กะเหรยี่ ง
กองมอ่ งทะ
สารบญั หนา้
เรื่อง
1
บทนำ 3
ความเป็นมาและการอพยพยา้ ยถิ่นฐาน
ภมู ิปัญญา 5
9
ภูมปิ ัญญาการทำไร่
ภูมปิ ัญญาการทอผา้ 11
วัฒนธรรม 12
ความเป็นอยู่ 13
อาหาร 13
การแตง่ กาย 16
ศลิ ปะการแสดงพนื้ บา้ น 18
มารยาทและข้อหา้ มตา่ ง ๆ 26
ประเพณีและพธิ กี รรม
บรรณานุกรม
บทนา
กองมอ่ งทะเป็นหม่บู ้านชาวไทยกะเหรี่ยงที่อาศัยต่อเน่ืองมากกวา่ 100 ปี
มีจำนวน 170 หลังคาเรือน (สำนักศิลปะและวัฒนธรรม,2559) โดยที่มาของช่ือ
หมู่บ้านนั้นมาจากภาษากะเหรี่ยง 2 คำ คือ กองม่องที่เป็นชื่อลำห้วย และ ทะ
ที่แปลว่า บรรจบ ดังนั้นกองม่องทะจึงหมายถึง ห้วยน้ำที่ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำ
รันตีในบริเวณหมู่บ้านพอดี คนกลุ่มแรกที่มาตั้งหมู่บ้านอพยพมาจากหมู่บ้าน
สะเน่พ่องและหมู่บ้านใกล้เคียง สาเหตุของการย้ายถิ่นฐานคือมาหาที่ทำกินใหม่
เพราะอาชีพหลักของคนกลุ่มนี้ คือ การทำไร่เลื่อนลอย จะย้ายที่ไปเรื่อย ๆ ไม่มี
รากฐานท่ีมั้นคง โดยก่อนที่จะมาตั้งหมู่บ้านพื้นที่บริเวณนี้มีสภาพเป็นป่า เป็นทุ่ง
ใหญ่ และมีลำน้ำไหลผ่านถึงแม้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้จะมีคนเข้ามาอาศัยอยู่เป็น
เวลานานกว่า 100 ปี แต่ป่าและลำน้ำยังคงมีสภาพเหมือนเดิมแต่ในบางส่วนจะมี
สภาพเปลี่ยนแปลงไปบ้างโดยความที่อาศัยอยู่กับธรรมชาติมาหลายชั่วอายุคนทำ
ให้มีวัฒนธรรม และประเพณีที่เป็นเอกลกั ษณ์ท่ีบ่งบอกถึงความใกล้ชิดและเคารพ
พื้นปา่ ทีเ่ ปรยี บเหมอื นบา้ นของพวกตน
การศกึ ษาความเป็นมา ภูมปิ ัญญา วัฒนธรรม และประเพณีของชาติพันธุ์
กะเหรย่ี ง ณ หมบู่ ้านกองม่องทะ อ.สังขละบรุ ี จ.กาญจนบรุ ี ทำใหท้ ราบถึงวิถีชีวิต
ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาและภาษาของชาวกะเหรี่ยงที่มีความโดดเด่น
และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ด้วยปัจจัยทางสังคมหลายด้านส่งผลให้วัฒนธรรม
ของชาวกะเหรี่ยงบางอย่างอาจจะจางหายไปหรือมีการปรับเปลี่ยนให้มีความ
เหมาะสมกับรูปแบบของการดำเนินชีวิตในปัจจุบันแต่ยังคงมีการรักษาและสืบ
ทอดกันต่อมาในทุก ๆ รุ่น ในขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์อื่นได้กลมกลืนไปกับคนไทยจน
แทบไม่หลงเหลอื ความเปน็ เอกลกั ษณข์ องตนเอง
1
การศึกษาความเปน็ มา ภมู ิปัญญา วัฒนธรรม และประเพณีของชาติพันธ์ุ
กะเหรีย่ ง ณ หมบู่ า้ นกองมอ่ งทะ อ.สังขละบรุ ี จ.กาญจนบรุ ี ผูจ้ ัดทำไดศ้ ึกษาข้อมูล
จากหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงใน
กาญจนบุรีและหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ได้จากการสัมภาษณ์และ
สอบถามจากผ้เู ชย่ี วชาญในพ้นื ที่ แลว้ ทำการสรุปข้อมูลทจ่ี ากการการศกึ ษาค้นคว้า
เป็นข้อมูลเบ้ืองต้นเพื่อเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบจากนั้นนำข้อเสนอ
ของผู้เชย่ี วชาญมาจัดทำเปน็ ประวตั ิศาสตร์นิพนธ์อย่างสมบรู ณ์
ผจู้ ดั ทำมีความตง้ั ใจเปน็ อย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มน้ีจะก่อใหเ้ กิดประโยชน์ต่อ
