The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

1.รายโครงการ1อบท.1สวนสมุนไพร.ลง Ebook pdf

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

1.รายโครงการ1อบท.1สวนสมุนไพร.ลง Ebook pdf

1.รายโครงการ1อบท.1สวนสมุนไพร.ลง Ebook pdf

การดา เน ิ นงานโครงการ ๑ อปท. ๑ สวนสมุนไพร เฉล ิ มพระเก ี ยรต ิ พระบาทสมเดจ ็ พระเจ ้ าอย ่ ห ู ว ั เน ื่องในโอกาสวน ั เฉล ิ มพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖ โดย ส านักปลัด องค์การบร ิ หารส ่ วนตา บลนาโพธ ์ิ อ าเภอพ ิ บล ู มง ั สาหาร จังหวัดอุบลราชธานี


ชนิดพรรณไม้ที่ปลูก องค์การบริหารส่วนตำบลนาโพธิ์ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ลำดับที่ รายละเอียด หมายเหตุ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. ต้นขี้เหล็ก ชื่อวิทยาศาสตร์ :Senna siamea สรรพคุณ: เป็นยาระบาย รักษาโรคเส้นประสาท ช่วยเจริญอาหาร มะตูมอินเดีย ชื่อวิทยาศาสตร์ :Schinus terebinthifolia สรรพคุณ:ช่วยขับถ่าย ลดความดันโลหิต พลับพลึง ว่านชน ชื่อวิทยาศาสตร์ : Crinum asiaticum สรรพคุณ:แก้ปวดเมื่อย แก้วิงเวียน เคล็ดขัดยอก สะระแหน่ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mentha สรรพคุณ:บรรเทาอาการวิงเวียน หน้ามืด ขับลม กะเพรา ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum tenuiflorum สรรพคุณ:ป้องกันและรักษาอาการหวัด แก้ท้องอืด มะนาว ชื่อวิทยาศาสตร์ : Citrus aurantifolia สรรพคุณ:บรรเทาอาการหวัด แก้เจ็บคอ ช่วยขับเสมหะ พริก ชื่อวิทยาศาสตร์ : Capsicum frutescens สรรพคุณ:ขับเหงื่อ ลดน้ำมูก บรรเทาอาการไอ ตะไคร้ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cymbopogon citratus สรรพคุณ:แก้ปวดหัว ปวดท้อง ลดอาการจุกเสียด กระชาย ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boesenbergia rotunda สรรพคุณ:บำรุงหัวใจ บำรุงกระดูก ช่วยยับยั้งโควิด 19


-2- ลำดับที่ รายละเอียด หมายเหตุ 10. 11. 12. 13. 14. มะม่วงหาวมะนาวโห่ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Carissa carandas สรรพคุณ: ช่วยขยายหลอดเลือดป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ว่านหางจระเข้ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe vera (L.) Burm.f. สรรพคุณ: แก้ปวดแสบปวดร้อน แผลเรื้อรัง มะขามป้อม ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus emblica สรรพคุณ: แก้ไข้หวัด แก้ไอ ละลายเสมหะ บอระเพ็ด ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tinospora crispa สรรพคุณ: แก้พิษไข้ ไข้จับสั่น ขิง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber officinale Roscoe สรรพคุณ: ต้านไวรัส ไข้หวัดใหญ่ ช่วยขับเสมหะ


ข ี ้ เ ห ล ็ ก (ช ื ่ อ ว ิ ท ย า ศ า ส ต ร์: Senna siamea (Lam.) Irwin & Barneby)[1] จ ั ด เ ป ็ น พ ื ช ใ น วงศ์Leguminosae นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกในท้องถิ่นที่แตกต่างกัน เช่น ขี้เหล็กแก่น (ราชบุรี) ขี้เหล็กบ้าน (ลำปาง) ขี้เหล็กหลวง (ภาคเหนือ) ขี้เหล็กใหญ่ (ภาคกลางบางที่) ผักจี้ลี้ (ฉาน-แม่ฮ่องสอน) ยะหา (มลายู- ปัตตานี) และขี้เหล็กจิหรี่ (ภาคใต้) เป็นต้น ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของต้นขี้เหล็กเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึง ปานกลาง ผลัดใบ สูงประมาณ 8-15 เมตร ลำต้นมักคดงอเป็นปุ่มเปลือกสีเทาถึงสีน้ำตาลดำ ยอดอ่อนสีแดง เรื่อ ๆ ใบประกอบเป็นแบบขนนก เรียงสลับกัน มีใบย่อย 5-12 คู่ ปลายสุดมีใบเดียว ใบย่อยรูปขอบขนาน ด้านบนเกลี้ยง ดอกช่อสีเหลืองอยู่ตามปลายกิ่ง ดอกจะบานจากโคนช่อไปยังปลายช่อ กลีบเลี้ยงมี 3-4 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบ เกสรตัวผู้10 อัน ผลเป็นฝักแบนยาวมีสีคล้ำ เมล็ดรูปไข่ยาวแบนสีน้ำตาลอ่อนเรียง ตามขวางมี 20-30 เมล็ด เนื้อไม้มีสีน้ำตาลแก่เกือบดำ ส่วนของดอกและใบขี้เหล็กใช้เป็นอาหารในหลาย ประเทศ เช่น ไทย พม่า อินเดีย และมาเลเซีย เป็นต้น ในตำราการแพทย์แผนไทยได้มีการบันทึกประโยชน์ของ ขี้เหล็กในหลายด้าน เช่น ใช้แก้อาการท้องผูก ใช้แก้อาการนอนไม่หลับ ใช้ทำความสะอาดเส้นผม ทำให้ผมชุ่ม ชื่นเป็นเงางาม ไม่มีรังแค ช่วยเจริญอาหาร บำรุงน้ำดีและบำรุงโลหิต เป็นต้น นอกจากนั้น ยังนิยมนำมา ประกอบ อาหาร เช่น แกงขี้เหล็ก[2] เป็นการนำใบอ่อน ดอกและยอดของต้นขี้เหล็ก ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ขึ้นได้ดีใน ทุกภาคของประเทศไทย มาปรุงเป็นอาหาร นอกจากจะรับประทานในครัวเรือน ยังนิยมปรุงเลี้ยงแขกเทศกาล งานต่างๆ เช่น งานบวช งานแต่งงาน งานศพ ด้วยรสชาติของขี้เหล็กมีรสขม ก่อนปรุงจึงต้องนำมาต้มน้ำทิ้ง ก่อน ช่วย ลดสารที่เป็นพิษ และทำให้มีรสชาติดีขึ้นเมื่อนำมาปรุงเป็นอาหาร ในปี พ.ศ. 2485 ศาสตราจารย์ นพ.อวย เกตุสิงห์ได้ศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของต้นขี้เหล็ก พบว่าใบ และดอกขี้เหล็กทำให้เกิดอาการง่วงซึมและมีพิษน้อยกว่าสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ที่ได้ศึกษา ต่อมาจึงมีผู้ศึกษาฤทธิ์ ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดใบขี้เหล็กอีกครั้งโดยใช้แอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลาย พบว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์กด ประสาทส่วนกลาง เพิ่มความตึงตัวของกล้ามเนื้อเรียบ และมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2513 คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอตทิงงัม ประเทศอังกฤษได้รายงานว่าสามารถสกัดสารชนิดใหม่จากใบขี้เหล็ก ได้ โดยตั้งชื่อว่าบาราคอล (barakol) ซึ่งมีฤทธิ์กล่อมประสาทและลดความกังวล แต่ภายหลังมีการพบว่ามีพิษ ต่อตับด้วยเช่นกัน[3]


