The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nurfadia Chenik, 2023-10-08 04:48:42

สื่อการเรียนการสอน แคร่รถไฟ

แคร่รถไฟ.docx

เอกสารประกอบโครงงาน เรื่อง สื่อการเรียนการสอนแคร่รถไฟ Teaching materials for railway carriages ผู้จัดทำ นางสาว นุรฟาเดีย เจะนิ 6530113028 นางสาว สิริมา จุลหงษ์ 6530113033 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาช่างเทคนิคระบบขนส่งทางราง ปีการศึกษา 2566 วิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์


เอกสารประกอบโครงการ เรื่อง สื่อการเรียนการสอนแคร่รถไฟ Teaching materials for railway carriages ผู้จัดทำ นางสาว นุรฟาเดีย เจะนิ 6530113028 นางสาว สิริมา จุลหงษ์ 6530113033 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาช่างเทคนิคระบบขนส่งทางราง อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ อาจารย์เจริญชัย เดชสุวรรณ (อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก) อาจารย์ ภูวภัทร (อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม) ปีการศึกษา 2566 วิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์


ใบรับรองโครงงาน สาขาช่างเทคนิคระบบขนส่งทางราง วิทยาลัยเทคนิคนราธิวาสมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เรื่อง สื่อการเรียนการสอนแคร่รถไฟ ผู้จัดทำ 1. นางสาว นุรฟาเดีย เจะนิ 6530113028 2. นางสาว สิริมา จุลหงษ์ 6530113033 ชื่อโครงงาน : เรื่องสื่อการเรียนการสอนแคร่รถไฟ (Teaching materials for railway carriages) สาขาวิชา : ช่างเทคนิคระบบขนส่งทางราง วิทยาลัย : เทคนิคนราธิวาส ที่ปรึกษาโครงงาน : อาจารย์ อาจารย์ ปีการศึกษา : 2566 ……………….. ………………. (………………..) (………………) อาจารย์ที่ปรึกษา หัวหน้าสาขาวิชาช่างเทคนิคระบบขนส่งทางราง ……………….. ……………… (………………..) (……………….) กรรมการสอบโครงการ กรรมการสอบโครงการ


คำนำ สาขาช่างเทคนิคระบบขนส่งทางราง วิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส มหาวิทยาลัยนราธิวาสราช นครินทร์ ได้กำหนดรายวิชาโครงการ (Project) อยู่ในโครงสร้างหลักสูตรของสาขาวิชา เพื่อเป็น การน่า ความรู้จากรายวิชาต่างๆ มาประยุกต์ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี การวางแผน นาเสนอ โครงการ ผลงาน ทางวิชาการ การออกแบบ การสร้างเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ในงานที่เกี่ยวข้องให้ แล้วเสร็จในเวลาที่ กําหนดโดยรายงานผลการปฏิบัติงานเป็นระยะๆ ตลอดการท่าโครงการ และ นำเสนอผลงานให้ คณะกรรมการประเมินผล ดังนั้นเอกสารประกอบโครงงาน เรื่อง สื่อการเรียน การสอนแคร่รถไฟ Teaching materials for railway carriages เล่มนี้ได้จัดทำขึ้นโดยมี จุดมุ่งหมายเพื่อใช้เป็นคู่มือให้ นักศึกษาสาขาวิชาช่างเทคนิคระบบขนส่งทางราง วิทยาลัยเทคนิค นราธิวาส มหาวิทยาลัยนราธิวาสราช นครินทร์ ได้ใช้เป็นแนวทางในการเรียนจัดทำผลงานใน รายวิชาโครงการได้อย่างมีหลักการและเป็น แนวทางเดียวกัน อย่างมีประสิทธิภาพ


สารบัญ คำนำ หน้า สารบัญ สารบัญตาราง สารบัญรูป บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญ 1.2 วัตถุประสงค์ 1.3 ขอบเขตของโครงงาน 1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.5 แผนการดำเนินงาน บทที่ 2 เนื้อหาและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 2.1 แคร่รถไฟ คือ / ความแตกต่างของแคร่และโบกี้ 2.2 ประเภทของแคร่รถไฟมีกี่ประเภท / การใช้งานแต่ละประเภท 2.3 ส่วนประกอบของแคร่ แต่ละประเภท (ชื่อชิ้นส่วน หน้าที่) 2.4 การออกแบบแคร่ บทที่ 3 วิธีการดำเนินโครงการ 3.1 ขั้นตอนการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น 3.2 ขั้นตอนการดำเนินการ บทที่ 4 ผลการประเมิน บทที่ 5 สรุปผลการประเมิน 5.1สรุปการประเมิน 5.2 เกณฑ์ในการแปลความหมายของค่าคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้ตอบ แบบสอบถาม 5.3 สรุปผลการประเมินความพึงพอใจด้วยผู้เชี่ยวชาญ 5.4 สรุปผลการประเมินความพึงพอใจของนักศึกษา 5.5 ข้อเสนอแนะ


สารบัญตาราง ตารางที่ 1 หน้า 1 ระดับการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ 2 ระดับการประเมินของนักศึกษา 3 ความพึงพอใจต่อการประเมินระดับการประเมินด้วยผู้เชี่ยวชาญ 4 ความพึงพอใจต่อการประเมินระดับการประเมินด้วยนักศึกษา


