ภาษาชวา
ประวัติ
โดยทั่วไป ประวัติภาษาชวาแบ่งออกเป็ นสองช่วง: 1) ชวาโบราณ และ 2) ชวาใหม่
ภาษาชวาโบราณ[แก้]
หลักฐานการเขียนในเกาะชวาย้อนหลังไปได้ถึงยุคของจารึกภาษาสันสกฤต จารึกตรุมเนคระ ใน พ.ศ. 993 ส่วนการเขียน
ด้วยภาษาชวาที่เก่าที่สุดคือจารึกสุกภูมีซึ่งระบุวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 1346 จารึกนี้พบที่เกอดีรีในชวาตะวันออกและเป็ น
สำเนาของจารึกต้นฉบับที่น่าจะมีอายุ 120 ปี ก่อนหน้านั้น แต่หลักฐานเหลือเพียงจารึกที่เป็ นสำเนาเท่านั้น เนื้อหากล่าวถึง
การสร้างเขื่อนใกล้กับแม่น้ำสรินยังในปั จจุบัน จารึกนี้เป็ นจารึกรุ่นสุดท้ายที่ใช้อักษรปั ลลวะ จารึกรุ่นต่อมาเริ่มใช้อักษรชวา
ภาษาชวาใหม่[แก้]
ภาษาชวาสมัยใหม่เริ่มปรากฏเมื่อพุทธศตวรรษที่ 21 พร้อม ๆ กับการเข้ามามีอิทธิพลของศาสนาอิสลาม และการเกิดรัฐ
สุลต่านมะตะรัม รัฐนี้เป็ นรัฐอิสลามที่สืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิมจากยุคราชอาณาจักรมัชปาหิต วัฒนธรรมชวาแพร่หลายไปทาง
ตะวันตก เมื่อรัฐมะตะรัมพยายามแพร่อิทธิพลไปยังบริเวณของผู้พูดภาษาซุนดาทางตะวันตกของเกาะชวา ทำให้ภาษาชวา
กลายเป็ นภาษาหลักในบริเวณนั้น เช่นเดียวกับภาษาบาหลี ไม่มีการใช้ภาษาซุนดาเป็ นภาษาเขียนจนถึงพุทธศตวรรษที่ 24
และได้รับอิทธิพลจากภาษาชวามาก คำศัพท์ร้อยละ 40 ในภาษาซุนดาได้มาจากภาษาชวา
ภาษาชวาในปัจจุบัน
ภาษาชวาไม่ใช่ภาษาประจำชาติโดยมีสถานะเป็นแค่ภาษาประจำถิ่นใน
จังหวัดที่มีชาวชวาอยู่เป็นจำนวนมาก มีการสอนภาษาชวาในโรงเรียนและมี
การใช้ในสื่อต่าง ๆ ไม่มีหนังสือพิมพ์รายวันเป็นภาษาชวา แต่มีนิตยสาร
ภาษาชวา ตั้งแต่ พ.ศ. 2546 สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นของชวาตะวันออกออก
อากาศเป็นภาษาชวาด้วยภาษาถิ่นชวากลางและภาษามาดูราด้วย ใน พ.ศ.
