หนงั สอื เรียน รายวิชาพน้ื ฐาน
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท่ี4–6
กลมุ สาระการเรยี นรศู ิลปะ
ตามหลักสตู รแกนก ลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐานพุทธศกั ราช2551
ผเู รยี บเรยี ง
รศ.ดร. สาธติ ทิมวฒั นบรรเทงิ กศ.ม., ปร.ด.
ผตู รวจ
รศ. พีระพงษ์ กุลพศิ าล กศ.บ., M.S. (Art-Edu-Elm-Edu.)
ดร. วิสทิ ธิ์ โพธวิ ฒั น์ ศป.ม., ค.ด.
จริ ะ ตัณฑ์โพธ์ิประสทิ ธ์ิ กศ.บ.
บรรณาธิการ
พัชราภรณ์ สมติ ะมาน กศ.บ., ศศ.ม.
อุมาพร มน่ั ไทรทอง ศศ.บ.
หนังสือเรยี น รายวชิ าพ้ืนฐาน
ทัศนศิลป์ 4–6
ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4–6
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ศลิ ปะ
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
ผเู้ รียบเรียง
รศ.ดร. สาธติ ทมิ วฒั นบรรเทงิ
ผูต้ รวจ
รศ. พรี ะพงษ์ กุลพิศาล
ดร. วิสิทธ์ิ โพธิวัฒน์
จริ ะ ตัณฑโ์ พธิป์ ระสทิ ธ์ิ
บรรณาธิการ
พัชราภรณ์ สมิตะมาน
อุมาพร มั่นไทรทอง
ISBN-978-616-8047-09-5
บริษทั กรพฒั นายง่ิ จาำ กัด
เลขที่ 23/34–35 ชั้น 3 หอ้ ง 3B
ถนนตรมี ติ ร แขวงตลาดนอ้ ย เขตสัมพันธวงศ์
กรุงเทพฯ 10100
คํานาํ
หนงั สอื เรยี น รายวชิ าพนื้ ฐาน ทศั นศลิ ป์ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4–6 เลม่ นจี้ ดั ทำขนึ้ ตามหลกั สตู ร
แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยมีเป้าหมายให้นักเรียนและครูใช้เป็นสื่อ
ในการจัดการเรียนรู้ เพอื่ พฒั นานกั เรยี นให้มีคุณภาพตามสาระ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวช้วี ดั และ
สาระการเรียนรู้แกนกลางท่ีหลักสูตรกำหนด รวมท้ังพัฒนานักเรียนให้มีสมรรถนะสำคัญตาม
ที่ต้องการท้ังด้านการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้ทักษะชีวิต และการใช้เทคโนโลยี
ตลอดจนพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ทำประโยชน์ให้สังคม เพ่ือให้สามารถ
ดำรงชวี ติ อยู่ร่วมกับผ้อู ื่นในสงั คมไทยและสังคมโลกได้อย่างมคี วามสุข
หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ทัศนศิลป์ เล่มน้ียึดแนวคิดการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียน
เปน็ สำคัญ ใชห้ ลกั การส่งเสรมิ ใหน้ ักเรยี นมีความรู้ความเขา้ ใจธรรมชาตขิ องศิลปะและสามารถนำ
ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยพัฒนานักเรียนแบบ
องคร์ วมอยบู่ นพน้ื ฐานของการบรู ณาการความคดิ รวบยอด ทเ่ี นน้ ใหน้ กั เรยี นเรยี นรดู้ ว้ ยกระบวนการ
ทเี่ นน้ การปฏบิ ตั ิ (Active Learning) และเรียนรโู้ ดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning)
ซงึ่ เนน้ การเรยี นรใู้ หต้ รงกบั รปู แบบการเรยี นรู้ (Learning Styles) เนน้ ทกั ษะทสี่ รา้ งเสรมิ ความเขา้ ใจ
ที่คงทนของนักเรียน ซ่งึ เป็นผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดตามหลกั สตู ร
การจัดทำหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ทัศนศิลป์ เล่มน้ีคณะผู้จัดทำซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ
ในสาขาวิชาและการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ได้กำหนดหน่วยการเรียนรู้ และออกแบบกิจกรรม
พฒั นาการเรยี นรู้ กจิ กรรมเสนอแนะ โครงงาน การประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจำวนั และคำถามทบทวน
อยใู่ นเลม่ เดียว
หวังเป็นอยา่ งย่งิ ว่า หนังสอื เรียน รายวชิ าพ้นื ฐาน ทศั นศลิ ป์ เลม่ น้ีจะสนบั สนุนให้นกั เรียน
ได้พัฒนาความรู้ด้านทัศนศิลป์ และสนับสนุนการปฏิรูปการเรียนรู้ตามเจตนารมณ์ของพระราช
บญั ญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พทุ ธศกั ราช 2542
คณะผจู้ ดั ทำ
คําชแ้ี จง
หนังสือเรียน รายวิชาพ้ืนฐาน ทัศนศิลป์ ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4–6 เล่มนี้ได้ออกแบบหน่วย
การเรยี นรใู้ ห้แต่ละหน่วยการเรียนรู้ประกอบดว้ ย
1. มาตรฐานการเรียนรู้ เป็นเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียนเมื่อจบการศึกษาในหน่วย
การเรยี นรนู้ น้ั ๆ หรอื เม่อื จบการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน
2. ตวั ชว้ี ดั ชว่ งชน้ั ระบตุ วั ชวี้ ดั ซง่ึ เปน็ เปา้ หมายในการพฒั นานกั เรยี นทสี่ อดคลอ้ งกบั เนอ้ื หาในหนว่ ย
การเรียนรู้
3. ประโยชนจ์ ากการเรยี น นำเสนอไวเ้ พอ่ื กระตนุ้ ใหน้ กั เรยี นนำความรแู้ ละทกั ษะจากการเรยี นไป
ใชใ้ นชวี ิตประจำวัน
4. คำถามนำ เป็นคำถามหรอื สถานการณท์ ีก่ ระตนุ้ ใหน้ กั เรยี นเกดิ ความสนใจ ต้องการท่ีจะค้นหา
คำตอบ
5. เนื้อหา ตรงตามมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดช้ันปี และสาระการเรียนรู้แกนกลาง โดยแบ่ง
เนือ้ หาเป็นช่วง ๆ แลว้ แทรกกิจกรรมพัฒนาการเรยี นรทู้ ่ีพอเหมาะกับการเรยี น รวมทั้งมกี ารนำเสนอด้วย
ภาพ ตาราง แผนภมู ิ และแผนที่ความคดิ เพอื่ เปน็ สื่อใหน้ กั เรยี นสร้างความคิดรวบยอดและเกิดความ
เข้าใจท่ีคงทน
6. เกร็ดควรรู้ เปน็ ความร้เู พื่อเพ่มิ พนู ใหน้ กั เรยี นมีความรกู้ วา้ งขวางขึ้น
7. แหล่งคน้ ขอ้ มูล (WEB GUIDE) เปน็ แหล่งเรยี นรู้จากเวบ็ ไซต์ เพอ่ื ใหผ้ ู้เรยี นศึกษาคน้ ควา้
เน้ือหาที่สอดคล้องกับเรอ่ื งที่เรยี น
8. กจิ กรรมพฒั นาการเรยี นรู้ (ฝกƒ ฝนงานศลิ ป)์ เปน็ กจิ กรรมทกี่ ำหนดไวเ้ มอ่ื จบเนอ้ื หาแตล่ ะชว่ ง
แต่ละตอนเพ่ือให้นักเรียนได้ปฏิบัติเพ่ือให้เกิดการเรียนรู้ เป็นกิจกรรมที่หลากหลาย ใช้แนวคิดทฤษฎี
ต่าง ๆ ให้สอดคลอ้ งกับเนอ้ื หา เหมาะสมกบั วยั สะดวกในการปฏิบตั ิ กระตุน้ ใหน้ กั เรียนไดค้ ดิ และ
สง่ เสรมิ ให้ศกึ ษาคน้ คว้าเพ่ิมเติม
9. สรุป ไดจ้ ัดทำสรุปเป็นผงั มโนทัศน์ (concept map) เพอื่ ใหน้ กั เรียนไดใ้ ช้เปน็ บทสรปุ ทบทวน
ความรู้ โดยวิธีการจนิ ตภาพจากผังมโนทัศนท์ ่ีได้สรุปเนื้อหาท่ีไดจ้ ัดทำไว้
10. กิจกรรมเสนอแนะ เเป็นกิจกรรมเสนอแนะให้นักเรียนได้ปฏิบัติ เพื่อพัฒนาทักษะการคิด
การวางแผน และการแก้ปัญหาของนักเรยี น
11. โครงงาน เป็นการให้นักเรียนปฏิบัติโครงงาน โดยเสนอแนะหัวข้อโครงงานและแนวทาง
การปฏิบตั ิ
12. การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นกิจกรรมที่เสนอแนะให้นักเรียนได้นำความรู้ ทักษะไป
ประยุกต์ใช้ในชวี ิตประจำวัน
13. คำถามทบทวน เปน็ คำถามเพอ่ื ทบทวนผลการเรียนรขู้ องนกั เรียน
14. บรรณานุกรม เปน็ รายช่ือหนังสือ เอกสาร เว็บไซต์ทีใ่ ชป้ ระกอบการเขียน
15. อภธิ านศพั ท์ เปน็ คำสำคัญทแ่ี ทรกอยู่ในเน้ือหาซึ่งพมิ พ์ดว้ ยสแี ดงและนำมาจดั เรียงตามลำดบั
ตวั อกั ษรและอธิบาย
สารบัญ
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 1 หลกั การทางทัศนศลิ ป์................ 1
1. ทศั นธาตุ ................................................................. 2
1.1 จุดกับงานทศั นศิลป์..................................................... 2
1.2 เสน้ กบั งานทัศนศลิ ป์ ................................................... 3
1.3 รูปร่าง รูปทรงกับงานทัศนศิลป์..................................... 5
1.4 แสงเงากับงานทัศนศลิ ป์............................................... 6
1.5 สีกบั งานทศั นศิลป์....................................................... 7
1.6 ที่ว่างกับงานทศั นศิลป์.................................................. 9
1.7 พ้ืนผิวกบั งานทัศนศิลป์..............................................10
2. การออกแบบ .......................................................... 11
2.1 ประวัติความเป็นมาของการออกแบบ...........................11
2.2 ความหมายของการออกแบบ......................................12
2.3 ลกั ษณะของการออกแบบ...........................................12
2.4 ประเภทของการออกแบบ...........................................12
2.5 หลกั การออกแบบ .....................................................14
3. ศัพท์ทางทัศนศิลป์ ................................................... 19
3.1 จุดประสงค์ของงานทศั นศิลป์ .....................................20
3.2 เนอ้ื หาของงานทศั นศลิ ป์ ............................................26
4. วสั ดุ อปุ กรณท์ ใ่ี ช้ในการแสดงออกทางทัศนศิลป์ .............. 29
4.1 ดนิ สอ ....................................................................29