สารบัญรูป รูปที่ หน้า 123456789


บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญ รถไฟเริ่มเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศอังกฤษ เมื่อประมาณสามร้อยปีมาแล้ว เดิมทีเดียว สร้างขึ้นเพื่อใช้บรรทุกถ่านหิน รถนั้นมีล้อ แล่นไปตามรางและใช้ม้าลาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2357 จอร์จ สตีเฟนสัน (George Stephenson) ชาวอังกฤษ ได้ประดิษฐ์รถจักรไอน้ำ ชื่อว่า ร็อค เก็ต (Rocket)ซึ่งสามารถแล่นได้ด้วยตนเองเป็นผลสำเร็จ นำมาใช้ลากจูงรถแทนม้าในเหมืองถ่าน หิน ภายหลังจากนั้นก็ได้มีผู้ประดิษฐ์รถจักรไอน้ำและรถจักรชนิดอื่นๆ ขึ้นอีกหลายแบบ รถไฟได้ เปลี่ยนสภาพจากรถขนถ่านหินมาเป็นรถสำหรับขนส่งผู้โดยสารและสินค้า ดังเช่นในปัจจุบัน และ ซึ่งโบกี้ก็เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของรถไฟ โบกี้ คือ แคร่ล้อรับน้ำหนักตู้โดยสาร ประกอบด้วยโครงสร้างล้อ เพลา และอุปกรณ์ลด แรงสั่นสะเทือนขณะรถไฟเคลื่อนที่ มีลักษณะนามเป็น “โบกี้” หรือ “ชุด” โบกี้ได้ถูกบรรจุเป็นส่วน หนึ่งของตู้รถไฟแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รถไฟวิ่งด้วยความเร็วที่มากขึ้นได้ แรงสั่นสะเทือนขณะวิ่งลดลง และรองรับน้ำหนักตู้รถไฟแต่ละตู้ได้มากขึ้น การกระจายน้ำหนักลงสู่รางก็ดีขึ้น รวมถึงเข้าโค้งรัศมี แคบๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีจุดหมุนตามสรีระของทางรถไฟ “โบกี้” หรือ “แคร่ล้อ” จึงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของรถไฟ ซึ่งประกอบไปด้วย ล้อและเพลา ซึ่ง แยกออกมาจากตัวตู้รถไฟ โดยโบกี้แต่ละตัวจะมี 4 ล้อ วางอยู่บนรางข้างละ 2 ล้อ ดังนั้น รถไฟ 1 ตู้ จึงมี 2 โบกี้ หรือ 8 ล้อ และ "รถไฟฟ้า MRT 1 ขบวน มี 3 ตู้โดยสาร 6 โบกี้ 24 ล้อ" -หากเป็นโบกี้ชนิดมีระบบขับเคลื่อน จะมีส่วนประกอบของมอเตอร์และเกียร์ เพิ่มเข้ามาด้วย -โบกี้ไม่ได้ “ใช้สำหรับโดยสาร” แต่ใช้สำหรับ “รองรับตู้โดยสาร” และ “ทำให้รถไฟเคลื่อนที่ไป ตามทาง” ไม่ใช่ ตู้รถไฟ (Passenger car) อย่างที่หลายคนเข้าใจ


ภาพที่ 1.1 แคร่รถไฟ การศึกษาเพื่อสร้างสื่อการ การสอนเกี่ยวกับแคร่ หรือ โบกี้ รถไฟ ทางคณะผู้จัดทำมีความ ต้องการแสดงถึงการเนื้อหาเรื่องโบกี้รถไฟ อย่างถูกต้องและช่วยให้นักศึกษาทบทวนความรู้ได้ด้วย ตนเอง 1.2 วัตถุประสงค์ 1.2.1 เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอน เรื่อง แคร่รถไฟ 1.3 ขอบเขต 1.3.1 สามารถสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับสื่อการเรียน การสอนรายวิชา แคร่รถไฟ 1.3.2 สามารถใช้ในการประกอบการเรียนการสอนได้ 1.4 ประโยชน์ของโครงงาน 1.4.1 ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาและบทเรียนเรื่อง แคร่รถไฟ 1.4.2 ทำให้ผู้เรียนรู้จักส่วนประกอบของแคร่รถไฟ ทั้ง17ชนิด


1.5 แผนการดำเนินงาน 1.5.1 ใช้power point ในการสร้างสื่อการเรียนการสอน 1.5.2 ใช้google fromsในการทำแบบทดสอบ


บทที่2 เนื้อหาและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ในบทนี้จะกล่าวถึงทฤษฎีและองค์ประกอบต่างๆที่เกี่ยวข้องของแคร่รถไฟ ซึ่งจะมี รายละเอียดดังนี้ 2.1 แคร่รถไฟ คือ / ความแตกต่างของแคร่และโบกี้ 2.2 ประเภทของแคร่รถไฟมีกี่ประเภท / การใช้งานแต่ละประเภท 2.3 ส่วนประกอบของแคร่ แต่ละประเภท (ชื่อชิ้นส่วน หน้าที่) 2.4 การออกแบบแคร่ 2.1 แคร่รถไฟ คือ / ความแตกต่างของแคร่และโบกี้ โบกี้ คือ แคร่ล้อรับน้ำหนักตู้โดยสาร ประกอบด้วยโครงสร้างล้อ เพลา และอุปกรณ์ลด แรงสั่นสะเทือนขณะรถไฟเคลื่อนที่ มีลักษณะนามเป็น “โบกี้” หรือ “ชุด” โบกี้ได้ถูกบรรจุเป็น ส่วนหนึ่งของตู้รถไฟแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รถไฟวิ่งด้วยความเร็วที่มากขึ้นได้ แรงสั่นสะเทือนขณะวิ่ง ลดลง และรองรับน้ำหนักตู้รถไฟแต่ละตู้ได้มากขึ้น การกระจายน้ำหนักลงสู่รางก็ดีขึ้น รวมถึงเข้า โค้งรัศมีแคบ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีจุดหมุนตามลักษณะของทางรถไฟ 2.2 ประเภทของแคร่รถไฟมีกี่ประเภท / การใช้งานแต่ละประเภท แคร่บรรทุก การใช้งาน รถบรรทุกสินค้าเป็นล้อเลื่อนที่ไม่มีกำลังขับด้วยตัวเอง ต้องใช้รถจักรในการขับเคลื่อน และ การห้ามล้อต้องมีการเชื่อมระบบลมอัดเข้ากับรถจักร รถบรรทุกสินค้าใช้งานในการขนส่งสินค้าที่มี น้ำหนักมาก เช่น ปูนซีเมนต์ผง น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซหุงต้ม และ สินค้าบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ เป็น ต้น น้ำหนักกดเพลาอยู่ในช่วง 16 ถึง 20 ตัน ขึ้นกับขนาดรางของทางวิ่งที่มีการขนส่ง แคร่ของรถบรรทุกสินค้ามีลักษณะที่ซ่อมบำรุงง่ายมีราคาถูกและใช้งานได้ดีไม่เน้นความ นุ่มนวลเนื่องจากสินค้าเป็นสิ่งไม่มีชีวิตไม่มีความต้องการความสบายในการโดยสารเหมือน ผู้โดยสาร


