The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การจัดรูปเล่มรายงาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chalitaaaa1113, 2022-02-28 10:37:55

การจัดรูปเล่มรายงาน

การจัดรูปเล่มรายงาน

เรื่อง การแตง่ กายของแตล่ ะภาค

จดั ทำโดย
นางสาวชลิตา ถาวรแกว้
รหัสนกั ศกึ ษา 6412404001270

เสนอ
อาจารย์ปล้ืมใจ ไพจติ ร

รายงานวิชานเ้ี ป็นส่วนหนงึ่ ของรายวชิ าบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสรุ าษฎร์ธานี
ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564



คำนำ

การแต่งกายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งสมัยก่อนคนไทยนิยมใส่
เสื้อผ้าที่ทอด้วยมือทำจากผ้าไหม จนกระทั่งถูกอิทธิพลของชาวต่างชาติครอบงำทำให้เลือนหายไป ด้วยพระปรีชา
สามารถของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงอนุรักษ์ ฟื้นฟู ผ้าไหมไทย จนผ้าพื้นบ้านของไทย
กลับมามีช่ือเสยี ง อาทิ ผ้าไหมแพรวา ผ้าไหมมัดหมี่ ตลอดจน ให้กำเนิดการแต่งกายของสภุ าพสตรีไทย ขึ้นมาเป็น
ชุดไทยพระราชนิยม เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ที่ล้ำค่า ที่แสดงออกถึงความเป็นไทย เป็นความภาคภูมิใจของ
ประชาชนไทย

ดังนั้น การกำหนดยุทธศาสตร์การสร้างการรับรู้ ผ้าไหมไทย ชุดไทยพระราชนยิ ม ในสมเด็จพระนางเจา้
สริ กิ ติ ิ์ พระบรมราชนิ ีนาถ เปน็ การเทดิ พระเกียรตสิ มเดจ็ พระนางเจ้าสริ ิกิติ์ พระบรมราชนิ ีนาถ เผยแพร่ ผา้ ไหมไทย
ชุดไทยพระราชนิยม ที่เป็นเอกลักษณ์ไทยให้เป็นที่รู้จัก ต่อประชาชนชาวไทย และชาวต่างประเทศ และเป็นการ
ยกระดับสินคา้ ผา้ ไหมไทย ไปสูร่ ะดับโลก

นางสาวชลติ า ถาวรแก้ว
13 ก.พ. 2565



สารบญั

คำนำ...............................................................................................................................................ก
สำรบญั ...........................................................................................................................................ข
สำรบญั รูป....................................................................................................................................... ง
สำรบญั ตำรำง.................................................................................................................................. จ

วฒั นธรรมการแตง่ กายภาคเหนอื .................................................................................... 5
วัฒนธรรมการแตง่ กายภาคกลาง................................................................................... 10
วัฒนธรรมการแตง่ กายภาคใต้....................................................................................... 13
วฒั นธรรมการแตง่ กายภาคอีสาน .................................................................................. 18
บรรณำนุกรม ................................................................................................................................ 21



สารบัญรปู

รูปท่ี 1การแต่งกายภาคเหนือ..................................................................................................3
รปู ที่ 2การแตง่ กายภาคเหนือ..................................................................................................4
รูปที่ 3การแต่งกายชาวลา้ นนา...............................................................................................5
รปู ที่ 4ผ้ามอ่ ฮ่อม.....................................................................................................................6
รูปท่ี 5เคร่ืองแต่งกายชาติพันธล์ุ ้านนา ไทยวน-โยนก “ล้านนา”...........................................7
รปู ที่ 6การแต่งกายภาคกลาง..................................................................................................9
รูปที่ 7การแต่งกายภาคกลาง................................................................................................10
รปู ที่ 8การแต่งกายภาคใต้ ....................................................................................................11
รูปที่ 9กลุ่มเชื้อสายจีน - มาลา.............................................................................................14
รูปท่ี 10กลุ่มชาวไทยมสุ ลมิ ชนด้งั เดมิ ...................................................................................14
รปู ท่ี 11กลุ่มชาวไทยพุทธ.....................................................................................................15
รปู ที่ 12กลมุ่ ราชสำนักสยาม.................................................................................................16
รูปท่ี 13การแต่งกายภาคอสี าน.............................................................................................16
รปู ท่ี 14ลกั ษณะการแต่งกายภาคอสี าน................................................................................17
รปู ท่ี 15การแต่งกายภาคอีสาน.............................................................................................18
รปู ที่ 16ผ้าขดิ ........................................................................................................................19



สารบญั ตาราง

ตารางท่ี 1 การแตง่ กาย ..........................................................................................................2

1

การแต่งกายไทย 4 ภาค

ประเทศไทยประกอบไปดว้ ยภาคต่างๆ จำนวน 4 ภาค คอื ภาคเหนอื ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคกลางและภาคใต้ แตด่ ้วยสภาพภูมิศาสตรแ์ ละ ภูมิอากาศท่มี ีความแตกต่างกันในแตล่ ะภูมภิ าค ท าให้
ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะวัฒนธรรม เช่น วัฒนธรรมการแตง่ กายของแต่ละกลุ่มคน จึงมีเอกลักษณ์
เป็นของตน ภาคเหนือแต่งตัวไม่เหมือนภาคใต้ วัฒนธรรมจึงหมายถึงสิ่งที่มนุษย์ เปลี่ยนแปลงปรับปรุง
หรือผลิตขึ้น สร้างขึ้นเพื่อความเจริญงอกงามของกลุ่ม ชุมชน หรือประเทศตน จึงได้ถ่ายทอดกันไว้ เอา
อย่างกันไว้ รวมถึงผลิตผลที่ได้ เรียนรู้มาจากคนสมัยก่อน สืบต่อเป็นประเพณีกันมาตามลักษณะการ
ดำเนินชีวิต (พงศกร 2546)

