รายวิชา MGT498
E-book สรุปจากหนังสือ
กัญชา
กัญชง
ทางการแพทย์
ประโยชน์ และโทษ
เรียบเรียงโดย สุนิสา จันทร์ทอง รหัสนักศึกษา 62711265
คำนำ
E-book เล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ
รายวิชา MGT489 เตรียมสหกิจศึกษาการจัดการ
เพื่อให้ได้อ่าน ศึกษาหาความรู้ สรุป เกี่ยวกับ หนังสือ
ที่ตนเองสนใจ โดยผู้จัดทำได้เลือกหนังสือที่มีชื่อว่า
"กัญชง กัญชา ทางการแพทย์ ประโยชน์ และโทษ"
ซึ่งหนังสือได้ให้ความรู้เกี่ยวกับ กัญชง และ กัญชา ใน
เรื่องต่างๆ ผู้จัดทำจึงนำมาสรุป เพื่อให้สามารถเข้าใจได้
ง่าย และรวดเร็วขึ้น
ผู้จัดทำคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า E-book เล่มนี้
จะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ต่อผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องของ
กัญชง และกัญชา
นางสาว สุนิสา จันทร์ทอง
ผู้จัดทำ
สารบัญ
เรื่อง หน้า
- ชื่อเรียกของกัญชง กัญชา 1-2
- ต้นกำเนิดของกัญชง กัญชา 3
- ความแตกต่างระหว่างกัญชงและกัญชา 4
- หัตถกรรมกัญชงของไทย 5-6
- ประวัติการใช้กัญชาในจีน ยุคก่อน 7
- ประวัติการใช้กัญชาในอินเดีย ยุคก่อน 8
- การใช้กัญชาในเอเซียกลางและยุโรป ยุคก่อน 9
- ยากัญชาในยุโรปและอเมริกาในทศวรรษที่ 19 10
- ปลดล็อก กัญชง กัญชา 11
- การปลดล็อกกัญชาในประเทศไทย 11-12
- ข้อหาและโทษทางอาญา เกี่ยวกับกัญชา 13
- ชนิด และรูปแบบของกัญชา 14
-ใช้กัญชาอย่างไร? ไม่อันตราย 15
-วาดภาพสรุป 16
-บรรณานุกรม 17
1
กัญชง กัญชา
พืชสมุนไพร
ชื่อเรียกของกัญชง กัญชา
ต้นกัญชา
ชื่อภาษาอังกฤษ Cannabis (คานาบิส)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Cannabis sativa L.Subsp.indica (Lam.)
E.Small & Cronquist
ยกตัวอย่างชื่อเรียกในพื้นที่ถิ่นต่างๆ
- ปาง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน)
- ยานอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
- คุนเช้น/คุณเช้า (จีน)
- ต้าหมา (จีนกลาง)
ต้นกัญชง
ชื่อภาษาอังกฤษ Hemp (เฮมพ์)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Cannabis sativa L.Subsp.sativa
นอกจากนี้ในแต่ละประเทศยังมีชื่อเรียก กัญชง และ กัญชาต่างกันออกไป
ยกตัวอย่างดังนี้
2
India = Kanja
Finland = Hanpu
France =Chanvre
Japan =Taima
China = Ma
Poland = Penek
3
ต้นกำเนิดของกัญชง กัญชา
ถิ่นกำเนิดของกัญชง และกัญชา มีถิ่นกำเนิดเดียวกัน คือ
ทวีปเอเซีย แถบภูมิภาคเอเซียกลาง (ที่ราบยูเรเซีย) แนวเขา 800 km
