ในการจัดกิจกรรมการเรยี นรใู้ หก้ ับนกั เรยี น เพอื่ ใหน้ ักเรยี นได้ศกึ ษาคน้ คว้าหาความร้แู ละ
ประเมินผลความรไู้ ดด้ ้วยตนเอง โดยได้จัดใหม้ เี นอ้ื หาและกระบวนการเรยี นรู้ทเี่ ปน็ ระบบ เรยี นรูจ้ ากงา่ ย
ไปหายาก ซ่ึงหากนักเรยี นปฏิบตั ิกิจกรรมตามคาแนะนาอย่างครบถว้ นจะทาให้นกั เรยี นมีความรู้ความ
เขา้ ใจเกย่ี วกบั พชื ใบเล้ียงเดย่ี วและพชื ใบเลยี้ งคู่ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนยี้ งั เป็นการฝึกใหน้ ักเรียนมี
ความสนใจ ใฝ่รแู้ ละแสวงหาความร้ดู ้วยตนเอง ฝึกความมวี นิ ัยและความซ่อื สตั ยต์ อ่ ตนเอง สง่ เสรมิ นสิ ัย
รักการอา่ นเพอ่ื ให้เกิดนสิ ัยรักการเรียนรอู้ ย่างต่อเน่ืองอนั จะเปน็ ประโยชนต์ ่อการศึกษาตอ่ ไปในอนาคต

หวังเป็นอยา่ งยงิ่ วา่ เอกสารเล่มน้จี ะเปน็ ประโยชน์และใหค้ วามร้แู ก่นกั เรียน ครู อาจารยแ์ ละผู้
ทีส่ นใจได้เป็นอย่างดี

อลิษา อุไรรตั น์



สำรบญั หน้ำ

เรอ่ื ง
คานา ข
สารบัญ 1
คาชแ้ี จงการใช้เอกสารประกอบการเรยี น
คาชี้แจงสาหรบั ครู 2
คาชี้แจงสาหรับนกั เรียน 3
บทบาทของนักเรียน 4
มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตวั ชีว้ ัด
สาระสาคญั 5
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ 5
แบบทดสอบก่อนเรยี น
กระดาษคาตอบแบบทดสอบก่อนเรียน 6
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น 7
กิจกรรมการเรียนรทู้ ่ี 1 เรยี นรู้พืชดอกและพชื ไม่มดี อก 12
กิจกรรมการเรียนรู้ที่ 2 เรยี นรู้พชื ใบเล้ยี งเดย่ี วและพืชใบเลีย้ งคู่
กจิ กรรมการเรียนร้ทู ี่ 3 สรปุ กจิ กรรม 13
แบบทดสอบหลังเรียน 14
แนวคาตอบการให้คะแนนแบบบันทกึ กิจกรรม
เอกสารอา้ งองิ 22
39
42

49
61

1

คำชีแ้ จงกำรในกำรใชเ้ อกสำรประกอบกำรเรยี น

เรือ่ ง พืชใบเลี้ยงเด่ยี วและพชื ใบเลี้ยงคู่

เอกสารประกอบการเรยี น เร่อื ง พืชใบเลีย้ งเดยี่ วและพืชใบเลี้ยงคู่ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยชี ั้นประถมศกึ ษาปีที่ 4 ชดุ นี้ได้จัดทาขึน้ เพอื่ ใชเ้ ป็นเคร่ืองมือในการจดั
กิจกรรมการเรยี นรู้ให้กับนกั เรยี น เพ่ือให้นักเรียนได้ศึกษาค้นควา้ หาความรู้และประเมนิ ผลความรู้ได้
ด้วยตนเอง โดยไดจ้ ัดใหม้ ีเน้ือหาและกระบวนการเรียนรูท้ ่ีเปน็ ระบบ เรียนรู้จากงา่ ยไปหายาก เอกสาร
ประกอบการเรยี นนไี้ ดแ้ บง่ เนอื้ หาเพ่ือให้งา่ ยต่อการจัดการเรียนรู้เป็นจานวน 3 กิจกรรม
ประกอบดว้ ย

กจิ กรรมการเรียนรู้ ที่ 1 เรือ่ ง เรยี นร้พู ืชดอกและพืชไมม่ ดี อก
กจิ กรรมการเรยี นรู้ ท่ี 2 เรื่อง พืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพชื ใบเล้ยี งคู่
กจิ กรรมการเรยี นรู้ ที่ 3 เรอื่ ง สรปุ ความรู้
เอกสารประกอบการเรียน เรือ่ งพชื ใบเลี้ยงเด่ียวและพืชใบเลีย้ งคู่ ไดร้ บั การตรวจสอบจาก
ผเู้ ช่ยี วชาญ และได้รับการสนับสนนุ จากผ้อู านวยการและคณะครู โรงเรยี นชมุ ชนนคิ มทบั กวาง
สงเคราะห์ 1 ทุกคนเป็นอย่างดี

2

คำชี้แจงสำหรบั ครู

การใชเ้ อกสารประกอบการเรยี น เร่อื งพืชใบเลย้ี งเดย่ี วและพืชใบเลี้ยงคู่ ใช้สาหรบั จัดกิจกรรม
การเรยี นการสอน กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 4
ครมู บี ทบาทสาคญั ดังนี้
1. ศกึ ษาแผนการจัดการเรียนรู้ เรอ่ื ง พืชใบเลี้ยงเด่ียวและพชื ใบเลี้ยงคู่ ให้เข้าใจ
2. เตรียมความพร้อมของนกั เรียนกอ่ นการเรียนเตรยี ม วสั ดุ ส่ิงของและอุปกรณ์ที่ระบุไว้ในในแผนการ
จัดการเรียนรูแ้ ละเอกสารประกอบการเรียนให้พรอ้ ม
3. แนะนาขนั้ ตอนการใช้เอกสารประกอบการเรียน แนวปฏบิ ตั ิให้นักเรียนรบั ทราบโดยละเอยี ด
4. กอ่ นการใช้เอกสารประกอบการเรียน ใหน้ กั เรียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน เพอื่ วดั ความรพู้ นื้ ฐาน
กอ่ นเรยี น
5. จดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนโดยปฏิบตั ิตามขั้นตอนของแผนการจดั การเรียนรู้ในเอกสาร
ประกอบการเรยี น อย่างเคร่งครัดครตู อ้ งกากบั ดแู ลนกั เรยี นอยา่ งใกล้ชดิ ขณะจัดกิจกรรมการเรยี น
6. บนั ทกึ ผลคะแนนจากการทากจิ กรรมในเอกสารประกอบการเรยี น ตามเกณฑก์ ารวัดประเมินผลที่
ระบุในแผนการจดั การเรยี นรู้

3

คำช้แี จงสำหรบั นกั เรยี น

ประโยชนส์ งู สดุ และบรรลตุ ามจุดประสงคน์ กั เรียนควรมคี วามเขา้ ใจดงั น้ี
1. บทเรยี นนีเ้ ปน็ กิจกรรมการเรยี นรู้โดยแบง่ เนื้อหาเป็นส่วนย่อย ๆ ในกรอบตอ่ เน่อื ง

กันไป
2. ให้นักเรียนศึกษากิจกรรมทีละกรอบตามลาดบั ใหเ้ ข้าใจ ไม่ควรศึกษาขา้ มกรอบ
3. ก่อนศกึ ษาบทเรยี นเอกสารประกอบการเรยี น ให้ทาแบบทดสอบก่อนเรียน
4. ให้ศกึ ษาบทเรยี นแต่ละกจิ กรรมตามลาดับ บนั ทึกสาระสาคญั และตอบคาถามในแต่ละกรอบ

เม่อื ทาเสร็จแล้วให้ตรวจคาตอบได้ในหนา้ ถัดไป
5. ถา้ นักเรียนตอบคาถามถูกแสดงว่าเข้าใจดแี ล้ว ใหอ้ า่ นกจิ กรรมต่อไปได้ แต่ถา้ ตอบคาถามผดิ

ต้องกลบั ไปอ่านกจิ กรรมเดมิ ใหเ้ ข้าใจ ตอบคาถามอีกคร้ังจนถูกต้องแลว้ จงึ ศกึ ษากจิ กรรมตอ่ ไป
6. เม่ือนักเรียนศึกษาบทเน้อื หาจบแล้ว ให้ทาแบบทดสอบหลงั เรยี นโดยไม่เปิดกลับไปดูเนือ้ หา