4.2 ส.ี ............................................................................30
4.3 พู่กนั ........................................................................30
4.4 แปรง.......................................................................31
4.5 เกรียง......................................................................31
4.6 ดนิ ..........................................................................31
4.7 เครือ่ งมอื ปั้น ...........................................................31
5. เทคนิคของศิลปนิ ในการแสดงออกทางทศั นศิลป์.............. 32
5.1 เทคนิคการแสดงออกทางทัศนศิลป์ของศิลปินแต่ละคน 32
5.2 การประยุกต์ใช้เทคนิคการแสดงออกทางทศั นศิลป์
ของศลิ ปินกับผลงานของตนเอง..................................33
สารบญั
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 2 สรา้ งสรรคง์ านทัศนศิลป์ ........... 36
1. เทคนิคการสร้างสรรค์งานจติ รกรรม.............................. 37
1.1 กลวิธกี ารสร้างสรรค์งานจิตรกรรม ..............................37
1.2 เทคนคิ การเขียนภาพด้วยสี ........................................38
2. เทคนิคการสรา้ งสรรคง์ านภาพพมิ พ์ ............................. 42
2.1 ความหมายของภาพพิมพ์...........................................42
2.2 กลวธิ ีการสรา้ งสรรคง์ านภาพพมิ พ์...............................42
3. เทคนคิ การสรา้ งสรรค์งานประติมากรรม......................... 45
3.1 กระบวนการในการสรา้ งสรรคง์ านประตมิ ากรรม ...........45
3.2 เทคนคิ วธิ ีการสร้างงานประตมิ ากรรม ..........................46
4. เทคนิคการสร้างสรรค์งานศลิ ปะสอ่ื ผสม ......................... 48
5. เทคนิคการสรา้ งสรรคง์ านศิลปะด้วยคอมพิวเตอร์ ............. 48
5.1 ความหมายของการสร้างสรรคง์ านศิลปะด้วย
คอมพวิ เตอร์ ............................................................48
5.2 ประเภทของผลงานศลิ ปะที่สรา้ งสรรคด์ ว้ ย
คอมพวิ เตอร์ ............................................................49
6. การสรา้ งงานทศั นศิลปจ์ ากแนวคิดและวิธกี ารของศลิ ปนิ ..... 50
6.1 แนวคดิ และวิธกี ารของศลิ ปนิ ทีช่ ่ืนชอบ.........................50
6.2 แนวทางการสรา้ งสรรคท์ ไ่ี ด้จากแนวคิดศลิ ปนิ ...............53
7. การออกแบบงานทัศนศิลป์ไดเ้ หมาะกบั โอกาสและสถานท่ี... 54
7.1 การออกแบบงานทัศนศลิ ป์.........................................54
7.2 การออกแบบงานทศั นศลิ ปท์ เ่ี หมาะกับโอกาส................55
7.3 การออกแบบงานทศั นศิลป์ท่เี หมาะกบั สถานท่ี...............56
8. หลักการออกแบบและการจดั องคป์ ระกอบศลิ ปด์ ว้ ย
เทคโนโลยี ............................................................ 57
8.1 หลักการออกแบบและการจดั องค์ประกอบศิลป์ ............57
8.2 เทคโนโลยีกบั องค์ประกอบศลิ ป์..................................62
9. ภาพล้อเลยี น (caricature) และภาพการต์ ูน (cartoon) ... 63
9.1 ภาพล้อเลยี น (caricature).........................................63
9.2 ภาพการ์ตูน (cartoon)...............................................63
สารบัญ
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ศลิ ปวจิ ารณ์ .......................... 67
1. จดุ มุง่ หมายหลักของศิลปินในการสรา้ งผลงานทัศนศลิ ป์ ..... 68
1.1 ถ่ายทอดจากความประทับใจ ......................................68
1.2 ถ่ายทอดจากแรงบนั ดาลใจ.........................................68
1.3 ถ่ายทอดเชงิ สัญลักษณ์หรือสิ่งแทน..............................69
2. จุดมุ่งหมายของศลิ ปินในการเลอื กใชว้ สั ดุ อปุ กรณ์ เทคนคิ
และเนอื้ หาเพื่อสร้างสรรคง์ านทศั นศิลป์......................... 69
2.1 จุดมุ่งหมายของศิลปนิ ในการเลือกใชว้ ัสดุ อุปกรณ์
เพื่อสร้างสรรค์งานทศั นศิลป์ ......................................69
2.2 จดุ มุ่งหมายของศลิ ปนิ ในการเลือกใช้เทคนิควธิ ีการ
เพ่อื สรา้ งสรรค์งานทัศนศลิ ป์ ......................................70
2.3 จดุ มุง่ หมายของศลิ ปนิ ในการเลอื กเนือ้ หา
เพอ่ื สรา้ งสรรคง์ านทศั นศลิ ป์ ......................................70
3. ทฤษฎกี ารวิจารณง์ านทศั นศิลป์ ................................... 71
3.1 ความหมายของการวิจารณ์งานทัศนศิลป์......................71
3.2 ลักษณะของการวจิ ารณ์งานทัศนศิลป์ ..........................72
3.3 จดุ มงุ่ หมายของการวจิ ารณง์ านทัศนศลิ ป์ .....................72
3.4 คณุ สมบตั ขิ องผู้วิจารณ์งานทศั นศิลป์...........................73
3.5 การวจิ ารณ์งานทัศนศิลป์............................................73
3.6 คณุ ค่าของการวจิ ารณ์งานทัศนศิลป์.............................75
4. การวิจารณง์ านทัศนศิลป์ ........................................... 76
4.1 องคป์ ระกอบของการวจิ ารณ์งานทศั นศิลป์ ...................76
4.2 กระบวนการวิจารณง์ านทศั นศลิ ป์ตามหลกั และวิธีการ ...77
4.3 ตัวอย่างการวิจารณ์งานทัศนศลิ ป์ ................................78
5. การจดั ทำแฟม้ สะสมงาน............................................ 81
5.1 วตั ถุประสงคใ์ นการจดั ทำแฟ้มสะสมผลงาน..................81
5.2 ประเภทของแฟ้มสะสมผลงาน....................................82
5.3 ประโยชน์ของแฟม้ สะสมผลงาน..................................82
5.4 องคป์ ระกอบของแฟม้ สะสมผลงาน.............................82
5.5 ข้ันตอนการสร้างแฟ้มสะสมผลงาน..............................83
สารบัญ
หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 4 ทศั นศิลป์กบั วฒั นธรรม ............ 88
1. รูปแบบทศั นศลิ ปต์ ะวันออก........................................ 89
1.1 ศิลปะอินเดยี (India art) ..........................................89
1.2 ศลิ ปะจนี (Chinese art) ...........................................94
2. รูปแบบทัศนศิลปต์ ะวนั ตก.......................................... 98
2.1 ศิลปะสมัยก่อนประวตั ศิ าสตร์ (Prehistoric art)...........98
2.2 ศิลปะสมยั ประวตั ศิ าสตร์ (Historic art)......................99
3. ศลิ ปินไทย........................................................... 112
3.1. อัครศลิ ปิน ............................................................112
3.2 นายช่างใหญ่แหง่ กรงุ สยาม.......................................113
3.3 บดิ าแห่งศลิ ปะสมัยใหม่ของไทย ...............................114
3.4 ศิลปินไทย..............................................................115
4. ศิลปนิ สากล ......................................................... 118
4.1 มเี กลนั เจโล บโู อนารโ์ รตี (Michelangelo Buonarroti)...118
4.2 เลโอนารโ์ ด ดา วินชี (Leonardo da Vinci)...............118
4.3 กสู ตาฟ กูร์เบ (Gustave Courbet) ..........................119
4.4 ฟินเซนต์ ฟาน ก็อก (Vincent van Gogh) ...............119
4.5 เอดวาร์ด มงุ ก์ (Edvard Munch).............................120
4.6 ปาโบล ปกี สั โซ (Pablo Picasso).............................120
5. ศลิ ปะกบั วฒั นธรรม................................................ 121
6. อิทธิพลของวฒั นธรรมไทยและวัฒนธรรมระหวา่ งประเทศ
ทีม่ ีผลตอ่ งานทัศนศิลป์ในสังคม................................. 121
6.1 อทิ ธพิ ลของวัฒนธรรมไทยที่มีผลตอ่ งานทัศนศิลป์
ในสงั คม ................................................................121
6.2 อทิ ธิพลของวัฒนธรรมระหวา่ งประเทศทีม่ ีผล
ต่องานทัศนศิลปใ์ นสงั คม.........................................128
บรรณานกุ รม...................................................149
อภธิ านศพั ท์ ....................................................151
1หนว ยการเรย� นรูท่ี
หลักการทางทศั นศลิ ป
มาตรฐานการเร�ยนรู
ศ. 1.1 สรางสรรคงานทศั นศิลปตามจินตนาการและความคิดสรา งสรรค วิเคราะห วิพากษ
วิจารณคุณคางานทัศนศิลป ถายทอดความรูสึก ความคิดตองานศิลปะอยางอิสระ ชื่นชม และ
ประยกุ ตใชใ นชวี ิตประจำวัน
ตวั ช�้วัดชว งชน้ั
1. วิเคราะหการใชทัศนธาตุและหลักการออกแบบในการสื่อความหมายในรูปแบบตาง ๆ
