เสน่ห์ผ้าเมี่ยน
เครื่องแต่งกายและลายผ้าปัก
ประวัติ/ที่มาของกลุ่มชาติพั นธุ์อิ้วเมี่ยน
กลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกตนเองว่า “เมี่ยน” หรือ “อิ้วเมี่ยน” มักเป็นที่รู้จักกันใน
นามว่า “เย้า” ซึ่งเป็นคำที่คนอื่นใช้เรียกพวกเขา อิ้วเมี่ยนเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์บน
ที่สูงที่ตั้งชุมชนกระจายอยู่ทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย นอกจากนั้นแล้วยัง
พบในบริเวณรอยต่อของประเทศจีน เวียดนาม ลาว และไทย กับบางส่วนที่อพยพไป
ตั้งถิ่นฐานในประเทศตะวันตก ภายหลังจากสงครามอินโดจีนโดยชาวอิ้วเมี่ยนที่อยู่ใน
ประเทศไทยได้อพยพเข้ามาสู่ดินแดนล้านนาเมื่อ 200 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่อำนาจของ
ระบบจักรวรรดินิยมตะวันตกและรัฐไทยได้แผ่ขยายเข้ามาบริเวณนี้ชาวอิ้วเมี่ยนเลือก
ตั้งถิ่นฐานบริเวณไหล่เขาห่างไกลจากชุมชน เพราะเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกฝิ่ น
โดยตั้งถิ่นฐานอย่างกระจัดกระจายในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง น่าน
สุโขทัย ตาก
เ ส น่ ห์ ผ้ า เ มี่ ย น 2
ชาวอิ้วเมี่ยนถูกจัดอยู่ในเชื้อชาติมองโกลอยด์ (Mongoloid) และมีภาษาพูดของ
ตนเอง คือ ภาษาเมี่ยน ซึ่งถูกจัดอยู่ใน ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่พูดภาษาแม้ว – เย้า ซึ่งเป็นกลุ่ม
ภาษาย่อยในตระกูลภาษาจีน- ธิเบต โดยมีอักษรเขียนที่ดัดแปลงมาจากภาษาจีน แต่อ่าน
ออกเสียงเป็นภาษาเมี่ยนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เด่นชัดของชาวอิ้วเมี่ยน คือ การแต่ง
กายด้วยเสื้อผ้าตามจารีตประเพณีโดยผู้หญิงจะมีผ้าโพกศรีษะ ผ้าคาดเอว สวมเสื้อคลุม
ยาวถึงเอวซึ่งติดไหมพรมสีแดง และกางเกงขาก๊วยสีดำ ซึ่งเสื้อผ้าของชาวอิ้วเมี่ยนมีความ
โดดเด่นที่ลวดลายปักที่ประณีตงดงามอีกทั้งความโดดเด่นในการสวมเครื่องประดับเงินซึ่ง
เป็นสินทรัพย์ที่มีค่าของชาวอิ้วเมี่ยน ส่วนผู้ชายสวมเสื้อตัวสั้นคอกลมสีดำและกางเกง
ขาก๊วยสีดำ ไม่มีการปักลวดลาย วิถีการดำรงชีพหลักของชาวอิ้วเมี่ยน คือ การทำเกษตร
แบบกึ่งยังชีพบนพื้นที่สูงที่เรียกว่า การตัดฟันโค่นเผา โดยพืชหลักที่ปลูกไว้บริโภคในครัว
เรือน คือ ข้าวไร่และข้าวโพด และปลูกฝิ่ นเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างเดียว วิถีการผลิตดังกล่าว