2548 มีการออกนิตยสารภาษาชวา Damar Jati ในจาการ์ตา
เกาะชวา
ภาษามาดูราเขียนด้วยอักษรชวา
ทำเนียบภาษา ภาษาถิ่นของภาษาชวาสมัยใหม่
ภาษาถิ่นของภาษาชวาแบ่งได้เป็ นสามกลุ่มตาม
ภาษาถิ่นของภาษาชวาแบ่งได้เป็ นสามกลุ่มตามบริเวณ
บริเวณย่อยที่มีผู้พูดภาษาเหล่านี้อาศัยอยู่ คือ ภาษา ย่อยที่มีผู้พูดภาษาเหล่านี้อาศัยอยู่ คือ ภาษาชวากลาง
ชวากลาง ภาษาชวาตะวันออก และภาษาชวาตะวันตก ภาษาชวาตะวันออก และภาษาชวาตะวันตก ความแตก
ความแตกต่างระหว่างภาษาถิ่นอยู่ที่การออกเสียงและ
ต่างระหว่างภาษาถิ่นอยู่ที่การออกเสียงและคำศัพท์
คำศัพท์ ภาษาชวากลางเป็ นภาษาถิ่นที่ใช้พูดในซูราการ์ตา
ภาษาชวากลางเป็ นภาษาถิ่นที่ใช้พูดในซูราการ์ตา และยกยาการ์ตา ถือเป็ นภาษาถิ่นมาตรฐานของ
และยกยาการ์ตา ถือเป็ นภาษาถิ่นมาตรฐานของ ภาษานี้ มีผู้พูดกระจายตั้งแต่เหนือถึงใต้ของจังหวัด
ชวากลาง
ภาษานี้ มีผู้พูดกระจายตั้งแต่เหนือถึงใต้ของ ภาษาชวาตะวันตกใช้พูดทางตะวันตกของจังหวัด
จังหวัดชวากลาง ชวากลางและตลอดทั้งจังหวัดชวาตะวันตก โดย
เฉพาะชายฝั่ งทางตอนเหนือ ได้รับอิทธิพลจาก
ภาษาชวาตะวันตกใช้พูดทางตะวันตกของจังหวัด ภาษาซุนดา และยังมีศัพท์เก่า ๆ อยู่มาก
ชวากลางและตลอดทั้งจังหวัดชวาตะวันตก โดย
เฉพาะชายฝั่ งทางตอนเหนือ ได้รับอิทธิพลจาก ภาษาชวาตะวันออกเริ่มใช้พูดจากฝั่ งตะวันออกของ
กาลี บรันตัส ในเกอร์โตโซโนไปจนถึงบาญูวังกี
ภาษาซุนดา และยังมีศัพท์เก่า ๆ อยู่มาก ครอบคลุมบริเวณส่วนใหญ่ของจังหวัดชวาตะวัน
ภาษาชวาตะวันออกเริ่มใช้พูดจากฝั่ งตะวันออก
ของกาลี บรันตัส ในเกอร์โตโซโนไปจนถึงบาญูวัง ออก รวมเกาะมาดูราด้วย ภาษาถิ่นนี้ได้รับอิทธิพล
กี ครอบคลุมบริเวณส่วนใหญ่ของจังหวัดชวา จากภาษามาดูรา ภาษาถิ่นตะวันออกสุดได้รับ
ตะวันออก รวมเกาะมาดูราด้วย ภาษาถิ่นนี้ได้รับ อิทธิพลจากภาษาบาหลี
อิทธิพลจากภาษามาดูรา ภาษาถิ่นตะวันออกสุด
ได้รับอิทธิพลจากภาษาบาหลี
อ้างอิง แหล่งข้อมูลอื่น
1. Mikael Parkvall, "Världens 100 största språk 2007" (The
World's 100 Largest Languages in 2007), in
↑Nationalencyklopedin. International Symposium On The Languages Of Java
2. กระโดดขึ้นไป:2.0 2.1 "Peraturan Daerah Daerah Javanese in Suriname strive to preserve origins Jakarta
Post article
Istimewa Yogyakarta Nomor 2 Tahun 2021 tentang Javanese Writing System
Pemeliharaan dan Pengembangan Bahasa, Sastra, dan The Javanese alphabet (Unicode A980—A9DF)
Javanese Phonation Types, Consonants
↑Aksara Jawa". Old Javanese inscriptions
3. Kewarganegaraan, Suku Bangsa, Agama dan Bahasa
Sehari-hari Penduduk Indonesia - Hasil Sensus Penduduk
2010. Badan Pusat Statistik. 2011. ISBN 978-979-064-417-
5. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2017-07-10.