ขณะทาแบบทดสอบ เสร็จแล้วตรวจแบบทดสอบ

4

บทบำทของนกั เรยี น

1. นกั เรยี นทุกคนปฏิบัติกจิ กรรมด้วยความตั้งใจ และไม่ชวนเพื่อนคยุ หรอื เลน่
2. ปฏบิ ัติตามข้นั ตอนในการทากิจกรรมใหเ้ สร็จทันเวลาท่กี าหนด
3. ตง้ั ใจตอบคาถามอย่างเต็มความสามารถ และยกมือซักถามเม่อื พบปัญหาหรือข้อสงสยั
4. ปฏบิ ตั ิตามขนั้ ตอนในการทากจิ กรรมดว้ ยตนเองอยา่ งเต็มความสามารถไม่ลอกเลยี น

แบบผู้อื่น
5. มีความต้ังใจในการทาแบบทดสอบ ทั้งก่อนเรยี นและหลังเรยี นดว้ ยตนเอง

5

มำตรฐำนกำรเรียนร้/ู ตวั ช้ีวัด

สาระท่ี 1 สง่ิ มชี ีวิตกับกระบวนการดารงชีวิต
มาตรฐาน ว 1.3 เขา้ ใจกระบวนการและความสาคญั ของการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม
สารพันธกุ รรม การเปล่ยี นแปลงทางพันธกุ รรมทม่ี ผี ลตอ่ สิ่งมชี วี ิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและ
วิวัฒนาการของสง่ิ มชี ีวิต รวมท้ังนาความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
ตัวชีว้ ัด ป.4/2 จาแนกพืชออกเปน็ พชื ดอกและพืชไม่มีดอกโดยใชก้ ารมดี อกเปน็ เกณฑ์
โดยใชข้ อ้ มูลที่รวบรวมได้

สำระสำคัญ

พชื ทีเ่ ราพบเห็นอยู่ทั่วไป มบี างลกั ษณะตา่ งกันและมบี างลกั ษณะเหมอื นกนั ดงั นั้นเพือ่ ความ
สะดวกในการศกึ ษา เราจึงแบ่งพืชออกเปน็ 2 ประเภท คอื พืชมีดอกและพชื ไม่มดี อกหรอื พชื ไร้ดอก ซึ่ง
เราสามารถจาแนกพืชมดี อกได้เปน็ 2 ชนิด คือ พืชใบเล้ยี งเด่ยี วและพชื ใบเลี้ยงคูต่ ามลกั ษณะภายนอกท่ี
สังเกตได้

6

จุดประสงค์กำรเรยี นรู้

1. ดา้ นความรู้ (K)
1.1 นกั เรยี นสามารถอธบิ ายความหมายของพืชมดี อกและพืชไม่มดี อกได้
1.2 นักเรียนสามารถระบุลักษณะของพชื ใบเล้ยี งเด่ียวและพชื ใบเลยี้ งคไู่ ด้

2. ดา้ นทกั ษะกระบวนการ (P)
2.1 นักเรยี นสามารถยกตัวอยา่ งพืชมีดอกและพชื ไม่มดี อกได้
2.2 นกั เรียนสามารถจาแนกพืชมีดอกออกเป็นพืชใบเลย้ี งเดี่ยวและพชื ใบเลีย้ งค่ไู ด้

3. ด้านคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ (A)
3.1 นักเรียนมีความซือ่ สัตยใ์ นการปฏิบตั ิกจิ กรรม
3.2 นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่
3.3 นักเรียนมีความสนใจใฝ่เรียนรู้

7

แบบทดสอบกอ่ นเรียน

กลุ่มสำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตร์ ชนั้ ประถมศึกษำปที ี่ 4
เรื่อง พืชใบเลี้ยงเดย่ี วและพชื ใบเล้ยี งคู่

คำชแ้ี จง ให้นกั เรียนเลอื กคำตอบท่ีถูกท่สี ดุ คำตอบเดียวและทำเครอ่ื งหมำย X ลงในกระดำษคำตอบ
มีทัง้ หมด 20 ขอ้ ใช้เวลำในกำรทำแบบทดสอบ 30 นำที

1. พชื ในขอ้ ใดต่างจากพชื ในข้ออื่น
ก. มะม่วง
ข. สน
ค. ข้าว
ง. ตะไคร้

2. ขอ้ ใดไม่ใช้พืชไมม่ ีดอก
ก. ผกั ตบชวา
ข. หวายทะนอย
ค. มอส
ง. จอกแหน

3. ใบอ่อนม้วยตัวเหมอื นกน้ หอย คอื พืชชนิดใด
ก. ขิง
ข. กลว้ ยไม้
ค. ตาลงึ
ง. เฟิรน์

8

4. ขอ้ ใดคอื พืชชั้นสงู ทงั้ หมด
ก. เฟ่อื งฟา้ เฟิรน์ หญ้าถอดปลอ้ ง ดาวเรอื ง
ข. กล้วยไม้ กหุ ลาบ ผักตบชวา ผกั แวน่
ค. เฟ่อื งฟ้า มอส บานไมร่ โู้ รย ดอกเข็ม
ง. กหุ ลาบ ชบา ผกั ตบชวา ไมยราบ

5. พชื ดอกเหมอื นกบั พชื ไมม่ ดี อกในเรื่องใด
ก. วฏั จักรชวี ติ
ข. การสร้างอาหาร
ค. สว่ นประกอบ
ง. การสบื พนั ธุ์

6. ข้อใดจัดเปน็ พชื ใบเลีย้ งเดี่ยวทัง้ หมด
ก. ไผ่ สาเก กลว้ ย
ข. ออ้ ย มะขาม มะยม
ค. ตาล มะพร้าว ข้าว
ง. สม้ มะละกอ มะปริง

7. ข้อใดไม่ใช้ลกั ษณะของพืชใบเลย้ี งคู่
ก. มีระบบรากแกว้
ข. มีใบเลย้ี งสองใบ
ค. มองเหน็ ขอ้ และปล้องไดช้ ดั เจน
ง. มเี ส้นใบเป็นร่างแห

8. ข้อใดจัดเป็นพชื ใบเล้ยี งคู่ทั้งหมด
ก. มะมว่ ง ฝรัง่ ส้ม
ข. สะตอ ไผ่ มะขาม
ค. มะมว่ ง กล้วย ทเุ รยี น
ง. มงั คดุ จาก ฝร่ัง

9

9. ข้อใดเป็นจานวนกลีบดอกของพืชใบเล้ยี งคู่
ก. 4-5 กลีบ หรือทวคี ณู ของ 4-5
ข. 3-4 กลบี หรือทวีคูณของ 3-4
ค. 2-3 กลบี หรือทวีคณู ของ2-3
ง. 1-2 กลีบ หรือทวีคูณของ 1-1

10. กาบกล้วยคือส่วนใดของตน้ กล้วย
ก. กิ่ง
ข. กา้ น
ค. ลาต้น
ง. ใบ

11. ข้อใดจัดกลุม่ พืชได้เหมาะสมที่สดุ
ก. เส้นใบรา่ งแห : มะม่วง บัว กลว้ ยไม้
เส้นใบเรียงขนาน : กหุ ลาบ เฟ่อื งฟา้ ออ้ ย
ข. พชื มีดอก : พรกิ มะพร้าว เฟริ ์น
พชื ไร้ดอก : มะเขอื ขา้ ว สน
ค. พชื ใบเลีย้ งเดี่ยว : อ้อย กล้วย มะพร้าว
พืชใบเลี้ยงคู่ : มะม่วง ขนุน ละมดุ
ง. ระบบรากฝอย : ข้าวโพด ตาลึง มะเขอื
ระบบรากแก้ว : มะยม กุหลาบ มะละ

12. พชื ชนดิ หนึง่ มีเส้นใบแบบเรียงขนาน นา่ จะมรี ะบบรากแบบใดและจดั เปน็
พืชประเภทใด