ทอดยาวระหว่างชายแดนปากีสถาน และอัฟกานิสถาน
ต่อมาได้แพร่กระจายไปทวีปแอฟริกาเขตร้อน ทวีปยุโรป ทวีป
อเมริกาเหนือและใต้ และฮาวาย
ปัจจุบัน ปลูกมากในยุโรป ประเทศบราซิล อเมริกาแถบตะวันออกและ
ปลูกมากตามแนวเขาทางภาคเหนือของประเทศไทย ประเทศลาว และ
หลายแห่งเกือบทุกมุมโลก
4
ความแตกต่างระหว่างกัญชงและกัญชา
กัญชง กัญชา
ลำต้นปล้องหรือข้อยาว แตกกิ่งก้าน ลำต้นปล้องหรือข้อสั้น แตกกิ่งก้าน
น้ อยและแตกกิ่งไปทิศทางเดียวกัน มากและแตกกิ่งแบบสลับ
เปลือกเหนียวลอกง่ายให้ เปลือกไม่เหนียวลอกยาก
เส้นใยยาวคุณภาพสูง ให้เส้นใยสั้นคุณภาพต่ำ
แผ่นใบสีเขียวอมเหลือง แผ่นใบสีเขียวถึงสีเขียวจัด
การเรียงตัวของใบค่อนข้างห่าง การเรียงตัวของใบจะชิดกัน
เมื่อออกดอกจะมียางที่ช่อดอกไม่มาก เมื่อออกดอกจะมียางที่ช่อดอกมาก
เมล็ดมีขนาดใหญ่ ผิวเมล็ดหยาบด้าน เมล็ดมีขนาดเล็ก ผิวเมล็ดมันวาว
สาร THC ไม่เกิน 1% สาร THC 1-10%
โอกาสมึนเมาน้ อยกว่า โอกาสมึนเมามากกว่า
สาร CBD ช่วยในการรักษาโรค สาร CBD มากน้ อยแตกต่างกัน
บางชนิดในปริมาณสูงกว่ากัญชา ตามสายพันธุ์
ปลูกกัญชงเพื่อทำเส้นใย ระยะห่าง ปลูกกัญชงเพื่อทำเส้นใย ระยะห่าง
ระหว่างต้นจะแคบ เพราะปลูกเพื่อ ระหว่างต้นจะกว้าง เพราะปลูกเพื่อ
ต้องการเส้นใยอย่างเดียว ต้องการใบและช่อ
5
หัตถกรรมกัญชงของไทย
พ.ศ 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงสนพระทัย
ผลิตภัณฑ์จากกัญชง จึงทรงให้มูลนิธิโครงการหลวง
และสถาบันวิจัยพื้นที่สูง ศึกษาการเพาะปลูก เพื่อส่ง
เสริมอาชีพและสร้างรายได้จากการหัตกรรมกัญชง
ตั้งแต่ มีเกษตรบนพื้นที่สูงเข้าร่วม ปลูกแปรรูป และ
พ.ศ 2548 จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากกัญชงได้ในรูปแบบของงานวิจัย
กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรห้วยทราย อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
สร้างสรรรค์ผลิตภัณฑ์สิ่งทอแฮนด์เมคจากเส้นใยกัญชง
โดยพัฒนาทั้งด้านวัตถุดิบเส้นใย ให้มีคุณสมบัติสวมใส่
แล้วไม่คัน พร้อมปรับปรุงดีไซน์ให้ทันสมัย หลากหลาย
รูปแบบ สามารถใช่ในชีวิตประจำวันได้ และได้พัฒนา
ผลิตภัณฑ์มาใช้เส้นใยกัญชง ถักเสื้อ หมวก กระเป๋ า
ผ้าคลุมไหล่ โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ย้อมสี
เส้นใยกัญชงของไทย จัดว่าเป็นวัสดุชั้นดีระดับพรีเมียม 6
เพราะปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี มีความเหนียวนุ่ม มีความ
ทนทานสูงกว่าฝ้ าย ให้ความอบอุ่นกว่าลินิน ดูดซับความชื้นได้
