The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Naus, 2022-10-30 16:32:48

สุดปังด้วยไม้มงคล

ไม้มงคล

วิ ธี ก า ร ดู แ ล รั ก ษ า

แสง ต้นแก้วต้องการแดดจัดมาก จึงเหมาะกับการปลูกกลางแจ้งที่ได้รับแดดตลอดทั้งว
น้ำ ในช่วงแรกที่ลงปลูกสามารถรดน้ำวันละครั้งได้ แต่ต่อไปควรรดน้ำแค่ 4-5 วันต่อครั้งเท่านั้ น
ดิน ควรเป็นดินร่วนซุย หรือจะเป็นดินร่วนปนทรายก็ได้
ปุ๋ย ปกติแล้วต้นแก้วค่อนข้างทนทาน จะไม่ใส่ปุ๋ยเลยก็ได้ แต่ถ้าอยากให้ออกดอกสม่ำเสมอควร
ใส่ปุ๋ยคอกปีละ 3-4 ครั้ง

ประโยชน์ และสรรพคุณของต้นแก้ว

ต้นทรงพุ่มหนา และดอกมีกลิ่นหอม เป็นไม้ประดับตามบ้านได้ ช่วยให้เกิดความร่มรื่นและสวยงาม

ดอก นอกจากกลิ่นที่ช่วยทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายแล้ว ก็ยังสามารถนำมาใช้แก้อาการวิง
เ วี ย น ศี ร ษ ะ กั บ ล ด อ า ก า ร ไ อ ไ ด้
ใบ ช่วยลดอาการปวดเนื่ องจากกล้ามเนื้ ออักเสบ ช่วยขับลม แก้ท้องเสีย และลดผดผื่นคันได้
ราก นิ ยมบดให้ละเอียดเพื่อพอกแผลสด ใช้ช่วยขับลม และบรรเทาอาการบิด

หน้า 49


Fertilifeปุ๋ยเฟอร์ติไลฟ์

สำห#รเับฟคอนร์ตรัิกไลต้ฟน์ไขม้อทงี่ดตี้ยอ์งต่บออใจกต่อ

เฟอร์ติไลฟ์ คือ ปุ๋ย N-P-K สูตร 14-13-13 เป็นธาตุอาหารหลักที่จำเป็นต่อพืช
ถูกนำมาพัฒนาในรูปแบบของ

ปุ๋ย controlled release หรือ ปุ๋ยที่มีการควบคุมการปลดปล่อยของธาตุอาหา
อย่างต่อเนื่อง





สนใจสอบถามรายละเอียด
Line ID: @fertilife
Facebook: fertilife
IG: fertilife.official


สวนนงนุชพัทยา
สวนนงนุชพัทยา
สถานที่ท่องเที่ยวเพื่อทุกคนในครอบครัว
มีสวนสวย มากกว่า 40 โซน ในเนื้อที่ 1,700 ไร่
สามารถนั่งรถชมสวนแบบชิลล์ๆได้ ฝนตกหรือ
แดดออกก็สามารถเดินชมสวนบนสกายวอร์ค
สัมผัสบรรยากาศในรูปใหม่ประทับใจไม่มีวันลืม




โปรโมชั่นสุดพิเศษ!!


สำหรับคนไทยเท่านั้น!!

ตลอดเดือน ตุลาคม 65
ซื้อ 1 ฟรี 1 ราคา เพียง 300 บาท เท่านั้น
!!พิเศษ!! การแแสสนดรูง้ เนพีงยนุงชโ1
ช0ว0์แบลาะทการแสดงช้าง

สามารถชมได้ 2 รอบ ทุกวัน


ต้ น โ ก ส น

หลายคนทราบดีว่าเป็นไม้มงคล นิ ยมปลูกไว้เพื่อประดับหรือใช้ตกแต่งสวนให้ดูสวยงาม ซึ่งต้นไม้
ชนิ ดนี้ มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน และขึ้นชื่อว่าเป็นไม้มงคล นอกจากจะนิ ยมปลูกไว้เพื่อ
ความเป็นสิริมงคลแล้ว ใบของโกสนยังมีสรรพคุณทางยารักษาโรคได้อีกด้วย ในขณะที่ใบอ่อนข
องโกสนก็สามารถนำมารับประทานหรือนำไปประกอบอาหารได้ เนื่ องจากมีรสหวาน สามารถใช้
ประกอบอาหารได้หลายเมนู เช่น ชุบแป้งทอด แกง ผัด และต้มจิ้มกับน้ำพริก เป็นต้น

ต้นโกสน มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า “Codiaeum variegatum”
ชื่อสามัญของต้นโกสน คือ “Croton, Variegated Laurel, Garden Croton”
ต้นโกสน จัดอยู่ในวงศ์ของ “Euphorbiaceae”

หน้า 50


ค ว า ม เ ชื่ อ ข อ ง ค น ไ ท ย กั บ ก า ร ป ลู ก ต้ น โ ก ส น

ต้นโกสน มีความเชื่อว่าเป็นต้นไม้มงคล เนื่ องจากชื่อมีคำพ้องกับคำว่า “กุศล” คนไทยเชื่อว่าจะ

ช่วยสร้างบุญกุศล หรือสร้างคุณงามความดีเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปลูกและคนในครอบครัว นิ ยม
ปลูกไว้เป็นต้นไม้ประจำบ้านเพื่อประดับบุญบารมี และทำให้ชีวิตมีความสุข คอยปกป้องคุ้มครอง
ภัยอันตรายทั้งปวง คนสมัยโบราณมีความเชื่อว่าต้นโกสนเป็นต้นไม้ที่เก่าแก่ อยู่คู่บ้านคู่เมืองมา
ยาวนาน โกสน มีถิ่นกำเนิ ดอยู่ทางอินเดียตอนใต้ ศรีรังกา โดยรัชกาลที่ 5 ทรงนำเข้ามาปลูกใน
ประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยในสมัยนั้ นจะปลูกไว้ในพระราชวัง บ้านขุนนาง และวัดหลวง เพื่อ
ใ ห้ เ กิ ด ค ว า ม ร่ ว ม เ ย็ น เ ป็ น สุ ข ต ล อ ด ม า

เพื่อความเป็นสิริมงคล คนไทยเชื่อว่าตำแหน่ งในการปลูกนั้ น สำคัญมาก โดยควรปลูกไว้ทางทิศ
ตะวันออก ผู้ปลูกต้องเกิดในวันอังควร เนื่ องจากคนโบราณเชื่อว่าหากจะปลูกต้นไม้เอาคุณ ผู้
ปลูกจะต้องเกิดในวันอังควรจึงจะส่งผลดี โกสนเป็นต้นไม้ที่นิ ยมปลูกเป็นอย่างมากในปัจจุบัน
นอกจากจะเป็นการสร้างสิริมงคลให้แก่ชีวิตแล้ว ยังสามารถนำมาตกแต่งหรือประดับสวนให้ดู
สวยงามได้อีกด้วย เพราะว่าโกสนจะมีความโดดเด่นตรงที่สีของใบและดอก นั่ นเอง

หน้า 51


ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ต้ น โ ก ส น

ต้น เป็นไม้ยืนต้น ประเภทไม้พุ่มขนาดย่อม
ลำต้นโตเต็มที่จะมีความสูงประมาณ 3-5 เมตร
ผิวของลำต้นสีน้ำตาลปนสีเทา ลำต้นตรง ผิว
ขรุขระ แตกกิ่งก้านสาขาออกเป็นพุ่ม
ใบ ลักษณะเป็นใบเดี่ยว โคนใบรูปลิ่ม ปลายใบ
แหลม ขอบใบเรียบ เนื้ อของใบคล้ายกับ
กระดาษ การเรียงตัวของเส้นใบมีรูปร่างคล้าย
แหแบบขนนก ใบรูปขอบขนาน ส่วนสีของใบนั้ น
จะมีหลายสีตามแต่ละสายพันธุ์ เช่น สีเหลือง
แดง เขียว เป็นต้น
ดอก โกสนจะออกดอกเป็นช่อแบบกระจะ ดอก
สมมาตรด้านข้าง วงกลีบดอกเชื่อมติดกัน สี
ของกลีบดอกคือสีม่วง ประกอบไปด้วยกลีบ
เลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ เกสรตัวเมีย 1
อัน และเกสรตัวผู้ 1 อัน
ผล ลักษณะผลของต้นโกสน จะมีผลแห้ง หาก
ผลแก่จะแตกออกตามรอยประสาน ผลสุกจะมี
สีม่วง ขนาดของผลประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร
ภายในผลมีเมล็ดเป็นกระ 2 เมล็ด สีน้ำตาล

ส ร ร พ คุ ณ ข อ ง ใ บ โ ก ส น


ใบของโกสน มีสรรพคุณทางยารักษาโรคได้

โดยรสชาติของใบแก่จะมีรสเฝื่ อน สามารถนำ
มาโขลกพอกท้องเด็กเล็ก แก้อาการท้องอืด
นอกจากนั้ นยังสามารถนำมาต้นดื่มเป็นยา
รักษาโรคทางเดินปัสสาวะได้อีกด้วย ข้อแนะนำ
ให้ใช้ใบสดประมาณ 10-15 ใบ มาโขลกให้
ละเอียด จากนั้ นนำมาผสมกับเหล้าเล็กน้ อย
ก่อนพอกหรือทาลงไปบริเวณท้องเด็ก รวมไป
ถึงมีสรรพคุณแก้ร้อนใน แก้กระหายน้ำ โดยใน
ปั จ จุ บั น มี ก า ร ค้ น พ บ ว่ า ต้ น โ ก ส น ช่ ว ย ดู ด ม ล พิ ษ
ทางอากาศ ทำให้กาศสดชื่นได้

หน้า 52


วิ ธี ก า ร ดู แ ล รั ก ษ า




โกสน เป็นต้นไม้ที่ชอบแสงแดดอ่อนๆ ไปจนถึงแสงแดดร้อนจัด หรือควรปลูกไว้กลางแจ้ง


เนื่ องจากโกสนดูแลไม่ยากสามารถทนต่อสภาพอากาศในประเทศไทยของเราได้ดี ส่ ว น น้ำ ก็

ต้องการพอปานกลาง ช่วงเริ่มแรกในการปลูกลงดิน ไม่จำเป็นต้องรดน้ำทุกวัน โดยสามารถ

รดน้ำวันเว้นวัน หรือ 2 วัน รดน้ำ 1 ครั้ง ก็ทำได้ สำหรับการให้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ควรให้ใน

อัตราส่วน 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น และใส่ปีละ 5-6 ครั้ง เรื่องของโรคภัยไม่ค่อยมีปัญหา อย่างที่บอก

ว่าต้นโกสนสามารถทนต่อสภาพอากาศได้ดี รวมถึงสามารถต้านทานโรคได้ดีเช่นเดียวกัน แต่ให้

ระวังแมลงจำพวกเพลี้ยแป้งแทน วิธีการป้องกันแมลงเพลี้ยแป้ง คือ การใช้ยากำจัด เช่น ใช้ยา

ไดอาซินอน สำหรับอัตราการใช้และคำแนะนำ ให้ศึกษาจากฉลากตามที่ระบุไว้ หรือรักษาความ

สะอาดบริเวณรอบๆ แปลงปลูก

โกสน ต้นไม้มงคล ที่เป็นได้มากกว่าไม้ประดับตกแต่งสวนหรือตกแต่งภายในอาคารบ้านเรือน
เนื่ องจากเป็นต้นไม้ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานและมีความน่ าสนใจ รวมไปถึงสรรพคุณทาง
ยาที่โดดเด่น ถูกใช้ประโยชน์ มาตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงปัจจุบัน และทั้งหมดนี้ ก็คือ เรื่องราวที่
น่ าสนใจ และข้อมูลสาระน่ ารู้เกี่ยวกับต้นโกสน ไม้มงคลที่ได้รับความนิ ยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน
ที่สำคัญยังปลูกและดูแลได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก หากใครต้องการปลูกต้นโกสนสามารถหาซื้อได้จาก
ร้านขายพันธุ์ไม้ทั่วไป หรืองานเกษตรประจำจังหวัด

