The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานผลการติดตามการดำเนินงานด้านสตรีและครอบครัวในระดับพื้นที่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by กลุ่มวิจัย กยผ. สค., 2026-02-03 23:44:35

รายงานผลการติดตามการดำเนินงานด้านสตรีและครอบครัวในระดับพื้นที่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘

รายงานผลการติดตามการดำเนินงานด้านสตรีและครอบครัวในระดับพื้นที่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘

รายงานติดติตามการดำ เนินนิงานด้าด้นสตรีแรีละครอบครัวรัในระดับดัพื้นที่ประจำ ปีงปีบประมาณ พ.ศ. 2568กลุ่มลุ่ วิจัวิยจัและติดติตามประเมินมิผลกองยุทยุธศาสตร์แร์ละแผนงานติดติต่อต่สอบถามเพิ่มเติมติ02 659 6762 - 3dwf.go.th


รายงานผลการติดตามการดำเนินงานด้านสตรีและครอบครัวในระดับพื้นที่ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568


คำนำกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ได้ดำเนินการติดตามโครงการ/กิจกรรมของ สค. ที่แปลงไปสู่การปฏิบัติในระดับจังหวัดและระดับพื้นที่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ผ่านกลไกคณะทำงานติดตามและประเมินผลโครงการ/กิจกรรมของ สค. ซึ่งมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการติดตามการขับเคลื่อนงานด้านสตรีและครอบครัวในระดับพื้นที่ซึ่งดำเนินการขับเคลื่อนโดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และภาคีเครือข่ายในระดับพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการติดตาม 5 ประเด็นสำคัญที่สอดคล้องกับภารกิจหลักของ สค. ในรูปแบบการติดตามระดับพื้นที่ (On-site) และ Google form (Online) ประกอบด้วย 1) การจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ 76 จังหวัด 2) การสำรวจข้อมูลความเข้มแข็งของครอบครัวตามมาตรฐานครอบครัวเข้มแข็ง 3) การสนับสนุนการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชนระดับจังหวัด4) การขับเคลื่อนมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว 5) กลไกการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวระดับจังหวัด ทั้งนี้ คณะทำงานฯ เล็งเห็นความสำคัญของการติดตามการขับเคลื่อนงานด้านสตรีและครอบครัวในระดับพื้นที่ ให้สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ และสามารถครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จึงได้กำหนดรูปแบบการติดตามดังกล่าวเป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อติดตามและถอดบทเรียนจากการดำเนินงานด้านสตรีและครอบครัวในระดับพื้นที่ในการนี้ ฝ่ายเลขานุการคณะทำงานฯ ได้ดำเนินการรวบรวม วิเคราะห์ ประมวล และสรุปข้อมูลที่ได้รับจากการติดตามดังกล่าว เพื่อจัดทำรายงานฉบับนี้ขึ้น ขอขอบคุณคณะทำงานติดตามและประเมินผลโครงการ/กิจกรรมของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ที่ให้การสนับสนุนให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและบรรลุวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการคณะทำงานฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหาร สค. ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานของกอง/สำนัก/กลุ่มงานขึ้นตรง และผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเพื่อปรับปรุงหรือพัฒนางาน/กระบวนงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง และนำข้อเสนอแนะที่ได้รับไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การดำเนินงานด้านสตรีและครอบครัวในระดับพื้นที่เกิดผลสัมฤทธิ์ยิ่งขึ้นต่อไปกลุ่มวิจัยและติดตามประเมินผลกองยุทธศาสตร์และแผนงานกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว


สารบัญหน้าส่วนที่ 1 การติดตามและประเมินผลโครงการ/กิจกรรมของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568- คณะทำงานติดตามและประเมินผลโครงการ/กิจกรรมของกรมกิจการสตรี 1และสถาบันครอบครัวส่วนที่ 2 การติดตามและประเมินผลโครงการ/กิจกรรมในพื้นที่ (On-site)- สรุปการประชุมติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านสตรีและครอบครัว 2ในระดับพื้นที่ จังหวัดอุตรดิตถ์- สรุปการประชุมติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านสตรีและครอบครัว 8ในระดับพื้นที่ จังหวัดตรังส่วนที่ 3 การติดตามและประเมินผลโครงการ/กิจกรรมในรูปแบบ Google Form (Online)- สรุปการติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านสตรีและครอบครัวในระดับพื้นที่ 15รูปแบบ Google Form (Online)ส่วนที่ 4 ปัญหาและอุปสรรค/ข้อเสนอแนะ จากการติดตามและประเมินผลโครงการ/กิจกรรม- ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่สำคัญจากการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน 45ด้านสตรีและครอบครัวในระดับพื้นที่ On-site และ Online


สารบัญตารางหน้าตารางที่1 การเสนอขอเพิ่มงบประมาณค่าผลิต สำรวจ และบันทึกข้อมูล 21ตารางที่ 2 การเสนอขอเพิ่มงบประมาณสำหรับดำเนินงานต่าง ๆ ในระดับจังหวัด 21ตารางที่ 3 การเสนอขอเพิ่มงบประมาณสำหรับการดำเนินงานศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ 36ตารางที่ 4 เหตุผลประกอบในการขอเสนอเพิ่มงบประมาณ 36


สารบัญภาพหน้าภาพที่1 บริบทปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ของจังหวัดอุตรดิตถ์ 3ภาพที่2 ประเด็นการสำรวจสถานการณ์ความเข้มแข็งของครอบครัว 4ภาพที่ 3 แนวทางการขับเคลื่อนกลไกส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวระดับจังหวัด 5ภาพที่ 4 ประเด็นโครงการพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชน 6ภาพที่ 5 การดำเนินงานศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ ของจังหวัดอุตรดิตถ์ 7ภาพที่ 6 บริบทปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ของจังหวัดตรัง 9ภาพที่ 7 ประเด็นการสำรวจสถานการณ์ความเข้มแข็งของครอบครัว 10ภาพที่ 8 การดำเนินงานศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ ของจังหวัดตรัง 12ภาพที่ 9 กลไกและอุปสรรคการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว 17ภาพที่ 10 ความรุนแรงในครอบครัว สาเหตุ แนวโน้ม และทางออก 20ภาพที่ 11 ปัญหาและอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและแบบประเมินความเข้มแข็งของครอบครัวไทย 24ภาพที่ 12 ข้อมูลมาตรฐานครอบครัวเข้มแข็ง 25ภาพที่ 13 งบประมาณขับเคลื่อนกลไกครอบครัวระดับจังหวัด 26ภาพที่ 14 ประเด็นที่อยากให้ สค. สนับสนุนในการขับเคลื่อนกลไกการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวจังหวัด 27ภาพที่ 15 เสียงสะท้อนจากงบประมาณกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ 28ภาพที่ 16 การเปลี่ยนแปลงในครอบครัวหรือชุมชนหลังจากมีกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัย 29ภาพที่ 17 การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ฯ 30ภาพที่ 18 ปัญหาหรืออุปสรรคสำคัญที่พบในการดำเนินงานกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ฯ 31ภาพที่ 19 การจัดทำเครื่องมือและรูปแบบกิจกรรม (Activity Tools and Models) 32ภาพที่ 20 การปรับปรุงแนวทางและกรอบการดำเนินงาน (Guidelines and Operational Flexibility) 33ภาพที่ 21 ยกระดับศักยภาพบุคลากรและเครือข่าย เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัว 34ภาพที่ 22 การจัดกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชน 35ภาพที่ 23 แนวทางการสนับสนุนเสนอแนะเชิงนโยบายต่อ สค. ในการดำเนินงานของศูนย์ฯ 39ภาพที่ 24 ปัญหาและอุปสรรคในการขับเคลื่อนศูนย์ฯ 40ภาพที่ 25 แผนงานหลักขับเคลื่อนสังคมสู่ความเท่าเทียมประจำ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 41


ส่วนที่ 1 การติดตามและประเมินผลโครงการ/กิจกรรมของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 1คณะทำงานติดตามและประเมินผลโครงการ/กิจกรรมของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวกองยุทธศาสตร์และแผนงาน ได้จัดประชุมคณะทำงานติดตามและประเมินผลโครงการ/กิจกรรมของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 เวลา 9.30 - 12.00 น. ณ ห้องประชุมกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ชั้น 12 (DWF Meeting Room) โดยคณะทำงานฯ ได้มีการพิจารณาประเด็นกรอบแนวทางในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านสตรีและครอบครัวในระดับพื้นที่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ภายใต้งบประมาณสำหรับการติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านสตรีและครอบครัวในระดับพื้นที่ จำนวน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) คณะทำงานฯ ได้พิจารณาแนวทางตามแผนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนงานภายใต้พันธกิจหลัก 4 ด้าน ดังนี้ 1) การพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนในครอบครัวและชุมชน 2) การคุ้มครองทางสังคม 3) การสร้างหุ้นส่วนทางสังคม 4) การบริหารจัดการองค์กร ซึ่งเป็นกรอบสำคัญที่เชื่อมโยงประเด็นที่สามารถสะท้อนปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การคุ้มครองเด็ก สตรี และผู้ถูกกระทำความรุนแรง การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายพัฒนาครอบครัวระดับพื้นที่ และการส่งเสริมบทบาทครอบครัวให้มีความเข้มแข็ง เป็นต้น ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ได้คัดเลือกรูปแบบ/เครื่องมือในการติดตามประเมินผลฯ 2 รูปแบบ คือ 1) การดำเนินการตรวจเยี่ยมพื้นที่แบบ On-site Visit ที่มีความสำคัญและพื้นที่ที่ไม่เคยได้รับการติดตามมาก่อน 2 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดอุตรดิตถ์และตรัง 2) การติดตามแบบ Online ผ่านการรวบรวมข้อมูลผ่าน Google Form ที่จัดส่งไปยังสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 74 จังหวัดคณะทำงานฯ มีมติในการคัดเลือกประเด็นสำหรับการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานด้านสตรี และครอบครัวในระดับพื้นที่ มี 2 ด้าน คือ1. ด้านสตรี: การจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ 76 จังหวัด2. ด้านครอบครัวมี 4 ประเด็น ได้แก่1) การสำรวจข้อมูลความเข้มแข็งของครอบครัวตามมาตรฐานครอบครัวเข้มแข็ง2) การสนับสนุนการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชนระดับจังหวัด3) การขับเคลื่อนมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว4) กลไกการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวระดับจังหวัดทั้งนี้ กองยุทธศาสตร์และแผนงาน โดยกลุ่มวิจัยและติดตามประเมินผล ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสตรีและครอบครัว และผู้แทนกองที่รับผิดชอบประเด็นที่สำคัญข้างต้นในการลงพื้นที่เพื่อติดตามประเมินผลฯได้ประชุมหารือร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ผู้แทนโครงการพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชน และผู้แทนทีมสหวิชาชีพประจำศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันการกระทำความรุนแรงในครอบครัวระดับตำบล ได้สรุปประเด็นการดำเนินงานในพื้นที่ ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะต่อกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการดำเนินการสนับสนุน ดังต่อไปนี้


ส่วนที่ 2 การติดตามและประเมินผลโครงการ/กิจกรรมในพื้นที่ (On-site)


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 2สรุปการประชุมติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านสตรีและครอบครัวในระดับพื้นที่ระหว่างวันที่ 8 - 10 กันยายน 2568 ณ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุตรดิตถ์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านครอบครัว (นางสาวราภรณ์ พงศ์พนิตานนท์) หัวหน้าคณะติดตามฯ**********************************************1. ประเด็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว1.1 การทำงานร ่วมกันระหว ่างสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั ่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) และทีมสหวิชาชีพ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมีประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนในการส่งต่อเคสระหว่างหน่วยงานที่ขาดความต่อเนื่องและความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน เนื่องจากลำดับขั้นตอนในการดูแลเรื่องเคสเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเป็นเหตุให้เกิดความสับสนหรืออาจนำไปสู่การปฏิเสธความรับผิดชอบของหน่วยงานที่รับเคสไปทำต่อ รวมถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงตัวเจ้าหน้าที่ช่วยปฏิบัติงานด้านสังคมของหน่วยงานที่ต้องเริ่มการเรียนรู้ในลักษณะของงานใหม่ ส่งผลให้การทำงานไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังขาดการบูรณาการร่วมกันระหว่างพื้นที่ระหว่าง พมจ. และพื้นที่นิคมสร้างตนเองภายในจังหวัด ซึ่งมุ่งเน้นการทำงานดูแลเฉพาะพื้นที่ในความรับผิดชอบของตนเอง ทำให้ขาดการสนับสนุนในเรื่องการทำงานร่วมกัน1.2 บริบทปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ของจังหวัดสูงสุดมีสาเหตุมาจากปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องยาเสพติด เมาสุรา และภาวะทางจิตเวช เป็นผลให้นำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัวทั้งเรื่องการทำร้ายร่างกายและจิตใจ ซึ่งประมาณร้อยละ 87 เป็นเคสการทำร้ายร่างกาย เนื่องจากกลุ่มผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงในชุมชนจะพร้อมเข้ารับการดูแลจากเจ้าหน้าที่ทั้งเรื่องการบำบัดหรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็ต่อเมื่อเกิดเหตุความรุนแรงในครอบครัวถึงขั้นสูงสุดไปแล้ว ทำให้การทำงานของผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่นกับเคสที่เกิดขึ้น ดังนั้น ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรงในครอบครัวประเภทที่มีสัดส่วนของการทำร้ายร่างกายจำนวนสูงขึ้นและต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุมาจากการสะสมปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เรื้อรัง รวมถึงปัญหาความรุนแรงที่วนเวียนกลับมาเกิดขึ้นซ้ำกับเคสเดิม แม้จะมีบทลงโทษต่อผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวแล้ว แต่ก็ไม่สามารถขจัดวงจรของสาเหตุการเกิดปัญหาได้ เพราะสภาพแวดล้อมและปัญหาพื้นฐานของครอบครัวยังไม่มีแนวทางการรับมือที่ชัดเจน และขาดระบบติดตามกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มกระทำความรุนแรงในครอบครัวหลังการพ้นโทษอีกด้วย1.3 การมีส่วนร่วมการเฝ้าระวัง ป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ของภาคประชาสังคมนั้น มีส่วนร่วมการช่วยเหลือที่อยู่ในระดับประสานงานแจ้งเหตุให้กับ พมจ. ได้ในระดับหนึ่ง ทั้งในระดับท้องถิ่นและจังหวัด รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่เป็นเครือข่ายของ พมจ. อีกด้วย โดยหน่วยรับการแจ้งเหตุครอบคลุมหน่วยงานสำคัญในจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับเหตุความรุนแรงในครอบครัว เช่น ศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 บ้านพักเด็กและครอบครัว โรงพยาบาลในจังหวัด สถานีตำรวจ ศาลเยาวชนและครอบครัว พลเมืองดีและผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงเข้ามาติดต่อ ณ พมจ. ซึ่งจำนวนเคสในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เป็นจำนวนทั้งหมด 32 รายโดยบ้านพักเด็กและครอบครัวเป็นพื้นที่รับรายงานเรื่องเคสสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 47 ของทั้งหมด นอกจากนี้ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว (ศพค.) และศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันการกระทำความรุนแรงในครอบครัวระดับตำบล (ศปก.ต.) ที่เป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมของ พมจ. ที่ดูแลด้านความรุนแรงในครอบครัวโดยตรงนั้น ขาดการเสริมสร้างศักยภาพให้ชุมชนมีบทบาทเป็นผู้นำในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆที่ผ่านการสนับสนุนจาก พมจ. ทำให้การดำเนินการสนับสนุนยังไม่สามารถสอดคล้องกับบริบทของแต่ละชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 3ภาพที่ 1 บริบทปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ของจังหวัดอุตรดิตถ์1.4 ผลการดำเนินงานที ่เกี ่ยวข้องกับความรุนแรงในครอบครัวระดับจังหวัด มีกลไกทีมสหวิชาชีพและเครือข่ายในพื้นที่ช่วยในการประสานงานเรื่องเคสและดูแลในระดับเบื้องต้น เพื่อส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ พมจ. รับช่วงเคสต่อได้โดยไม่ขาดช่วงการดูแล ปัจจุบันศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันการกระทำความรุนแรงในครอบครัวระดับตำบลมี 2 แห่ง คือ 1) ศปก.ต. น้ำหมัน อำเภอท่าปลา และ 2) ศปก.ต. น้ำไคร อำเภอน้ำปาด รวมถึง ศพค. จำนวน 79 แห่ง (หากนับรวมตำบลที่มีทั้งเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในตำบลเดียวจะเป็น จำนวน 80 แห่ง) ซึ่งมีศูนย์ที่ยังคงดำเนินงานอย่างต่อเนื่องอยู่เพียง 39 แห่ง2. ประเด็นการสำรวจสถานการณ์ความเข้มแข็งของครอบครัว2.1 ภาพรวมการดำเนินงานของงบประมาณ การบริหารจัดการ และแนวทางการสำรวจและบันทึกข้อมูลที่เหมาะสมนั้นมีความเพียงพอต่อการดำเนินงานแล้วในการจัดเก็บข้อมูล ทั้งนี้ ปัญหาและอุปสรรคมีเฉพาะเรื่องของความล่าช้าในการกำหนดแนวทางและงบประมาณของ สค. ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินงานและวางแผนของ พมจ. ที่อาจมีช่วงระยะเวลาที่สั้นในการวางแผนวิธีการให้ได้ซึ่งข้อมูลที่เหมาะสมกับสถานการณ์ทำให้งานหรือข้อมูลอาจจะไม่ได้ตรงตามประสิทธิภาพสูงสุดตามที่ควรจะเป็น2.2 การประเมินความเข้มแข็งของครอบครัวไทย และเอกสารคู่มือคำอธิบาย สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการบันทึกข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้านสังคมในการเรียนรู้ได้เร็วขึ้นแต่จากข้อมูลในการปฏิบัติงานที่ผ่านมา สค. ยังขาดการสนับสนุนการอบรมและพัฒนาบุคลากรในเรื่องระบบการใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้เว็บไซต์มาตรฐานครอบครัวเข้มแข็ง (www.esfis.org) ยังพบปัญหาในส่วนของการแบ่งเขตพื้นที่ระหว่างเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่ทับซ้อนกัน ทำให้ยากต่อการจำแนกข้อมูลให้ถูกต้อง ซึ่งควรปรับปรุงระบบข้อมูลให้สามารถแยกเขตพื้นที่เพื่อให้ข้อมูลมีความแม่นยำและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนกิจกรรมได้ตรงจุด