มะตูมซาอุ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Schinus terebinthifolia) หรือ มะตูมแขก หรือ สะเดาบาห์เรน เป็นไม้ ประดับในวงศ์มะม่วง ลักษณะเป็นไม้ต้นหรือไม้พุ่มไม่ผลัดใบ สูง 7-10 เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกชั้น เดียว มีใบย่อย 5-15 ใบ ใบย่อยรูปรีถึงใบหอก ขอบใบหยัก ขนาด 2-3.5 x 3-6 เซนติเมตร เมื่อขยี้ใบมีกลิ่น ฉุน ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ออกเป็นช่อยาวประมาณ 15 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงสีเขียวรูปใบหอก 5 กลีบ กลีบ ดอกสีขาวรูปรี 5 กลีบ ผลเป็นผลเมล็ดเดี่ยวแข็ง เส้นผ่านศูนย์กลาง 4-5 มิลลิเมตร เมื่อแก่มีสีแดงเข็ม มีรส เผ็ดร้อน[2][3] มะตูมซาอุมีสองพันธุ์ ได้แก่ • S. terebinthifolia var. acutifolia, ใบยาว 22 เซนติเมตร, มีใบย่อย 7-15 ใบ, ผลสีชมพู • S. terebinthifolia var. terebinthifolia, ใบยาว 17 เซนติเมตร, มีใบย่อย 5-13 ใบ, ผลสี แดง มะตูมซาอุเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้และเป็นพืชรุกรานในรัฐฟลอริดา สหรัฐ[4] ใบกินเป็น ผักแกล้ม ชาวอเมริกาใต้ใช้มะตูมซาอุเป็นยาแก้อักเสบ ต้านจุลินทรีย์และใช้ผลเป็นเครื่องเทศ[5][6]


พลับพลึง (ชื่อวิทยาศาสตร์: Crinum asiaticum) เป็นพรรณไม้ล้มลุกขึ้นเป็นกอ และมีหัวอยู่ใต้ดิน พบ ได้ในจีน, ฮ่องกง, อินเดีย และ ญี่ปุ่น มีชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ คือ ว่านชน (ภาคอีสาน)[2] , ลิลัว (ภาคเหนือ), พลับพลึง (ภาคกลาง), วิรงรอง (ชวา) [3] ในใบและหัวพลับพลึงมีสารไลโคริน รับประทานจะทำให้อาเจียน ท้องร่วงอย่างแรง[4] ลักษณะทั่วไป[แก้] พลับพลึงเป็นพรรณไม้ล้มลุกขึ้นเป็นกอ และมีหัวอยู่ใต้ดิน ลำต้นกลมมีความกว้างประมาณ 15 ซม. และยาวประมาณ 30 ซม.ใบจะออกรอบ ๆ ลำต้น ลักษณะใบแคบยาวเรียว ใบจะอวบน้ำ ขอบใบจะเป็นคลื่น ตรงปลายใบจะแหลม ใบจะมีความยาวประมาณ 1 เมตร และกว้างประมาณ 10-15 ซม. ดอกจะออกเป็นช่อ ตรงปลายจะเป็นกระจุกมีประมาณ 12-40 ดอก ตอนดอกยังอ่อนอยู่จะมีกาบเป็นสีเขียวอ่อน ๆ หุ้มอยู่ 2 กาบ ก้านช่อดอกจะมีความยาวประมาณ 90 ซม. ดอกมีความยาวประมาณ 15 ซม. กลีบดอกจะเป็นสีขาว และมีกลิ่นหอม เกสรตัวผู้จะมีอยู่ 6 อัน ติดอยู่ที่หลอดดอกตอนโคน ตรงปลายเกสรมีลักษณะเรียวแหลมยาว เป็นสีแดง โคนเป็นสีขาว ส่วนอับเรณูนั้น จะเป็นสีน้ำตาล ผลเป็นสีเขียวอ่อน และผลค่อนข้างกลม สรรพคุณทางยา[แก้] • ใบ คนโบราณจะรู้กันดีว่าสามารถนำมารักษาอาการปวดเมื่อย กล้ามเนื้ออักเสบ คลายเส้น แก้ อาการฟกช้ำปวดบวมได้ และยังสามารถนำไปใช้กับคุณแม่ที่เพิ่งคลอด หรืออยู่ไฟได้ โดยเอา มาประคบหน้าท้อง ทำให้มดลูกเข้าที่อยู่ตัว น้ำคาวปลาแห้ง ขจัดไขมันส่วนเกิน และขับของ เสียต่าง ๆ ออกจากร่างกายคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ด้วย นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณเป็นยาบำรุง กำลัง ขับเสมหะ เป็นยาระบาย ทำให้คลื่นเหียนอาเจียน รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ และน้ำดี • เมล็ด สามารถขับเลือดประจำเดือนให้ออกมาให้หมดได้ • ราก สามารถนำมาตำแล้วพอกแผลก็ได้