ภาษามลายู
ภาษามลายู ( มลายู : bahasa Melayu , อักษรยาวี : بهاس ملايو, อักษรเรอจัง : )
เป็นภาษาหลักภาษาหนึ่งใน ตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน มีสถานะเป็นภาษาราชการใน ประเทศบรูไน
ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ และ ประเทศอินโดนีเซีย และใช้สื่อสารกันอย่างไม่เป็นทางการใน
ประเทศติมอร์-เลสเต และบางส่วนของ ประเทศไทย ภาษานี้มีผู้พูด 290 ล้านคน [6] (ประมาณ 260
ล้านคนในอินโดนีเ
ซียเพียงประเทศเดียวซึ่งมีมาตรฐานเป็นของตนเองที่เรียกว่า " ภาษาอินโดนีเซีย ") [7]
โดยเป็นภาษาแม่ของผู้คนตลอดสองฟาก ช่องแคบมะละกา ซึ่งได้แก่ ชายฝั่ ง คาบสมุทรมลายู ของ
มาเลเซียและชายฝั่ งตะวันออกของ เกาะสุมาตรา ของอินโดนีเซีย และได้รับการยอมรับเป็นภาษาแม่ใน
ชายฝั่ งตะวันตกของ ซาราวัก และ กาลีมันตันตะวันตก ใน เกาะบอร์เนียว นอกจากนี้ยังใช้เป็นภาษาการ
ค้าในภาคใต้ของ ฟิลิปปินส์ ซึ่งได้แก่ ตอนใต้ของ คาบสมุทรซัมบวงกา , กลุ่มเกาะซูลู และเมืองบาตา
ราซาและบาลาบัก (ซึ่งมีชาวมุสลิมอาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่) ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ เกาะปาลาวัน
ไวยากรณ์
ภาษามลายูเป็นภาษารูปคำติดต่อ การสร้างคำใหม่ทำได้ 3 วิธีคือ
หน่วยคำเติม ลงวิภัติปัจจัยที่รากศัพท์ สร้างคำประสมหรือซ้ำคำ
รากศัพท์ที่เติมหน่วยคำเติมเป็นได้ทั้งคำนามและคำกริยา ตัง
อย่างเช่น masak (ทำอาหาร) เป็น memasak (กำลังทำอาหาร)
memasakkan (ทำอาหารเพื่อ) dimasak (ทำอาหาร-รูปถูก
กระทำ) และ pemasak (ผู้ทำอาหาร) บางครั้งมีการเปลี่ยนเสียง
พยัญชนะตัวแรกเมื่อเติมคำอุปสรรคหน้ารากศัพท์ เช่น sapu
(กวาด) เป็น penyapu (ไม้กวาด) panggil (เรียก) เป็น
memanggil (กำลังเรียก)
ตัวอย่างการใช้หน่วยคำเติมเพื่อเปลี่ยนความหมายของคำได้แก่การผันคำว่า
ajar (สอน)
ajaran = คำสั่งสอน pelajar = นักเรียน
belajar = กำลังเรียน pengajar = ครู
mengajar = สอน pelajaran = วิชาเรียน
diajar = (บางสิ่ง) กำลังถูกสอน pengajaran = บทเรียน
diajarkan = (บางคน) กำลังถูกสอน pembelajaran = การเรียนรู้
(เกี่ยวกับบางสิ่ง) terpelajar = ถูกศึกษา
mempelajari = เรียน (บางอย่าง) berpelajaran = มีการศึกษาดี
dipelajari = กำลังถูกศึกษา
คำประสม
คำประสมเกิดจากการรวมคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปเข้าด้วยกัน ซึ่งคำเหล่านี้ปกติจะเขียนแยกกันในประโยค คำประสมนี้อาจรวมกันได้
โดยตรง หรือมีปัจจัยเชื่อมคำเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น kereta หมายถึงรถ และ api หมายถึงไฟ รวมกันเป็น kereta api หมาย
ถึงรถไฟ kita หมายถึง เรา kasih " รัก kamu "คุณ รวมกันเป็น เรารักคุณ
การซ้ำคำ