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 4ภาพที่ 2 ประเด็นการสำรวจสถานการณ์ความเข้มแข็งของครอบครัว3. ประเด็นการขับเคลื่อนกลไกการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวจังหวัดงบประมาณที่ได้รับโอนจัดสรรจาก สค. เพียงพอแล้วต่อการบริหารจัดการ ทั้งนี้ ผู้ปฏิบัติงานได้เล็งเห็นถึงแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนกลไกการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวที่เป็นไปได้จึงขอเรียนนำเสนอเพื่อนำไปปรับใช้เป็นนโยบายในอนาคตได้ดังนี้1) ระบบการติดตามเคสความรุนแรงหลังการพ้นโทษภายหลังการกลับเข้าสู่ครอบครัวเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำและประเมินความพร้อมของครอบครัวในการรับกลับ อย่างน้อยประมาณ 1 เดือน2) เร่งรัดการจัดทำแนวทาง/งบประมาณจาก สค. ให้จังหวัดทราบตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ (ไตรมาสที่ 1)เพื่อให้จังหวัดมีเวลาวางแผนและดำเนินงานได้อย่างเหมาสม3) ส่งเสริมการบูรณาการและการทำงานร่วมกัน กระตุ้นให้เครือข่าย โดยเฉพาะนิคมฯ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานด้านสังคมในภาพรวมของจังหวัดมากขึ้น4) สนับสนุนให้ชุมชนมีบทบาทผู้นำในการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง โดย พมจ. เป็นผู้สนับสนุน เพื่อให้เกิดเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาได้อย่างตรงตามบริบทของคนในชุมชน


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 5ภาพที่ 3 แนวทางการขับเคลื่อนกลไกส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวระดับจังหวัด4. ประเด็นโครงการพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชน4.1 งบประมาณที่ได้รับโอนจัดสรรจาก สค. ไม่เพียงพอแล้วต่อการบริหารจัดการ เนื่องจากจำนวนกิจกรรมตามแผนที่ พมจ. กำหนด ยังมีอีกหลายโครงการที่อยากเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมกับแนวทางปฏิบัติเช่น กิจกรรมค่ายครอบครัว ทำให้ขาดความต่อเนื่องจากกิจกรรมในปีงบประมาณที่ผ่านมา โดยจากการลงพื้นที่สำรวจของคณะติดตามประเมินผลฯ ผู้แทนของ พมจ. และผู้แทนของชุมชน พบว่าการดำเนินงานโครงการพื้นที่สร้างสรรค์เน้นการดำเนินงานโดยภาคประชาสังคมทั้งหมด มีผู้นำชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมตั้งแต่การเขียนโครงการสำคัญจนถึงการจัดกิจกรรม โดยกิจกรรมจะเกี่ยวกับการพัฒนาความสัมพันธ์ในครอบครัว สร้างรายได้ และการพัฒนาอาชีพ เช่น การทำอาหารร่วมกัน การปลูกผัก และการฝึกอาชีพเสริม เป็นต้น4.2 ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน ที่สอดคล้องกับบริบทในชุมชน และมีความเป็นไปได้ในการปรับปรุงให้ตอบโจทย์คนในพื้นที่ทั้งระดับท้องถิ่นและจังหวัดนั้น ควรจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับความยั่งยืนของพื้นที่และการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยสร้างความเป็นเจ้าของให้คนในชุมชนได้เข้ามาดูแลรักษา รวมถึงการขยายพื้นที่อื่น ๆ โดยปรับให้เหมาะสมกับบริบทและความพร้อมของแต่ละชุมชน4.3 กิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัย ในชุมชนเป็นกิจกรรมที่ตอบโจทย์เรื่องการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัวในชุมชนให้มีส่วนร่วมในการคิดสร้างสรรค์กิจกรรมสอดคล้องกับความต้องการในชุมชน โดยเน้นการใช้ทรัพยากรในชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดและการสนับสนุนของเครือข่าย เพื่อให้ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัว ผ่าน 5 กิจกรรม “ชุมชนล้อมรักให้ครอบคัว” ดังนี้1) กิจกรรมที่ 1 ประชุมร่วมกันระดมความคิดออกแบบพื้นที่สร้างสรรค์2) กิจกรรมที่ 2 พื้นที่สร้างสรรค์สานสัมพันธ์ครอบครัว3) กิจกรรมที่ 3 ปลูกจิตสำนึกการสร้างสัมพันธภาพครอบครัว4) กิจกรรมที่ 4 ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้ครอบครัว5) กิจกรรมที่ 5 ประชุมวางแผนการดำเนินการค่ายครอบครัวล้อมรัก


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 6ภาพที่ 4 ประเด็นโครงการพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชน5. ประเด็นการจัดตั้งและดำเนินงานศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ (Gender Equality Center)5.1 งบประมาณที่ได้รับโอนจัดสรรจาก สค. ไม่เพียงพอแล้วต่อการบริหารจัดการ เนื่องจากความล่าช้าจากการจัดสรรงบประมาณในจำนวน 10,000 บาท นั้นยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการออกแบบกิจกรรมของผู้ปฏิบัติงาน เพราะจากงบประมาณแล้ว พมจ. สามารถกำหนดแนวทางกิจกรรมได้เพียงไม่กี่รูปแบบ เช่น การประชาสัมพันธ์และรณรงค์สร้างความตระหนักเรื่องความเสมอภาคระหว่างเพศ การจัดทำหนังสือประกาศเจตนารมณ์การส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ และการเข้าร่วมโครงการ Pride Month 2025 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ซึ่งภาพรวมอาจไม่สามารถสร้างความหลากหลายให้กับรูปแบบกิจกรรมของทาง พมจ. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ5.2 ศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ เป็นหน่วยงานที่เน้นการขับเคลื่อนประเด็นสร้างความเข้าใจเรื่องการส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ และเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายของ พมจ. จากประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงานได้รวบรวมประเด็นที่สอดคล้องกับแนวทางการปรับปรุงนโยบายไว้แล้ว ดังนี้1) การขอรับการสนับสนุนจาก สค. ให้มีการประชาสัมพันธ์ในทุกช่องทางให้ภาคประชาสังคม เครือข่าย และประชาชนทั่วไป รับทราบถึงหน้าที่ความสำคัญ รวมถึงกองทุนของศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ2) การเชิญเครือข่ายของ สค. เข้าร่วมประชุม/อบรมกับ พมจ. เพื่อเน้นการมีส่วนร่วมและเข้าใจถึงแนวทางการทำงานและการขอรับทุนจากศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 75.3 พมจ. ได้รวบรวมโครงการ/กิจกรรม เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ไว้ดังนี้1) การจัดประชุม (อย่างน้อย 1 ครั้ง) เพื่อหารือแนวทางการขยายรูปแบบกิจกรรม และการเพิ่มขนาดของกิจกรรมให้อยู่ระดับที่ใหญ่ขึ้น2) การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ที่เน้นการสื่อสารที่ไม่ใช่เพียงแค่โปสเตอร์หรือแผ่นพับ แต่เป็นสื่อที่เข้าถึงง่าย เช่น สื่อที่ใช้ในกิจกรรมเคลื่อนที่ หรือเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน3) การสร้างการมีส่วนร่วมของศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศกับเครือข่าย/กิจกรรมที่มีอยู่แล้วเพื่อสร้างความสะดุดตาและสร้างความสนใจให้กับกลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก เช่น การนำบูธ/กิจกรรมไปรวมกันกับงานกฐินหรืองานผ้าป่าภาพที่ 5 การดำเนินงานศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ ของจังหวัดอุตรดิตถ์


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 8สรุปการประชุมติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านสตรีและครอบครัวในระดับพื้นที่ระหว่างวันที่ 11 - 12 กันยายน 2568 ณ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดตรังผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสตรี(นางสาวกุรุพิน สิงห์น้อย) หัวหน้าคณะติดตามฯ**********************************************1. ประเด็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว1.1 การทำงานร ่วมกันระหว ่างสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั ่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) และทีมสหวิชาชีพ มีประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน เนื่องจากเมื่อเกิดเหตุการณ์ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เครือข่ายในพื้นที่จะไม่สามารถบริหารจัดการได้และรอความช่วยเหลือจาก พมจ. ในการดำเนินการช่วยเหลือเคสในพื้นที่เป็นหน่วยงานหลักแทน รวมถึงทัศนคติของชุมชนที่เกิดความกลัวต่อเคสความรุนแรงในครอบครัวมองว่าผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นคนในชุมชนและเป็นเรื่องภายในครอบครัวของคนอื่น จึงเห็นว่าคนนอกที่เป็นผู้ปฏิบัติงานด้านสังคมจะทำได้ดีกว่าตนเอง นอกจากนี้ ยังพบปัญหาเรื่องการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ พมจ. ส่วนมากเป็นเพศหญิง ส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องพบเจอกับปัญหาของเคสที่มีสาเหตุมาจากยาเสพติดนั้น มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะเจออาวุธจำพวกของมีคมและอาวุธปืนของผู้กระทำความรุนแรง1.2 บริบทปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ของจังหวัดสูงสุดมีสาเหตุมาจากปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องยาเสพติด การควบคุมอารมณ์และความโกรธชั่วขณะ และเมาสุรา เป็นผลให้นำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัวทั้งเรื่องการทำร้ายร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะสัดส่วนของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในคู่สมรสที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นเคสการทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถิติความรุนแรงของจังหวัดในระยะสั้น (ตุลาคม พ.ศ. 2567 - สิงหาคม พ.ศ. 2568) จะลดลงเหลือ 19 ราย จากสถิติปี พ.ศ. 2567 จำนวน 33 รายที่ผ่านมา จังหวัดตรังมีสถิติความรุนแรงในครอบครัวสูงกว่าค่ากลางของไทยเกือบ 2 เท่า (0.15 ต่อประชากร 1,000 คน เทียบกับค่าเฉลี่ยประเทศที่ 0.08) ดังนั้น แนวโน้มสถานการณ์ในปีที่ผ่านมาสามารถประเมินความเป็นไปได้ที่จะเกิดความรุนแรงในครอบครัวประเภทที่มีสัดส่วนของการทำร้ายร่างกายอย่างต่อเนื่องของคู่สมรสอาจมีจำนวนสูงขึ้นตามสัดส่วนในปีที่ผ่านมา มีสาเหตุมาจากการปัญหายาเสพติดและความเปราะบางของครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติบทบาทหน้าที่ของครอบครัว สัมพันธภาพ และทุนทางสังคม รวมถึงปัญหาความรุนแรงที่วนเวียนกลับมาเกิดขึ้นซ้ำกับเคสเดิม จากภาวะที่ผู้กระทำความรุนแรงไม่สามารถตัดสินใจเรื่องการแยกทางของครอบครัวเนื่องจากกังวลเกี่ยวกับชีวิตคู่ บุตร และปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้หลายเคสกลับไปอยู่กับผู้กระทำความรุนแรง ซึ่งส่งผลให้ความรุนแรงยังคงอยู่ภายในครอบครัว และกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น คือ ความรุนแรงในกลุ่มผู้สูงอายุและเด็ก1.3 การมีส่วนร่วมการเฝ้าระวัง ป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ใช้กลไกเครือข่ายและทีมสหวิชาชีพเป็นหลักในการป้องกันและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา โดย ศพค. เครือข่ายท้องถิ่นคณะทำงานครอบครัวยิ้ม และกลุ่มพะยูนศรีตรัง (กลุ่ม LGBTQIA+) รวมถึงหน่วยงานรับผิดชอบภายในชุมชนผ่าน ศปก.ต. ที่พร้อมประสานงานในตำบล หรือการแจ้งเหตุความรุนแรงในครอบครัวโดยตรง เช่น ศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 และผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงเข้ามาติดต่อ ณ พมจ. นอกจากนี้ ในบางพื้นที่ของ ศปก.ต.ประสบปัญหาเรื่องการเปลี่ยนผ่านของบุคลากร ส่งผลให้ขาดความต่อเนื่องของการการดำเนินงานและบทบาทหน้าที่ของนักพัฒนาชุมชน