แคร่โดยสาร การใช้งาน รถโดยสารเป็นล้อเลื่อนที่ไม่มีกำลังขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้ จำเป็นต้องใช้หัวรถจักรในการ ลากจูงเพื่อให้บริการผู้โดยสาร การห้ามล้อต้องมีการเชื่อมระบบลมอัดจากหัวรถจักรเข้าสู่ระบบ ห้ามล้อของรถโดยสาร โดยพนักงานขับรถจักรจะควบคุมการห้ามล้อของขบวนรถโดยสาร การ ให้บริการผู้โดยสารจำเป็นต้องมีการเชื่อมระบบไฟฟ้าเข้ากับหัวรถจักร หรือมีการใช้เครื่องกำเนิด ไฟฟ้าซึ่งมีการติดตั้ง ทั้งในแบบแยกตามตู้รถโดยสารที่ติดตั้งบริเวณใต้ตัวรถ และแบบติดตั้งเครื่อง กำเนิดไฟฟ้าในตู้รถเพื่อจ่าย กระแสไฟฟ้าให้กับรถโดยสารทั้งขบวน แคร่ล้อของรถโดยสารไม่มี มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน มีกันสะเทือนชุดที่หนึ่ง และกันสะเทือนชุดที่สอง อาจมีการใช้ ระบบถุงลม(Air spring)เพื่อความสบายในการโดยสารและการควบคุมระดับของตัวรถ และใช้ยอว์ แดมเปอร์ (Yaw Damper) เพื่อเสถียรภาพในการ ทรงตัวขณะวิ่งด้วยความเร็วสูง 2.3 ส่วนประกอบของแคร่ แต่ละประเภท (ชื่อชิ้นส่วน หน้าที่) แคร่รถบรรทุกสินค้า - bogie bolster ( เบาะแคร่ ) ทำหน้าที่ เป็นส่วนสำคัญเป็นเหล็กหล่อ3ชิ้นรถบรรทุกโบกี้,คือสองกรอบด้านข้างและถ่าย โอนน้ำหนักตัวรถ ล้อและ Rails ผ่าน Center Plate หรือด้านข้างแบริ่ง -side brarer ( เต้ากันโคลง ) ทำหน้าที่ เป็นตัวรับน้ำหนักทางด้านข้างสำหรับแคร่รับน้ำหนัก 3 จุด. และเป็นตัวกันรถ โคลงเนื่องจากข้างในจะมีตัวสปริงขดอยู่ -center pin ( เซนเตอร์พิน ) ทำหน้าที่อุปกรณ์สำหรับเป็นตัวกำหนดให้ตัวรถอยู่กึ่งกลาง bogie -brake beam ( คานเบรก ) ทำหน้าที่ ถ่ายโอนแรงเบรกจากตัวรถไปยังล้อผ่านอุปกรณ์คันโยกและรับรู้การเบรกของรถ


-bolster spring ( สปริงหนุน ) ทำหน้าที่ ในการรองรับและดูดซับแรงกระแทก -cast steel side frame ( โครงเหล็กด้านข้าง ) ทำหน้าที่ การเชื่อมต่อชุดล้อสองล้อและถ่ายโอนน้ำหนักของตัวรถจากเบาะนั่งและระบบ กันสะเทือนไปยังล้อและราง -wheelset (axle and wheels) ( ชุดล้อส่วนและเพลา ) ชุดล้อเป็นส่วนที่สัมผัสกับราง ล้อรถไฟนั่นจะมีน้ำหนักมากเพื่อที่จะช่วยเพิ่มแรงเสียทาน และมีขอบล้อ ที่สามารถช่วยป้องกันไม่ให้ล้อหลุดออกจากรางและทำหน้าที่นำทาง ส่วนของล้อที่ ต่อกับเพลาเรียกว่าดุมล้อ ดุมล้อและขอบล้อเชื่อมต่อกัน ภาพที่ 2.1 แคร่บรรทุก


แคร่รถโดยสาร -Roller bearing ( ตลับลูกปืน ) ตลับลูกปืน (Bearing) หรือที่เรียกว่า แบริ่ง ทำหน้าที่ช่วยลดแรงเสียดทานและช่วยหมุน เพลา หรือล้อ ในขณะที่เครื่องจักรทำงาน ซึ่งตลับลูกปืนเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญและมีผลโดยตรงต่อ ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร ด้วยภาระการทำงานที่หนักหน่วงของตลับลูกปืน อาจทำ ให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา และอาจส่งผลเสียหายต่อเครื่องจักรได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการ บำรุงรักษาและใช้งานอย่างถูกวิธีจะช่วยยืดอายุการใช้งานได้ ภาพที่ 2.2 Roller bearing ( ตลับลูกปืน )


-bogie frame ( โครงสร้างโบกี้) โครงสร้างโบกี้หรือโครงสร้างที่ยึดล้อติดกับรถไฟ ทำหน้าที่เป็นชุดประกอบย่อยของล้อ และเพลา เพื่อรับแรงกระแทกและผลักส่งระหว่างการเคลื่อนที่ ตัวโบกี้เป็นแบบ 4 ล้อ หรือ 6 ล้อ เพื่อรองรับตัวถังรถและใช้ในการลากหรือหยุดตัวโบกี้ สามารถเป็นเหล็กหล่อหรือเหล็กกล้า โครง โบกี้มักทำจากเหล็กในการออกแบบส่วนกล่อง เฟรมได้รับการรองรับบนกล่องเพลาด้วยระบบกัน สะเทือนหลักซึ่งอาจประกอบด้วยสปริงยางรูปตัววีซึ่งช่วยให้สามารถปรับชุดล้อในแนวรัศมีหรือ ส่วนประกอบขดลวดหรือสปริงยางแบบลีฟไกด์ได้ ระบบกันสะเทือนรองระหว่างโครงโบกี้และตัว รถอาจเป็นแบบเกลียว ยาง หรือสปริงลม หรือโดยการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ แม้ว่าสปริงลมจะ ซับซ้อนที่สุด แต่ให้คุณภาพการขับขี่ในระดับสูง และสามารถรักษาพื้นรถให้อยู่ที่ความสูงคงที่เหนือ ระดับรางที่จุดจอด ซึ่งอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงระดับสำหรับผู้โดยสารที่มีความบกพร่องใน การเคลื่อนไหว ภาพที่ 2.3 bogie frame ( โครงสร้างโบกี้)


