The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วัดประจำรัชกาล๑-๑๐

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Potipithak Juh, 2022-09-18 02:30:03

วัดประจำรัชกาล๑-๑๐

วัดประจำรัชกาล๑-๑๐

วัดประจำรัชกาลที่ ๑

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เดิมชื่อวัดโพธาราม ชาวบ้านเรียกสั้น ๆ ว่า
"วัดโพธิ์" เป็นวัดโบราณราษฎรสร้างระหว่าง ปี พ.ศ. ๒๒๓๑-๒๒๔๖ ในรัชกาลพระเพทราชา สมัยกรุงศรีอยุธยา ใน

สมัยธนบุรีพระเจ้าตากสินมหาราชทรงยกฐานะขึ้นเป็นพระอารมหลวงมีพระราชาคณะปกครองตั้งแต่นั้นมา
ต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้มีการบูรณะใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๓๒ ใช้เวลาสร้าง ๗ ปี
๕เดือน ๑๘ วัน โปรดเกล้าให้จัดงานฉลองและพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาศ" เป็นวัดประจำ
รัชกาลที่ ๑ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๗๔ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์อีกครั้งใช้เวลา ๑๖ ปี จึงเสร็จ
สมบูรณ์ ต่อมาพระบาทสมเด็จจอมเกล้าเจ้ายู่หัวทรงปฏิสังขรณ์พระรัศมีพระพุทธไสยาสน์ และทรงเปลี่ยนชื่อเป็น "วัด
พระเชตุพนวิมลมังคลาราม" พร้อมทั้งทรงสถาปนาพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ ๔ ขึ้นในวัดองค์หนึ่งเรียกว่าเจดีย์รัช
การลที่ ๔ ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง
มอบให้กระทรวงโยธาธิการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม โดยมีกรมศิลปากรเป็นผู้ควบคุมการบูรณะ
ปฏิสังขรณ์จนถึงปัจจุบัน การบูรณะใหญ่ครั้งที่ ๒ ดำเนินการในสมัยรัชกาลที่ ๕ และการบูรณะใหญ่ครั้งที่ ๓ ดำเนิน

การในรัชกาลปัจจุบัน

วัดประจำรัชกาลที่ ๒

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดโบราณสร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกว่า ” วัดมะกอก ” แล้วเปลี่ยน
มาเป็น “ วัดแจ้ง ” ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จ

พระพุทธ-เลิศหล้านภาลัย ได้ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่แล้วพระราชทานชื่อใหม่ว่า “ วัดอรุณราชธาราม ”
ถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมอีก แล้ว

เปลี่ยนชื่อวัดเป็น “ วัดอรุณราชวราราม ” มีชื่อเต็มว่า “ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ”
ความสำคัญของวัด เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร อยู่ในเขตพระบรมมหาราชวัง
เดิม และเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ครั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี
พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานผ้าพระกฐินทาง

ชลมารค ถือเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่ต้องปฏิบัติเป็นประจำ

วัดประจำรัชกาลที่๓

วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร

วัดราชโอรสารามนี้เป็น วัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า ‘วัดจอมทอง’ แต่บ้างก็เรียก ‘วัดเจ้าทอง’ หรือ ‘วัด
กองทอง’ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๓ ขณะทรงดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎา
บดินทร์ ทรงเป็นจอมทัพไปตั้งทัพสกัดทัพพม่าที่ด่านเจดีย์สามองค์ พระองค์ทรงนำทัพผ่านและประทับแรมที่วัดนี้
พร้อมกับทำ พิธีเบิกโขลนทวารที่หน้าวัดนี้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่กองทัพ หลังจากทรงเลิกทัพกลับพระนครได้ทรง

ปฏิสังขรณ์วัดจอมทองขึ้นใหม่ทั้งวัดโดยเสด็จประทับคุมงานและตรวจการก่อสร้างด้วยพระองค์เอง เมื่อแล้วเสร็จได้
น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระราชทานนามใหม่ว่า ‘วัด

ราชโอรส’ อันหมายถึงวัดที่พระราชโอรสทรงสถาปนา การสร้างแบบไทยประเพณีเดิมซึ่งใช้เวลานานย่อมไม่ทันการ
และยังไม่คงทนถาวรเพียงพอ ประกอบกับการค้าขายกับชาวจีนที่เฟื่องฟูขึ้น ทำให้เกิดการสร้างงานศิลปแบบกรรม
แนวใหม่ขึ้นมา นั่นก็คือ งานศิลปกรรมแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๓ ซึ่งมีการนำศิลปะจีนเข้ามาผสมผสาน

โดยวัดที่น่าจะสร้างภายใต้แนวคิดนี้เป็นแห่งแรกๆ นั่นก็คือ ‘วัดราชโอรสาราม’ วัดประจำรัชกาลที่ ๓ นั่นเอง