ทำให้ชาวอิ้วเมี่ยนไม่สามารถตั้งถิ่นฐานถาวรได้ แต่ต้องเคลื่อนย้ายไปหาแหล่งพื้นที่ทำกินที่
มีความอุดมสมบูรณ์กว่าอยู่เสมอสำหรับวัฒนธรรมส่วนใหญ่ของชาวอิ้วเมี่ยนได้รับ
อิทธิพลจากวัฒนธรรมจีน โดยเฉพาะการนับถือระบบเครือญาติแบบแซ่ตระกูล รวมถึงการ
รับอักษรจีนมาดัดแปลงเป็นภาษาของตนเอง และยอมรับในอิทธิพลของลัทธิเต๋ามาผสม
ผสานกับความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติและผีบรรพบุรุษ นอกจากนี้ ลัทธิเต๋ายัง
กลายเป็นแบบแผนทางการปกครองของชาวอิ้วเมี่ยนด้วย
เ ส น่ ห์ ผ้ า เ มี่ ย น 3
เสื้อผ้าและการแต่งกาย
ผู้หญิงจะมีผ้าโพกศีรษะ ผ้าคาด ส่วนผู้ชายมีเสื้อตัวสั้นหลวม
เอวซึ่งมีลายปักที่ชายแต่ละข้าง เสื้อคลุม คอกลมชิ้นหน้าห่ออกอ้อมไปติดกระดุมลูก
ยาวซึ่งสาบเสื้อด้านในรอบคอลงมาจนถึง ตุ้มเงินแปดถึงสิบเม็ดเป็นแถวทางด้าน
เอว จะติดไหมพรมสีแดง และกางเกง ขวา กางเกงจะเป็นกางเกงขาก๊วยไม่มีการ
ขาก๊วยซึ่งเป็นผ้าสีดำและปักลวดลายด้าน ปักลาย ทั้งเสื้อและกางเกงจะตัดเย็บด้วย
หน้า ส่วนใหญ่ผู้หญิงอิ้วเมี่ยนเป็นผู้แต่ง ผ้าทอมือย้อมครามสีน้ำเงินหรือสีดำ ส่วน
กายหรูหราด้วยเสื้อผ้าที่มีการปักลวดลาย เด็กมีเพียงหมวก ซึ่งหมวกเด็กชายจะเย็บ
อย่างประณีต งดงาม อีกทั้งยังสวมใส่ ด้วยผ้าดำสลับผ้าแดงเป็นแฉก ประดับ
เครื่องประดับเงินนานาชนิด โดยเฉพาะใน ด้วยผ้าตัดเป็นลวดลายขลิบริมด้วยแถบ
ช่วงงานพิธีกรรมหรือประเพณีสำคัญผู้ ไหมขาวติด หมวกปุยไหมสีแดงบนกลาง
หญิงอิ้วเมี่ยนมักจะนิยมสวมเครื่องประดับ หัว ถ้าเป็นเด็กผู้หญิง หมวกจะทำด้วย
เงินต่าง ๆ ทั้งแหวน กำไลมือ สร้อยคอ จี้ ผ้าดำหรือน้ำเงินเข้มปักลวดลาย ประดับ
และยังมีเครื่องประดับเงินที่ติดกับสร้อย ไหมพรมสีแดงสดบนกลางกระหม่อมและ
คอ รวมทั้งกระดุมเงินที่ประดับกันอย่าง ข้างหู
มากมายอยู่บนเสื้อปักลายและผ้าที่ประดับ
ด้วยผ้าตัดปะ
เ ส น่ ห์ ผ้ า เ มี่ ย น 4
สัญลักษณ์ในผ้าปักของเมี่ยน
ประกอบด้วย ลายคน ลายนก วัตถุทางศาสนา ความคิด ดอกไม้เงิน พืชและต้นไม้
สิ่งของในชีวิตประจำวัน ความหมายตามโคลงกลอน ฯลฯ ลายเหล่านี้ใช้ในทุกกลุ่มสาขาไม่
ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือมาจากไหน" ลวดลายสัญลักษณ์ บางลายอาจได้รับความนิยมเป็นพิเศษ
ในยุคสมัยหนึ่งๆ แล้วเปลี่ยนแปลงไปเมียนแต่ละกลุ่มจะแสดงความโดดเด่น ทางทัศนศิลป์