-motor ( มอเตอร์) ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ข้อแตกต่างระหว่างระบบจ่ายไฟ DC และ AC ในรถไฟ ระบบไฟ AC หรือไฟฟ้ากระแสสลับ เช่น ไฟฟ้าในบ้านแรงดัน 220 โวลท์ ชุดควบคุมไฟที่จ่ายให้กับ รถไฟระบบ AC จะทำการแปลงไฟแรงดัน 220 โวลท์ ให้เป็นแรงดันต่ำ และสามารถปรับได้ตั้งแต่ 0-16โวลท์ AC จะจ่ายผ่านรางไปยังมอเตอร์ในตัวรถจักร แต่รางสำหรับรถไฟระบบ DC และระบบ AC จะแตกต่างกันตรงที่รางทั้งสองข้างของระบบ DC จะได้รับแรงดัน บวกและลบ ระบบไฟ DC คือไฟฟ้ากระแสตรง เช่น จากถ่านไฟฉาย หรือแบตเตอรี่รถยนต์ ในรถไฟฟ้าที่ใช้ไฟ DC มอเตอร์ DC แบบรถจักรหมุน วิ่งไปข้างหน้าหรือถอยหลังโดยเพียงสลับขั้วไฟบวกและลบที่ จ่ายให้มอเตอร์ความเร็วของมอเตอร์ขึ้นอยู่กับโวลท์เต็จหรือแรงดันไฟฟ้าที่จ่ายให้กับมอเตอร์ ภาพที่ 2.4 motor ( มอเตอร์ )


-primary suspension ( ระบบกันสะเทือน ) ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักของตัวรถ เครื่องยนต์ ผู้โดยสาร และสิ่งของใดๆ ที่อยู่ในรถ อีกทั้ง ยังช่วยรองรับ แรงสะเทือนจากถนน และยังช่วยทำให้ผู้ขับรถ สามารถควบคุมการเคลื่อนที่ไปตาม ทุกสภาพ และความเร็วของถนน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกด้วย อุปกรณ์ รองรับน้ำหนักที่สำคัญ ในระบบกันสะเทือนคือ สปริง (Spring) และโช๊คอัพ (Shock Absorber)ผลิตภัณฑ์ระบบกัน สะเทือนหลักช่วยลดผลกระทบจากการสัมผัสระหว่างล้อและรางระหว่างการเดินทาง ดูดซับ แรงสั่นสะเทือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดเสียงกระแทกเพื่อรับประกันการเดินทางที่ราบรื่น ชนิดของระบบกันสะเทือน -ระบบกันสะเทือนแบบคานแข็ง (Rigid Suspension) -ระบบกันสะเทือนแบบอิสระ (Independent Suspension) ภาพที่ 2.5 primary suspension ( ระบบกันสะเทือน )


-vertical damper/ lateral damper ( แดมเปอร์แนวตั้ง,แดมเปอร์ด้านข้าง ) คือ วาล์วหรือแผ่นปรับปริมาณลมในระบบท่อลมต่างๆ เพื่อทำหน้าที่ปิดกั้นอากาศในระบบ ปรับอากาศไม่ให้ไปยังบริเวณที่ไม่มีการใช้งานหรือเพื่อปรับปริมาณลมให้มีอุณหภูมิและความชื้น เหมาะสมตามห้องต่างๆ อาจปรับตั้งด้วยคนหรือด้วยระบบอัตโนมัติแผ่นปรับลมที่ไม่ใช่ระบบ อัตโนมัติสามารถปรับตั้งการเปิด-ปิดของวาล์วได้จากภายในท่อแต่แผ่นปรับลมระบบอัตโนมัติจะ ใช้ระบบไฟฟ้าหรือลมอัดในการควบคุมมอเตอร์ที่ควบคุมวาล์วเพื่อทำให้ปริมาณอากาศไหลผ่าน ตามปริมาณที่ต้องการ เมื่อตัวถังรถหมุนเนื่องจากความผิดปกติในการติดตาม น้ำหนักบรรทุกของ ล้อจะลดลง นี่อาจเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การตกรางในกรณีของเกวียนตู้คอนเทนเนอร์ ด้วยเหตุนี้ แดม เปอร์แนวตั้งบนโบกี้จึงได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นบนตู้คอนเทนเนอร์โบกี้ แดมเปอร์แนวตั้งจะติดตั้ง ขนานกับระบบกันสะเทือนรองเพื่อจัดการสวิตช์ในลักษณะการลดทอนระหว่างสถานะโหลดและ ว่างของเกวียน อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับสภาวะโหลด ฯลฯ ภาพที่ 2.6 vertical damper/ lateral damper ( แดมเปอร์แนวตั้ง,แดมเปอร์ด้านข้าง )