ก. ระบบรากฝอย จัดเปน็ พชื ใบเลย้ี งเดย่ี ว
ข. ระบบรากแก้ว จดั เป็นพชื ใบเล้ยี งเดีย่ ว
ค. ระบบรากฝอย จัดเปน็ พืชใบเลย้ี งคู่
ง. ระบบรากแกว้ จดั เปน็ พชื ใบเล้ยี งคู่

10

13. จากแผนภาพท่กี าหนดให้ อยากทราบว่า A และ B นา่ จะเปน็ พชื ในขอ้ ใด

พืชดอก - เฟอ่ื งฟ้า มะลิ A
ไมม่ ดี อก - B สน เฟริ ์น

ก. A - ผกั แวน่ , B - ชบา
ข. A - กลว้ ยไม้, B - ปรง
ค. A - มอส, B - พลูดา่ ง
ง. A - ผักกูด, B - เขม็

14. ข้อใด ไมจ่ ัดเป็น ลักษณะของพชื ใบเลยี้ งเดีย่ ว
ก. มีระบบรากฝอย
ข. ลาตน้ มขี ้อปลอ้ งชดั เจน
ค. มีใบเลย้ี งเพยี ง 1 ใบ
ง. มีเสน้ ใบเรียงกนั เปน็ รา่ งแห

15. พืชในขอ้ ใดจัดเป็นพืชใบเล้ียงคู่ทัง้ หมด
ก. ขา้ ว ขา้ วโพด หญา้
ข. ออ้ ย มะม่วง มะพรา้ ว
ค. เฟ่อื งฟา้ มะเขือ ขนนุ
ง. กุหลาบ ไผ่ บวั

16. ป่ินสดุ าสารวจพชื ชนดิ หนง่ึ พบว่า มกี ลบี ดอกสีขาว ใบยาว เส้นใบของพืชเรยี งขนานกัน ป่นิ สดุ าควร
จดั กลุ่มพชื ชนิดนีอ้ ยใู่ นขอ้ ใด

ก. พชื มีดอก – พชื ใบเลี้ยงคู่
ข. พืชมีดอก - พชื ใบเล้ียงเดี่ยว
ค. พชื ไมม่ ดี อก – พืชใบเลีย้ งคู่
ง. พืชไม่มดี อก – พืชใบเลี้ยงเดยี่ ว

11

17. จงพจิ ารณาการจดั กลุ่มของพชื ต่อไปน้ี

กลุม่ ท่ี 1 ตน้ กล้วย ต้นไผ่ ต้นมะพรา้ ว
กลมุ่ ที่ 2 ตน้ ขนุน ต้นโพธิ์ ตน้ กหุ ลาบ
จากการจดั กลมุ่ พืชออกเป็น 2 กลมุ่ ดังกลา่ วใช้สิง่ ใดเป็นเกณฑ์

ก. จานวนใบเล้ยี ง
ข. ลกั ษณะการออกดอก

ค. สว่ นประกอบของดอก
ง. แหลง่ ทอ่ี ยู่

18. ข้อใดกล่าวถึงเรือ่ งพชื ไมถ่ กู ต้อง
ก. พชื ทุกชนดิ เติบโตเตม็ ทแ่ี ล้วจะมีดอกและผลออกมาใหเ้ ห็น

ข. พชื ใบเลีย้ งเดย่ี วมีระบบรากฝอย และมเี ส้นใบเรียงขนานกนั
ค. เฟนิ มอส ผักแว่น จดั เปน็ พชื ไร้ดอก
ง. มะละกอ ฟักทอง อ้อย จดั เป็นพชื ใบเลยี้ งเดี่ยว

19. ดวงดตี อ้ งการจดั กลุ่มพืชโดยใชจ้ านวนใบเล้ียงเป็นเกณฑ์ พืชในข้อใดจดั อยู่ในกลมุ่ เดียวกัน
ก. ชบา – ฟกั ทอง
ข. มะละกอ – กล้วย
ค. ออ้ ย – มะม่วง
ง. มะลิ – ข้าว

20. พชื ในข้อใดจัดเปน็ พืชชน้ั สูงท้ังหมด เพราะเหตใุ ด

ก. มะลิ เฟนิ เพราะเปน็ พืชไรด้ อก

ข. ชบา กหุ ลาบ เพราะเป็นพชื มดี อก

ค. ปรง ผกั แวน่ เพราะเป็นพืชไมม่ ีดอก

ง. สน มะละกอ เพราะเปน็ พชื มดี อก เก่งมำก ๆ คะ่

ไปศึกษำบทเรยี นกนั ต่อเลย
ค่ะ

12

กระดำษคำตอบแบบทดสอบกอ่ นเรียน

ช่อื ..................................................................... ช้นั ...............เลขท่ี.............

ข้อท่ี ก ข ค ง
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20

รวม

13

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน

1. ข 2. ก 3. ง 4. ง 5. ข

6. ค 7. ค 8. ก 9. ก 10. ง

11. ค 12. ก 13. ข 14. ง 15. ค

16. ข 17. ก 18. ก 19. ข 20. ข

ตอบถกู กนั หรือเปล่ำคะ
ถ้ำไดค้ ะแนนน้อยไม่เปน็ ไร
เดี๋ยวเรำไปศกึ ษำในบทเรยี นกนั นะคะ

14

กิจกรรมกำรเรยี นรู้ท่ี 1
เรียนรู้พืชดอกและพชื ไม่มดี อก

จดุ ประสงค์
1. จาแนกประเภทพืชโดยใช้ดอกเปน็ เกณฑ์ได้
2. มีความกระตอื รือรน้ ในการเรยี น
3. สารวจและสงั เกตพืชในชมุ ชนและทอ้ งถ่นิ ได้

ส่ือกำรเรียนกำรสอน
1. ใบความร้ทู ี่ 1 เรอ่ื งพชื ดอกและพืชไม่มดี อก
2. แบบบนั ทึกกจิ กรรมที่ 1.1 เร่อื งสารวจเรยี นรู้
3. แบบบนั ทกึ กจิ กรรมท่ี 1.2 เรื่องคาถามชวนคดิ
4. แบบบันทกึ กจิ กรรมท่ี 1.3 เรอ่ื งจาแนกพืช

ขนั้ ตอนกำรปฏิบัตกิ จิ กรรม
1. นกั เรียนศกึ ษาใบความรู้ที่ 1 เรื่องพืชดอกและพืชไมม่ ดี อก (ใช้เวลา 10 นาที)
2. เร่มิ ปฏบิ ัตกิ ิจกรรมที่ 1 โดยทาตามขนั้ ตอนจากกจิ กรรมที่ 1.1 – 1.3 ตามลาดบั ทารายคน
(ใชเ้ วลา 30 นาท)ี

15

3. เมือ่ นกั เรยี นปฏิบัติและบนั ทกึ กิจกรรมลงในแบบบนั ทกึ เรียบรอ้ ย ตวั แทนนักเรยี นแจก
กระดาษขาวสตกิ เกอร์ขอนาด 6x10 เซนติเมตร ให้เพอ่ื นักเรียนทุกคน คนละ 2 ใบ เขยี นช่ือพืชดอก
และพืชไม่มดี อก อยา่ งละ 1 ชนดิ บนกระดาษของตนเอง ทกุ คน ชว่ ยกนั สรปุ กิจกรรมท่ี 1 บนกระดาษ
ชารท์ ท่คี รูเตรียมให้หนา้ ช้นั เรยี น โดยนกั เรยี นตอ้ งนากระดาษของตนเองมาตดิ บนกระดาษชารท์ ให้
ถกู ช่องประเภทของพชื (ใช้เวลา 10 นาที)

ระยะเวลำ
ระยะเวลาในการปฏิบัติกจิ กรรมท่ี 2 ใชเ้ วลา 50 นาที

โอโ้ ห.....มอี ะไรใหม่ ๆ
เยอะเลยค่ะเพื่อนๆ

16

ใบควำมรู้ท่ี 1
พืชดอกและพชื ไมม่ ีดอก

กำรจำแนกพชื

พืชทีเ่ ราพบเหน็ ในท้องถ่ินมีมากมายหลายชนดิ แตล่ ะชนดิ มีโครงสรา้ งทีเ่ หมอื นกนั และ
แตกต่างกนั เราสามารถใชโ้ ครงสร้างทเ่ี หมือนกนั ของพชื จัดพืชใหอ้ ยใู่ นกลุ่มเดียวกนั