สะระแหน่ (Kitchen mint) เป็นพืชผักพื้นเมืองของไทยชนิดหนึ่ง แต่มีหลายสายพันธุ์ที่พบแพร่กระจายในประเทศเขต อบอุ่นทั่วโลก ซึ่งถือเป็นผักสมุนไพรที่ถูกน ามาใช้ประโยชน์มาก โดยเฉพาะใบสะระแหน่ที่นิยมใช้ ทั้งใบสดมาเป็นส่วนผสมของอาหาร และที่ส าคัญ คือ ใบสดถูกน ามาสกัดน้ ามันหอระเหยที่มี บทบาทมากในวงการอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องส าอาง และยารักษาโรค • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mentha cordifolia Opiz. • ชื่อสามัญ : – Mint – Kitchen mint • วงศ์ : Labiatae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ราก และล าต้น สะระแหน่มีลักษณะล าต้นพร้อมเลื้อย มีเฉพาะรากฝอย ขนาดเล็ก และ สั้น ล าต้นสูงประมาณ 15-30 ซม. ล าต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ผิวล าต้นมีสีแดงอมม่วงจนถึงปลาย ยอด ล าต้นสามารถแตกเหง้าเป็นต้นใหม่จนขยายเป็นกอใหญ่ และล าต้นแตกกิ่งแขนงจ านวนมาก ล าต้นทอดเลื้อยแผ่ไปตามดิน ล าต้นเป็นเหลี่ยม สีเขียวแกมม่วงน้ าตาล แตกกิ่งก้านมาก ใบเดี่ยวมี สีเขียว ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย พื้นใบขรุขระ มีกลิ่นหอมฉุน ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ใบ ใบสะระแหน่ ออกเป็น ใบเดี่ยว และออกเป็นคู่ๆ ตรงข้ามกันบนกิ่ง ล าต้น ใบมีสีเขียว รูปทรงรี กว้างประมาณ 1.5 – 3.5 ซม. และยาวประมาณ 2 – 7 ซม. ผิวใบย่นเป็นลูกคลื่น ขอบ ใบหยัก ปลายใบมนหรือแหลม


ดอก ดอกสะระแหน่ออกเป็นช่อ เหนือซอกใบบริเวณปลายยอด แต่ละช่อมีดอกจ านวน มาก ดอกมีสีชมพูอมม่วง ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 5 กลีบ และกลีบดอกที่เชื่อมติดกันเป็นกรวยตื้น 4 กลีบ ภายในดอกมีเกสรตัวผู้ 4 อัน ส่วนเกสรตัวเมียจะไม่ค่อยพบ ผล ผลสะระแหน่มีสีด า ขนาดเล็ก มีรูปผลเป็นรูปกระสวย เปลือกผลเกลี้ยงมัน ทั้งนี้ ผล สะระแหน่มักไม่ติดผลให้เห็นบ่อยนัก เพราะมีดอกที่เป็นหมันเป็นส่วนใหญ่ ประโยชน์ 1. ใบอ่อน/ยอดอ่อนสะระแหน่ใช้เป็นผักจิ้มน้ าพริก หรือ รับประทานเป็นผักคู่กับอาหาร จ าพวกลาบ น้ าตก ซุปหน่อไม้ เป็นต้น 2. น าใบสดมาบี้เพื่อสูดดมจะได้กลิ่นน้ ามันหอมระเหย ช่วยให้สดชื่น แก้อาการวิงเวียน ศรีษะ 3. น าใบสดมาล้างน้ าให้สะอาด และน ามาตากแห้ง 5-7 แดด ส าหรับใช้ชงเป็นชาดื่ม 4. ใบตากแห้ง น ามาบดเป็นผง ใช้บรรจุในแคปซูลรับประทานเป็นยาสมุนไพร 5. น้ าต้มใบสะระแหน่ใช้รดแปลงผัก ป้องกันแมลงศัตรูพืช 6. น้ ามันหอมระเหยใบสะระแหน่ใช้ผสมในเครื่องส าอาง และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ส าหรับเป็นสารให้กลิ่น ตัวท าละลาย และใช้เพื่อป้องกันเชื้อจุลินทรีย์ 7. น้ ามันหอมระเหยใช้ผสมในอาหารเพื่อยับยั้งการเติบโตของจุลินทรีย์ท าให้อาหารเก็บไว้ ได้นาน รวมทั้งเพื่อปรับปรุงกลิ่นของอาหารให้มีกลิ่นหอมน่ารับประทานมากขึ้น 8. น้ ามันหอมระเหยใช้ทานวด แก้อาการปวดเมื่อย การปลูกสะระแหน่ การเตรียมกิ่ง/เหง้าพันธุ์ การปลูกสะระแหน่ นิยมปลูกด้วยเหง้าหรือการปักช าล าต้น ซึ่งควรเลือกล าต้นที่มีความ ยาวประมาณ 8-10 ซม. แล้วให้เด็ดยอดทิ้ง ก่อนน าลงปลูก ซึ่งควรปลูกทันทีหลังการถอนต้นหรือ ตัดต้นมา แต่เกษตรกรบางพื้นที่ใช้เทคนิคเพื่อเร่งรากให้งอกเร็ว ด้วยการน าล าต้นมาแช่น้ าจนมีราก เกิดก่อนน าปลูกในแปลง ขั้นตอนการปลูก ระยะการปลูกในแต่ละต้นประมาณ 10-15 ซม. โดยปักล าต้นลงดินประมาณ 3 ซม. ซึ่ง ต้องระวังให้ปักส่วนโคนต้นลง หลังการปลูกแล้วรดน้ าให้พอชุ่ม


