ศิลปะการแสดง
เรื่อง ลิเกร์ฮูลู
ลิเกร์ฮูลู
เป็นการละเล่นพื้นบ้านของ ชาวไทยมุสลิม ใน 3 จังหวัด
ชายแดนภาคใต้ ดิเกร์มาจาก ภาษาอาหรับ ว่า ดิเกร์อาวัล
หรือดิเกร์อาวา ซึ่งหมายถึงการสวดหรือการร้องเพลง คำว่า
ฮูลู เป็นภาษามลายู หมายถึง ยุคก่อนหรือจุดเริ่มต้นพัฒนามา
จากพิธีกรรมประกอบดนตรีเพื่อรักษาผู้ป่วยที่เชื่อว่าเกิดจาก
การกระทำของภูตผี ตั้งแต่สมัยที่ผู้คนในบริเวณนี้ยังนับถือ
ศาสนาพุทธ นิกายมหายาน หรือ ศาสนาฮินดู ซึ่งได้รับ
อิทธิพลจากชวา ภายหลังเปลี่ยนไปนับถือ ศาสนาอิสลาม จึง
ได้นำการกล่าวสรรเสริญ พระเจ้าในศาสนาอิสลาม แทน
เอ็มแอนด์เอฟ อาร์คิเทกตส์ 2563
ความเป็นมา
ลิเกฮูลู หรือ ดิเกฮูลู มาจากคำว่า ลิเก หรือดิเก และฮูลู ท่านผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่าลิเกหรือ ดิเกมาจากคำว่า ซี เกร์ หมายถึง การอ่านทำนองเสนาะ ส่วนคำว่าฮูลู แปลว่า
ใต้หรือทิศใต้ รวมความแล้วหมายถึง การขับบทกลอนเป็นทำนองเสนาะจากทางใต้
ลิเกฮูลู เป็นการละเล่นพื้นบ้านแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับความนิยมมากของชาวไทยมุสลิม มักจะใช้แสดงในงานมาแกปูโละ งานสุหนัด งานเมาลิด
งานฮารีรายอแล้ว คำว่า "ลิเก" หรือ ดิเกร์" เป็นศัพท์เปอร์เซีย มีความหมาย ๒ ประการ คือ
๑. เพลงสวดสรรเสริญพระเจ้า ซึ่งเรียกการสวดดังกล่าวนี้ว่า"ดิเกร์เมาลิด"
๒. กลอนเพลงโต้ตอบ นิยมเล่นกันเป็นกลุ่มคณะ เรียกว่า "ลิเกฮูลู" บ้างก็ว่าได้รับแบบอย่างมาจากคนพื้นเมืองเผ่าซาไก เรียกว่า มโนห์ราคนซาไก บ้างก็ว่า
เอาแบบอย่างการเล่นลำตัดของไทยผสมเข้าไปด้วย
ลักษณะการแสดง
ลิเกฮูลูคณะหนึ่ง ๆ จะมีประมาณ 10 คน เป็นชายล้วน มีต้นเสียง 1-3 คน ที่เหลือจะเป็นลูกคู่ เวทีลิเกฮูลู จะยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร เปิดโล่งไม่มีม่าน ไม่มีฉาก
ลูกคู่ขึ้นไปนั่งล้อมวงร้องรับและตบมือโยกตัวให้เข้ากับจังหวะดนตรี ส่วนผู้ร้องหรือผู้โต้กลอนจะลุกขึ้นยื่นข้าง ๆ วงลูกคู่ ถ้ากรณีมีการประชันกัน แต่ละคณะจะขึ้นนั่งบน
เวทีด้วยกัน แต่ล้อมวงแยกกันพอสมควร การแสดงที่ผลัดกันร้องทีละรอบทั้งรุกและรับเป็นที่ครึกครื้นสบอารมณ์ของผู้ชม
ลิเกฮูลู เริ่มต้นด้วยการแสดงด้วยดนตรีที่ใช้โหมโรงเป็นการเรียกผู้ชม ต่อจากนั้นนักร้องออกมาร้องเพลงในจังหวะต่าง ๆ ทีละคน เนื้อร้องกล่าวถึงความประสงค์ใน
การเล่น แล้วจึงเริ่มแสดง ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องราวของเหตุการณ์บ้านเมือง ปัญหาท้องถิ่นหรือเรื่องตลกโปกฮา ผู้แสดงจะต้องใช้คารมและปฏิภาณ ให้ทั้งความรู้และ
