รายงานการศึกษาค้นคว้า เรื่อง ประเพณีการแต่งกายของไทยทั้ง 4 ภาค เสนอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สาโรช สอาดเอี่ยม จัดทำโดย นางสาวอาฟู อุดมธัญญกิจ รหัส 6410540231031 รายงานการศึกษาค้นคว้านี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการศึกษา รหัส GE4005 ภาคเรียนที่ 1/2566 สาขาการสอนภาษาอังกฤษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา
ก คำนำ รายงานเรื่อง การแต่งกายของไทยทั้ง 4 ภาค เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการค้นคว้าพัฒนา รหัส GE4005 ผู้จัดทำมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความรู้เกี่ยวกับการแต่งกายของ ไทยทั้ง 4 ภาค เพื่อให้เกิดความรัก ความหวงแหน และความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของท้องถิ่นตน โดยได้ศึกษาผ่านแหล่งความรู้ต่างๆ รวมไปถึงแหล่งความรู้จาก เว็บไซต์ออนไลน์ เพื่อศึกษาให้เข้าใจในเนื้อหาของการแต่งกายของไทยทั้ง 4 ภาคโดยละเอียด เนื้อหาในรายงานเล่มนี้ ประกอบไปด้วยประเทศไทยนั้นแบ่งออกเป็น 4 ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้และภาคอีสาน เครื่องแต่งกายของแต่ละภาค มีความงดงามและแสดงถึงเอกลักษณ์ ของภาคนั้นๆ มนุษย์มีความต้องการปัจจัยสี่ ประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่ อาศัย เครื่องนุ่งห่ม เครื่องแต่งกาย จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่มนุษย์ให้ความสำคัญ มีการประดิษฐ์ ดัดแปลง ให้ดูสวยงามมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าหญิงหรือชายมีความคิดสุนทรีย์ในการออกแบบ ตามความนิยมในแต่ละ ยุคสมัยประกอบกับภูมิอากาศ ภูมิประเทศ มีส่วนในการที่ทำให้เครื่องแต่งกายมีความแตกต่างกันอัน เกิดจากภูมิปัญญาของคนในภูมิภาคนั้นๆ การจัดทำรายงานฉบับบนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ทางผู้จัดทำขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สาโรช สอาดเอี่ยม ที่ท่านได้ให้คำแนะนำในการจัดทำรายงานจนทำให้รายงาน ฉบับนี้สมบูรณ์ ในเรื่องของการศึกษาการทำรายงาน การเรียบเรียงเนื้อหา การเขียนบรรณานุกรม รวมไปถึงขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่สนับสนุน ทางผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็น ประโยชน์ในโอกาสต่อไปต่อผู้ที่สนใจและต้องการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการแต่งกายของไทย หากมี ข้อผิดพลาดประการใด ทางผู้จัดทำขอกราบผู้รู้ช่วยแนะนำต่อไป อาฟู อุดมธัญญกิจ
ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข สารบัญภาพ ค ประเพณีการแต่งกายไทย 4 ภาค 1 ประวัติของเครื่องแต่งกาย 2-4 การแต่งกายภาคเหนือ 5 ลักษณะการแต่งกายภาคเหนือ 5 วัฒนธรรมการแต่งกายภาคเหนือ 6-9 การแต่งกายภาคกลาง 9 ลักษณะการแต่งกายภาคกลาง 9-10 วัฒนธรรมการแต่งกายภาคกลาง 10-11 การแต่งกายภาคใต้ 12 ลักษณะการแต่งกายภาคใต้ 12 วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 13-15 การแต่งกายภาคอีสาน 16 ลักษณะการแต่งกายภาคอีสาน 17 วัฒนธรรมการแต่งกายภาคอีสาน 18-20 บรรณานุกรม 21 ภาคผนวก 22-27
ค สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า ภาพที่ 1 แผนที่แต่ละภาค 4 ภาพที่ 2 การแต่งกายภาคเหนือ 5 ภาพที่ 3 การแต่งกายชาวล้านนา 6 ภาพที่ 4 การแต่งกายของผู้หญิงภาคเหนือ 6 ภาพที่ 5 ผ้าม่อฮ่อม 7 ภาพที่ 6 เครื่องแต่งกายชาติพันธุ์ล้านนา ไทยวน-โยนก 8 ภาพที่ 7 การแต่งกายภาคกลาง 9 ภาพที่ 8 ชุดไทย ร.5 ของภาคกลาง 10 ภาพที่ 9 การแต่งกายของภาคใต้ 12 ภาพที่ 10 การแต่งกายของกลุ่มเชื้อสายจีน – มาลายู 14 ภาพที่ 11 การแต่งกายของกลุ่มชาวไทยมุสลิม 14 ภาพที่ 12 การแต่งกายของกลุ่มชาวไทยพุทธ 15 ภาพที่ 13 การแต่งกายของกลุ่มราชสำนักสยาม 15 ภาพที่ 14 การแต่งกายของภาคอีสาน 16 ภาพที่ 15 การแต่งกายของชาย-หญิง ภาคอีสาน 17 ภาพที่ 16 การแต่งกายของกลุ่มอีสานเหนือ 17 ภาพที่ 17 ผ้าขิด 18 ภาพที่ 18 การแต่งกายของกลุ่มอีสานใต้ 19
1 ประเพณีการแต่งกายของไทยทั้ง 4 ภาค ประเทศไทยประกอบไปด้วยภาคต่างๆ จำนวน 4 ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้และภาค อีสาน แต่ด้วยสภาพภูมิศาสตร์และภูมิอากาศที่มีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ทำให้ ขนบธรรมเนียมประเพณีศิลปวัฒนธรรม เช่น วัฒนธรรมการแต่งกายของแต่ละกลุ่มคน จึงมี เอกลักษณ์เป็นของตน ภาคเหนือแต่งตัวไม่เหมือนภาคใต้ วัฒนธรรมจึงหมายถึงสิ่งที่มนุษย์ เปลี่ยนแปลงปรับปรุงหรือผลิตขึ้น สร้างขึ้นเพื่อความเจริญงอกงามของกลุ่มชุมชน หรือประเทศตน จึง ได้ถ่ายทอดกันไว้ เอาอย่างกันไว้ รวมถึงผลิตผลที่ได้เรียนรู้มาจากคนสมัยก่อน สืบต่อเป็นประเพณีกัน มาตามลักษณะการดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ภูมิประเทศ ความเชื่อ ศาสนา - ภาคเหนือ มีลักษณะภูมิประเทศแบบภูเขาสูงสลับกับหุบเขาและพื้นที่สูง