ความเป็นอยภู่ ูมิประเทศ ความเชอื่ ศาสนา – ภาคเหนือ มีลกั ษณะภมู ปิ ระเทศแบบภเู ขาสงู สลับ
กับหุบเขาและพื้นท่ี สงู ซ่ึงตดิ ต่อกบั เขตทร่ี าบลุ่มตอนกลางของประเทศ มีทวิ เขาท่ีวางตัวยาว ในแนวเหนือ
ใต้ ระหว่างทิวเขาจะมีหุบเขาและแอ่งที่ราบระหว่างภูเขาเป็นที่ตั้ง ของตัวจังหวัด เช่น จังหวัดเชียงราย
เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน และแพร่ ทิวเขาที่สำคัญได้แก่ ทิวเขาถนนธงชัย ทิวเขาแดนลาว ทิวเขาขุน
ตาน ทิวเขาผีปันน้ำ และทิวเขาหลวงพระบาง ช่วงฤดูหนาวในเขตภูเขาจะมีอุณหภูมิต่างสามารถปลูกไม้
ผล เช่น ลิ้นจี่และสตรอเบอรร์ ี่ฯลฯ – ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ หรือ ภาคอีสาน ประกอบด้วยจังหวัด 20
จังหวัดมีเนื้อที่ 168,854 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณหนึ่งในสามของพื้นท่ี ทั้งประเทศ มีดินไม่ดีซึ่งไม่
ค่อยเอื้อต่อเกษตรกรรม อย่างไรก็ตามข้าวเหนียว ซึ่ง เป็นอาหารสำคัญสำหรับประชากรในภูมิภาค
จำเปน็ ตอ้ งอาศัยทงุ่ นาทนี่ ำ้ ทว่ มถึง

2

ภาค การแตง่ กาย
ภาคเหนอื
น่งุ กางเกงขายาวลกั ษณะแบบกางเกงขา
แบบ 3 สว่ น

ภาคกลาง สวมใส่โจงกระเบนสวมเสื้อสีขาว ติดกระดุม
ภาคใต้ 5 เม็ด ทเี่ รยี กวา่ “ราชประแตน”

ภาคนม้ี ีการแต่งกายต่างกันตามเชอ้ื ชาติ

ภาคอสี าน ใช้ผ้าทอมือ ซึ่งทำจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น
ผ้า

ตารางที่ 1 การแตง่ กาย

และระบายนำ้ ไดน้ ้อยในการเจริญเติบโต และทซ่ี ึง่ แหล่งน้ำใกล้เคียงสามารถทว่ ม ถึงได้ พชื มักจะถกู เกบ็
เก่ยี วสองครง้ั ต่อปี อยา่ งเช่น อ้อยและมันส าปะหลัง เป็น ตน้ – ภาคกลาง มลี ักษณะเป็นแอ่งที่มคี วาม
สมบูรณท์ างธรรมชาติ จนได้รับการขนานนามวา่ “อู่ขา้ วอู่น้ำ” ระบบชลประทานซึ่งได้พัฒนาสำหรบั การ
ทำนา มแี มน่ ้ าเจ้าพระยา เป็นแม่น้ำสายสำคัญ – ภาคใต้ พืน้ ที่สว่ นใหญ่ติดกับทะเล ลักษณะภูมิอากาศ
เป็นแบบร้อน ชนื้ แถบมรสมุ คอื มีฝนตกชกุ สลับกับฤดูแล้งสัน้ ๆ ภาคใตไ้ ม่มฤี ดูหนาว เน่ืองจาก อย่ใู กล้เส้น
ศูนย์สูตร และไดร้ บั อทิ ธิพลจากลมมรสุมตะวนั ออกเฉียงใตแ้ ละลม มรสมุ ตะวันออกเฉยี งเหนอื ท าใหฝ้ น
ตกชุกตลอดท้ังปี จงั หวัดที่มีฝนตกชุกท่สี ดุ คือ ระนอง และจังหวัดทีม่ ฝี นตกน้อยคือ สุราษฎรธ์ านี

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีมรดกทางวัฒนธรรมประจำชาติที่เป็นของตนเองมาเป็นระยะเวลา
ยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นศิลปะไทย มารยาทไทย ภาษาไทย อาหารไทย และชุดประจำชาติไทย สิ่งต่างๆ
เหล่านี้ล้วนมคี ณุ คา่ มีความงดงาม บง่ บอกถึงเอกลักษณ์แห่งความเปน็ "ไทย" ทนี่ ำความภาคภูมิใจมาสู่คน
ในชาติ