โดยการเลือกและผสมผสานลายสัญลักษณ์ต่างๆเข้าด้วยกันให้เกิดเป็นลายใหม่ที่สวยงาม
และมีความหมายแตกต่างออกไป โดยที่ยังไม่ทิ้งลวดลายหลักของกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ลาย
เทพเจ้าสามดาวเป็นลายที่ชาวเมี่ยนนิยมปักมาก เพราะมีความหมายที่เป็นมงคล ส่อแสดง
ถึงคติความเชื่อและอาจจะเป็นการคุ้มครองผู้สวมใส่ด้วยการผสมผสานลวดลาย
สัญลักษณ์ต่างๆ ยังคงเป็นส่วนสำคัญของการปักผ้าเมี่ยน แม้การปักผ้าเมี่ยนจะยึดติดอยู่
กับจารีตประเพณีที่ทำให้เกิดการจำกัดความคิดสร้างสรรค์และความเป็นปัจเจกบุคคลของ
ผู้ปัก แต่ก็ยังมีช่องทางให้ผู้ปักแสดงความเป็นตัวของตัวเองอยู่เสมอ ดังนั้นผ้าปักสองผืน
ของคนสองคนหรือคนคนเดียวกันจะไม่เหมือนกันทั้งหมด
เ ส น่ ห์ ผ้ า เ มี่ ย น 5
สีและความหมายของสี
สีพืน้ ฐานเดิมของเมียน ได้แก่ สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีขาว และน้ำเงิน สีแต่ละสีมี
ความหมาย สีดำห้อมเป็นสีของ สุนัขมังกร สีแดงเป็นสีนำโชค สีเหลืองหมายถึงความ
คงทน สีเขียวเป็นสีของความอุดมสมบูรณ์ สีน้ำเงินอมม่วง (หลั่ว) แสดงถึง ศาสนา ชื่อ
ตรง เที่ยงตรง และสีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์ อย่างไรก็ตามสำหรับชาวเมี่ยนแล้ว "สีอะไร
อยู่ที่คนและสังคม
การเลือกผ้าและเส้นใย
ฝีมือการปักจะสวยงามมากน้อยเพียงใดนั้นเริ่มตั้งแต่การเลือกผ้าและเส้นใยที่จะให้
ปักผ้าแต่ละแบบให้เหมาะสมแต่เดิมเมี่ยนทอผ้าเองเพื่อใช้ตัดเย็บและปักลวดลายที่ตนเอง
ต้องการ ต่อมาหันไปซื้อผ้าฝ้ายทอมือจากคนกลุ่มอื่นๆแล้วนำมาย้อมสีตามที่ต้องการ ผ้าที่
นำมาย้อมสีดำ ต้องเป็นสีดำเข้ม สีไม่ตกง่ายๆ บางหมู่บ้านนิยมใช้ผ้าสีดำเข้มออกแดง จึง
ต้องพิถีพิถันในการเลือกหาหรือสั่งย้อมตามที่ตนเองต้องการ ผ้าที่ใช้ต้องเหมาะสมกับ
ขนาดและแบบของลายปักที่นิยมกันในแต่ละหมู่บ้านลายปักละเอียดต้องใช้ผ้าฝ้ายที่มีเส้น
ทอเล็กสุด ลายปักขนาดใหญ่สามารถใช้ผ้าที่ทอหยาบขึ้นได้ เส้นใยที่ใช้ปักมีทั้งเส้นด้ายมัน
เส้นไหมและไหมพรม ซึ่งมีขนาดและคุณลักษณะต่างกัน จะต้องเลือกให้ได้ขนาดเหมาะกับ
เส้นฝ้ายของผ้าทอ นอกจากเลือกเส้นใยให้เหมาะสมแล้วต้องรู้จักทำเส้นด้ายถักหรือทาง
จากเส้นใยเหล่านั้นเพื่อใช้ติดชายผ้าให้สวยงาม ส่วนใหญ่นิยมใช้สีแดงหรือแดงขาวคู่กัน