หน้า 53


ต้ น ต ะ แ บ ก


ตะแบกจัดเป็นไม้ประดับและไม้มงคล ด้วยช่อดอกมีมักสีม่วงอมชมพูขนาดใหญ่ ฤดูดอกบานมี

ความสวยงาม ทั้งยังสามารถให้ร่มเงาได้ดี นอกจากนี้ ชื่อของต้นตะแบกยังมีคำว่า “แบก” อัน
หมายความเกี่ยวกับการแบกรับไม่ให้ตกต่ำ หรือช่วยแบกรับภาระ ตะแบกจึงได้รับความเชื่อที่ว่า
เป็นไม้ที่ช่วยค้ำจุนครอบครัวให้ร่มเย็น นิ ยมปลูกเพื่อประดับบ้านและสวน ริมถนน ทางเดิน ริม
บ่ อ น้ำ

ตามความเชื่อแต่โบราณ บ้านใดปลูกตะแบกไว้ประจำบ้านจะมีฐานะที่สูงขึ้นและมั่นคง สุขภาพ
แข็งแรง เพราะคำว่า “แบก” หมายถึงการแบกไว้ไม่ให้ตก สามารถยกขึ้นไว้สูง ไม่ให้ตกต่ำ ดัง
นั้ นตะแบกจึงแฝงด้วยความหมายของความแข็งแรงและแข็งแกร่งมากเหมือนกับหิน นอกจาก
นี้ ตะแบกยังอยู่ในวงศ์เดียวกับเสลา (อินทรชิต) และอินทนิ ลน้ำ เรียกได้ว่าเป็นแฝดสามที่แยก
กันยาก มองด้วยตาเปล่าแยกความแตกต่างแทบไม่ออก คนโบราณบางคนจึงเรียกตะแบกว่า
อินทนิ ล อันหมายถึงพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ มีอิทธิฤทธิ์มาก ช่วยคุ้มครองปวงชนทั้งโลก
ต ะ แ บ ก จึ ง เ ป็ น ไ ม้ ม ง ค ล น า ม

หน้า 54


ค ว ร ป ลู ก บ ริ เ ว ณ ใ ด ข อ ง บ้ า น



เชื่อกันว่าเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้าน ควรปลูกตะแบกไว้ทางทิศตะวันออกเฉี ยงเหนื อ และควรปลูก
ในวันเสาร์อันเป็นวันที่ใช้ปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไป นอกจากนี้ หากต้องการให้เป็นสิริมงคลยิ่งขึ้น
ผู้ ป ลู ก ค ว ร เ ป็ น ผู้ ใ ห ญ่ ที่ ค ว ร แ ก่ ก า ร เ ค า ร พ นั บ ถื อ ทั้ ง ยั ง เ ป็ น ผู้ ป ร ะ ก อ บ คุ ณ ง า ม ค ว า ม ดี อี ก ด้ ว ย

ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ต้ น ต ะ แ บ ก

ตะแบกเป็นไม้เนื้ อแข็งสีเทา หรือสีน้ำตาลอมเทา เสี้ยนตรง เนื้ อไม้ละเอียดปานกลาง จัดเป็นไม้
ยืนต้นประเภทผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลักษณะของลำต้น มีความสูงประมาณ 15 – 30
เมตร แตกแขนงบนเรือนยอด ทรงพุ่มเป็นรูประฆัง กิ่งแตกแขนงจำนวนปานกลาง โคนต้นเป็น
พูพอนสูงและเป็นร่องลึกล้อมรอบลำต้น ยาวสูงจนถึงกลางลำต้น

หน้า 55


วิ ธี ก า ร ป ลู ก


ตะแบกปลูกได้ด้วยการเพาะเมล็ด โดยนำเมล็ดจากผลที่แห้งหรือผลที่ปริแตกแล้วมาเพาะ หลัง

การเพาะ 20 วัน เมล็ดจะเริ่มงอก ให้ดูแลต่อจนอายุ 3 – 4 เดือน หลังเมล็ดงอก หรือเมื่อต้นกล้า
สูงประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร จึงย้ายปลูกลงดิน หลุมปลูกควรมีขนาดประมาณ 50 x 50 x
50 ลูกบาศก์เซนติเมตร อัตราส่วนผสมของปุ๋ยคอก (หรือปุ๋ยหมัก) ต่อดินร่วนเป็น 1 : 2 แต่ละต้น
ค ว ร เ ว้ น ร ะ ย ะ ห่ า ง ที่ เ ห ม า ะ ส ม

วิ ธี ก า ร ดู แ ล


แสง ตะแบกชอบแดดจัดตลอดวัน หรือกลาง

แจ้ง บริเวณปลูกไม่ควรมีสิ่งบดบัง
น้ำ ไม่ต้องการน้ำมาก รดน้ำ 5 – 7 วันต่อ
1 ครั้งเป็นปริมาณที่เหมาะสม
ดิน ควรร่วนซุย มีความชื้นปานกลางถึงสูง
มี อิ น ท รี ย วั ต ถุ สู ง
ปุ๋ย ถ้าใช้ปุ๋ยคอกหรือหมัก อัตราส่วนต่อดิน
ประมาณ 2 : 3 กิโลกรัมต่อต้น ควรใส่ปีละ
4 – 5 ครั้ง ถ้าใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 15 – 15 – 15
อัตรา 200 – 300 กรัมต่อต้น ใส่ปีละ 3 – 4
ค รั้ ง

หน้า 56


ประโยชน์ หรือสรรพคุณอื่นๆ



เปลือกของตะแบกมีสรรพคุณเป็นยาแก้ลงแดง หรือใช้ปรุงเป็นยาแก้บิดและมูกเลือดได้ ขอนดอก
เป็นยาบำรุงหัวใจ ปอด ตับ ทารกในครรภ์ ทั้งยังใช้เป็นยากแก้ลมกองละเอียดอย่างอาการหน้ า
มืด ตาลาย ใจสั่น ได้ นอกจากนี้ ยังใช้เป็นยาแก้ไข้ร้อน แก้เหงื่อ แก้เสมหะ ไม้ตะแบกนิ ยมใช้ทำสิ่ง
ปลูกสร้าง เนื่ องจากตกแต่งได้ง่าย ขัดเงาได้ดี ยังสามารถใช้ทำถ่านเชื้อเพลิงได้อย่างดี ตะแบก
เ มื่ อ ยั ง เ ป็ น ต้ น ใ ห้ ร่ ม เ ง า แ ล ะ ฟ อ ก อ า ก า ศ ไ ด้ ม า ก

หน้า 57


ต้ น เ ข็ ม


ด้ ว ย ค ว า ม เ ชื่ อ ข อ ง ค น ไ ท ย โ บ ร า ณ ส มั ย ก่ อ น มี ค ว า ม เ ชื่ อ ว่ า ห า ก บ้ า น ไ ห น ที่ ป ลู ก ต้ น เ ข็ ม จ ะ ทำ ใ ห้ ค น ใ น

บ้ า น มี ค ว า ม เ ฉ ลี ย ว ฉ ล า ด เ พ ร า ะ เ ร า มั ก จ ะ เ ป รี ย บ เ ที ย บ ด อ ก เ ข็ ม เ ป็ น เ ห มื อ น เ ข็ ม ที่ มี ค ว า ม แ ห ล ม ค ม
เหมือนคนที่มีปัญญาเฉี ยบแหลม และด้วยความหมายนี้ คนไทยจึงได้นำต้นดอกเข็มไปเป็นดอกไม้
ประดับในพานไหว้ครูในพิธีไหว้ครูเพื่อสื่อความหมายของคำว่านักปราชญ์ ที่แสดงออกมาถึง
ความเฉลียวฉลาด และยังนิ ยมมาประกอบพิธีมงคล บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเสริมความเป็นมงคล
ใ ห้ กั บ ตั ว เ อ ง

นิ ยมปลูกในบริเวณไหนของบ้าน


เป็นต้นไม้ที่มีขนาดเล็ก เป็นพรรณไม้ยืนพุ่มลำต้นสูงประมาณ 3-5 ฟุ ต การเลือกบริเวณที่ปลูก

ต้นดอกเข็มนั้ น หากจะทำการปลูกเพื่อที่จะเสริมความเป็นสิริมงคลแก่คนในบ้านและผู้อาศัยควร
จะปลูกต้นเข็มไว้ในทิศทางตะวันออก จะช่วยในการเสริมดวงได้ดีมากและจะให้ดีมากขึ้นยังมี
ความเชื่ออีกว่าหากต้องปลูกต้นที่มีดอกไม้สีสวยงาม ควรนำมาปลูกในวันพุธเพราะจะช่วยเสริม
ความเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากปลูกเพื่อความสวยงามคนส่วนใหญ่จะนิ ยมปลูกกัน
ภ า ย ใ น บ้ า น ห รื อ ต า ม แ น ว รั้ ว เ พื่ อ ค ว า ม ส ว ย ง า ม

หน้า 58


ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ต้ น เ ข็ ม

ต้น เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นสูงประมาณ3-5ฟุ ต จะแตกกิ่งสาขาออกเป็นพุ่ม

ใบ ใบของดอกเข็มมีขนาดแข็งและเล็กมีลักษณะเป็นมนรีปลายใบมีความแหลม
ดอก ดอกจะออกดอกเป็นช่อใหญ่จะออกตรงบริเวณส่วนกลางของยอดต้นแต่ละช่อจะประกอบด้วย
ดอกขนาดเล็กเป็นหลอดตรงปลาย มีกลีบอยู่ 4-5กรีบ ลักษณะสีของดอกจะมีความแตกต่างกันไป
ฝักหรือผล เป็นผลกลมสีเขียวเมื่อแก่จะเป็นสีดำ มีรสชาติหวาน

วิ ธี ก า ร ป ลู ก ต้ น ด อ ก เ ข็ ม

วิธีปลูกต้นเข็มสามารถปลูกได้ 2 วิธี


1. การปลูกในกระถางเพื่อใช้ประดับภายนอกอาคาร ควรจะใช้กระถางที่มีความสูงเป็นอย่าง
น้ อย 8-12 นิ้ วเผื่อกิ่งก้านดอกเข็มจะแผ่ออกแล้วใช้ดินร่วนผสมกับดินปลูก ในอัตราส่วน 1:1:1
และต้องเปลี่ยนกระถางปีละครั้งถึง 2 ครั้งหากพุ่มไม้ไม้มีการขยายขนาดออกหรือโตขึ้นและ
เ พื่ อ ทำ ก า ร เ ป ลี่ ย น ดิ น ใ น ก า ร ป ลู ก ใ ห ม่ แ ท น ดิ น ที่ เ สื่ อ ม ส ภ า พ ไ ป
2. การปลูกในแปลง ปลูกเพื่อนำมาประดับบริเวณนอกอาคาร หรือบริเวณสวน นิ ยมปลูกเป็นก

ลุ่มหรือพุ่มตามบริเวณแนวรั้วบ้าน สามารถตกแต่งกิ่งได้ตามสบายและความเหมาะสม ขนาด
ของหลุมที่จะนำมาปลูกอยู่ที่ 30*30*30 เซนติเมตร ปุ๋ยที่นิ ยมนำมาใช้ในการปลูกจะเป็นปุ๋น
คอก หรือ ปุ๋ยหมักผสมเข้ากับดินร่วนในอัตรา 1:2 ของการผสมดินปลูก