-anti – roll assly ( เหล็กกันโคลง ) เหล็กกันโคลง ถือเป็นอีกหนึ่งชิ้นส่วนของช่วงล่างที่มีบทบาทสำคัญในแง่ของสมรรถนะการ ขับขี่ หน้าที่ของเหล็กกันโคลงนั้น เกี่ยวข้องโดยตรงกับการควบคุมการถ่ายเทน้ำหนักและความ เสถียรของตัวรถ โดยฝั่งเมืองนอกเค้าจะเรียกเหล็กตัวนี้ว่า Anti-roll Bar หรือบางทีก็เรียก Sway Bar รวมไปถึง Stabilizer Bar ถ้าหากท่านผู้อ่านได้พบเจอคำเหล่านี้ ก็ขอให้เข้าใจตรงกันว่ามันก็ คือ เหล็กกันโคลง เหล็กกันโคลงก็มีหน้าที่ ลดอาการโคลง ของตัวรถ หรือที่รู้จักกันว่า Body Roll นั่นเอง ซึ่งอาการ โคลงของตัวรถ จะเกิดขึ้นขณะที่เราเข้าโค้ง การเปลี่ยนเลนแบบรวดเร็ว รวมไปถึงการขับขี่บนพื้นที่ มีระดับไม่เท่ากัน ภาพที่ 2.7 anti – roll assly ( เหล็กกันโคลง )


-brake cylinder ( กระบอกเบรก ) คืออุปกรณ์ในการถ่ายถอดกำลังผ่านลูกสูบที่อยู่ภายในซึ่งมีด้วยกันสองลูกข้างละลูก เพื่อไป ถ่างฝักเบรกให้ไปเสียดทานกับจานดรัมเบรกเพื่อชะลอความเร็วของล้อรถที่วิ่งอยู่เมื่อเริ่มแรกการ เดินรถไฟนั้นขบวนรถไฟในสมัยโบราณยังไม่มีการคิดค้น อุปกรณ์การเบรกที่ทันสมัยคงมีเฉพาะ เบรกบนรถจักรไอนํ้าซึ่งจะเปิดไอน้ำแรงดันสูงเข้าไปดันลูกสูบในกระบอกเบรก(Brake Cylinder) เพื่อกดแท่งห้ามล้อ(Brake Shoes) ลงบนพื้นล้อแต่เนื่องจากรถไฟทั้งขบวนก็จะมีเบรกอยู่ที่รถจักร ไอน้ำคันเดียวจึงยังไม่สามารถวิ่งเร็วได้ต่อมาจึงมีการติดตั้งห้ามล้อมือ(Hand Brake) บนรถพ่วง พอคนขับจะทําการเบรกขบวนรถไฟก็จะส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ประจํารถแต่ละคัน ซึ่งเรียกว่า พนักงานห้ามล้อหมุนห้ามล้อมือเพื่อกดแท่งห้ามล้อลงบนพื้นล้อ วิธีการดังนี้ก็ทุลักทุเลพอสมควร แต่ขบวนรถก็สามารถวิ่งได้เร็วกว่าเดิม ภาพที่2.8 brake cylinder ( กระบอกเบรก )


-brake pads ( แผ่นผ้าดิสเบรก ) คือแผ่นผ้าดิสเบรกที่ยึดติดกับแผ่นโลหะเพื่อใส่เข้าระหว่างคาลิปเปอร์เบรกทั้งสองข้างของ จานดิสเบรกเพื่อไว้ใช้เบรกให้ล้อหยุดหมุน Caliper คืออุปกรณ์ใช้ติดตั้งผ้าดิสค์เบรกเพื่อให้ลูกสูบ เบรกบนชุดคาลิปเปอร์สามารถดันบีบชุดผ้าดิสเบรคให้บีบจานเบรคให้ล้อหยุดหมุน ผ้าเบรกแปลง พลังงานจลน์ของยานพาหนะเป็นพลังงานความร้อนผ่านการเสียดสี ผ้าเบรกสองผืนอยู่ในเบรก โดยให้พื้นผิวเสียดสีหันหน้าไปทางโรเตอร์ เมื่อมีการใช้เบรกแบบไฮดรอลิก คาลิเปอร์จะหนีบหรือ บีบผ้าทั้งสองเข้าด้วยกันบนโรเตอร์ที่หมุนเพื่อชะลอความเร็วและหยุดรถ เมื่อผ้าเบรกร้อนขึ้น เนื่องจากการสัมผัสกับโรเตอร์ผ้าเบรกจะถ่ายเทวัสดุเสียดสีจำนวนเล็กน้อยลงบนจานเบรก ทิ้งให้มี การเคลือบสีเทาหม่นไว้ ผ้าเบรกและจานเบรก (ปัจจุบันทั้งคู่มีวัสดุเสียดสี) จากนั้นจึง "ติด" ซึ่งกัน และกัน ทำให้เกิดแรงเสียดทานที่หยุดรถในดิสก์เบรก ภาพที่ 2.8 brake pads ( แผ่นผ้าดิสเบรก )


-brake hose ( ท่อเบรก ) เป็นท่อที่เชื่อมต่อระบบเบรกโดยตรง ซึ่งมีหน้าที่ส่งกำลังให้กับระบบเบรก ท่อเบรกมักจะ ทำจากเหล็กหรือยางแข็ง เนื่องจากต้องรับแรงกดที่สูงและต้องทนทานต่อความร้อน ท่อเบรกถูก ออกแบบให้มีความทนทานและป้องกันการรั่วซึมเพื่อให้ระบบเบรกทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาพที่ 2.9 brake hose ( ท่อเบรก )


-wheel ( ล้อรถไฟ ) ล้อรถไฟหรือรถไฟล้อเป็นประเภทของล้อได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับการใช้ งานบนรางรถไฟ ล้อทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบในการหมุนโดยทั่วไปจะถูกผลักเข้ากับเพลาและ ติดตั้งโดยตรงบนแคร่รถไฟหรือหัวรถจักรหรือทางอ้อมบนโบกี้ (ในสหราชอาณาจักร) หรือที่ เรียกว่ารถบรรทุก (ในอเมริกาเหนือ) ล้อขับเคลื่อนภายใต้หัวรถจักรจะเรียกว่าขับรถล้อ ล้อจะถูก หล่อหรือปลอมขึ้นมาในขั้นต้นแล้วผ่านการอบด้วยความร้อนเพื่อให้มีความแข็งเฉพาะ ล้อใหม่ถูก กลึงโดยใช้เครื่องกลึงให้เป็นรูปทรงมาตรฐานที่เรียกว่าโปรไฟล์ก่อนที่จะติดตั้งเข้ากับเพลา โปรไฟล์ ล้อทั้งหมดจะถูกตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าเหมาะสมปฏิสัมพันธ์ระหว่างล้อและรถไฟ ล้อที่ทำโปรไฟล์ไม่ถูกต้องและล้อที่สึกกร่อนสามารถเพิ่มความต้านทานการหมุนลดประสิทธิภาพ การใช้พลังงานและอาจทำให้ตกรางได้ โดยทั่วไปแล้ว ล้อรถไฟสมัยใหม่ จะมีน้ำหนักตั้งแต่ 1,000 ถึง 1,500 ปอนด์ ขึ้นอยู่กับประเภทของ ล้อ วัสดุที่ใช้ และวัตถุประสงค์เฉพาะของรถไฟ ภาพที่ 2.10 wheel ( ล้อรถไฟ )