(ศ 1.1 ม. 4–6/1)
2. บรรยายจดุ ประสงคแ ละเนอ้ื หาของงานทศั นศลิ ปโ ดยใชศ พั ทท างทศั นศลิ ป (ศ 1.1 ม. 4–6/2)
3. วิเคราะหการเลือกใชวัสดุ อุปกรณ และเทคนิคของศิลปนในการแสดงออกทางทัศนศิลป
(ศ 1.1 ม. 4–6/3)
สาระการเร�ยนรู
• ทศั นธาตแุ ละหลักการออกแบบ
• ศพั ททางทศั นศลิ ป
• วัสดุ อุปกรณและเทคนคิ ของศลิ ปน
ในการแสดงออกทางทศั นศิลป
ประโยชนจากการเรียน
สามารถวเิ คราะหก ารใชท ศั นธาตแุ ละหลกั การออกแบบเพอ่ื สอ่ื ความหมายในรปู แบบตา ง ๆ ได
รวมทั้งสามารถวิเคราะหการเลือกใชวัสดุ อุปกรณ เทคนิคของศิลปนในการแสดงออกทาง
ทัศนศิลป และนำไปประยุกตใชในการสรางสรรคผลงานทัศนศิลปของตนเองได และสามารถ
บรรยายและนำเสนอผลงานทัศนศลิ ปโ ดยใชศพั ททางทศั นศลิ ปได
2 หนังสอื เรียน รายวชิ าพ้ืนฐาน ทัศนศลิ ป ม. 4–6
1. ทศั นธาตุ คําถามนํา
ในทางทัศนศิลป ทัศนธาตุ (visual
elements) หมายถึง สวนประกอบของศิลปะ
ท่ีมองเห็นได ประกอบไปดวยจุด เสน รูปราง
รปู ทรง แสงเงา สี ทว่ี า ง และพนื้ ผวิ ทศั นธาตเุ ปน
สวนประกอบสำคัญของศิลปะท่ีสามารถนำมาจัด
ใหประสานกลมกลืน เกิดเปนผลงานศิลปะท่ีมี
คณุ คา ทางความงาม และสอื่ ความหมายตามแนว
ความคดิ ของผูส รา งสรรค
1.1 จด� กับงานทัศนศิลป จากภาพ เปน ผลงานทศั นศลิ ปท ป่ี ระกอบ
การนำจดุ มาใชส รา งสรรคใ นงานทศั นศลิ ป ดว ยทศั นธาตอุ ะไรบาง
แบงออกเปน 2 ลักษณะใหญ ๆ ไดแก
1) เพ่ือแสดงความงามของรูปและมิติ เปนการนำจุดมาใชเพ่ือแสดงความงามของรูปดวย
การจัดรวมกลุมกันใหมีคาน้ำหนักออนแก มองเห็นลักษณะของเสน รูปราง รูปทรง แสงเงา
พน้ื ผิว ฯลฯ ที่หลอมรวมกนั เปน องคป ระกอบของภาพในงานจติ รกรรมท่สี รา งสรรคโดยใชวธิ กี าร
จุดดว ยปากกาหมกึ ดำหรือหมกึ สี และการจดุ สจี ากปลายพกู ัน
The Dinning Room
เทคนิคสีนำ้ มันบนผาใบ (ค.ศ. 1887)
ผลงานของปอล ซญี ัก (Paul Signac)
ใชว ธิ ีการแตม สีเปน จุดเลก็ ๆ แสดงความงาม
ของรปู คนและทวิ ทัศน ดว ยการเนน นำ้ หนักออน
และเขม ทำใหภาพมีมิติงดงาม
2) เพอ่ื แสดงตำแหนง‹ รวมสายตาของภาพ เปน การนำจดุ มาใชเ พอื่ แสดงตำแหนง รวมสายตา
ของภาพโครงสรา งเหมอื นจรงิ ตา ง ๆ เพอ่ื ชว ยในการรา งภาพดว ยเสน ทศั นยี ภาพทต่ี อ งใชห ลกั ทศั นยี -
วิทยาของการมองเห็นตามสภาพจริง เพราะเสนจากโครงสรางวัตถุในภาพน้ัน ๆ จะไปรวมกันที่
จดุ รวมสายตาหรอื จุดลับสายตา (vanishing point)
หนังสอื เรียน รายวิชาพ้ืนฐาน ทศั นศลิ ป ม. 4–6 3
The House Painters
เทคนคิ สนี ้ำมันบนผา ใบ (ค.ศ. 1877)
ผลงานของกูสตาฟ กายบอตเต
(Gustave Caillebotte)
เปน การนำจุดมาใชเ พ่อื แสดงตำแหนง
รวมสายตาของภาพ
ฝกฝนงานศิลป
สรา งสรรคผ ลงานจติ รกรรม 1 ชนิ้ ไมจำกัดเทคนคิ วธิ ีการในการสรา งสรรคเปนเร่อื งราวตาง ๆ ตาม
จนิ ตนาการและความคิดสรางสรรค โดยนำจุดมาสรางสรรคใ หสวยงาม
1.2 เสนกับงานทศั นศลิ ป
การนำเสนมาใชในงานทศั นศลิ ปแบงออกเปน 3 ลกั ษณะใหญ ๆ ไดแ ก
1) เพอื่ การรา‹ งภาพและออกแบบผลงาน
ศลิ ปะ เปนการนำเสนมาใชร างภาพ ในการวาด
เสน งานจติ รกรรม งานภาพพมิ พ งานออกแบบ
เขียนแบบใหเกิดเปนรูปราง รูปทรง ขนาด
สดั สว น รวมทัง้ รายละเอยี ดอ่นื ๆ เพื่อกำหนด
รปู แบบและโครงสรางของภาพใหมองเหน็ ได
ภาพร‹างลายเสนŒ
เปนการนำเสนโคง ลักษณะตาง ๆ มาใชในการ
รางภาพและออกแบบภาพใหป ระสานกลมกลืนกัน
เพอ่ื แสดงถึงความเคลอ่ื นไหว
2) เพ่ือใหŒความรูŒสึกดŒานมิติ เปนการนำเสนมาใชรางภาพในงานทัศนศิลปประเภทสองมิติ
เพอ่ื ลวงตาและใหค วามรูส ึกในดา นมติ วิ าภาพมีระยะตืน้ ลกึ ใกล ไกล หรือเคลอื่ นไหว ศิลปนใน
สมัยฟนฟูศลิ ปวิทยา (Renaissance) ไดนำกรรมวธิ ีการเขยี นภาพทศั นมติ ิ (perspective) มาใช
ในงานวาดเสนและจิตรกรรม เพ่อื แสดงระยะของภาพกนั อยา งแพรหลาย
4 หนงั สอื เรียน รายวชิ าพน้ื ฐาน ทศั นศิลป ม. 4–6
The School of Athens
ผลงานของราฟาเอล (Raphael)
จิตรกรนำหลักการเขยี นภาพทัศนมติ มิ าใชใ นงานจติ รกรรมทำใหภ าพมีมติ คิ วามตื้น ลึก เหมอื นจรงิ
3) เพอ่ื แสดงอารมณแ ละความรสูŒ กึ เปน การนำเสน มาใชเ พอ่ื แสดงอารมณแ ละความรสู กึ ใน
ผลงานใหผูชมเกิดความรูส กึ คลอยตามความประสงคท ่ีออกแบบไว
งานประตมิ ากรรมนนู ตำ่ ศิลปกรรมอสั ซีเรยี น
ภาพสงิ โตตวั เมยี ถูกลูกธนูกำลังใกลตาย ใชท ศิ ทางของเสนแสดงอารมณและความรสู กึ ของภาพ เชน ขาหนา
ที่กำลงั พยงุ ตัวขน้ึ เปน แนวเสน เฉยี งมาบรรจกนั แสดงความมชี ีวิต เสน เฉียงของลกู ธนูใหความรูสกึ เรว็
และรุนแรง เสนเฉยี งของแนวสันหลงั บอกถงึ ความไมมนั่ คง ใกลจะตาย เสนนอนขาหลงั ใหความรูสกึ
หมดเรย่ี วแรงและความทุกขทรมาน เปนตน
ฝก ฝนงานศิลป
สรา งสรรคผลงานจิตรกรรม 1 ชิน้ ไมจำกัดเทคนคิ วิธีการในการสรางสรรคเ ปน เรอื่ งราวตา ง ๆ ตาม
จินตนาการและความคดิ สรางสรรค โดยนำเสน มาสรา งสรรคใ หส วยงาม
หนังสอื เรยี น รายวิชาพนื้ ฐาน ทศั นศลิ ป ม. 4–6 5
1.3 รูปราง รปู ทรงกับงานทศั นศลิ ป
การนำรปู รา ง รปู ทรงมาใชส รา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ปแ บง ออกเปน 3 ลกั ษณะใหญ ๆ ไดแ ก
1) เพอ่ื นำมาใชเŒ ปนสือ่ แสดงรปู ลักษณะทีต่ Œองการถา‹ ยทอด เปนการนำรปู ราง รูปทรงมาใช
สื่อในส่ิงท่ีศิลปนไดรับรูมาจากประสบการณตรง ประสบการณออม จินตนาการ และความคิด
สรางสรรคออกมาเปนรูปใหผูอื่นเขาใจและรับรู
ไดว า เปน ภาพอะไร หรอื รปู รา ง รปู ทรงนนั้ แสดง
ถงึ สัญลักษณของส่งิ ใด
งานออกแบบเครื่องหมายสญั ลกั ษณ
มกี ารนำรูปราง รูปทรงมาใชส อื่ สารใหรับรู
และเขา ใจแทนภาษาพดู
2) เพื่อสรŒางมิติของผลงาน เปนการนำรูปราง รูปทรงมาใชสรางมิติใหผลงานมีระยะใกล
ไกล สูง ต่าํ ตืน้ และลึก
Still life with apples and pitcher
เทคนิคสนี ำ้ มันบนผาใบ (ค.ศ. 1872)
ผลงานของการม ี ปซ าโร (Carmill Pisaro)
ใชกรรมวธิ ใี นการสรางมิตขิ องภาพโดยการนำรูปรา ง
รปู ทรงมาจดั ซอ นกนั บงั กันเพอื่ ใหเ กิดระยะของภาพ
แตเปน มิติลวงตาใหรสู กึ วา มสี ามมติ ิ เพราะงาน
จิตรกรรมท่ีแทจรงิ เปนงานลักษณะสองมิติ
3) เพอื่ แสดงอารมณแ ละความรสŒู กึ ของผลงาน เปน การนำรปู รา ง รปู ทรงมาใชแ สดงอารมณ
และความรสู ึกของผลงานศลิ ปะ เพ่ือใหผ ลงานนั้นไดแสดงอารมณและความรสู กึ ใหส อดคลอ งกับ
วตั ถุประสงคทต่ี อ งการแสดงออก
6 หนงั สอื เรียน รายวิชาพื้นฐาน ทศั นศลิ ป ม. 4–6
• อารมณแ ละความรŒูสกึ ของรปู รา‹ ง รปู ทรง
รูปรา‹ ง รูปทรง ใหŒความรสŒู ึก รปู รา‹ ง รปู ทรง ใหŒความรŒูสกึ
เดน ชดั เคลอื่ นไหว สูงเดน สงา งาม แตถ าฐาน
ไมม่นั คง แคบและดา นตัง้ สงู มากอาจดู
ไมม น่ั คง
มั่นคง สมดลุ สูงเดน มนั่ คง หนักแนน ปลอดภยั
สงา งาม
สมดลุ สงบ แข็งแรง มั่นคง กวา ง สงบนง่ิ
พกั ผอนสายตา
ฝกฝนงานศิลป
สรางสรรคผ ลงานจติ รกรรม 1 ชิ้น ไมจ ำกดั เทคนิควธิ ีการในการสรา งสรรคเปนเร่ืองราวตาง ๆ ตาม
จินตนาการและความคดิ สรา งสรรค โดยนำรปู ราง รปู ทรงมาสรา งสรรคใ หส วยงาม
1.4 แสงเงากบั งานทศั นศลิ ป
การนำแสงเงามาใชใ นงานทัศนศิลปแ บง ออกเปน 2 ลกั ษณะใหญ ๆ ไดแก
1) เพอ่ื แสดงอารมณและความรสŒู กึ ของผลงาน เปนการนำแสงเงามาใชเพ่อื กระตนุ ใหผ ูช ม
ผลงานทัศนศลิ ปเ กดิ อารมณแ ละความรสู กึ คลอ ยตาม
การใชแ สงในงานสถาปตยกรรมโดยการสอ งเปน จุดตามความงามและประโยชนใชสอยจะใหความรสู กึ
ทางบรรยากาศไดด กี วา เปด แสงสวางจาทัง้ หมด
หนังสอื เรยี น รายวิชาพื้นฐาน ทศั นศิลป ม. 4–6 7
2) เพ่ือแสดงมิติของผลงาน เปนการนำแสงเงามาใชแกปญหาในงานทัศนศิลปเพ่ือใหเกิด
ความงามทางดา นมติ ดิ ว ยการเหน็ หรอื รสู กึ วา ภาพมรี ะยะใกล
ไกล ต้นื ลกึ หนา บาง กลม นนู เหลี่ยม และเวา
Bather in the Woods
เทคนิคสีน้ำมันบนผาใบ (ค.ศ. 1895)
ผลงานของการม ี ปซ าโร (Camille Pissarro)
แสดงการนำแสงเงามาใชเ พ่ือสรา งมิติภายในภาพและสรา งจดุ เดน
ของภาพทำใหภ าพดูนา สนใจ
ฝกฝนงานศลิ ป
สรา งสรรคผลงานจติ รกรรม 1 ชน้ิ ไมจำกดั เทคนคิ วธิ ีการในการสรางสรรคเ ปนเร่อื งราวตา ง ๆ ตาม
จินตนาการและความคดิ สรางสรรค โดยนำแสงเงามาสรา งสรรคใ หสวยงาม
1.5 สกี บั งานทัศนศลิ ป
การนำคุณคา ของสมี าใชใ นงานทศั นศิลปแ บงออกเปน 4 ลักษณะใหญ ๆ ไดแ ก
1) เพื่อแสดงความงามและความแตกต‹างของรูป เปนการนำสีมาใชเพ่ือกำหนดรูปราง
รูปทรงท่มี นษุ ยส รางสรรคขึ้นในงานทัศนศิลป ไดแ ก รปู ราง รปู ทรงในธรรมชาติ รูปรา ง รูปทรงใน
สง่ิ แวดลอมท่มี นุษยส รางขึน้ เพ่ือใหเกิดความกลมกลืน ความแตกตาง
และมีความเดนเปนท่ีสนใจในการมองเห็น ท้ังนี้จะไดแยกแยะออกวา
เปน สง่ิ ใด
The Yellow Christ
เทคนคิ สนี ้ำมนั บนผา ใบ (ค.ศ. 1889)