นักพฤกษศาสตร์จาแนกพืชหรือจัดกลุม่ พืชออกเป็นพชื ดอกกับพืชไม่มดี อกและพชื ดอกสามารถ
จาแนกตอ่ ไปได้อีกเป็นพืชใบเล้ียงเดย่ี วกบั พืชใบเล้ียงคู่

พืชดอก

พืชดอก คอื พืชทีอ่ อกดอกเม่อื เจริญเติบโตเต็มทีส่ าหรับใช้ในการสบื พนั ธุใ์ หก้ าเนิดพืชตน้ ใหม่
เช่น กุหลาบ ชบา บัว มะลิ เข็ม ทานตะวัน ขา้ ว หญา้ มะมว่ ง สะตอมะละกอ ส้ม กลว้ ย ผักตบชวา
นักพฤกษศาสตร์ให้คาจากัดความพืชดอก วา่ พชื ช้นั สงู

กุหลำบ บัว

ทมี่ า http://www.royalparkrajapruek.org/ ทม่ี า https://www.sanook.com/horoscope/74029/
Knowledge/view/150

17

มะลิ ขำ้ ว

ทมี่ า https://www.pinterest.com/pin/ ทม่ี า https://www.bangkokbiznews.com/
229402174744093205/ news/detail/884513

พืชไมม่ ีดอก

พืชไม่มีดอก คือ พืชทีไ่ มม่ กี ารสร้างดอก หรือไมอ่ อกดอกเลยตลอดการดารงชีวิต บางชนดิ
สบื พนั ธุโ์ ดยการสรา้ งสปอร์ ไม่มีเมล็ดและผล เช่น มอส หวายทะนอย เฟริ น์ บางชนิดสบื พันธุ์โดยสรา้ ง

สปอร์ในระยะสน้ั และสร้างเมล็ดไม่มผี ล เช่น สน ปรง บางชนิดหาพบได้ยาก เช่น หญ้าถอดปล้อง
มอส มีลักษณะคล้ายกับลาต้นและใบของพชื ชน้ั สูงแต่ไมใ่ ช้ลาตน้ และใบท่ีแทจ้ รงิ ส่วนใหญข่ ้นึ

บนบกและตอ้ งการความช่มุ ชน้ื มาก สน เป็นพืชท่ีมขี นาดใหญแ่ ละมีอายยุ ืน เช่น สนสองใบ สนสามใบ
สนหางสงิ ห์ สนฉตั ร ปรง เปน็ พืชทีม่ ีลกั ษณะของใบคล้ายเฟิรน์ มีเน้อื ไม้น้อย เช่น ปรงปู มะพรา้ วเต่า

มอส ปรง

ทม่ี า https://mgronline.com/science/ ทมี่ า https://sites.google.com/site/
detail/9520000057090 swnphvkssastrsk222/tn-pr

18

เฟิร์น เป็นพชื ที่ขนึ้ อยใู่ นสภาพแวดลอ้ มทแี่ ตกต่างกัน ลักษณะพิเศษของเฟริ ์น คือ ใบออ่ นจะ
ม้วนตัวงอเหมอื นกน้ หอย เฟิร์นมหี ลายชนิด บางชนดิ อยู่ในนา้ เชน่ แหนแดง จอกหูหนู บางชนดิ ขน้ึ ใน
ดินท่ีมนี ้าขัง เช่น ผักแวน่ บางชนิดขน้ึ บนบก เชน่ ข้าหลวงหลังลาย ชายผา้ สดี า เฟริ ์นกา้ นดา เฟริ น์
ราชินี กระแตไตไ่ ม้

แหนแดง

ทมี่ า https://www.unilife.co.th/?agricultural_knowled=แหนแดง

ขำ้ หลวงหลงั ลำย

ทมี่ า https://sites.google.com/site/wachiratham59602/home/40

19

แบบบันทึกกิจกรรมท่ี 1.1
สำรวจเรยี นรู้

คำชีแ้ จง ใหน้ กั เรียนสารวจพืช และเขยี นรายชอื่ พืชที่นกั เรียนรู้จักในทอ้ งถ่ินจานวน 20 ชนิด
ด้วยตวั บรรจงเตม็ บรรทัด

............................. ............................. ............................. .............................
............................. .............................
............................. .............................
ชนิดท่ี 1 ชนดิ ท่ี 2 ชนดิ ท่ี 3 ชนดิ ท่ี 4

............................. ............................. ............................. .............................
............................. .............................
............................. .............................
ชนดิ ที่ 5 ชนิดท่ี 6 ชนดิ ท่ี 7 ชนิดท่ี 8

............................. ............................. ............................. .............................
............................. ............................. ............................. .............................

ชนิดที่ 9 ชนิดที่ 10 ชนิดที่ 11 ชนดิ ที่ 12

............................. ............................. ............................. .............................
............................. ............................. ............................. .............................

ชนิดที่ 13 ชนิดที่ 14 ชนดิ ท่ี 15 ชนดิ ที่ 16

............................. ............................. ............................. .............................
............................. ............................. ............................. .............................

ชนดิ ที่ 17 ชนิดท่ี 18 ชนดิ ที่ 19 ชนดิ ที่ 20

ชอ่ื – สกุล........................................................ คะแนนรวม
ชน้ั ......................เลขที.่ ........................

20

แบบบันทึกกจิ กรรมท่ี 1.2
คำถำมชวนคิด

คำชแี้ จง ใหน้ ักเรียนตอบคาถามต่อไปน้ี หลังจากศกึ ษาใบความรู้ที่ 1 และปฏบิ ัติกิจกรรมที่ 1.1
นาความรูท้ ไ่ี ดม้ าประมวลผล

1. การจาแนกพืชออกเปน็ พชื ดอกและพชื ไม่มีดอก ต้องใช้โครงสร้างใดเปน็ เกณฑ์

...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
2. พชื ดอก คอื

...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................

3. ยกตัวอย่างพืชดอกทีน่ ักเรียนรู้จกั ๓ ชนิด
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................

4. พืชไม่มีดอก คอื
...................................................................................................................................................................

...................................................................................................................................................................
5. ยกตัวอยา่ งพืชไมม่ ีดอกทน่ี กั เรียนรจู้ กั 3 ชนิด
...................................................................................................................................................................

...................................................................................................................................................................
6. เฟริ น์ ขยายพนั ธ์โุ ดยวิธีการใด

...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................

ช่ือ – สกุล........................................................ คะแนนรวม
ชน้ั ......................เลขท.ี่ ........................

21

คำชแ้ี จง แบบบนั ทึกกิจกรรมที่ 1.3
จำแนกพืช

ให้นกั เรยี นจาแนกพชื ที่กาหนดให้และเขียนลงในชอ่ งให้ถูกตอ้ ง พรอ้ มตกแต่งใหส้ วยงาม

กหุ ลาบ ข้าว มอส สน บัวตอง

มะลิ ชายผา้ สดี า บัว กล้วย แหนแดง

ปรง ลลี าวดี กระแตไตไ่ ม้ ผักแว่น ผักตบชบา

หญ้า จอกหูหนู มะละกอ เฟิร์น ขา้ หลวงหลังลาย

พืชดอก พชื ไม่มดี อก

ชอ่ื – สกุล........................................................ คะแนนรวม
ชัน้ ......................เลขที่.........................