อาจจะใช้เส้นลวดเงินพันรอบด้ายถักนี้เพิ่มความสวยงามขึ้นมาอีก เมื่อเรียนรู้การปักลาย
จนชำนาญและถักด้ายเป็นแล้วผู้หญิงเมี่ยนก็จะเริ่มปักลายเครื่องใช้และเครื่องแต่งกายเริ่ม
ตั้งแต่การปักกางเกง ผ้าคาดเอว และผ้าโพกศีรษะตามลำดับ
เ ส น่ ห์ ผ้ า เ มี่ ย น 6
การปักลาย
ชาวเมี่ยนจะจับผ้าและจับเข็มแตกต่างกันกับเผ่าอื่นๆ เมี่ยนจะปักผ้าจากด้านหลังตัวผ้า
ขึ้นมายังด้านหน้าของผ้า เวลาปักจึงต้องจับผ้าให้ด้านหน้าคว่ำลง เมื่อปักเสร็จแต่ละแถว
ก็จะม้วนและใช้ผ้าห่อไว้อีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกต่างๆ ในการปักลายเสื้อผ้า
เครื่องแต่งกายและของใช้ตามจารีตประเพณีนั้น เมี่ยนมีวิธีการปักลาย 4 แบบ คือ
1. การปักลายเส้น (กิ่วกิ่ว)
2. การปักลายขัด (โฉ่งเกียม)
3. การปักลายแบบกากบาท (โฉ่งทิว)
4. การปักไขว้ (โฉ่งดับยับ)
เ ส น่ ห์ ผ้ า เ มี่ ย น 7
เทคนิคการปักผ้า
1. การปักแบบหญิ่ว เป็นการปักลายเส้น งานปักเมี่ยนบนผืนผ้าทุกชนิด จะต้องมีการปัก
ลายเส้นในส่วนที่เป็นขอบของงานปักผ้า มีวิธีปักคือ ใช้เข็มแทงลงด้านบนของผ้า ลอด
เส้นฝ้ายในผ้าไป 4 เส้น จากนั้นแทงเข็มทะแยงข้ามเส้นฝ้ายขึ้นมาด้านบน แล้วดึงปลาย
เข็มขึ้น จากนั้นปักถอยหลังไป 2 เส้น แล้วทำเหมือนเดิมคือ แทงเข็มลงด้านบนของผ้า
แล้วลอดเส้นฝ้ายในผ้าไป 4 เส้น จากนั้นแทงเข็มทะแยงข้ามเส้นฝ้ายขึ้นมาด้านบน แล้วดึง
ปลายเข็มขึ้น จากนั้นปักถอยหลังไป 2 เส้น ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนได้ความยาวตามที่
ต้องการ
2. การปักแบบเจี่ยม (ลายขัด) เป็นการเดินเส้นขึ้นลงตามลวดลายที่กำหนดไปตามแนว
ขวาง ลวดลายที่ปรากฏเหมือนลวดลายที่ได้จากเทคนิคการจก ในงานทอผ้าเจี่ยมจะใช้ปัก
ส่วนที่เป็นขากางเกง ซึ่งเป็นส่วนที่เริ่มต้นในการปักผ้าเปรียบเสมือนการหัดก้าวเดิน ก้าว
สั้นบ้าง ยาวบ้าง การปักลักษณะนี้เป็นการสอนเรื่องการนับเพราะการปักเทคนิคนี้จะต้อง
นับช่อง นับเส้น ซึ่งเป็นการเริ่มต้นเรียนรู้ของสตรี ในเรื่องการปัก มีวิธีปักคือ แทงเข็มลง
บนผ้าด้านบนแล้วสอดเข็มเข้าในช่องว่างระหว่างเส้นฝ้ายในผืนผ้าเหมือนกับการทอผ้าที่
พุ่งเส้นนอนลงบนเส้นยืนซึ่งการสอดเข็มลงใต้เส้นฝ้าย จะสอดกี่เส้นและข้ามกี่เส้นขึ้นอยู่
กับลาย ซึ่งจะต้องนับให้ถูกต้อง เมื่อปักเสร็จด้านหน้าและด้านหลังจะได้ลายที่แตกต่างกัน
ลายปักที่ใช้เทคนิคนี้ได้แก่ ฉ่งเฉ่ ฉ่งโอ่งก้วงและฉ่งเสด เป็นลายที่ปักปลายขากางเกง โดย