การให้น้ า สะระแหน่ เป็นผักที่ชอบดินชื้นตลอด แต่ห้ามมีน้ าขัง ดังนั้น หลังการปลูกต้องรดน้ าทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง จนถึงระยะที่กิ่งพันธุ์ตั้งตัวได้ ค่อยลดการให้น้ าที่วันเว้นวัน การใส่ปุ๋ย หลังการปลูกได้ประมาณ 1 อาทิตย์ ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15หรือปุ๋ยยูเรีย ประมาณ 20 กิโลกรัม แล้วหลังจากนั้น อีก 2 อาทิตย์ ให้สูตร 24-12-12 ในอัตราเดียวกัน เพื่อเร่งให้ใบเขียวดก และหากเก็บแล้ว 5-7 วัน ให้ใส่ปุ๋ยอีกครั้ง นอกจากนี้ ควรหว่านโรยด้วยปุ๋ยคอกร่วมด้วยเป็น ประจ า ในระยะปลูกของสัปดาห์ที่ 2 และในระยะหลังการตัดทุกครั้งร่วมกับปุ๋ยเคมี อัตราปุ๋ยคอก ที่ใส่ประมาณ 2-3 ตัน/ไร่ การเก็บยอด หลังการปลูกแล้วประมาณ 45-50 วัน สะระแหน่จะเริ่มเก็บยอดได้ การเก็บแต่ละครั้งควร ใช้กรรไกรตัด เพราะหากใช้มืออาจท าให้ล าต้นถอนได้ และจะเก็บได้อีกครั้งประมาณ 15-20 วัน


กะเพรา ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum tenuiflorum L. (O. sactum Linn.) วงศ์ : LABIATAE ชื่อสามัญ : Holy Basil, Sacred Basil ชื่ออื่น/ชื่อสามัญ : (ภาคกลาง) กะเพราขาว กะเพราแดง กะเพราบ้าน (ภาคเหนือ) กอมก้อ ก ่ากอ กอมก้อดง (ภาคอีสาน) ผักอีตู่ไทย ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ต้น เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก พุ่มเตี้ยแตกกิ งก้านสาขามาก ล่าต้นและใบมีขน (ส่วนที อ่อนจะมีขนปกคลุม มากกว่าส่วนที แก่) ใบ ออกตรงกันข้าม ปลายใบแหลม ขอบใบหยัก มีกลิ นหอมฉุน ดอก ออกเป็นช่อตั้งขึ้นไปเป็นชั้นๆ คล้ายฉัตร คล้ายดอกใบโหระพาหรือแมงลัก กะเพราะมี 2 ชนิด คือ กะเพราขาว ล่าต้นและมีใบสีเขียว กลีบดอกสีขาว และกะเพราแดง ล่าต้นและใบมีสีม่วง กลีบดอก สีชมพูอมม่วง ส่วนที่ใช้ประโยชน์: ราก เมล็ด และใบ สรรพคุณทางยาและวิธีใช้ แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น แก้ลม ขับลม แจ้จุกเสียด แน่นในท้อง : ใช้ใบสดหรือยอดอ่อน 1 ก่ามือ (ประมาณ 25 กรัม) หรือใบแห้ง 4 กรัม ต้มพอเดือดแล้วกรองเอาน้่าดื ม ขับเสมหะ ขับเหงื่อ : ใช้น้่าที คั้นจากใบสดดื ม แก้โรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน : ใช้น้่าที คั้นจากใบสด ทาบริเวณที เป็น แก้ไข้โรคธาตุพิการ : ใช้รากที แห้งแล้วเป็นยาชง หรือยาต้ม ดื มวันละ 3 ครั้ง อาการจะทุเลา ฆ่ายุง แมลง และเชื้อจุลินทรีย์: ใช้น้่ามันหอมระเหยจากไปฉีดพ่น สารเคมีและสารอาหารที่ส าคัญ : Apigenin, Ocimol, Phenols, Chavibetol, Linalool, Organic Acid มีวิตามินเอและฟอสฟอรัสค่อนข้างมาก นอกจากนั้นยังมีวิตามินซี เกลือแร่ และวิตามินอื นๆ อีก กะเพราขาว


คุณค่าทางอาหาร ตารางแสดงคุณค่าทางอาหารส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม ขาว แดง พลังงาน 46 41 กิโลแคลอรี โปรตีน 2.7 4.2 กรัม ไขมัน 0.3 0.5 กรัม คาร์โบไฮเดรต 8 4.8 กรัม แคลเซียม 310 2 มิลิกรัม ฟอสฟอรัส 51 287 มิลิกรัม เหล็ก 2.2 1.87 มิลิกรัม วิตามินบี1 - 0.04 มิลิกรัม วิตามินบี2 - 0.34 มิลิกรัม ไนอาซีน - 1.8 มิลิกรัม วิตามินซี 2 22 มิลิกรัม เบต้า-แคโรทีน 724 1,134 RE ใยอาหาร 4.30 4.30 กรัม * RE ไมโครกรัมเทียบหน่วยเรตินอล - ไม่มีการวิเคราะห์ อ้างอิงข้อมูลจาก หนังสือผักพื้นบ้านต้านโรค เล่ม 1 จัดท่าโดยกลุ่มสารนิเทศฯ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กะเพราแดง


1. ชื่อสมุนไพร มะนาว ชื่อวิทยาศาสตร์Citrus aurantifolia ( Christm & Panz ) Swingle ชื่อวงศ์ RUTACEAE ชื่อพ้อง Limonia aurantifolia Christm. ชื่ออังกฤษ Common lime, Lime ชื่อท้องถิ่น โกรยชะม้า ปะนอเกล ปะโหน่งกลยาน มะนอเกละ มะเน้าด์เล ส้มมะนาว ลีมานี ปีห์ หมากฟ้า 2. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้พุ่ม สูง 2-4 เมตร กิ่งอ่อนมีหนามใบเป็นใบประกอบชนิดมีใบย่อยใบเดียว เรียงสลับกัน มีรูปไข่รูป วงรีหรือรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3-5 เซ็นติเมตร ยาว 4-8 เซนติเมตร เนื้อใบมีจุดน้ำมันกระจาย ก้านใบมี ครีบเล็กๆ ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อออกที่ปลายกิ่งและที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว มีกลิ่นหอม กลีบดอกร่วงง่าย ผล เป็นผลสด ฉ่ำน้ำ รูปกลม ผิวเกลี้ยงเปลือกผลมีต่อมน้ำมันกระจาย เมื่อสุกจะมีสีเหลืองอมเขียว มีรสเปรี้ยวมาก 3. ส่วนที่ใช้เป็นยาและสรรพคุณ - ผล บรรเทาอาการเจ็บคอ 4. สารสำคัญที่เป็นสารออกฤทธิ์ สารสำคัญในมะนาว คือ citric acid 5. ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา มะนาวมีกรด citric ซึ่งมีรสเปรี้ยว จะกระตุ้นให้มีการขับน้ำลายออกมาทำให้ชุ่มคอ จึงช่วยบรรเทา อาการเจ็บคอ 6. อาการข้างเคียง ยังไม่มีรายงาน 7. ความเป็นพิษทั่วไปและต่อระบบสืบพันธุ์