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 9ภาพที่ 6 บริบทปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ของจังหวัดตรัง1.4 ผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงในครอบครัวระดับจังหวัด เน้นการทำงานร่วมกันของทีมสหวิชาชีพและเครือข่ายภาคประชาสังคมเป็นหลักในการประสานงาน ปัจจุบันศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันการกระทำความรุนแรงในครอบครัวระดับตำบลมี 5 แห่ง คือ 1) ศปก.ต. บางรัก 2) ศปก.ต. ตะเสะ 3) ศปก.ต.บ้านควน 4) ศปก.ต. บางเป้า และ 5) ศปก.ต. บ่อหิน รวมถึง ศพค. ภายในจังหวัดตรังมีจำนวนทั้งหมด 99 แห่ง (โดย ศพค. ที่มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานแล้วจะมีเพียง จำนวน 88 แห่ง)2. ประเด็นการสำรวจสถานการณ์ความเข้มแข็งของครอบครัว2.1 ภาพรวมการดำเนินงานของงบประมาณ การบริหารจัดการ และแนวทางการสำรวจและบันทึกข้อมูลที่เหมาะสมนั้นมีความเพียงพอต่อการดำเนินงานแล้วในการจัดเก็บข้อมูลและไม่พบกับปัญหาในเรื่องการปฏิบัติงานด้านการสำรวจข้อมูลครอบครัวเข้มแข็ง ทั้งนี้ ทางจังหวัดประสบปัญหาเรื่องการนำข้อมูลที่ได้เก็บรวบรวมมา ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างทันท่วงทีเนื่องจากการนำข้อมูลมาสรุปผลและวิเคราะห์ต้องรอ สค. ดำเนินการจัดส่งผลลัพธ์เป็นรูปแบบของปีงบประมาณ ทำให้ไม่สามารถนำผลลัพธ์กลับมาใช้ได้ต่อบริบทในสถานการณ์สังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างเหมาะสม2.2 การประเมินความเข้มแข็งของครอบครัวไทย และเอกสารคู่มือคำอธิบาย เว็บไซต์มาตรฐานครอบครัวเข้มแข็ง (www.esfis.org) ควรเพิ่มเติมเรื่องระบบฐานข้อมูลมาตรฐานครอบครัวเข้มแข็งที่เกี่ยวกับระบบ Dashboard ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time ในระดับตำบลหรือท้องถิ่นที่มีความเหมาะสมมากกว่าภาพรวมในระดับจังหวัดที่มีมุมมองที่กว้างเกินไป นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้านสังคมหรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียนั้นไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลได้ในทันที ส่งผลให้เกิดความล่าช้าเรื่องการใช้ประโยชน์ของข้อมูลและกระทบต่อการวางแผนแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 10ภาพที่ 7 ประเด็นการสำรวจสถานการณ์ความเข้มแข็งของครอบครัว3. ประเด็นการขับเคลื่อนกลไกการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวจังหวัดงบประมาณที่ได้รับโอนจัดสรรจาก สค. เพียงพอแล้วต่อการบริหารจัดการ ทั้งนี้ ผู้ปฏิบัติงานได้เล็งเห็นถึงแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนกลไกการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวที่เป็นไปได้ จึงขอเรียนนำเสนอเพื่อนำไปปรับใช้เป็นนโยบายในอนาคตได้ ดังนี้1) ขาดการทบทวนเรื่องคำสั่งคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวจังหวัด พ.ศ. ๒๕๖๐ ส่งผลต่อการประสานงานและการดำเนินงานของ พมจ. ซึ่งมีผลต่อการติดตามความคืบหน้าในประเด็นของการพัฒนาเชิงนโยบายของหน่วยงานที่ขาดความต่อเนื่อง ผ่านมุมมองของเครือข่ายในจังหวัดที่ทวงถามเรื่องการทบทวนคำสั่งฉบับใหม่2) การสนับสนุนโครงสร้างคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวจังหวัดที่สามารถขับเคลื่อนงานด้านครอบครัวได้อย่างยั่งยืน ตามความเหมาะสมของบริบทของจังหวัด4. ประเด็นโครงการพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชน4.1 งบประมาณที่ได้รับโอนจัดสรรจาก สค. มีความเหมาะสมและเพียงพอแล้วต่อการบริหารจัดการ เนื่องจากสค. มีหนังสือชี้แจงเรื่องของงบประมาณสามารถบูรณาการร่วมกันได้โดยที่ผลผลิตของกิจกรรมจะต้องเป็นไปตามสัดส่วนของงบประมาณนั้น ทำให้สามารถดำเนินงานได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม พมจ. ได้ประสบปัญหาเรื่องการกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสมกับกิจกรรม มีการปรับเปลี่ยนจำนวนครั้ง/คน จากเดิม 7 ครั้ง ต่อ 100 คน เป็น 5 ครั้ง 40 คน


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 114.2 ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน และบริหารจัดการของกิจกรรมแยกย่อยที่อาจจะใช้งบประมาณเกินกว่าที่กำหนด ส่งผลต่อขั้นตอนการขออนุมัติเปลี่ยนแปลงที่ต้องนำปรับใหม่ให้เหมาะสม ซึ่งเป็นภาระงานซ้ำซ้อนของทาง พมจ. ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกทั้งยังประสบปัญหาเรื่องของความต่อเนื่องและความยั่งยืนของกิจกรรมที่ชุมชนอาจจะนำกิจกรรมต่าง ๆ มาสานต่อโดยไม่มี พมจ. เป็นผู้นำ ซึ่งยังขาดกิจกรรม สื่อ และอุปกรณ์ถาวรที่เหมาะสมกับคนทุกช่วงวัย4.3 กิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัย พมจ. ได้คัดเลือกพื้นที่ของการเคหะชุมชนเป็นพื้นที่ในการดำเนินโครงการสำคัญและเป็นกิจกรรมที่ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากชุมชน ถึงแม้จะมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ในชุมชนนั้นไม่มีอาคารอเนกประสงค์จัดกิจกรรม ทำให้เมื่อเจอสภาพอากาศ เช่น ลมแรงหรือฝนตก อาจส่งผลต่อการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้เข้าร่วมได้ทั้งนี้ ชุมชนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ฯ จึงขอการสนับสนุนทาง พมจ. ให้ชุมชนเป็นผู้จัดกิจกรรมเองโดยตรงในเรื่องการออกแบบกิจกรรมและงบประมาณสำคัญ โดยอาจขอรับการสนับสนุนทาง พมจ. ให้มามีส่วนร่วมกับชุมชน นอกจากนี้ พมจ. ได้เล็งเห็นว่าในอนาคตอาจมีความเป็นไปได้ในการผลักดันขยายพื้นที่ของกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ฯ ให้คลอบคลุมกับพื้นที่ของ ศพค.ซึ่งมีความพร้อมเรื่องสถานที่จัดกิจกรรมและบุคลากรที่พร้อมต่อการดำเนินงานด้านกิจกรรมและเครือข่ายในชุมชน5. ประเด็นการจัดตั้งและดำเนินงานศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ (Gender Equality Center)5.1 งบประมาณที่ได้รับโอนจัดสรรจาก สค. ไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการ เนื่องจากรูปแบบกิจกรรมของ พมจ. ได้วางแผนไว้สำหรับงบประมาณที่ต้องการสนับสนุนในการดำเนินงานกำหนดไว้เบื้องต้น ประมาณ 50,000 บาท เพื่อนำไปจัดสรรเป็นโครงการเพื่อจัดอบรมให้ความรู้เรื่องความเสมอภาคระหว่างเพศ และผลิตสื่อสำคัญในการประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ได้ชี้แจงถึงประเด็นด้านงบประมาณในการบริหารจัดการที่ สค. ได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้นเป็น 3,000,000 บาท สำหรับโครงการสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ ส่งผลให้ พมจ. จะได้รับงบประมาณในการสนับสนุนเพิ่มเติมสำหรับศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศจากเดิม 10,000 บาท เป็น 20,000 บาทต่อจังหวัด ซึ่งอาจจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมตามแผนของ พมจ. ให้เหมาะสมกับงบประมาณอีกด้วย5.2 ศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มีกลไกและเครือข่ายสำคัญของกลุ่มผู้มีประสบการณ์ระดับสูงด้านงานส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ คือ กลุ่มพะยูนสีตรัง ซึ่งมีการขับเคลื่อนงานสำคัญต่าง ๆ ของจังหวัดอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว ทำให้ พมจ. สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านความร่วมมือสำคัญได้ในกลุ่มที่ยากที่จะเข้าถึง สามารถดำเนินงานได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน พมจ. ได้ประสานความร่วมมือเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของเครือข่ายตั้งแต่ช่วงปีงบประมาณที่ผ่านมา จากประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงานได้รวบรวมประเด็นที่สอดคล้องกับแนวทางการปรับปรุงนโยบายไว้แล้ว ดังนี้1) การขอรับการสนับสนุนจาก สค. เรื่องสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายในทุกช่องทางให้ภาคประชาสังคม เครือข่าย และประชาชนทั่วไป ให้ทราบถึงกิจกรรม/โครงการที่เกี่ยวข้อง2) การสร้างความรู้ความเข้าใจในประเด็นเชิงนโยบายเรื่องความเท่าเทียมทางเพศของพื้นที่ในโรงพยาบาลภายในจังหวัดตรัง เช่น ผู้ป่วยภายในที่ได้รับการแปลงเพศแล้ว ถูกจัดให้ใช้พื้นที่นอนรวมกับวอร์ดตามเพศสภาพ ซึ่งสร้างความไม่สะดวกสบายต่อการใช้บริการ รวมถึงเรื่องการปฏิเสธการขอบริจาคโลหิตที่บ่อยครั้งโดยไม่ได้รับข้อวินิจฉัยที่เหมาะสมในหลายกรณี


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 125.3 พมจ. ได้รวบรวมโครงการ/กิจกรรม เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ไว้ดังนี้1) การให้ความรู้แก่กลุ่ม LGBTQIA+ ในโรงเรียน เพื่อสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความเสมอภาคทางเพศในมิติต่าง ๆ ให้แก่นักเรียน ครู รวมไปถึงครอบครัวและชุมชน2) การทำงานร่วมกับเครือข่ายในการรณรงค์ยุติความรุนแรง3) การสร้างการมีส่วนร่วมของศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศกับเครือข่าย/กิจกรรมที่มีอยู่แล้ว เช่น การสานต่อประเด็นเรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติดผ่านศรีตรังโมเดลภาพที่ 8 การดำเนินงานศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ ของจังหวัดตรัง


ส่วนที่ 3 การติดตามและประเมินผลโครงการ/กิจกรรมในรูปแบบ Google Form (Online)


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 15สรุปการติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านสตรีและครอบครัวในระดับพื้นที่ รูปแบบ Google Form (Online)**********************************************1. การแบ่งพื้นที่ติดตามประเมินผลในพื้นที่สำคัญการติดตามประเมินผลฯ ในรูปแบบออนไลน์ สามารถจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวน 62 จังหวัด จากข้อมูลทั้งหมด74 จังหวัด (ไม่รวมจังหวัดอุตรดิตถ์และตรัง) โดยได้แบ่งพื้นที่สำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นจำนวน 4 ภาค เพื่อจำแนกบริบทของจุดแข็งที่ต้องเสริมและจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข ตอบโจทย์ต่อการปรับปรุงนโยบายและแนวทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการในภาพรวมของพื้นที่ ทั้งนี้ จากข้อมูลของ 4 ภาค สามารถแบ่งเป็นจังหวัดต่าง ๆได้ดังนี้ภาคกลาง (20 จังหวัด): กาญจนบุรี, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ชัยนาท, ตราด, นครนายก, นครปฐม, นนทบุรี, ปราจีนบุรี, เพชรบุรี, ลพบุรี, ราชบุรี, ระยอง, สระแก้ว, สระบุรี, สิงห์บุรี, สุพรรณบุรี, สมุทรปราการ, สมุทรสงครามและสมุทรสาครภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (15 จังหวัด): ขอนแก่น, ชัยภูมิ, นครพนม, นครราชสีมา, หนองคาย, มหาสารคาม, มุกดาหาร, ยโสธร, เลย, บุรีรัมย์, สกลนคร, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, อำนาจเจริญ และอุดรธานีภาคเหนือ (14 จังหวัด): กำแพงเพชร, เชียงราย, น่าน, นครสวรรค์, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, พิจิตร, พะเยา, แพร่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลำพูน, สุโขทัย และอุทัยธานีภาคใต้ (13 จังหวัด): กระบี่, ชุมพร, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ปัตตานี, พังงา, พัทลุง, ภูเก็ต, ยะลา, ระนอง, สงขลา, สตูล และสุราษฎร์ธานี2. ประเด็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว2.1 การปฏิบัติงานร่วมกับเครือข่ายหรือทีมสหวิชาชีพในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวภายในจังหวัด ภาพรวมการปฏิบัติงานร่วมกันนั้น ดำเนินการผ่านไปด้วยดีได้รับความร่วมมือจากทีมสหวิชาชีพเป็นอย่างดี โดยมีกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงาน ดังนี้1) การมีส่วนร่วมของเครือข่าย: การดำเนินงานอาศัยการทำงานของกลไกในพื้นที่ เช่น ศปก.ต. และ ศพค. รวมถึงการบูรณาการกับทีมสหวิชาชีพหลัก ได้แก่ โรงพยาบาล สถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และชุมชน2) การจัดการความช่วยเหลือ: สามารถประสานจัดการช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรงได้ครบทุกราย โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง3) การเฝ้าระวังและการติดตาม: มีการรับเรื่องร้องเรียนและลงพื้นที่พร้อมให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น รวมถึงการติดตามเพื่อเฝ้าระวังการกระทำผิดซ้ำ และป้องกันการกระทำความรุนแรงในครอบครัว2.2 ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานร่วมกับเครือข่ายหรือทีมสหวิชาชีพ ภาพรวมร้อยละ 70.97รายงานว่า “ไม่มีอุปสรรค” แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดแล้วพบว่าปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญในการปฏิบัติงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพ มีดังนี้