-anti vibration rubber/secondary suspension air bag ( ถุงลม ) เป็นสปริงชนิดหนึ่ง (air spring หรือ pneumatic) ที่มีไว้รองรับน้ำหนัก ลดการสั่นสะเทือน เมื่อขับผ่านพื้นผิวไม่เรียบ ซึ่งระบบรองรับแบบ นิวเมติก (คนละแบบกับไฮดรอนิวเมติกนะ) หรือถุง ลม (สปริงอากาศ) ฉะนั้น นิวเมติก และถุงลมคือชนิดเดียวกันภายในระบบกันสะเทือนรองระหว่าง โบกี้และตัวรถ ระบบสปริงลมของเราช่วยให้ติดตั้งตัวรถได้อย่างยืดหยุ่น สปริงลมมีความถี่ ธรรมชาติต่ำ ซึ่งช่วยลดการส่งแรงสั่นสะเทือน พวกเขาแยกมันออกจากความผิดปกติของรางรถไฟ ส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันก็ปล่อยให้โบกี้เลี้ยวได้ในขณะที่รถไฟกำลังเลี้ยวโค้ง คุณสมบัติที่โดดเด่น ของระบบคือสปริงลมแบบรวมและสปริงเสริมโลหะยางในตัว ด้วยการใช้เทคโนโลยีนี้ เราสามารถ พัฒนาการกำหนดค่าระบบสำหรับโบกี้และรุ่นตัวถังรถยนต์ได้หลากหลาย ภาพที่ 2.11 anti vibration rubber/secondary suspension air bag ( ถุงลม )


-wheel axel/axle shaft ( เพลาท้าย ) เพลาท้าย สามารถส่งถ่ายแรงบิดจากเฟืองท้ายไปขับเคลื่อนล้อรถให้ล้อรถหมุนเคลื่อนที่ ดังนั้นจึงต้องทำด้วยเหล็กกล้าชนิดพิเศษที่ทนแรงบิดจากการส่งถ่ายกาลังได้สูง ซึ่งก็มีใช้ทั้งรถที่ ขับเคลื่อนล้อหน้าและล้อหลัง แต่ทั้งนี้จะต้องขึ้นอยู่กับลักษณะของการออกแบบให้มีความ เหมาะสมกับสภาพของการเคลื่อนที่ เพลาท้ายเป็นส่วนประกอบของรถที่มีความสำคัญซึ่งออกแบบ เป็นที่ติดตั้งส่วนประกอบต่าง ๆของรถยนต์ เช่น เฟืองท้าย แหนบ โช๊คอัพ เสื้อเพลาท้าย และเพลา ข้างเป็นต้น เพื่อรองรับน้ำหนักของรถและทำหน้าที่รับกาลังจากเฟืองท้ายเพื่อส่งกำลังไปขับล้อรถ ภาพที่2.12 wheel axel/axle shaft ( เพลาท้าย )


-internal spring ( สปริงภายใน ) เป็นชิ้นส่วนของอะไหล่รถไฟฟ้าที่จะถูกติดตั้งระหว่างตัวรถไฟและโบกี้ นับว่าเป็นชิ้นส่วนที่ มีความสำคัญสำหรับระบบกันการสั่นสะเทือนของรางรถไฟ โดยสามารถช่วยลดแรงสั่นสะเทือนที่ เกิดขึ้นขณะแล่น ทั้งยังช่วยปรับปรุงเสถียรภาพในการขับขี่ เพิ่มความสบายในห้องโดยสาร รวมทั้ง ปรับระดับความสูงของรถไฟให้เท่ากับแพลตฟอร์มด้วย ภาพที่2.13 internal spring ( สปริงภายใน )


2.4 การออกแบบแคร่ ปัจจุบันมีการใช้หลักการออกแบบโบกี้ที่แตกต่างกันมาก จุดสนใจหลักของบทนี้คือ คุณลักษณะโบกี้ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับการใช้งานเพลาบอกซ์ สิ่งสำคัญคือ พารามิเตอร์ หลักการออกแบบโบกี้ การนำทาง/ระบบกันสะเทือน สปริงหลักและหลักการลด แรงสั่นสะเทือนที่โต้ตอบกับการออกแบบเพลาล้อและแบริ่ง หลักการออกแบบ โบกี้เป็นโครงสร้างที่อยู่ใต้ตัวรถที่ใช้รางรถไฟซึ่งมีเพลาและล้อติดอยู่ผ่านลูกปืน คำว่า "bogie" ใช้ในภาษาอังกฤษ "wheel truck" หรือเรียกง่ายๆ ว่า "truck" ใช้ในภาษาอังกฤษแบบ อเมริกัน คำโดยรวมคือ “อุปกรณ์วิ่ง” ซึ่งครอบคลุมถึงโบกี้และยานพาหนะที่มีสองเพลาขึ้นไปโดย ไม่มีโบกี้ ในกรณีนี้ เพลาเหล่านี้จะติดตั้งเข้ากับตัวรถโดยตรงผ่านอุปกรณ์นำทางและสปริง และ สำหรับความเร็วต่ำมากแม้ไม่มีสปริงก็ตาม อุปกรณ์วิ่งมีจุดประสงค์หลายประการ - ช่วยรองรับน้ำหนักของตัวรถไฟ - ช่วยให้รถไฟทรงตัวได้ทั้งในทางตรงและทางโค้ง - ช่วยลดแรงสั่นสะเทือน ขณะรถวิ่ง - ลดแรงเหวี่ยงเมื่อรถไฟวิ่งบนโค้งด้วยความเร็วสูง - ช่วยลดความเสียหาย และการสึกกร่อนของรางรถไฟ องค์ประกอบหลักของการออกแบบ โบกี้รถไฟเป็นส่วนหนึ่งที่ซับซ้อนของรถไฟจะ ประกอบด้วยระบบเบรก ระบบขับเคลื่อน รวมถึงข้อต่อกระปุกเกียร์และมอเตอร์ฉุดสำหรับชุดล้อขับเคลื่อน โครงโบกี้พร้อมระบบสปริงรอง และส่วนย่อยของชุดล้อ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเป็นการประกอบสองล้อและเพลาหนึ่งอัน