7.1 การทดสอบความเป็นพิษ เมื่อให้น้ำสกัดจากใบมะนาวทางปาก หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนูเม้าส์ ด้วยขนาด 10 กรัม/กิโลกรัม น้ำหนักตัว (เทียบเท่ากับ 1,852 เท่าของขนาดที่ใช้ในคน) ไม่พบความผิดปกติใดๆ (1) เมื่อป้อนสารสกัดราก มะนาวด้วยน้ำครั้งเดียวทางปาก ในขนาด 5 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว ให้หนูแรทไม่พบว่าเป็นพิษทั้งแบบ เฉียบพลันและกึ่งเรื้อรัง แต่พบว่าในหนูที่ได้รับสารสกัด 1.2 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว/วัน มีเอ็นไซม์ในตับ เพิ่มขึ้นแต่ยังอยู่ในช่วงปกติ และไม่พบความผิดปกติของอวัยวะภายใน (2) 8. วิธีการใช้ 8.1 ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน) 1. ใช้มะนาว 1 ผล บีบเอาน้ำมะนาวมาชงกับน้ำร้อนดื่ม ช่วยขับเสมหะ (3) 2. ใช้มะนาวฝานบางๆ จิ้มเกลือกิน (4) 3. ใช้ผลสดคั้นเอาแต่น้ำใส่เกลือจิบบ่อยๆ (5) 8.2 ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ไม่มี เอกสารอ้างอิง 1. มงคล โมกขะสมิต กมล สวัสดีมงคล ประยุทธ สาตราวาหะ. การศึกษาพิษของสมุนไพรไทย. วารสารของ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2514;13(1):36-66. 2. Siharat C, Nirush L, Umarat S, Amornnat T, Anongnad N, Nadthaganya S, Kanjana J. Acute and subchronic toxicity study of the water extract from root of Citrus aurantifolia (Christm. et Panz.) Swingle in rats. Songklanakarin J Sci Technol 2007; 29(Suppl 1):125-39. 3. Anon. Personal interview by Medicinal Plants for Self-Reliance Project. 4. อาจินต์ ปัญจพรรค์. ขุดทองในบ้าน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อนงค์ศิลป์การพิมพ์, 2524. 5. กองวิจัยทางมะนาวการแพทย์. สมุนไพรพื้นบ้าน ตอนที่ 1. กรุงเทพฯ: กรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์กระทรวงสาธารณสุข, 2526.


พริก ชื่อวิทยาศาสตร์ : Capsicum frutescens L. พริก ภาษาอังกฤษ : Chili, Chilli Pepper แต่ถ้าเป็นพริก ขนาดใหญ่ ๆ ที่มีรสอ่อน ๆ เราจะเรียกว่า Bell pepper, Pepper, Paprika, Capsicum เป็นต้น โดยมีถิ่น กำเนิดมาจากทวีปอเมริกาใต้ มีการนำเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นแล้ว พลูคาว (Plu Kaow) ชื่อ ความเผ็ดของพริกมาจากสารชื่อ “แคปไซซิน” (Capsaicin) ซึ่งจะมีอยู่มากใยบริเวณเยื่อแกนกลาง สีขาว (คือส่วนเผ็ดมากที่สุด) ส่วนเปลือกและเมล็ดนั้นจะมีสารนี้น้อย ซึ่งคนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าส่วนเมล็ดและ เปลือกคือส่วนที่เผ็ดที่สุด และสารชนิดนี้จะทนทานต่อความร้อนและความเย็นอย่างมาก แม้จะนำมาต้มให้สุด หรือแช่แข็งก็ไม่ได้ทำให้สูญเสียความเผ็ดไปแต่อย่างใด โดยเราสามารถเรียงลำดับความเผ็ดของพริกจากมากไป หาน้อยได้ คือ พริกขี้หนู> พริกเหลือง > พริกชี้ฟ้า > พริกหยวก > พริกหวาน เป็นต้น หน่วยวัดความเผ็ดเดิม คือ สโควิลล์ (Scoville) (เป็นคำที่ตั้งขึ้นตามชื่อผู้คิดค้นวิธีการวัดระดับ ซึ่งก็คือ วิลเบอร์ สโควิลล์ นักเคมีชาว อเมริกัน) โดยพริกขี้หนูสวนบ้านเราจะมีค่าอยู่ที่ 50,000-100,000 สโควิลล์ ส่วนพริกที่ได้รับการบันทึกลง ในกินเนสส์บุ๊กว่าเผ็ดที่สุดในโลกก็คือ พริกฮาบาเนโร วัดค่าได้ถึง 350,000 สโควิลล์หรือมากกว่า พริกอุดมไป ด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ อย่าง วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุ เหล็ก ใยอาหาร เป็นต้น โดยในพริก 100 กรัม จะมีวิตามินซีสูงถึง 144 มิลลิกรัมเลยทีเดียว ! หากต้องการ ลดความเผ็ดร้อนของพริกคุณควรรับประทานอาหารที่มีไขมันหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากกว่าที่จะดื่มน้ำ เพราะการดื่มน้ำจะมีผลเพียงแค่ช่วยให้บรรเทาอาการแสบร้อนได้เท่านั้น แต่ความเผ็ดยังคงอยู่ สำหรับผู้ที่เป็น โรคกระเพาะอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานพริกเพราะอาจจะทำให้กรดไปกัดแผลในกระเพาะอาหารได้ และสำหรับเด็กและผู้สูงอายุที่มักจะสำลักง่ายก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเช่นกัน และควรจะระวังพริกป่น ตามร้านอาหาร พริกซองที่อาจจะมีสารอะฟลาทอกซินปนอยู่ ซึ่งเป็นสารพิษที่เกิดจากเชื้อรา หากร่างกายได้รับ อย่างต่อเนื่องอาจจะเกิดการสะสมจนกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด ดังนั้นควรเลือกรับประทานพริกป่นที่สะอาด ไม่มีเชื้อราและเปลี่ยนบ่อย ๆ ทุก ๆ 3 วันพร้อมทั้งการจัดเก็บในภาชนะที่แห้งและสะอาด ข้อมูลอ้างอิง (Source) : https://medthai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81/ | Medthai