ซึ่งติดต่อกับเขตที่ ราบลุ่มตอนกลางของประเทศ มีทิวเขาที่วางตัวยาวในแนวเหนือ ใต้ ระหว่างทิวเขาจะมีหุบเขาและ แอ่งที่ราบระหว่างภูเขาเป็นที่ตั้งของตัวจังหวัด เช่น จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน และ แพร่ ทิวเขาที่สำคัญได้แก่ ทิวเขาถนนธงชัย ทิวเขาแดนลาว ทิวเขาขุนตาล ทิวเขาผีปันน้ำ และทิวเขา หลวงพระบาง ช่วงฤดูหนาวในเขตภูเขาจะมีอุณหภูมิต่ำ สามารถปลูกไม้ผล เช่น ลิ้นจี่และสตรอเบอร์รี่ - ภาคกลาง มีลักษณะเป็นแอ่งที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติจนได้รับการขนานนามว่า “อู่ ข้าวอู่น้ำ” ระบบชลประทานซึ่งได้พัฒนาสำหรับการทำนา มีแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแม่น้ำสายสำคัญ - ภาคใต้พื้นที่ส่วนใหญ่ติดกับทะเล ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้นแถบมรสุม คือมีฝน ตกชุกสลับกับฤดูแล้งสั้นๆ ภาคใต้ไม่มีฤดูหนาว เนื่องจากอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร และได้รับอิทธิพลจาก ลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ฝนตกชุกตลอดทั้งปี จังหวัดที่มี ฝนตกชุกที่สุด คือ ระนอง และจังหวัดที่มีฝนตกน้อย คือ สุราษฎร์ธานี - ภาคอีสาน ประกอบด้วยจังหวัด 20 จังหวัดมีเนื้อที่ 168,854 ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณหนึ่งในสามของพื้นที่ทั้งประเทศ มีดินไม่ดีซึ่งไม่ค่อยเอื้อต่อเกษตรกรรม อย่างไรก็ตามข้าว เหนียว ซึ่งเป็นอาหารสำคัญสำหรับประชากรในภูมิภาค จำเป็นต้องอาศัยทุ่งนาที่น้ำท่วมถึงและ ระบายน้ำได้น้อยในการเจริญเติบโต และที่ซึ่งแหล่งน้ำใกล้เคียงสามารถท่วมถึงได้ พืชมักจะถูกเก็บ เกี่ยวสองครั้งต่อปี อย่างเช่น อ้อยและมันสำปะหลัง เป็นต้น
2 การแต่งกายของไทย ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีมรดกทางวัฒนธรรมประจำชาติที่เป็นของตนเองมาเป็น ระยะเวลายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นศิลปะไทย มารยาทไทย ภาษาไทยอาหารไทย และชุดประจำชาติไทย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีคุณค่า มีความงดงามบ่งบอกถึงเอกลักษณ์แห่งความเป็น "ไทย" ที่นำความ ภาคภูมิใจมาสู่คนในชาติ การแต่งกายของไทยโดยเฉพาะในยุครัตนโกสินทร์ซึ่งมีอายุยาวนานมากกว่า 200 ปีนั้น ได้มี วิวัฒนาการมาเป็นลำดับ นับตั้งแต่ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ตอนกลาง ยุคเริ่มการติดต่อสัมพันธ์กับ ต่างประเทศ ยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือ ยุค "มาลานำไทย" และ จนปัจจุบัน "ยุคแห่งเทคโนโลยีข่าวสาร" แต่ละยุคสมัยล้วนมีรูปแบบการแต่งกายที่เป็นของตนเองซึ่งไม่ อาจสรุปได้ว่า แบบใดยุคใดจะดีกว่า หรือ ดีที่สุด เพราะวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรม ล้วนต้องมีการ ปรับเปลี่ยนบูรณาการไปตามสิ่งแวดล้อมของสังคมแล้วแต่สมาชิกของสังคมจะคัดสรรสิ่งที่พอเหมาะ พอควรแก่โอกาส สถานที่และกาลเทศะ ความหมายของเครื่องแต่งกาย คำว่า “เครื่องแต่งกาย” หมายถึงสิ่งที่มนุษย์นำมาใช้เป็นเครื่องห่อหุ้มร่างกาย การแต่งกาย ของมนุษย์แต่ละเผ่าพันธุ์สามารถค้นคว้าได้จากหลักฐานทางวรรณคดีและประวัติศาสตร์ เพื่อให้เป็น เครื่องช่วยชี้นำให้รู้และเข้าใจถึงแนวทางการแต่งกาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาพของการดำรงชีวิตของ มนุษย์ในยุคสมัยนั้น ประวัติของเครื่องแต่งกาย ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ มนุษย์ใช้เครื่องห่อหุ้มร่างกายจากสิ่งที่ได้มาจากธรรมชาติ เช่น ใบไม้ ใบหญ้า หนังสัตว์ ขนนก ดิน สีต่างๆ ฯลฯ มนุษย์บางเผ่าพันธุ์รู้จักการใช้สีที่ทำมาจากต้นพืช โดยนำมาเขียนหรือสักตามร่างกายเพื่อใช้เป็นเครื่องตกแต่งแทนการใช้เครื่องห่อหุ้มร่างกายต่อมา มนุษย์มีการเรียนรู้ ถึงวิธีที่จะดัดแปลงการใช้เครื่องห่อหุ้มร่างกายจากธรรมชาติให้มีความเหมาะสม และสะดวกต่อการแต่งกาย เช่น มีการผูก มัด สาน ถัก ทอ อัด ฯลฯ และมีการวิวัฒนาการเรื่อยมา จนถึงการรู้จักใช้วิธีตัดและเย็บ จนในที่สุดได้กลายมาเป็นเทคโนโลยีจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ความแตกต่างในการแต่งกาย มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่อ่อนแอที่สุดในทางฟิสิกส์ เพราะผิวหนังของมนุษย์มีความบอบบาง จึง จำเป็นต้องมีสิ่งปกคลุมร่างกายเพื่อสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ จากความจำเป็นนี้จึงเป็นแรงกระตุ้นที่