ในบทนี้ จะเน้นไปที่หลักการออกแบบโบกี้ทั่วไปบางประการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณลักษณะการออกแบบที่ทำงานกับระบบลูกปืนเพลาล้อ เชื่อมต่อให้ตรงกับชุดล้อและเฟรมโบกี้ คือกล่องเพลา ซึ่งมีระบบลูกปืนเพลาล้อ กล่องเพลาต่อกับระบบย่อยและส่วนประกอบอื่นๆ อย่าง มาก เช่น ระบบสปริงหลัก ระบบนำทางเพลาล้อ แดมเปอร์ กลไกการบังคับเลี้ยวของชุดล้อ อุปกรณ์กราวด์ รวมถึงเซ็นเซอร์เพื่อตรวจจับพารามิเตอร์การทำงาน และระบบตรวจสอบโบกี้ ส่วนย่อยที่เชื่อมต่อกับโบกี้เพิ่มเติม ได้แก่ ระบบหล่อลื่นหน้าแปลนล้อ ข้อต่อที่ประกบ ตลับลูกปืน แบบแกว่ง และตลับลูกปืนธรรมดาพิเศษสำหรับตัวรองรับแดมเปอร์ ภาพที่ 2.14 หลักการออกแบบเกียร์วิ่งและโบกี้ ด้านบน: รถ 2 เพลา กลางและล่าง: รถแบบ ประกบที่อิงจากการออกแบบเกียร์วิ่ง 2 เพลาที่ใช้สำหรับยานพาหนะรางเบา


ภาพที่ 2.15 หลักการออกแบบรถโบกี้ ภาพที่ 2.16 หลักการออกแบบโบกี้ของ Jacobs


บทที่ 3 วิธีการดำเนินโครงงาน การศึกษาโครงงานการสร้างสื่อการเรียนการสอนเกี่ยวรายวิชาแคร่รถไฟ จึงได้มีการศึกษา เก็บข้อมูลที่เป็นประโยคและเกี่ยวข้อง กับการจัดสร้างโครงงานโดยสามารถแบ่งเป็นขั้นตอนได้ ดังนี้ 3.1 ขั้นตอนการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น 3.2 ขั้นตอนการดำเนินการ 3.1 ขั้นตอนการศึกษาเบื้องต้น การสร้างสื่อการเรียนการสอนรายวิชาแคร่รถไฟ ผู้จัดทำได้ทำการศึกษาเอกสารและข้อมูล ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการสร้างสื่อการเรียนการสอน


3.2 ขั้นตอนการดำเนินการ เริม่ ประเมินให ้ อาจารย ์ กา หนดหวัขอ้ทีต่อ้งการจะศกึษา ด าเนินการ สรา้งสือ่การเรยีนการสอน เก็บผลประเมิน วิเคราะห ์การประเมิน สรุปผลการประเมิน จบ ปร ับปรุงแก ้ไข ไม่ผ่าน ผ่าน ภาพที่ 3.1 ขั้นตอนการดำเนินการ


บทที่ 4 ผลการประเมินความพึงพอใจ ตารางที่ 1 ระดับการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ ลำ ดับ หัวข้อการประเมิน ระดับคุณภาพ ผู้ตอบ แบบ สอบ ถาม ค่าเฉลี่ย S.D ร้อย ละ ระดับ ความพึง 5 4 3 2 1 พอใจ 1 การออกแบบเว็บไซต์ สื่อการเรียนฯ มีความ สวยงาม 3 2 การจัดวางรูปแบบมี ความเหมาะสมกับสื่อ การเรียนฯ 3 3 การจัดวางเค้าโครงที่ เหมาะสมกับสื่อการ เรียน 3 4 การออกแบบรูปภาพ สอดคล้องกับสื่อการ เรียนฯ 3 5 ตัวอักษรในสื่อการ เรียนฯ ชัดเจน อ่าน ง่าย 3 6 เนื้อหาที่ใช้ในสื่อการ เรียนฯ มีความ น่าสนใจ 3


7 การออกแบบเว็บไซต์ สื่อการเรียนฯ มีความ สวยงาม 3 8 เมื่อดูสื่อการเรียนฯ แล้วเกิดความเข้าใจได้ ง่าย 3 9 .สามารถใช้เป็นสื่อ การเรียนฯ ได้ 3 10 ภาพประกอบในสื่อ การเรียนฯ มีความ ชัดเจน 3 11 ภาพประกอบในสื่อ สอดคล้องกับสื่อการ เรียนฯ 3 12 มีความคิดสร้างสรรค์ ด้านการตกแต่งสื่อ การเรียนฯ 3 รวม


ตารางที่ 2 ระดับการประเมินของนักศึกษา ลำ ดับ หัวข้อการประเมิน ระดับคุณภาพ ผู้ตอบ แบบ สอบ ถาม ค่าเฉลี่ย S.D ร้อย ละ ระดับ ความพึง 5 4 3 2 1 พอใจ 1 การออกแบบ เว็บไซต์สื่อการเรียน ฯ มีความสวยงาม 16 2 การจัดวางรูปแบบมี ความเหมาะสมกับ สื่อการเรียนฯ 16 3 การจัดวางเค้าโครง ที่เหมาะสมกับสื่อ การเรียน 4 การออกแบบ รูปภาพสอดคล้องกับ สื่อการเรียนฯ 5 ตัวอักษรในสื่อการ เรียนฯ ชัดเจน อ่าน ง่าย 6 เนื้อหาที่ใช้ในสื่อ การเรียนฯ มีความ น่าสนใจ