วัดประจำรัชกาลที่ ๔

วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

วัดราชประดิษฐฯ เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ตามธรรมเนียมประเพณี
โบราณที่ว่า ในราชธานีจะต้องมีวัดสำคัญประจำ ๓ วัด คือ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดราชประดิษฐาน จึงทรง
สร้างขึ้นใหม่เพื่อให้ครบตามโบราณราชประเพณี และเพื่อพระอุทิศถวายแก่พระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายเพื่อที่
พระองค์เองและเจ้านาย ข้าราชการ ที่จะไปทำบุญที่วัดฝ่ายธรรมยุติกนิกายใกล้พระบรมมหาราชวังได้สะดวก วัด
ราชประดิษฐฯ จึงเป็นวัดฝ่ายธรรมยุติกนิกายวัดแรกที่สร้างขึ้นเพื่อพระสงฆ์ในนิกายนี้ เพราะวัดอื่น ๆ ของฝ่าย

ธรรมยุตเป็นวัดที่แปลงมาจากวัดของมหานิกาย และด้วยเหตุนี้เองวัดแห่งนี้จึงได้รับยกให้เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๔
ถึงแม้ว่าวัดแห่งนี้จะมีพื้นที่เพียงเล็กน้อย แต่ภายในพระอารามนี้ก็ประกอบไปด้วยปูชนียวัตถุ ปูชนียสถาน
มากมาย เช่น พระวิหารหลวง พระปาสาณเจดีย์ หรือพระเจดีย์ที่ประกบ และฉลุด้วยหินอ่อน ปราสาทพระ
จอม ปราสาทพระไตรปิฏก ปรางค์ขอม และพระที่นั่งทรงธรรมหรือศาลาการเปรียญ ที่เป็นที่ตั้งธรรมาสน์ยอด
มงกุฎ[3] และในพระวิหารหลวงของวัดก็เป็นที่สถิตของพระประธาน "พระพุทธสิหิงคปฏิมากร" ซึ่งพระบาท
สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้จำลองจากพระพุทธสิหิงค์องค์จริงที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระชินสีห์
น้อย พระศรีศาสดาน้อย พระพุทธชินราชน้อย และพระพุทธสิหังค์น้อย

วัดประจำรัชกาลที่ ๕ และ รัชกาลที่ ๗

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรวิหาร สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นวัดที่มหาสีมาขนาดใหญ่ทำเป็นเสาศิลาจำหลักรูปสีมาธรรมจักรอยู่บนเสา ตั้งที่กำแพง
วัดทั้ง ๘ ทิศ จึงได้นามว่าวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม แปลว่าวัดซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงสร้างและเป็นวัดซึ่งมีมหา
สีมาตั้งอยู่ การตั้งมหาสีมาในวัดเช่นนี้ก็เพื่อเฉลี่ยลาภผลแก่สงฆ์ผู้อยู่ในสีมาเดี่ยวกันโดยทั่วถึง และการกระทำ
สังฆกรรมในวัดอาจทำได้ในมหาสีมา เช่น การบวชพระ แม้จะไม่กระทำในพระอุโบสถอย่างวัดอื่น ๆ แต่กระทำใน

ขอบเขตแห่งสีมาก็เป็นองค์พระได้ตามพระวินัยเมื่อได้รับการอนุมัติจากสงฆ์โดยพร้อมเพรียงกัน



พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างวัดราชพิธสถิตมหาสีมารามเป็นวัดประจำพระองค์ตามโบราณ
ราชประเพณีนิยม โดยทรงโปรดให้พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการเป็นแม่กองอำนวยการสร้าง เริ่ม
ก่อสร้างในปี พ.ศ. ๒๔๑๒ พื้นที่รวมทั้งหมด ๑๐ ไร่ ๘๘ ตารางวา ลักษณะพิเศษของวัดคือไม่มีหอไตร เป็นวัดที่มี
การจัดวางแผนผังอย่างงดงามและประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจง

วัดประจำรัชกาลที่ ๖ และ รัชกาลที่ ๙

วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร

วัดบวรนิเวศวิหาร หรือ วัดบวรนิเวศวิหารราชวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร และเป็นวัด
ประจำ ๒ รัชกาลของกรุงรัตนโกสินทร์ ได้แก่ รัชกาลที่ ๖ และ รัชกาลที่ ๙ ตั้งอยู่ระหว่าง ถนนตะนาว และ
ถนนเฟื่องนคร บางลำภู กรุงเทพมหานคร เดิมชื่อ วัดใหม่ ตั้งอยู่ใกล้กับ วัดรังษีสุทธาวาส แต่แล้วก็ได้รวมเข้า

เป็นวัดเดียวกันโดย กรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพย์ ใน รัชกาลที่ ๓ และมีการทำนุบำรุง บูรณะ
ปฏิสังขรณ์วัดเรื่อยมาจนถึงสมัย สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ที่ทรงมาประทับ และก่อตั้ง คณะ

สงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ขึ้น รวมถึงบูรณะปฏิสังขรณ์และสร้างเสริมถาวรวัตถุไว้มากมาย
พระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีรวมถึงบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ทรงเคยมาผนวช เช่น พระบาทสมเด็จ

พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕, พระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ และพระบาทสมเด็จพระปร

มินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช ถึง ๔ พระองค์ คือ
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส,
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ และ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร เรียกได้ว่า

วัดบวรนิเวศวิหาร นั้นมีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นอย่างมาก

วัดประจำรัชกาลที่ ๘

วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร

วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร หรือที่คนนิยมเรียกว่า วัดสุทัศน์ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราช
วรมหาวิหาร ประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ ตั้งอยู่ในเขตพระนคร
ชั้นใน แขวงเสาชิงช้า โดยมี เสาชิงช้า ตั้งโดดเด่นอยู่ทางด้านหน้าของวัด เป็นจุดเด่นที่ไม่ว่าใครที่นึกถึงวัดสุทัศน์ ก็
ต้องนึกถึงเสาชิงช้าด้วยเช่นกันวัดสุทัศนเทพวราราม สร้างขึ้นระหว่าง ปี พ.ศ. ๒๓๕๐-๒๓๕๑ ในสมัยพระบาท

สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ เดิมพระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” ต่อมาได้ทรงโปรด
เกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานของ พระศรีศากยมุนี หรือ พระโต พระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในสมัย
ราชวงศ์พระร่วงของยุคสุโขทัยที่อันเชิญมาจาก พระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ทว่าพระวิหารยังไม่ทัน
สร้างเสร็จก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน ผู้คนจึงเรียกวัดแห่งนี้ด้วยนามที่เรียบง่ายว่า วัดพระโต วัดพระใหญ่ หรือ วัดเสา

ชิงช้า
หลังสิ้นรัชกาลที่ ๑ วัดแห่งนี้ก็ได้มีการสร้างต่อเติมเรื่อยมาจนกระทั่งแล้วเสร็จในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่ง
เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ และทรงโปรดให้สร้างพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ สัตตมหาสถาน และกุฏิสำนักสงฆ์
เพื่อประดิษฐานสังฆาราม หลังจากนั้นก็ได้พระราชทานนามให้ใหม่เป็น “วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร”

จนถึงปัจจุบัน

วัดประจำรัชกาลที่ ๙

วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก

แม้วัดพระรามเก้าจะไม่ได้เป็น วัดประจำรัชกาลที่ ๙ แต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ทรงมีความผูกพันอย่างใกล้ชิด

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) ทรงมีพระราชดำริให้สร้าง วัด
พระรามเก้ากาญจนาภิเษก ขึ้นโดยก่อสร้างเป็นวัดเล็กๆ เพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณ
ใกล้เคียง และเพื่อให้เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนาและกิจกรรมต่างๆ ในการเผยแพร่ศีลธรรม
และจริยธรรมเพื่อการพัฒนาชุมชน สำหรับพระประทานที่ประดิษฐาน ณ อุโบสถวัดพระรามเก้าฯ นั้น พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยเลือกแบบพระพุทธรูปปาง
มารวิชัย (ปางชนะมาร) จากการออกแบบเสนอโดยเรืออากาศเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีและสถาปนิกของ

กรมศิลปากรทั้งหมด ๗ แบบ โดยพระองค์ทรงแก้ไขแบบด้วยพระองค์เอง

วัดประจำรัชกาลที่ ๑๐

วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร

วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร เป็นวัดประจำรัชกาล
ที่ ๑๐ วัดตั้งอยู่ในแขวงบางจากเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน

คือ พระพิพัฒนกิจวิธาน (บุญศักดิ์ สิริปุญโญ)
และเมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๐๘ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลง
กรณ (รัชกาลที่ ๑๐) ทรงรับวัดทุ่งสาธิตไว้ในพระอุปถัมภ์ พร้อมได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดวชิรธรรมสาธิต
วรวิหาร” ด้วย พระอาจารย์สาธิต ฐานวโร ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถวายวัดทุ่งสาธิต แด่สมเด็จพระเจ้า
ลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ (พระยศรัชกาลที่ ๑๐ ในขณะนั้น) เดิมชื่อ วัดทุ่งสาธิต มีคหบดีชาวลาวเป็นผู้สร้างเมื่อ
ประมาณ พ.ศ. ๒๓๙๙ หลังจากคหบดีท่านถึงแก่กรรม วัดนี้จึงถูกทิ้งร้าง กระทั่งได้กลายเป็นวัดที่มีพระสงฆ์ในเดือน

ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ในสมัยพระโสภณวชิรธรรม (สาธิต ฐานวโร) เป็นเจ้าอาวาส ต่อมาเมื่อวันที่ ๙ กันยายน
พ.ศ.๒๕๐๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (พระยศในขณะนั้น) โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้า
ลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ ทรงรับวัดทุ่งสาธิต ไว้ในพระอุปถัมภ์ ได้พระราชทานนามว่า วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร
โดยนามของวัดวชิร มาจากวชิราลงกรณ์, ธรรมมาจาก คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และ สาธิต มาจากนามเดิมพระ

โสภณวชิรธรรม


Click to View FlipBook Version