การซ้ำคำในภาษามลายูมี 4 แบบคือ ซ้ำทั้งหมด ซ้ำบางส่วน ซ้ำเป็นจังหวะ และซ้ำโดยความหมาย
ลักษณนาม
ภาษามลายูมีการใช้ลักษณนามเช่นเดียวกับภาษาอื่น ๆ ในเอเชีย เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาเวียดนาม และภาษาเบงกอล
คำหน้าที่
มี 16 ชนิด เป็นคำที่มีหน้าที่ทางไวยากรณืในประโยค ได้แก่ คำสันธาน คำบุพบท คำปฏิเสธ และคำอื่น ๆ
คำปฏิเสธ
คำที่แสดงการปฏิเสธในภาษามลายูมี 2 คำ คือ bukan และ tidak bukan ใช้ปฏิเสธนามวลีและบุพบท ส่วน tidak ใช้ปฏิเสธ
คำกริยาและวลีคุณศัพท์
เพศทาไวยากรณ์ การทำให้เป็นพหูพจน์ คำกริยา การเรียงลำดับคำ
โดยทั่วไปไม่มีการแบ่ง โดยทั่วไปการแสดงพหูพจน์ ไม่มีการผันคำกริยา โดยทั่วไปเป็นแบบประธาน-
เพศ มีเพียงบางคำที่มี ใช้การซ้ำคำ ตัวอย่างเช่น
การแบ่งเพศตาม ถ้วย 1 ใบ ใช้ cawan ถ้วย ตามกาลหรือจำนวน กริยา-กรรม คำคุณศัพท์ คำ
ธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น หลายใบใช้cawan-cawan
adik หมายถึงน้องโดย แต่ลดรูปเหลือ cecawan ไม่มีเครื่องหมายแสดง สรรพนามชี้เฉพาะและ
ไม่แบ่งเพศ adik laki- แต่บางคำมีข้อยกเว้นเช่น
laki หมายถึงน้องชาย orang หมายถึงบุคคลแต่คำ กาล แต่มักบอกกาล สรรพนามแสดงความเป็น
ซึ่งไม่ตรงกับ"brother" ว่าประชาชนไม่ใช้ orang-
ในภาษาอังกฤษ คำที่ orang แต่ใช้คำว่า rakyat โดยใช้คำกริยาวิเศษณ์ เจ้าของตามหลังคำนามที่ขยาย
แบ่งเพศ เช่น puteri แต่ถ้าหมายถึงคนหลายคน
(เจ้าหญิง)และ putera หรือคนเยอะใช้คำว่า ramai
แทน (เช่นเมื่อวานนี้) คำยืม
(เจ้าชาย) orang ,คน 1 พันคนใช้
seribu orang ซึ่งเป็นการ หรือตัวบ่งกาล เช่น ภาษามลายูมีคำยืมจากภาษาอาหรับ
ใช้คำแสดงจำนวนแสดงรูป sudah (พร้อมแล้ว) (มักเป็นคำทางศาสนา) ภาษาฮินดี
พหูพจน์ แต่ภาษามลายูมีระบบ ภาษาสันสกฤต ภาษาทมิฬ ภาษา
คำกริยาที่ซับซ้อนของ เปอร์เซีย ภาษาโปรตุเกส ภาษาดัตช์
ปัจจัยเพื่อแสดงความ ภาษาจีนบางสำเนียง คำยืมรุ่นใหม่ ๆ
หมายที่ต่างกันเล็กน้อยมักมาจากภาษาอังกฤษ โดยมากเป็น
รวมทั้งแสดงผู้กระทำ ศัพท์วิทยาศาสตร์และศัพท์เทคนิค
ปัจจัยบางตัวถูกยกเว้น
ไม่ใช้ในการสนทนา
ตัวอย่างคำศัพท์
stesen สเตเซน =สถานี tutup ตูตุป = ปิด
tandas ตันดัซ = ห้องน้ำ buka บูกา = เปิด
restoran เรซโตรัน = ภัตตาคาร baik บัยอ์ = ดี
lapangan terbang ลาปางัน เตอร์บัง = ท่าอากาศยาน jahat ฌาฮัต = เลว
taman ตามัน = สวนสาธารณะ betul เบอตุล = ถูก
pergi, tiba/sampai เปอร์ฆี, ตีบา/ซัมปัย = ไป, ถึง salah ซาละฮ์ = ผิด
saya/aku ซายา/อากู = ผม, ฉัน sarapan ซาราปัน = อาหารเช้า
dia ดียา = เขาผู้หญิง/เขาผู้ชาย makan tengah hari มากัน เตองะฮ์ ฮารี = อาหารเที่ย
ia อียา = มัน (คน) mahal มาฮัล = แพง
mereka, dia orang เมอเรกา, ดียา โอรัง = เขาทั้งหลาย murah มูระฮ์ = ถูก