7 การออกแบบ เว็บไซต์สื่อการเรียน ฯ มีความสวยงาม 8 เมื่อดูสื่อการเรียนฯ แล้วเกิดความเข้าใจ ได้ง่าย 9 .สามารถใช้เป็นสื่อ การเรียนฯ ได้ 10 ภาพประกอบในสื่อ การเรียนฯ มีความ ชัดเจน 11 ภาพประกอบในสื่อ สอดคล้องกับสื่อการ เรียนฯ 12 มีความคิด สร้างสรรค์ด้านการ ตกแต่งสื่อการเรียนฯ รวม


บททที่ 5 สรุปผลการประเมิน 5.1 สรุปผลการประเมิน ค่าระดับ 5 ระดับ คะแนน 5 หมายถึง พอใจมากที่สุด คะแนน 4 หมายถึง พอใจมาก คะแนน 3 หมายถึง พอใจปานกลาง คะแนน 2 หมายถึง พอใจน้อย คะแนน 1 หมายถึง พอใจน้อยที่สุด 5.2 เกณฑ์ในการแปลความหมายของค่าคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้ตอบ แบบสอบถาม กำหนดไว้ดังนี้ 4.51 - 5.00 หมายถึง ดีมาก 3.51 – 4.50 หมายถึง ดี 2.51 -3.50 หมายถึง พอใช้ 1.51 -2.50 หมายถึง ต้องปรับปรุง ต่ำกว่า 150 หมายถึง ท้องปรับปรุงเร่งด่วน


ส่วนที่ 1 ความพึงพอใจต่อการประเมิน ตารางที่ 3 ความพึงพอใจต่อการประเมินระดับการประเมินด้วยผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประเมิน ร้อยละ ระดับความพึงพอใจ 1 2 3 ผู้ประเมิน หัวข้อการประเมิน ̅ S.D. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 1 2 3


ส่วนที่ 2 ความพึงพอใจต่อการประเมิน ตารางที่ 4 ความพึงพอใจต่อการประเมินระดับการประเมินด้วยนักศึกษา ผู้ประเมิน หัวข้อการประเมิน ̅ S.D. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 1 5 4 5 5 5 4 4 5 5 4 5 5 2 5 4 5 5 5 5 5 5 4 5 5 5 3 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 4 5 4 5 6 7 8 9 10 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 11 12 5 5 4 5 5 5 5 5 5 5 5 5 13 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 14 5 4 5 4 5 4 5 5 4 5 5 4 15 16 17 18 19 4 5 5 5 4 4 4 5 5 4 4 4 20 21 22 23 24 25 3 5 4 5 5 5 5 4 5 5 5 4 26 27 5 4 5 4 5 5 5 5 4 5 5 5


28 29 5 4 5 5 5 4 5 5 5 5 4 5 30 5 5 5 5 5 5 5 4 5 4 5 5 31 32 4 5 4 5 5 4 3 5 5 4 5 4 33 34 5 4 5 4 5 4 5 5 4 5 4 5 35 5 4 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 36 37 38 5 5 4 5 5 4 5 5 5 4 4 5 39 5 4 5 4 5 4 5 4 5 4 5 4 40 41 4 5 5 5 5 4 5 5 4 5 5 5 42 43 44 45 46 47 48 5 5 5 5 5 5 5 5 4 5 4 5 49 5 5 5 5 5 4 5 5 5 5 4 4 50 5 5 4 5 5 5 5 5 5 5 5 4 51 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 5 52 5 5 5 4 5 5 5 5 4 5 5 5 53 5 5 4 5 5 5 4 4 5 5 5 4


ผู้ประเมิน ร้อยละ ระดับความพึงพอใจ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32


33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53


5.3 สรุปผลการประเมินความพึงพอใจด้วยผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง 12 หัวข้อ 3 ท่าน 5.3.1 การออกแบบเว็บไซต์สื่อการเรียนฯ มีความสวยงาม ได้ร้อยละ อยู่ในเกณฑ์ 5.3.2 การจัดวางรูปแบบมีความเหมาะสมกับสื่อการเรียนฯ 5.3.3 การจัดวางเค้าโครงที่เหมาะสมกับสื่อการเรียน 5.3.4 การออกแบบรูปภาพสอดคล้องกับสื่อการเรียนฯ 5.3.5 ตัวอักษรในสื่อการเรียนฯ ชัดเจน อ่านง่าย 5.3.6 เนื้อหาที่ใช้ในสื่อการเรียนฯ มีความน่าสนใจ 5.3.7 การออกแบบเว็บไซต์สื่อการเรียนฯ มีความสวยงาม 5.3.8 เมื่อดูสื่อการเรียนฯ แล้วเกิดความเข้าใจได้ง่าย 5.3.9 สามารถใช้เป็นสื่อการเรียนฯ ได้ 5.3.10 ภาพประกอบในสื่อการเรียนฯ มีความชัดเจน 5.3.11 ภาพประกอบในสื่อสอดคล้องกับสื่อการเรียนฯ 5.3.12 มีความคิดสร้างสรรค์ด้านการตกแต่งสื่อการเรียนฯ 5.4 สรุปผลการประเมินความพึงพอใจของนักศึกษา ทั้ง 10 หัวข้อ 53 คน 5.5 ข้อเสนอแนะ


ภาคผนวก


ประวัติผู้ทำ 1.นางสาว นุรฟาเดีย เจะนิ เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 ประวัติการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมต้นจากโรงเรียนนราสิกขาลัย พ.ศ 2562 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายจากโรงเรียนนราสิกขาลัย พ.ศ 2565


Click to View FlipBook Version