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 162.2.1 ปัญหาด้านการตีความกฎหมาย1) การปฏิเสธความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อุปสรรคที่สำคัญที่สุดที่พบบ่อยในหลายพื้นที่คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจบางพื้นที่ไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร โดยมีทัศนคติว่าปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็น \"เรื่องภายในครอบครัว\" มีการปฏิเสธไม่รับแจ้งความหรือไม่รับลงบันทึกประจำวัน ทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการเรื่องกระบวนการยุติธรรม2) ความไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่สหวิชาชีพ ขาดความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 เกิดอุปสรรคต่อการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีภารกิจที่แตกต่างกัน ทำให้การช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายไม่มีประสิทธิภาพ3) ความซ้ำซ้อนในอำนาจหน้าที่ มีปัญหาเรื่องขอบเขตอำนาจหน้าที่ซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานและการสื่อสารในการประสานงานไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน2.2.2 ปัญหาด้านการบริหารจัดการและทรัพยากร1) ความล่าช้าในการประสานงานกรณีเร่งด่วนยังไม่ราบรื่น เนื่องจากทีมสหวิชาชีพมีภารกิจไม่สอดคล้องกันและติดภารกิจอื่น ทำให้ผู้ถูกกระทำต้องรอการช่วยเหลือตามลำดับ2) ความไม่ปลอดภัยในการลงพื้นที่กรณีความรุนแรงเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล จะเป็นเคสที่มักเกิดการกระทำซ้ำ และทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยในการทำงานของเจ้าหน้าที่3) บุคลากรเปลี่ยนแปลงบ่อยหรือโยกย้ายบ่อยครั้ง ทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องและไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ในการทำงาน4) ภาระงานที่หนักและรับผิดชอบหลายหน้าที่ของคณะทำงาน ทำให้เครือข่ายในบางพื้นที่ยังไม่สามารถมีบทบาทในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างเต็มที่5) ข้อจำกัดด้านพื้นที่และบุคลากรในบางจังหวัด การเดินทางไปยังพื้นที่ประสบปัญหาใช้เวลานาน ทำให้การช่วยเหลือล่าช้า นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องจำนวนเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน2.2.3 ปัญหาจากผู้ประสบเหตุและเคสที่ซับซ้อน1) ผู้ถูกกระทำไม่ประสงค์ให้ความร่วมมือ ปกปิดข้อมูล ผู้ถูกกระทำไม่ดำเนินคดีไม่ประสงค์ให้มีการดำเนินคดีตามกฎหมายหรือกลับไปคืนดีกับผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นอุปสรรคที่พบเป็นจำนวนมาก ทำให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำ ๆ และไม่ได้รับการแก้ไข2) การจัดการเรื่องผู้ป่วยจิตเวชที่กลับไปอยู่กับครอบครัวแล้วทานยาไม่สม่ำเสมอ ทำให้มีอาการคุ้มคลั่งและกลับมาเกิดปัญหาเดิมซ้ำ เป็นปัญหาที่จัดการยากในกระบวนการ3) ความซับซ้อนในการไกล่เกลี่ย มีอุปสรรคในการเข้าพูดคุยและไกล่เกลี่ยระหว่างผู้กระทำและผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว และความละเอียดอ่อนของข้อมูลที่ได้รับจากผู้ประสบปัญหาไม่ครบถ้วนเนื่องจากทั้งสองฝ่ายให้ข้อมูลไม่ตรงกัน4) เครือข่ายในพื้นที่ อปท. และ ศพค. ในบางชุมชน ไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว มองปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัว รวมถึงบางหน่วยงานไม่ทำการประสานส่งต่อเคส เนื่องจากเห็นความรุนแรงเป็นเรื่องในครอบครัว


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 17ภาพที่ 9 กลไกและอุปสรรคการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว2.3 แนวทางในการแก้ไขปัญหาอุปสรรค ในการปฏิบัติงานร่วมกับเครือข่ายหรือทีมสหวิชาชีพ จังหวัดได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาและข้อเสนอแนะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพ ดังนี้2.3.1 การสร้างมาตรฐานและความชัดเจนของบทบาทหน้าที่1) จัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยแนวทางปฏิบัติระหว่างหน่วยงานระดับกระทรวง เพื่อให้มีแนวทางปฏิบัติงานที่ชัดเจนมากขึ้นและสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย2) เสนอให้มีการจัดอบรมสร้างความรู้และความเข้าใจใน พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ถึงหน้าที่ของแต่ละหน่วยสหวิชาชีพ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในการดําเนินงาน3) การจัดการทัศนคติเชิงลบ เรื่องแก้ไขปัญหาการไม่ให้ความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยมีหนังสือราชการไปยังผู้บังคับบัญชาสั่งการอีกขั้นหนึ่ง4) การใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์ควรมีการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบาย และสะท้อนข้อมูลกลับให้ในพื้นที่ได้รับทราบ เพื่อนำไปสู่การวางแผนการทำงานในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ2.3.2 การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครือข่าย1) ยกระดับ ศปก.ต. และ ศพค. จัดโครงการเพื่ออบรมให้ความรู้แก่ ศปก.ต. ทบทวนบทบาทหน้าที่ขยายการดูแลสอดส่อง และสามารถช่วยเหลือเบื้องต้นได้2) พัฒนาทักษะเชิงลึกเฉพาะด้าน ให้การสนับสนุนการยกระดับความรู้และทักษะเชิงลึกแก่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้านสังคม โดยเน้นเรื่องการประเมินความรุนแรงและการรับมือโอกาสเกิดซํ้าอย่างถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน การบําบัดฟื้นฟูผู้กระทำความรุนแรง (โดยเฉพาะผู้มีปัญหาสุรา/สารเสพติด) และทักษะการไกล่เกลี่ย การให้คำปรึกษาในบริบทครอบครัวที่มีความขัดแย้งเรื้อรัง


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 183) สนับสนุนบุคคลประจำจังหวัดเพิ่มเติม หรือผลักดันตําแหน่งเจ้าหน้าที่ ศปก. ให้เป็นตําแหน่งที่มั่นคง เช่น พนักงานราชการหรือข้าราชการ เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่และสร้างความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน2.4 บริบทปัญหาความรุนแรงในครอบครัว สามารถสรุปรายละเอียดตามสาเหตุและแนวโน้มในอนาคตได้ดังนี้2.4.1 บริบทและลักษณะของปัญหาความรุนแรงในครอบครัว หลายจังหวัดมีลักษณะที่ทวีความรุนแรงและมีความซับซ้อนมากขึ้น รูปแบบความรุนแรงที่พบมากที่สุดมักเป็นการทำร้ายร่างกาย และความรุนแรงทางจิตใจ เช่น การดุด่า ดูถูก ข่มขู่ หรือทำลายทรัพย์สิน โดยความสัมพันธ์ของผู้ถูกกระทำและผู้กระทำความรุนแรงส่วนใหญ่ยังคงเกิดขึ้นระหว่างสามีภรรยา และพบว่าผู้กระทำเป็นเพศชายผู้ถูกกระทำเป็นเพศหญิง เป็นสถิติที่สอดคล้องกับหลายพื้นที่ ความรุนแรงมีแนวโน้มขยายไปสู่สมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะบุตรทำร้ายบิดามารดา รวมถึงผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชนมีแนวโน้มถูกกระทำความรุนแรงจากบุคคลในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม พมจ. ในบางพื้นที่ เช่น นครนายก กาญจนบุรีลำปาง และพังงา รายงานว่ามีเคสความรุนแรงในครอบครัวและจำนวนเคสลดน้อยลง2.4.2 สาเหตุหลักของความรุนแรงในครอบครัว จังหวัดต่าง ๆ รายงานตรงกันว่าเป็นปัญหาที่เกิดจากปัจจัยหลัก ดังนี้1) ปัญหายาเสพติดและสุรา ถูกระบุว่าเป็น สาเหตุอันดับแรกและเป็นปัจจัยหลักที่พบมากที่สุด ซึ่งนำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัว โดยความรุนแรงที่เกิดจากการใช้สารเสพติดและสุรามักเป็นการเสพยาและทำร้ายบุคคลในครอบครัวหรือบังคับขู่เข็ญเรียกเอาเงินเพื่อซื้อสารเสพติด ซึ่งทำให้ปัญหามีความรุนแรงมากขึ้น2) ปัญหาเศรษฐกิจและความสัมพันธ์และปัจจัยด้านรายได้ความยากจน การว่างงาน ตกงาน และความเครียดทางเศรษฐกิจตกต่ำ เป็นปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญ3) ความขัดแย้งส่วนบุคคลและความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ไม่แน่นแฟ้น ขาดทักษะในการสื่อสารการหึงหวงชู้สาว และอารมณ์บันดาลโทสะ ก็เป็นสาเหตุหลักที่พบมาก โดยมีเคสตัวอย่างของ พมจ. นครนายกพบว่าสาเหตุอันดับแรกคือ ผู้ถูกกระทำมีความรู้สึกว่ามีอำนาจเหนือกว่า4) ปัญหาด้านสุขภาพจิต ปัญหาผู้ป่วยจิตเวช หรือผู้ที่มีอาการทางจิต ถูกระบุเป็นปัจจัยร่วมที่เพิ่มความรุนแรงในบางพื้นที่2.4.3 แนวโน้มปัญหาความรุนแรงในครอบครัวในอนาคต ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าปัญหาความรุนแรงในครอบครัว จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นหรือทวีความร้ายแรงยิ่งขึ้น หากไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถแบ่งรายละเอียดสำคัญได้ ดังนี้1) ความรุนแรงจากยาเสพติดที่เพิ่มขึ้น แนวโน้มความรุนแรงจากยาเสพติดและสุรามีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากปัญหายาเสพติดยังคงแพร่ระบาดและสามารถเข้าถึงได้ง่าย และมีความคิดว่ากฎหมายไม่รุนแรงพอ2) ความซับซ้อนทางสังคมและผลกระทบจากเทคโนโลยีดิจิทัล โดยคาดการณ์ว่าปัญหาความรุนแรง อาจมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ปัญหาทางสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น3) ความเปราะบางของสถาบันครอบครัว มีแนวโน้มว่าจำนวนผู้ถูกกระทำความรุนแรงจากคนในครอบครัวเพิ่มขึ้น และมีวิธีการที่รุนแรงมากขึ้น โดยมีเคสตัวอย่างของ พมจ. สระบุรีระบุถึงแนวโน้มการจดทะเบียนสมรสลดลงและอัตราการหย่าร้างมากขึ้น ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของสถาบันครอบครัว


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 194) การเพิ่มขึ้นของการเข้าถึงบริการ แม้จำนวนเคสจะเพิ่มขึ้น แต่บางจังหวัดมองว่าการเพิ่มขึ้นนี้อาจสะท้อนถึงกลไกการคุ้มครองสวัสดิภาพที่มากขึ้นของประชาชน เนื่องจากประชาชนมีความตระหนักรู้ในสิทธิมากขึ้น5) แนวโน้มด้านสุขภาพจิตในอนาคตมีแนวโน้มว่า จะมีผู้ป่วยจิตเวชและเยาวชนที่มีปัญหาพฤติกรรมมากขึ้นอย่างแน่นอน2.5 การมีส่วนร ่วมในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยส่วนใหญ่ดำเนินการผ่านกลไกเครือข่ายที่จัดตั้งขึ้นในระดับพื้นที่ ดังนี้2.5.1 รูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชน การมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชนในพื้นที่ดำเนินการผ่านกลไกและกิจกรรมที่หลากหลาย โดยมีเป้าหมายหลักในการเฝ้าระวังและเป็น \"ด่านหน้า\" ในการช่วยเหลือเบื้องต้น 3 รูปแบบ ดังนี้1) การขับเคลื่อนผ่านกลไกในพื้นที่ (เครือข่ายและอาสาสมัคร) ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบผ่านกลไกที่จังหวัดจัดตั้งและขับเคลื่อน เช่น- ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันการกระทำความรุนแรงในครอบครัวระดับตำบล (ศปก.ต.)- ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน (ศพค.)- อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(อพม.)- อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)- ผู้นำท้องถิ่น เช่น ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องที่ และคณะครูของเด็กในครอบครัวเพื่อให้ผู้นําชุมชนและประชาชนในพื้นที่ ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตนเองและสามารถให้ความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาในเบื้องต้นได้อย่างเหมาะสม และทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเฝ้าระวังในพื้นที่ ร่วมกันเป็นเครือข่ายในการช่วยเหลือที่เข้มแข็ง2) การเฝ้าระวังและการแจ้งเหตุการมีส่วนร่วมที่สำคัญที่สุดคือบทบาทในการเฝ้าระวังและการแจ้งเหตุความรุนแรง เช่น- การสอดส่องและแจ้งเบาะแสชุมชนและประชาชนมีบทบาทในการเฝ้าระวังสอดส่องดูแลแจ้งเบาะแสหรือแจ้งเหตุ เมื่อพบเห็นความรุนแรง รวมถึงการแจ้งกลับผู้ใหญ่บ้านหรือ อบต. หรือ แจ้งหน่วยงาน พมจ. ให้ตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือ- การรณรงค์และให้ข้อมูล ให้ช่วยกันสอดส่องดูแลหากพบเห็นผู้ถูกกระทำความรุนแรงให้รีบแจ้ง และมีการจัดกิจกรรม รณรงค์และประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ว่าทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการลดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้3) การเข้าร่วมกระบวนการช่วยเหลือ เช่น- การร่วมลงพื้นที่กับทาง พมจ. โดยแต่ละเคสต้องมีเครือข่ายร่วมให้ข้อเท็จจริงและหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาร่วมกัน โดยผู้นําชุมชนในพื้นที่มักมีบทบาทในการเข้าพูดคุยกับครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง และประสานเจ้าหน้าที่- การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาในเบื้องต้น และมีการร่วมพูดคุยไกล่เกลี่ยทำข้อตกลงในระดับชุมชน


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 202.5.2 ผลการดำเนินงานด้านความรุนแรงในครอบครัวในระดับจังหวัด มีความก้าวหน้าในการให้ความช่วยเหลือและการประสานงาน โดยยังคงมีอุปสรรคสำคัญด้านการประสานงานกับหน่วยงานยุติธรรม ทัศนคติของเครือข่ายและความไม่ต่อเนื่องของบุคลากร การจัดการเคสและการประสานงาน หลายจังหวัดรายงานว่าผลการดำเนินงานโดยรวมดำเนินการผ่านไปด้วยดี สามารถประสานจัดการช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรงได้ครบทุกราย โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสามารถให้การช่วยเหลือและจัดการปัญหาได้อย่างทันท่วงทีและครอบคลุมประเด็นสำคัญ ดังนี้1) การเยียวยาและติดตามผลผู้ได้รับผลกระทบให้ได้รับความช่วยเหลือ เยียวยาทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ มีการติดตามเยี่ยมบ้านเป็นระยะเพื่อป้องกันการกระทำความรุนแรงในครอบครัวซํ้า2) สร้างองค์ความรู้ด้านการรับรู้สิทธิในจังหวัดและประชาชนทราบถึงแหล่งให้ความช่วยเหลือ3) การสร้างระบบงานให้จังหวัดมีทิศทางการทำงานที่ดีขึ้นและมีการจัดระบบงานใหม่ เช่น การรวบรวมข้อมูลและคืนข้อมูล การติดตามและการรายงานผล และการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ภาพที่ 10 ความรุนแรงในครอบครัว สาเหตุ แนวโน้ม และทางออก3. ประเด็นการสำรวจสถานการณ์ความเข้มแข็งของครอบครัว3.1 งบประมาณค่าผลิต สำรวจและบันทึกข้อมูล จากการสำรวจข้อมูลจาก 62 จังหวัดในประเด็นงบประมาณค่าผลิต สำรวจ และบันทึกข้อมูล (แบบประเมินความเข้มแข็งของครอบครัวไทย) พบว่าร้อยละ 12.9 ปัญหาหลักคืองบประมาณที่ได้รับไม่เพียงพอ นอกจากนี้ มีความแตกต่างกันในการเสนอขอเพิ่มงบประมาณ โดยรายละเอียดข้อเสนอแนะจำนวนเงินที่ควรเพิ่มขึ้น (ค่าผลิต/สำรวจ/บันทึกข้อมูล) จังหวัดต่าง ๆ ได้เสนอขอเพิ่มงบประมาณค่าผลิต สำรวจ และบันทึกข้อมูล (ระบุเป็นต่อชุด หรือต่อกิจกรรม) ดังนี้