22

กิจกรรมกำรเรยี นรู้ท่ี 2
เรียนรพู้ ืชใบเลยี้ งเด่ยี วและพชื ใบเลย้ี งคู่

จุดประสงค์
1. จาแนกประเภทของพชื ดอกโดยใช้ลกั ษณะภายนอกเปน็ เกณฑ์
2. ชอบทดลองและค้นควา้
3. สารวจและสังเกตพชื ในชุมชนและทอ้ งถน่ิ ได้

ส่อื กำรเรียนกำรสอน
1. ใบความรู้ที่ 2 - 3 เรอื่ งพชื ใบเลีย้ งเด่ียวและพืชใบเลีย้ งคู่
2. แบบบนั ทึกกิจกรรมที่ 2.1 เรื่องสารวจเรียนรู้
3. แบบบนั ทกึ กจิ กรรมที่ 2.2 เรอ่ื งคาถามชวนคดิ
4. แบบบนั ทึกกิจกรรมท่ี 2.3 เรื่องจาแนกพชื

ขนั้ ตอนกำรปฏบิ ตั กิ จิ กรรม
1. ศกึ ษาใบความรู้ที่ 2 -3 เรื่องพืชใบเล้ยี งเดี่ยวและพชื ใบเลี้ยงคู่ (ใชเ้ วลา 20 นาที)
2. เริม่ ปฏิบตั ิตามกิจกรรมที่ 2 โดยทาตามข้นั ตอนจากกจิ กรรมที่ 2.1 – 2.3 ตามลาดับ
ทารายคน (ใชเ้ วลา 30 นาท)ี

23

3. เม่ือนักเรยี นปฏิบัตแิ ละบันทึกกจิ กรรมลงในแบบบันทกึ เรยี บร้อย ตัวแทนนักเรียนแจก
กระดาษขาวสตกิ เกอร์ขนาด 6 x 10 เซนติเมตร ใหเ้ พ่ือนนกั เรียนทุกคน คนละ 2 ใบ เขยี นชอื่ พชื ใบ
เลีย้ งเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่ อย่างละ 1 ชนดิ บนกระดาษของตนเอง ทกุ คนชว่ ยกันสรปุ กจิ กรรมที่ 2
บนกระดาษชารท์ ที่ครเู ตรียมให้หน้าชัน้ เรียน โดยนกั เรียนตอ้ งนากระดาษของตนเองมาติดบนกระดาษ
ชาร์ทให้ถกู ชอ่ งประเภทของพืชดอก (ใช้เวลา 10 นาที)

ระยะเวลำ
ระยะเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมท่ี 2 ใช้เวลา 50 นาที

นำ่ สนใจมำกๆๆ เลย

24

ใบควำมรู้ที่ 2
พืชใบเลย้ี งเดี่ยว

นิยำมของพชื ใบเลีย้ งเด่ียว (Monocotyledon หรอื Liliopsida) คอื พืชทม่ี ีใบเลี้ยงเพียง
ใบเดยี ว เมื่อเมลด็ พันธเุ์ ร่มิ งอก มีการเจรญิ เตบิ โตของลาต้นสว่ นใหญ่อยใู่ ตพ้ ืน้ ดนิ มีระบบรากเป็น
รากฝอย ซงึ่ เมอ่ื พืชใบเลีย้ งเดี่ยวเจริญเติบโตเตม็ ท่ีแลว้ ตามบรเิ วณลาตน้ จะเกิดข้อและปล้องขึ้นชดั เจน
โดยท่ีภายในลาต้นจะมีกลุ่มเน้อื เย่อื ลาเลยี งกระจัดกระจายอย่อู ยา่ งไมเ่ ปน็ ระเบยี บ จึงทาใหพ้ ชื ใบเลี้ยง
เดยี่ วไมม่ ีการเจริญเตบิ โตออกทางดา้ นข้าง ไม่มีกิ่งกา้ นสาขาเหมอื นพชื ยนื ตน้ ขนาดใหญ่ท้ังหลาย
พืชใบเลีย้ งเดย่ี วสว่ นใหญ่ จึงเปน็ พชื ล้มลุกท่ีมอี ายุส้ัน (ราว 1 ปี) มีลกั ษณะใบเรียวยาวและตง้ั ตรง โดยมี
เส้นใบเรยี งตัวกันในแนวขนาน และมีจานวนใบเรียงตัวกนั เปน็ เลขคีห่ รอื ใบเดี่ยว สว่ นของกลีบดอกจะมี
จานวน 3 กลบี หรอื เทา่ ทวคี ูณของ 3 ขนึ้ ไป

พืชใบเลีย้ งเดย่ี ว มลี กั ษณะสาคญั ดงั น้ี
1. จานวนใบเลยี้ ง : มีใบเลยี้ ง 1 ใบในระยะทงี่ อกออกมาจากเมล็ด
2. เส้นใบ : เรียงขนาน
3. ลาตน้ : มีลาตน้ เป็นข้อปลอ้ ง กลมุ่ ทอ่ ลาเลียงกระจายอยทู่ ั่วไป
4. ระบบราก : มรี ากฝอย ไม่มรี ากแก้ว
5. กลบี ดอก : มี 3 กลบี หรือทวคี ูณของ 3

25

กลบี ดอก
กลีบดอก
ดอกมสี ว่ นประกอบตำ่ ง ๆ เป็น 3 หรือทวคี ณู ของ 3

ทมี่ า https://www.ngthai.com/science/2513/moncotyledon/

ทมี่ า https://www.dnp.go.th/botany/BFC/rool.html

ระบบรำกฝอย ไมม่ ีรำกแกว้

26

กล่มุ ท่อลาเลยี ง

กลมุ่ ทอ่ ลำเลยี งกระจำยอยทู่ ่ัวไป มีลำตน้ เปน็ ข้อปลอ้ ง

ที่มา ทม่ี า
https://sites.google.com/site/napaporn https://www.ngthai.com/science/2513/

piromnat/khorngsrang-laea-hnathi- moncotyledon/
khxng-latn

ทม่ี า https://www.dspace.spu.ac.th/

มีเส้นใบแบบขนำน

27

ทม่ี า https://www.school.obec.go.th

เมลด็ มีใบเลี้ยง 1

ตัวอยำ่ งพชื ใบเล้ียงเดย่ี วที่สำคญั
พชื ใบเล้ยี งเดยี่ วบนโลกมีมากถงึ 67,000 ชนิด โดยมีพืชในตระกลู กลว้ ยไม้ (Orchidaceae)

มากเป็นลาดับทห่ี น่ึงราว 20,000 ถึง 25,000 ชนดิ รองลงมาเปน็ พชื ตระกลู หญา้ (Poaceae หรอื
Gramineae) ท่ีมจี านวนมากกว่า 9,000 ชนิด ซง่ึ โดยทวั่ ไป เราอาจไมค่ าดคิดว่าพืชในตระกลู หญ้านัน้
เป็นพืชมดี อก แตใ่ นความเปน็ จริงแลว้ พชื เหล่าน้ีมีดอกเล็กๆ เมื่อถึงระยะสบื พันธุ์ นอกจากน้ี พชื ตระกลู
หญ้ายงั เป็นพืชทมี่ คี วามสาคัญทางเศรษฐกิจสูงและพืชผลติ ผลหลักในภาคเกษตรกรรมอกี ด้วย เช่น ข้าว
ข้าวสาลี ข้าวโพดและอ้อย

นอกจากน้ี ยังมีพืชใบเลย้ี งเดีย่ วในตระกลู หน่อไมฝ้ รั่ง (Asparagaceae) ท่มี ีจานวนมากเป็น
ลาดับที่ 3 ราว 5,000 ชนดิ เป็นกล่มุ พืชมีดอกท่ีสามารถสังเกตเห็นไดช้ ดั เช่น แดฟโฟดิล (Daffodil)
และดอกบวั รวมไปถึงว่านหางจระเข้ หัวหอม หนอ่ ไมฝ้ รงั่ กระเทยี มและสบั ปะรด นอกเหนือจากพืชใบ
เลยี้ งเดีย่ วในตระกลู หลักแล้ว ยังมีพชื ใบเลี้ยงเด่ียวในตระกลู อืน่ อีกมากมาย เชน่ ธปู ฤๅษี กก ปาล์ม และ
กลว้ ย ซ่งึ ลว้ นแลว้ แตเ่ ปน็ พืชมีดอกในกลุ่มพชื ใบเล้ียงเดยี่ วร่วมกันท้ังหมด