ผลงานของปอล โกแกง (Paul Gauguin)
ใชสเี พื่อแสดงความงามและความแตกตา งของรูป
ใหเ กดิ ความกลมกลืนและตดั กนั บางเลก็ นอย
2) เพ่ือแสดงมิติความตื้นลึกของผลงาน เปนการนำสีมาใชเพื่อใหเกิดการมองเห็นในดาน
มิติของระยะใกล ไกล ตืน้ ลกึ ในผลงาน When God Belonged to the Land
เทคนคิ สอี ะคริลิกบนผา ใบ
ผลงานของจอหน พอตเตอร (John Potter)
เปน ผลงานจิตรกรรมใชว ิธีสรางมิตขิ องภาพ
โดยการนำทศั นมติ ิเชิงสี (colour perspective)
มาใชใ นการถายทอด โดยบันทกึ ลงบนพืน้ ระนาบรองรบั
สองมติ ิ ลวงตาใหภ าพนน้ั มรี ะยะใกล ไกล หลกั การใช
ทัศนมิติเชิงสี คือ ในระยะใกลข องภาพสชี ดั เจน
ระยะหา งไกลออกไปสีจะยิง่ ออ นจางลง
8 หนงั สอื เรยี น รายวชิ าพืน้ ฐาน ทัศนศลิ ป ม. 4–6
3) เพ่ือแสดงอารมณและความรสŒู กึ เปน การนำจติ วทิ ยาของสีมาใชเ พ่อื กระตุน ใหผชู มเกิด
อารมณและความรูสึกคลอยตามอารมณของภาพ หรือตามเจตนาของศิลปนที่ตองการใหรูสึก
สยดสยอง ตื่นเตน เงยี บเหงา วังเวง เศราหมอง สดชืน่ แหง แลง และบรรยากาศของเวลาเชา
กลางวนั เยน็ กลางคืน สจี งึ เปน ทศั นธาตุสำคัญท่ีมีอทิ ธพิ ลตอจิตใจ และเสรมิ ใหภาพดแู ลว มจี ิต
วิญญาณหรือความรูส ึกอกี ดว ย
• อารมณและความรูสŒ ึกของสี
ใหค วามรูส กึ รอนแรง ตื่นเตน เรา ใจ อันตราย กลา หาญ มอี ำนาจ
ใหค วามรสู ึกสภุ าพ หนักแนน เย็นสบาย สงบ เงียบขรมึ
ใหค วามรสู กึ สนุกสนาน ราเริง กระปรีก้ ระเปรา
ใหความรสู กึ รมรืน่ สดช่ืน เยน็ ตา มชี วี ติ เจรญิ งอกงาม
ใหความรสู ึกเศรา ผดิ หวงั ฝน แปลก โดดเด่ยี ว ลีล้ บั
4) เพ่ือเปนสัญลักษณส่ือแทน เปนการนำสีมาใชเพ่ือกำหนดเปนสัญลักษณหรือสื่อแทน
สิง่ ใดส่งิ หน่งึ
งานจิตรกรรมไทยจะใชส เี ขยี วระบายสีภาพพระอนิ ทรและพระราม
สวนในงานจติ รกรรมอียิปตจะใชระบายสภี าพเทพเจาโอซริ ิส
ฝกฝนงานศิลป
สรางสรรคผ ลงานทัศนศิลป 1 ช้ิน ไมจ ำกดั เทคนิควิธกี ารในการสรางสรรคเปน เรื่องราวตา ง ๆ ตาม
จินตนาการและความคดิ สรางสรรค โดยนำสีมาใชเ พื่อแสดงมติ คิ วามตนื้ ลึกของผลงานใหส วยงาม
หนงั สือเรยี น รายวชิ าพน้ื ฐาน ทศั นศลิ ป ม. 4–6 9
1.6 ทวี่ างกับงานทัศนศลิ ป
การนำทีว่ า งมาใชในงานทัศนศลิ ปแ บง ออกเปน 3 ลักษณะใหญ ๆ ไดแก
1) เพอื่ จดั พ้นื ท่ี เปน การนำท่วี า ง
มาใชใ นงานทศั นศลิ ป เพอื่ จดั พนื้ ทใ่ี หเ กดิ
ความงามและประโยชนใชสอยอยาง
เหมาะสม
การออกแบบเครอ่ื งเรือนจะตองคำนึงถงึ พ้ืนท่ี
วางและความสะดวกในการใชห องรับแขก
2) เพื่อเสริมสรŒางความชัดเจนของรูปและมิติ เปนการนำท่ีวางมาใชในงานทัศนศิลปเพื่อ
เสรมิ สรา งความชดั เจนของรปู รา ง รปู ทรง
และระยะใกล ไกล ตน้ื ลกึ ชว ยใหม อง
เห็นกายภาพของรูปและมิติไดด ขี นึ้
บนั ทกึ จากภเู ขา
เทคนคิ สอี ะคริลิกบนผาใบ
ผลงานของวินยั ปราบริปู
เปน การนำทว่ี างมาเสริมสรางความชัดเจนของ
รปู ราง รปู ทรง และระยะใกล ไกล ต้นื ลกึ
ทำใหมองเหน็ รูปราง รปู ทรง
และระยะไดอยางชดั เจน
3) เพื่อใหŒเกิดอารมณและความรŒูสึก เปนการนำที่วางมาใชเพ่ือใหผูดูเกิดอารมณและ
ความรูสกึ คลอยตามลักษณะบรรยากาศของภาพผลงานทแ่ี สดงออก เพอ่ื ใหเกิดความรูสกึ อางวา ง
วา งเปลา โลง ปลอดโปรง อดึ อดั ทบึ ตัน
ฯลฯ
The Forest of Fontainebleau: Morning
เทคนคิ สีน้ำมันบนผาใบ (ค.ศ. 1849–1851)
ผลงานของเตโอดอร รูโซ
(Theodore Rousseau)
ใชว ธิ ลี ดความทบึ ตัน อดึ อดั ของภาพดวย
ทวี่ างทำใหโ ปรง ตาและเห็นจดุ เดน
กลางภาพงดงาม
10 หนงั สือเรียน รายวิชาพ้นื ฐาน ทศั นศิลป ม. 4–6
ฝก ฝนงานศลิ ป
สรางสรรคผลงานทศั นศิลป 1 ชนิ้ ไมจ ำกัดเทคนิควิธกี ารในการสรางสรรคเ ปน เรอ่ื งราวตา ง ๆ ตาม
จนิ ตนาการและความคดิ สรา งสรรค โดยนำความรเู รอื่ งทวี่ า งมาใชใ นการสรา งสรรคผ ลงานเพอื่ ใหเ กดิ อารมณ
และความรูสึก
1.7 พน้ื ผิวกับงานทัศนศิลป
การนำพน้ื ผวิ มาใชในงานทศั นศลิ ปแ บง ออกเปน 4 ลกั ษณะใหญ ๆ ไดแ ก
1) เพอ่ื ใหŒเกิดความงามทแี่ ตกต‹าง เปนการนำพืน้ ผิวลักษณะตาง ๆ มาใชใ นการสรา งสรรค
งานทศั นศลิ ปเ พอื่ แสดงความงามทแี่ ตกตา งกนั ตามคา นยิ ม
ของแตละคน หรือใหมีความงามสอดคลองกับส่ิงท่ีนำมา
ถายทอด บางคนชอบพนื้ ผิวเรียบเนียน บางคนชอบพ้นื ผวิ
ลักษณะอื่น ๆ
Madonna della Seggiola
เทคนิคสีน้ำมันบนแผนไม (ค.ศ. 1513–1514)
ผลงานของราฟาเอล (Raphael)
ใชความงามพนื้ ผิวแบบเกลีย่ เรียบเนียน
2) ใชลŒ วงตาเพอ่ื เสรมิ สราŒ งมติ แิ ละขนาด
เปน การนำพน้ื ผวิ มาใชส รา งงานทศั นศลิ ปเ พอ่ื ให
เกิดความรูสึกลวงตาในดานมิติและขนาด
ของผลงาน คอื ดมู รี ะยะใกล ไกล ต้นื ลกึ และ
มขี นาดใหญ เล็ก
Portrait of Milliet
เทคนคิ สีนำ้ มันบนผา ใบ (ค.ศ. 1988)
ผลงานของฟน เซนต ฟาน กอ็ ก (Vincent van Gogh)
จติ รกรเขียนภาพในระยะหนาดว ยการตกแตง
เก็บรายละเอยี ดพืน้ ผวิ มาก สว นในระยะหลงั
หรือฉากหลงั ระบายสใี หมีพนื้ ผวิ ทหี่ นาและขรุขระ
ซึ่งทำใหภ าพเกิดระยะและมมี ิติ
หนังสือเรยี น รายวิชาพืน้ ฐาน ทศั นศิลป ม. 4–6 11
3) เพอ่ื กระตนุŒ เราŒ อารมณแ ล ะความรสŒู กึ เปน การนำความรเู รอื่ งของพน้ื ผวิ ทมี่ ผี ลตอ จติ วทิ ยา
กระตุนเราอารมณแ ละความรสู กึ มาใช เพื่อใหไ ดผ ลตามท่ผี สู รา งสรรคผ ลงานตอ งการ
• อารมณและความรูสŒ กึ ของพนื้ ผิว
ผิวเรียบเกลย้ี งเกลา ใหค วามรสู กึ นุมนวล นา จบั อยากลบู คลำ
ผิวเรียบมัน ใหความรูสึกใหญกวา สวา ง หรหู รา ลน่ื คลอ งตวั
ผิวละเอยี ด ใหค วามรูสึกใหญ เบาบาง เปนระเบยี บ
ผวิ หยาบดŒาน ใหค วามรูสึกแคบ อึดอดั ทึบตนั หนกั แข็งแรง
ผิวขรุขระ ใหค วามรูส กึ นาขยะแขยง ไมนาจบั ตอ ง
ผิวหนามแหลม ใหความรูสกึ ไมปลอดภัย นากลวั ไมน าจบั ตอง
4) เพื่อประโยชนในการใชŒสอย เปนการนำความรู ความ
เขา ใจในเรอื่ งพน้ื ผวิ มาใชอ อกแบบสรา งสรรคง านทศั นศลิ ปท างดา น
ประยุกตศ ลิ ป เพอ่ื ประโยชนใ นการใชส อย
การนำพ้นื ผวิ หยาบขรขุ ระมาออกแบบตวั ภาชนะ
เพ่ือชวยในการจับใหก ระชับมือ
ฝกฝนงานศิลป
สรา งสรรคผ ลงานทัศนศิลป 1 ชิ้น ไมจ ำกัดเทคนคิ วธิ ีการในการสรา งสรรคเ ปนเร่ืองราวตา ง ๆ ตาม
จนิ ตนาการและความคดิ สรา งสรรค โดยนำความรเู รอ่ื งพน้ื ผวิ มาใชใ นการสรา งสรรคผ ลงานเพอื่ ใหเ กดิ อารมณ
และความรสู ึก
2. การออกแบบ
2.1 ประวัติความเปนมาของการออกแบบ
จากหลักฐานที่นักโบราณคดีขุดคนพบปรากฏเปนที่ยืนยันไดวา มนุษยสามารถออกแบบ
สง่ิ ของเครอ่ื งใชม านานกวา 6,000 ป รจู กั ใชค วามคดิ สรา งสรรคอ อกแบบลวดลายบนภาชนะ เชน
ลวดลายบนเครือ่ งปน ดินเผาบา นเชียง จังหวดั อดุ รธานี
12 หนังสือเรียน รายวชิ าพนื้ ฐาน ทศั นศลิ ป ม. 4–6
นอกจากนน้ั ยงั มหี ลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรว า มนษุ ยร จู กั การออกแบบภาพเขยี นบนผนงั ถาํ้
มาต้ังแตสมัยกอ นประวัติศาสตร โดยเฉพาะอยางย่งิ ภาพท่ีมีช่ือเสียงมากที่สดุ อยูในถาํ้ อลั ตามีรา
(Altamira Cave) ในประเทศสเปน และถํา้ ลาสโคซ (Lascaux Cave) ในประเทศฝร่ังเศส สำหรับ
ประเทศไทยมีการคน พบภาพเขยี นตามผนงั ถาํ้ หลายแหง ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื
มนุษยมีความคิดและมีประสบการณในการออกแบบตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป มีการศึกษา
คน ความากขน้ึ ความคิดไมหยุดนิ่ง มีการสรา งสรรคแ ตกตา งกันออกไป มนษุ ยจ งึ มกี ารออกแบบ
ท่หี ลากหลาย เพ่อื สนองความตองการทางอารมณ สังคม เศรษฐกจิ ดงั นนั้ ผอู อกแบบตอ งเขาใจ
ความตองการขน้ั พ้นื ฐาน การเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจดว ย
2.2 ความหมายของการออกแบบ
การออกแบบ หมายถงึ การสรา งสรรคสงิ่ ใหมห รือการปรบั ปรุงดดั แปลงสิง่ เกา ใหมีรปู แบบ
แปลกใหมย งิ่ ขนึ้ โดยใชก ระบวนการทางศลิ ปะในการวางแผนกอ นลงมอื ปฏบิ ตั ิ เลอื กวสั ดโุ ครงสรา ง
และวิธกี ารท่เี หมาะสม ตลอดจนคำนงึ ถงึ ความงามและประโยชนใ ชส อยในชวี ิตประจำวัน
2.3 ลกั ษณะของการออกแบบ
การออกแบบทด่ี ตี อ งมลี กั ษณะทส่ี อื่ ความหมายไดง า ย ตรงตามวตั ถปุ ระสงคท ตี่ งั้ ไว มคี วาม
ประณตี สวยงาม มคี ณุ คา ทางดา นประโยชนใ ชส อยเปน สำคญั และจะตอ งคำนงึ ถงึ การเลอื กใชว สั ดุ
อุปกรณ วธิ กี าร กระบวนการอยางเหมาะสมอีกดว ย
2.4 ประเภทของการออกแบบ
ประเภทของการออกแบบ
การออกแบบ การออกแบบ การออกแบบ การออกแบบ การออกแบบ
ตกแตง‹ พาณิชยศิลปŠ ผลติ ภณั ฑ นเิ ทศศลิ ปŠ สถาปต˜ ยกรรม
1) การออกแบบตกแต‹ง คอื การสรางสรรค ปรับปรงุ ดัดแปลง ประดับ ตกแตงสิ่งของ
เครื่องใชในที่พักอาศัย อาคารสถานที่ หรือสำนักงานใหมีประโยชนใชสอยมากที่สุด พรอมท้ัง