3 สำคัญในอันที่จะแต่งกาย เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์เอง โดยมีสังคมและสิ่งอื่นๆประกอบกัน และเครื่องแต่งกายก็มีรูปแบบที่แตกต่างกันไปตาม สาเหตุนั้นๆ คือ 1. สภาพภูมิอากาศ ประเทศที่อยู่ในภูมิอากาศแถบเส้นอาร์คติก ซึ่งมีอากาศที่หนาวเย็นมาก มนุษย์ในแถบ ภูมิภาคนี้จะสวมเสื้อผ้าซึ่งทำมาจากหนังหรือขนของสัตว์ เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ส่วนใน ภูมิภาคที่มีอากาศร้อนอบอ้าว เสื้อผ้าที่สวมใส่จะทำจากเส้นใย ซึ่งทำจากฝ้าย แต่ในทวีปแอฟริกา เสื้อผ้าไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับใช้ในการป้องกันจากสภาพอากาศ แต่เขากลับนิยมใช้พวกเครื่องประดับ ต่างๆ ที่ทำจากหินหรือแก้วสีต่างๆ ซึ่งมีอยู่ในธรรมชาตินำมาตกแต่งร่างกาย เพื่อใช้เป็นเครื่องรางหรือ เครื่องป้องกันภูตผีปีศาจอีกด้วย 2. ศัตรูทางธรรมชาติ ในภูมิภาคเขตร้อน มนุษย์จะได้รับความรำคาญจากพวกสัตว์ปีกประเภทแมลงต่างๆ จึงหาวิธี ขจัดปัญหาโดยการใช้โคลนพอกร่างกายเพื่อป้องกันจากแมลง ชาวฮาวายเอี้ยน แถบทะเลแปซิฟิค สวมกระโปรงซึ่งทำด้วยหญ้า เพื่อใช้สำหรับป้องกันแมลง แต่ก็ได้กลายเป็นที่เก็บแมลงเสียมากกว่า ชาวพื้นเมืองโบราณของญี่ปุ่นรู้จักใช้กางเกงขายาว เพื่อป้องกันสัตว์และแมลง 3. สภาพของการงานและอาชีพ หนังสัตว์และใบไม้สามารถใช้เพื่อป้องกันอันตรายจากภายนอก เช่น การเดินป่าเพื่อหา อาหาร มนุษย์ก็ใช้หนังสัตว์และใบไม้เพื่อป้องกันการถูกหนามเกี่ยว หรือ ถูกสัตว์กัดต่อย ต่อมา สามารถนำเอาใยจากต้นแฟลกซ์ ( Flax ) มาทอเป็นผ้าที่เรียกกันว่า ผ้าลินิน เมื่อความเจริญทางด้าน วิทยาการมีมากขึ้น ก็เริ่มมีสิ่งที่ผลิตเพิ่มขึ้นอีกมากมายหลายชนิดสมัยศตวรรษที่ 19 เสื้อผ้ามีการ วิวัฒนาการเพิ่มมากขึ้น มีผู้คิดประดิษฐ์เสื้อผ้าพิเศษ เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้สวมใส่ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานประเภทต่างๆ เช่น กลาสีเรือล่าปลาวาฬ คนงานเหมืองแร่ เกษตรกรคนงาน อุตสาหกรรม ข้าราชการทหาร ตำรวจ พนักงานดับเพลิง เป็นต้น อันตรายต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างปฏิบัติงาน ทำให้ความต้องการของมนุษย์ในด้าน เสื้อผ้ามีมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ เสื้อผ้าที่ผลิตขึ้นมานั้นได้มีการปรับปรุงและตกแต่งพิเศษ เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับอาชีพต่างๆ เช่น ให้มีความคงทนต่อสารเคมี ทนต่อพิษ และอุณหภูมิ นอกจากนี้ยังมีการตกแต่งพิเศษอื่นอีก อาทิเช่น ทนต่อการซักและทำความสะอาด ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า ไม่ ดูดซึมน้ำ และไม่เป็นตัวนำความร้อน เป็นต้น
4 4. ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมและศาสนา เมื่อมนุษย์มีสติปัญญามากยิ่งขึ้น มีการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มชน และจากการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่ คณะนี้เอง จึงจำเป็นต้องมีระเบียบและกฎเกณฑ์ในอันที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข โดยไม่มีการรุกราน ซึ่งกันและกันจากการปฏิบัติที่กระทำสืบต่อกันมานี้เอง ในที่สุดได้กลายมาเป็นขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมขึ้น ในสมัยโบราณ เมื่อ มีการเฉลิมฉลองประเพณีสำคัญต่างๆ เช่น การเกิด การตาย การเก็บเกี่ยวพืชผล หรือเริ่มมีการสังคมกับกลุ่มอื่นๆ ก็จะมีการประดับหรือตกแต่งร่างกาย ให้เกิดความสวยงามด้วยเครื่องประดับต่างๆ เช่น ขนนก หนังสัตว์หรือทาสีตามร่างกาย มีการสักหรือ เจาะ บางครั้งก็วาดลวดลายตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อแสดงฐานะหรือตำแหน่ง ซึ่งในปัจจุบันก็ ยังมีหลงเหลืออยู่ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวพื้นเมืองของประเทศต่างๆ ศาสนาก็มีบทบาทสำคัญในการ แต่งกายด้วยเหมือนกัน ในสมัยสงครามทางศาสนาเช่น สงครามครูเสด ซึ่งเป็นสงครามที่ยืดเยื้อนาน กว่า 300 ปี การสงครามที่ยาวนาน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างข้าศึกเกิดขึ้น ทำให้ได้มีการ แลกเปลี่ยนความคิดและวัฒนธรรมซึ่งกันและกันตามมา 5. ความต้องการดึงดูดความสนใจจากเพศตรงข้าม ธรรมชาติของมนุษย์เมื่อเจริญเติบโตขึ้น ย่อมมีความต้องการความสนใจจากเพศตรงกันข้าม โดยจะมีการแต่งกายเพื่อให้เกิดความสวยงาม มีการจับจ่ายใช้สอยในเรื่องเสื้อผ้ามากยิ่งขึ้น ผู้ที่ทำ หน้าที่สนองความต้องการนี้ได้ดีที่สุดก็คือ นักออกแบบเสื้อผ้า ซึ่งได้พยายามออกแบบเสื้อผ้าเครื่อง แต่งกาย เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามระดับของสังคมและเศรษฐกิจของผู้ สวมใส่ 6. เศรษฐกิจและสภาพแวดล้อม สถานะภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของมนุษย์ แต่ละบุคคลย่อมไม่เหมือนกัน จึงทำให้เกิด การแต่งกายที่แตกต่างกันออกไปสังคมทั่วไปมีหลายระดับชนชั้น มีการแบ่งแยกกันตามฐานะทาง เศรษฐกิจ เช่น ชนชั้นระดับเจ้านาย ชาวบ้าน และกรรมกร การแต่งกายสามารถบอกได้ถึงสถานภาพ ทางสังคมของผู้สวมใส่ได้อีกด้วย ภาพที่ 1 แผนที่แต่ละภาค