ทั้งสามลายนี้เป็นลายบังคับที่กางเกงเมี่ยนทุกผืน ไม่ว่าจะเป็นเมี่ยนในพื้นที่ใดก็ตาม
เ ส น่ ห์ ผ้ า เ มี่ ย น 8
เทคนิคการปักผ้า
3. การปักแบบทิ่ว (ลายสอง) เมื่อปักเสร็จแล้วจะได้รูปคล้าย เครื่องหมายบวก (+) แต่
เป็นการปักสี่เส้นที่แยกจากกันจากจุดเดียว มีวิธีปักคือ แทงเข็มลงบนผ้าด้านบนแล้วสอด
เข็มลอดเส้นฝ้ายบนผืนผ้า 2 เส้น ดึงปลายเข็มขึ้น จากนั้นสอดเข็มลอดเส้นฝ้ายอีก 2 เส้น
ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตามแนวนอนขณะที่กำลังปักแนวนอน และแนวตั้ง กล่าวคือการปัก
ลายนี้ต้องปักเดินหน้าไปเรื่อยๆ จนมาบรรจบกันเป็นลาย การปักเทคนิคทิ่วนี้ เป็นการปัก
ที่ยากที่สุดจะต้องใช้สมาธิ และการวางแผนที่ดี จึงจะสำเร็จ ดังนั้นลายที่ใช้เทคนิคนี้ปักจึง
มักเป้นลายเดี่ยว และใช้สีเดียว เช่น ลายเทพสุนัขมังกร ลายองครักษ์ ลายเครื่องประดับ
ยศ เป็นต้น การปักเทคนิคนี้ ทั้งด้านหน้าและด้านหลังจะได้ลายออกมาเหมือนกัน
เนื่องจากเทคนิคนี้ เป็นเทคนิคที่ยาก สตรีเมี่ยนรุ่นใหม่จึงทำไม่ค่อยได้ และหันไปใช้เทคนิ
คดับญัด คือการปักไขว้ซึ่งง่ายกว่าแทน
4. การปักแบบดับญัด คือการปักไขว้ เทคนิคการปักแบบนี้เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป เพราะ
มีการนำมาปักในงานต่างๆ มากมาย มีวิธีการปักคือ แทงเข็มลงบนผ้าขึ้นลงโดยข้ามเส้น
ฝ้ายบนผ้าครั้งละ 2 เส้น จะทำให้เส้นไหมที่ปักลงไปออกมาเป็นรูปกากบาท เมื่อปักเสร็จ
ลายด้านหน้าและหลังจะต่างกัน การปักเทคนิคนี้มักจะใช้ปักทั้งลายเดี่ยว เช่น ลายฟัน
เลื่อย และลายที่มีการผสมผสาน เช่น ลายดอกฝักทอง ซึ่งมักจะใช้หลายสีในการปัก
เทคนิคนี้ไม่นิยมปักลงในชุดเจ้าสาว เพราะการปักไขว้ถือว่าเป็นการทับและถมกัน จะใช้เท
คนิคเจี่ยมและทิ่วเท่านั้น อีกทั้งไม่นิยมให้ผู้ที่เริ่มหัดใหม่ปักเพราะง่าย แต่จะให้เริ่มหัดในสิ่ง
ที่ยากก่อน โดยเริ่มจาก เจี่ยม ทิ่ว แล้วจึงมาดับญัด
เ ส น่ ห์ ผ้ า เ มี่ ย น 9
ลายผ้าปัก
-ลายก้อนยอ (แมงมุม)
ก้อนยอ หมายถึง แมงมุม โดยลักษณะลวดลายที่พบ มี 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่หนึ่งมองดูคล้าย
สี่เหลี่ยมซ้อนกัน ปลายด้านหนึ่งเป็นมุมแหลมคล้ายหัวแมงมุม ด้านที่เหลือแตกเป็นกิ่งก้านคล้ายขา
ของแมงมุม
และลักษณะที่สอง รูปร่างคล้ายเส้นตรงขดต่อเนื่องกันเป็นสี่เหลี่ยมข้างลำตัว แตกเป็นแฉกแหลม