3

การแต่งกายของไทยโดยเฉพาะในยุครัตนโกสินทร์ซึ่งมีอายุยาวนาน มากกว่า 200 ปีนั้น ได้มี
วิวัฒนาการมาเป็นล าดับ นับตั้งแต่ยุครัตนโกสินทร์ ตอนต้น ตอนกลาง ยุคเริ่มการติดต่อสัมพันธ์กับ
ต่างประเทศ ยคุ เปลยี่ นแปลงการ ปกครอง หรอื ยุค "มาลาน าไทย" และ จนปจั จบุ ัน

"ยุคแห่งเทคโนโลยีข่าวสาร" แต่ละยุคสมัยล้วนมีรูปแบบการแต่งกายท่ี เป็นของตนเองซึ่งไม่อาจ
สรุปได้ว่า แบบใดยุคใดจะดีกว่า หรือ ดีที่สุด เพราะวิถี ชีวิตหรือวัฒนธรรม ล้วนต้องมีการปรับเปลี่ยน
บรู ณาการไปตามสง่ิ แวดล้อมของ สังคมแล้วแต่สมาชกิ ของสงั คมจะคัดสรรสิ่งท่ีพอเหมาะพอควรแก่โอกาส
สถานท่ี และกาลเทศะ

รูปท่ี 1การแตง่ กายภาคเหนือ

ลักษณะการแต่งกายภาคเหนือ ความสำคัญสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของคนแต่ละพื้นถิ่น
สำหรับใน เขตภาคเหนือหรือดินแดนล้านนาในอดีต ปัจจุบันการแต่งกายแบบพื้นเมืองได้รับ ความสนใจ
มากขึ้น แต่เนื่องจากในท้องถิ่นนี้มีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ เช่น ไทยวน ไทลื้อ ไทเขิน ไทใหญ่
และอิทธิพลจากละครโทรทัศน์ ทำให้การแต่ง กายแบบพื้นเมืองมีความสับสนเกิดขึ้น ดังนั้นคณะทางาน
ทานบุ ำรงุ ศิลปวฒั นธรรม กลมุ่ สถาบนั อดุ มศึกษาภาคเหนือ จงึ ไดร้ ะบขุ อ้ ไมค่ วรกระท า ในการแต่งกายชุด
พืน้ เมอื งของ“แมห่ ญิงลา้ นนา” เอาไวว้ ่า

4

1.ไมค่ วรใชผ้ ้าโพกศีรษะ ในกรณที ี่ไม่ใชช่ ุดแบบไทลือ้
2. ไม่ควรเสยี บดอกไมไ้ หวจนเต็มศีรษะ
3.ไม่ควรใช้ผ้าพาดบ่าลากหางยาวหรือคาดเข็มขัดทับ และผ้าพาด ที่ประยุกต์มาจาก ผ้าตีนซิ่นและผ้า
“ตงุ ” ไมค่ วรนามาพาด
4. ตัวซ่ินลายทางตัง้ เป็นซน่ิ แบบลาว ไมค่ วรนามาตอ่ กับตนี จกไทยวน

รปู ท่ี 2การแต่งกายภาคเหนือ

5

รูปที่ 3การแต่งกายชาวล้านนา
วฒั นธรรมการแตง่ กายภาคเหนอื
การแต่งกายพื้นเมืองของภาคเหนือมีลักษณะแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติ ของกลุ่มชนคนเมือง เนื่องจาก
ผคู้ นหลากหลายชาตพิ ันธอ์ุ าศยั อยู่ในพ้ืนทซ่ี ่ึง บง่ บอกเอกลักษณ์ของแต่ละพืน้ ถนิ่ สำหรับหญงิ ชาวเหนือจะ
นงุ่ ผ้าซิ่น หรอื ผา้ ถงุ มคี วามยาวเกือบถึงตาตุ่ม ซงึ่ นยิ มนงุ่ ท้ังสาวและคนแก่ผ้าถุงจะมีความประณีต งดงาม
ตนี ซิ่นจะมลี วดลาย งดงาม ส่วนเสอ้ื จะเปน็ เสือ้ คอกลม มสี สี ัน ลวดลายสวยงาม อาจห่มสไบทบั และ เกล้า
ผม
ส่วนผู้ชายนิยมนุ่งกางเกงขายาวลักษณะแบบกางเกงขายาวแบบ 3 ส่วน เรียกติดปากว่า "เตี่ยว" "เตี่ยว
สะดอ" หรือ "เตี่ยวกี" ทาจากผ้าฝ้าย ย้อมสีน้ำเงิน หรือสีด า และสวมเสื้อผ้าฝ้ายคอกลมแขนสั้น แบบผ่า
อก กระดุม 5 เมด็ สนี ้ำเงินหรอื สดี าทีเ่ รียกว่า เสอื้ ม่อฮ่อม

6

รปู ท่ี 4ผา้ มอ่ ฮ่อม
ผ้าม่อฮ่อม

เป็นชอ่ื ผ้ายอ้ มพ้ืนเมืองสีกรมท่าท่ีสร้างชื่อเสียงให้กบั เมือง แพรม่ านานแลว้ ในอดีตผ้าม่อฮ่อมเป็นผ้า
ฝ้ายทอมือ ที่นำดอกฝ้ายขาวมาทำเป็น เส้นใยแล้วทอดว้ ยกี่พื้นเมืองเป็นผ้าพืน้ สขี าว หลังจากนั้นจึงนำไป
ตัดเย็บให้เป็น เสื้อแบบต่างๆ กางเกงเตี่ยวสะดอ จากนั้นนามาย้อมในน้ำฮ่อม ที่ได้จากการหมัก ต้นฮ่อม
เอาไว้ในหมอ้ ในปัจจุบันมีการทอผา้