1 กระชาย มีสรรพคุณแก้ปวดมวนในท้อง แก้ชัก แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ บ ารุงก าลัง บ ารุงก าหนัด เป็นต้น กระชาย ชื่อสมุนไพร : กระชาย (KRA-CHAI) ชื่อวิทยาศาสตร์: Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. ชื่อวงศ : Zingiberaceae ชื่ออื่น : ขิงทราย )มาาราราาม(, ละแอน )อาาหานาอ(, ว่านพระอาทิตย์)กรเงหทพ(, จี้ปูซีพูหป๊าะซอหร๊าะ )แม่ฮ่องรอน( , Chinese ginger, Chinese key ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ล้มลเกอายเาลายปี หาง้ารั้น รากอวบรูปทรงกระบอกปลายหรียว กว้าง 1-2 หซนติหมตร ยาว 4–10 หซนติหมตร ออกหป็นกระจเกผิวรีน้้าตาลอ่อน หนา้อในรีหาลาอง มีกลิ่นหฉพาะตัว ล้าต้นมีใบ 2-7 ใบ ใบ หป็นใบหดี่ยวหรียงรลับรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานปลายหรียวแาลมโานมนาราอแาลม ดอก ช่อดอกแบบช่อหชิงลดอกที่ยอดระาว่างกาบใบาู่ในรเด ดอกรีขาวอมชมพูอ่อน กลีบหลี้ยงรีขาวาราอ รีขาวอมรีชมพูอ่อน โานติดกันหป็นาลอดยาว 1.5-2 หซนติหมตร ปลายแยกหป็น 3 แฉก กลีบดอกโานติดกัน หป็นาลอดกลีบข้างมี 2 กลีบ รีชมพูอ่อนรูปไข่กลับ ยาวประมาณ 1.5 หซนติหมตร ผล แบบผลแา้งแตก หมล็ดรีด้า หยา่อาเ้มหมล็ดจักหป็นารเย ส่วนที่ใช้ท ายา ใช้หาง้าแา้งรูปร่างและขนาดไม่แน่นอน า่อนข้างแบน อาจพบในรูปหาง้า ทั้งชิ้น าราอหาง้าที่าั่นหป็นชิ้นบางๆ ขนาดต่างกันออกไป สรรพคุณของแต่ละส่วนที่ใช้ท ายา ต้ารารรรพาเณยาไทยว่า หาง้ากระชายมีรรหผ็ดร้อนขม แก้ปวดมวนในท้อง แก้ชัก แก้ท้องอาดท้องหฟ้อ บ้ารเงก้าลัง บ้ารเงก้าานัด หป็นต้น


2 รายงานการวิจัยปัจจุบัน ข้อมูลจากการศึกษาทางพรีาลินิกพบว่ารารรกัดกระชายแรดงฤทธิ์ต้านแบาทีหรีย และหชา้อราบางชนิด โดยพบวา ราร 5, 7-ไดหมทอกซีฟลาโวน แรดงฤทธิ์ต้านการอักหรบและฤทธิ์ลดไข้ สารส าคัญ องา์ประกอบทางหามีของกระชายมีน้้ามันระหายง่าย )volatile oil) หล็กน้อยมีองา์ประกอบหามีหป็นราร โบหซนหบอรจินหอ )boesenbergin A) โบหซนหบอรจินบี)boesenbergin B) แพนดูราทินหอ )panduratin A) แพนดูราทินบี (panduratin B) าาร์ดามอนิน )cardamonin) 2',6'-ไดไฮดรอกซี-4'-หมทอกซีชาลโาน )2',6'- dihydroxy-4'- methoxychalcone) 5,7-ไดหมทอกซีฟลาโวน )5,7-dimethoxyflavone) ตลอดจนอนเพันธ์ ของฟลาโวนอยด )flavonoids) กลเ่มซาลโาน )chalcone) และฟลาโวน )flavone) อ้างอิงข้อมูลจาก : านังราอาู่มาอการก้าานดพา้นที่ร่งหรริมการปลูกรมเนไพร หพา่อใช้ในทางหอรัชกรรมไทย จัดท าโดย : กลเ่มงานวิชาการหอรัชกรรมแผนไทย รถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางหลาอก


มะขามป้อม (Phyllanthus emblica L.) ชื่อวิทยาศาสตร์Phyllanthus emblica L. วงศ์ EUPHORBIACEAE ชื่อสามัญ Malacea Tree ชื่ออื่น กันโตด กำหวด ไม้ต้น ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 8 - 12 เมตร เปลือก ต้นสีน้ำตาลปนเทา ผิวค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นร่องตามความยาวของ ลำต้น เรือนยอดรูปร่มแผ่กว้าง ปลายลู่ลง ใบ ประกอบออกเรียงสลับกัน ใบย่อยเล็ก ขนาดใบกว้าง 0.5 - 1 เซนติเมตร ขอบใบขนานกัน ปลายใบมนป้าน โคนใบมนแคบเข้าหาก้านใบ ดอก ดอกเล็กมากสีขาวหรือขาวนวล ออกรวมกันเป็นกระจุกตามง่ามใบ ผล กลมแข็งอุ้มน้ำ โตเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ผลอ่อนสี เขียวอ่อนค่อนข้างใส ผลแก่สีเขียวอมเหลือง รสฝาดเปรี้ยว ใช้รับประทานได้ นิเวศวิทยา เป็นไม้ดั้งเดิมแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นในดินที่มีการระบาย น้ำดีในป่าเบญจพรรณแล้งหรือป่าแดง ทั่วไป ออกดอก กุมภาพันธ์ - มีนาคม เป็นผล เมษายน - พฤษภาคม ขยายพันธุ์เพาะเมล็ด ประโยชน์เนื้อไม้ใช้ทำเสาเรือนเล็ก ๆ ทำเครื่องมือทางการเกษตร ทำฟืน เผา ถ่าน เปลือกและใบให้สีน้ำตาลแกมเหลือง ใช้ย้อมผ้า ผลมีรสเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ อมฝาด รับประทานแก้กระหายน้ำ ใช้เป็นยาขับพยาธิ แก้ไอ หรือคั้นเอาน้ำจากผล ใช้หยอดตารักษาเยื่อตาอักเสบ เป็นอาหารของสัตว์ป่า