มีความงามนาอยูอาศัย เกิดความกลมกลืน รมร่ืน ถูกตองตามสุขลักษณะการออกแบบตกแตง
รวมทัง้ การออกแบบตกแตง ภายในและการออกแบบตกแตง ภายนอก
หนงั สือเรียน รายวชิ าพน้ื ฐาน ทัศนศิลป ม. 4–6 13
(1) การออกแบบตกแต‹งภายใน คือ การ
สรางสภาพแวดลอมภายในอาคารท่ีเก่ียวของกับความ
เปน อยใู นชวี ติ ประจำวนั ของมนษุ ยใ หเ กดิ ความสะดวก
สบายในดา นประโยชนใ ชส อยและความงาม โดยอาศยั
เหตุผลทางพฤติกรรมและขอมูลตาง ๆ ของมนุษย
เปนหลกั
การออกแบบตกแตงภายในหองครวั
(2) การออกแบบตกแตง‹ ภายนอก คอื การสรา งสภาพแวดลอ มภายนอกอาคารทเี่ กยี่ วขอ ง
กับความเปนอยูในชีวิตประจำวันของมนุษยใหเกิดความสะดวกสบายในดานประโยชนใชสอยและ
ความสวยงาม โดยอาศัยเหตุผลทางพฤติกรรมและ
ขอมลู ตา ง ๆ ของมนุษยเ ปนหลัก
การออกแบบตกแตง บริเวณ
2) การออกแบบพาณิชยศิลปŠ คือ การออกแบบที่เกี่ยวกับธุรกิจการคา การโฆษณา
ประชาสัมพันธสกู ลมุ เปา หมาย คอื ผบู ริโภค เพอ่ื ใหผ ูบ ริโภคไดร จู ัก
สินคาที่มีอยูในทองตลาด จะไดเลือกบริโภคไดอยางเหมาะสมกับ
สภาพเศรษฐกิจของแตล ะบุคคล และคุณภาพของสนิ คา ดวย
การออกแบบเคร่อื งหมายสินคา
3) การออกแบบผลิตภัณฑ คือ การออกแบบ
ส่ิงของเคร่ืองใชตาง ๆ ภายในครัวเรือน ภายใน
สำนกั งานทม่ี คี วามจำเปน ตอ ความเปน อยใู นชวี ติ ประจำวนั
ของมนษุ ย โดยคำนึงถงึ ความทนั สมยั ความสวยงาม
และประโยชนใ ชสอยเปนหลกั
การออกแบบกลองถา ยรปู
14 หนงั สือเรยี น รายวิชาพื้นฐาน ทศั นศิลป ม. 4–6
4) การออกแบบนเิ ทศศลิ ปŠ คอื การออกแบบการตดิ ตอ สื่อสาร สอื่ ความหมาย ความเขาใจ
ทางสายตา เปน การสง ขอมลู ขาวสารจาก
บุคคลกลุมหน่ึงไปยังบุคคลอีกกลุมหนึ่ง
ท้ังทางการเขียน การแสดงดวยทาทาง
รวมถงึ การใชส อื่ ตา ง ๆ เชน ปา ยโฆษณา
สง่ิ พิมพ วิทยุ โทรทัศน เปนตน
การออกแบบโปสเตอร
5) การออกแบบสถาป˜ตยกรรม
คือ การออกแบบส่ิงกอสรางและอาคาร
ตาง ๆ โดยตองคำนึงถึงความสะดวก
สบาย ความสวยงาม ความคงทนถาวร
และประโยชนใชสอยเปนหลกั
การออกแบบสะพาน
ฝก ฝนงานศิลป
รวมกันอภิปรายในหัวขอ “ประเภทของการออกแบบ” แลวสรุป โดยใหแตละคนสรุปเปนแผนที่
ความคิด (mind mapping) ลงในกระดาษขนาด A3 พรอ มตกแตง ผลงานใหส วยงาม
2.5 หลักการออกแบบ
หลักการออกแบบที่ทําใหผลงานมีคุณคาดานความงามและดานประโยชนใชสอย
มีดังตอไปนี้
หลักการออกแบบ
เอกภาพ ความ จดุ เดน‹ ความ การซํ้า ความ จงั หวะ สดั ส‹วน
สมดลุ กลมกลืน ขดั แยงŒ
หนังสือเรยี น รายวิชาพืน้ ฐาน ทศั นศลิ ป ม. 4–6 15
1) เอกภาพ (unity) หมายถึง การจัดทศั น-
ธาตุของศิลปะใหมีความประสานกลมกลืน มีความ
สมั พนั ธเ กยี่ วขอ งกนั เปน กลมุ กอ น ไมก ระจดั กระจาย
และแสดงออกใหเห็นไดถึงความพอดีของความงาม
เชน ในงานออกแบบปกหนังสือ งานประติมากรรม
งานออกแบบสญั ลักษณ เปน ตน
การออกแบบโดยใชหลกั เอกภาพใหอารมณค วามรสู ึก
ทแ่ี สดงถงึ ความประสานกลมกลนื
ความสัมพนั ธเ กย่ี วขอ งกนั เปนกลมุ กอ น
ไมก ระจัดกระจาย
ฝก ฝนงานศิลป
ออกแบบลายเสื้อตามจินตนาการและความคิดสรางสรรคใหสวยงามลงบนกระดาษวาดเขียนขนาด
A4 โดยเนนความเปนเอกภาพ
2) ความสมดลุ (balance) หรอื ดุลยภาพ (พจนานกุ รมศัพทศิลปะ อังกฤษ–ไทย ฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2541) หมายถึง การนำทัศนธาตุทางศิลปะมาจัดองคประกอบศิลป
ใหม ีความประสานกลมกลนื ความพอเหมาะพอดีของสว นตา ง ๆ ในรปู ทรงหน่ึงหรือในงานศิลปะ
ชน้ิ หนง่ึ
ความสมดุลแบง ออกเปน 2 ลกั ษณะ คือ
ความสมดุลแบบสองขาŒ งเทา‹ กนั ความสมดุลแบบสองขŒางไม‹เทา‹ กนั
• น้ำหนกั ท้งั สองขา งเทา กัน • ไมเ ทา กนั หรอื ไมเหมือนกนั ท้ังสองขา ง
• นิยมถา ยทอดความรูสกึ สงบ นิ่ง • นยิ มใชก ันเพราะใหอ ารมณค วามรสู กึ
เคลื่อนไหว
การออกแบบโดยใชหลักความสมดุลแบบสองขางเทากนั ใหอารมณ
ความรูส ึกสงบนงิ่ และมั่นคง
16 หนังสอื เรียน รายวิชาพื้นฐาน ทัศนศิลป ม. 4–6
ฝก ฝนงานศิลป
ออกแบบแจกันแนวแฟนตาซีตามจินตนาการและความคิดสรางสรรคใหสวยงามลงบนกระดาษวาด
เขียนขนาด A3 โดยเลอื กใชห ลกั ความสมดลุ ลักษณะใดลักษณะหนงึ่
3) จุดเด‹น (dominance) หมายถึง สวนสำคัญที่ปรากฏชัด สะดุดตาในผลงานศิลปะ
จดุ เดนเกิดจากการเนนใหเดน ตำแหนง ของจุดเดน นิยมจัดวางไวในระยะหนา หรือฉากหนา (fore
ground) หรือระยะกลางหรอื ฉากกลาง (middle ground) แตไมค วรวางไวตรงกลางพอดี เพราะ
จะทำใหภาพเกิดความรูสึกน่ิง ไมเกิดการเคล่ือนไหว จุดเดนที่ดีควรมีเพียงจุดเดียวและมีพื้นท่ี
ประมาณ 20–30% ของพ้ืนท่ีทง้ั หมด
การเนนŒ ดŒวยเสนŒ
เปนการนำเสนมาชว ยเนนในการออกแบบ
เพื่อใหภ าพเกดิ ความเดนชดั ข้ึนและนำพาสายตา
ไปยงั จดุ เดนของภาพ
ฝก ฝนงานศลิ ป
สรา งสรรคผลงานทัศนศลิ ปห รืองานออกแบบ 1 ช้นิ ไมจำกดั เทคนิควธิ ีการสรา งสรรคเปน เรอ่ื งราว
ตา ง ๆ ตามจนิ ตนาการและความคดิ สรา งสรรคใ หส วยงาม โดยนำหลกั การสรา งจดุ เดน มาใชใ นการสรา งสรรค
ผลงาน
4) ความกลมกลนื (harmony) หมายถงึ การนำทศั นธาตทุ างศลิ ปะมาจดั องคป ระกอบศลิ ป
ใหม ีความสัมพนั ธกลมกลนื กนั สนบั สนุนซึง่ กนั และกนั เขากันไดด ี ไมขดั แยง กัน
ความกลมกลืนดวŒ ยเสŒน
เปนการใชเสนในลักษณะเดยี วกนั หรอื ทศิ ทางเดียวกนั
มาใชในงานออกแบบเพือ่ ใหเ กิดความกลมกลนื
หนังสือเรียน รายวิชาพืน้ ฐาน ทศั นศิลป ม. 4–6 17
ฝก ฝนงานศิลป
ออกแบบปา ยชอื่ ของตน ไมภ ายในโรงเรยี น ในปา ยชอ่ื ของตน ไมป ระกอบไปดว ยชอ่ื ของตน ไม ประเภท
ของตน ไม และลกั ษณะโดยท่วั ไป ไมจำกัดเทคนคิ วิธีการและวัสดใุ นการสรา งสรรค ลงในกระดาษวาดเขียน
ขนาด A3 โดยเนนการนำหลักความกลมกลนื มาใชใ นการสรางสรรคผลงาน จากนน้ั สรางผลงานจริงแลวนำ
ไปตดิ ตัง้ ใหเรียบรอ ย
5) การซํ้า (repetition) หมายถึง วิธีการเนนอยางหน่ึงที่ตองการใหเห็นชัดเจน โดยใช
ทัศนธาตุ เชน เสน รูปรา ง รปู ทรง วางลงในกรอบพืน้ ทีโ่ ดยมีระยะท่เี ทากนั หรือไมเทา กันกไ็ ดจะ
สังเกตไดว า การซ้ํานีจ้ ะกอใหเ กิดจงั หวะขน้ึ ได
การออกแบบโดยใชหŒ ลกั การซำ้
เปน การจดั วางรปู รา ง รปู ทรง ทก่ี อ ใหเ กดิ จงั หวะขน้ึ
ฝกฝนงานศลิ ป
ออกแบบโปสเตอรรณรงคการทอ งเท่ียวลงในกระดาษวาดเขยี นขนาด A3 ในหัวขอ “เท่ียวบานเรา
สุขใจ” โดยใชเ ทคนิควธิ ีการทส่ี นใจในการสรา งสรรคผลงานใหสวยงาม เนน การนำหลกั การซ้ำมาใชในการ
สรา งสรรคผลงาน
18 หนงั สอื เรยี น รายวิชาพนื้ ฐาน ทัศนศิลป ม. 4–6
6) ความขดั แยงŒ หรอื การเปรยี บตา‹ ง (contrast) หมายถงึ การนำทศั นธาตมุ าจดั องคป ระกอบ-
ศิลปใหเกิดการตดั กันหรอื ขดั แยงกันเพื่อลดความกลมกลนื ลงบาง เพราะความกลมกลืนท่มี ากไป
อาจจะดจู ดื ชดื นา เบอ่ื หนา ย ความขดั แยง ทพ่ี อเหมาะจะชว ยใหง านดมู ชี วี ติ ชวี า นา สนใจ นา ตนื่ เตน
ความขัดแยŒงดŒวยสี ความขดั แยงŒ ดŒวยเสนŒ
เปนการนำสีตรงกันขา มหรือสีในวรรณะสีทต่ี างกนั มาใช เปนการนำเสนที่มีลกั ษณะตา งกันมาใชใน
การออกแบบเพอื่ ใหผลงานมีความนาสนใจ
ในการออกแบบเพ่อื ใหผลงานดูมชี วี ติ ชวี า นาสนใจ
และนา ต่นื เตน ไมนา เบอื่
ฝก ฝนงานศิลป
ออกแบบปา ยชอ่ื –นามสกลุ เลือกใชเศษวัสดุตาง ๆ มาสรา งสรรคเ ปน ตัวอกั ษรตามจินตนาการและ
ความคิดสรางสรรค โดยถายทอดลักษณะบุคลิกและตัวตนของนักเรียนออกมาเปนผลงานใหชัดเจนท่ีสุด
เนน การนำหลกั ความขดั แยง มาใชในการสรา งสรรคผ ลงาน
7) จังหวะ (rhythm) หมายถึง ลักษณะของความเคลื่อนไหววาถ่ี หาง หรือตอเนื่องกัน
อยา งไร ยกตวั อยางเชน เมื่อเรามองดูเปลอื กหอยท่มี ลี ักษณะเปน จดุ เราจะเหน็ จดุ ตา ง ๆ ที่ปรากฏ
อยนู น้ั จากจดุ หนง่ึ ไปยงั อกี จดุ หนง่ึ นค่ี อื
คณุ สมบตั ขิ องจงั หวะ และจากคณุ สมบตั ิ
นี้เองที่สามารถนำพาสายตาของเราให
มองดตู อ เน่อื งกันไปไมข าดระยะ
การออกแบบลวดลายผŒา
เปนการนำหลกั ของจงั หวะมาใชใ นการ
ออกแบบลวดลาย ทำใหลายผา ดูตอ เนอ่ื ง
ไมข าดระยะ
หนังสอื เรียน รายวิชาพนื้ ฐาน ทัศนศิลป ม. 4–6 19
ฝก ฝนงานศิลป
ออกแบบลวดลายจาน ขนาดเสนผานศูนยกลาง 9 น้ิว โดยกำหนดเร่ืองราวของลวดลายตาม
จนิ ตนาการและความคิดสรางสรรคใหส วยงาม เนน การนำหลักของจังหวะมาใชใ นการสรา งสรรคผ ลงาน
8) สัดส‹วน (proportion) หมายถึง หลักการ
ออกแบบโดยใชความสัมพันธของเสนตรงและรูปรางท่ีมี
ตอกันระหวางสวนใดสวนหน่ึงกับสวนใหญหรือสวนรวม
หรอื ระหวางสว นตอสวน การท่ีสัดสว นมีความสัมพนั ธท ีด่ ี
จะกอใหเ กดิ ความงดงามขึ้น
การออกแบบงานประติมากรรมตกแตง‹ สถาปต˜ ยกรรม
เปนการนำหลกั สดั สว นมาใชใ นการออกแบบใหผ ลงานมสี ัดสว น
ทสี่ มั พันธกันและมีความงดงาม
ฝกฝนงานศิลป
สรางสรรคผลงานทัศนศลิ ปห รืองานออกแบบ 1 ชน้ิ ไมจำกดั เทคนคิ วิธีการสรา งสรรคเ ปน เรอ่ื งราว