ผู้ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในกาญจนบุรี ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มี
ความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม ภูมิปัญญา
และวิถีชีวิต โดยคณะผู้จัดทำเล็งเห็นถึงการดำรงชีวิต วัฒนธรรม จารีตประเพณี
ของชาวกะเหร่ียง โดยเฉพาะวิถชี ีวิตความเป็นอยู่ที่อยรู่ ่วมกันมานานหลายชั่วอายุ
คน จึงทำให้ยังคงมีการสืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้เพื่อไม่ให้เสื่อมหายไปกับ
กาลเวลา ซ่งึ เป็นเรอ่ื งที่ชาวกะเหรี่ยงยึดถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากต่อพวก
เขา คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประวัติศาสตร์นิพนธ์เล่มนี้จะก่อให้เกิด
ประโยชนส์ งู สดุ สำหรับผทู้ ี่สนใจและต้องการศกึ ษา
2
ความเป็นมาและการอพยพยา้ ยถิ่นฐาน
ชาวกะเหรย่ี งหมบู่ า้ นกองมอ่ งทะ
กะเหรี่ยงเป็นชนชาติเก่าแก่ชนชาติหนึ่ง เป็นชนชาติที่มีวัฒนธรรมและ
ภาษาเฉพาะของตนเอง กะเหร่ียงมีถ่ินฐานอยู่ทางทิเบตตะวันออก ตอ่ มาได้อพยพ
มาต้งั ถ่นิ ฐานในประเทศจีน เม่อื ถกู จนี รกุ รานจึงย้ายถิน่ ฐานมาอยบู่ ริเวณแม่น้ำแยง
ซีเกียง ต่อมาจึงค่อยถอยร่นลงมาอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงและสาละวินในประเทศ
พม่าและมาสู่ดินแดนไทยตามสำคัญ สาเหตุของการอพยพทั้งหมดนี้สืบเนื่องจาก
ภัยแห่งสงครามทั้งสิ้น ชนชาติกะเหรี่ยงอพยพเข้ามาประเทศไทยหลายครั้ง ครั้งที่
สำคัญคือ การอพยพเข้ามาในสมัยพระเจ้าอลองทำสงครามกวาดล้างชาวมอญซึ่ง
ในช่วงนั้นชาวกะเหรี่ยงเป็นพันธมิตรกับมอญและอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1885 เม่ือ
จักรวรรดินยิ มอังกฤษพยายามปราบปรามชาวกะเหร่ียงโดยการนำของจอ่ ละผ่อที่
ไม่ยอมรับอิทธิพลใด ๆ ของอังกฤษ การตั้งถิ่นฐานของชาวกะเหรี่ยงในจังหวัด
กาญจนบุรีจึงอยู่ตามที่ราบลุ่มแม่น้ำแควใหญ่และแควน้อยตอนบน ซึ่งเป็นเขต
ภูเขาและป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์มาก หมู่บ้านกองม่องทะเป็นหมู่บ้านชาวไทย
กะเหรยี่ งท่ีอาศัยต่อเน่ืองมากกวา่ 100 ปี มีจำนวน 170 หลงั คาเรือน (ช่ือหนังสือ
ภูมิปัญญากะเหรี่ยงกาญจนบุรี โดยสำนักศิลปะและวัฒนธรรม) โดยที่มาของช่ือ
หมู่บ้านชุมชน บ้านกองม่องทะเป็นภาษากระเหรี่ยง มาจากคำศัพท์ 2 ศัพท์คือ
"กองม่อง" และ "ทะ" กองม่องเป็นชื่อลำห้วย ทะ แปลว่า บรรจบ ดั้งนั้นกองม่อง
ทะ หมายถึง ห้วยน้ำที่ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำรันตี ในบริเวณหมู่บ้านพอดี จึงได้
ต้งั ช่อื วา่ หมบู่ า้ นกองมอ่ งทะ เปน็ ชุมชนท่ไี มม่ ีประวัติ ท่ีบันทกึ ไว้เป็นลายลักอักษร
จากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุ และผู้นำท้องถิ่น พอสรุปได้ว่า หมู่บ้านน้ีไดก้ ่อตั้งราว
ปีเริ่มก่อตั้งในปี พ.ศ. 2383 คนกลุ่มแรกที่มาตั้งหมู่บ้าน/ชุมชน นี้อพยพมาจาก
3
บ้านสเนพ่ อ่ ง ตำบล ไล่โว่ อำเภอ สงั ขละบุรี จังหวดั กาญจนบุรี และจากบ้าน จะ