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 21ตารางที่ 1 การเสนอขอเพิ่มงบประมาณค่าผลิต สำรวจ และบันทึกข้อมูลพมจ. จำนวนงบประมาณที่เสนอขอเพิ่ม (ต่อชุด/ต่อครอบครัว)ที่มา/เหตุผลประกอบยะลา 50 - 100 บาท (ต่อชุด)ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เก็บ และข้อมูลควรครอบคลุมทุกปัญหา ทุกประเด็น ทุกช่วงวัยในครอบครัว และต้องมีจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่มากพอสุราษฎร์ธานี 50 บาท (ต่อชุด) งบประมาณในการสํารวจน้อย การจัดหาผู้ทำการสํารวจจึงทำได้ยากพิษณุโลก และอำนาจเจริญ 50 บาท (ต่อชุด) -น่าน 45 บาท (ต่อชุด) -ระนอง 40 บาท (ต่อชุด) -ปราจีนบุรี 35 บาท (ต่อชุด) -พะเยา 30 บาท (ต่อชุด) -3.2 งบประมาณที่คาดว่าจะใช้ในการบริหารจัดการ (ค่าบริหารจัดการ) จังหวัดต่าง ๆ มีการเสนอขอเพิ่มงบประมาณในส่วนของค่าบริหารจัดการ ซึ่งเป็นงบประมาณสำหรับดำเนินงานต่าง ๆ ในระดับจังหวัด ดังนี้ตารางที่ 2 การเสนอขอเพิ่มงบประมาณสำหรับดำเนินงานต่าง ๆ ในระดับจังหวัดพมจ. จำนวนงบประมาณที่คาดว่าจะใช้ที่มา/เหตุผลประกอบนครราชสีมา 50,000 บาท -อำนาจเจริญ 42,500 บาท -เพชรบูรณ์ 40,000 บาท -สมุทรปราการ 37,500 บาท -ปราจีนบุรี บุรีรัมย์ 32,000 บาท -ลำปาง 29,250+2,000 บาทเพิ่มเติมค่าบริหารจัดการอื่น ๆ


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 22พมจ. จำนวนงบประมาณที่คาดว่าจะใช้ที่มา/เหตุผลประกอบราชบุรีสระแก้ว อุทัยธานีชัยนาทพะเยา ชัยภูมิ กาญจนบุรีสระบุรีเพชรบุรี30,000 บาท-หนองคาย 29,750 บาท -ปัตตานีสิงห์บุรีลำพูน 29,250 บาท -สุรินทร์ 25,000 บาท -ยะลา 10,000 - 20,000 บาท-ฉะเชิงเทรา 12,500 บาท -สมุทรสาคร สตูล ชุมพร ตราด 10,000 บาท -นราธิวาส 6,000 บาท -สุราษฎร์ธานีสุโขทัย ระยอง นครสวรรค์ แพร่ กำแพงเพชร5,000 บาท-นนทบุรี 3,000 - 5,000บาท-ชลบุรี 4,000 บาท เพิ่มเติมค่าจ้างเหมาต่างหากนครพนม มุกดาหาร พิษณุโลกขอนแก่น4,000 บาท-พังงา 3,000 - 4,000บาท-น่าน 3,500 บาท -สกลนคร ยโสธร ลพบุรีนครนายกศรีสะเกษ พัทลุง มหาสารคาม พิจิตร เชียงราย3,000 บาท-แม่ฮ่องสอน ภูเก็ต 2,000 บาท -สมุทรสงคราม กระบี่ นครปฐมสุพรรณบุรี-จำเป็นต้องขอเพิ่ม ในส่วนของค่าน้ำมันในการลงพื้นที่ครบทุกพื้นที่สำรวจฯเพิ่มเติมค่าส่งหนังสือ ค่าประสานงาน เจ้าหน้าที่ใช้โทรศัพท์ส่วนตัวในการประสานงานเครือข่ายพื้นที่ ค่าวัสดุสำนักงานหรือแล้วแต่ทาง สค. จะจัดสรร


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 233.3 แนวทางการอบรมชี้แจงการสำรวจและบันทึกข้อมูล จากข้อมูลรูปแบบการจัดประชุมและอบรมมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับรูปแบบการสื่อสาร โดยร้อยละ 51.61 เห็นว่าการประชุมเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบที่ สค.โดยตรง เพื่อให้ได้รับนโยบายและแนวทางที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งร้อยละ 43.55 ได้สนับสนุนการประชุมออนไลน์ เป็นวิธีที่ภูมิภาคมีความสะดวกและช่วยสร้างความชัดเจนให้กับหน่วยงานที่ต้องการบันทึกข้อมูลเป็นอันดับแรก ทั้งนี้ พมจ. อุดรธานี และ สกลนคร ได้เสนอให้ประชุมระดับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบที่ สค.และประชุมออนไลน์กับหน่วนงานผู้มีหน้าที่บันทึกข้อมูล รวมถึงจัดตั้งกลุ่ม Line ในระดับจังหวัดเพื่อช่วยเหลือเบื้องต้นเกี่ยวกับแนวทางการสำรวจและบันทึกข้อมูลลงระบบ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ชัดเจนมากขึ้น และ พมจ. น่านเสนอให้มีงบประมาณในการเชิญพื้นที่เพื่อประชุมชี้แจงในจังหวัด เพื่อให้คณะทำงาน ศปก.ต. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้รับรู้เข้าใจในการกรอกข้อมูลและประเมินผลให้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น3.4 ปัญหาและอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและบันทึกข้อมูล1) ปัญหาความร่วมมือในการเก็บข้อมูลและการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ อปท. ในบางพื้นที่ค่อนข้างยาก ทำให้การเบิกจ่ายต้องรอเอกสารเบิกจ่ายหรือบันทึกข้อมูลเข้าระบบช้า และบางพื้นที่ไม่มีผู้สนใจเป็นผู้เก็บข้อมูลหรือไม่ให้ความร่วมมือในการสํารวจข้อมูล2) ปัญหาเครื่องมือ (แบบสำรวจ) ข้อคําถามมีจำนวนข้อมากเกินไป ภาษาที่ใช้ในข้อคําถามมีความกํากวม และผู้ทำแบบสํารวจไม่เข้าใจคําถาม นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องคําถามซ้ำซ้อนทำให้เสียเวลาในการสอบถาม3) ปัญหาการปรับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานบ่อยครั้ง ทำให้สค. ควรมีการชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงานการสํารวจข้อมูลทุกปี3.5 ปัญหาและอุปสรรคในการสำรวจข้อมูล (แบบประเมินความเข้มแข็งของครอบครัวไทย)1) ปัญหาด้านเครื่องมือ (แบบสำรวจ) จำนวนข้อคำถามมากเกินไป ส่งผลให้เสียเวลาในการตอบแบบประเมินและหัวข้อในการสอบถามจำนวนเยอะ ทำให้บางครั้งไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเท่าที่ควร2) ความไม่ชัดเจนของคำถาม ภาษาที่ใช้ในข้อคําถามมีความกํากวมซ้ำซ้อนใกล้เคียงกัน ทำให้ผู้ทำแบบสํารวจไม่เข้าใจคําถาม และในบางข้อคําถามในแบบสอบถาม ไม่ตรงกับระบบที่บันทึกข้อมูล3) ความยากในการแปลผลสถานการณ์ครอบครัว และการนำข้อมูลมาใช้ในการช่วยเหลือครอบครัวที่ประสบปัญหาในพื้นที่4) ข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูล โดยบางครั้งจะต้องใช้ระยะเวลาในการสํารวจ ทำให้ไม่สามารถเก็บเก็บข้อมูลได้ตามกำหนด5) งบประมาณที่จัดสรรสำหรับค่าสำรวจและบันทึกข้อมูลนั้นไม่เพียงพอเนื่องจากงบประมาณในการสํารวจน้อยและจัดหาผู้ทำการสํารวจได้ยาก6) คำถามในแบบสอบถามไม่ตรงกับคำถามในระบบที่บันทึกข้อมูล


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 24ภาพที่ 11 ปัญหาและอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและแบบประเมินความเข้มแข็งของครอบครัวไทย3.6 ปัญหาและอุปสรรคในการใช้งานฐานข้อมูลมาตรฐานครอบครัวเข้มแข็ง (www.esfis.org)พบว่ามี 5 พมจ. ที่ระบบเกิดปัญหา โดยมีอยู่ด้วยกัน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ร้อยละ 20 พบปัญหา 2 ด้าน คือปัญหาด้านการเข้าถึงและลงทะเบียนเข้าใช้ระบบ และปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการออกรายงานวางแผนและการเบิกจ่าย 2) ร้อยละ 60 พบปัญหาด้านการกรอกข้อมูลของเจ้าหน้าที่ในการบันทึกข้อมูลแบบสำรวจ ทั้งนี้ พมจ. เพชรบูรณ์ และ นครสวรรค์ ได้นำเสนอให้มีการฝึกอบรมด้านการใช้งานระบบอย่างต่อเนื่อง เพราะเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง พร้อมทั้งควรเพิ่มระบบให้สามารถรายงานผลเป็นกราฟแบบครบทุกส่วนที่สำคัญในหน้าเดียว เพื่อให้ง่ายต่อการใช้วิเคราะห์และใช้งานในอนาคต3.7 การใช้ประโยชน์จากข้อมูลการสำรวจสถานการณ์ความเข้มแข็งของครอบครัวพบว่าการประเมินการใช้ประโยชน์มีระดับมากที่สุดร้อยละ 37.1 ระดับมากอยู่ที่ 38.71 ระดับพอใช้อยู่ที่ 20.97 โดยร้อยละ 3.23 จากภาคใต้พบว่าไม่ได้นำข้อมูลมาใช้ประโยชน์เนื่องจากไม่ได้นำเอาข้อมูลจากสำรวจดังกล่าวมาต่อยอดวางแผนการทำงานด้านครอบครัวในระดับพื้นที่ และกลุ่มตัวอย่างเพียงพื้นที่ละ 30 ครอบครัว คิดว่าไม่เพียงพอที่จะเป็นตัวแทนประชากรในการนำมาประเมินผล และอาจไม่สามารถนับเป็นสัดส่วนที่สะท้อนปัญหาได้จริง


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 25ภาพที่ 12 ข้อมูลมาตรฐานครอบครัวเข้มแข็ง3.8 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมและแนวทางการสนับสนุน1) สค. ควรแนะนำแนวทางการปฏิบัติงานที่เหมาะสมในการสำรวจแก่ อปท. ในการเก็บข้อมูลและบันทึกข้อมูลลงระบบหรือจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอกช่วยปฏิบัติงาน พร้อมทั้งแนวทางการเบิกจ่ายที่ถูกต้อง2) การปรับปรุงแบบสำรวจ เช่น ลดจำนวนคำถามและคําถามที่เข้าใจง่ายกะทัดรัด3) สค. ควรสนับสนุนเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารที่สรุปในรูปแบบหน้าเดียว เพื่อให้จังหวัดสามารถจัดทำ Infographic แสดงผลการสำรวจของแต่ละตำบลได้อย่างถูกต้องเป็นรูปแบบเดียวกัน และสะท้อนข้อมูลกลับให้พื้นที่ได้รับทราบโดยเร็วที่สุด4) สค. ระบุพื้นที่ให้พมจ. สํารวจ เพื่อลดขั้นตอนและความสับสนในการคัดเลือกพื้นที่5) การให้คำแนะนำหรือเอกสารที่ระบุรายละเอียดงานจาก สค. จะช่วยให้จังหวัดที่มีการเปลี่ยนแปลง พมจ. เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้านสังคมหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงาน สค. สามารถอ้างอิงเอกสารเพื่อยืนยันแนวทางปฏิบัติงานได้6) ปรับปรุงคู่มือการใช้งานและจัดอบรมประจำปีอย่างต่อเนื่อง เพื่อชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงานการสํารวจข้อมูล เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ4. ประเด็นการขับเคลื่อนกลไกการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวจังหวัด4.1 งบประมาณที่ได้รับโอนจัดสรรจาก สค. ร้อยละ 82.26 เหมาะสมเพียงพอกับการขับเคลื่อนกลไกการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวจังหวัด และร้อยละ 17.74 เห็นว่าควรมีการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมให้มากกว่านี้ โดยสามารถแบ่งแยกรายละเอียดของประเด็นปัญหาด้านงบประมาณได้ ดังนี้1) ข้อจำกัดเรื่องเบี้ยประชุมและค่าบริหารจัดการ สะท้อนว่าต้องการให้สนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมในส่วนของเบี้ยประชุมคณะทำงาน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 262) งบประมาณสนับสนุนไม่เพียงพอต่อการจัดซื้อครุภัณฑ์หรือพัสดุสำหรับใช้งาน ทำให้เกิดความขาดแคลนอุปกรณ์ในการดำเนินงานกลไกครอบครัว3) พมจ. ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวมักจะประสบปัญหากับค่าบริหารจัดการที่มีค่าใช้จ่ายสูง หากต้องการขับเคลื่อนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมต้องมีความต่อเนื่องและยั่งยืนมากกว่ากิจกรรมครั้งคราว ส่งผลต่อการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมาก4) สนับสนุนงบประมาณสื่อประชาสัมพันธ์ที่ทันสมัยโดยเฉพาะ เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง5) งบประมาณที่ได้รับจาก สค. ไม่สอดคล้องกับจำนวนเครือข่าย ศพค. ในพื้นที่ ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่กำลังขับเคลื่อนและไม่ได้ขับเคลื่อนต่อ ทำให้การจัดประชุมหรือกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาศักยภาพไม่สามารถจัดในรูปแบบเดียวกันได้6) ควรเปิดกว้างในส่วนของงบบริหารจัดการให้สามารถใช้ได้คล่องตัวมากขึ้น โดยไม่เจาะจงเฉพาะค่าใช้จ่ายโครงการเท่านั้นภาพที่ 13 งบประมาณขับเคลื่อนกลไกครอบครัวระดับจังหวัด4.2 เสนอให้สค. สนับสนุนในการขับเคลื่อนกลไกการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวจังหวัด เพื่อให้การดำเนินงานในพื้นที่มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถสรุปประเด็นการสนับสนุนได้ ดังนี้4.2.1 ด้านงบประมาณและการสนับสนุนทางการเงิน1) สนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ เพื่อให้เกิดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างต่อเนื่อง2) สนับสนุนงบประมาณสำหรับ ศพค. และกิจกรรมครอบครัว ได้ดําเนินงานในพื้นที่ในประเด็นส่งเสริมสถาบันครอบครัว โดย พมจ. ฉะเชิงเทรา เสนอให้จัดสรรงบประมาณสำหรับการดำเนินกิจกรรมโครงการโดยประมาณ 40,000 บาท3) สนับสนุนงบประมาณในส่วนของค่าอาหารกลางวัน ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มให้เพิ่มมากขึ้น