ชื่อสมุนไพร บอระเพ็ด ชื่อวิทยาศาสตร์ Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f. & Thoms ชื่อสามัญ Heart-leaved moonseed ชื่อท้องถิ่น เครือเขาฮอ จุ่งจิง (ภาคเหนือ), ตัวเจตมูลยาน เถาหัวด้วน (สระบุรี), เจตมูลหนาม (หนองคาย), หางหนู(สระบุรีอุบลราชธานี) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้เถา ล าต้นเนื้ออ่อน เลื้อยต้นไม้ ลักษณะเถากลมโตขนาดนิ้วมือ มีไส้เป็นเส้นยาว มีเปลือกหุ้มเถา เป็นตุ่มเล็ก กลม ตลอดเถาสีเทาอมด า เปลือกสามารถลอกออกได้ ยางมีรสขมมาก ใบ ใบเดี่ยว ลักษณะใบรูปไข่หรือรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลมมีลักษณะคล้าย ใบพลู หรือใบโพธิ์ โคนเว้าเป็นใบรูปหัวใจ เส้นแขนงใบมองเห็นชัดเจน แผ่นใบสีเขียว ดอก ช่อขนาดเล็กมาก ตามซอกใบ สีเขียวอมเหลือง ดอกแยกเพศอยู่คนละช่อ ผล รูปทรงค่อนข้างกลม สีเหลืองหรือสีแดง การน าไปใช้ประโยชน์ น ามาแปรรูปเป็นบอระเพ็ดแคปซูล น ามาดองน้ าผึ้งถือเป็นยาอายุวัฒนะ บอระเพ็ดสรรพคุณช่วย ป้องกันผมหงอกได้ผลดี สูตรน้ ามันบอระเพ็ดหมักผม ส่วนน้ าหมักน ามาให้สัตว์กินหรือใส่รวมกับน้ าดื่มของสัตว์ สรรพคุณบอระเพ็ดช่วยให้สัตว์เจริญอาหาร ขนเป็นมันวาว และร่างกายแข็งแรง ช่วยขับพยาธิ สรรพคุณทางยา 1. ใบมีสารต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยในการชะลอวัย ช่วยบ ารุงผิวพรรณให้สดใส หน้าตาสดชื่น 2. ช่วยให้ผมดกหนาขึ้น ผมร่วงลดลง และลดอาการผมหงอก 3. รากเสริมสร้างภูมิต้านทาน รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือด 4. เถาสดช่วยรักษาโรคเบาหวาน ควบคุมระดับน้ าตาลในเลือด มีสารลดความดันโลหิต 5. ใบช่วยรักษาอาการโลหิตคั่งในสมอง 6. รากช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยดับพิษร้อนในร่างกาย 7. เถาและต้นแก้อาการร้อนใน 8. รากใช้ถอนพิษไข้แก้ไข้เหนือ ไข้สันนิบาต ไข้พิษ ไข้จับสั่น แก้ร ามะนาด แก้ไข้มาลาเรีย 9. ผลแก้อาการเสมหะเป็นพิษ 10. เถาแก้อาการปวดฟัน ช่วยรักษาฟัน 11. รากแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ 12. ทุกส่วนรักษาโรคริดสีดวงทวาร และรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ


13. เถาช่วยบ ารุงน้ าดี 14. ใบช่วยขับพยาธิ 15. เถาและใบช่วยรักษาโรคผิวหนัง รักษาผดผื่นตามร่างกาย 16. ต้นแก้พิษฝีดาษ เอกสารอ้างอิง คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. (2565). ข้อมูลพืชสมุนไพร : บอระเพ็ด. สืบค้น 15 มีนาคม 2565, จากhttps://pharmacy.su.ac.th/บอระเพ็ด/ ประโยชน์ดอทคอม. (2559). บอระเพ็ด. สืบค้น 15 มีนาคม 2565, จาก https://prayod.com/บอระเพ็ด/ เมดไทย. (2563) บอระเพ็ด. สืบค้น 15 มีนาคม 2565, จากhttps://medthai.com/บอระเพ็ด/


ชื่อท้องถิ่น ขิงแกลง, ขิงแดง (จันทรบุรี), ขิงเผือก (เชียงใหม่), สะเอ(แม่ฮ่องสอน), ขิงบ้าน, ขิงแครง, ขิงป่า, ขิงเขา, ขิงดอกเดียว(ภาคกลาง), เกีย(จีนแต้จิ๋ว) ชื่อวิทยาศาสตร์ Zingiber officinale Roscoe. วงศ์ ZINGIBERACEAE ชื่อสามัญ Ginger ลักษณะ เป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีนวลมีกลิ่นหอมเฉพาะ แทงหน่อหรือลำต้นเทียมขึ้นเป้นกอประกอบด้วยกาบหรือโคนใบหุ้มซ้อนกัน ใบ เป็น ชนิดใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกันเป็นสองแถว ใบรูปหอกเกลี้ยงๆ กว้าง 105 - 2 ซม. ยาว 12 - 20 ซม. หลังใบห่อจีบเป็นรูปรางนำปลายใบสอบเรียวแหลม โคนใบสองแคบและจะ เป็นกาบหุ้มลำต้นเทียม ตรงช่วงระหว่างกาบกับตัวใบจะหักโค้งเป็นข้อศอก ดอก สีขาว ออกรวมกันเป็นช่อรูปเห็ดหรือกระบองโบราณ แทงขึ้นมาจากเหง้า ชูก้านสูงขึ้นมา 15 - 25 ซม. ทุกๆ ดอกที่กาบสีเขียวปนแดงรูปโค้งๆ ห่อรองรับ กาบจะปิดแน่นเมื่อดอกยัง อ่อน และจะขยายอ้าให้ เห็นดอกในภายหลัง กลีบดอกและกลีบรองกลีบดอก มีอย่างละ 3 กลีบ อุ้มน้ำ และหลุดร่วงไว โคนกลีบดอกม้วนห่อ ส่วนปลายกลีบผายกว้างออกเกสรผู้มี 6 อัน ผล กลม แข็ง โต วัดผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. ขยายพันธุ์ เหง้า ปลูกในดินร่วนซุยผสมปุ๋ยหมัก หรือดินเหนียวปนทราย โดยยกดินเป็นร่องห่างกัน 30 ซม. ปลูกห่างกัน 20 ซม. ลึก 5 - 10 ซม. ขิงชอบขึ้นในที่ชื้นมีการระบายน้ำดี ถ้าน้ำ ขังอาจโดนโรคเชื้อรา ส่วนที่นำมาเป็นยา เหง้าแก่สด