terima kasih เตอรีมา กาซิฮ์ = ขอบคุณ panas ปานัซ = ร้อน
hari ini ฮารี อีนี = วันนี้ sejuk เซอฌุ = หนาว
besok เบโซะ = พรุ่งนี้ makan malam มากัน มาลัม = อาหารเย็น
malam ini มาลัม อีนี = คืนนี้ kertas pembalut เกอร์ตัซ เปิมบาลุต = กระดาษห่อขอ
semalam/kelmarin เซอมาลัม/เกิลมาริน = เมื่อวานนี้ sikat ซีกัต = หวี
pelancong เปอลันจง = นักท่องเที่ยว pembersih เปิมเบอร์ซิฮ์ = ผงซักฟอก
อ้างอิง แหล่งข้อมูลอื่น
1. Mikael Parkvall, "Världens 100 största språk
The list of Malay words and list of
2007" (The World's 100 Largest Languages in
2007), in Nationalencyklopedin words of Malay origin at Wiktionary, the
free dictionary and Wikipedia's sibling
2.↑ Uli, Kozok (10 March 2012). "How many project
people speak Indonesian". University of Hawaii Swadesh list of Malay words
at Manoa. สืบค้นเมื่อ 20 October 2012. James T. Digital version of Wilkinson's 1926
Collins (Bahasa Sanskerta dan Bahasa Melayu, Malay-English Dictionary
Jakarta: KPG 2009) gives a conservative Pusat Rujukan Persuratan Melayu,
estimate of approximately 200 million, and a online Malay language database
maximum estimate of 250 million speakers of provided by the Dewan Bahasa dan
Malay (Collins 2009, p. 17). Pustaka
Kamus Besar Bahasa Indonesia dalam
3.↑ "Kedah MB defends use of Jawi on jaringan (Online Great Dictionary of the
signboards". The Star. 26 August 2008. คลัง Indonesian Language published by Pusat
ข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 29 October 2012. Bahasa, in Indonesian only)
อังกฤษในภาษาไทย
ปัจจุบันประเทศไทยได้รับอิทธิพลมาจากชาติตะวันตกในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม เทคโนโลยี
หรือภาษาเองก็ไม่น้ อย เมื่อภาษาอังกฤษ มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เรียบง่ายขึ้น ภาษาอังกฤษจึงได้
รับความนิยมใช้เป็นภาษา เพื่อการสื่อสารมากที่สุด มีประเทศต่าง ๆ ยอมรับภาษาอังกฤษเป็นภาษา
ราชการมากมาย ภาษาอังกฤษจึงกลาย เป็นภาษาสากลของชาวโลก คนไทยได้ศึกษาภาษาอังกฤษเป็น
ภาษาที่สองมาเป็นเวลานาน จนภาษาอังกฤษเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตของคนไทยมากขึ้น คนไทยบางคน
นิยมพูดภาษาไทยปนฝรั่งกันอย่างแพร่หลาย ค่า
นิยมของสังคมเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ภาษาไทยก็
เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เรายืมคำภาษาอังกฤษมาใช้โดยการ ทับศัพท์ ทับศัพท์เสียงเปลี่ยนไป ใช้คำ