คล้ายลักษณะขา ของแมงมุม เอกลักษณ์ลวดลาย ก่อนยอ พบได้ในผ้าปักชาวเมี่ยนแทบทุกชิ้น
เช่น ผ้าโพกหัว ขากางเกงของสตรีชาวเมี่ยน และลวดลายในผ้าสะพายหลังผืนใหญ่ ที่แม่ชาวเมี่ยน
ใช้สะพายลูกน้อย
-ลายย่านเปี้ ยง (ดอกไม้เงิน)
ย่านเปี้ ยง หมายถึง ดอกไม้เงินลวดลายย่านเปี้ ยง มีที่มาจากการประกอบพิธีแต่งงานในสมัย
โบราณของชาวเมี่ยนที่นิยมนำเงินมาตีเป็นรูปดอกไม้ เพื่อนำมาใส่ไว้ในภาชนะคล้ายชามให้คู่บ่าวสาว
ได้ยกมอบ ให้แก่ผู้ใหญ่ในงานพิธีจากนั้นผู้ใหญ่ก็จะนำเงินทองใส่ลงในชาม มอบกลับมาให้ลูกหลาน
ดังนั้นดอกไม้เงิน จึงถือเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่เป็นสิริมงคลเมื่อนำมาปักเป็นลวดลายในเสื้อผ้า
เครื่องแต่งกายก็เชื่อว่าจะนำสิ่งดี ๆ ที่เป็นมงคลมาให้แก่ผู้สวมใส่อีกด้วย
เ ส น่ ห์ ผ้ า เ มี่ ย น 10
ลายผ้าปัก
-ลายซม (คน)
ซม แปลว่า คน บางครั้งจะพบว่าชาวเมียนเรียกลวดลายลักษณะนี้ว่า เมี่ยน บรรพบุรุษชาวเมี่ยน
จินตนาการลวดลายขึ้น เพื่อที่จะถ่ายทอดและเลียนแบบลักษณะรูปร่างทางกายภาพของคนอย่าง
ง่ายๆ คล้ายภาพเขียนของมนุษย์ยุคโบราณที่มีส่วนหัว ลำตัว แขน ขาลายชมจึงเป็นอีกหนึ่งลาย
เอกลักษณ์งานปักผ้าของชนเผ่าชาวเมียนที่โดดเด่นชัดเจนจึงมักเห็นลายนี้ ปรากฎอยู่บนผืนผ้าปัก
ชนเผ่าเมี่ยนทั้งชายและหญิง แทบทุกผืน
- ลายเหยว (ฟันเลื่อย ,กั้น)
เหยว เป็นชื่อเรียกลายปักโบราณดั้งเดิม แปลว่า ฟันเลื่อยซึ่งสอดคล้องไปกับรูปร่างของลวดลาย
ที่มีลักษณะชิกแซกสลับขึ้นลง ดูคล้ายฟันเลื่อยแต่ในอีกความหมายหนึ่ง คำว่าเหยวในภาษาเมี่ยน
ยังหมายถึง กัน หรือ กั้น ด้วยดังนั้น ชาวเมี่ยนจึงนิยม ปักลายเหยวนี้ ที่บริเวณชายขอบผ้า เช่น
ปลายขอบขากางเกง ผ้าโพกหัวหรือผ้าคาดเอวสตรี หรือเ ป็นลายคั่นระหว่าง ลายหนึ่ง กับ อีกลาย
หนึ่งชาวเผ่าเมียนมีความเชื่อแต่โบราณว่า ลายเหยวนี้ จะช่วยป้องกัน และกั้นสิ่งที่เป็นอันตรายหรือ
สิ่งที่ไม่ดี ไม่ให้เข้ามากล้ำากรายแก่ผู้ที่สวมใส่ได้
เ ส น่ ห์ ผ้ า เ มี่ ย น 11
ลายผ้าปัก
-ลาย ด่ม หม่าว หน่อม (หูเสือ)
ด่ม หม่าว หน่อม หมายถึง หูเสือ มีที่มาจากการที่บรรพบุรุษชาวเมี่ยนได้สังเกตเห็นลักษณะ
โครงร่าง อันน่าสนใจของใบหูเสือจึงได้นำมาจินตนาการสร้างสรรค์ขึ้น เป็นลวดลายปักบนผืน
ผ้าลายดมหม่าวหน่อม เป็นลวดลาย ที่มีวิธีการปักค่อนข้างยากหญิงชาวเมี่ยนที่ปักลายนี้ได้นั้น