หน้า 59


วิ ธี ก า ร ดู แ ล ต้ น ด อ ก เ ข็ ม


แสง ต้นดอกเข็มเป็นต้นที่ชอบแสงแดดมากควรปลูกในบริเวณที่แจ้ง หรือบริเวณที่มีแดดจัดๆ

น้ำ ปริมาณน้ำที่ต้นดอกเข็มต้องการคือต้องการน้ำในปริมาณปานกลาง เพราะต้นดอกเข็มนั้ นมี
ความสามารถในการทนความแห้งแล้งได้ การให้น้ำควรให้ 3-5 วันต่อครั้ง
ดิน ดินที่นิ ยมนำมาปลูกจะเป็นดินร่วน หรือดินร่วนปนทรายที่มีความชุ่มชื้น
ปุ๋ย จะเป็นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักก็ได้ ควรใส่ในอัตรา 0.5-1 กิโลกรัมต่อต้น และควรใส่ 5-6 ครั้ง
ต่อปีการขยายพันธ์การขยายพันธ์มีมทั้งการเพาะเมล็ดและการปักชำกิ่ง วิธีที่ได้รับความนิ ยมมาก
จะเป็นการปักชำและการตอนโรคและแมลง ต้นดอกเข็มจะไม่ค่อยพบปัญหาในเรื่องของโรคและ
แ ม ล ง ม า ก ว น ใ จ เ พ ร า ะ เ ป็ น ต้ น ที่ ท น ท า น ต่ อ โ ร ค แ ล ะ แ ม ล ง ไ ด้ ดี

ประโยชน์ และสรรพคุณ

ท า ง ย า ข อ ง ต้ น เ ข็ ม


บำ รุ ง ธ า ตุ ไ ฟ

ราก แก้เสมหะ เลือดกำเดาไหล


แก้ตาพิการ บรรเทาอาการบวม

ใบ ช่วยในการฆ่าพยาธิ

ดอก แก้โรคตา นำไปกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

หน้า 60


จำ ป า

จำปา คือ ต้นไม้ชนิ ดหนึ่ งที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ไม้โตเร็ว สามารถสร้างรายได้มหาศาลแก่ผู้
ปลูก ปัจจุบันนิ ยมปลูกเพื่อขาย นำมาแปรรูปใช้ประโยชน์ ได้หลากหลาย ต้นจำปา มีเนื้ อไม้สีทอง
และมีระยะเวลาในการให้ผลตอบแทนหรือมีจุดคุ้มทุนในระยะสั้น ลำต้นตรง กิ่งน้ อย แต่มีเนื้ อไม้ที่
สามารถนำมาแปรรูปต่อต้นสูง วันนี้ เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับต้นจำปากันให้มากขึ้น

ต้นจำปา มีถิ่นกำเนิ ดอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน มาเลเซีย อินเดีย มาเลเซีย อินโดนี เซีย และ
ประเทศไทยของเราเอง ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชเรียกว่า ต้นจำปา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เรียกว่า ต้นนจำปาป่า ภาคเหนื อเรียกว่า จุมปา หรือ จุ๋มป๋า ต้นจำปา นอกจากจะนิ ยมนำเนื้ อไม้
ไปแปรรูปใช้ประโยชน์ แล้ว ต้นจำปายังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรไทยอีกด้วย

หน้า 61


ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ต้ น จำ ป า



จำปาเป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดสูง โดยมีความสูงประมาณ 15-30 เมตร ลำต้นตั้งตรง เปลา มีลักษณะ


เป็นทรงพุ่ม เรือนยอดทรงปิรามิด ขนาดพุ่มประมาณ 4-5 เมตร สูงโปร่งคล้ายรูปกรวยคว่ำ สำหรับ

ในประเทศไทยของเรามักพบได้ทั่วไป ในป่าดงดิบ โดยเฉพาะทางภาคใต้และภาคเหนื อ

ต้ น จำ ป า กั บ ค ว า ม เ ชื่ อ ข อ ง ค น ไ ท ย

ต้นจำปาเป็นต้นไม้มงคล โดยเฉพาะสีของเนื้ อไม้ที่มีสีเหลืองทอง คนไทยจึงเชื่อว่าหากปลูกต้นจำปา
ไว้ จะช่วยเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ตัวผู้ปลูก หรือบุคคลในครอบครัว ในอีกแง่มุมหนึ่ ง คำ
ว่า “ปา” หมายถึง การทิ้งขว้าง คนไทยบางกลุ่มอาจไม่นิ ยมปลูก ในขณะที่ชาวฮินดูเชื่อว่าเป็นต้นไม้
ศักดิ์สิทธิ์ นิ ยมนำดอกจำปาไปบูชาเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพระสงฆ์

หน้า 62


ประโยชน์ ของต้นจำปา



ต้นจำปา ตามที่เราได้กล่าวไปแล้วในข้างต้น คือ
นิ ยมปลูกเพื่อการค้า เนื่ องจากเป็นไม้ที่มีคุณค่า
ทางเศรษฐกิจ เนื้ อไม้มีสีสวย แข็งแรง ทนทาน
สามารถนำมาแปรรูปใช้ประโยชน์ ได้หลากหลาย

ส ร ร พ คุ ณ ข อ ง ต้ น จำ ป า



ราก มีสรรพคุณช่วยขับของเสียออกจากโลหิต
เปลือก มีสรรพคุณเป็นยาถ่าย ทำให้เลือดลม
ไหลเวียนดีขึ้น ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ
นอกจากนั้ นยังช่วยรักษาอาการปวดตามข้อ
ก ร ะ ดู ก
เนื้ อไม้ ใช้เป็นยาบำรุงโลหิต
กระพี้ มีสรรพคุณเป็นยาถอนพิษสำแดง
ใบ แก้โรคเส้นประสาทพิการ
ดอก ใช้เป็นยารักษาอาการวิงเวียน อ่อนเพลีย
หม้ามืด และเป็นยาช่วยบำรุงหัวใจ

หน้า 63


ด อ ก บั ว

ดอกบัว ขึ้นชื่อว่าเป็นราชินี แห่งไม้น้ำ เนื่ องจากมีความสวยงามเป็นอย่างมาก ไม่เพียงเท่านี้
ดอกบัวยังเป็นสัญลักษณ์ แห่งความอุดมสมบูรณ์ และความหมายดอกบัวที่เป็นมงคลอีกมากมาย
ดังนั้ นบทความนี้ จะพาทุกคนไปรู้จักกับดอกบัวให้มากขึ้น

ดอกบัวนั้ น ตามความเชื่อแต่โบราณกาลมา เป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ของผู้มีบุญ ซึ่งมีความเชื่อกันว่า

ดอกบัวนั้ นเป็นพืชชนิ ดแรกที่ถือกำเนิ ดขึ้นมาบนโลกใบนี้ และเป็นเครื่องหมายของบุพนิ มิตในการ

ป ร ะ สู ติ ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ทุ ก พ ร ะ อ ง ค์ ซึ่งความเชื่อของดอกบัวนั้ นจึงมีความเกี่ยวข้องกับพุทธ

ศาสนา ไม่เพียงเท่านี้ ดอกบัวนั้ นยังเป็นสัญลักษณ์ ของความอุมดมสมบูรณ์ ความดี และสัญลักษณ์

แทนปัญญา การหลุดพ้นต่างๆ

หน้า 64


ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ด อ ก บั ว



บัวเป็นพืชล้มลุกชนิ ดหนึ่ ง ที่มีลักษณะลำต้นที่เป็นทั้งแบบเหง้า ไหล หรือหัว ใบของบัวนั้ นเป็นใบ
เดี่ยวมีสีเขียวหรือสีน้ำตาลอ่อน ลักษณะกลมใหญ่ เจริญขึ้นมาจากลำต้น โดยมีก้านที่มีสีเขียวหรือ
น้ำตาลอ่อน ตัวก้านกลมชูขึ้นเป็นก้านตรง บางชนิ ดมีขนแต่บางชนิ ดไม่มีขน โดยก้านใบนั้ นจะส่ง
ขึ้นมาเจริญที่ใต้น้ำ ผิวน้ำ หรือเหนื อน้ำ บางชนิ ดมีก้านของใบติดอยู่ที่หลังใบบัว ดอกบัวนั้ นยาวที่
ยังตูมอยู่จะมีลักษณะคล้ายกับรูปกรวย เมื่อดอกบัวบานออกจะมีทรงของอกคล้ายกับร่ม โดย
ดอกบัวบางชนิ ดนั้ นจะมีกลีบซ้อนกันกลายชั้นมาก ภายในดอกบัวจะมีเกสรตัวผู้จำนวนมาก ส่วน
เกสรตัวเมียนั้ นเรียงตัวอยู่บบนฐานรองดอกที่ขยายตัวออกมามีลักษณะคล้ายฝักบัว เรียกว่า
ฐ า น ด อ ก นู น

วิ ธี ก า ร ป ลู ก แ ล ะ ดู แ ล รั ก ษ า ต้ น ด อ ก บั ว

ดิน : สำหรับการปลูกบัวนั้ น ควรปลูกในดินหนี ยว ที่มีธาตุโพแทสเซียมสูง ไม่ควรใช้ดินที่มีซาก

อินทรีย์วัตถุที่ยังย่อยสลายไม่เหมด เพราะอาจจะก่อให้เกิดน้ำเน่ าและเสียได้

น้ำ : สำหรับน้ำที่ใช้ปลูกดอกบัวควรเป็นน้ำสะอาด มีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ที่ประมาณ 5.5-8.0
มีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 15-355 องศาเซลเซียล ไม่ควรเกิน 50 องศเซลเซียส
แสงแดด : บัวเป็นพืชที่ชอบแสงแดดจัด จึงควรให้บัวนั้ นได้รับแสงแดดเต็มที่วันละ 4 ชั่วโมงเป็น
อย่างน้ อย
การให้ปุ๋ย : ต้องทำปุ๋ย “ลูกกลอน” โดยนำปุ๋ยสูตรเสมอ 10-10-10 หรือ 15-15-15 ประมาณ 1
ช้อนชา ห่อด้วยดินเหนี ยวแล้วปั้ นเป็นลูกกลอนผึ่งลมให้แห้ง ถ้าปลูกบัวไม่มากอาจใช้กระดาษ
หนังสือพิมพ์แทนดินเหนี ยว ห่อ 2-3 ชั้น นำปุ๋ยลูกกลอนที่ทำไว้ฝังห่างจากโคนต้นประมาณ 5-8
ซม.