ด้วยกี่แบบพื้นเมืองน้อยลงทำให้ผ้าทอมีราคาแพง ในการตัดเย็บเสื้อผ้า ม่อฮ่อมจึงมีการใช้ผ้าดิบจาก
โรงงานตัดเย็บ ยอ้ มดว้ ยน้ำฮอ่ มธรรมชาตหิ รอื สี มอ่ ฮ่อมวิทยาศาสตร์

7

รปู ท่ี 5เคร่ืองแตง่ กายชาตพิ นั ธุ์ล้านนา ไทยวน-โยนก “ลา้ นนา”
ในปัจจุบันหมายถึงอาณาเขต 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ของประเทศไทยได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่
เชียงราย พะเยา ล าพูนล าปาง แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน การแต่งกายพื้นเมืองของล้านนาจึงหมายถงึ
การแตง่ กายของชนกลุ่มต่างๆ ทอ่ี าศัยอยูใ่ นล้านนาในอดีตอาณาจักรล้านนา ในบางยคุ สมยั อาจครอบคลุม
ไปถึงรัฐต่างๆ เช่นสบิ สองปนั นา รฐั ฉาน เชียงตุง เป็นตน้ ซง่ึ ต่างกเ็ คยมคี วามสมั พนั ธก์ ันมาช้านาน ชนกลุ่ม
ใหญท่ ่สี ร้างสม อารยะธรรมในล้านนาก็คือ “ชาวไทยวน”ซึ่งปัจจบุ ันเรียกตัวเองวา่ “คนเมือง” นอกจากนี้
มวี ฒั นธรรมกลุ่มชนต่างๆ ผสมผสานกันไดแ้ ก่ ชาวไทล้ือ ไทเขิน

8

ไทใหญ่ (ไต) ชาวไทยวนในล้านนามีวัฒนธรรมในการทอผ้าเพื่อใช้สอย และแต่งกายเป็นเอกลักษณ์
มาแต่โบราณ จากหลักฐานดา้ นจติ รกรรมฝาผนัง วดั ตา่ งๆ ในเ ชี ยงใหม่และนา่ นในเชียงใหม่ เช่น วดั บวก
ครกหลวง วดั พระสงิ ห์วรวิหาร และวดั ปา่ แดด จิตรกรได้เขียนไว้เป็นหลักฐานประกอบกับ การบันทึกของ
มิชชั่นนารหี รือผู้ร้ทู ่เี ลา่ สบื ตอ่ กนั มา

การแตง่ กายของสตรไี ทยวน-โยนก สมยั กอ่ นนิยมเปลอื ยอก ทอ่ นบน หรือมกี ารเคียนอก ด้วยผา้ สเี ขม้
นิยมนุ่งผ้าที่เย็บเป็นลักษณะ กระสอบ เรียกว่า ผ้าซิ่น และส่วนของผ้าซิ่นนั้น ถ้าใช้สวมใส่ในงานโอกาส
สำคัญๆ ก็จะนิยมต่อด้วยตีนจก ซึ่งเป็นการทอลายที่เป็นเอกลักษณ์ของ ไทยวนโบราณ ทรงผมนิยมเกล้า
มวยผมไวก้ ลางศรี ษะ หรือสว่ นของ ท้ายทอย นิยมเหนบ็ ดอกไม้ต่างๆเพื่อเป็นการสักการบชู าเทวดาที่คอย
ดแู ลขวญั หวั เคร่อื งประดับนิยมเครอ่ื งประดบั ที่ท าจากเงิน เช่น กำไลเงนิ สร้อยเงิน ฯลฯ

การแตง่ กายของบุรุษไทยวน - โยนก นิยมเปลอื ยอกบน น่งุ ดว้ ยผ้าฝา้ ยสี เข้ม ลกั ษณะการนุ่งเป็นการ
นุ่งแบบ แก๊ตม้าม หรือ แคทมั่ม เพื่อให้สะดวกในการ เคลื่อนไหวร่างกาย หรือ คล่องตัวในการทางาน
ตา่ งๆ ทอี่ าจต้องใช้แรง ผชู้ ายไทยวนสมัยโบราณนิยมการสกั ตามแขน ต้นขา เน่อื งด้วยความเช่ือ เกี่ยวกับ
ไสยศาสตร์ ความคงกระพัน และเพ่ือเป็นขวญั และกำลงั ใจในการออกรบ

9

รูปท่ี 6การแตง่ กายภาคกลาง
ลักษณะการแต่งกายภาคกลาง ผู้ชาย สมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง นิยมสวมใส่โจง
กระเบนสวมเสือ้ สีขาว ติดกระดุม 5 เม็ด ทเี่ รยี กวา่ "ราชประแตน" ไวผ้ มส้ัน ขา้ งๆ ตดั เกรยี นถึงหนังศีรษะ
ขา้ งบนหวีแสกกลาง
ผู้หญิง สมยั ก่อนการเปล่ียนแปลงระบอบการปกครอง นิยมสวมใส่ผา้ ซนิ่ ยาวครึ่งแขง้ หม่ สไบเฉียงตาม สมัย
อยุธยาทรงผมเกล้าเป็นมวยและสวมใส่เครอ่ื งประดับเพอื่ ความสวยงาม