5 การแต่งกายภาคเหนือ ภาพที่ 2 การแต่งกายภาคเหนือ ภาคเหนือมีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง หรือที่เรียกว่า “คำเมือง” จะใช้กัน แพร่หลายในภาคเหนือตอนบน ส่วนภาคเหนือตอนล่างเคยอยู่ร่วมกับสุโขทัย อยุธยาทำให้ประเพณี และวัฒนธรรมมีลักษณะคล้ายกับภาคกลางภาษาพูดจะมีลักษณะช้าและนุ่มนวล เช่น อู้ (พูด) เจ้า (ค่ะ) แอ่ว (เที่ยว) กิ๊ดฮอด (คิดถึง) การแต่งกายภาคเหนือ ชาวพื้นเมืองจะแต่งกายตามเชื้อชาติ โดยทั่วไป ลักษณะการแต่งกายภาคเหนือ ความสำคัญสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของคนแต่ละพื้นถิ่น สำหรับในเขตภาคเหนือหรือ ดินแดนล้านนาในอดีต ปัจจุบันการแต่งกายแบบพื้นเมืองได้รับความสนใจมากขึ้น แต่เนื่องจากใน ท้องถิ่นนี้มีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ เช่น ไทยวน ไทลื้อ ไทเขิน ไทใหญ่ และอิทธิพลจาก ละครโทรทัศน์ ทำให้การแต่งกายแบบพื้นเมืองมีความสับสนเกิดขึ้น ดังนั้นคณะทำงานทำนุบำรุง ศิลปวัฒนธรรม กลุ่มสถาบันอุดมศึกษาภาคเหนือ จึงได้ระบุข้อไม่ควรกระทำในการแต่งกายชุด พื้นเมืองของ“แม่ญิงล้านนา” เอาไว้ว่า 1. ไม่ควรใช้ผ้าโพกศีรษะ ในกรณีที่ไม่ใช่ชุดแบบไทลื้อ 2. ไม่ควรเสียบดอกไม้ไหวจนเต็มศีรษะ 3. ไม่ควรใช้ผ้าพาดบ่าลากหางยาว หรือคาดเข็มขัดทับ และผ้าพาดที่ประยุกต์มาจาก ผ้าตีน ซิ่นและผ้า “ตุง” ไม่ควรนำมาพาด 4. ตัวซิ่นลายทางตั้งเป็นซิ่นแบบลาว ไม่ควรนำมาต่อกับตีนจกไทยวน
6 ภาพที่ 3 การแต่งกายชาวล้านนา วัฒนธรรมการแต่งกายภาคเหนือ การแต่งกายพื้นเมืองของภาคเหนือมีลักษณะแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติของกลุ่มชนคนเมือง เนื่องจากผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งบ่งบอกเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นถิ่น สำหรับหญิงชาวเหนือจะนุ่งผ้าซิ่น หรือผ้าถุง มีความยาวเกือบถึงตาตุ่ม ซึ่งนิยมนุ่งทั้งสาว และคนแก่ผ้าถุงจะมีความประณีต งดงาม ตีนซิ่นจะมีลวดลายงดงาม ส่วนเสื้อจะเป็นเสื้อคอกลม มี สีสัน ลวดลายสวยงาม อาจห่มสไบทับ และเกล้าผม ภาพที่ 4 การแต่งกายของผู้หญิงภาคเหนือ
7 ส่วนผู้ชายนิยมนุ่งกางเกงขายาวลักษณะแบบกางเกงขายาวแบบ 3 ส่วน เรียกติดปากว่า "เตี่ยว" "เตี่ยวสะดอ" หรือ "เตี่ยวกี" ทำจากผ้าฝ้าย ย้อมสีน้ำเงินหรือสีดำ และสวมเสื้อผ้าฝ้ายคอกลม แขนสั้น แบบผ่าอก กระดุม 5 เม็ด สีน้ำเงินหรือสีดำ ที่เรียกว่า เสื้อม่อฮ่อม ภาพที่ 5 ผ้าม่อฮ่อม ผ้าม่อฮ่อม เป็นชื่อผ้าย้อมพื้นเมืองสีกรมท่าที่สร้างชื่อเสียงให้กับเมืองแพร่มานานแล้ว ในอดีต ผ้าม่อฮ่อมเป็นผ้าฝ้ายทอมือ ที่นำดอกฝ้ายขาวมาทำเป็นเส้นใยแล้วทอด้วยกี่พื้นเมืองเป็นผ้าพื้นสีขาว หลังจากนั้นจึงนำไปตัดเย็บให้เป็นเสื้อแบบต่างๆ กางเกงเตี่ยวสะดอ จากนั้นนำมาย้อมในน้ำฮ่อม ที่ได้ จากการหมักต้นฮ่อมเอาไว้ในหม้อ ในปัจจุบันมีการทอผ้าด้วยกี่แบบพื้นเมืองน้อยลงทำให้ผ้าทอมีราคา แพง ในการตัดเย็บเสื้อผ้าม่อฮ่อมจึงมีการใช้ผ้าดิบจากโรงงานตัดเย็บ ย้อมด้วยน้ำฮ่อมธรรมชาติหรือสี ม่อฮ่อมวิทยาศาสตร์
8 ภาพที่ 6 เครื่องแต่งกายชาติพันธุ์ล้านนา ไทยวน-โยนก “ล้านนา” ในปัจจุบันหมายถึงอาณาเขต 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน การแต่งกายพื้นเมืองของ ล้านนาจึงหมายถึงการแต่งกายของชนกลุ่มต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในล้านนาในอดีตอาณาจักรล้านนาในบาง ยุคสมัยอาจครอบคลุมไปถึงรัฐต่างๆ เช่น สิบสองปันนา รัฐฉาน เชียงตุงเป็นต้น ซึ่งต่างก็เคยมี ความสัมพันธ์กันมาช้านาน ชนกลุ่มใหญ่ที่สร้างสมอารยะธรรมในล้านนาก็คือ “ชาวไทยวน”ซึ่ง ปัจจุบันเรียกตัวเองว่า “คนเมือง”นอกจากนี้มีวัฒนธรรมกลุ่มชนต่างๆ ผสมผสานกัน ได้แก่ ชาวไทลื้อ ไทเขิน ไทใหญ่ (ไต) ชาวไทยวนในล้านนามีวัฒนธรรมในการทอผ้าเพื่อใช้สอยและแต่งกายเป็น เอกลักษณ์ มาแต่โบราณ จากหลักฐานด้านจิตรกรรมฝาผนังวัดต่างๆ ในเชียงใหม่และน่าน ในเชียงใหม่ ช่น วัดบวกครกหลวง วัดพระสิงห์วรวิหาร และวัดป่าแดด จิตรกรได้เขียนไว้เป็นหลักฐานประกอบกับ การบันทึกของมิชชั่นนารีหรือผู้รู้ที่เล่าสืบต่อกันมา การแต่งกายของสตรีไทยวน-โยนก สมัยก่อนนิยมเปลือยอกท่อนบน หรือมีการเคียนอก ด้วย ผ้าสีเข้ม นิยมนุ่งผ้าที่เย็บเป็นลักษณะกระสอบ เรียกว่า ผ้าซิ่น และส่วนของผ้าซิ่นนั้น ถ้าใช้สวมใส่ใน งานโอกาสสำคัญๆ ก็จะนิยมต่อด้วยตีนจก ซึ่งเป็นการทอลายที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยวนโบราณ ทรง ผมนิยมเกล้ามวยผมไว้กลางศีรษะ หรือส่วนของท้ายทอย นิยมเหน็บดอกไม้ต่างๆเพื่อเป็นการ สักการบูชาเทวดาที่คอยดูแลขวัญหัว เครื่องประดับนิยมเครื่องประดับที่ทำจากเงิน เช่น กำไลเงิน สร้อยเงิน ฯลฯ