หน้า 65


บ ริ เ ว ณ ไ ห น ข อ ง บ้ า น ที่ เ ห ม า ะ กั บ ก า ร ป ลู ก ด อ ก บั ว


เนื่ องจากบัวนั้ นเป็นไม้น้ำ การปลูกบัวจึงต้องปลูกในอ่างที่ใส่น้ำไว้ ตามความเชื่อแล้วนั้ นควรปลูก

บัวในอ่างที่เต็มเปี่ ยมไปด้วยน้ำ และวางอ่างนั้ นไว้ที่ประตูทางเข้าออก ตรงทิศเหนื อ ซึ่งเป็นทิศของ
ธาตุน้ำอีกทั้ง เป็นทิศทางของโชคลาภ และการวางอ่างบัวในทิศตะวันออกจะช่วยเสริมสร้างบารมี
ยศตำแหน่ งสำหรับหน่ วยงานราชการ สำหรับครอบครัวใดที่ทำงานในองค์กรเอกชน ควรวางอ่าง
บัวไว้ทิศเหนื อ เพื่อเสริมเรื่องโชคลาภ และการเลื่อนตำแหน่ งงาน

ประโยชน์ ของดอกบัว

1. รากของบัว สามารถนำมาปรุงอาหารได้
หลากหลายทั้งอาหารคาว และอาหารหวาน
เช่น รากบัวผัดน้ำมันหอย น้ำรากบัว
เ ป็ น ต้ น

2. กลีบดอกบัว นิ ยมมาประกอบอาหาร โดยใช้
เ ป็ น เ มี่ ย ง ด อ ก บั ว

3. ใบบัวแก่ สามารถนำมาตากแห้งเพื่อใช้เป็น
ส่ ว น ผ ส ม ข อ ง ย า กั น ยุ ง

4. เม็ดบัวสามารถนำมาประกอบอาหาร หรือ
รั บ ป ร ะ ท า น ไ ด้

5. เปลือกเมล็ดและฝักแก่บัว สามารถนำมาทำ
เ ป็ น ปุ๋ ย ไ ด้

หน้า 66


บ า น ไ ม่ รู้ โ ร ย

ดอกบานไม่รู้โรย จัดเป็นดอกไม้ที่มีชื่อเป็นสิริมงคลนามอยู่แล้วว่า “บานไม่รู้โรย” คนไทยสมัย

โ บ ร า ณ จึ ง มี ค ว า ม เ ชื่ อ ว่ า จ ะ ช่ ว ย เ ส ริ ม ด้ า น ค ว า ม รั ก ข อ ง ผู้ อ ยู่ อ า ศั ย แ ล ะ คู่ รั ก ใ ห้ ผู ก พั น มั่ น ค ง ต่ อ กั น

ค ว ร ป ลู ก บ ริ เ ว ณ ใ ด ข อ ง บ้ า น

ในการปลูกกับต้นบานไม่รู้โรยไว้ในบ้าน หรือตามแนวรั้ว จะให้มงคลในด้านความมั่นคงยั่งยืนใน

รัก ปราศจากความโรยราผันแปรตลอดไปรายล้อมรั้วบ้านหรือสถานที่ต่างๆ

หน้า 67


ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง บ า น ไ ม่ รู้ โ ร ย


เป็นประเภทพันธุ์ไม้ล้มลุก มีความสูงประมาณ

15-60 เซนติเมตร โดยลักษณะของลำต้นจะตั้ง
ตรงหรือโคนต้นอาจจะเอนราบกับดิน ที่ข้อของ
ต้นจะพอกออกเล็กน้ อย และจะเกิดรากตามข้อ
ลำต้นมักจะมีข้อสีแดงหรือบางต้นมีสีเขียว กิ่ง
อ่อนๆ มีขนอยู่ทั่วไป ใบของบานไม่รู้โรยเป็น
ประเภทใบเดี่ยว ซึ่งจะออกตรงข้ามออกเป็นคู่
มี รู ร่ า ง ลั ก ษ ณ ะ ค ล้ า ย รู ป ใ บ ห อ ก ห รื อ รู ป ข อ บ
ขนานหรือ รูปขอบขนานแกมรูปรี บริเวณปลาย
ใบจะมีลักษณะแหลม ส่วนโคนใบจะโค้งมน ขอบ
ใบเรียบ ดอกบานไม่รู้โรย เชื่อว่าหลายๆคนก็
เคยได้เห็นกันมาแล้ว ซึ่งดอกจะออกเป็นกลุ่ม
เป็นกระจุกกลมๆ จะประกอบด้วยดอกเล็กๆ
จำนวนมาก ดอกจะออกอยู่บนก้านช่อดอก ออก
เดี่ยวๆหรือบางครั้งก็ออกเป็นกลุ่ม 2-4 กระจุก
ดอกจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.75-
2.25 เซนติเมตร ผล มีรูปร่างลักษณะรูปไข่
แกมขอบขนาน มีเปลือกที่บาง ซึ่งแต่ละผลมี
ขนาดเล็ก มีความยาวเพียง 2-5 มิลลิเมตร
เมล็ดแบน สีน้ำตาล เป็นมัน

ส า ย พั น ธุ์




มีหลายสายพันธุ์ด้วยกัน อาทิเช่น พันธุ์ Tall
Mixture เป็นต้นที่เป็นพันธุ์สูงมากมีสองสีด้วย
กัน คือ สีขาว และสีแดงอมม่วง พันธุ์ Buddy
เป็นต้นไม้ที่เป็นพันธุ์ที่สูงเพียงแค่ 9 นิ้ ว เหมาะที่
จ ะ ป ลู ก เ ป็ น ก ลุ่ ม ก้ อ น เ พื่ อ ป ร ะ ดั บ อ า ค า ร ส ถ า น ที่
หรือ ปลูกเป็นไม้คลุมดิน

หน้า 68


วิ ธี ก า ร ดู แ ล

แสง ต้นบานไม่รู้โรยเป็นต้นไม้ที่ชื่นชอบแสงแดด ทำให้ควรปลูกในพื้นที่ที่โดนแดดจัดหรือ
โ ด น แ ส ง แ ด ด ไ ด้ ต ล อ ด เ ว ล า จ ะ ยิ่ ง ดี

น้ำ ต้นบานไม่รู้โรยสามารถทนสภาพแวดล้อมแบบแล้งได้ดีกว่า แฉะ จึงไม่จำเป็นต้องรดน้ำ
ทุกวันจนน้ำขัง จะทำให้เน่ าตายได้

ดิน ด้วยต้นบานไม่รู้โรย เป็นต้นไม้ที่สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆได้อย่างดี จึงดินที่
ใช้ปลูกจะเป็นดินชนิ ดใดก็ได้

ปุ๋ย ต้นไม้บานไม่รู้โรย นิ ยมใส่เป็นปุ๋ยคอก หรือสามารถใส่เป็นปุ๋ยผสมลงไปในดินก่อน ใส่ปุ๋ย
สูตร 15-15-15 ใส่ประมาณ 10 กรัม/ต้น จำนวนเดือนละครั้ง

ประโยชน์ หรือสรรพคุณ


ลูกเลี้ยงและแต่งทรงพุ่มได้ง่าย ซึ่งจะนิ ยมนำมาปลูกประดับตามบ้านเรือน ตามสวน

สาธารณะ และริมทางเดิน ริมถนน หรือใช้ปลูกตามอาคารสถานที่ต่างๆ

ดอกและต้นมีรสหวาน ขื่น ชุ่ม เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อปอดและตับ ใช้เป็นยาแก้ตับร้อน

หรือธาตุไฟเข้าตับ ช่วยแก้ตาเจ็บ ตามัว อันเนื่ องจากธาตุไฟเข้าตับ

ใช้แก้เด็กตัวร้อนตาเจ็บ ด้วยการใช้ดอกสดประมาณ 10-14 ดอกนำมาต้มกับน้ำรับประทาน

หรือใช้ผสมกับฟักเชื่อมแห้ง นำมาต้มกับน้ำรับประทานเป็นยา

ใช้เป็นยาสมุนไพรแล้ว ชาวเกาะมอลัคคัสในหมู่เกาะชวายังใช้บานไม่รู้โรยมารับประทาน

เป็นอาหารจำพวกผักชนิ ดหนึ่ งอีกด้วย

หน้า 69


กระบองเพชร


กระบองเพชร ถือได้ว่าเป็นหนึ่ งในไม้มงคลที่หลายคนมองข้าม และคาดไม่ถึง หากแต่แท้จริงแล้ว

เจ้ากระบองเพชรต้นเล็กๆ แถมยังอึดยังทน เลี้ยงได้นานนั้ น มีความเชื่อว่าหากบ้านใดมีปลูกไว้ใน
บ้าน จะทำให้กิจการก้าวหน้ า จะได้เลื่อนหน้ าที่การงานเร็ว และจะพาโชคลาภมาสู่ครอบครัว
เพราะกระบองเพชรนอกจากชื่อจะเป็นมงคลยิ่งแล้ว ยังเป็นตัวแทนของความขยันความอดทน
และยิ่งไปกว่านั้ นถ้าหากบ้านไหนปลูกกระบองเพชรด้วยความวิริยะแล้วทำให้เกิดให้เกิดดอกออก
มาได้สวยงามแล้วล่ะก็ แสดงว่าผู้นั้ นกำลังจะมีโชคลาภก้อนโตมาถึง จะได้เงินได้ทองไม่ขาดมือ
กั น เ ล ย ที เ ดี ย ว

สำ ห รั บ ต้ น ก ร ะ บ อ ง เ พ ช ร แ น ะ นำ ว่ า ใ ห้ ป ลู ก ไ ว้ ที่ ริ ม รั้ ว บ้ า น หรือตามขอบหน้ าต่างหรือข้างประตู

เพราะมีความเชื่อว่าหากใครที่คิดร้ายต่อเรา ก็จะต้องพบเจอหนามแหลมคมของกระบองเพชร

ทิ่มแทงจนแพ้ภัยตัวเองกลับไปนั่ นเอง กระบองเพชรต้นเล็กๆ ยังนิ ยมนำมาวางไว้บนโต๊ะทำงาน

เพราะมีความเชื่อว่าจะช่วยทำให้งานสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว และนำความเจริญในหน้ าที่การงาน

ม า สู่ เ จ้ า ข อ ง

หน้า 70


ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ต้ น ก ร ะ บ อ ง เ พ ช ร

ลักษณะโดยทั่วไป ของต้นกระบองเพชร นั้ นส่วนใหญ่มักจะมีขนาดเล็กจิ๋ว ที่ลำต้นมีขนาดไม่ถึง
5-10 ซม. ถึงขนาดปานกลาง ลำต้นมีความสูงประมาณ 1 – 12 ฟุ ต เมื่อโตเต็มที่ ลำต้นมีสีเขียว
หรือเขียวคล้ำ มีขนหรือหนามรอบต้นหรือไม่มีก็ได้แล้วแต่ชนิ ดพันธุ์ ลักษณะต้นเป็นเหลี่ยมรูปทรง
กระบอกรูปทรงกลม หรือแล้วแต่ชนิ ดพันธุ์ หนามคือส่วนของลำต้นที่ทำหน้ าที่แทนใบ หรือบาง
ชนิ ดก็มีใบแบนกลมหนาใหญ่ อาจมีดอกสีขาว สีแดง สีเหลือง ขึ้นกับชนิ ดพันธุ์

ส า ย พั น ธุ์ ก ร ะ บ อ ง เ พ ช ร

กระบองเพชรนั้ นจัดว่าเป็นพืชที่มีความหลากหลายทางด้านสายพันธุ์ คือมีมากกว่า 127 สกุล และ

กว่า 2,047 สปีชีส์ทั่วโลกปัจจุบันในเมืองไทย เองที่มีวางขายอยู่ในท้องตลาดนั้ นมีอยู่มากมาย
หลายสายพันธุ์ แต่ที่เป็นที่นิ ยมและชื่อชอบสูงสุดมีดังนี้

แ อ ส โ ต ร ไ ฟ ตั ม
แ ค ค ตั ส นู ดั ม
แอสโตร ซุปเปอร์
อิ ชิ น อ ป ซิ ส
ยิ ม โ น หั ว สี

หน้า 71


วิ ธี ก า ร ป ลู ก ต้ น ก ร ะ บ อ ง เ พ ช ร


1. การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายในอาคารและภายนอกอาคาร ใช้กระถางทรงและขนาด

ต่างกันแล้วแต่ชนิ ดพันธุ์ คือตั้งแต่ขนาด 4-10 นิ้ ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก:ทรายหรือดินร่วน

อัตรา 1:1 ผสมดินปลูก การเปลี่ยนกระถางแล้วแต่ความเหมาะสมของชนิ ดพันธุ์และผู้ปลูก แต่
ถ้าจะให้เจริญสวยงามต้องควบคุมเรื่องปุ๋ย และน้ำให้ถูกวิธี
2. การปลูกในแปลงปลูกเป็นแนวรั้วบ้าน แต่จะต้องเป็นชนิ ดพันธุ์ ที่ค่อนข้างใหญ่ แข็งแรง ขนาด
หลุมปลูก 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1:3 ผสมดินปลูก