28

ขา้ ว

ท่ีมา https://www.prachachat.net/economy/news-442213

อ้อย

ทมี่ า https://www.thaiwatersystem.com/article/40/ระบบนา้ ในไรอ่ ้อย

29

ข้าวโพด

ทมี่ า https://www.tkkfer.com/2016/11/29/การปลกู ขา้ วโพด

30

ใบควำมรู้ที่ 3
พชื ใบเลย้ี งคู่

นยิ ำมของพืชใบเลย้ี งคู่ (Dicotyledon หรือ Magnoliopsida) คอื พชื ทีม่ ีใบเลี้ยง 2 ใบ เมอื่
เริ่มงอกออกจากเมลด็ พนั ธ์ุ เป็นพชื ที่มรี ากเป็นระบบรากแก้ว และเม่ือเจรญิ เติบโตเต็มทแ่ี ลว้ จะไมเ่ กิด
ขอ้ และปลอ้ งขนึ้ ชดั เจนตามบริเวณลาต้นเหมอื นกับพชื ใบเล้ียงเดยี่ ว พืชใบเลี้ยงคู่ มเี ปลอื กหนาและมี
เนอื้ ไม้แข็งแรง ขณะทีท่ อ่ ลาเลยี งอาหารและนา้ ของพืชกลมุ่ นี้ จะจดั เรยี งอยูภ่ ายในลาต้นอยา่ งเป็น
ระเบยี บ จงึ ทาใหพ้ ืชใบเลยี้ งคูม่ กี ารเจรญิ เตบิ โตทางด้านข้าง สามารถแผ่ก่ิงกา้ นสาขาได้ดี
แกนกลางของลาตน้ พืชกล่มุ น้ีจะไม่มีทอ่ ลาเลยี ง แตจ่ ะเปน็ เน้ือไม้ซึ่งมีความแข็งแรงคงทน ส่วนท่อ
ลาเลยี งจะจัดเรียงเปน็ วงอยา่ งมีระเบยี บอยูร่ อบลาตน้ ส่วนใบของพืชกล่มุ น้ีมลี ักษณะกวา้ ง มกี ารแตก
แขนงเป็นรา่ งแหออกจากแกนกลางของใบ จานวนของกลีบดอกจะมี 4 – 5 กลีบ หรอื ทวีคูณของ 4 – 5
หากปลกู พชื ใบเลี้ยงคู่เพอ่ื เกบ็ เกีย่ วผลผลิต สว่ นใหญม่ ักตอ้ งใชเ้ วลา นานกว่าพืชใบเลี้ยงเดย่ี วถึงจะเก็บ
เกย่ี วผลผลิตได้ ทั้งน้ียังมคี วามแตกตา่ งกนั อีกมากระหว่างพชื ใบเลย้ี งเด่ยี วและใบเลย้ี งคู่ อยา่ งเชน่
ลกั ษณะโครงสรา้ งของเกสร หรือปากใบ (Stomata) แต่มนั ยากทจ่ี ะสงั เกตเหน็ ชัดด้วยตาเปล่า
พชื ใบเลยี้ งคู่สว่ นใหญ่เป็นพืชที่มอี ายยุ ืนยาวกวา่ พืชใบเลีย้ งเดี่ยว มลี ักษณะของใบกวา้ ง มีเส้นใบแตก
แขนงเป็นร่างแหท่ีซบั ซอ้ นออกจากตรงแกน่ กลางของใบ และสว่ นของกลบี ดอกจะมีจานวนราว 4 ถึง 5
กลบี หรือเท่าทวีคูณของ 4 และ 5 ขน้ึ ไป นอกจากน้ี พชื ใบเล้ียงคูย่ ังมคี วามแตกต่างจากพืชใบเลย้ี งเดย่ี ว
ในอีกหลายด้าน เช่น โครงสร้างของเกสรและลกั ษณะของปากใบ เป็นตน้

พชื ใบเลย้ี งคู่ มลี ักษณะสาคัญดังนี้
1. จานวนใบเลยี้ ง : มีใบเล้ียง 2 ใบในระยะท่ีงอกออกมาจากเมล็ด
2. เสน้ ใบ : เป็นร่างแห
3. ลาตน้ : มีลาตน้ ไม่เปน็ ข้อปลอ้ ง กลุม่ ทอ่ ลาเลียงเรียงเป็นระเบยี บ
4. ระบบราก : มรี ากแก้วและรากแขนง
5. กลีบดอก : มี 4 – 5 กลบี หรือทวคี ูณของ 4 หรือ 5

31

กลบี เล้ียง

กลบี ดอก มี 4 – 5 กลบี หรอื ทวีคณู ของ 4 หรือ 5
เป็นทวคี ูณของ 4 หรือ 5

ทม่ี า http://noheedaya.blogspot.com/2016/11/blog-post_26.html

ทม่ี า
https://sites.google.com/site/kruscifun/plantstructure/root

มีรำกแก้วและรำกแขนง

32

ทม่ี า https://blog.startdee.com/

กลุ่มทอ่ ลำเลยี งเป็นระเบยี บ

มเี ส้นใบแบบรำ่ งแห

ทม่ี า https://www.dnp.go.th/botany/BFC/leaf.html

ท่ีมา
http://119.46.166.126/self_all/selfaccess7/m1/400/

lesson5/lesson5.php

เมล็ดมใี บเลีย้ ง 2 ใบ

33

ตัวอยำ่ งพืชใบเล้ียงคู่
พืชหลากหลายสายพนั ธทุ์ ี่เราพบเห็นบนโลกสว่ นใหญ่ คอื พืชใบเลย้ี งคู่ ซง่ึ มีมากราว 175,000

ถึง 200,000 ชนิด โดยท่ีพืชใบเลยี้ งคนู่ ั้น ถกู จดั จาแนกอยใู่ นกลมุ่ ต่างๆ ตามลักษณะโครงสรา้ งของพชื
อย่างเชน่ พชื ดอกตระกูลแมคโนลิด (Magnoliidae) ซึง่ เป็นกลมุ่ ของพชื ดอกที่มีมากถึง 9,000 ชนดิ เช่น
พืชใบเล้ยี งคู่ เชน่ มะขาม ตาลึง สาเก ถว่ั ฝักยาว มงั คดุ มะแว้ง ฟกั ทอง มะเขอื สม้ ทานตะวัน กหุ ลาบ
ทเุ รียน มะมว่ ง มะยม มะละกอ มะปรงิ มะปราง ฝรัง่ สะตอ ชบาแมกโนเลยี จาปี จาปา จันทนเ์ ทศ
อบเชย พริกไทย ทิวลิป เปน็ ตน้ ทง้ั พชื สวน ไม้ พมุ่ ไมย้ ืนต้นและไม้ดอก หรอื แมแ้ ตก่ ระบองเพชร
ลว้ นจดั อยูใ่ นกลมุ่ พืชใบเลี้ยงคู่ทงั้ หมด

มะขาม สาเก

ทมี่ า https://www.samunpri.com/healthcare/ ทม่ี า http://www.prayod.com/สาเก-breadfruit/

34

ตาลึง มังคุด

ทมี่ า https://vegetablethai.wordpress.com ทมี่ า https://farmchannelthailand.com/main/
/2016/03/01/

ถว่ั ฝกั ยาว ทานตะวนั

ทมี่ า ทมี่ า https://www.disthai.com/17181447/ทานตะวนั
https://www.facebook.com/AGreenArea/

posts/1509083782501685/

35

ตำรำงควำมแตกตำ่ งของพชื ใบเล้ยี งเดีย่ วและพชื ใบเลี้ยงคู่

ลกั ษณะของพืช พชื ใบเล้ยี งเดี่ยว พืชใบเลี้ยงคู่

จานวนใบเล้ียง 1 ใบ 2 ใบ
ระบบราก รากฝอย
กระจัดกระจาย รากแกว้
ท่อลาเลยี งภายในลาต้น จดั เรยี งเป็นวงอยา่ งเปน็
ขนาน
เสน้ ใบ 3 หรอื เท่าทวคี ณู ของ 3 ระเบียบ
จานวนดอก แตกแขนง
ไมม่ ี
การเจรญิ เตบิ โตขั้นท่ี 2 ของพืช (ไมเ่ จรญิ เติบโตออกทางด้านข้าง) 4 และ 5 หรือ เทา่ ทวีคณู ของ
4 และ 5

มี

36

แบบบนั ทึกกจิ กรรมท่ี 2.1
สำรวจเรียนรู้

คำช้ีแจง ใหน้ กั เรียนสารวจพชื ดอก และเขียนรายช่ือพืชดอกท่นี กั เรยี นรจู้ ักในทอ้ งถิ่นจานวน 20

ชนดิ ด้วยตวั บรรจงเตม็ บรรทดั

............................. ............................. ............................. .............................
............................. ............................. .............................
.............................
ชนดิ ท่ี 1 ชนิดที่ 2 ชนิดที่ 3 ชนิดท่ี 4

............................. ............................. ............................. .............................
............................. ............................. .............................
.............................
ชนดิ ที่ 5 ชนดิ ที่ 6 ชนิดท่ี 7 ชนิดท่ี 8

............................. ............................. ............................. .............................
............................. ............................. ............................. .............................