9 การแต่งกายของบุรุษไทยวน - โยนก นิยมเปลือยอกบน นุ่งด้วยผ้าฝ้ายสีเข้ม ลักษณะการนุ่ง เป็นการนุ่งแบบ แก๊ตม้าม หรือ แคทมั่ม เพื่อให้สะดวกในการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือ คล่องตัวใน การทำางานต่างๆ ที่อาจต้องใช้แรงผู้ชายไทยวนสมัยโบราณนิยมการสัก ตามแขน ต้นขา เนื่องด้วย ความเชื่อเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ความคงกระพัน และเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการออกรบ การแต่งกายภาคกลาง ภาพที่ 7 การแต่งกายภาคกลาง ภาษาภาคกลาง ส่วนใหญ่ใช้ภาษาไทยกลางที่เป็นภาษาราชการยกเว้นคนบางกลุ่มที่มีบรรพ บุรุษเป็นชาวจีน ชาวมอญหรือชาวลาวพวนซึ่งมีสำเนียง ภาษาที่แตกต่างออกไป การแต่งกายภาค กลาง การแต่งกายในชีวิตประจำวันทั่วไป ชายนุ่งกางเกงครึ่งน่อง สวมเสื้อแขนสั้นคาดผ้าขาวม้า ส่วน หญิง จะนุ่งซิ่นยาว สวมเสื้อแขนสั้นหรือยาว ลักษณะการแต่งกายของคนภาคกลาง ผู้ชาย สมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง นิยมสวมใส่โจงกระเบนสวมเสื้อสีขาว ติดกระดุม 5 เม็ด ที่เรียกว่า "ราชประแตน" ไว้ผมสั้น ข้างๆ ตัดเกรียนถึงหนังศีรษะข้างบนหวีแสก กลาง
10 ผู้หญิง สมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง นิยมสวมใส่ผ้าซิ่นยาวครึ่งแข้ง ห่มสไบ เฉียงตามสมัยอยุธยา ทรงผมเกล้าเป็นมวยและสวมใส่เครื่องประดับเพื่อความสวยงาม วัฒนธรรมการแต่งกายภาคกลาง ตามธรรมดาคนไทยสมัยโบราณ ไม่นิยมสวมเสื้อผ้าแม้แต่เวลาเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว จึง ประกาศให้ข้าราชการสวมเสื้อเข้าเฝ้า ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงสนับสนุนให้มีการศึกษาภาษาอังกฤษ และวัฒนธรรมตะวันตกขึ้น ในราชสำนัก จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงเครื่องแต่งกายสตรี โดย ผู้หญิง ผมเลิกไว้ผมปีก หันมาไว้ผมยาวประบ่า การแต่งกาย นุ่งผ้าลายโจงกระเบน เสื้อผ่าอก แขนยาว ห่มแพรจีบตามขวาง สไบเฉียงทาบบนเสื้ออีกชั้นหนึ่ง ถ้าอยู่บ้านห่มสไบไม่สวมเสื้อ เมื่อมีงาน พิธีจึงนุ่งห่มตาด เครื่องประดับ สร้อยคอ สร้อยตัว สร้อยข้อมือ กำไล แหวน เข็มขัด ผู้ชาย ผมเลิกไว้ทรงมหาดไทย หันมาไว้ผมยาวทั้งศีรษะ ผมรองทรงพระมหากษัตริย์ และ พวกราชทูตไทยจะแต่งตัวแบบฝรั่ง คือ สวมกางเกงใส่เสื้อนอกคอเปิด สวมรองเท้าคัทชู ภาพที่ 8 ชุดไทย ร.5 ของภาคกลาง ชุดไทย ร.5 - ตัวเสื้อเป็นผ้าลูกไม้เนื้อนุ่ม เอวใส่ลาสติกระบายสวยงามทั้งรอบคอและปลาย แขนเสื้อ แขนตุ๊กตาติดกระดุมด้านหลังสวมใส่สบาย โจรกระเบนผ้าตราดลายไทยสอดดิ้น เด็กหญิงในสมัยนี้ นุ่งโจงกระเบนเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ไม่สวมเสื้อเวลาออกงานจึงสวมเสื้อคอ ติดลูกไม้ที่เรียกว่า เสื้อคอกระเช้า เวลาแต่งตัวเต็มที่นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อแขนยาวคอปิดแต่งด้วย ผ้าลูกไม้งดงาม สวมถุงเท้า รองเท้า เจ้านายที่ทรงพระเยาว์ ทรงฉลองพระองค์แขนยาว พองและทรง เครื่องประดับมาก ยังคงนิยมไว้ผมจุก เมื่อตัดจุกแล้วจึงเริ่มไว้ผมยาว ได้กล่าวไว้แล้ว พระบาทสมเด็จ
11 พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่มีพระราชประสงค์จะให้ชาวต่างประเทศดูหมิ่นเหยียดหยามคนไทยว่า แต่งกายเหมือนคนป่า จึงทรงกวดขันเรื่องนี้มากถึงกับโปรดให้ออกประกาศ2 ฉบับ ใชับังคับราษฎร ฉบับแรกคือ ประกาศห้ามคนแต่งตัวไม่สมควรมิให้ไปมาในพระราชฐานที่เสด็จออก ตลอดจนเด็กที่ เปลือยกายเข้ามาในบริเวณพระราชวังชั้นนอกด้านหน้ากับบริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ยกเว้น คนทำงานขนของก่อสร้าง กวาดล้าง ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนหรือพาเด็กหรือปล่อยเด็กที่แต่งกายไม่สมควร ดังกล่าวล่วงเข้ามาในเขตที่กำหนดไว้ให้นายประตูขับไล่ห้ามปราม ถ้าไม่ฟังให้จับส่งศาลกระทรวงวัง ตัดสินโทษ ปรับไม่เกินคราวละ 20 บาท หรือขังไว้ใช้การไม่เกินคราวละ 15 วัน หรือทั้งปรับทั้งขังตาม ควรแก่โทษ ถ้าผู้ทำผิดเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีลงไป บิดามารดาหรือมูลนายหรือผู้เลี้ยงดูเด็กนั้น จะต้องรับโทษแทนทุกประการ ประกาศเมื่อ วันที่ 20 มกราคม ร.ศ.117 (พ.ศ.2441) ให้ใช้บังคับ ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 117 เป็นต้นไป ชุดราชปแตน - เป็นชุดไทยสำหรับท่านชายแบบทางการใช้ได้กับการใส่เพื่อเข้าร่วมงานพิธี แบบไทย หรือเป็นชุดสำหรับเจ้าบ่าวใช้ในพิธีหมั้นหรือพิธีมงคลสมรส ชุดนี้โดยปกติจะใส่กับโจง กระเบนมีให้เลือก 8 สีด้วยกันตัดเป็นสำเร็จรูปขอบยางยืดเครื่องแต่งกายของชายไทยในสมัยต้น รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ได้ปรับปรุงตามแบบประเพณีนิยมสากลของ ชาวตะวันตกเป็นครั้งแรก แต่หลังจากเสด็จประพาส อินเดีย-พม่าในปี พ.ศ. 2414 แล้วมีพระราชดำริ ว่า การสวมเสื้อนอกแบบฝรั่งซึ่งต้องมีเสื้อเชิ้ต สวมข้างในแล้วยังมีผ้าผูกคออีกด้วยนั้น ไม่เหมาะสมกับ อากาศร้อนของเมืองไทย จึงโปรดให้ดัดแปลงเป็นเสื้อนอกสีขาวคอปิดติดกระดุมตลอดอก 5 เม็ด เรียกว่า “เสื้อราชแปตแตนท์” (RajPattern) ซึ่งต่อมาเรียกเพี้ยนไปเป็น “เสื้อราชปะแตน” ซึ่งแปลว่า “แบบหลวง”