ตาง ๆ ตามจนิ ตนาการและความคิดสรางสรรค โดยนำหลกั สดั สวนมาใชในการสรางสรรคผ ลงาน
3. ศัพททางทศั นศิลป
การศึกษาทศั นศิลปน อกจากเทคนคิ วธิ กี ารสรางสรรคผลงานแลว อีกส่งิ หนง่ึ ทีผ่ ูสรางสรรค
ผลงานจะตองรูแ ละเขาใจ คอื ศัพทท างทศั นศลิ ป ซึง่ มีความสำคัญตอการศกึ ษาทัศนศิลปเ ชนกัน
โดยเฉพาะการนำมาใชเพื่อส่ือสารหรือถายทอดภูมิความรูทางทัศนศิลปแกบุคคลอื่น และการ
หาความรเู พิ่มเติมทางทัศนศลิ ป
สำหรับการศึกษาศัพททางทัศนศิลปของนักเรียนมีจุดมุงหมายสำคัญเพ่ือชวยพัฒนาความรู
ในการบรรยายจุดประสงคและเน้ือหาของงานทางทัศนศิลปโดยใชศัพททางทัศนศิลปไดอยาง
ถูกตอ ง
20 หนงั สอื เรียน รายวิชาพื้นฐาน ทัศนศิลป ม. 4–6
3.1 จด� ประสงคของงานทัศนศลิ ป
• จดุ ประสงคของงานทศั นศลิ ปŠ
คือ การถา ยทอดความงามของสง่ิ ตา ง ๆ จากประสบการณ ความคิด และจินตนาการให
ผชู มไดรบั รูจ ุดประสงคของงานทัศนศิลปเพ่ือ
– การสรางคุณคาทางความรูสึกนึกคิด
อารมณ ซึ่งนำเสนอในรูปแบบของศิลปะบริสุทธ์ิหรือ
“วจิ ติ รศิลป”
– การแสดงความงามรวมกับการใชสอย
หรือการดัดแปลงงานศิลปะมาใชควบคูกับประโยชน
การใชส อย หรอื เรียกวา “ศลิ ปะประยกุ ต”
Vase of Chrysanthemums
เทคนคิ สีน้ำมันบนผาใบ (ค.ศ. 1890)
ผลงานของปแ ยร โอกสู ต เรอนวั ร (Pierre Auguste Renior)
ศลิ ปน มีจดุ ประสงคในการสรางสรรคเ พอ่ื ถายทอดความ
ประทับใจในความงดงามของดอกไมแ ละแจกัน
1) วจิ ติ รศิลปŠ (fine art) หมายถึง งานทัศนศลิ ปท่สี รา งสรรคขนึ้ เพอื่ ความงดงาม แสดง
สนุ ทรยี ภาพมากกวา ประโยชนใ ชส อย ผลงานจะเนน อารมณค วามรสู กึ ความละเอียดออ น ซง่ึ อาจ
เรยี กงานทศั นศลิ ปป ระเภทนวี้ า “ศลิ ปะบรสิ ทุ ธ”์ิ (pure art) เนอ่ื งจากศลิ ปน สรา งสรรคผ ลงานดว ย
จนิ ตนาการท่ลี ึกซ้งึ มจี ุดประสงคเ พอ่ื ถายทอดคณุ คา ความงามเปน หลัก
ทศั นศลิ ปŠ เปน สว นหนงึ่ ของวจิ ติ รศลิ ป ซงึ่ เปน ศลิ ปะทเ่ี นน คณุ คา ทางดา นจติ ใจและอารมณ
เปน สำคญั
ทัศนศิลปŠ มคี วามหมายตรงกบั ภาษาองั กฤษวา “visual art” หมายถึง ศลิ ปะทม่ี องเห็น
หรอื ศิลปะทีส่ ามารถสมั ผสั รบั รู ชน่ื ชมดวยสายตา และสัมผสั จับตอ งได ทศั นศลิ ปแบง ออกเปน
ประเภทตา ง ๆ เชน จติ รกรรม ประตมิ ากรรม สถาปตยกรรม เปน ตน
(1) จิตรกรรม (painting) หมายถึง ผลงานศิลปะท่ีเกิดจากการขีดเขียน ระบายสี
โดยถา ยทอดความงาม อารมณค วามรสู กึ และความคดิ สรา งสรรคล งบนพน้ื ระนาบรองรบั เราเรยี ก
ผูสรางสรรคง านการเขยี นภาพหรือจิตรกรรมวา “จิตรกร”
คำวา “จติ รกรรม” (painting) แปลตามศพั ทใ นภาษาอังกฤษ หมายถงึ การระบายสี แต
เน่อื งจากจิตรกรรมมลี ักษณะสองมติ ิ จึงรวม “การวาดเสน” (drawing) ซึ่งเปนงานสองมติ มิ าอยู
ในประเภทจิตรกรรมดวย เพราะการวาดเสนเปน พ้ืนฐานของการสรางสรรคงานจติ รกรรม
หนังสือเรียน รายวชิ าพืน้ ฐาน ทัศนศลิ ป ม. 4–6 21
• ประเภทของงานจติ รกรรม
1. ภาพคนเหมอื น (portrait) เปนภาพ
เขยี นคนตง้ั แตบ รเิ วณศรี ษะถงึ เอว มจี ดุ มงุ หมาย
เพื่อบันทึกใหเ หมอื นบคุ คลน้ัน ๆ
ช‹วง มูลพินิจ
เทคนิคสชี อลก
ผลงานของวัชระ กลาคา ขาย
2. ภาพคน (human figure) เปน ภาพ
เขยี นคนเตม็ ตวั เพอื่ แสดงความงามของสดั สว น
ทางกายวิภาคในอิริยาบถตาง ๆ ถาเปนภาพ
เปลือย เรยี กวา “ภาพนูด ” (nude)
Fishing for Frogs
เทคนคิ สนี ำ้ มันบนผาใบ (ค.ศ. 1882)
ผลงานของวิลเลียม อโดลฟ บูเกอโร
(William Adolphe Bouguereau)
3. ภาพสัตว (animal) เปนภาพเขียน
ถา ยทอดความงามของสตั วช นดิ ตา ง ๆ ทั้งสัตว
ปก สตั วบ ก และสตั วน้ำ
Approaching Storm
เทคนิคสีอะครลิ กิ บนผาใบ
ผลงานของจอหน พอตเตอร (John Potter)
22 หนงั สือเรียน รายวิชาพน้ื ฐาน ทศั นศิลป ม. 4–6
4. ภาพทิวทศั น (landscape) แบงออกเปน 3 ประเภท คอื
4.1 ภาพทิวทัศนบก (landscape)
เปนภาพเขียนทิวทัศนที่มุงแสดงความงามของ
ธรรมชาตบิ นพนื้ ดนิ
สันกำแพง
เทคนคิ สีอะคริลกิ
ผลงานของสงดั ปยุ ออก
4.2 ภาพทิวทัศนสงิ่ ก‹อสราŒ ง
(architectural landscape) เปนภาพเขียน
ทิวทัศนที่มุงเนนแสดงความงามของภาพ
สิ่งกอสราง อาคาร บานเรือน โดยมีคนและ
ธรรมชาติอนื่ ๆ เปน สวนประกอบ
Gomukh Temple at Chitodgad
เทคนคิ สีน้ำ
ผลงานของ Prafull Sawant
4.3 ภาพทวิ ทศั นทะเล (seascape)
เปน ภาพเขยี นทมี่ งุ แสดงความงามของธรรมชาติ
ทางทะเลและสง่ิ แวดลอ มที่เก่ียวขอ ง
อันดามัน 3
เทคนิคสีน้ำ
ผลงานของสมโภชน สิงหทอง
5. ภาพหน‹ุ นง่ิ (still life) เปน ภาพเขยี น
สงิ่ ของตาง ๆ ทีไ่ มเ คลอ่ื นไหว เชน ผกั ผลไม
ดอกไม เคร่ืองใชไมสอย หุนปูนปลาสเตอร
เปนตน
Still Life Basket
เทคนคิ สีน้ำมนั บนผา ใบ (ค.ศ. 1888–1890)
ผลงานของปอล เซซาน (Paul Cezanne)
หนังสอื เรียน รายวิชาพนื้ ฐาน ทัศนศิลป ม. 4–6 23
นอกจากงานจติ รกรรมประเภททก่ี ลา วมาแลว ยงั มภี าพประเภทอน่ื ๆ ที่เรยี กกนั อีก เชน
ภาพชีวิตความเปนอยูของมนุษย (genre) ภาพเกี่ยวกับศาสนา (religious) ภาพจินตนาการ
(imagination) ภาพนามธรรม (abstract) เปนตน
(2) ประติมากรรม (sculpture) คำท่ีใชเรียกชื่อผลงานที่สรางสรรคดวยกลวิธีเหลานี้
ในภาษาไทยมีอยู 2 คำคอื “ประตมิ ากรรม” และ “ปฏมิ ากรรม” คำวา “ประตมิ ากรรม” เปน
คำที่ใชเรียกผลงานท่ีสรางสรรคข้ึนเปนรูปผลงานโดยรวมท่ัวไป เชน รูปคน รูปสัตว รูปสิ่งของ
รปู ทรงตามความคดิ สรางสรรค เปนตน
สว นคำวา “ปฏิมากรรม” เปนคำทใ่ี ชเรียกผลงานทสี่ รา งสรรคข น้ึ เปนรปู เคารพในศาสนา
เชน “พระพทุ ธรูป” สำหรับผูสรา งสรรคง านประตมิ ากรรม เรยี กวา “ประตมิ ากร” และ “ปฏิมากร”
• ประเภทของงานประติมากรรม
นิยมสรา งกัน 3 ลกั ษณะใหญ ๆ ไดแ ก
รปู แบบนนู ตำ่ (bas relief) รปู แบบนนู สงู (high relief) รปู แบบลอยตวั
(freestanding sculpture)
• มีรูปทรงนนู ขน้ึ มาจากพืน้ • คลา ยแบบนนู ต่ำ แตส วน • ไมมพี ืน้ หลัง มฐี าน
หลงั เลก็ นอย ของรูปจะนูนมากกวา รองรบั
• เหน็ ความงามของรูปได • เห็นความงามทางดาน • เห็นความงามไดร อบดาน
จากดา นหนาเพยี ง หนา ดา นขวา และดาน
ดา นเดยี ว ซา ย
เหรยี ญวัตถุมงคล ประติมากรรมนูนสูง เทวรปู พระพิฆเนศวร
ประตมิ ากรรมโลหะ ตกแตงสะพานมหาดไทย ประตมิ ากรรมรปู แบบลอยตวั
(สะพานรอ งไห) กรุงเทพมหานคร ภายในมหาวิทยาลัยศิลปากร
รปู แบบนนู ต่ำ วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี
จังหวดั เพชรบุรี
24 หนงั สือเรยี น รายวิชาพ้ืนฐาน ทัศนศิลป ม. 4–6
(3) สถาป˜ตยกรรม (architecture) หมายถึง ผลงานศิลปะท่ีเกิดจากการออกแบบ
โครงสรา งและการกอ สรา งดวยกรรมวธิ กี ารสรางสรรคแ บบตาง ๆ
• ประเภทของงานสถาป˜ตยกรรม
งานสถาปตยกรรมแบงออกเปน 2 ประเภท ไดแก
แบบเปด แบบปด
• ใชประโยชนอ ยางใดอยา งหนง่ึ เชน • ไมไดอ ยูอาศัย เพ่ือตอบสนองความ
อาคารบา นเรอื น อาคารเรียน เชื่อ หรืออนุสาวรยี
พระอโุ บสถวดั นิเวศธรรมประวัตริ าชวรวิหาร พระธาตุดอยสเุ ทพ
อำเภอบางปะอนิ จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา จังหวดั เชยี งใหม
เปนสถาปตยกรรมแบบเปด สรา งข้ึนเพอ่ื ใชเ ปน เปน สถาปตยกรรมแบบปด
สรา งข้ึนเพ่ือสนองความเชื่อทางศาสนา
สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
2) ศลิ ปะประยกุ ต (applied art) หมายถงึ งานทศั นศลิ ปท ส่ี รา งสรรคข นึ้ โดยมจี ดุ มงุ หมาย
เพือ่ แสดงความงามรวมกับประโยชนใ ชสอย
ผลงานศลิ ปะประยกุ ตแบงเปน 4 ประเภท ดงั น้ี
(1) มณั ฑนศิลปŠ (decorative art) หมายถงึ งานทศั นศลิ ปที่เกยี่ วของกบั การตกแตง
ภายในและภายนอกอาคาร ใหเกิดความสวยงามควบคูกับประโยชนใชสอยมากขึ้น ผูสรางสรรค
ผลงานลกั ษณะนี้ เรยี กวา “มัณฑนากร” (decorator)
ผลงานมณั ฑนศิลปแบงออกเปน 2 ลกั ษณะ คอื
การตกแต‹งภายใน (interior design) การตกแตง‹ ภายนอก (exterior design)
• การเลือกเคร่อื งใชส อยในการตกแตง • การจัดสวนหยอ ม
• การตกแตงหนา รา น • การตกแตง ใหอ าคารกลมกลนื และ
สอดรับกับสภาพแวดลอ ม
หนังสอื เรยี น รายวิชาพน้ื ฐาน ทัศนศลิ ป ม. 4–6 25
หอ งรบั แขกภายในบาน การตกแตงสวนบรเิ วณเรอื นทรงไทย
(2) อตุ สาหกรรมศลิ ปŠ (industrial art) หมายถงึ งานทศั นศลิ ปท เี่ กยี่ วกบั การออกแบบ
เพื่อการผลิตสินคา เรียกวา “ผลิตภัณฑ” (product) ผูสรางสรรคผลงานลักษณะน้ี เรียกวา
“นักออกแบบ”(designer)
เครื่องประดับ มอเตอรไ ซค
(3) พาณิชยศิลปŠ (commercial art) หมายถึง งานทัศนศิลปที่สรางสรรคข้ึนเพ่ือ
จดุ มงุ หมายในทางการคา และธรุ กจิ โดยเฉพาะ เชน ปา ยโฆษณา โปสเตอรป ระชาสมั พนั ธ ปกหนงั สอื
ปกซดี เี พลง การตกแตง หนา รา น สอ่ื โฆษณาตา ง ๆ เปนตน
ภาพประกอบเรอ่ื ง ก–ฮ เทย่ี วงานวดั ภาพผนัง