วิ ธี ก า ร ดู แ ล ต้ น ก ร ะ บ อ ง เ พ ช ร

วิธีเลี้ยงกระบองเพชรนั้ น แม้จะต้องการน้ำ
เพียงปริมาณเล็กน้ อยในการที่จะอยู่รอด
แ ต่ ส ภ า ว ะ แ ว ด ล้ อ ม ที่ ทำ ใ ห้ ต้ น ก ร ะ บ อ ง เ พ ช ร
เ จ ริ ญ เ ติ บ โ ต ไ ด้ ดี ค ว า ม เ ป็ น ส ถ า น ที่ ที่ อ ยู่ ใ น ร่ ม
แต่มีแสงแดดส่องถึง เพื่อให้ต้นกระบอง
เพชรได้รับแสงบางช่วงเวลา สำหรับการ
รดน้ำนั้ นอย่างที่ทราบกันคือ กระบอกเพชร
ต้องการน้ำในปริมาณเพียงเล็กน้ อยเท่านั้ น
และ ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี

หน้า 72


ประโยชน์ หรือสรรพคุณ



ต้นกระบองเพชร ประโยชน์ จะมีคุณค่าใน
ท า ง ป ร ะ ดั บ ต ก แ ต่ ง บ้ า น เ รื อ น เ พื่ อ ค ว า ม
สวยงามและความเป็นสิริมงคลแล้ว หนามที่
มีอยู่ทั่วลำต้นของกระบองเพชร ยังสามารถ
ช่ ว ย ดู ด ซึ ม รั ง สี แ ล ะ ค ลื่ น แ ม่ เ ห ล็ ก ไ ฟ ฟ้า ที่ แ ผ่
ออกมาจากอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง
คอมพิวเตอร์ได้เป็นอย่างดี จึงมีผู้นิ ยมนำไป
วางไว้บนโต๊ะทำงาน นอกจากนี้ แล้ว ผลการ
ศึ ก ษ า ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ข อ ง ส า ร ส กั ด ข อ ง ก ร ะ บ อ ง
เพชร ชี้ให้เห็นว่ามีผลต่อความอยากอาหาร
แ ล ะ ก า ร ล ด น้ำ ห นั ก ใ น ม นุ ษ ย์ ไ ด้ เ ป็ น อ ย่ า ง ดี จึ ง
ใ ช้ เ ป็ น ส่ ว น ผ ส ม ข อ ง ส า ร ส กั ด อ า ห า ร เ ส ริ ม ล ด
น้ำหนักกันอย่างแพร่หลาย และสารสกัดจาก
ต้ น ก ร ะ บ อ ง เ พ ช ร มี ส า ร อ า ห า ร ที่ มี ป ร ะ โ ย ช น์
ต่อร่างกายมากมาย ทั้งวิตามินเอ วิตามินซี
ไฟเบอร์ อีกทั้งยังช่วยลดการดูดซึมไขมัน ลด
คอเลสเตอรอล และช่วยควบคุมระดับน้ำตาล
ไ ด้ เ ป็ น อ ย่ า ง ดี อี ก ด้ ว ย

หน้า 73


ต้ น ป ร ะ ย ง ค์

ต้นประยงค์ เป็นพันธุ์ไม้ที่นิ ยมปลูกบริเวณตามบ้านเรือนและสถานที่สาธารณะซึ่งลำต้นนั้ นมีขนาด

ค่อนข้างเตี้ยและแตกกิ่งก้านใบเป็นจำนวนมากมีลักษณะเป็นพุ่มสีเหลืองอร่ามงดงาม เป็นต้นไม้ที่
ค น ไ ท ย นั บ ถื อ กั น ม า เ ป็ น ร ะ ย ะ เ ว ล า น า น แ ล ะ มี ค ว า ม เ ชื่ อ ร่ ว ม กั น ว่ า เ ป็ น ต้ น ไ ม้ ที่ ศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ เ มื่ อ ป ลู ก ไ ว้
ประจำบ้านแล้วจะช่วยส่งเสริมความมั่นคงและยั่งยืนให้แก่ชีวิต ของคนในครอบครัวและสามารถ
ป ก ปั ก รั ก ษ า ผู้ ค น ที่ อ า ศั ย อ ยู่ ใ น บ้ า น ห ลั ง ดั ง ก ล่ า ว ใ ห้ ป ล อ ด ภั ย ป ร า ศ จ า ก โ ร ค ภั ย แ ล ะ อั น ต ร า ย ที่ จ ะ
เกิดขึ้นทั้งปวงนอกจากนี้ ยังมีความเชื่อร่วมกันอีกว่าเป็นต้นไม้ที่ปลูกไว้แล้วจะทำให้บ้านนั้ นร่มเย็น
เ ป็ น สุ ข ไ ม่ มี อุ ป ส ร ร ค อั น ต ร า ย เ กี่ ย ว กั บ ก า ร ใ ช้ ชี วิ ต ห รื อ ก า ร ทำ ธุ ร กิ จ

หน้า 74


ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ต้ น ป ร ะ ย ง ค์



สำหรับลักษณะลำต้นของต้นประยงค์นั้ นเป็นต้นไม้ที่พบทั่วไปในประเทศไทยเป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นที่
มีขนาดเล็กจะเห็นได้ว่าลำต้นนั้ นมีความสูงค่อนข้างเตี้ยอยู่ที่ประมาณ 2-3 เมตรเท่านั้ นและสูงได้
สูงสุดไม่เกิน 5 เมตรซึ่งจะแตกกิ่งก้านออกเป็นพุ่มที่มีขนาดใหญ่มีดอกและใบดกเป็นอย่างมากให้
ความรู้สึกถึงความเหลืองอร่ามของสีดอกซึ่งลำต้นนั้ นจะมีสีเทา ทนต่อความแห้งแล้งเป็นอย่าง
มาก ส่วนใบของต้นประยงค์นั้ นจะมีลักษณะกลม เรียงสวยสลับกันไปซึ่งภายในกิ่งก้านมีใบย่อย 5
ใบและบางกิ่งก้านนั้ นมีเพียง 3 ใบเท่านั้ นซึ่งลักษณะของใบเป็นวงรีรูปไข่ปลายมนบางใบมีลักษณะ
โค้งกลมกันเลยทีเดียวขนาดความกว้างของใบจะอยู่ที่ประมาณ 1-2 เซนติเมตรเท่านั้ นและความ
ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตรลักษณะของผิวใบเรียบเงางามสำหรับดอกของต้นประยงค์นั้ นจะมี
ลักษณะเป็นท่อสั้นๆซึ่งแต่ละช่อจะมีความยาวประมาณเพียงแค่ 5 เซนติเมตรเท่านั้ นโดย 1 ช่อจะ
มีเพียงแค่ประมาณ 10 ดอกดอกมีสีเหลืองกลิ่นหอมและกลีบดอกมีทั้งหมด 6 กีบทนต่อความแห้ง
แล้งได้เป็นอย่างดีลักษณะของดอกนั้ นจะมีลักษณะกลมคล้ายกับไข่ปลาสีเหลืองนั่ นเองสามารถ
อ อ ก ด อ ก แ ล ะ ส่ ง ก ลิ่ น ไ ด้ ต ล อ ด ทั้ ง ปี

หน้า 75


วิ ธี ก า ร ป ลู ก ต้ น ป ร ะ ย ง ค์

สำหรับวิธีการปลูกต้นประยงค์ ให้งอกงามและ
แพร่กระจายได้เต็มที่นั้ นมีวิธีการปลูกที่ง่ายดาย
อย่างมาก โดยสามารถเพาะเมล็ดและการตอน
รวมถึงการปักชำกิ่งซึ่งวิธีที่นิ ยมที่สุดคือวิธีการ
ปักชำกิ่งเพราะจะทำให้ต้นนั้ นไม่สูงขึ้นแต่จะมี
ผ ล ผ ลิ ต ที่ ด ก แ ล ะ ง อ ก ง า ม ค ว ร ทำ ใ น ช่ ว ง ฤ ดู ฝ น
เ พ ร า ะ ส ภ า พ อ า ก า ศ ไ ม่ ร้ อ น แ ล ะ มี น้ำ ฝ น ที่ จ ะ ค อ ย
เ ติ ม ใ ห้ กั บ ต้ น ป ร ะ ย ง ค์ ต า ม ธ ร ร ม ช า ติ ยิ่ ง จ ะ ทำ ใ ห้
มี ค ว า ม เ จ ริ ญ เ ติ บ โ ต ไ ด้ เ ต็ ม ที่

วิ ธี ก า ร ดู แ ล ต้ น ป ร ะ ย ง ค์




แสง เป็นต้นไม้ที่ต้องการแสงแดดจัดและควร
อ ยู่ ก ล า ง แ จ้ ง
น้ำ ต้องการปริมาณน้ำในระดับปานกลางควร
ให้น้ำประมาณ 5-7 วันต่อครั้ง
ดิน เป็นต้นไม้ที่ชื่นชอบดินร่วนซุยเจริญเติบโต
ง อ ก ง า ม ไ ด้ อ ย่ า ง เ ต็ ม ที่
ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตรา 0.5 ถึง 1
กิโลกรัมต่อต้นและควรใส่ประมาณ 5 ครั้งต่อ
1 ปี

หน้า 76


ประโยชน์ หรือสรรพคุณยอดนิ ยมของต้นประยงค์

สำหรับประโยชน์ และสรรพคุณของต้นประยงค์นั้ นมีมากมายหลากหลายอย่างได้แก่

ฟอกอากาศ
ส่ ว น ร า ก แ ล ะ ใ บ ส า ม า ร ถ บำ รุ ง ร่ า ง ก า ย
ร า ก นำ ม า ผ ส ม อ า ห า ร ส า ม า ร ถ แ ก้ อ า ก า ร ผ อ ม แ ห้ ง ไ ด้ เ พ ร า ะ จ ะ ช่ ว ย ใ น ก า ร เ จ ริ ญ อ า ห า ร
ร า ก ส า ม า ร ถ ใ ช้ เ ป็ น ส ร ร พ คุ ณ แ ก้ ไ อ
ด อ ก ช่ ว ย อ า ก า ร ก ร ะ ห า ย น้ำ
ส่วนของใบช่วยรักษากามโรค และใช้เป็นยาสำหรับสตรีที่มีประจำเดือนไม่ปกติ

หน้า 77


ต้ น พุ ด

ต้นพุด หรือ ต้นพุฒ เป็นหนึ่ งในพันธุ์ไม้มงคลตามแบบฉบับไทยโบราณที่มีมานาน ว่ากันว่าหาก

บ้านไหนเรือนไหนปลูกต้นพุดไว้จะช่วยเสริมความ เจริญรุ่งเรือง มั่นคง คำว่า “พุด” นั้ นหมายถึง
ความสมบูรณ์ แข็งแรง เสริมให้ผู้ปลูกมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อุดมสมบูรณ์ สมัยก่อนจึงให้ผู้
ที่ปลูกต้นพุดเป็นผู้ชายเพื่อส่งเสริมให้ร่างกายแข็งแรงนั้ นเอง “ต้นพุด” ยังเป็นต้นไม้ประจำวัน
เกิดของคนที่เกิดวันพฤหัสบดี เพราะสีของดอกพุดเป็นสีขาวที่เป็นสีที่ถูกโฉลกและเสริมดวงของ
ค น วั น พ ฤ หั ส บ ดี อี ก ด้ ว ย