สารเคมีและสาร อาหารที่สำคัญ ในเหง้าขิงมี - น้ำมันหอมระเหยอยู่ประมาณ 1 - 3 % ขึ้นอยู่กับวิธีปลูกและช่วงการเก็บรักษา ใน น้ำมันประกอบด้วยสารเคมี ที่สำคัญคือ ซิงจิเบอรีน (Zingiberene), ซิงจิเบอรอล (Zingiberol), ไบซาโบลี (bisabolene) และแคมฟีน(camphene) - น้ำมัน (oleo - resin) ในปริมาณสูง เป็นส่วนที่ทำให้ขิงมีกลิ่นฉุน และ มีรสเผ็ด ส่วนประกอบสำคัญ ในน้ำมันซัน ได้แก่ จินเจอรอล (gingerol), โวกาออล (shogaol), ซิงเจอโรน (zingerine) -มีคุณสมบัติเป็นยากัดบูด กันหืน ใช้ใส่ในน้ำมันหรือไขมันเพื่อป้องกันการบูดหืน สารที่ทำ ให้ขิงมีคุณสมบัติเป็นยากันบูด กันหืน ได้ คือ สารจำพวกฟีนนอลิค สรรพคุณทางยา และวิธีใช้ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ท้องผูก ขับลม คลื่นไส้อาเจียน และอาการเมารถ เมาเรือ นำเหง้าขิงแก่สด 50 กรัม ทุบให้แตก นำไปต้มกับน้ำ 2 แก้ว รินดื่มแต่น้ำ วันละ 3 ครั้ง ปวดกระเพาะอาหาร ใช้เหง้าขิง น้ำตาลทรายแดง และพุทราแห้ง ต้มดื่มวันละครั้ง ผมร่วง หัวเริ่มล้าน ใช้เหง้าสดนำมาผิงไฟให้อุ่น ตำพอกบริเวณที่ผมร่วง วันละ 2 ครั้ง ประมาณ 3 วัน ถ้ายัง ไม่ดีขึ้นให้พอกต่อไปสักระยะ แก้สะอึก ใช้ขิงสดตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำมาผสมกับน้ำผึ้ง คนให้เข้ากัน ทำเป็นน้ำขิงสดรับประทาน ขับเหงื่อ นำขิงแก่มาปอกเปลือกฝานเป็นชิ้นบางๆ นำไปตากในที่ร่มจนแห้ง ( 2 วัน) เอาขิงแห้ง 3 กรัม ไปต้มกับน้ำ 1 แก้วจนเดือด เป็นเวลา 3 นาที เอาเฉพาะส่วนน้ำมาเติมน้ำตาล ทรายขาว แก้ตานขโมย นำขิง พริกไทย ใบกะเพรา ไพล มาบดผสมกันรับประทาน แก้ไข้ ร้อนใน ใช้ลำต้นที่แก่สดทุบแตกประมาณ 1 กำมือ ต้มน้ำดื่ม ถูกแมงมุมกัด แผลที่บีบน้ำเหลืองออก ใช้ขิงฝานเป็นแผ่นบาง ๆ นำมาวางทับบริเวณที่เป็น


แก้ไอ ขิงแก่ยาว 2 นิ้ว ทุบพอแหลก เทน้ำเดือดลงไป ครึ่งแก้ว ปิดฝาตั้งไว้ 5 นาที รินเอาแต่น้ำ ดื่ม ระหว่างอาหารแต่ละมื้อ หรือ นำเหง้าขิงมาฝานเป็นแผ่นจิ้มเกลือ รับประทาน กำจัดกลิ่นรักแร้ ใช้เหง้าขิงแก่มาทุบ คั้นเอาแต่น้ำขิง ทารักแร้เป็นประจำจะช่วยกำจัดกลิ่นที่ไม่พึง ปรารถนา แผลเริมบริเวณหลัง ใช้เหง้า 1 หัว เอามาเผาจนผิวนอกเป็นถ่าน คอยปาดถ่านที่ผิวนอกออก เผาและปาดไป เรื่อยๆ นำผงถ่านที่ได้ผสมกับน้ำดีหมูใช้ทาบริเวณที่เป็น ฟกช้ำจากการหกล้ม หรือกระทบกระแทก ให้ใช้เหง้าสดมาตำกับเหล้าพอก หรือใช้น้ำคั้นจากใบสด 1 ถ้วย ตังกุย 100 กรัม บดเป็น ผงผสมกับเหล้ากินติดต่อกันประมาณ 3 วัน หนังมือลอกเป็นขุย ให้ใช้เหง้าสดมาหั่นเป็นแผ่น นำมาแช่เหล้า 1 ถ้วยชา ทิ้งไว้นาน 24 ชั่วโมง เอาแผ่นขิงที่ ผ่านการแช่มาถูกทาตามบริเวณที่เป็น วันละ 2 ครั้ง แก้หวัด นำขิงแก่ขนาดประมาณหัวแม่มือ ทุบให้แตก หั่นเป็นแว่นต้มน้ำ 1 แก้ว ใช้ไฟอ่อนๆ ต้มน้ำ ให้เดือดนาน 5 นาที เสร็จแล้วตักขิงออก เติมน้ำเพิ่มเล็กน้อย ดื่มขณะยังอุ่น ทำอย่างนี้ 3 เวลา เช้า - กลางวัน - เย็น


Click to View FlipBook Version