ไทยแปล ใช้คำสันสกฤตแปล ใช้คำบาลีสันสกฤตหรือคำอังกฤษซ้อนหรือประสมกับคำไทย และเปลี่ยน
ความหมาย
วิธีการยืมคำภาษาอังกฤษมาใช้สื่อสารในภาษาไทยโดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 3 วิธี คือ
1.การแปลศัพท์การยืมคำภาษาอังกฤษโดยวิธีการแปลศัพท์ หมายถึง การยืมคำที่เราไม่เคยมีหรือไม่เคยรู้จัก หรือการกล่าวถึงความ
คิดหรือนามธรรม ซึ่งไม่ใช่ความคิดหรือนามธรรมที่เรานึกคิดมาก่อน (ปราณี กุลละวณิชย์ และอื่น ๆ, 2535, หน้า 67) การยืมคำ
โดยวิธีการนี้จะต้องใช้วิธีการคิดแปลเป็นคำภาษาไทยให้มีความหมายตรงกับคำในภาษาอังกฤษ แล้วนำคำนั้นมาใช้สื่อสารในภาษา
ไทยต่อไป ดังตัวอย่างเช่น
คำภาษาอังกฤษ คำภาษาไทย
tea sp
oon ช้อน
ชา
table spoon ช้อนโต๊ะ
electricity ไฟฟ้ า
electric fan พัดลม
airplane เครื่องบิน
typewriter เครื่องพิมพ์ดีด
war ship เรือรบ
blackboard กระดานดำ
1.การบัญญัติศัพท์การบัญญัติศัพท์เป็ นวิธีการยืมคำ โดยรับเอาเฉพาะความคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นมาสร้างคำขึ้น
ใหม่ ซึ่งมีเสียงแตกต่างจากคำในภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะศัพท์ทางวิชาการจะใช้วิธีการนี้มาก ผู้ที่ทำหน้าที่ใน
การบัญญัติศัพท์ขึ้นมาใช้ มักจะเป็ นนักวิชาการสาขาต่าง ๆ หน่วยงานราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ในการ
บัญญัติศัพท์ภาษาไทยขึ้น ใช้แทนคำยืมจากภาษาต่างประเทศโดยตรง คือ ราชบัณฑิตยสถาน แต่ก็มีบางคำที่
นักวิชาการแต่ละคนหรือแต่ละหน่วยงานบัญญัติศัพท์ภาษาไทยมาใช้แทนคำภาษาอังกฤษไม่ตรงกัน การยืมคำ
จากภาษาอังกฤษมาสร้างเป็ นคำใหม่ เพื่อใช้สื่อสาร โดยวิธีการบัญญัติศัพท์ มีมากมาย ดังตัวอย่าง เช่น
คำภาษาอังกฤษ ศัพท์บัญญัติ
teleg
raph โทร
เลข
telephone โทรศัพท์
telescope โทรทรรศน์
television โทรทัศน์
teletype โทรพิมพ์
3.การทับศัพท์ การทับศัพท์เป็นวิธีการยืมจากภาษาหนึ่ง มาใช้ในอีกภาษาหนึ่งโดยการถ่ายเสียง และถอดอักษร การยืม
คำภาษาอังกฤษ โดยวิธีการนี้เป็นวิธีการที่ทำได้ง่าย และปรากฏเด่นชัดที่สุดว่าเป็นคำยืมจากภาษาอังกฤษ คำยืมจาก
ภาษาอังกฤษโดยวิธีการทับศัพท์มีมากมาย คำบางคำราชบัณฑิตยสถานได้บัญญัติศัพท์เป็นคำไทยแล้ว แต่คนไทยนิยม
ใช้คำทับศัพท์มากกว่า คำทับศัพท์บางคำจึงคุ้นหูผู้รับสารมากกว่าศัพท์บัญญัติ คำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้สื่อสารโดย
ทั่วไป มีตัวอย่างดัง เช่น
คำภาษา
อังกฤษ คำทับศัพท์
cap
tain กัป
ต
ัน
clin
ic
คลนิ ิก
quota
โควตา
chimpanzee
ชิมแปนซี
draft
ดราฟต์
ผู้จัดทำ
นาย นพเกตุ หนูแช่ม เลขที่1 ม.6/6 นาย ธีรภัทร เสนาฤทธิ์ เลขที่4 ม.6/6
ผู้จัดทำ
นาย วรรณรัตน์ ผลเจริญ เลขที่7 ม.6/6 นายอมรเทพ เจือตระกูล เลขที่9 ม.6/6 สุเมธ ขำวิลัย เลขที่18 ม.6/6