ดีกว่าไนลอน ป้ องกันรังสี UV ได้ดี เนื้อผ้ามีเนื้อสัมผัสที่มี
เสน่ห์ สวยงามแปลกตา มีเอกลักษ์เฉพาะตัว
ในปี พ.ศ. 2561-2564 อนุญาตให้หน่วยงานรัฐปลูกกัญชงแล้วใน
6 จังหวัด 15 อำเภอ คือ
1.เชียงใหม่ อ.แม่แจ่ม อ.แม่ริม อ.แม่วาง อ.สะเมิง
2.เชียงราย อ.เวียงป่าเป้ า อ.แม่สาย อ.เทิง
3.น่าน อ.นาหมื่น อ.สันติสุข อ.สันติสุข อ.สองแคว
4.ตาก อ.พบพระ
5.เพชรบูรณ์ อ.หล่มเก่า อ.เขาค้อ อ.เมือง
6.แม่ฮ่องสอน อ.เมือง
7
ประวัติการใช้กัญชาในจีน ยุคก่อน
• 6,000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวจีนในยุคนั้นนำเมล็ดกัญชามาสกัด
เป็นน้ำมันเพื่อนำมาใช้ปรุงอาหาร ตอนนั้นยังไม่มีบันทึกว่ามี
การนำมาเสพให้เคลิบเคลิ้ม สนุกสนาน
• 4,000 ปีก่อนคริสตกาล มีการใช้เมล็ดและน้ำมันกัญชา เป็น
ส่วนผสมของอาหารจีน
• 2,737 ปีก่อนคริสตกาล จีนนำเอากัญชามาสกัดเป็นยารักษา
โรคมาลาเรีย แก้อาการท้องผูก ไขข้ออักเสบ ใจลอย เหน็บชา
และมีการใช้เส้นใยกัญชาในการทำเสื้อผ้า
สุสานบริเวณฝั่งตะวันตกของจีนโบราณอายุราวๆ 2,700 ปี
มีหลักฐานการใช้กัญชา มีการค้นพบกัญชาน้ำหนักราว 789 g
บรรจุอยู่ในถุงวางไว้ในสุสานของหมอผีโบราณ
นอกจากนี้กัญชายังให้พลังแห่งความมึนเมา ทำให้จิตล่องลอย
เหมือนได้ติดต่อกับพลังเหนือธรรมชาติ คนโบราณจึงนำมาเป็น
เครื่องบูชา ในเหล่าบรรดาพ่อมด หมอผีใช้ในการติดต่อสื่อสารกับ
เทพเจ้า หรือติกลดต่อกับคนตาย ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว และกัญชา
จึงกลายเป็ นพืชศักสิทธิ์
8
ประวัติการใช้กัญชาในอินเดีย ยุคก่อน
คัมภีร์พระเวท เมื่อ 2,000 ปีก่อน
คริสตกาล เรียกเครื่องดื่มที่ทำจาก
กัญชาว่า "โซมา" หรือ "โสม" มีไว้เพื่อ
เป็ นเครื่ องดื่ มของเทพเจ้าเมื่ อดื่ มแล้ว
จิตวิญญาณจะเป็ นอมตะ
อินเดียสมัยโบราณ ยกย่องกัญชาว่าเป็นของขวัญที่เทพยดา
ประทานให้มนุษย์เพื่อลดไข้ หลับสบาย รักษาอาการท้องร่วง เพิ่ม
ความหิว ทำให้มีอายุยืน การสูดดมควันกัญชาจะทำให้คนสูดมี
จิตใจปลอดโปร่งและเป็ นสุข
• ตำรา Bhavaprakasha ค.ศ 1600 กล่าวสรรพคุณกัญชาว่า ช่วย
ย่อยอาหาร เพิ่มพลังเสียง แก้ไอ ลดรังแค รักษาอาการนอนไม่
หลับ
• อาจกล่าวได้ว่า หมออินเดียโบราณใช้กัญชาในการรักษาทุกโรค
รวมถึงการรักษาที่เกิดจากการถูกงูกัด และยังนิยมให้หญิงใกล้
คลอดสูดดมลดความเจ็บปวด
• นิยมใช้กัญชาในพิธีกรรมทางศาสนา เมื่อ 700 ปีก่อนครัสตกาล
•ใช้เป็นยาศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า "บัง"
9
การใช้กัญชาในเอเซียกลางและยุโรป ยุคก่อน
กัญชาแพร่หลายเข้าไปในยุโรป ในช่วง 500 ปี ก่อนคริสตกาล