เมื่อ “ต้นพุด” เป็นหนึ่ งในพฤกษามงคลไทยโบราณ ดังนั้ นจึงมีเคล็ดในการปลูกเพื่อเสริมความ
เป็นสิริมงคลให้กับบ้านเรือน แนะนำให้ปลูกต้นพุดไว้ที่ทางทิศตะวันออกเฉี ยงเหนื อ หากแต่เมื่อ
ก่อนนิ ยมให้ผู้ชายปลูกเพื่อเสริมร่างกายให้แข็งแรง สุขภาพดี แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปจึง
ทำ ใ ห้ ผู้ ห ญิ ง ก็ ส า ม า ร ถ เ ป็ น ค น ป ลู ก ไ ด้ เ พื่ อ ใ ห้ สุ ข ภ า พ ร่ า ง ก า ย แ ข็ ง แ ร ง ไ ด้ เ ช่ น กั น

หน้า 78


ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ต้ น พุ ด



ต้นพุดเป็นพรรณไม้ขนาดเล็ก ยืนต้น และเป็นพุ่มเตี้ย ลำต้นสามารถสูงได้ถึง 1-3 เมตร ใบมี


ลักษณะคล้ายใบหอก ปลายใบแหลม ใบเรียบ สีเขียวเป็นมัน ออกดอกตลอดทั้งปี ออกดอกเดี่ยวที่

ซอกใบ ปลายกิ่ง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของดอกประมาณ 7-8 เซนติเมตร สีขาว มีกลิ่นหอมแรง


ลักษณ์ ของดอกจะเปลี่ยนไปตามสายพันธุ์ต่างๆ

ส า ย พั น ธุ์ ข อ ง ต้ น พุ ด

ต้ น พุ ด ซ้ อ น



ต้ น พุ ด ศุ ภ โ ช ค

ต้ น พุ ด กุ ห ล า บ ฮ อ ล แ ล น ด์

ต้ น พุ ด น้ำ บุ ศ ย์

ต้ น พุ ด พิ ช ญ า

หน้า 79


วิ ธี ดู แ ล ต้ น พุ ด

ต้นพุดเป็นต้นไม้มงคลที่มีดอกให้ชมตลอดทั้งปี จึงจำเป็นที่ปลูกไว้ในที่ที่แสงส่องถึงตลอดทั้งวัน
หากไม่ได้รับแสงที่เพียงพอจะทำให้ไม่ออกดอกได้ ควรรดน้ำทุกวัน ดินที่ใช้ปลูกเป็นดินร่วนที่
สามารถระบายน้ำได้ดี หากดินที่ใช้ปลูกที่ความอุ้มน้ำมากเกินไปจะทำให้รากเน่ า ใบเหลือง และ
ยืนต้นตายได้ สำหรับใครที่ต้องการใส่ปุ๋ยแนะนำให้ใช้สูตร 16-16-16 เพื่อเสริมความแข็งแรงให้
กับลำต้นเพื่อทนทานต่อโรคและแมลงได้ ต้นพุดจึงไม่เหมาะแก่การปลูกไว้ในบ้านหรือคอดโด

ประโยชน์ ของต้นพุด

ต้ น พุ ด ไ ม่ ไ ด้ เ ป็ น เ พี ย ง แ ค่ พ ร ร ณ ไ ม้ ม ง ค ล ที่ เ ส ริ ม ค ว า ม
เจริญรุ่งเรือง เสริมความก้าวหน้ า เข้มแข็งให้กับผู้ที่
ปลูกเพียงเท่านั้ น แต่ยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรที่
ช่วยดับพิษร้อน แกอาการปวดหัว อาการเหงือกบวม
ปวดฟัน แก้ผื่นคัน เป็นต้น ต้นของลำต้นสามารถนำ
ไปทำธูปไหว้พระ และดอกยังสามารถสกัดเอาน้ำมัน
หอยระเหยได้อีกด้วย ดอกพุดในประเทศฟิลิปปินส์ถือ
เป็นสัญลักษณ์ ของความบริสุทธิ์ เรียบง่าย อ่อนน้ อม
ถ่ อ ม ต น อี ก ด้ ว ย

หน้า 80


ต้ น บ อ น สี

บอนสี Caladium มีถิ่นกำเนิ ดมาจากอเมริกาใต้และประเทศในเขตร้อน ว่ากันว่าบอนสีเริ่มแพร่
หลายเข้ามาในประเทศไทยในอดีต ตั้งแต่สมัยสุโขทัย ในสมัยก่อนนิ ยมเรียกกันว่า บอนฝรั่ง บอน
สีนั้ นเป็นไม้ล้มลุก อวบน้ำ มีหัวหรือเหง้าเป็นลำต้นฝังอยู่ใต้ดิน แตกใบออกมาเป็นกอ มีก้านใบที่
ยาวขึ้นมาเหนื อพื้นดิน มีหลากหลายรูปทรง ทั้งที่เป็นใบรูปหัวใจ ใบรีรูปไข่ ฯลฯ ชอบแสงแดด
แบบรำไร ชอบความชื้นสูง เติบโตได้ดีในอุณหภูมิประมาณ 21 – 35 องศาเซลเซียส

เชื่อกันว่า ต้นบอนสี คือพรรณไม้ที่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยสมัยสุโขทัย และในสมัยกรุง
รัตนโกสินทร์ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เป็นผู้นำเอาเข้ามา
ทรงได้เสด็จประพาสไปยังประเทศในทวีปยุโรป ท่านทรงเห็นใบของต้นบอนสีที่แปลกตาสวยงาม
จึงทรงนำต้นบอนสีหลากหลายสายพันธุ์กลับมาปลูกด้วย ตามความเชื่อที่มีมาตั้งแต่โบราณว่า
หากบ้านไหนเรือนไหนปลูกต้นบอนสีไว้ในชายเรือนจะทำให้เกิดความสุข ความเจริญ และเป็นสิริ
มงคลแก่คนที่อาศัยในบ้านเรือนหลังนั้ น

หน้า 74


ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ต้ น บ อ น สี



สำหรับใครที่ชอบเดินตลาดต้นไม้คงต้องเคยเห็นต้นที่มีใบใหญ่ สีสวย “ต้นบอนสี” เป็นพืช


ประเภทไม้อวบน้ำ มีลำต้นหัวคล้ายหัวมันและเหง้าอยู่ใต้ดิน ส่วนที่โผล่ขึ้นมาเหนื อดินนั้ นคือกิ่ง

ของต้นบอนสีสูงประมาณ 0.5 เมตร ใบของบอนสีแผ่กว้าง ปลายใบแหลม โคนใบมีลักษณะโค้ง
มนทั้งสองข้างคล้ายหัวใจ บางสายพันธุ์มีใบใหญ่มาก สีและลายของต้นบอนสีแตกต่างกันไป
ตามสายพันธุ์ของต้นบอน เป็นพุ่มเล็กๆ มันนิ ยมปลูกในกระถางเพื่อประดับไว้ในบ้านเรือน

ส า ย พั น ธุ์ ข อ ง ต้ น บ อ น สี



ต้นบอนสีอิเหนา เป็นต้นบอนที่มีลักษณะตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ส่วนของกลางใบต้นบอนสีอิเหนา


จะมีสีขาว ขอบใบและเส้นกลางใบมีสีเขียว

ต้นบอนสีฮกหลง เป็นบอนสีที่ลักษณะใบแปลกตา ใบมีลักษะยาวกว่าต้นบอนสีชนิ ดอื่น ขอบใบเป็น
ริ้วลอนสวยงาม พื้นใบและขอบใบมีสีแดง เส้นใบเส้นใหญ่มีสีเขียว เส้นใบเส้นเล็กสีชมพู
ต้นบอนสีทับทิมบูรพา ลักษณะของต้นโดยทั่วไปไม่ได้แปลกตามากนัก แต่ที่ดึงดูดสายตาคงเป็น
เพราะสีของใบที่แดงมาก เส้นใบเส้นใหญ่มีสีเขียว ก้านใบมีสีเขียวเข้ม

หน้า 75


บอนสี กับลักษณะของแต่ละประเภท


ความแตกต่างของบอนสีแต่ละประเภท อยู่ที่ลักษณะและขนาดของใบ รูปร่าง

รูปทรงจะแตกต่างกัน บอนสียังจัดว่าเป็นไม้มงคล ทำให้ได้รับความนิ ยมปลูก
ไว้ในบ้าน เพราะจะทำให้ร่มเย็นเป็นสุขได้รับแต่สิ่งดี ๆ มีสิริมงคล ปัจจุบันนัก
เลี้ยงบอนสีได้มีการปรับปรุงพัฒนา ผสมบอนสีจนเกิดสายพันธุ์ใหม่ ๆ ออกมา
อย่างต่อเนื่ อง โดยบอนสีแบ่งลักษณะออกเป็น 2 แบบ คือ

- แ บ่ ง ต า ม ลั ก ษ ณ ะ รู ป ใ บ - แ บ่ ง ต า ม ลั ก ษ ณ ะ สี สั น
บ อ น สี ใ บ ไ ท ย บ อ น ไ ม่ กั ด สี
บ อ น สี ใ บ ย า ว บ อ น กั ด สี
บ อ น สี ใ บ ก ล ม บ อ น ป้ า ย
บ อ น สี ใ บ ก า บ บ อ น ด่ า ง
บ อ น สี ใ บ ไ ผ่

วิ ธี เ ลี้ ย ง ต้ น บ อ น สี

ต้นบอนสีทุกชนิ ดเป็นไม้อวบน้ำที่ชอบน้ำและความชื้น

มาก แต่ก็คายความชื้นมาในอากาศได้อย่างรวดเร็ว

เ ช่ น กั น ทำ ใ ห้ ต้ น บ อ น สี ไ ม่ ช อ บ แ ส ง แ ด ด เ ป็ น ที่ สุ ด

เ พ ร า ะ แ ส ง แ ด ด เ ป็ น ตั ว แ ป ร สำ คั ญ ที่ ทำ ใ ห้ น้ำ แ ล ะ

ความชื้นในดินระเหยหายไปอย่างรวดเร็ว การปลูก

ไ ว้ ใ น ก ร ะ ถ า ง ดิ น เ ผ า เ พื่ อ ช ะ ล อ ก า ร ร ะ เ ห ย ข อ ง

ค ว า ม ชื้ น ใ น ดิ น จึ ง เ ห ม า ะ ก ว่ า ก า ร ป ลู ก ใ น ก ร ะ ถ า ง

พลาสติก แต่ใช่ว่าจะชอบดินที่แน่ นอุ้มน้ำมาก เพราะ

เ ป็ น ไ ม้ ที่ ช อ บ น้ำ จึ ง ค ว ร ป ลู ก ด้ ว ย ดิ น ร่ ว น ผ ส ม ก า ก

มะพร้าวเพื่อให้ยังคงอุ้มน้ำไว้บ้าง อากาศสามารถ

ถ่ า ย เ ท เ พื่ อ เ ติ ม อ อ ก ซิ เ จ น ใ ห้ ดิ น แ ล ะ ร า ก เ พื่ อ ไ ม่ ใ ห้ ร า ก