10

รปู ที่ 7การแต่งกายภาคกลาง
วฒั นธรรมการแตง่ กายภาคกลาง

ตามธรรมดาคนไทยสมัยโบราณ ไม่นิยมสวมเสื้อผ้าแม้แต่เวลา เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว จึง
ประกาศให้ข้าราชการสวมเสื้อเข้าเฝ้า ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงสนับสนุนให้มีการศึกษาภาษาอังกฤษ และ
วฒั นธรรมตะวันตกข้นึ ในราช ส านกั จงึ เกิดการเปลยี่ นแปลงเคร่ืองแตง่ กายสตรี โดย

ผ้หู ญิง
ผม เลิกไว้ผมปีก หันมาไว้ผมยาวประบ่า การแต่งกาย นุ่งผ้าลายโจงกระเบน เสื้อผ่าอก แขน
ยาว ห่มแพร จีบตามขวาง สไบเฉียงทาบบนเสื้ออีกชั้นหนึ่ง ถ้าอยู่บ้านห่มสไบไม่สวมเสื้อ เมื่อมีงานพิธีจึง
นุ่งหม่ ตาด
เครื่องประดบั สร้อยคอ สรอ้ ยตัว สร้อยขอ้ มือ กำไล แหวน เข็มขัด

11

ผู้ชาย
ผม เลิกไว้ทรงมหาดไทย หันมาไว้ผมยาวทั้งศีรษะ ผมรองทรง พระมหากษัตริย์ และพวก
ราชทูตไทยจะแตง่ ตวั แบบฝรั่งคือ สวมกางเกง ใส่เสื้อนอกคอเปดิ สวมรองเทา้ คัทชู

รูปท่ี 8การแต่งกายภาคใต้
ลกั ษณะการแตง่ กายภาคใต้ เน่อื งจากภาคใตต้ ัง้ อยู่แถบศนู ย์สูตร มผี ลใหอ้ ณุ หภูมไิ ม่แตกต่างกนั นัก ชาว
ใต้นิยมแต่งกายแบบเรียบง่าย หลวมๆ ส่วนมากใช้ผ้าฝ้าย รูปแบบ เครื่องนุ่งห่มส่วนใหญ่คล้ายกับของ
มาเลเซียและอินโดนีเซีย เพราะอยู่ในลักษณะ อากาศแบบเดียวกัน ผ้าพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงของภาคใต้คือ
ผา้ ยก ผา้ จวน ผ้าไหม พมุ เรยี ง และผ้าปาเต๊ะ ซึ่งเปน็ ผา้ ที่นยิ มกนั ในภาคใต้ตอนล่าง เปน็ ตน้
ดนิ แดนทางภาคใต้ของประเทศไทย อันประกอบด้วย 14 จงั หวัดนัน้ แต่ เดิมมผี คู้ นอาศัยอยู่ตั้งแต่ยุคก่อน
ประวัติศาสตร์ จนต่อมาได้พัฒนาเกิดเป็นชุมชน และกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญ อันเป็นจุดเชื่อมโยง

12

ระหว่างดินแดนตะวันออก และตะวันตกของโลก ซึ่งเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่สำคัญโดยเฉพาะ
ประเทศจีน อนิ เดีย และหมเู่ กาะสุมาตรา เรียกดินแดนแหง่ น้ีกนั ว่าอาณาจักรศรี วิชัย อิทธพิ ลในการทอผ้า
จากอินเดียที่มีการสอดผสมดิ้นเงินดิ้นทอง ลงในผืนผ้า สร้างรูปแบบแก่ผ้าในภาคใต้โดยซื้อหาวัสดุส่วน
ใหญ่จากอนิ เดยี ต่อมาเนอ่ื งจาก ศกึ สงครามบา้ นเมอื งล่มสลายลง การทอผา้ อันวจิ ติ รกส็ ูญหายไปด้วย

โดยต่อมา ภายหลังหันมานำข้าผ้าพิมพ์ และผ้าแพรจากจีนรวมถึงผ้าบาติกจากเกาะชวา และผ้า
ยโุ รปมาสวมใส่ จากการที่ชาวใต้มิไดม้ ีการปลูกฝ้ายหรือไหมขึ้นใช้เอง เนอ่ื งจากข้อจ ากัดของพื้นท่ี จึงท า
การสั่งซื้อผ้าสำเร็จรูปโดยเฉพาะผ้าบาติกหรือ ปาเต๊ะมาใช้กันจนภายหลังเป็นเครื่องแต่งกายประจำภาค
ไปในที่สุด ปัจจุบันแหล่งท าผ้าแบบดั้งเดิมนั้นเกือบจะสูญหายไปคงพบได้เฉพาะ 4 แหล่ง เท่านั้นคือ ที่
ตำบลพุมเรียง จังหวัดสุราษฎร์ธานีอำเภอเมือง จังหวัด นครศรีธรรมราช เกาะยอ จังหวัดสงขลา และ
ตำบลนาหมืน่ ศรี จงั หวัดตรงั