พบหลักฐานการใช้กัญชาเป็นยารักษาโรค การบริโภคผสม
ในอาหารและครื่องดื่ม
• ชาวไซเทียน เป็นชนชาติแรกที่เริ่มเสพกัญชาเพื่อความบันเทิง
อาศัยอยู่บริเวณตอนกลางของทวีปเอเซียและอยู่แถบประเทศอิหร่าน
โดยการเสพกัญชา จะนำเมล็ดกัญชาโยนลงไปบนหินที่ร้อนแดง
จนเกิดควันออกมา แล้วสูดดมเข้าไปจนมีความสุข เคลิบเคลิ้ม
• ชาวกรีกและโรมัน เรียกกัญชาว่า "ใบไม้แห่งเสียงหัวเราะ" มักจะ
นำไปผสมกับไวน์เพื่อให้มีความสุขแบบมึนเมา
• ชาวอิสราเอลโบราณ มักทำพิธีผากัญชาถวายเทพ
• ชาวอียิปต์โบราณ เรียกควันกัญชาว่า "ลมหายใจของเทพเจ้า"
• ชาวทราเชียนส์ ชนเผ่ายุโรป เสพกัญชาให้มึนเมา
• ชาวอาหรับ ระบุอันตรายจากกัญชา ปี พ.ศ 1543
•ชาวรัฐเซีย นิยมใช้น้ำมันสกัดจากกัญชา เป็นเชื้อเพลิงสำหรับ
ตะเกียง
กัญชาถูกห้ามใช้ทำเป็นยา ห้ามปลูก ห้ามครอบครอง ถือเป็นยาเสพ
ติดผิดกฎหมายเกือบทั่วโลกในช่วงเวลา พ.ศ 2477- 2563 จนเริ่ม
ค่อยๆถูกปลดล็อกในบางประเทศและบางรัฐใน USA
10
ยากัญชาในยุโรปและอเมริกาในทศวรรษที่ 19
คนอเมริกาในยุคบุกเบิก ก่อร่างสร้างประเทศ ทำเกษตรเป็น
ส่วนมากใช้เมล็ดกัญชาเป็ นอาหารสำหรับนกและไก่
การใช้กัญชาบำบัดโรคในแถบยุโรป ปรากฏในปี ค.ศ 1840
ในทศวรรษถัดมากัญชาได้รับความนิยมเป็นเวลาสั้นๆ ในยุโรปและ
อเมริกา มียาเตรียมจากกัญชาในรูปแบบต่างๆากกว่า10 รูปแบบ
ในช่วงเวลานั้นยังไม่มีเครื่องมือควบคุมคุณภาพยา และปริมาณยา
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการแข่งขันในธุรกิจยา เมื่ออีกฝ่ายนำเอาสาร
สกัดจากฝิ่น มารักษาโรคด้วยเป็นทางเลือก และโจมตีส่ากัญชามีฤทธิ์
ของสารเสพติด ห้ามใช้กัญชาเป็นยาจนกระทั่งการใช้กญชาบำบัดโรค
ค่อยๆสูญหายไปจากตำรับยาของประเทศซีกโลกตะวันตก
พ.ศ 2493 องค์กรอนามัยโลกระบุว่า กัญชาและยาเตรียมจากกัญชา
ไม่มีประโยชน์ด้านการแพทย์อีกต่อไป
11
ปลดล็อก
กัญชง กัญชา
วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ 2563 องค์การสหประชาชาติได้ถอดกัญชา
(กัญชา และยางกัญชา) ออกจากรายชื่อสารควบคุมในระดับ
สูงสุด ของอนุสัญญาเดี่ยว ว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ พ.ศ 2504
แต่ยังคงอยู่ในรายชื่อสารควบคุมที่อนุญาตให้ใช้ทางการแพทย์
ของอนุสัญญาฯ ด้วยคะแนนเสียงจำนวน 27 ประเทศ
จากสมาชิก 53 ประเทศ
ในประเทศไทยกัญชาเริ่มกลายเป็ นสิ่งผิดกฎหมาย
โดยมีพระราชบัญญัติกัญชา พ.ศ 2477 กำหนด
ให้การครอบครอง ขายและใช้กัญชาเป็นความผิด
ตามกฎหมาย
กฎหมายอีกสองฉบับ คือพระราชบัญญัติยาเสพติด พ.ศ 2522
และพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ 2518
กำหนดให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เช่นเดียวกับ
พืชกระท่อม และพืชฝิ่น
12
การปลดล็อกกัญชาในประเทศไทย
• พ.ศ 2539
ประกาศกระทรวจสาธารณสุข ฉบับที่ 135 ทุกส่วนของพืชกัญชา และ
วัตถุหรือสารต่างๆ เป็นยาเสพติด ยกเว้น เปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง
เส้นใยแห้ง
• พ.ศ 2556
ยกเว้นส่วนของเปลือกแห้ง ลำต้นแห้ง เส้นใยแห้ง สามารถซื้อขาย
วัตถุดิบได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
• พ.ศ 2559
ประกาศเฉพาะเฮมพ์ สามารถขออนุญาตปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ได้ตาม
ข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขได้ เช่น การปลูกเชิงพาญิชย์ การ
ปลูกเพื่อเมล็ดพันธุ์
• พ.ศ 2562
ส่วนต่างๆของกัญชา กัญชง ยังเป็นยาเสพติด แต่นำมาใช้ทางการ
แพทย์ได้
• พ.ศ 2563
ปลดล็อกส่วนของพืชกัญชาและกัญชง ส่วนที่เป็นยาเสพติด คือ ช่อ
ดอกกัญชา ช่อดอกกัญชง เมล็กกัญชา รวมถึงสารสกัดจากกัญชาที่มี
THC สูงกว่า 0.2% ส่วนที่ไม่เป็นยาเสพติด เช่น เปลือก ลำต้น เส้นใย
กิ่งก้าน และราก เป็นต้น
• พ.ศ 2565
ปลดล็อกออกจจากยาเสพติดให้โทษประเภท 5 มีการให้ขออนุญาต
ทำการปลูกได้ โดยจะต้องขอจดแจ้งต่อเจ้าหน้ าที่ก่อน
ข้อหาและโทษทางอาญา 13
ในความผิดเกี่ยวกับกัญชา
ความผิดและบทลงโทษเกี่ยวกับกัญชา ตามพระราชบัญญัติยาเสพติด
ให้โทษ พ.ศ 2562 ดังนี้
ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่ง
ยาเสพติดให้โทษ เว้นแต่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ได้อนุญาตโดย
ความเห็นชอบของคณะกรรมการเป็นรายๆ ไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไข ที่กำหนดในกฎกระทรวง
กฎหมายได้เปิดช่องให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้อนุญาต นำยาเสพติดให้โทษมาทำการวิจัย
แระโยชน์ทางการแพทย์ได้ แต่ต้องรายงานการรับ การจ่าย การเก็บ
รักษา และวิธีการปฏิบัติอย่างอื่นที่เกี่ยวกับการควบคุมยาเสพติดให้โทษ
ทุก 6 เดือน
• บทลงโทษ
1.ผลิต นำเข้า ส่งออก
โทษจำคุกจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำ
ทั้งปรับ
2.จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
• จำนวนไม่ถึง 10 kg มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี หรือปรับไม่เกิน100,000
บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