จำเป็นจะต้อง ผ่านการฝึกหัดปักลายง่ายๆ มาระยะเวลาหนึ่งแล้วจึงจะปีกลายนี้ได้ อย่างไรก็ตาม
ปัจจุบันยังมีผู้สืบทอดเอกลักษณ์ลวดลายดมหม่าวหน่อม หรือลายหัวเสือให้ปรากฏงอยู่มิให้
สูญหายไปตามกาลเวลา
-ลาย ด่ม หม่าว งิ้ว (เล็บเสือ)
ด่ม หม่าว งิ้ว แปลว่า เล็บเสือบรรพบุรุษได้แรงบันดาลใจมาจากลักษณะต่างๆ ของเสือลาย
ดมหม่าวงิ้ว สร้างสรรค์ออกแบบลวดลายให้คล้ายลักษณะกรงเล็บของเสือ ในขณะที่มีการกางออก
นิยมนำไปใช้ปัก เป็นลายกางเกง ของผู้หญิงเมียนส่วนบนที่เรียกว่า โฮวซินทุกวันนี้ผู้หญิงชาวเผ่า
เมียน ยังคงมีการสืบทอดปักลวดลาย ดมหม่าวงิ้วหรือลายเล็บเสืออย่างแพร่หลาย
เ ส น่ ห์ ผ้ า เ มี่ ย น 12
เมี่ยนนำลักษณะเด่นของแต่ละลายปักเดิมมาปรับปรุง หรือประยุกต์เพิ่มเติมให้เป็น
ลายปักใหม่อีกลายหนึ่ง และกำหนดสีสันสวยงามตามความต้องการ นอกจากนี้สตรีเมี่ยนที่
มีความเฉลียวฉลาดก็สามารถประดิษฐ์ลวดลายใหม่ๆขึ้นมา โดยการนำส่วนประกอบของ
ลายต่างๆ มาประกอบเข้าด้วยกันหรือดัดแปลงเป็นลายปักใหม่ โดยอาจมีการตั้งชื่อเรียก
ใหม่ แต่โดยทั่วไปแล้วจะเรียกชื่อที่คงลักษณะเด่นของลายเดิม เช่น ลายปักหมวกขององค์ผู้
บริสุทธิ์ทั้งสาม (ฟามกุน) เป็นลายที่ปรับปรุงมาจาก ลายฟามซิง บางครั้งลายปักแบบปัก
ไขว้แต่ละลวดลายนี้มีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป บางหมู่บ้านอาจมีขนาดใหญ่ แต่ละกลุ่ม
อาจเรียกชื่อที่แตกต่างกันด้วย และบ่อยครั้งพบว่าเมี่ยนเรียกชื่ออย่างเดียวกันแต่ลายปัก
ต่างกัน อย่างไรก็ตาม ชื่อลายปักที่เมี่ยนเรียกกันจะมีความหมายที่สัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับ
สิ่งต่างๆ เช่น ความเชื่อ หรือพืชผลทางการเกษตร ถึงแม้ว่าเมี่ยนจะปักลายตามความเชื่อ
ต่างๆ แต่เมี่ยนไม่ได้ถือว่าลายปักเป็นเครื่องลางของขลัง นอกจากนี้ เมี่ยนเชื่อว่ากางเกง
ของผู้หญิงเป็นของต่ำ ดังนั้นแม้จะมีลายปักตามความเชื่อก็ไม่สมควรเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เ ส น่ ห์ ผ้ า เ มี่ ย น 13
แหล่งข้อมูล
http://iumienculture.blogspot.com/2014/10/blog-post.html
https://www.sac.or.th/databases/ethnic-groups/ethnicGroups/85?fbclid
https://www.unna46.com/article/9
https://www.unna46.com/article/9
https://www.chiangraifocus.com/tatchiangrai
เ ส น่ ห์ ผ้ า เ มี่ ย น 14