ชนิดท่ี 9 ชนิดท่ี 10 ชนิดท่ี 11 ชนิดท่ี 12

............................. ............................. ............................. .............................
............................. ............................. ............................. .............................

ชนิดที่ 13 ชนดิ ท่ี 14 ชนดิ ที่ 15 ชนดิ ท่ี 16

............................. ............................. ............................. .............................
............................. ............................. ............................. .............................

ชนิดที่ 17 ชนดิ ท่ี 18 ชนิดที่ 19 ชนดิ ที่ 20

ชอื่ – สกุล........................................................ คะแนนรวม
ช้นั ......................เลขท.่ี ........................

37

แบบบันทึกกจิ กรรมที่ 2.2
คำถำมชวนคดิ

คำชแี้ จง ใหน้ ักเรียนตอบคาถามตอ่ ไปนี้ หลังจากศึกษาใบความรูท้ ่ี 2 และปฏบิ ตั ิกิจกรรมที่ 2.1
นาความรทู้ ไี่ ดม้ าประมวลผล

1. บอกความแตกต่างของพชื ใบเล้ียงเดย่ี วและพืชใบเล้ยี งคมู่ า 3 ขอ้ พรอ้ มทง้ั อธบิ าย
1. ................................................................................................................................................
2. ................................................................................................................................................
3. ................................................................................................................................................

2. ยกตวั อย่างพืชใบเลยี้ งเดีย่ วท่นี ักเรยี นรู้จกั 3 ชนิด
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
3. ยกตัวอย่างพชื ไมม่ ีดอกทน่ี ักเรียนรจู้ กั 3 ชนดิ
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................

4. จากลักษณะดอกในภาพ คอื พืชดอกประเภทใด
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................

ชอ่ื – สกุล........................................................
ชั้น......................เลขที.่ ........................

คะแนนรวม

38

แบบบันทกึ กจิ กรรมที่ 2.3
จำแนกพชื

คำชีแ้ จง ใหน้ กั เรียนจาแนกพืชดอกทีก่ าหนดใหแ้ ละเขียนลงในชอ่ งใหถ้ กู ตอ้ ง พรอ้ มตกแตง่ ให้
สวยงาม

อ้อย มะขาม ข้าว สม้ ขา้ วโพด

มงั คดุ หญ้า ทเุ รียน กล้วยไม้ หมาก

บวั ฟกั ทอง ตะไคร้ ถ่ัวฝักยาว กุหลาบ

จาก มะระ ปาลม์ มะละกอ ตาล

พชื ใบเล้ียงเดยี่ ว พืชใบเลี้ยงคู่

...................................................... ......................................................
...................................................... ......................................................

...................................................... ......................................................
...................................................... ......................................................

...................................................... ......................................................
...................................................... ......................................................

ชือ่ – สกุล........................................................ คะแนนรวม
ชั้น......................เลขที.่ ........................

39

กจิ กรรมกำรเรียนรู้ที่ 3
สรปุ ควำมรู้

มาถึงสุดทา้ ยของบทเรียน เรอ่ื ง พชื ใกล้ตัวเรา กันแล้วนะคะ พวกเราพอจะสรุปไดว้ า่
พชื รอบตัวเราสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคอื พืชมดี อกและพืชไมม่ ีดอก และ
สามารถแบ่งพชื มีดอกไดเ้ ป็น 2 ประเภทคอื พืชใบเลีย้ งเดย่ี วและพชื ใบเลย้ี งคู่

ไดส้ ิไปดกู นั เลยค่ะเพือ่ น ๆ แล้วบอกเพอ่ื น ๆ ไดไ้ หม
และอย่าลืมทาแบบทดสอบ ว่าพชื แต่ละประเภทมี
ลักษณะสาคัญอยา่ งไร
หลงั เรียนดว้ ยนะ

พชื มีดอก หมายถงึ พชื ที่เมื่อเจริญเตบิ โตเต็มที่แล้วจะมดี อกให้เหน็ จดั เปน็ พืชชัน้ สงู ทม่ี ี
สว่ นประกอบได้แก่ ราก ลาตน้ ใบ ดอกและผล โดยพืชมกี ารสร้างดอกเพ่ือใชท้ าหน้าทใ่ี นการสืบพนั ธุ์
เพือ่ ใหเ้ กิดเป็นพชื ต้นใหม่

พชื ไมม่ ีดอกหรอื พชื ไร้ดอก หมายถงึ พชื ที่เมื่อเจริญเตบิ โตเต็มท่ีแลว้ ไม่มีดอกให้
เหน็ เลย จดั เปน็ พชื ชัน้ ต่า มีส่วนประกอบไดแ้ ก่ ราก ลาตน้ และใบ โดยพชื มีการสรา้ งสปอรเ์ พ่อื ใช้ในการ
สืบพันธุ์เปน็ พืชตน้ ใหม่

เราสามารถแบง่ พชื มีดอกได้เปน็ 2 ประเภทคือ
1. พืชใบเลย้ี งเด่ยี ว จะมใี บเลยี้ ง 1 ใบในระยะทง่ี อกออกมาจากเมลด็ เสน้ ใบเรยี งตวั ขนานกัน
ลาตน้ เป็นขอ้ ปล้องชดั เจน กลมุ่ ทอ่ ลาเลยี งกระจายอยทู่ ่ัวไป มีระบบรากฝอยไม่มีรากแกว้
2. พชื ใบเล้ยี งคู่ จะมใี บเลี้ยง 2 ใบในระยะท่งี อกออกมาจากเมล็ด เส้นใบเปน็ รา่ งแห ลาต้น

ไม่เป็นขอ้ ปล้อง กลมุ่ ท่อลาเลยี งเรยี งเป็นระเบยี บ มรี ะบบรากแก้วและรากแขนง

40

แบบบันทึกกจิ กรรมกำรที่ 3.1
แผนผังควำมคิด

คำช้ีแจง ใหน้ ักเรยี นสร้างแผนผงั ความคดิ เร่อื งพืชใบเลี้ยงเดี่ยวใบเลี้ยงคู่ ในพนื้ ทีท่ ่กี าหนด พร้อม
ตกแต่งใหส้ วยงาม

ชื่อ – สกุล........................................................ คะแนนรวม
ช้ัน......................เลขที่.........................

41

แบบบนั ทึกกิจกรรมกำรที่ 3.2
พชื ใบเลยี้ งเดี่ยวและพชื ใบเล้ยี งคู่

คำช้ีแจง ให้นกั เรียนเปรียบเทยี บลักษณะทแี่ ตกตา่ งระหวา่ งพืชใบเลี้ยงเด่ียวและพืชใบเลีย้ งคู่

ลักษณะของพืช พืชใบเลย้ี งเด่ียว พืชใบเลย้ี งคู่
1. จานวนกลบี ดอก

……………………………………………. …………………………………………….
2. การจัดระเบียบของเสน้ ใบ

……………………………………………. …………………………………………….

3. ระบบราก

…………………………………………… ……………………………………………

4. ลาตน้

…………………………………………… ……………………………………………

ชอ่ื – สกุล........................................................ คะแนนรวม
ช้นั ......................เลขที่.........................