ผลงานของจริ าพร หนองไมง าม ผลงานของนกั ศึกษาคณะมณั ฑนศลิ ป มหาวิทยาลยั ศิลปากร
26 หนังสอื เรียน รายวิชาพื้นฐาน ทศั นศิลป ม. 4–6
(4) หตั ถศิลปŠ (crafts) หมายถงึ งานทศั นศลิ ปที่ผลติ ดวยมอื เปน หลัก สรางสรรคข้นึ
เพ่ือการใชส อยและประกอบพิธีกรรมตามขนบธรรมเนียมประเพณี
เคร่อื งเบญจรงค ตะลุมแวน ฟาประดับมุก งานบุโลหะรปู พรรณ ประเภทพาน
หรือขนั หมากครบสำรับ
ฝก ฝนงานศลิ ป
รวมกนั อภปิ รายเกีย่ วกับจุดประสงคของงานทศั นศลิ ป โดยใชศ ัพทท างทัศนศิลป
3.2 เน้ือหาของงานทัศนศิลป
เน้ือหาของงานทัศนศิลป คือ ความคิดหรือขอมูลท่ีผูสรางงานทัศนศิลปตองการส่ือสารให
ผชู มไดรบั รู
1) ประเภทเนือ้ หาของงานทัศนศิลปŠ เนื้อหาของงานทัศนศลิ ปแ บง ออกเปน 2 ประเภท คอื
เนอ้ื หาภายในและเนือ้ หาภายนอก
เนือ้ หาภายใน เนือ้ หาภายนอก
• ศลิ ปน สือ่ ความคิด ความรสู กึ เปน • ศลิ ปนถา ยทอดความคดิ ความรสู กึ
ผลงานโดยคล่คี ลายจากความเปนจริง เน้อื หาตามความเปนจริง
• เรยี กเนื้อหาประเภทน้ีวา “นามธรรม” • เรยี กเนอ้ื หาประเภทนีว้ า “รูปธรรม”
(abstract) (concrete)
ทะเล The Sleeping Spinner
เทคนิคสีน้ำมันบนผา ใบ เทคนคิ สีน้ำมนั บนผาใบ (ค.ศ. 1853)
ผลงานของกำจร สุนพงษศ รี ผลงานของกูสตาฟ กรู เ บ (Gustave Courbet)
หนังสือเรยี น รายวชิ าพ้ืนฐาน ทัศนศิลป ม. 4–6 27
2) ลกั ษณะเนือ้ หาของงานทศั นศลิ ปŠ การแสดงออกทางดา นเน้อื หาของงานทศั นศลิ ปส รปุ
ได 5 เน้ือหา ดังนี้
(1) เนื้อหาเก่ียวกับความเช่ือ (belief) คือ การแสดงออกจากความศรัทธาในศาสนา
พระพทุ ธเจา เทพเจา พระเจา และวรรณคดี
พระพุทธรปู ศลิ ปะสโุ ขทยั
เปนผลงานปฏมิ ากรรมทีแ่ สดงเนอื้ หาเกี่ยวกับ
ความเชอื่ ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาโดย
ถายทอดเปน รปู องคพระสัมมาสัมพทุ ธเจา
(2) เนื้อหาเก่ียวกับบุคคล (personal) คือ การแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตรตอ
บคุ คลสำคญั พระมหากษตั รยิ หรือบคุ คลทีม่ คี วามสำคญั ตอประเทศและโลก
พระบรมรูปทรงมŒา Napoleon Crossing the Alps
เปนงานประตมิ ากรรมที่แสดงเน้ือหาเกยี่ วกบั บคุ คล เทคนคิ สนี ้ำมันบนผา ใบ (ค.ศ. 1800–1801)
ผลงานของชาก-ลยุ ดาวดิ (Jacques-Louis David)
โดยถายทอดเปน พระบรมรูปพระบาทสมเด็จ เปนงานจิตรกรรมที่แสดงเนื้อหาเกย่ี วกบั บุคคล
พระจุลจอมเกลา เจาอยหู วั ทรงมา โดยถายทอดเร่อื งราววรี กรรมทางศึกสงคราม
ของนโปเลยี นแหงฝรง่ั เศส
28 หนังสือเรยี น รายวชิ าพ้นื ฐาน ทัศนศิลป ม. 4–6
(3) เนอ้ื หาเกย่ี วกบั ธรรมชาติ (natural)
คอื การแสดงออกถงึ ความประทบั ใจในธรรมชาติ
ท่ีมคี วามงดงาม รวมถึงเรอ่ื งความรกั ความโกรธ
ความหลงของมนุษย เชน ภาพทิวทัศน ภาพ
คนเหมอื น ภาพสตั ว ภาพหนุ น่งิ เปน ตน
หางนกยงู
เทคนคิ สนี ำ้ มันบนผา ใบ
ผลงานของประกิต (จิตร) บัวบุศย
เปนงานจติ รกรรมภาพทิวทัศนแ สดงเนือ้ หาเกี่ยวกบั
ธรรมชาติ โดยถายทอดบรรยากาศธรรมชาติความงาม
ของตน หางนกยงู แมกไม และสายนำ้
(4) เนอ้ื หาเกย่ี วกบั สงั คม (social) คอื การแสดงถงึ เหตกุ ารณต า ง ๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในสงั คม
ที่มีความรสู ึกสะเทือนใจ
ภาพวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2351 (The Third of May 1808)
เทคนิคสีนำ้ มันบนผาใบ (ค.ศ. 1814)
ผลงานของฟรันซิสโก โคเซ เด โกยา (Francisco Jose´ de Goya)
เปนงานจติ รกรรมท่แี สดงเนื้อหาเกีย่ วกับสังคม โดยถายทอดใหเห็นถึงความเจ็บปวดจากการถกู ยำ่ ยแี ละเขา ยึด
ครองประเทศสเปนของทหารฝรง่ั เศสในสมยั นโปเลียนทีม่ กี ารสังหารประชาชนผูแสวงหาอสิ รภาพอยา งเลือดเยน็
ซ่งึ สะทอนใหเหน็ ถึงความไมมีคณุ ธรรมในการปกครองบา นเมือง
หนังสือเรยี น รายวิชาพ้นื ฐาน ทัศนศลิ ป ม. 4–6 29
(5) เน้ือหาเก่ียวกับอารมณ (emo-
tional) คือ การแสดงถงึ ความรสู กึ ในผลงานท่ี
ผา นกระบวนการและกรรมวิธขี องศิลปน ทำให
ผูชมเกิดความเขาใจท้ังในลักษณะบวกและลบ
เชน ภาพแหงความสนุกสนาน ประติมากรรม
ทจ่ี ับตองไดเพอ่ื ส่ือผา นผวิ สัมผัส
Radiant Horizon
เทคนิคสอี ะคริลิก (ค.ศ. 2005)
ผลงานของลอี อน เวอดนั (Leon Verdun)
เปน งานจติ รกรรมทแ่ี สดงเนื้อหาเกย่ี วกบั อารมณ
โดยถายทอดความรูสกึ ดว ยสี ไมแสดงรูปรา ง
รปู ทรงท่ีเหมือนจริง
ฝกฝนงานศลิ ป
รว มกนั อภปิ รายเกีย่ วกับเน้อื หาของงานทัศนศิลปโดยใชศัพททางทัศนศลิ ป
4. วัสดุ อุปกรณที่ใชในการแสดงออกทางทศั นศิลป
4.1 ดินสอ
มี 2 ประเภท ไดแก ดนิ สอดำและดนิ สอสี
1) ดนิ สอดำ มี 2 ชนิด คือ
(1) ชนดิ ไสŒถา‹ นแกรไฟต เปนดนิ สอดำทีม่ ไี สท ำมาจากถา นแกรไฟตผสมกับดนิ เหนยี ว
ใชต วั อกั ษร B (Black) และ H (hard) กำหนดความแข็งและความเขม ของไสดนิ สอ ขนาด 6B
จะมดี ินเหนยี วผสมนอ ย สวนขนาด 6H จะมีดนิ เหนียวผสมมากที่สุด ดินสอท่มี ีความเขมนอ ยจะ
ใชในการรา งภาพ สว นดินสอทม่ี คี วามเขม มากจะใชในการแรเงา ดินสอดำชนิดไสถ านแกรไฟตจะ
ใหความเขมแบบดำเงา
(2) ชนดิ ไสถŒ า‹ นคารบ อนหรอื ดนิ สอถา‹ น เปน ดนิ สอดำทม่ี ไี สท ำมาจากสว นผสมของถา น
ไม มีไสคลา ยกบั ถา น มที ง้ั แบบชนดิ แข็งและออน ลำดบั จาก HH (แขง็ มาก) HB (ปานกลาง) B
(ไสอ อ นแตด ำ) EE (ดำมาก) EE นยิ มนำมาใชใ นการแรเงามากทส่ี ดุ ดนิ สอดำชนดิ ไสถ า นคารบ อน
หรอื ดนิ สอถา นจะใหค วามเขม แบบดำดาน
30 หนังสือเรยี น รายวิชาพน้ื ฐาน ทศั นศลิ ป ม. 4–6
2) ดนิ สอสี มี 2 ชนิด คือ
(1) ชนดิ เชอื้ นำ้ มนั เปน สผี งละเอยี ดผสมกบั ขผี้ ง้ึ หรอื ไขสตั วแ ลว นำมาอดั ใหเ ปน แทง ใน
รูปของดินสอ มลี กั ษณะคลายกับสชี อลก แตมีเน้อื สนี อ ยกวา
(2) ชนดิ เชื้อนำ้ เปน สีผงละเอยี ดนำมาอัดใหเ ปนแทงในรปู ของดนิ สอ สามารถละลาย
นำ้ ได โดยเม่ือใชด ินสอสรี ะบายแลวนำพกู ันจมุ น้ำมาระบายตอ ทำใหไดภ าพทม่ี ลี ักษณะคลายกับ
ภาพสีน้ำ
4.2 สี
สีมีหลายประเภท เชน
1) สีชอลก (soft pastel) ใชว าดภาพและระบายภาพจติ รกรรม นยิ มใชกับกระดาษวาด
เขียนสีขาวหรือกระดาษสี ทำใหไดภาพที่นุมนวลและกลมกลืน สีชอลกมีสวนผสมของผงสีบด
ละเอยี ดกับกาวอารบกิ แลว นำมาปนหรือหลอ เปน แทง เนอ้ื สีมีความสดมาก
2) สีชอลกนำ้ มัน (oil pastel) สีแทงบรรจุกลองหรือตลับ ใชวาดภาพและระบายภาพ
จติ รกรรม ใชกับกระดาษวาดเขียนสีขาวหรือกระดาษสี สามารถระบายสหี นาทำใหภ าพมีผวิ หยาบ
และขรุขระได
3) สีนำ้ (watercolour) เปน สีที่มีคณุ ลักษณะสีโปรง ใส บรรจใุ นหลอด ขวด หรือตลับ
ใชผสมกับน้ำ ในการระบายสภี าพ กระดาษที่เหมาะกบั การระบายสีนำ้ คอื กระดาษวาดเขยี นสีขาว
100 ปอนดข น้ึ ไป ซ่ึงนยิ มใชแ บบผิวขรุขระและไมเปน มนั
4) สนี ้ำมนั (oil colour) สีน้ำมนั มสี ว นผสมของผงสผี สมกับนำ้ มนั ลนิ สีด มีคณุ สมบัติ
เหนยี ว ขน และมแี รงยดึ เกาะสงู ดงั นน้ั จงึ สามารถระบายบนพน้ื ระนาบหลายชนดิ ไมว า จะเปน ผา ใบ
แผนไม แผน หนิ กระจก แผน หนงั หรือแผน วสั ดสุ ังเคราะหอ น่ื ๆ แตท่ีนิยมกนั มากทีส่ ดุ คือผาใบ
ซง่ึ ทำจากผา ฝายหรอื ผา ลนิ นิ
5) สีอะคริลิก (acrylic colour) สีอะคริลิกเปนสีสังเคราะห มีสวนผสมของสีและเรซิน
สงั เคราะห สามารถละลายนำ้ ได มคี ุณสมบตั ใิ นการยึดเกาะผวิ วสั ดทุ ุกชนดิ ไดดี และยงั สามารถ
ระบายดว ยแปรง พกู ัน และวัสดอุ ่ืน ๆ เชน ฟองน้ำ ลกู กล้ิง เกรยี ง หรือแมแ ตก ารใชว ิธกี ารพน
ดวยพูกันลม (airbrush) เปนตน สีอะคริลิกมีคุณสมบัติแหงเร็ว เม่ือแหงแลวสามารถกันน้ำได
มคี วามทนทานเหนยี วแนน มีแรงยืดหยนุ สูง สามารถเขยี นไดท ั้งแบบเทคนคิ สนี ำ้ และสนี ้ำมนั
4.3 พูก ัน
พูกันมี 2 ประเภท ไดแ ก
1) พ‹ูกันกลม มี 2 ชนิด คอื
(1) ชนิดขนออ‹ น อาจใชระบายภาพจติ รกรรมท่ีใชสีผสมกบั น้ำหรือนำ้ มันกไ็ ด แตตองมี
ลักษณะเนือ้ สเี หลว
หนังสือเรยี น รายวิชาพ้ืนฐาน ทัศนศิลป ม. 4–6 31
(2) ชนิดขนแขง็ อาจใชระบายภาพจิตรกรรมท่ีใชสีผสมกับน้ำหรอื นำ้ มนั กไ็ ด แตตอ งมี
ลักษณะเน้ือสเี ขม ขน เชน สีนำ้ มนั สอี ะคริลกิ เปน ตน
2) พก‹ู ันแบน มี 2 ชนิด คอื
(1) ชนิดขนออ‹ น อาจใชร ะบายภาพจติ รกรรมที่ใชส ผี สมกับน้ำหรือนำ้ มนั กไ็ ด แตตองมี
ลักษณะเนือ้ สเี หลว
(2) ชนิดขนแขง็ อาจใชร ะบายภาพจิตรกรรมทใ่ี ชส ผี สมกับน้ำหรือนำ้ มนั กไ็ ด แตตอ งมี
ลักษณะเน้อื สีเขม ขน เชน สีน้ำมัน สอี ะคริลิก เปน ตน
4.4 แปรง
แปรงมี 2 ชนิด คอื
1) ชนิดขนอ‹อน ใชส ำหรับระบายภาพจติ รกรรมที่ใชสผี สมกบั น้ำมัน
2) ชนิดขนแขง็ ใชสำหรบั ทาสรี องพ้ืนเฟรมเขยี นภาพ
4.5 เกรย� ง
ใชก ับสที ี่มีลกั ษณะเนอื้ สเี ขม ขน ทั้งสีน้ำมนั และสีอะครลิ กิ มี 2 ชนดิ คอื