12 การแต่งกายภาคใต้ ภาพที่ 9 การแต่งกายของภาคใต้ ภาคใต้ มีภาษาพูดประจาถิ่นที่ห้วนๆ สั้นๆ เป็นเอกลักษณ์ เรียกว่า “ภาษาใต้หรือแหลงใต้” ส่วนกลุ่มคนที่อยู่แถบชายแดนไทย-มาเลเซีย นิยมพูด ภาษายาวี หรือภาษามาเลเซีย ตัวอย่างภาษา พูดภาคใต้ เช่น แหลง (พูด) หร๋อย (อร่อย) ทำไหร๋ (ทำอะไร) บางท้องถิ่นใช้ภาษายาวี เพราะนับถือ ศาสนาอิสลาม ลักษณะการแต่งกายของคนใต้ เนื่องจากภาคใต้ตั้งอยู่แถบศูนย์สูตร มีผลให้อุณหภูมิไม่แตกต่างกันนัก ชาวใต้นิยมแต่งกาย แบบเรียบง่าย หลวมๆ ส่วนมากใช้ผ้าฝ้ายรูปแบบเครื่องนุ่งห่มส่วนใหญ่คล้ายกับของมาเลเซียและ อินโดนีเซีย เพราะอยู่ในลักษณะอากาศแบบเดียวกัน ผ้าพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงของภาคใต้ คือ ผ้ายก ผ้า จวน ผ้าไหมพุมเรียง และผ้าปาเต๊ะ ซึ่งเป็นผ้าที่นิยมกันในภาคใต้ตอนล่าง เป็นต้น ดินแดนทางภาคใต้ของประเทศไทย อันประกอบด้วย 14 จังหวัดนั้น แต่เดิมมีผู้คนอาศัยอยู่ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนต่อมาได้พัฒนาเกิดเป็นชุมชนและกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญ อันเป็น จุดเชื่อมโยงระหว่างดินแดนตะวันออกและตะวันตกของโลก ซึ่งเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ สำคัญโดยเฉพาะประเทศจีน อินเดีย และหมู่เกาะสุมาตราเรียกดินแดนแห่งนี้กันว่าอาณาจักรศรีวิชัย อิทธิพลในการทอผ้าจากอินเดียที่มีการสอดผสมดิ้นเงินดิ้นทอง ลงในผืนผ้าสร้างรูปแบบแก่ผ้าใน ภาคใต้โดยซื้อหาวัสดุส่วนใหญ่จากอินเดีย ต่อมาเนื่องจากศึกสงครามบ้านเมืองล่มสลายลง การทอผ้า อันวิจิตรก็สูญหายไปด้วย โดยต่อมาภายหลังหันมานำเข้าผ้าพิมพ์ และผ้าแพรจากจีนรวมถึงผ้าบาติก จากเกาะชวาและผ้ายุโรปมาสวมใส่ จากการที่ชาวใต้มิได้มีการปลูกฝ้ายหรือไหมขึ้นใช้เอง เนื่องจาก ข้อจำกัดของพื้นที่ จึงทำการสั่งซื้อผ้าสำเร็จรูปโดยเฉพาะผ้าบาติกหรือปาเต๊ะมาใช้กันจนภายหลังเป็น
13 เครื่องแต่งกายประจำภาคไปในที่สุด ปัจจุบันแหล่งทำผ้าแบบดั้งเดิมนั้นเกือบจะสูญหายไป คงพบได้ เฉพาะ 4 แหล่งเท่านั้นคือ ที่ตำบลพุมเรียง จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เกาะยอ จังหวัดสงขลา และตำบลนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง วัฒธรรมการแต่งกายภาคใต้ วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่คนไทยสืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงรุ่น ปัจจุบันก็ได้มีการสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น วัฒนธรรมก็มีหลากหลายประเภทแต่ละท้องที่ก็จะมี วัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไปแต่ก็มีบางวัฒนธรรมที่เหมือนกัน เช่น วัฒนธรรมการไหว้ ที่คนไทยทุก ภาคทุกคนต้องมีการไหว้เหมือนกัน เพราะเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยไปแล้ว วัฒนธรรมวันนี้จะมาพูด ถึงวัฒนธรรมการแต่งกายของคนภาคใต้ ว่ามีการแต่งกายเป็นแบบใดมีลักษณะที่แตกต่างกับภาคอื่น อย่างไรบ้าง การแต่งกายของคนภาคใต้นั้นเป็นการแต่งกายที่ไม่เหมือนกับภาคอื่น ในด้านการแต่งกาย ชาวภาคใต้ใช้ผ้าหลายรูปแบบ ทั้งผ้าฝ้ายผ้าแพร ผ้าเขียนลายเทียน ผ้ามัดย้อม แต่ผ้าที่มีชื่อที่สุดของ ภาคใต้กลับเป็นผ้ายก ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากแต่ชาวบ้านปักษ์ใต้ทั่วไปแบบเดิมนิยมนุ่งผ้าคล้าย ผ้าขาวม้ามีสีแดง การนุ่งผ้าปาเต๊ะหรือบาติกที่มีลวดลายสีสันหลากหลายเป็นความนิยมในช่วง หลังจากการรับอิทธิพลของผ้ามาเลเซียและอินโดนีเซีย ชาวไทยมุสลิมภาคใต้นิยมนุ่งโสร่งที่มีความ คล้ายกับผ้าข้าวม้าของทางภาคอีสาน ผู้ชายส่วนใหญ่จะนิยมนุ่งผ้าโสร่งแต่ผู้หญิงจะนุ่งผ้าปาเต๊ะหรือ ผ้าบาติก แต่ในปัจจุบันคนใต้ส่วนใหญ่ก็จะนุ่งเสื้อผ้าตามแฟชั่นที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป แต่ผ้าที่ มีชื่อเสียงของทางภาคใต้ก็จะมีด้วยกัน คือ ผ้ายกเมืองนครศรีธรรมราช ผ้าทอเกาะยอ ผ้าทอนาหมื่นสี ผ้าทอพุมเรียง ผ้าหางกระรอก ผ้าปาเต๊ะผ้าทอปัตตานี เป็นต้น การแต่งกายนั้นแตกต่างกันในการใช้วัสดุ และรูปแบบโดยมีเอกลักษณ์ไปตามเชื้อชาติของ ผู้คน อันหลากหลายที่เข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนอันเก่าแก่แห่งนี้พอจำแนกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้
14 ภาพที่ 10 การแต่งกายของกลุ่มเชื้อสายจีน – มาลายู 1. กลุ่มเชื้อสายจีน - มาลายูเรียกชนกลุ่มนี้ว่ายะหยาหรือยอนย่าเป็นกลุ่มชาวจีน เชื้อสายฮก เกี๊ยนที่มาสมรสกับชนพื้นเมืองเชื้อสายมาลายูชาวยะหยาจึงมีการแต่งกายอันสวยงาม ที่ผสมผสาน รูปแบบของชาวจีนและมาลายูเข้าด้วยกันอย่างงดงาม ฝ่ายหญิงใส่เสื้อฉลุลายดอกไม้ รอบคอ, เอว และปลายแขนอย่างงดงาม นิยมนุ่งผ้าซิ่นปาเต๊ะ ฝ่ายชายยังคงแต่งกายคล้ายรูปแบบจีนดั้งเดิมอยู่ ภาพที่ 11 การแต่งกายของกลุ่มชาวไทยมุสลิมชนดั้งเดิม 2. กลุ่มชาวไทยมุสลิมชนดั้งเดิม ของดินแดนนี้นับถือศาสนาอิสลามและมี เชื้อสายมาลายู ยังคงแต่งกายตามประเพณีอันเก่าแก่ ฝ่ายหญิงมีผ้าคลุมศีรษะ ใส่เสื้อผ้ามัสลิน หรือลูกไม้ตัวยาวแบบ มลายูนุ่งซิ่นปาเต๊ะหรือซิ่นทอแบบมาลายู ฝ่ายชายใส่เสื้อคอตั้ง สวมกางเกงขายาวและมีผ้าโสร่งผืนสั้น ที่เรียกว่าผ้าซองเก็ต พันรอบเอว ถ้าอยู่บ้านหรือลำลองจะใส่โสร่งลายตารางทอด้วยฝ้ายและสวม หมวกถักหรือเย็บด้วยผ้ากำมะหยี่