ความบันเทิงแก่ผู้ชม
เครื่องดนตรี
โดยทั่วไปเครื่องดนตรีจะประกอบด้วย รำมะนา(รือบานา) อย่างน้อย ๒ ใบ ฆ้อง ๑
วง และลูกแซ็ก ๑ - ๒ คู่ อาจมีขลุ่ยเป่าคลอขณะลูกคู่ร้อง และดนตรีบรรเลง ดนตรี
จะหยุดเมื่อมีการร้องหรือขับ ทำนองเดียวกับการร้องลำตัดหรือเพลงฉ่อย
ท่วงทำนองปัจจุบันมี ๓ จังหวะ คือ สโลว์ แมมโบสเลว์ และจังหวะนาฏศิลป์อินเดีย
ซึ่งเนื้อร้องจังหวะใดก็ต้องใช้ร้องกับจังหวะนั้นๆ จะใช้ร้องต่างจังหวะกันไม่ได้
เครื่องดนตรีภาษาไทย ( และภาษายาวี)
1.รำมะนาใหญ่ (บานอร์อีบู) 2.รำมะนาเล็ก (บานอร์อาเนาะ)
3.ฆ้อง (โฆ่ง) 4.โม่ง (ม่อง)
5.ฉิ่ง (อาเนาะอาแย ) 6.ฉาบ (ฉาบ)
7.ไม้ปรบมือ (กายูตือโป๊ะ) 8.แซด (แซด)
9.ลูกแซด (เวาะลอมา)
เครื่องแต่งกาย
แต่เดิมผู้เล่นจะโพกหัว สวมเสื้อคอกลม นุ่งโสร่ง บางครั้งอาจเหน็บขวานทำนองไว้
ข่มขวัญคู่ต่อสู้ ต่อมามีการแต่งกายแบบการเล่นสิละ แต่ไม่เหน็บกริชหรือถือกริช อาจ
เหน็บขวาน ในปัจจุบันมักแต่งกายแบบไทยมุสลิมทั่วไปหรือตามแบบสมัยนิยม
แต่คณะอีแกมะฮ จะใส่ชุดแบบมลายู เสื้อแขนยาว, กางเกงขายาว มีหมวก สาย
สะพาย และผ้ารัดเอว
เอ็มแอนด์เอฟ อาร์คิเทกตส์ 2563
วิธีการเล่น
เริ่มแสดงดนตรีโหมโรงเพื่อเร้าอารมณ์คนดู สมัยก่อนมีการไหว้ครูในกรณีที่มีการประชันกันระหว่าง
หมู่บ้าน หรืออาจมีหมอผีของแต่ละฝ่ายปัดรังควานไล่ผีคู่ต่อสู้ก็มี ปัจจุบันสู้กันด้วยศิลปคารมอย่าง
เดียว เมื่อลูกคู่โหมโรงต้นเสียงจะออกมาร้องทีละคน เริ่มด้วยวัตถุประสงค์ของการแสดง หลังจากนั้น
ก็เริ่มเข้าสู่เรื่องราว อาจจะเป็นเหตุการณ์บ้านเมือง หรือความรักของหนุ่มสาว หรือเรื่องตลก ในกรณี
ที่มีการประชัน หรือบางครั้งก็เป็นเรื่องราวการกระทบกระแทก เสียดสีกัน หรือหยิบปัญหาต่าง ๆ มา
กล่าวเพื่อให้ผู้ชมชื่นชอบในคารมและปฏิภาณ
โอกาสและเวลาที่เล่น
แต่เดิมนิยมแสดงในงานพิธีต่าง ๆ เช่น เข้าสุหนัต งานแต่งงาน (มาแกปูโล๊ะ) ปัจจุบันลิเกฮูลูยังแสดงใน
งานเทศกาลต่าง ๆ ร่วมกับมหรสพอื่น ๆ บางท้องที่ก็แสดงในงานพิธีสำคัญ เช่น พิธีถวายพระพรวัน
เฉลิมพระชนมพรรษาเป็นต้น
ท่ารำ / แสดง นักร้องนำ - ร้องนำ ลีลาการเต้น
ลูกคู่ - ประสานเสียง
นักแสดง - แสดงลีลาท่าทาง
ขั้นตอนการแสดง
1. บรรเลงดนตรี 2. ขับกลอน ขับเสภา( มาแตปาตง )
3. กาโร๊ะ 4. ร้องเพลง เป็น 2 ภาษา
5. กาโร๊ะตานี ( ตักเตือน ) 6. วาบูแล (การร้องเพลงปิดการแสดง )
เวลาการแสดง
ประมาณ 1 – 1.30 ชั่วโมง
นางสาวมยุรี อินทะบุดดา
6211230015