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 274.2.2 ด้านบุคลากรและการเสริมสร้างความมั่นคงในตำแหน่ง1) สนับสนุนบุคลากรของ สค. มาประจำอยู่ที่ พมจ. อย่างน้อย 1 ตําแหน่ง2) สนับสนุนวิทยากรด้านงานครอบครัวจากส่วนกลาง มาสนับสนุนงานของ พมจ. อย่างน้อย 1 คน4.2.3 ด้านแนวทาง นโยบาย และกฎระเบียบ1) แนวทางการขับเคลื่อนกลไกการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวระดับจังหวัดที่ชัดเจน2) สนับสนุนให้ความรู้กฎหมายและระเบียบที่สอดคล้องกับการใช้จ่ายจริงและเป็นปัจจุบัน3) สนับสนุนเรื่องเนื้อหา วาระ และกรอบการประชุมของคณะอนุกรรมการครอบครัวและสมัชชาครอบครัวให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ประเด็นเรื่องพิจารณา แนวทางการนําเสนอ วาระประชุม และประเด็นสำคัญที่ต้องดำเนินการและอธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น4) สนับสนุนการจัดการข้อมูลและสถานการณ์ และแนวทางการดำเนินงานตลอดทั้งปีงบประมาณ4.2.4 ด้านองค์ความรู้ การอบรม และการพัฒนาศักยภาพ1) การยกระดับองค์ความรู้และทักษะเฉพาะด้าน เช่น อบรมให้ความรู้และทักษะเชิงลึกแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ในเรื่องการประเมินความรุนแรง การบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความรุนแรง และการไกล่เกลี่ย2) การจัดการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพเครือข่าย ศพค.4.2.5 ด้านเครื่องมือ สื่อ และกิจกรรม1) ชุดเครื่องมือ สื่อการเรียนรู้รูปแบบการรณรงค์ที่ทันสมัยและหลากหลายที่ทันสมัย รวมถึงสื่อประชาสัมพันธ์ที่ใช้ในการออกหน่วยเคลื่อนที่ เช่น การจัดทำวิดีโอการจัดตั้ง ศพค.2) คู่มือการดำเนินงานด้านครอบครัวหรือคู่มือการทำงานที่สอดคล้องกับงานของ สค.ภาพที่ 14 ประเด็นที่อยากให้ สค. สนับสนุนในการขับเคลื่อนกลไกการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวจังหวัด5. ประเด็นกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชนระดับจังหวัด5.1 งบประมาณที่ได้รับโอนจัดสรรจาก สค. ร้อยละ 62.9 เหมาะสมเพียงพอกับกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชนระดับจังหวัด และร้อยละ 37.1 เห็นว่าควรมีการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมให้มากกว่านี้ โดยสามารถแบ่งแยกรายละเอียดของประเด็นปัญหาด้านงบประมาณได้ ดังนี้


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 281) จำนวนครั้งตามที่ สค. กำหนดไว้ของกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ฯ ที่มีมากเกินไปถึง 5 ครั้ง2) งบประมาณเฉพาะกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ฯ ไม่เพียงพอ หากไม่บูรณาการร่วมกับงบ สค. กิจกรรมอื่น ๆ3) พิจารณาแนวทางในการลดจำนวนครั้งของกิจกรรมและเพิ่มงบประมาณให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกิจกรรมให้ชัดเจนมายิ่งขึ้น4) ให้ พมจ. สามารถคัดเลือกพื้นที่ในการจัดกิจกรรมเองได้และไม่ควรกำหนดวันในการดำเนินกิจกรรมเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับพื้นที่ภาพที่ 15 เสียงสะท้อนจากงบประมาณกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์5.2 การเปลี่ยนแปลงในครอบครัวหรือชุมชนหลังจากมีกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยหลังจากมีกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชน ร้อยละ 14.52 ไม่พบการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากบางพื้นที่มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่มาจัดในสถานที่จัดกิจกรรมใหม่หรือจัดครั้งแรก ทำให้ยังไม่ติดตามประเมินผลในการเปลี่ยนแปลงได้เท่าที่ควร ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่าการเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะด้านความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ โดยสามารถแบ่งการเปลี่ยนแปลงออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้5.2.1 การเปลี่ยนแปลงและตระหนักถึงด้านความสัมพันธ์ภายในครอบครัว1) สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกัน เกิดการพูดคุยสื่อสารและสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน รวมถึงมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันมากขึ้นและมีความสุขที่ยั่งยืน2) สมาชิกครอบครัวได้ตระหนักถึงความสำคัญของครอบครัว ในการสร้างความเข้มแข็งและให้ความสำคัญกับครอบครัว รวมถึงบุตรหลานมากขึ้น3) สมาชิกในครอบครัวที่เข้าร่วมกิจกรรม ได้เปิดใจออกมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชนมากขึ้นเช่น ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง พบว่า เด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ มีพื้นที่ปลอดภัยในการทำกิจกรรมร่วมกัน แทนการใช้เวลาว่างไปกับพฤติกรรมเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติด4) ครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่อบอุ่นมากขึ้น นำไปสู่การลดความขัดแย้งภายในบ้านได้ในระดับหนึ่ง


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 295.2.2 การเปลี่ยนแปลงด้านชุมชนและการมีส่วนร่วม1) ชุมชนเกิดความสามัคคีและเกิดการมีส่วนร่วมของชุมชน เสริมสร้างความเข้มแข็งระหว่าง อปท.และชุมชน มีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์และมีการปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น2) เปลี่ยนพื้นที่ของชุมชนที่อาจไม่ค่อยมีการรวมกลุ่มจัดกิจกรรม เปลี่ยนเป็นชุมชนที่น่าอยู่มากขึ้นและลดปัญหาความขัดแย้งได้5.2.3 การเปลี่ยนแปลงด้านความรู้และทักษะ1) ครอบครัวที่เข้าร่วมโครงการ ได้รับการพัฒนาทักษะด้านครอบครัว เกิดการเรียนรู้และการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการสร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง และเกิดการแลกเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ๆ ในการใช้ชีวิตกับทุกวัยในครอบครัว2) ผู้นําชุมชนสามารถนําความรู้และข้อมูลที่ได้รับไปถ่ายทอดและขยายผลให้กับคนในชุมชน โดยเฉพาะเรื่องสิทธิและสวัสดิการทางสังคม รวมถึงช่องทางการขอความช่วยเหลือกรณีเกิดความรุนแรงในครอบครัว3) กิจกรรมบางอย่างเป็นตัวอย่างในการประกอบอาชีพเสริมสำหรับครอบครัวได้ เช่น พมจ. พัทลุง มีการอบรมทักษะอาชีพ เช่น การร้อยลูกปัดมโนราห์ทำให้ครอบครัวสามารถนําความรู้ไปต่อยอดเป็นรายได้เสริมภาพที่ 16 การเปลี่ยนแปลงในครอบครัวหรือชุมชนหลังจากมีกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัย5.3 กลุ่มคนหรือช่วงวัยที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ฯ กิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชน พบว่ารูปแบบการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามช่วงวัย โดยมีปัจจัยหลักคือ ภาระหน้าที่ในการทำงานและการมีเวลาว่าง โดยกลุ่มคนหรือช่วงวัยที่มีส่วนร่วม “มากที่สุด”มักจะเป็นกลุ่มที่มีเวลาว่างยืดหยุ่นหรือได้รับการสนับสนุนให้เข้าร่วมกิจกรรมจากหน่วยงานในพื้นที่ คือ ผู้สูงอายุและเด็ก/เยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ติดบ้านเป็นปกติอยู่แล้ว ส่วนกลุ่มเด็ก/เยาวชนมีเวลาว่างในช่วงปิดเทอมโรงเรียนจะสนับสนุนให้เรียนรู้นอกพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วสนใจที่จะเข้าร่วมในกิจกรรมที่มีความสนุกสนาน ทั้งนี้


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 30วัยผู้ปกครอง (30-45 ปี) คือ วัยแรงงานหรือวัยกลางคน ต้องการเพียงพื้นที่ปลอดภัยและกิจกรรมที่มีประโยชน์สำหรับลูกหลาน ทำให้ไม่เน้นการเข้าร่วมกิจกรรมเนื่องจากจำเป็นต้องทำมาหากิน ส่วนใหญ่อยู่ในสถานะเป็นผู้ปกครองหรือผู้หารายได้หลักของครอบครัว มีภาระงาน/ภาระหน้าที่ ส่งผลให้เป็นกลุ่มช่วงวัยที่มีส่วนร่วม “น้อยที่สุด” อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ กลุ่มช่วงวัยที่มีส่วนร่วม “น้อย” คือกลุ่ม วัยรุ่น ที่ต้องไปโรงเรียน/เรียนหนังสือเรียนพิเศษหรือไปทำงานกับพ่อแม่ที่กรุงเทพมหานครในช่วงปิดเทอมข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบการเข้าร่วมกิจกรรม หลายจังหวัดในภาคอีสาน ที่ผู้ปกครองวัยแรงงานต้องออกไปทำงานต่างจังหวัด ทำให้ครอบครัวส่วนใหญ่เป็นครอบครัวข้ามรุ่น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจึงมักเป็น ผู้สูงอายุ (ปู่ย่า ตา ยาย) มากับลูก/หลาน ไม่ใช่พ่อแม่ลูกโดยตรงภาพที่ 17 การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ฯ5.4 ปัญหาหรืออุปสรรคสำคัญที่พบในการดำเนินงานกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ฯ (ยกเว้นเรื่องงบประมาณ)1) ปัญหาด้านการระดมกลุ่มเป้าหมายและการเข้าร่วมกิจกรรม คือการดึงดูดกลุ่มเป้าหมายหลักให้เข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่องและครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ของโครงการ2) ภาระด้านเวลาของวัยแรงงาน (พ่อแม่ผู้ปกครอง) ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ การหากลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมโดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน เนื่องจากกลุ่มนี้ต้องออกไปประกอบอาชีพ/ทำงานนอกบ้าน และหากหยุดงานก็จะทำให้รายได้ขาดหายไป3) การจัดกิจกรรมในวันทำการหรือการจำกัดวันจัดกิจกรรมในวันอาทิตย์อาจทำให้กลุ่มเป้าหมายไม่สะดวกเข้าร่วม4) ในหลายพื้นที่ผู้ปกครองต้องไปทำงานในเมืองใหญ่หรือต่างจังหวัด ทำให้ครอบครัวที่เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นครอบครัวข้ามรุ่น (ปู่ ย่า ตา ยาย มากับหลาน) ทำให้กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมไม่ตรงตามช่วงวัยที่กำหนด5) พมจ. ยะลา ได้ชี้แจงว่ารูปแบบการจัดกิจกรรมในช่วงวันหยุดทำการอาจไม่มีความเหมาะสม เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทั้งของ พมจ. และ อปท. ต้องการใช้เวลาอยู่กับครอบครัวเช่นกัน


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 316) การเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มเป้าหมายไม่สม่ำเสมอ เช่น พมจ. ศรีสะเกษ พบว่า การรวมกลุ่มเป้าหมายค่อนข้างยากและเมื่อจัดกิจกรรมไปหลายครั้ง ผู้เข้าร่วมบางส่วนอาจเกิดความคุ้นชินกับโครงการทำให้การมีส่วนร่วมลดลงหรือขาดความกระตือรือร้น7) ปัญหาด้านการออกแบบกิจกรรมและความเหมาะสมของช่วงวัยในครอบครัวเป็นไปได้ยาก เพราะแต่ละวัยมีความสนใจและพัฒนาการที่แตกต่างกัน และความแตกต่างทางวัฒนธรรมทำให้การออกแบบกิจกรรมเป็นอุปสรรค8) ในบางกรณี กิจกรรมที่จัดอาจไม่เหมาะสมกับผู้เข้าร่วม เช่น การเคลื่อนไหวร่างกายหรือกิจกรรมที่ต้องใช้สายตาและการได้ยินสำหรับผู้สูงอายุ และบางกิจกรรมเด็กเล็กก็อาจจะไม่สามารถปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มได้อีกด้วย9) ชุมชนส่วนใหญ่พึ่งพา อพม./ศพค. ที่อาจจะไม่มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบกิจกรรมที่หลากหลายและเข้าถึงได้ทุกวัย10) ข้อจำกัดทางวัฒนธรรม/ศาสนา เช่น พมจ. ระนองซึ่งมีชุมชนมุสลิมระบุว่ามีข้อจำกัดในกิจกรรมที่ต้องทำ เนื่องจากพื้นที่จัดเป็นชุมชนมุสลิม และ พมจ. ปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมและประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ทำให้มีปัจจัยที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนในการจัดกิจกรรม11) ปัญหาด้านการบริหารจัดการในพื้นที่และบริบททางภูมิศาสตร์ เช่น สถานที่และสภาพอากาศในบางวันที่ไม่เอื้ออํานวยและสถานที่จัดกิจกรรมบางครั้งมีพื้นที่จํากัด เช่น พมจ. ตราด มีปริมาณฝนตกจำนวนมากตลอดทั้งปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อการวางแผนการจัดกิจกรรมที่ต้องจัดระยะยาว12) สถานที่จัดกิจกรรม เช่น ศาลาประชาคมหรือลานกีฬา อาจไม่เหมาะสมกับกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ต้องการความสงบหรืออุปกรณ์ไม่ครบถ้วน13) การทำงานซ้ำซ้อนและการสนับสนุนจากท้องถิ่น การจัดกิจกรรมต้องอาศัยความอนุเคราะห์จากพื้นที่ ซึ่งบางครั้งพื้นที่ไม่ว่างหรือตรงกับงานอื่น ทำให้ต้องปรับตารางหรือประสานงานใหม่อีกครั้ง14) ผู้นําชุมชนหรือ อปท. ไม่เห็นถึงความสำคัญ เรื่องความสัมพันธ์ครอบครัวในบางพื้นที่ ซึ่งมีแนวโน้มจะส่งผลต่อความยั่งยืนของโครงการกิจกรรมภาพที่ 18 ปัญหาหรืออุปสรรคสำคัญที่พบในการดำเนินงานกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ฯ