1) ชนิดปลายแหลม ใชส ำหรับเขยี นภาพจติ รกรรมที่ใชสีผสมกบั น้ำมนั
2) ชนิดปลายมน ใชสำหรับเขยี นภาพจิตรกรรมทีใ่ ชสีผสมกับน้ำมัน
4.6 ดนิ
ดนิ มี 2 ชนดิ คอื
1) ดนิ เหนยี ว ใชสำหรับปนรปู
2) ดินนำ้ มนั ใชส ำหรบั ปน รปู เปนดนิ สำเร็จรปู ผสมน้ำมันมีสีตา ง ๆ
4.7 เคร�่องมอื ปน
เคร่ืองมือปน มี 3 ชนดิ คือ
1) ชนิดทำดŒวยไมŒ ใชส ำหรบั ปน รูป 1 ชดุ มี 2–3 อนั
2) ชนดิ ทำดŒวยโลหะ ใชส ำหรับปนรปู 1 ชดุ มี 2–3 อนั
3) ชนดิ ทำดŒวยไมŒผสมโลหะ ใชส ำหรับปน รปู 1 ชดุ มี 2 อนั
ฝก ฝนงานศลิ ป
รวมกนั วิเคราะหป ระเภทของอุปกรณและการใช แลว สรปุ เปน แผนท่ีความคิด (mind mapping)
32 หนงั สือเรียน รายวิชาพ้นื ฐาน ทศั นศลิ ป ม. 4–6
5. เทคนิคของศิลปน ในการแสดงออกทางทศั นศิลป
5.1 เทคนคิ การแสดงออกทางทศั นศลิ ปของศิลปน แตละคน
เทคนคิ ในการแสดงออกทางทัศนศิลปเ กดิ จากการศึกษาคนควา แสวงหาความพเิ ศษ ความ
กาวหนา หรือความแปลกใหมโดยนำมาดดั แปลงใหเปน รูปแบบ (style) ซ่งึ เปนวธิ ีการแสดงออกท่ี
ศิลปนแตละคนหรือแตละกลุมนำมาใชในการสรางสรรคผลงานทัศนศิลปใหมีเอกลักษณเฉพาะท่ี
สงั เกตเห็นไดอ ยางชัดเจน และเปนสิ่งบงชีถ้ ึงความสำเรจ็ ของศิลปนแตละคนหรือแตละกลุม
• ศิลปน ที่มเี ทคนคิ การแสดงออกทางทศั นศิลปทŠ ่นี า‹ สนใจ เชน
1) ถวลั ย ดชั นี ศลิ ปน แหง ชาติ สาขาทศั นศลิ ป (จติ รกรรม)
ประจำป พ.ศ. 2544 เปน ศิลปนผูสรา งสรรคผลงานจติ รกรรม
ไทยรวมสมัย การวาดเสนเปนงานลักษณะหนึ่งท่ีทานใชในการ
ถา ยทอดผลงานโดยใชเ ทคนคิ การวาดเสน ดว ยปากกาลกู ลนื่ สดี ำ
ลงบนผาใบขนาดใหญ ซ่ึงตองใชความมุงมั่นในการสรางสรรค
ผลงานเปน อยา งมาก ผลงานทอ่ี อกมาจงึ มคี วามละเอยี ดสวยงาม
พลงั ของแผ‹นดิน
เทคนิควาดเสน ทองคำเปลว (พ.ศ. 2545)
2) ชอรช เซอรา (Georges Seurat) (ค.ศ. 1859–1891) ศลิ ปนผไู ดร ับการยกยอ งวา
เปน หนง่ึ ในผนู ำของลทั ธปิ ระทับใจใหม (neo-impressionism) การสรา งสรรคง านจิตรกรรมจะยึด
ตามหลกั ทฤษฎที างฟส กิ สท ว่ี า “แสงคอื อนภุ าคของส”ี สว นการสรา งสรรคผ ลงานวาดเสน ของเซอรา
จะเนน ความสมั พนั ธร ะหวา งการมองเหน็ สแี ละแสงไปพรอ มกนั
ทำใหเกิดความรูสึกสั่นไหวของแสงสีและบรรยากาศอยาง
แทจ รงิ ภาพท่ีปรากฏจะไมมีความคมชดั ใชเทคนคิ การแรเงา
แบบฝนเสนใหเกดิ นำ้ หนักและมิติภายในผลงาน
Study of Une Baignade
เทคนิคการวาดเสน (ค.ศ. 1885)
เปนผลงานการวาดเสน โดยใชเทคนิคการแรเงาแบบ
ฝนเสนใหเกิดน้ำหนักและมิติภายในภาพ โดยยึดตาม
หลักทฤษฎที างฟส กิ สที่วา “แสงคอื อนุภาคของสี”
หนงั สือเรยี น รายวชิ าพื้นฐาน ทัศนศิลป ม. 4–6 33
ฝก ฝนงานศิลป
1. วเิ คราะหก ารเลือกใชเทคนคิ ในการแสดงออกทางทัศนศิลปข องศลิ ปน แลว สรุปเปน รายงาน
2. สรางสรรคผลงานทัศนศิลป 1 ผลงาน โดยนำเทคนคิ ในการแสดงออกทางทศั นศิลปของศลิ ปน
ไทยหรอื สากลทีช่ ่ืนชอบมาประยุกตใชกบั ผลงานของตนเอง
5.2 การประยุกตใชเทคนิคการแสดงออกทางทัศนศิลปของศิลปน
กับผลงานของตนเอง
การประยุกตใชŒ หมายถึง การพัฒนาและการปรับใช ซึ่งตางจากการลอกเลียนที่เนน
ความเหมือนตน แบบ การแสดงออกทางทศั นศลิ ปของศลิ ปน จากรุน กอนสูรนุ หลังหรือจากอดีตถึง
ปจจุบันตางมีการศึกษาและเรียนรูสืบทอดกันมา โดยศึกษาจากจุดเดนของผลงานท้ังเร่ืองสี
เรื่องเสน เทคนิคตา ง ๆ ตลอดจนการจดั ภาพทีแ่ ปลกและสะดุดตา ซ่งึ สิง่ ตา ง ๆ เหลานลี้ วนดงึ ดูด
ความสนใจ ใหเ กดิ การเรยี นรทู จี่ ะนำเอาวธิ กี ารตา ง ๆ เหลา น้นั มาปรบั ใชกบั ผลงานของตนเองตาม
ความถนัดและความสนใจ
• ตัวอย‹างภาพการประยกุ ตใชŒเทคนคิ ต‹าง ๆ ของศลิ ปน
ภาพการประยกุ ตใชŒจดุ เบง‹ บาน
เทคนคิ สีอะครลิ กิ บนผาใบ (ค.ศ. 1887) เทคนิคสอี ะครลิ ิกบนผา ใบ (พ.ศ. 2554)
ผลงานของชอรช เซอรา (Georges Seurat)
ผลงานของกฤษณุ ตระกูลทองอยู
เปน การประยกุ ตใ ชจ ุดในการสรา งสรรคงานทศั นศิลป
ฝกฝนงานศลิ ป
สรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ป 1 ผลงาน โดยประยกุ ตใ ชเ ทคนคิ การแสดงออกทางทศั นศลิ ปข องศลิ ปน
ท่สี นใจกับผลงานของตนเอง
34 หนังสือเรียน รายวิชาพนื้ ฐาน ทัศนศิลป ม. 4–6
สรุป 1.1 จุดกับงานทศั นศลิ ปŠ เชน เพือ่ แสดงความงามของรูปและมิติ เพ่อื แสดงตำแหนง
รวมสายตาของภาพ เปน ตน
1.2 เสŒนกับงานทัศนศลิ ปŠ เชน
เพอื่ การรา งภาพและออกแบบผลงานศลิ ปะ เพอ่ื ใหค วามรสู กึ
ดานมิติ เปน ตน
ประกอบ 1.3 รูปร‹าง รูปทรงกับงานทศั นศิลปŠ เชน เพ่ือนำมาใชเปนส่ือแสดงรูปลักษณะที่ตองการ
1. ทัศนธาตุ ดว ย ถา ยทอด เปนตน
1.4 แสงเงากับงานทศั นศลิ ปŠ เชน เพือ่ แสดงอารมณและความรูสกึ ของผลงาน เปน ตน
1.5 สกี บั งานทัศนศลิ ปŠ เชน เพอื่ แสดงความงามและความแตกตา งของรูป เพ่ือแสดงมติ ิ
ความตืน้ ลกึ ของผลงาน เปน ตน
1.6 ทวี่ ‹างกับงานทศั นศิลปŠ เชน เพื่อจัดพื้นท่ี เพื่อเสริมสรางความชัดเจนของรูปและมิติ
หลกั การ เกยี่ วกบั เปนตน
ทางทศั นศิลป 1.7 พืน้ ผวิ กับงานทศั นศลิ ปŠ เชน เพ่ือใหเกิดความงามที่แตกตาง ใชลวงตาเพื่อเสริมสราง
มิตแิ ละขนาด เปน ตน
2.1 ประวัติความเปนมา เชน มนษุ ยส ามารถออกแบบสงิ่ ของเครอื่ งใชม า
ของการออกแบบ นานกวา 6,000 ป
3. ศัพทท างทศั น 2. การออกแบบ ไดแ ก 2.2 ความหมายของ เชน การสรางสรรคส่ิงใหมห รือการ
ศิลปŠ การออกแบบ ดัดแปลงสงิ่ เกา
2.3 ลกั ษณะของการ เชน สือ่ ความหมายไดง าย มคี วามประณีต
ออกแบบ สวยงาม เปนตน
3.1 จุดประสงคของ
งานทัศนศิลปŠ 2.4 ประเภทของการ ไดแก การออกแบบตกแตง การออกแบบ
1) วิจิตรศลิ ปŠ งานทัศนศิลป ออกแบบ พาณิชยศิลป การออกแบบผลิตภณั ฑ
ท่สี รา งสรรคข ึน้ เพ่อื ความ การออกแบบนิเทศศิลป การออกแบบ
งดงาม แสดงสนุ ทรยี ภาพ สถาปตยกรรม
มากกวาประโยชนใ ชส อย 2.5 หลักการออกแบบ ไดแก เอกภาพ ความสมดลุ จุดเดน
ความกลมกลนื การซำ้ ความขดั แยง
2) ศลิ ปะประยกุ ต งานทศั นศลิ ป จังหวะ สัดสวน
ท่ีสรา งสรรคข้ึนโดยมีจดุ 4. วัสดุ อุปกรณท ่ใี ชŒในการ ไดแ ก 4.1 ดนิ สอ เชน ดนิ สอดำ ดินสอสี เปนตน
มุง หมายแสดงความงาม แสดงออกทางทัศนศลิ ปŠ
รวมกับประโยชนใชสอย 4.2 สี เชน สีชอลก สนี ำ้ เปน ตน
3.2 เน้ือหาของงาน 4.3 พก‹ู นั ไดแก พกู นั กลม พูกันแบน
ทัศนศิลปŠ
ไดแ ก ชนดิ ขนออ น ชนดิ ขนแขง็
1) ประเภทเนอ้ื หาของงานทศั น- 5. เทคนิคของศิลปน ในการ 4.4 แปรง
ศิลปŠ ไดแก เนอื้ หาภายใน แสดงออกทางทศั นศิลปŠ 4.5 เกรียง ไดแ ก ชนดิ ปลายแหลม
และเน้อื หาภายนอก 4.6 ดิน ชนดิ ปลายมน
ไดแก ดนิ เหนยี ว ดนิ นำ้ มนั
2) ลกั ษณะเนือ้ หาของงานทศั น-
ศลิ ปŠ ไดแ ก เนือ้ หาเก่ียวกับ
ความเชือ่ บคุ คล ธรรมชาติ
สังคม อารมณ ไดแ ก 4.7 เครอื่ งมอื ปน˜ ไดแก ชนดิ ทำดว ยไม
ชนิดทำดว ยโลหะ
ชนิดทำดวย
5.1 เทคนคิ ทแ่ี สดงออกทางทศั น 5.2 การประยุกตใชŒเทคนิคการ ไมผสมโลหะ
ศลิ ปขŠ องศลิ ปนแต‹ละคน แสดงออกทางทัศนศิลปŠของ
เชน ศิลปนกับผลงานของตนเอง
ถวัลย ดัชนี
ชอรช เซอรา เปน ตน เชน การประยกุ ตใชจดุ ของชอรช เซอรา เปน ตน
หนงั สือเรียน รายวิชาพนื้ ฐาน ทัศนศลิ ป ม. 4–6 35
กิจกรรมเสนอแนะ
1. สรางสรรคผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม หรือภาพพิมพ ถายทอดเร่ืองราวตาม
จินตนาการและความคิดสรางสรรค โดยใชทศั นธาตตุ าง ๆ ตามความสนใจ
2. สรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ป โดยประยกุ ตใ ชเ ทคนคิ การแสดงออกทางทศั นศลิ ปข องศลิ ปน
ท่ีชนื่ ชอบกับผลงานของตนเอง แลว นำเสนอผลงานหนา ชนั้ เรียน
โครงงาน
เลือกปฏิบัติโครงงานตอไปนี้ตามความสนใจ หรือคิดโครงงานขึ้นเองโดยขอคำแนะนำจาก
อาจารย แลว ปฏิบตั ติ ามขน้ั ตอนการทำโครงงาน
1. โครงงานศึกษาวเิ คราะหการใชทศั นธาตุเพ่อื ส่อื ความหมายในงานทศั นศลิ ปต า ง ๆ
2. โครงงานรวบรวมศพั ททางทศั นศลิ ป
การประยกุ ตใชในชีวติ ประจาํ วนั
• สามารถนำความรมู าใชใ นการกำหนดจดุ ประสงคแ ละเนอ้ื หาในการสรา งสรรคผ ลงานทศั น-
ศิลป เชน การกำหนดเนื้อหาของงานออกแบบตกแตงฝาผนงั หอ งนอน ออกแบบตกแตง เวทีการ
แสดงเนอื่ งในกิจกรรมตาง ๆ ของโรงเรยี น เปน ตน
• สามารถนำความรเู กยี่ วกบั ศพั ทท างทศั นศลิ ปไ ปใชใ นการบรรยายหรอื อธบิ ายใหบ คุ คลท่ี
สนใจฟงได
คําถามทบทวน
1. หลักการออกแบบประกอบดวยอะไรบาง
2. ทศั นธาตุกบั ทศั นศลิ ปเกย่ี วขอ งกนั อยา งไร
3. ศลิ ปะประยุกตหมายถึงอะไร แบงเปนกี่ประเภท อะไรบาง
4. เนื้อหาของงานทัศนศิลปมีกี่ประเภท อะไรบา ง
5. ลักษณะเนอื้ หาของงานทัศนศลิ ปม กี เ่ี นื้อหา อะไรบา ง
6. พูกันชนดิ ใดเหมาะสำหรับนำมาใชใ นการระบายสนี ้ำมัน
7. ถวัลย ดชั นี มีเทคนคิ การแสดงออกทางทศั นศิลปอ ยางไร
8. ชอรช เซอรา มเี ทคนคิ การแสดงออกทางทศั นศิลปอยางไร