13

วัฒนธรรมการแตง่ กายภาคใต้
วฒั นธรรมเป็นสงิ่ ท่ีคนไทยสืบทอดกันมาตัง้ แตร่ ุ่นปู่ยา่ ตาทวด ที่ มีมาตั้งแตส่ มยั โบราณจนถึงรุ่นปัจจุบัน ก็
ได้มีการสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น วัฒนธรรมก็มีหลากหลายประเภทแต่ละท้องที่ก็จะมีวัฒนธรรมท่ี
แตกต่างกนั ออกไปแต่ก็มบี างวฒั นธรรมท่ีเหมือนกัน เช่น วฒั นธรรม การไหว้ที่คนไทยทกุ ภาคทุกคนต้องมี
การไหว้เหมอื นกนั เพราะเปน็ เอกลกั ษณ์ ของคนไทยไปแลว้ วฒั นธรรมวนั นจี้ ะมาพูดถึงวัฒนธรรมการแต่ง
กายของคน ภาคใต้ ว่ามกี ารแต่งกายเปน็ แบบใดมีลกั ษณะที่แตกต่างกบั ภาคอ่ืน อย่างไรบ้าง

การแต่งกายของคนภาคใต้นั้นเป็นการแต่งกายที่ไม่เหมือนกับ ภาคอื่น เพราะการแต่งกายชาว
ภาคใต้ใช้ผ้าหลายรูปแบบ ทั้งผ้าฝ้าย ผ้าแพร ผ้าเขียนลายเทียน ผ้ามัดย้อม แต่ผ้าที่มีชื่อที่สุดของภาคใต้
คือผ้ายก เป็น ผ้าที่มี ชื่อเสียงเป็น อย่างมากแต่ ชาวบ้านทั่วไปแบบเดิม นุ่ง ผ้า คล้ายผ้าขาวม้ามีสีแดง
การนุ่งผา้ ปาเต๊ะหรือบาติกที่มีลวดลายสีสนั หลากหลาย เป็น ความนิยมในชว่ งหลังจากการรับอิทธิพลของ
ผ้ามาเลเซียและอินโดนีเซีย ชาวไทยมุสลิมภาคใต้นิยมนุ่งโสร่งที่มีความคล้ายกับ ผ้าขาวม้าของทางภาค
อีสาน ผู้ชายส่วนใหญ่จะนิยมนุ่งผ้าโสร่งแต่ผู้หญิง จะนุ่งผ้าปาเต๊ะหรือผ้าบาติก ผ้าที่มีชื่อเสียงของภาคใต้
คือ ผ้ายกเมืองนครศรีธรรมราช ผ้าทอเกาะยอผ้าทอนาหม่ืนสผี ้าทอพุมเรยี ง ผ้าหางกระรอก ผ้าปาเต๊ะผ้า
ทอปัตตานี เป็นต้น การแต่งกายนนั้ แตกตา่ งกัน ในการใช้วัสดุ และรปู แบบโดยมเี อกลักษณ์ไปตามเช้ือชาติ
ของผ้คู น อนั หลากหลายทเ่ี ข้ามาอยูอ่ าศยั ในดนิ แดนอนั เก่าแก่แห่งนี้

14

รูปที่ 9กลุ่มเช้ือสายจนี - มาลา
1. กลุ่มเชื้อสายจีน - มาลายูเรียกชนกลุ่มนี้ว่ายะหยาหรือยอนย่าเป็น กลุ่มชาวจีน เชื้อสายฮกเกี๊ยนที่มา
สมรสกบั ชนพ้นื เมอื งเชอ้ื สายมาลายู ชาวยะหยาจึงมีการแตง่ กายอนั สวยงาม ทผ่ี สมผสาน รปู แบบของชาว
จีนและ มาลายูเข้าด้วยกันอย่างงดงาม ฝ่ายหญิงใส่เสือ้ ฉลุลายดอกไม้ รอบคอ, เอว และ ปลายแขนอย่าง
งดงาม นิยมนุ่งผ้าซ่นิ ปาเต๊ะ ฝา่ ยชายยงั คงแตง่ กายคลา้ ยรปู แบบจนี ดั้งเดมิ อยู่

รูปท่ี 10กลุม่ ชาวไทยมุสลมิ ชนดง้ั เดมิ

15

2. กลุ่มชาวไทยมุสลิมชนดั้งเดิม ของดินแดนนี้นับถือศาสนาอิสลาม และมี เชื้อสายมาลายู ยังคงแต่งกาย
ตามประเพณอี นั เก่าแก่ ฝ่ายหญงิ มีผ้าคลมุ ศีรษะ ใสเ่ ส้ือผา้ มัสลิน หรอื ลูกไมต้ วั ยาวแบบมลายูนุ่งซ่ินปาเต๊ะ
หรือซน่ิ ทอแบบ มาลายู ฝา่ ยชายใส่เสือ้ คอตัง้ สวมกางเกงขายาวและมผี า้ โสรง่ ผืนสั้น ท่เี รียกว่า ผ้าซองเก็ต
พันรอบเอว ถ้าอยู่บ้านหรือลาลองจะใส่โสร่งลายตารางทอด้วยฝ้าย และสวมหมวกถักหรือเย็บด้วยผ้ากา
มะหยี่

รูปท่ี 11กลมุ่ ชาวไทยพุทธ
3. กล่มุ ชาวไทยพทุ ธ แตง่ กายคลา้ ยชาวไทยภาคกลางฝ่ายหญิง นิยมนุง่ โจงกระเบน หรือ ผา้ ซน่ิ ดว้ ย ผา้ ยก
อนั สวยงาม ใส่เสอื้ สอี อ่ นคอกลม แขนสามส่วน ส่วนฝา่ ยชายนุ่งกางเกงชาวเลหรือโจงกระเบนเชน่ กัน สวม
เสอ้ื ผ้า ฝ้ายและมผี า้ ขาวมา้ ผูกเอว หรือพาดบ่าเวลาออกนอกบา้ นหรอื ไปงานพธิ ี