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 325.5 การสนับสนุนเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานกิจกรรมโครงการพื้นที่สร้างสรรค์ฯ5.5.1 การจัดทำเครื่องมือและรูปแบบกิจกรรม (Activity Tools and Models) เนื่องจากปัญหาความยากลำบากในการออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับทุกช่วงวัยและบริบทที่หลากหลาย จึงต้องมีการออกแบบเครื่องมือและแนวทางการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ดังนี้1) สนับสนุนชุดเครื่องมือ หรือสื่อการเรียนรู้/การรณรงค์ที่ทันสมัยและหลากหลาย สามารถบูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ และกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย เพื่อให้หน่วยงานในพื้นที่มีเครื่องมือพร้อมใช้ในการจัดกิจกรรมได้ทุกช่วงวัย2) สื่อหรือสิ่งประดิษฐ์ในการทำกิจกรรมโครงการภายในครอบครัว เช่น ชุดเครื่องเสียงเคลื่อนที่ สื่อสร้างสรรค์ที่สามารถใช้ทุกช่วงวัย และของรางวัลสำหรับการสร้างแรงจูงใจ เป็นต้น3) ช่วยเหลือในการออกแบบแนวทางการทำกิจกรรมที่ส่งเสริมความต่อเนื่องของโครงการ ในกลุ่มเป้าหมายเดิมที่เข้าร่วม และสามารถพิจารณาติดตามผลการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายได้4) ต้องการสนับสนุนชุดกิจกรรมตัวอย่างแนวทาง หรือรูปแบบกิจกรรมต้นแบบที่สามารถนําไปปรับใช้ได้ตามบริบทของแต่ละชุมชนภาพที่ 19 การจัดทำเครื่องมือและรูปแบบกิจกรรม (Activity Tools and Models)5.5.2 การปรับปรุงแนวทางและกรอบการดำเนินงาน (Guidelines and Operational Flexibility)เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดกิจกรรมที่เข้าถึงวัยแรงงานได้น้อย และความไม่สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ ดังนี้1) ควรลดการดำเนินงานของกิจกรรมให้เหลือ 2 - 3 ครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และหาแนวทางในการเพิ่มงบประมาณแทน2) กำหนดรูปแบบที่ สค. ต้องการจัดกิจกรรม เพื่อเป็นแนวทางสำคัญให้พมจ. เลือกทำกิจกรรมที่เหมาะสม3) ควรแก้ไขแนวทางในการจัดกิจกรรมให้ยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับพื้นที่ และหมุนเวียนไปในแต่ละพื้นที่ของจังหวัด โดยไม่ควรระบุให้จัดในสถานที่เดิม ๆ และจํากัดพื้นที่ในการจัดกิจกรรม4) ไม่ควรเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นพ่อหรือแม่โดยตรง แต่ควรเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเครือญาติ สมาชิกในครอบครัวเข้าร่วมกิจกรรมได้


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 33ภาพที่ 20 การปรับปรุงแนวทางและกรอบการดำเนินงาน (Guidelines and Operational Flexibility)5.5.3 ด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครือข ่าย (Capacity Building) เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดทักษะเฉพาะด้านของอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ในการออกแบบและดำเนินกิจกรรม1) การพัฒนาศักยภาพ ศพค. และเครือข่ายชุมชน โดยจัดทำหลักสูตรและคู่มือเฉพาะทาง เพื่อฝึกอบรมระยะสั้น สำหรับ อพม./ศพค. โดยเน้นทักษะการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เข้าถึงวัยรุ่นและผู้สูงอายุ2) พิจารณาแนวทางการจ้างบุคลากร/นักพัฒนาครอบครัวประจำพื้นที่ ที่คอยทำกิจกรรมทุกสัปดาห์/ทุกเดือน กระจายอยู่ในทุกพื้นที่เพื่อให้เกิดความยั่งยืน3) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์โดยจัดอบรมผู้ปฏิบัติงานได้มาแบ่งปันประสบการณ์ในการทำงาน หรือให้ครอบครัวที่มีทักษะในการเลี้ยงดูเด็ก ครอบครัวที่เข้าใจปัญหาความรุนแรงในครอบครัวสามารถแบ่งปันประสบการณ์ในพื้นที่สร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องได้4) ส่งเสริมการสร้างความยั่งยืนและการบูรณาการร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาการพึ่งพางบประมาณส่วนกลาง และการขาดการสนับสนุนจาก อปท.5) ควรสนับสนุนให้อปท. ทุกแห่ง มีบทบาทในการเข้ามาร่วมกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์มากขึ้น หรือสนับสนุนให้อปท. หรือชุมชนดำเนินการในพื้นที่ของตนเอง6) พมจ. พังงา และ ยะลา ขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์การละเล่นสำหรับครอบครัว และวัสดุ -คุรุภัณฑ์ที่จำเป็นในการใช้จัดสถานที่พื้นที่สร้างสรรค์เช่น ชั้นวางหนังสือ หนังสือนิทาน ของเล่นที่ผู้ปกครองสามารถเล่นร่วมกับเด็กได้


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 34ภาพที่ 21 ยกระดับศักยภาพบุคลากรและเครือข่าย เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัว5.6 การจัดกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชนในการตอบโจทย์ครอบครัวทุกช่วงวัยให้ได้ดียิ่งขึ้น5.6.1 ด้านการปรับรูปแบบกิจกรรมและการออกแบบเนื้อหา จากข้อมูลเห็นว่าจำเป็นต้องมีการปรับปรุงรูปแบบและเนื้อหาของกิจกรรมเพื่อให้สอดคล้องและดึงดูดคนในทุกช่วงวัยให้มากขึ้น ดังนี้1) กิจกรรมที่บูรณาการทักษะและรายได้ ควรเพิ่มรูปแบบกิจกรรมที่เน้นส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชุมชน หรือเป็นตัวอย่างในการประกอบอาชีพเสริมสำหรับครอบครัว2) กิจกรรมที่สร้างความผูกพันข้ามวัย ควรมีการออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยมากขึ้น โดยเชื่อมโยงให้แต่ละช่วงวัยได้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน3) การเชื่อมโยงทักษะข้ามรุ่น เช่น ออกแบบกิจกรรมที่ต้องอาศัยทักษะของคนสองช่วงวัยมาแลกเปลี่ยนกัน อาทิ ให้วัยรุ่นสอนผู้สูงอายุใช้แอปพลิเคชันสำคัญ หรือ ให้ผู้สูงอายุสอนวัยรุ่นเรื่องการจัดการอารมณ์/การอยู่ร่วมกับผู้อื่น4) กิจกรรมเพื่อสังคมและความรับผิดชอบร่วมกัน ควรมีกิจกรรมที่สร้างเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่ความสนุกส่วนตัว เช่น การร่วมกันสร้างงานศิลปะเพื่อตกแต่งชุมชน หรือ การทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะร่วมกัน5) การสร้างแรงจูงใจและความน่าสนใจ ผ่านกิจกรรมสานสัมพันธ์ในครอบครัว ลดปัญหาความขัดแย้งความรุนแรงในครอบครัว และอาจเพิ่มกิจกรรมที่ใช้การหาบุคคลที่พอจะมีชื่อเสียงเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อดึงดูดให้คนสนใจ5.6.2 ด้านความยืดหยุ่นในการดำเนินงานและกลุ่มเป้าหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาที่กลุ่มวัยแรงงานเข้าร่วมน้อยเนื่องจากติดภาระงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ดังนี้1) ปรับวันและเวลาจัดกิจกรรมในช่วงเวลาให้เหมาะสมกับเด็กและผู้ปกครอง เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าร่วมได้อย่างเต็มที่


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 352) พิจารณาแนวทางให้ พมจ. กำหนดพื้นที่เป้าหมายและสามารถคัดเลือกพื้นที่ในการจัดกิจกรรมเองได้3) ขยายกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วม ไม่เน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็น พ่อหรือแม่ โดยตรง แต่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเครือญาติ สมาชิกในครอบครัวเข้าร่วมกิจกรรมได้5.6.3 ด้านการสนับสนุนเครื่องมือและองค์ความรู้จาก สค. เพื่อยกระดับคุณภาพของกิจกรรมในพื้นที่ที่ส่วนใหญ่อาศัยอาสาสมัครดำเนินงานแต่ขาดประสบการณ์ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังนี้1) จัดทำคลังกิจกรรมต้นแบบ เช่น ตัวอย่างกิจกรรม อุปกรณ์และชุดกิจกรรม ตัวอย่างแนวทาง หรือรูปแบบกิจกรรมต้นแบบที่สามารถนําไปปรับใช้ได้ตามบริบทของแต่ละชุมชน2) การอบรมเรื่องการจัดกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ในชุมชน และการจัดทำหลักสูตรและคู่มือเฉพาะทาง เพื่อฝึกอบรมระยะสั้น สำหรับ อพม./ศพค. โดยเน้นทักษะการจัดกิจกรรมที่เข้าถึงวัยรุ่นและผู้สูงอายุ3) การส่งเสริมความยั่งยืน ควรสนับสนุนให้อปท. ทุกแห่ง เข้ามาร่วมสร้างพื้นที่สร้างสรรค์มากขึ้น และเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่ายเพื่อเพิ่มความต่อเนื่องภาพที่ 22 การจัดกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับครอบครัวทุกช่วงวัยในชุมชน6. การจัดตั้งและดำเนินงานศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ (Gender Equality Center)6.1 งบประมาณที่ได้รับโอนจัดสรรจาก สค. ร้อยละ 17.74 เหมาะสมสำหรับการขับเคลื่อนงานศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และร้อยละ 82.26 เห็นว่าควรมีการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมให้มากกว่านี้ โดยสามารถแบ่งแยกรายละเอียดของประเด็นปัญหาด้านงบประมาณได้ ดังนี้


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 36ตารางที่ 3 การเสนอขอเพิ่มงบประมาณสำหรับการดำเนินงานศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศตารางที่ 4 เหตุผลประกอบในการขอเสนอเพิ่มงบประมาณงบประมาณตามกลุ่ม ที่มา/เหตุผลประกอบไม่ได้ออกความเห็น(7 จังหวัด)สำหรับกลุ่มจังหวัดที่ยังไม่ได้ออกความเห็นหรือมองว่าควรเป็นไปตามที่กรมจัดสรรส่วนใหญ่ให้เหตุผลในเชิงความพร้อมและบริบทพื้นที่ โดยหลายแห่งมองว่าภารกิจของศูนย์ฯ ยังเป็นเรื่องใหม่ที่มีแนวทางปฏิบัติไม่ชัดเจนจากส่วนกลาง ทำให้ยากต่อการประมาณการค่าใช้จ่าย ขณะที่จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้สะท้อนเหตุผลด้านความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมและหลักศาสนา ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การขับเคลื่อนประเด็นความหลากหลายทางเพศในพื้นที่ทำได้ยาก และต้องการการสนับสนุนเชิงนโยบายที่มากกว่าเพียงตัวงบประมาณ10,001 - 30,000 บาท(22 จังหวัด)ในกลุ่มที่เสนองบประมาณช่วง 10,001 - 30,000 บาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด มุ่งเน้นไปที่ \"การเริ่มต้นกลไกและการสื่อสาร\" โดยระบุว่าจำนวนเงินนี้เพียงพอสำหรับการจัดประชุมคณะทำงานศูนย์ฯ และคณะอนุกรรมการระดับจังหวัดเพื่อกำหนดแผนงาน รวมถึงการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์พื้นฐาน เช่น แผ่นพับหรือป้ายศูนย์ฯ เพื่อให้ประชาชนรับรู้ถึงสิทธิภายใต้ พ.ร.บ. ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 นอกจากนี้ยังใช้สำหรับกิจกรรมรณรงค์ขนาดเล็กในวันสำคัญ เช่น วันสตรีสากล หรือ Pride Month ในพื้นที่0510152025จํานวน พมจ.จํานวนงบประมาณ (บาท)งบประมาณส าหรับการด าเนินงานศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ (Gender Equality Center)


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 37งบประมาณตามกลุ่ม ที่มา/เหตุผลประกอบ30,001 - 50,000 บาท(15 จังหวัด)กลุ่มที่เสนองบประมาณสูงขึ้นในช่วง 30,001 - 50,000 บาท ให้เหตุผลที่เน้น\"ความหลากหลายและความต่อเนื่อง\" โดยมองว่ากิจกรรมด้าน Gender มีมิติที่กว้าง หากงบประมาณต่ำเกินไปจะไม่สามารถสร้างกิจกรรมที่น่าดึงดูดหรือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายได้งบส่วนนี้จะถูกนำไปใช้จัดกิจกรรมเชิงรุก เช่น การจัด Road Show การพัฒนาสื่อออนไลน์ที่ทันสมัย และการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิชาการควบคู่ไปกับกิจกรรมนันทนาการที่สร้างสรรค์ เช่น การเดินแบบแฟชั่นเพื่อความหลากหลาย เพื่อลดกำแพงทัศนคติของคนในชุมชน50,001 - 70,000 บาท(3 จังหวัด)สำหรับกลุ่มที่ต้องการงบประมาณ 50,001 - 100,000 บาท ขึ้นไป สะท้อนถึง\"ความจำเป็นเชิงพื้นที่และการยกระดับศูนย์ฯ\" จังหวัดท่องเที่ยวอย่าง พมจ. ภูเก็ตระบุว่าค่าครองชีพและค่าดำเนินงานในพื้นที่สูงกว่าปกติ จึงต้องการงบประมาณที่สูงขึ้นเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างยั่งยืน ขณะที่จังหวัดขนาดใหญ่มองว่าต้องขยายพื้นที่กิจกรรมให้ครอบคลุมทุกอำเภอ ไม่ใช่เพียงในเขตเมือง รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่แสดงถึงความเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การจัดทำห้องน้ำ Unisex ในสถานที่สาธารณะ70,001 - 100,000 บาท(1 จังหวัด)โดยสรุปภาพรวมของกลุ่มงบประมาณ 70,001 - 100,000 บาท มุ่งหวังให้ศูนย์ฯ เป็นกลไกที่ทำงานได้จริงในระดับพื้นที่ มีงบประมาณเพียงพอที่จะขยายพื้นที่กิจกรรมให้ครอบคลุมทุกอำเภอ มีสื่อประชาสัมพันธ์ที่ติดตั้งถาวรในชุมชน และมีกิจกรรมที่สามารถดึงดูดความสนใจจากภาคประชาชนได้ในระดับมหภาค เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการสร้างความเข้าใจเบื้องต้น ไปสู่การยอมรับและคุ้มครองสิทธิอย่างยั่งยืนมากกว่า 100,000 บาท(2 จังหวัด)ระดับสูงสุดที่มากกว่า 100,000 บาท มุ่งเน้นไปที่ \"การพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญและการคุ้มครองสิทธิเชิงลึก\" โดยให้เหตุผลว่าศูนย์ฯ ควรมีบทบาทในการประเมินความเสี่ยงและบำบัดฟื้นฟูผู้ถูกเลือกปฏิบัติอย่างเป็นอาชีพ ซึ่งต้องอาศัยงบประมาณในการจ้างหรือพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้เฉพาะด้าน เช่น นักจิตวิทยาครอบครัว รวมถึงการสร้างระบบร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงง่ายสำหรับเยาวชนและคนรุ่นใหม่6.2 แนวทางการสนับสนุนจาก สค. ที่ควรดำเนินการ เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่พบในการดำเนินงาน โดยสามารถแบ่งกลุ่มการสนับสนุนออกเป็น 5 ด้าน ดังนี้6.2.1 ด้านงบประมาณและการบริหารจัดการ (Budget and Administrative Support) พมจ. ในหลายจังหวัด ส่วนใหญ่ต้องการงบประมาณที่เพียงพอและยืดหยุ่นเพื่อรองรับกิจกรรมและการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยได้เสนอให้จัดทำงบประมาณกิจกรรมเฉพาะ ดังนี้