และหัวเน่ าได้ง่าย

หน้า 76


วิ ธี เ ลี้ ย ง ต้ น บ อ น สี

ดิน- บอนสีเป็นไม้ที่ชอบดินร่วนซุย สามารถระบายน้ำได้เร็ว ดินปลูกควรระบายอากาศได้ดี
โดยผสมกาบมะพร้าวสับ หรือแกลบลงไปในดิน และควรเป็นดินที่มีแร่ธาตุ และสารอาหารสูง
น้ำ- เป็นไม้ที่ต้องการน้ำมากพอสมควร หากปลูกลงดินทั่วไป ควรรดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น
แต่ไม่ควรฉี ดน้ำที่โคนต้นโดยตรง เพราะอาจจะทำให้ต้นบอนสีหักได้ง่าย หากปลูกบอนสีใน
กระถาง ควรมีจานรองใส่น้ำไว้อย่าปล่อยให้แห้ง
แดด- ระดับของแสงแดดจะส่งผลต่อสีสัน ลวดลายของบอนสี หากได้รับแสงแดดน้ อยเกินไป
ใบจะซีดไม่สดใส หากได้แสงแดดมากเกินไป ก็จะทำให้ใบเหี่ยวและไหม้เป็นรอยได้ ควรให้รับ
แสงแดดที่พอเหมาะ เช่น แสงรำไรในช่วงเช้าและช่วงบ่ายค่อนเย็น ให้อุณหภูมิไม่ร้อนจัดมาก
หากได้แดดพอเหมาะ จะทำให้บอนสีมีสีสดใส ใบเข้ม ลวดลายสวยงาม
ความชื้น- บอนสีเป็นไม้ชอบความชื้น จะเติบโตได้ดีในหน้ าฝนที่มีความชื้นในอากาศสูง ส่วนใน
ฤดูหนาวและฤดูร้อนจะไม่ค่อยแตกใบ หากต้องการเลี้ยงบอนสีในฤดูหนาวและฤดูร้อน ควร
เลี้ยงในตู้หรือในโรงเรือนหลังคาเตี้ย เพื่อช่วยรักษาระดับความชื้นในอากาศ ที่จะส่งผลให้
บ อ น สี เ ติ บ โ ต ส ว ย ง า ม
ปุ๋ย- ใช้ปุ๋ยธรรมชาติหรือปุ๋ยคอก ที่เป็นปุ๋ยจากมูลหมูและมูลไก่จะเหมาะกับบอนสีมากกว่าปุ๋ย
มูลวัว หรือใช้ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 16-16-16 ใส่ครั้งละไม่มาก และต้องระวังไม่ให้ปุ๋ยโดนใบบอน
เ พ ร า ะ จ ะ ทำ ใ ห้ เ กิ ด ร อ ย ไ ห ม้ ขึ้ น ม า ไ ด้

หน้า 77


ลิ้ น มั ง ก ร แ ค ร ะ

ต้นลิ้นมังกรแคระ (Snake Plant) มีถิ่นกำเนิ ดในพื้นที่ที่แห้งแล้งในเขตแอฟริกา

ทางฝั่ งตะวันตก ถูกนำเข้ามายังประเทศไทยเพื่อการเพาะพันธุ์ขายเป็นไม้ประดับ
และในปัจจุบัน ประเทศไทยถือเป็นหนึ่ งในประเทศที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลิ้นมังกร
ที่มีศักยภาพมากที่สุดแห่งหนึ่ งของโลกอีกด้วย

ตามความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องไม้มงคลในประเทศไทย คนไทยโบราณเชื่อว่าหากนำต้นลิ้น
มังกรแคระมาวางไว้บนโต๊ะทำงาน จะช่วยป้องกันและปัดเป่าสิ่งไม่ดีหรืออันตรายต่าง ๆ
ให้ออกไปได้ สำหรับต้นลิ้นมังกรสายพันธุ์ทั่ว ๆ ไป คนไทยมักเรียกอีกชื่อหนึ่ งว่าต้นดาบ
พระอินทร์ ซึ่งถือเป็นอาวุธที่พระอินทร์ใช้ต่อสู้กับอันตรายต่าง ๆ ดังนั้ น ต้นลิ้นมังกรถือ
เป็นต้นไม้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะถือเป็นอาวุธของพระอินทร์ในสมัยพุทธกาลนั่ นเอง

หน้า 70


ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ต้ น ลิ้ น มั ง ก ร แ ค ร ะ



ลักษณะลำต้น: ลำต้นของต้นลิ้นมังกรแคระจริง ๆ แล้วจะเป็นหัวหรือหน่ ออยู่ใต้ดิน
โดยจะมีเพียงแค่ใบเท่านั้ นที่โผล่พ้นขึ้นมาบนดิน
ลักษณะใบ: ใบของต้นลิ้นมังกรแคระนั้ นมีความสูงอยู่ที่ประมาณ 30-60 เซนติเมตร
เท่านั้ น โดยลักษณะใบจะเป็นใบเดี่ยว แบนกว้าง เป็นแท่งกลมยาว ปลายใบมีความ
แหลม แข็งหนาและเป็นมัน
ลักษณะดอก: หลายคนคิดว่าต้นลิ้นมังกรแคระนั้ นไม่มีดอก เพราะไม่ค่อยมีใครเห็น
ดอกต้นลิ้นมังกรแคระมากนัก ดอกของต้นลิ้นมังกรแคระมักออกเป็นช่อ ๆ สีชมพู
เ ก ส ร ตั ว ผู้ มี สี ส้ ม

ป ลู ก ต้ น ลิ้ น มั ง ก ร แ ค ร ะ บ ริ เ ว ณ ไ ห น ถึ ง จ ะ ดี

ต้นลิ้นมังกรแคระ เป็นไม้ประดับช่วยฟอกอากาศที่เหมาะกับการปลูกลงกระถางหรือ

ปลูกลงแปลง และถึงแม้ว่าต้นลิ้นมังกรแคระจะไม่ได้ต้องการแสงแดดอะไรมากนัก
แ ต่ บ ริ เ ว ณ ที่ เ ห ม า ะ ส ม ต่ อ ก า ร เ ติ บ โ ต คื อ บ ริ เ ว ณ ที่ แ ส ง แ ด ด ส่ อ ง ถึ ง รำ ไ ร แ ล ะ ค ว ร เ ป็ น
บริเวณที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก เช่น บริเวณริมหน้ าต่าง ริมระเบียง เป็นต้น

หน้า 71


วิ ธี ก า ร ข ย า ย พั น ธุ์


1. การแยกหน่ อ: เป็นวิธีตามธรรมชาติที่ต้นลิ้นมังกรแคระขยายพันธุ์ คือเมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ ง ต้น
ลิ้นมังกรแคระจะแตกหน่ อออกมาใต้ดิน ลักษณะต้นลูกที่ได้จะเหมือนกับต้นแม่ทุกประการ


2. การปักชำใบ: วิธีการนี้ เพียงแค่ตัดใบของต้นลิ้นมังกรแคระเป็นท่อน แล้วนำไปปักในวัสดุ
ปลูกได้เลย หรืออาจจะทิ้งไว้ให้ปากแผลแห้งสัก 2-3 วัน จากนั้ นนำไปแช่น้ำ รากจะงอกออก
มา จากนั้ นจึงนำไปปลูกต่อได้
3. การเพาะเมล็ด: การขยายพันธุ์โดยวิธีการนี้ เหมาะกับการใช้ขยายพันธุ์เพื่อพัฒนาสายพันธุ์

ใหม่ ๆ โดยสามารถผสมตรงตามสายพันธุ์ ข้ามสายพันธุ์ และอาจเกิดการกลายพันธุ์ได้
4. การเพาะเลี้ยงเนื้ อเยื่อ: วิธีการนี้ อาจไม่เป็นที่นิ ยมมากนัก เพราะมีอัตราการรอดต่ำ และมี

อุ ป ส ร ร ค ใ น เ รื่ อ ง ข อ ง ค ว า ม ส ม่ำ เ ส ม อ ข อ ง ก า ร เ จ ริ ญ เ ติ บ โ ต

เ ค ล็ ด ลั บ ก า ร ดู แ ล


ต้นลิ้นมังกรแคระ เป็นต้นไม้ที่เลี้ยงง่ายตายยาก

แถมยังโตไว ชนิ ดที่เรียกว่าไม่ได้ดูแลเอาใจใส่
อะไรก็อยู่รอดได้สบาย ๆ แต่หากต้องการให้ต้น
ลิ้นมังกรแคระโตไว การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่
เ ห ม า ะ ส ม จ ะ ช่ ว ย ใ ห้ ต้ น ไ ม้ ฟ อ ก อ า ก า ศ ไ ซ ส์ จิ๋ ว นี้
เ ติ บ โ ต อ ย่ า ง ส ว ย ง า ม ไ ด้

หน้า 72


ประโยชน์ และสรรพคุณ



เ ป็ น ไ ม้ ฟ อ ก อ า ก า ศ
ต้ น ลิ้ น มั ง ก ร ขึ้ น ชื่ อ ใ น เ รื่ อ ง ข อ ง ก า ร เ ป็ น พั น ธุ์
ไม้ฟอกอากาศ โดยทางองค์การบริหารการ
บินและอวกาศแห่งชาติ NASA ได้เคย
ทำ ก า ร วิ จั ย แ ล ะ ท ด ล อ ง เ กี่ ย ว กั บ ต้ น ลิ้ น มั ง ก ร
ได้ผลออกมาว่าต้นไม้ชนิ ดนี้ เป็น 1 ใน 10
ต้ น ไ ม้ ฟ อ ก อ า ก า ศ บ ริ สุ ท ธิ์ ข อ ง โ ล ก

ประโยชน์ ด้านการแพทย์
ต้นลิ้นมังกรแคระนั้ นถือได้ว่ามีสรรพคุณที่
หลากหลาย โดยส่วนหลัก ๆ ที่มักถูกนำมาส
กัดเป็นยาคือส่วนของใบ ซึ่งมีสรรพคุณใน
การขับเสมหะ แก้ไอ สามารถนำใบมาบดเพื่อ
ใช้ห้ามเลือด ให้แผลหายเร็ว หรือนำมาใช้เพื่อ
ลดอาการปวดจากแมลงกัดต่อย นอกจากนี้
ยั ง ส ร ร พ คุ ณ ค ล้ า ย ย า ส มุ น ไ พ ร ที่ ช่ ว ย ล ด ไ ข้
แ ล ะ แ ก้ เ ป็ น ห วั ด ไ ด้ อี ก ด้ ว ย

หน้า 73


ต้นออมเงิน - ออมทอง

ต้ น อ อ ม เ งิ น เ ป็ น พ ร ร ณ ไ ม้ เ ลื้ อ ย มี ลำ ต้ น เ ป็ น เ ถ า ซึ่ ง มี ร า ก ยึ ด เ ก า ะ กั บ วั ส ดุ อื่ น ๆ เ ช่ น ไ ม้ ห ลั ก

ไม้ยืนต้นลำต้นมีข้อและแตกรากออกมาจากข้อ ใบยาวประมาณ10-15เซนติเมตรใบ
กลมมนโคนใบเว้าลึกทำให้เกิดหูใบทั้งสองข้าง ปลายใบเรียวแหลมจึงมีลักษณะคล้าย
ถุงเงิน คนไทยโบราณจึงเชื่อกันว่าหากบ้านใดปลูกต้นออมเงินไว้ประจำบ้านทำให้มีเงิน
มาก เพราะต้นออมเงินถือเป็นไม้มงคลนามที่มีความหมายถึงการออมเงินและการเก็บ
หอมรอมริบหรือการสะสมเงินทองไว้ให้มากนั่ นเอง

หน้า 74


ความเชื่อเกี่ยวกับต้นออมเงิน ต้นไม้มงคล


ด้วยลักษณะรูปทรงของใบ ที่แลดูคล้ายถุงเงิน ทำให้คนโบราณมีความเชื่อว่าหาก

บ้ า น ใ ด ป ลู ก ต้ น อ อ ม เ งิ น ไ ว้ ใ น บ ริ เ ว ณ บ้ า น แ ล้ ว จ ะ ช่ ว ย ส่ ง เ ส ริ ม ด ว ง ช ะ ต า ใ ห้ กั บ เ จ้ า ข อ ง
บ้านและผู้พักอาศัยได้สะสมเงินได้มากสมดั่งชื่อต้นออมเงิน ต้นออมเงินยังนิ ยม
ปลูกไว้เพื่อเสริมโชคลาภในการลงทุนต่างๆ อีกด้วยจึงมีผู้นิ ยมนำมาปักแจกันหรือ
ใส่ไว้ในกระถางเล็กๆ ไว้บริเวณต้นทำงาน เพื่อช่วยเสริมสิริมงคลให้ทำมาค้าขึ้น
เรียกเงินเข้าตัว กลายเป็นเศรษฐีจากน้ำพักน้ำแรง โดยการเก็บหอมรอบริบ การ
สะสมเงินทอง หรือการมัธยัสถ์รู้จักใช้จ่ายเงินทอง ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายนั่ นเอง