16

รปู ที่ 12กลมุ่ ราชสำนักสยาม
4. กลุ่มราชสำนักสยาม เนื่องจากผ้าทอ ทางภาคใต้นั้นมีชื่อเสียงในความงดงามและประณีตดังนั้นกลุ่ม
เจ้านายใน ราชสำนักตั้งแต่อดีตของไทยจึงนิยมนำผ้าทอจากภาคใต้ โดยเฉพาะผ้ายกเอามาสวมใส่ เป็น
ผา้ ซิน่ และผา้ โจงกระเบน โดยใส่เสอ้ื หลากหลายแบบ ส่วนใหญ่จะนิยมแบบ ยโุ รป

รปู ท่ี 13การแตง่ กายภาคอสี าน
การแต่งกายสว่ นใหญ่ใช้ผา้ ทอมือซงึ่ ทาจากเสน้ ใยธรรมชาติ เช่น ผา้ ฝา้ ยและผา้ ไหม ชาวอีสานถือว่า
การทอผ้าเป็นกิจกรรมยามว่างหลังจาก ฤดูการท านาหรือว่างจากงานประจ าอื่นๆ ใต้ถุนบ้านแต่ละบ้าน
จะกางหูก ทอผ้ากันแทบทุกครัวเรือน โดยผู้หญิงในวัยต่างๆ จะสืบทอดกันมาผ่าน การจดจำและปฏิบัติ

17

จากวัยเด็ก ทั้งลวดลายสีสัน การย้อมและการทอผ้า ที่ทอด้วยมือจะน าไปใช้ตัดเย็บทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม
หมอน ท่นี อน ผา้ ห่ม และ การทำผา้ ยงั เปน็ การเตรียมผ้าสำหรับการออกเรอื นสำหรบั

หญิงวัยสาวทั้งการเตรียมสำหรับตนเองและเจ้าบ่าว ทั้งยังเป็นการวัดถึงความ เป็นกุลสตรีเป็นแม่
เหย้าแม่เรือนของหญิงชาวอีสานอีกด้วย ผ้าที่ทอขึ้นจำแนก ออก เป็น 2 ชนิด คือ 1. ผ้าทอสำหรับใช้ใน
ชีวิตประจ าวัน จะเป็นผ้าพื้นไม่มีลวดลาย เพราะต้องการความทนทานจึงทอด้วยฝ้ายย้อมสีตามต้องการ
2. ผ้าทอสำหรับโอกาสพิเศษ เช่น ใช้ในงานบุญประเพณีต่างๆ งานแต่งงาน งานฟ้อนร า ผ้าที่ทอจึงมักมี
ลวดลายที่สวยงามวิจิตรพิสดาร มีหลากหลายสีสัน ประเพณีที่คู่กันมากับการทอผ้าคือการลงข่วง โดย
บรรดาสาวๆ ในหมู่บ้านจะพากันมารวมกลุ่มก่อกองไฟ บ้างก็สาวไหม บ้างก็ปั่นฝ้าย กรอฝ้าย ฝ่ายชายก็
ถือโอกาสมาเกี้ยวพาราสีและนั่งคุยเป็นเพื่อน บางครั้งก็มีการนำดนตรีพื้นบ้านอย่างพิณ แคน โหวต มา
บรรเลงจ่ายผญาโตต้ อบกนั

รปู ที่ 14ลกั ษณะการแตง่ กายภาคอสี าน

18

ผู้ชาย
ส่วนใหญ่นิยมสวมเสื้อแขน สั้น สีเข้มๆ ที่เราเรียกว่า "ม่อฮ่อม" สวมกางเกงสีเดียวกับเสื้อจรดเข่า

นิยมใชผ้ า้ คาดเอวดว้ ยผ้าขาวมา้
ผู้หญิง

การแต่งกายส่วนใหญ่นิยมสวมใส่ผา้ ซิ่นแบบทอทั้งตัว สวมเสือ้ คอเปิดเลน่ สีสัน ห่มผ้าสไบเฉยี ง สวม
เครอื่ งประดบั ตามข้อมอื ข้อเทา้ และคอ

รปู ท่ี 15การแต่งกายภาคอีสาน

วฒั นธรรมการแต่งกายภาคอีสาน
กลุ่มอีสานเหนอื เป็นกลุ่มชนเชื้อสายลาวท่ีมกี ำเนิดในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง และยังมีกลุม่ ชนเผ่าต่างๆ เช่น
ข่า ผูไ้ ท โส้ แสก กระเลิง ยอ้ ซ่ึงกลุม่ ไทยลาวน้ีมีความสำคญั ย่ิง ในการผลติ ผา้ พื้นเมืองของอีสาน ส่วนใหญ่
เปน็ ผลผลติ จากฝ้ายและไหม แม้ว่าใน ปัจจุบนั จะมีการนำเอาเส้นใยสังเคราะห์มาทอร่วมด้วย ผา้ ทนี่ ิยมทอ
กันในแถบ อีสานเหนือคือ ผ้ามัดหมี่ ผ้าขิดและผ้าแพรวา ผ้ามัดหมี่ เป็นศิลปะการทอผ้า พื้นเมืองที่ใช้
กรรมวิธีในการยอ้ มสี
ทเี่ รยี กวา่ การมัดย้อม (tie dye) เพอ่ื ท าให้ผ้าท่ีทอเกิดเป็นลวดลายสสี ันต่างๆ เอกลกั ษณ์อันโดดเด่นก็อยู่
ตรงที่รอยซึมของสีที่วิ่งไปตามบริเวณของลวดลาย ที่ผูกมัด และการเหลื่อมล้ำในตำแหน่งต่างๆ ของ