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 381) การสนับสนุนงบประมาณการจัดกิจกรรม Pride Month2) ค่าใช้จ่ายในการประชุมและบริหารงาน3) บุคลากรประจำศูนย์ฯ และค่าตอบแทน6.2.2 ด้านองค์ความรู้ การอบรม และบุคลากร (Knowledge Training and Capacity Building)เนื่องจากความเสมอภาคระหว่างเพศยังเป็นเรื่องใหม่และละเอียดอ่อนในบางพื้นที่ จังหวัดจึงต้องการการเสริมสร้างความรู้และทักษะให้กับผู้ปฏิบัติงานด้วยการอบรมและพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ ดังนี้1) สนับสนุนองค์ความรู้ให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน และจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ในระดับจังหวัดและระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง (ความรู้ความเข้าใจใน พ.ร.บ. ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 และกระบวนการในการให้คำปรึกษา การไกล่เกลี่ย และการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิ)2) การเสริมสร้างองค์ความรู้ในการสื่อสารสังคมด้านความเสมอภาคระหว่างเพศความรู้แก่เครือข่ายและชุมชน6.2.3 ด้านสื่อประชาสัมพันธ์และเครื่องมือ (Media and Tools) เพื่อเพิ่มการรับรู้ของประชาชนและประเด็นความเสมอภาคระหว่างเพศที่เข้าถึงง่าย ดังนี้1) การสนับสนุนสื่อประชาสัมพันธ์ออนไลน์ที่ทันสมัย โรลเลอร์สแตนบอร์ด และสื่อในรูปแบบของ พัด ปากกา เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์2) จัดสรรอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการจัดทำพัสดุ อุปกรณ์และทำเนียบเครือข่ายวิทยากร6.2.4 ด้านกรอบแนวทางและนโยบายที่ชัดเจน (Clear Policy and Guidelines) เพื่อลดปัญหาความสับสนในการทำงานและความไม่ต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่1) ทิศทางการดำเนินงานและแนวทางการปฏิบัติงานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม พร้อมตัวอย่างกิจกรรมที่จับต้องได้2) กำหนดทิศทางของศูนย์ฯ ให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นภาพการขับเคลื่อนงานที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ลดบทบาทกิจกรรมอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของ พมจ. โดยเสนอให้นำศูนย์ฯ มาเป็นงานหลักแทน3) การบูรณาการและการทำงานร่วมกับเครือข่ายในการขับเคลื่อนการดําเนินงานของศูนย์ฯ กับกิจกรรมอื่น ๆ อันจะก่อให้เกิดการรับรู้ต่อสังคมมากยิ่งขึ้น6.2.5 ด้านการผลักดันกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และสิทธิ (Symbolic Activities and Rights) รณรงค์และประชาสัมพันธ์สิทธิต่าง ๆ ที่กลุ่มเป้าหมายควรทราบ ดังนี้1) จัดกิจกรรมส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานทั้งภาครัฐเอกชน เยาวชน และประชาชนทั่วไปทราบถึง พ.ร.บ. ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 25582) สนับสนุนข้อมูลเรื่องเพศ สุขภาพ อาชีพของกลุ่ม LGBTQIA+ และการศึกษา เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์ในงานวิชาการ3) สนับสนุนงบประมาณในการจัดทำห้องน้ำที่เป็นแบบ Unisex ในพื้นที่เฉพาะ


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 39ภาพที่ 23 แนวทางการสนับสนุนเสนอแนะเชิงนโยบายต่อ สค. ในการดำเนินงานของศูนย์ฯ6.3 ปัญหาและอุปสรรคในการขับเคลื่อนศูนย์ฯ สามารถสรุปได้ดังนี้6.3.1 ปัญหาด้านแนวทางปฏิบัติและความชัดเจนจากส่วนกลาง อุปสรรคสำคัญที่หลายจังหวัดประสบคือการขาดความชัดเจนในแนวทางปฏิบัติ ทำให้การขับเคลื่อนงานไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเกิดความสับสนในการทำงาน ดังนี้1) ความไม่ชัดเจนของแนวทางการดำเนินงานของศูนย์ฯ ทำให้ พมจ. หลายพื้นที่ทำงานไม่ทันกับกรอบระยะเวลาที่กำหนดเกิดความสับสนและตัวชี้วัด อีกทั้ง บางพื้นที่ยังประสบปัญหาเจ้าหน้าที่ส่วนภูมิภาคผู้รับผิดชอบงาน สค. สับเปลี่ยน ย้ายออก หรือลาออก ทำให้ขาดเอกสารประกอบการทำงานสำหรับผู้ที่เข้ามารับช่วงต่อขาดความเข้าใจในตัวเนื้องาน เนื่องจากไม่มีแนวทางในการปฏิบัติที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนและที่สำคัญการรับรู้ของประชาชนไม่ชัดเจน คณะทำงานไม่รู้บทบาท รวมถึงเจ้าหน้าที่ พมจ. ยังไม่เข้าใจทิศทางการดําเนินงานอีกด้วย2) ปัญหาด้านทัศนคติและความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม/ศาสนา ประเด็นความเสมอภาคระหว่างเพศและการยอมรับความหลากหลายทางเพศยังเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและยังไม่ได้รับการยอมรับในบางพื้นที่ การขาดความเข้าใจและการยอมรับในสังคม ทำให้การเผยแพร่องค์ความรู้ด้านความเท่าเทียมระหว่างเพศยังมีข้อจำกัดเช่น ภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม การส่งเสริมความเสมอภาคในกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นสิ่งผิดหลักศาสนา ทำให้การขับเคลื่อนจากคนในพื้นที่เองเป็นไปได้ยากและจัดกิจกรรมอย่างมีข้อจำกัด และประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจและไม่ได้ยอมรับเรื่องความหลากหลายทางเพศ


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 403) ปัญหาด้านการประสานงานและกลไกการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายและการจัดตั้งกลไกในพื้นที่ยังพบอุปสรรค การทำงานร่วมกับภาคประชาชน ภาคธุรกิจ มูลนิธิ ค่อนข้างยากและล่าช้า เนื่องจากต้องจัดทำหนังสือราชการประสานงาน ทำให้การดำเนินงานล่าช้าและใกล้วันจัดกิจกรรม นอกจากนี้ ในบางจังหวัดไม่มีชมรมผู้นําด้านความหลากหลายทางเพศ ทำให้การติดต่อประสานงานเพื่อให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศมาร่วมกิจกรรมทำได้ยาก4) ปัญหาด้านงบประมาณและทรัพยากรที่จำกัด ในหลายจังหวัดมากกว่าร้อยละ 17.74 ยังคงระบุถึงความไม่เพียงพอของงบประมาณว่ายังคงเป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนกิจกรรม ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับนโยบายงานที่มอบให้ได้ภาพที่ 24 ปัญหาและอุปสรรคในการขับเคลื่อนศูนย์ฯ6.4 แผนงาน โครงการ และกิจกรรมในการขับเคลื่อนการดำเนินงานศูนย์ฯ ปีงบประมาณหน้า ที่มุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ การพัฒนาบุคลากร และการทำงานเชิงรุกในพื้นที่มีดังนี้1) แผนงานด้านการจัดกิจกรรมรณรงค์และกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ (Campaigns and Pride Month) ในหลาย พมจ. มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศและการไม่เลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนมิถุนายน เช่น การจัดการเดินรณรงค์ประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เช่น การใช้ธงสีรุ้ง ป้ายผ้า ป้ายถือข้อความ (Motto) พร้อมด้ามจับ หมวกประชาสัมพันธ์ซึ่งในหลายพื้นที่มีความพร้อมประสานความร่วมมือจัดกิจกรรมร่วมกับเครือข่ายในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสร้างการรับรู้ที่ดีต่อประชาชนผู้สนใจได้อย่างเป็นอย่างดี หรือกิจกรรมอื่น ๆที่เกี่ยวข้อง เช่น กิจกรรมรณรงค์สมรสเท่าเทียม


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 412) การรณรงค์และประชาสัมพันธ์ด้านการพัฒนาศักยภาพและการให้ความรู้กฎหมายและสิทธิ(Training and Education) กิจกรรมส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เยาวชน และประชาชนทั่วไปในจังหวัดทราบถึง พ.ร.บ. ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 เช่น มุ่งเน้นการเสริมสร้างองค์ความรู้เรื่องเพศ เพศวิถี และความหลากหลายทางเพศทั้งภายในหน่วยงานราชการและขยายผลไปยังสถาบันการศึกษาทุกระดับ และเครือข่ายชุมชน เพื่อสร้างทัศนคติที่ถูกต้องในสถานศึกษา รวมถึงการอบรม อพม. ศพค. ให้มีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกในเรื่องความหลากหลายทางเพศ (Sexual Orientation Gender Identity Gender ExpressionSex Characteristics: SOGIESC) ในการให้คำปรึกษาเบื้องต้นได้ หรือเวทีแลกเปลี่ยนประเด็นเรื่องความเสมอภาคระหว่างเพศและการเลือกปฏิบัติให้แก่เครือข่าย3) แผนงานด้านการบริหารจัดการและกลไก (Administration and Structure) เพื่อให้การยกระดับกลไกของศูนย์ฯ ดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ จังหวัดมีแผนที่จะทบทวนและวางแผนการทำงานร่วมกัน ซึ่งเน้นการจัดประชุมคณะทำงานศูนย์ฯ เพื่อรายงานผลการดําเนินงาน ทบทวนคำสั่ง วางแผนการดําเนินงานในปีนั้น สร้างความตระหนักรู้และเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และแผนงานการคุ้มครองและเสริมพลังให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น4) แผนงานด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ (Public Relations and Media) ผลิตและพัฒนาสื่อ เพื่อสร้างการรับรู้ และใช้ในการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้นในช่องทางต่าง ๆ เช่น ออกบูท สื่อออนไลน์5) แผนงานที่เน้นกลุ่มเป้าหมายหรือประเด็นเฉพาะ กิจกรรมเตรียมความพร้อมสำหรับครอบครัวในการยอมรับสมาชิกในครอบครัวที่มีความหลากหลายทางเพศกลุ่มความหลากหลายทางเพศและครอบครัว (LGBTQIA+) รวมถึงผู้สูงอายุ ในการให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิและสวัสดิการของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ เช่น Gender in family และ sexual harassment นอกจากนี้ พมจ. บุรีรัมย์ ได้เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศมาจัดกิจกรรมให้กับสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อนำมาสนับสนุนการสร้างเครือข่ายให้เชื่อมโยงด้านงานส่งเสริมความเสมอระหว่างเพศให้เข้าถึงกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นภาพที่ 25 แผนงานหลักขับเคลื่อนสังคมสู่ความเท่าเทียมประจำ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569


ส่วนที่ 4 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่สำคัญ จากการติดตามและประเมินผลโครงการ/กิจกรรม


รายงานผลการติดตามฯ ประจำปี 2568 45ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่สำคัญจากการติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านสตรีและครอบครัวในระดับพื้นที่ On-site และ Online**********************************************ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่สำคัญ1. การจัดทำบันทึกความเข้าใจในสร้างมาตรฐานการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงาน (MOU): ควรมีการจัดทำบันทึกความเข้าใจระดับกระทรวงเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติและขอบเขตอำนาจหน้าที่ของทีมสหวิชาชีพให้ชัดเจนพร้อมทั้งจัดอบรมให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานยุติธรรมในพื้นที่เพื่อลดทัศนคติเชิงลบต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัว2. การเร่งรัดและเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารงบประมาณ: สค. ควรแนะนำแนวทางและโอนจัดสรรงบประมาณให้จังหวัดทราบตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 เพื่อให้มีเวลาวางแผนงานได้เหมาะสมกับสถานการณ์จริงและควรเปิดโอกาสให้ พมจ. สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่เป้าหมายหรือรูปแบบกิจกรรมได้ตามความพร้อมของแต่ละชุมชนโดยไม่ยึดติดกับกรอบเดิมที่ส่วนกลางกำหนด3. พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ: ปรับปรุงเว็บไซต์ esfis.org ให้มีระบบ Dashboard ที่วิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time และสามารถจำแนกข้อมูลได้ละเอียดถึงระดับตำบล/ท้องถิ่น รวมถึงการลดจำนวนข้อคำถามในแบบสำรวจให้กระชับและเข้าใจง่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บข้อมูล4. การเสริมสร้างทักษะเชิงลึกเฉพาะด้านให้กับบุคลากร: ควรจัดหลักสูตรอบรมทักษะเฉพาะด้านอย่างต่อเนื่อง เช่น ทักษะการไกล่เกลี่ยคนในครอบครัวที่มีความขัดแย้งเรื้อรัง การประเมินความเสี่ยงความรุนแรง และการบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิดที่มีปัญหาสุราหรือยาเสพติด5. การปรับรูปแบบกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ให้เน้นทักษะข้ามรุ่น: ควรเปลี่ยนจากการจัดกิจกรรมแบบเดิมมาเป็นการจัดกิจกรรมที่เชื่อมโยงคนสองวัย เช่น ให้วัยรุ่นสอนผู้สูงอายุใช้เทคโนโลยี หรือการอบรมทักษะอาชีพที่สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว และควรลดจำนวนครั้งของกิจกรรมลงแต่เน้นคุณภาพและการติดตามผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ชัดเจน6. การสื่อสารสังคมเชิงรุกด้านความเสมอภาคระหว่างเพศ: สนับสนุนสื่อประชาสัมพันธ์ที่ทันสมัยและเข้าถึงง่ายเช่น วิดีโอสั้น หรือสื่อออนไลน์และควรเชื่อมโยงกิจกรรมของศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ เข้ากับงานประเพณีท้องถิ่นหรือเครือข่ายที่มีอยู่แล้ว เพื่อสร้างการยอมรับและรับรู้การมีอยู่ของ ศูนย์ฯ ในวงกว้าง7. การพัฒนาระบบติดตามเคสหลังพ้นโทษ: นำเสนอให้มีระบบติดตามกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มกระทำความรุนแรงซ้ำหลังการพ้นโทษอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อประเมินความพร้อมของครอบครัวก่อนรับกลับและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นใหม่8. การส่งเสริมบทบาทความเป็นเจ้าของให้กับท้องถิ่น (อปท.): สนับสนุนให้อปท. เข้ามามีบทบาทหลักในการบริหารจัดการงบประมาณและพื้นที่สร้างสรรค์ในชุมชนของตนเอง โดย พมจ. ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการให้คำปรึกษาเชิงวิชาการ เพื่อให้เกิดกลไกการพัฒนาที่ยั่งยืนและตรงตามบริบทของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง9. การยกระดับสวัสดิภาพ ความปลอดภัย และความมั่นคงในสายอาชีพของผู้ปฏิบัติงานด่านหน้า: สค. ควรจัดทำ \"มาตรฐานความปลอดภัยในการลงพื้นที่\" เช่น การสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันตัว การกำหนดขั้นตอนให้มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจร่วมเดินทางไปด้วยในเคสที่มีความเสี่ยงสูง รวมถึงการจัดสรรงบประมาณเยียวยาหรือประกันภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านสังคมโดยเฉพาะ


Click to View FlipBook Version