15 ภาพที่ 12 การแต่งกายของกลุ่มชาวไทยพุทธ 3. กลุ่มชาวไทยพุทธ แต่งกายคล้ายชาวไทยภาคกลางฝ่ายหญิงนิยมนุ่งโจงกระเบน หรือ ผ้าซิ่นด้วย ผ้ายกอันสวยงาม ใส่เสื้อสีอ่อนคอกลมแขนสามส่วน ส่วนฝ่ายชายนุ่งกางเกงชาวเลหรือโจง กระเบนเช่นกัน สวมเสื้อผ้าฝ้ายและมีผ้าขาวม้าผูกเอว หรือพาดบ่าเวลาออกนอกบ้านหรือไปงานพิธี ภาพที่ 13 การแต่งกายของกลุ่มราชสำนักสยาม 4. กลุ่มราชสำนักสยาม เนื่องจากผ้าทอ ทางภาคใต้นั้นมีชื่อเสียงในความงดงามและประณีต ดังนั้นกลุ่มเจ้านายในราชสำนักตั้งแต่อดีตของไทยจึงนิยมนำผ้าทอจากภาคใต้ โดยเฉพาะผ้ายกเอามา สวมใส่เป็นผ้าซิ่น และผ้าโจงกระเบน โดยใส่เสื้อหลากหลายแบบ ส่วนใหญ่จะนิยมแบบยุโรป
16 การแต่งกายภาคอีสาน ภาพที่ 14 การแต่งกายของภาคอีสาน ภาษาภาคนี้สำเนียงคล้ายภาษาลาว ซึ่งเรามักจะเรียกว่าเป็นภาษา อีสาน เช่น เว้า (พูด), แซบ (อร่อย), เคียด (โกรธ), นำ (ด้วย) การแต่งกายส่วนใหญ่ใช้ผ้าทอมือ ซึ่งทำจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้า ฝ้ายและผ้าไหม ชาวอีสานถือว่าการทอผ้าเป็นกิจกรรมยามว่างหลังจากฤดูการทำนาหรือว่างจากงานประจำ อื่นๆ ใต้ถุนบ้านแต่ละบ้านจะกางหูกทอผ้ากันแทบทุกครัวเรือน โดยผู้หญิงในวัยต่างๆ จะสืบทอดกัน มาผ่านการจดจำและปฏิบัติจากวัยเด็ก ทั้งลวดลายสีสัน การย้อมและการทอผ้าที่ทอด้วยมือจะ นำไปใช้ตัดเย็บทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม หมอน ที่นอน ผ้าห่ม และการทอผ้ายังเป็นการเตรียมผ้าสำหรับ การออกเรือนสำหรับหญิงวัยสาวทั้งการเตรียมสำหรับตนเองและเจ้าบ่าว ทั้งยังเป็นการวัดถึงความ เป็นกุลสตรีเป็นแม่เหย้าแม่เรือนของหญิงชาวอีสานอีกด้วย ผ้าที่ทอขึ้นจำแนกออก เป็น 2 ชนิด คือ 1. ผ้าทอสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน จะเป็นผ้าพื้นไม่มีลวดลายเพราะต้องการความทนทาน จึงทอด้วยฝ้ายย้อมสีตามต้องการ 2. ผ้าทอสำหรับโอกาสพิเศษ เช่น ใช้ในงานบุญประเพณีต่างๆงานแต่งงาน งานฟ้อนรำ ผ้าที่ ทอจึงมักมีลวดลายที่สวยงามวิจิตรพิสดาร มีหลากหลายสีสัน ประเพณีที่คู่กันมากับการทอผ้าคือการลงข่วง โดยบรรดาสาวๆในหมู่บ้านจะพากันมา รวมกลุ่มก่อกองไฟ บ้างก็สาวไหม บ้างก็ปั่นฝ้าย กรอฝ้าย ฝ่ายชายก็ถือโอกาสมาเกี้ยวพาราสีและนั่ง คุยเป็นเพื่อน บางครั้งก็มีการนำดนตรีพื้นบ้านอย่างพิณ แคน โหวต มาบรรเลงจ่ายผญาโต้ตอบกัน
17 ภาพที่ 15 การแต่งกายของชาย-หญิง ภาคอีสาน ลักษณะการแต่งกายของคนอีสาน ผู้ชาย ส่วนใหญ่นิยมสวมเสื้อแขนสั้นสีเข้มๆ ที่เราเรียกว่า"ม่อห่อม" สวมกางเกงสีเดียวกับเสื้อ จรดเข่า นิยมใช้ผ้าคาดเอวด้วยผ้าขาวม้า ผู้หญิง การแต่งกายส่วนใหญ่นิยมสวมใส่ผ้าซิ่นแบบทอทั้งตัวสวมเสื้อคอเปิดเล่นสีสัน ห่มผ้า สไบเฉียง สวมเครื่องประดับตามข้อมือข้อเท้าและคอ วัฒนธรรมการแต่งกายภาคอีสาน ภาพที่ 16 การแต่งกายของกลุ่มอีสานเหนือ
18 กลุ่มอีสานเหนือ เป็นกลุ่มชนเชื้อสายลาวที่มีกำเนิดในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง และยังมีกลุ่มชนเผ่าต่างๆ เช่น ข่า ผู้ ไท โส้ แสก กระเลิง ย้อ ซึ่งกลุ่มไทยลาวนี้มีความสำคัญยิ่งในการผลิตผ้าพื้นเมืองของอีสาน ส่วนใหญ่ เป็นผลผลิตจากฝ้ายและไหม แม้ว่าใน ปัจจุบันจะมีการนำเอาเส้นใยสังเคราะห์มาทอร่วมด้วย ผ้าที่ นิยมทอกันในแถบอีสานเหนือคือ ผ้ามัดหมี่ ผ้าขิดและผ้าแพรวา ผ้ามัดหมี่ เป็นศิลปะการทอผ้า พื้นเมืองที่ใช้กรรมวิธีในการย้อมสีที่เรียกว่า การมัดย้อม (tie dye) เพื่อทำให้ผ้าที่ทอเกิดเป็นลวดลาย สีสันต่างๆเอกลักษณ์อันโดดเด่นก็อยู่ตรงที่รอยซึมของสีที่วิ่งไปตามบริเวณของลวดลายที่ผูกมัด และ การเหลื่อมล้ำในตำแหน่งต่างๆ ของเส้นด้ายเมื่อถูกนำขึ้นกี่ในขณะที่ทอลวดลายสีสันอันวิจิตรจะได้มา จากความชำนาญของการผูกมัดและย้อมหลายครั้งในสีที่แตกต่าง ซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ การ ทอผ้ามัดหมี่จะมีแม่ลายพื้นฐาน 7 ลาย คือ หมี่ขอหมี่โคม หมี่บักจัน หมี่กงน้อย หมี่ดอกแก้วหมี่ข้อ และหมี่ใบไผ่ ซึ่งแม่ลายพื้นฐานเหล่านี้ดัดแปลงมาจากธรรมชาติเช่น จากลายใบไม้ ดอกไม้ชนิดต่างๆ และสัตว์ เป็นต้น ผ้ามัดหมี่ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ เขตอำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น อำเภอบ้านเขวา จังหวัดชัยภูมิ เป็นต้น ภาพที่ 17 ผ้าขิด ผ้าขิด หมายถึงผ้าที่ทอโดยวิธีใช้ไม้เขี่ยหรือสะกิดซ้อนเส้นยืนขึ้นตามจังหวะที่ต้องการเว้นแล้ว สอดเส้นด้ายพุ่งให้เดินตลอด การเว้นเส้นยืนถี่ห่างไม่เท่ากันจะทำให้เกิดลวดลายต่างๆ ทำนองเดียวกับ การทำลวดลายของเครื่องจักสานจากกรรมวิธีที่ต้องใช้ไม้เก็บนี้จึงเรียกว่า การเก็บขิด มากกว่าที่จะ เรียก การทอขิด ผ้าขิดที่นิยมทอกันมีอยู่ 3 ชนิด ตามลักษณะประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก คือ