42

แบบทดสอบหลังเรยี น

กลุ่มสำระกำรเรยี นรวู้ ิทยำศำสตร์ ชนั้ ประถมศึกษำปีท่ี 4
เรื่อง พืชใบเลี้ยงเด่ียวและพชื ใบเล้ยี งคู่

คำชแ้ี จง ให้นกั เรียนเลอื กคำตอบท่ีถูกท่ีสุดคำตอบเดียวและทำเครือ่ งหมำย X ลงในกระดำษคำตอบ
มีทัง้ หมด 20 ขอ้ ใช้เวลำในกำรทำแบบทดสอบ 30 นำที

1. พชื ในขอ้ ใดต่างจากพชื ในข้ออื่น
ก. มะม่วง
ข. สน
ค. ข้าว
ง. ตะไคร้

2. ขอ้ ใดไม่ใช้พืชไมม่ ีดอก
ก. ผกั ตบชวา
ข. หวายทะนอย
ค. มอส
ง. จอกแหน

3. ใบอ่อนม้วยตัวเหมอื นกน้ หอย คอื พืชชนดิ ใด
ก. ขิง
ข. กลว้ ยไม้
ค. ตาลงึ
ง. เฟิรน์

43

4. ขอ้ ใดคอื พืชชน้ั สงู ท้ังหมด
ก. เฟื่องฟ้า เฟริ ์น หญ้าถอดปล้อง ดาวเรอื ง
ข. กล้วยไม้ กุหลาบ ผกั ตบชวา ผักแวน่
ค. เฟือ่ งฟ้า มอส บานไมร่ ูโ้ รย ดอกเข็ม
ง. กหุ ลาบ ชบา ผักตบชวา ไมยราบ

5. พชื ดอกเหมือนกับพืชไมม่ ีดอกในเร่ืองใด
ก. วัฏจักรชวี ิต
ข. การสรา้ งอาหาร
ค. ส่วนประกอบ
ง. การสบื พันธุ์

6. ขอ้ ใดจัดเปน็ พชื ใบเลย้ี งเดยี่ วท้งั หมด
ก. ไผ่ สาเก กลว้ ย
ข. ออ้ ย มะขาม มะยม
ค. ตาล มะพรา้ ว ข้าว
ง. สม้ มะละกอ มะปรงิ

7. ขอ้ ใดไม่ใช้ลกั ษณะของพชื ใบเลย้ี งคู่
ก. มรี ะบบรากแกว้
ข. มใี บเลี้ยงสองใบ
ค. มองเห็นข้อและปลอ้ งไดช้ ดั เจน
ง. มเี สน้ ใบเปน็ รา่ งแห

8. ข้อใดจัดเป็นพืชใบเล้ียงคู่ทั้งหมด
ก. มะม่วง ฝร่งั ส้ม
ข. สะตอ ไผ่ มะขาม
ค. มะมว่ ง กลว้ ย ทเุ รยี น
ง. มงั คดุ จาก ฝรงั่

44

9. ข้อใดเปน็ จานวนกลีบดอกของพชื ใบเลี้ยงคู่ 9
ก. 4-5 กลบี หรอื ทวีคูณของ 4-5
ข. 3-4 กลบี หรอื ทวคี ูณของ 3-4
ค. 2-3 กลบี หรอื ทวีคูณของ2-3
ง. 1-2 กลบี หรอื ทวีคูณของ 1-1

10. กาบกลว้ ยคอื ส่วนใดของต้นกลว้ ย
ก. กงิ่
ข. กา้ น
ค. ลาตน้
ง. ใบ

11. ข้อใดจัดกลุม่ พืชไดเ้ หมาะสมที่สดุ
ก. เส้นใบร่างแห : มะม่วง บัว กลว้ ยไม้
เสน้ ใบเรียงขนาน : กุหลาบ เฟ่อื งฟ้า ออ้ ย
ข. พชื มีดอก : พริก มะพร้าว เฟริ ์น
พืชไรด้ อก : มะเขอื ข้าว สน
ค. พืชใบเล้ยี งเด่ยี ว : อ้อย กล้วย มะพร้าว
พชื ใบเล้ยี งคู่ : มะม่วง ขนนุ ละมดุ
ง. ระบบรากฝอย : ข้าวโพด ตาลึง มะเขอื
ระบบรากแกว้ : มะยม กหุ ลาบ มะละ

12. พืชชนิดหน่ึงมเี ส้นใบแบบเรยี งขนาน น่าจะมรี ะบบรากแบบใดและจดั เปน็
พชื ประเภทใด

ก. ระบบรากฝอย จัดเป็นพืชใบเล้ยี งเดย่ี ว
ข. ระบบรากแกว้ จดั เปน็ พชื ใบเลย้ี งเด่ยี ว
ค. ระบบรากฝอย จัดเปน็ พชื ใบเลี้ยงคู่
ง. ระบบรากแก้ว จดั เปน็ พืชใบเล้ียงคู่

45

13. จากแผนภาพท่กี าหนดให้ อยากทราบวา่ A และ B นา่ จะเป็นพืชในข้อใด
พืชดอก - เฟื่องฟา้ มะลิ A
ไมม่ ีดอก - B สน เฟิรน์

ก. A - ผักแวน่ , B - ชบา
ข. A - กล้วยไม้, B - ปรง
ค. A - มอส, B - พลูดา่ ง
ง. A - ผกั กูด, B - เขม็

14. ข้อใด ไมจ่ ัดเป็น ลักษณะของพชื ใบเล้ียงเดีย่ ว
ก. มรี ะบบรากฝอย
ข. ลาตน้ มีข้อปล้องชดั เจน
ค. มใี บเลีย้ งเพียง 1 ใบ
ง. มีเสน้ ใบเรียงกนั เป็นรา่ งแห

15. พืชในขอ้ ใดจัดเปน็ พชื ใบเลีย้ งคู่ทัง้ หมด
ก. ขา้ ว ขา้ วโพด หญ้า
ข. ออ้ ย มะม่วง มะพรา้ ว
ค. เฟอ่ื งฟ้า มะเขือ ขนุน
ง. กุหลาบ ไผ่ บัว

16. ป่ินสดุ าสารวจพชื ชนดิ หนง่ึ พบว่า มีกลีบดอกสขี าว ใบยาว เส้นใบของพืชเรยี งขนานกัน ป่นิ สุดาควร
จดั กลุ่มพชื ชนดิ นี้อยู่ในขอ้ ใด

ก. พชื มดี อก – พืชใบเลย้ี งคู่
ข. พืชมดี อก - พชื ใบเล้ียงเด่ียว
ค. พืชไมม่ ีดอก – พืชใบเลยี้ งคู่
ง. พืชไมม่ ีดอก – พืชใบเล้ียงเดี่ยว

46

17. จงพจิ ารณาการจดั กลมุ่ ของพืชตอ่ ไปนี้
กลุ่มที่ 1 ต้นกล้วย ตน้ ไผ่ ตน้ มะพร้าว
กลุ่มท่ี 2 ต้นขนนุ ตน้ โพธ์ิ ตน้ กหุ ลาบ
จากการจดั กล่มุ พืชออกเปน็ 2 กลุม่ ดงั กล่าวใช้สิง่ ใดเป็นเกณฑ์
ก. จานวนใบเลยี้ ง
ข. ลกั ษณะการออกดอก
ค. สว่ นประกอบของดอก
ง. แหลง่ ทอ่ี ยู่

18. ข้อใดกล่าวถึงเรอื่ งพชื ไมถ่ ูกตอ้ ง
ก. พืชทุกชนดิ เติบโตเต็มท่ีแลว้ จะมดี อกและผลออกมาให้เห็น
ข. พืชใบเล้ียงเดี่ยวมรี ะบบรากฝอย และมเี สน้ ใบเรียงขนานกนั
ค. เฟิน มอส ผักแวน่ จัดเป็นพืชไรด้ อก
ง. มะละกอ ฟักทอง ออ้ ย จัดเป็นพชื ใบเลย้ี งเด่ียว

19. ดวงดีตอ้ งการจัดกลุม่ พชื โดยใชจ้ านวนใบเลี้ยงเปน็ เกณฑ์ พชื ในขอ้ ใดจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
ก. ชบา – ฟกั ทอง
ข. มะละกอ – กลว้ ย
ค. อ้อย – มะม่วง
ง. มะลิ – ข้าว

20. พชื ในข้อใดจัดเปน็ พชื ชน้ั สูงท้ังหมด เพราะเหตุใด
ก. มะลิ เฟนิ เพราะเป็นพชื ไรด้ อก
ข. ชบา กุหลาบ เพราะเปน็ พืชมดี อก
ค. ปรง ผักแวน่ เพราะเป็นพชื ไม่มีดอก
ง. สน มะละกอ เพราะเป็นพชื มดี อก

เกง่ มำก ๆ ทุกคน

47

กระดำษคำตอบแบบทดสอบหลังเรียน

ช่อื ..................................................................... ช้ัน...............เลขท่ี.............

ข้อท่ี ก ข ค ง
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20

รวม


Click to View FlipBook Version