• จำนวนตั้งแต่ 10 kg ขี้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-15 ปี และ
ปรับตั้งแต่ 100,000 - 1,500,000 บาท
3.ครอบครอง
มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้ง
ปรับ
4. เสพ
มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
14
ชนิด หรือ รูปแบบของยากัญชา
1.น้ำมันกัญชา
ลักษณะน้ำมันกัญชา มีเนื้อเหนียวหนืด สีเข้ม
สารสกัดถูกละลายในน้ำมัน เช่น น้ำมันมะพร้าว
น้ำมันมะกอก เป็นต้นการเตรียมกัญชาในรูปแบบ
น้ำมัน ทำให้ความเข้มข้นของ THC เพิ่มขึ้นถึง
ร้อยละ 80
2.แคปซูลกัญชา
มีลักษณะนิ่มคล้ายเจล หรือเรียกยาเม็ดเจลนุ่ม
ผลิตโดยองค์การเภสัช เหมาะสำหรับผู้ป่วยติด
เตียง
3.ยากัญชาแปะ ทาผิวหนัง หรือเยื่อเมือกบุผิว
รูปแบบการใช้ยากับผิวหนัง เช่น แผ่นแปะ ขี้ผึ้ง บาล์ม หรือยาหม่อง
ใช้ทาผิว แก้งูสวัด แผลเบาหวาน แผลกดทับ ลดปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น
4.สูดไอระเหย
การสูดไอระเหยยากัญชาจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วผ่านปอด ยาออก
ฤทธิ์เร็ว ปรับปริมาณยาที่ต้องการง่ายขึ้นและได้รับผลทางชีวภาพที่
ต้องการ
5.การสูบควันกัญชา
จะก่อให้เกิดสารพิษจากการเผาไหม้ อันตรายต่อสุขภาพ
ของผู้ป่วย จึงไม่แนะนำให้ใช้เพื่อการรักษา
6.สเปรย์กัญชา
ใช้พ่นไปที่ใต้ลิ้น ให้ซึมเข้าหลอดเลือดจำนวนมากใต้ลิ้น
ยังไม่ผลิตในไทย
15
ใช้กัญชาอย่างไร ? ไม่อันตราย
• พบแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อตรวจร่างกาย
เพื่ อวินิจฉัยโรคและดูว่าโรคที่เป็ นนั้นสามารถใช้
กัญชารักษาได้ดีไหม ค่อยปรึกษาแพทย์เรื่อง
การเข้าคลินิกกัญชา
• ปรึกษาแพทย์แผนไทย แพทย์ทากเลือก ในโรงพบาลการแพทย์ และ
การแพทย์ผสมผสาน ตรวจวินิจฉัย รักษาโรคทั่วไปและคลินิกกัญชา
จะได้ยากัญชาที่มีคุณภาพ และมีแพทย์ดูแล
•ตามหลักควรเริ่มใช้กัญชาในขนาดต่ำและปรับเพิ่มขนาดช้าๆ จนได้
ขนาดยาที่เหมาะสมที่ให้ผลการรักษาสูงสุดและเกิดผลข้างเคียงต่ำสุด
• ก่อนใช้กัญชา ควรแจ้งชื่อยาอื่นที่ผู้ป่วยใช้อยู่ก่อน หรือแจ้งโรคประจำ
ตัวให้แพทย์ทราบ
• หากมีอาการมึนเวียนศรีษะเสียความสมดุล หัวใจเต้นช้า ความดัน
โลหิตผิดปกติ ให้รีบพบแพทย์
• ส่วนน้ำมันกัญชา ที่ขายตามออนไลน์ ยังไม่ผ่านการอนุมัติของ
อย.ไทย เรียกว่า ยากัญชาจากตลาดมืด อาจมีหรือไม่มีสารปนเปื้ อน
การซื้อมาใช้อาจทำให้เกิดความเสี่ยงได้
ภาพวาดสรุปโดย 16
สุนิสา จันทร์ทอง
17
บรรณานุกรม
กนกอร บุญพิทักษ์, กัญชง กัญชา ทางการแพทย์ ประโยชน์และโทษ,
หน้ า 1-15.;สำนักพิมพ์ Feel Good,2565,224 หน้ า.