19

เส้นด้ายเมื่อถูกน าขึ้นกี่ใน ขณะที่ทอลวดลายสีสันอันวิจิตรจะได้มาจากความช านาญของการผูกมัดและ
ย้อมหลายครั้งในสีที่แตกต่าง ซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ การทอผ้ามัดหมี่จะมี แม่ลายพื้นฐาน 7 ลาย
คือ หมขี่ อหมี่โคม หมบ่ี กั จัน หมี่กงนอ้ ย หมดี่ อกแกว้ หมข่ี อ้ และหมี่ใบไผ่ ซงึ่ แมล่ ายพน้ื ฐานเหล่านีด้ ัดแปลง
มาจากธรรมชาติ เช่น จากลายใบไม้ ดอกไม้ชนิดต่างๆ และสัตว์ เป็นต้น ผ้ามัดหมี่ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ เขต
อำเภอชนบท จังหวดั ขอนแก่น อำเภอบา้ นเขวา จังหวัดชยั ภูมิ เป็นตน้

รูปที่ 16ผา้ ขิด
ผ้าขิด หมายถึงผ้าที่ทอโดยวิธีใช้ไม้เขี่ยหรือสะกิดซ้อนเส้นยืนขึ้นตาม จังหวะที่ต้องการ เว้นแล้วสอด
เสน้ ด้ายพุง่ ใหเ้ ดนิ ตลอด การเว้นเสน้ ยนื ถห่ี า่ งไม่ เท่ากันจะท าให้เกิดลวดลายต่างๆ ทำนองเดียวกับการทำ
ลวดลาย
ของเครื่องจักสาน จากกรรมวิธีที่ต้องใช้ไม้เก็บนี้จึงเรียกว่า การเก็บขิด มากกว่าท่ี จะเรียก การทอขิด
ผ้าขิดที่นิยมทอกันมอี ยู่ 3 ชนิด ตามลักษณะประโยชน์ใช้ สอยเป็นหลกั คือ ผ้าตีนซิ่น เป็นผ้าขิดทีท่ อเพ่ือ
ใช้ต่อชายด้านล่างของผ้าซ่ินเน่ืองจากผ้า ทอพื้นเมืองจะมีข้อจ ากัดในเรื่องของขนาดผืนผ้า ดังนั้นเวลานงุ่
ผ้าซ่นิ ผา้ จะสนั้ จงึ ต่อชายผ้าทีเ่ ปน็ ตนี ซิน่ และหวั ซนิ่ เพื่อให้ยาวพอเหมาะ ผ้าหัวซน่ิ กเ็ ช่นเดยี วกันเป็นผ้าขิด
ที่ใช้ต่อชายบนของผ้าซนิ่ ผา้ แพรวา มลี ักษณะการทอเชน่ เดยี วกบั ผา้ จก
แพรวามีความหมายว่า ผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายที่ทอเป็นผืนมีความยาวประมาณวาหนึ่งของผู้ทอ ซึ่งยาว
ประมาณ 1.5 - 2 เมตร ผา้ แพรมน มีลักษณะเช่นเดยี วกับแพรวา แตม่ ีขนาดเลก็ กว่าเป็นรูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัส
นยิ มใชเ้ ช่นเดยี วกบั ผา้ เช็ดหน้าและหญงิ สาวผู้ไทนิยมใช้ โพกผม ผ้าลายน้ำไหล ผ้าลายน้ำไหลนท้ี ่มี ีช่ือเสียง

20

คอื ซิน่ น่าน(ของภาคเหนือ) มลี ักษณะการทอลวดลายเป็นร้วิ ใหญ่ๆ สลบั สีประมาณ3 หรือ 4 สี แต่ละช่วง
อาจคน่ั ลวดลายให้ดงู ดงาม

21

บรรณานุกรม

ดิศักด์ิ บวั จนั ทร์. หลกั บริหารธรุ กิจ. สรุ าษษฎรานี: หนองขรี ซิตี้, 2563.
พงศกร. การแตง่ กาย. 11 สิงหาคม 2546. (13 กมุ ภาพนั ธ์ 2565 ทีเ่ ขา้ ถึง).
ศรณั ยู. วชิ างานธุรกิจ. 6 ตุลาคม 2014.
สายฮา พาเพลนิ . หลักการบรหิ ารธรุ กจิ . สรุ าษฎร์ธาน:ี ทา่ ฉาง ซิตี้, 2563.
อรทัย. novabizz. 6 สิงหาคม 2545.
อริศรา รักเขยี ว. หลักการบรหิ ารธุรกิจ. สรุ าษฎรธานี: ท่าฉาง ซติ ,ี้ 2563.


Click to View FlipBook Version