19 ผ้าตีนซิ่น เป็นผ้าขิดที่ทอเพื่อใช้ต่อชายด้านล่างของผ้าซิ่นเนื่องจากผ้าทอพื้นเมืองจะมี ข้อจำกัดในเรื่องของขนาดผืนผ้า ดังนั้นเวลานุ่งผ้าซิ่นผ้าจะสั้นจึงต่อชายผ้าที่เป็นตีนซิ่นและหัวซิ่น เพื่อให้ยาวพอเหมาะ ผ้าหัวซิ่น ก็เช่นเดียวกันเป็นผ้าขิดที่ใช้ต่อชายบนของผ้าซิ่น ผ้าแพรวา มีลักษณะการทอเช่นเดียวกับผ้าจก แพรวามีความหมายว่าผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายที่ทอ เป็นผืนมีความยาวประมาณวาหนึ่งของผู้ทอ ซึ่งยาวประมาณ 1.5 - 2 เมตร ผ้าแพรมน มีลักษณะเช่นเดียวกับแพรวา แต่มีขนาดเล็กกว่าเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส นิยมใช้ เช่นเดียวกับผ้าเช็ดหน้าและหญิงสาวผู้ไทนิยมใช้โพกผม ผ้าลายน้ำไหล ผ้าลายน้ำไหลนี้ที่มีชื่อเสียงคือ ซิ่นน่าน (ของภาคเหนือ) มีลักษณะการทอ ลวดลายเป็นริ้วใหญ่ๆ สลับสีประมาณ3 หรือ 4 สี แต่ละช่วงอาจคั่นลวดลายให้ดูงดงามยิ่งขึ้น ผ้าลาย น้ำไหลของอีสานก็คงจะได้แบบอย่างมาจากทางเหนือ โดยทอเป็นลายขนานกับลำและจะสลับด้วย ลายขิดเป็นช่วงๆ ผ้าโสร่ง เป็นผ้านุ่งสำหรับผู้ชาย ลักษณะของผ้าโสร่งจะทอด้วยไหมหรือฝ้ายมีลวดลายเป็นตา หมากรุกสลับเส้นเล็ก 1 คู่ และตาหมากรุกใหญ่สลับกันกว้างประมาณ 1 เมตร ยาว 2 เมตร เย็บต่อ กันเป็นผืน ภาพที่ 18 การแต่งกายของกลุ่มอีสานใต้ กลุ่มอีสานใต้ คือกลุ่มคนไทยเชื้อสายเขมรที่กระจัดกระจายตั้งถิ่นฐานอยู่ในแถบจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ เป็นกลุ่มที่มีการทอผ้าที่มีเอกลักษณ์โดยเฉพาะของตนเอง มีสีสันที่แตกต่างจากกลุ่มไทย ลาว
20 ผ้ามัดหมี่ ในกลุ่มอีสานใต้ก็มีการทอเช่นเดียวกันนิยมใช้สีที่ทำเองจากธรรมชาติเพียงไม่กี่สี ทำให้สีของลวดลายไม่เด่นชัดเหมือนกลุ่มไทยลาว แต่ที่เห็นเด่นชัดในกลุ่มนี้คือการทอผ้าแบบอื่นๆ เพื่อการใช้สอยกันมาก เช่น ผ้าหางกระรอก จะมีสีเลื่อมงดงามด้วยการใช้เส้นไหมต่างสีสองเส้นควั่นทบกันทอแทรก ผ้าปูม เป็นผ้าที่มีลักษณะการมัดหมี่ที่พิเศษเป็นเอกลักษณ์ต่างจากถิ่นอื่น ผ้าเซียม (ลุยเซียม) ผ้าไหมที่นิยมใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุ ผ้าขิด การทอผ้าขิดในกลุ่มอีสานใต้มีทั้งการทอด้วยผ้าฝ้ายและ ผ้าไหม แต่ส่วนมากมักจะใช้ต่อเป็นตีนซิ่นในหมู่คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมดีเพราะ ชาวบ้านทั่วไปไม่นิยมใช้กัน ลักษณะการต่อตีนซิ่นของกลุ่มนี้นิยมใช้เชิงต่อจากตัวซิ่นก่อน แล้วจึงใช้ตีน ซิ่นต่อจากเชิงอีกทีหนึ่งซึ่งแตกต่างจากกลุ่มไทยลาวอย่างเด่นชัดจะเห็นได้ว่า การแต่งกายแต่ละภาค จะมีความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนั้นๆ คนไทยส่วนใหญ่จะรับรู้หรือแยกแยะได้ว่าการแต่งกายเป็น การแต่งกายภาคใด และการแต่งกายสามารถสะท้อนถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีได้อย่างชัดเจน จะเห็นได้ว่า การแต่งกายแต่ละภาคจะมีความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนั้นๆ คนไทยส่วน ใหญ่จะรับรู้หรือแยกแยะได้ว่าการแต่งกายเป็นการแต่งกายภาคใด และการแต่งกายสามารถสะท้อน ถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีได้อย่างชัดเจน
21 บรรณานุกรม ปัทมาภรณ์ เชิญขุนทด. (2554). เครื่องแต่งกาย 4 ภาค. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://namlovemin.wordpress.com. (วันที่ค้นข้อมูล : 21 กรกฎาคม 2566) พัชราพร โดยดี. (2566). การแต่งกายภาคเหนือ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://bit.ly/45fMsG0. (วันที่ค้นข้อมูล : 21 กรกฎาคม 2566 ) ภัทรวดี ดาเระหมีน. (2558). การแต่งกายภาคใต้. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://satun12345.blogspot.com/p/blog-page_5.html. (วันที่ค้นข้อมูล : 21 กรกฎาคม 2566) สุริยะ อุคำ. (2557). การแต่งกายประจำภาคอีสาน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://dress285.wordpress.com. (วันที่ค้นข้อมูล : 21 กรกฎาคม 2566) อุดมลักษณ์ สุริโย. (2557). การแต่งกายภาคกลาง. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://juneudomluk37.wordpress.com. (วันที่ค้นข้อมูล : 21 กรกฎาคม 2566)
22 ภาคผนวก ภาพที่ 1 แผนที่แต่ละภาค ภาพที่ 2 การแต่งกายภาคเหนือ ภาพที่ 3 การแต่งกายชาวล้านนา
23 ภาพที่ 4 การแต่งกายของผู้หญิงภาคเหนือ ภาพที่ 5 ผ้าม่อฮ่อม ภาพที่ 6 เครื่องแต่งกายชาติพันธุ์ล้านนา ไทยวน-โยนก
24 ภาพที่ 7 การแต่งกายภาคกลาง ภาพที่ 8 ชุดไทย ร.5 ของภาคกลาง ภาพที่ 9 การแต่งกายของภาคใต้
25 ภาพที่ 10 การแต่งกายของกลุ่มเชื้อสายจีน – มาลายู ภาพที่ 11 การแต่งกายของกลุ่มชาวไทยมุสลิม ภาพที่ 12 การแต่งกายของกลุ่มชาวไทยพุทธ
26 ภาพที่ 13 การแต่งกายของกลุ่มราชสำนักสยาม ภาพที่ 14 การแต่งกายของภาคอีสาน ภาพที่ 15 การแต่งกายของชาย-หญิง ภาคอีสาน
27 ภาพที่ 16 การแต่งกายของกลุ่มอีสานเหนือ ภาพที่ 17 ผ้าขิด ภาพที่ 18 การแต่งกายของกลุ่มอีสานใต้ ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก https://culture.chandra.ac.th/images/pdf/64019.pdf
28
29