ส่วนประกอบของต้นออมเงิน


ลักษณะของลำต้น- เป็นเถาซึ่งมีรากยึดเกาะกับวัสดุอื่นๆเช่นไม้หลักไม้ยืนต้นลำต้นมีข้อและแตก

รากออกมาจากข้อ ไม้คลุมดิน มีเหง้าใต้ดิน เส้นผ่านศูนย์กลางพุ่มประมาณ 25 เซนติเมตร

ใบ- มีลักษณะเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวลูกศร ปลายแหลมติ่ง โคนเงี่ยงลูกศร ขอบหยักเป็น
คลื่น แผ่นใบสีขาวอมเทา เส้นกลางใบและเส้นใบสีชมพูอ่อน ก้านใบสีเขียวอ่อน

หน้า 75


บ ริ เ ว ณ ป ลู ก ที่ แ น ะ นำ

ต้ น อ อ ม เ งิ น เ ป็ น ไ ม้ ใ บ ต ร ะ กู ล ไ ม้ เ ลื้ อ ย ที่ ส า ม า ร ถ
ปลูกได้ทั้งในสภาพแสงแดดจัด และแสงรำไร
ตำแหน่ งที่ปลูกเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้
อาศัย ควรปลูกต้นออมเงิน ไว้ทางทิศตะวัน
ออกเฉี ยงเหนื อ ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่เพื่อให้ต้น
อ อ ม เ งิ น ส า ม า ร ถ เ ก า ะ เ กี่ ย ว เ ลื้ อ ย บ น ลำ ต้ น ไ ด้
และผู้ปลูกควรเริ่มปลูกในวันอังคาร เพราะ
โ บ ร า ณ เ ชื่ อ ว่ า ก า ร ป ลู ก ไ ม้ เ พื่ อ เ อ า ป ร ะ โ ย ช น์
ทั่ ว ไ ป ท า ง ใ บ ใ ห้ ป ลู ก ใ น วั น อั ง ค า ร

วิ ธี ก า ร ป ลู ก ต้ น อ อ ม เ งิ น




ก า ร ป ลู ก ใ น แ ป ล ง ป ลู ก เ พื่ อ ใ ช้ ป ร ะ ดั บ ต ก แ ต่ ง
บริเวณบ้านและสวน ควรทำร้านหรือซุ้ม
เพื่อให้ลำต้นเลื้อยขึ้นไป โดยเตรียมหลุม
ปลูกขนาด 20 x 20 x 20 เซนติเมตร ใช้
ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2
ผสมดินปลูก ถ้าต้องการปลูกไว้เตี้ยๆ เป็น
ก อ ไ ม่ ใ ห้ เ ลื้ อ ย ค ว ร มี ก า ร ตั ด แ ต่ ง เ ถ า ห รื อ
ยอดให้สั้นอยู่เสมอและนิ ยมปลูกเป็นกลุ่ม
เ พื่ อ ใ ห้ ดู ส ว ย ง า ม เ ป็ น ก อ

นอกจากนี้ ต้นออมเงินออมทองยังสามารถ
ปลูกในน้ำได้อีกด้วย เพราะเป็นพืชที่ปรับตัว
เข้ากับน้ำได้ดี ไม่จำเป็นต้องใช้กระถางเพื่อ
รองรับดิน สามารถนำไปปลูกในน้ำได้เฉก
เช่นเดียวกับพืชอวบน้ำอื่นๆ เช่นพลูด่าง
เ ป็ น ต้ น

หน้า 76


วิ ธี ก า ร ดู แ ล ต้ น อ อ ม เ งิ น

ต้นออมเงิน ออมทอง ด้วยความเป็นพืชใบ จึงต้องการแสงสว่างและน้ำที่เพียงพอ

เพื่อที่จะทำให้ต้นเติบโตอย่างสวยงาม ซึ่งหลายคนจะยังไม่ทราบเคล็ดลับข้อนี้
แสง- ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง หากปลูกในห้องควรอยู่ใกล้บริเวณ
ที่มีแสงเข้ามาในบ้านเช่นริมหน้ าต่าง ริมระเบียงน้ำ ต้องการปริมาณน้ำมาก
ควรให้น้ำ สัปดาห์ละ 2 หน
ดิน- ดินร่วนซุย ความชื้นสูง เพื่อให้พืชเติบโตได้ดี หากดินร่วนมากๆ จะทำให้ไม่
ต้องให้น้ำถี่ พืชเติบโตได้ดีและเขียวชอุ่ม
ปุ๋ย- ควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก อัตรา 300-500 กรัม/ต้น ใส่เดือนละ 1-2
ค รั้ ง

หน้า 77


แ ก้ ว ก า ญ จ น า

แก้วกาญจนาเป็นไม้ใบในตระกูลอโกลนี มา มีความโดดเด่นที่ลักษณะใบอันสวยงาม ทั้ง

รูปร่าง ลวดลาย และสีสัน จึงทำให้ครองตำแหน่ งไม้ประดับยอดนิ ยมมาอย่างยาวนาน
ทั้งยังเป็นไม้มงคลที่ให้คุณโดดเด่นด้านโชคลาภและความรุ่งเรือง ที่สามารถปรับวิธี
การปลูกเพื่อให้เสริมมงคลแบบเฉพาะเจาะจงตามที่ผู้เพาะเลี้ยงต้องการได้ด้วย อย่าง
เช่นการปลูกตามทิศต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับดวงความรักของแต่ละคน หรือการ
ปลูกไว้บริเวณทางเข้าบ้านเพื่อเสริมด้านเมตตามหานิ ยม เป็นต้น นอกจากนี้ แก้ว
กาญจนายังเป็นพืชฟอกอากาศที่ดูแลได้ง่าย และตั้งวางในห้องที่มีแสงน้ อยได้ด้วย

หน้า 78


ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ต้ น แ ก้ ว ก า ญ จ น า

ลักษณะของลำต้น เป็นไม้ใบที่มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ตอนที่ยังเล็กจะดูเหมือนว่ามี
เพียงกาบใบเท่านั้ นที่โผล่เหนื อดิน แต่เมื่อต้นยืดสูงขึ้นและทิ้งใบล่างแล้ว จึง
เห็นเป็นลำต้นทรงกลมอวบน้ำที่มีข้อปล้องชัดเจน ผิวนอกลำต้นเรียบเกลี้ยง
แ ล ะ เ ป ร า ะ หั ก ไ ด้ ง่ า ย
ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเวียนสลับรอบลำต้น รูปร่างเป็นทรงยาวรีที่มีรายละเอียด
แตกต่างกันไปอีกหลายแบบ เช่น ยาวรีแบบไข่ ยาวรีแบบขอบขนาน เป็นต้น
ขอบใบเรียบ เนื้ อใบค่อนข้างหนา ปลายใบเรียวแหลม ส่วนลวดลายและสีสันก็
ต่ า ง กั น ไ ป ต า ม ส า ย พั น ธุ์
ดอก มีลักษณะเป็นช่อดอกเชิงลดแบบมีกาบ แกนกลางเป็นแท่งทรงกระบอก
ปลายโค้งมน และมีกาบดอกโอบล้อมด้านนอก สามารถออกดอกที่กลางพุ่มหรือ
ซ อ ก ใ บ ก็ ไ ด้
ผล รูปร่างเป็นทรงกลมรีคล้ายลูกรักบี้ ผลสดมักจะเป็นสีเขียว แต่เมื่อแก่ก็จะ
เ ป ลี่ ย น สี ไ ป ต า ม ส า ย พั น ธุ์

หน้า 79


ตำแหน่ งที่เหมาะสมแก่การปลูก

การเพาะเลี้ยงต้นแก้วกาญจนาไว้ในกระถางจะเหมาะสำหรับใช้ตกแต่งบ้านมากที่สุด เนื่ องจาก

เคลื่อนย้ายง่ายและดูแลได้สะดวกกว่า แถมยังยกไปวางไว้ตามห้องต่างๆ ได้อีกด้วย ในส่วน
ของการปลูกเพื่อเสริมสิริมงคลแบบองค์รวมนั้ น ควรปลูกในทิศตะวันออกของตัวบ้าน ถ้าตั้งไว้
ด้านในก็ใช้วางทิศตะวันออกของห้องนั้ น ซึ่งต่างจากการปลูกเพื่อเสริมเรื่องความรักที่จะต้อง
อ้างอิงกับวันเกิดของผู้ที่ปลูกด้วย เช่น คนเกิดวันจันทร์ต้องปลูกทิศตะวันตก คนเกิดวันพุธ
ต้องปลูกทิศใต้ เป็นต้น

สายพันธุ์ยอดนิ ยม

แ ก้ ว ก า ญ จ น า อั ญ ม ณี
แ ก้ ว ก า ญ จ น า บั ล ลั ง ก์ ทั บ ทิ ม
แ ก้ ว ก า ญ จ น า สี ช ม พู

หน้า 80


วิ ธี ก า ร ป ลู ก


ต้นแก้วกาญจนานั้ นสามารถขยายพันธุ์ได้

หลากหลายรูปแบบ ทั้งการเพาะเมล็ด แยก
หัวหรือเหง้า และการปักชำต้น แต่วิธีที่หลาย
คนเลือกใช้จะเป็นการปักชำต้น เพราะทำได้
ง่ า ย แ ล ะ ส ร้ า ง ค ว า ม บ อ บ ช้ำ ใ ห้ กั บ ต้ น แ ม่ พั น ธุ์
น้ อยที่สุด หลังจากต้นแม่โตเต็มที่และมีการ
แตกหน่ อเป็นต้นใหม่อยู่ในกอเดียวกันแล้ว ให้
เราเลือกตัดต้นใหม่สูงพอสมควรแล้ว เฉื อน
ลำ ต้ น ใ ห้ ชิ ด โ ค น ม า ก ที่ สุ ด แ ต่ ไ ม่ จำ เ ป็ น ต้ อ ง ตั ด
ให้ติดรากมาด้วย จากนั้ นนำไปปักชำลงในดิน
ร่วนผสมปุ๋ยคอกและขุยมะพร้าว อาจเสริม
แกลบเพื่อให้ดินร่วนมากขึ้นก็ได้ วิธีการคือให้
เติมดินลงกระถางให้กดโคนต้นให้แน่ น หาก
ดินยุบลงให้เติมดินเพิ่มอีก จากนั้ นรดน้ำจน
ชุ่มและวางไว้ในจุดที่พรางแสงมากกว่า 60
เปอร์เซ็นต์ หลังรากงอกค่อยย้ายไปวาง
ตำแหน่ งที่ต้องการ

วิ ธี ก า ร ดู แ ล รั ก ษ า

แสง ต้องการแสงน้ อย ควรปลูกในพื้นที่
แดดรำไร หากปลูกกลางแจ้งควรได้รับ
แดดแค่ช่วงเช้าเท่านั้ น
น้ำ ต้องการน้ำปานกลาง ควรรดน้ำอย่าง
สม่ำเสมอ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ และระวัง
อ ย่ า ใ ห้ น้ำ ท่ ว ม ขั ง
ดิน เติบโตได้ดีในดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ดี
ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบำรุงดิน 2-3
เดือนต่อครั้ง และใช้ปุ๋ยบำรุงใบประเภท
ล ะ ล า ย ช้ า โ ร ย ร อ บ โ ค น ต้ น ต า ม อั ต ร า ส่ ว น ที่
แ น ะ นำ ใ น ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ ที่ เ ลื อ ก ใ ช้

หน้า 76


Click to View FlipBook Version