แก หมูบ่ า้ นทไิ ลป่ ้า หมบู่ า้ นปรองดี้ หมู่บา้ นจะแก หมบู่ า้ นไลโว่ สาเหตุที่คนกลุ่มน้ี
อพยพมาจากบ้านเดิมเพราะอะไร เนื่องมาจากการย้ายถิ่นฐานมาหาที่ทำกินใหม่
เพราะอาชีพหลักของคนกลุ่มนี้ คือ การทำไร่เลื่อยลอย จะย้ายที่ไปเรื่อย ๆ ไม่มี
รากฐานมั่นคง สถาพทางภูมิศาสตร์ของหมู่บ้าน/ชุมชน นี้ ก่อนที่จะตั้งหมู่บ้าน
ชุมชนแห่งนี้มีสภาพเป็นป่า เป็นทุ่งหญ้า และมีหนองน้ำไหลผ่านหมู่บ้านปัจจุบัน
ป่า หรือหนองน้ำ หรือห้วยที่เคยมีในอดีต ยังคงมีอยู่หรือไม่ ถ้าหมดไปแล้วเพราะ
เหตุใด จึงหมดไป ปัจจุบันป่าหรือ หนองน้ำ หรือลำห้วย ที่เคยมีในอดีต ยังคงมี
สภาพเหมือนเดิมแตใ่ นบางสว่ นจะมีสภาพเปลยี่ นไปบ้าง
แผนท่กี ารอพยพของชาวกะเหร่ียง
4
ภมู ิปัญญาของชาวกะเหร่ยี ง
หมบู่ า้ นกองม่องทะ
ภูมิปัญญาการทำไร่
การเลือกพื้นที่ทำไร่ของชาวกะเหรี่ยงในตำบลไลโ่ ว่ใน 3 หมู่บ้าน (สเนพ่อง กองม่
องทะ เกาะสะเดิ่ง ) มีความเชื่อ มาจากบรรพบุรุษซึ่งชาวกะเหรี่ยงมักใช้คำว่า
“ปยู่ า่ ตายายบอกวา่ ” จากความเช่ือตา่ ง ๆ นำมาสกู่ ารจดั การในการเลือกพื้นที่ทำ
ไร่ ทห่ี มบู่ า้ นกองม่องทะมีพน้ื ที่ทำนาและบรเิ วณใกลๆ้ หมู่บา้ นมสี วนผลไม้ยืนต้นมี
การจับจองเป็นเจ้าของพื้นที่อย่างถาวร ผู้ที่ทำไร่ต้องเดินทางออกไปไกล ระบบ
การปลูกพืชในไร่ขา้ วของชาวกะเหรีย่ ง จะมีความผสมผสานอย่างสูงของชนิดและ
พันธุ์พืชที่ปลูก ซึ่งมีความหลากหลายของพืชนั้นจะช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์
ของดิน สร้างความมั่งคงและพึง่ พาตนเองทางอาหารของชุมชน การเลือกพื้นทีท่ ำ
ไร่เป็นการรักษานิเวศน์ของป่าควบคู่กับประกอบอาชีพเพื่อดำรงชีวิต การเลือก
พื้นที่ทำไร่แต่ละปีไม่ได้ใช้พื้นที่มากแต่พื้นที่ ๆ ใช้แล้วจะถูกทิ้งไว้ 5 ปี เป็นอย่าง
น้อยจึงวนกลบั มาใชใ้ หม่ ในรอบหน่ึงปีชาวบ้านแทบจะไม่มีเวลาพัก เพราะเหตุว่า
การทำไร่ต้องใช้กำลังคนตลอดและค่อย ๆ ทำทีละเล็กทีละน้อย ในแต่ละเดือนจึง
มภี ารกิจท่ีต้องทำเกีย่ วกบั ไร่ ดังนี้
เดือนมกราคม : งานประเพณี
เป็นช่วงเวลาในการเก็บพันธุ์พชื เก็บใบยาสูบและทำบุญใหม่ซ่ึงอยู่ประมาณเดือน
มกราคม ขนึ้ 15 ค่ำ
5
เดอื นกมุ ภาพนั ธ์ : เลือกพ้ืนทีท่ ำไร่
ต้นเดือนกุมภาพันธ์จะมีการประชุมเพื่อเลือกพื้นที่ปลูกข้าวไร่ เพื่อเป็นข้อตกลง
คนในหมู่บ้านจะรู้ว่าปีนี้จะทำบริเวณไหน ส่วนใครจะทำตรงไหนและพื้นที่เท่าไร
ขึน้ อย่กู ับจำนวนคนในครอบครัว
เดอื นมนี าคม : ฟันไร่
เมือ่ เลอื กพื้นทีป่ ลูกข้าวซ่ึงเปน็ พื้นท่ปี ่าท่ีฟื้นตัวมาระยะเวลาหนึ่ง( 3-5 ปี ) ทำให้มี
ไมย้ ืนต้นปกคลุมพนื้ ที่ ชาวบา้ นจะเลือกวนั จนั ทรห์ รอื วันพฤหสั บดีเปน็ วันเร่ิมต้นใน
การออกไปฟันไร่
เดอื นเมษายน : เผาไร่
เป็นช่วงงานหนักของคนปลูกข้าวไร่ชว่ งหนึ่ง หลังจากตากไร่ไว้ให้แห้ง พ่อบ้านจะ
นำไม้ลองฟืนบนเตา คันเหยียบครกกระเดื่องหน่อยหน่ึง ตัวสากหน่อยหนึ่ง พร้อม
ไฟออกไปเผาไร่
เดือนพฤษภาคม : หยอดข้าว
การปลกู ขา้ วนน้ั จะใชว้ ธิ ีหยอดจะเร่ิมหยอดบือชิเบาะ(ข้าว 9 กอ ท่เี ป็นสัญลักษณ์
ของไร่) การปลูกจะปนเมล็ดพืชอื่น ๆ เช่น เมล็ดพริก เมล็ดงา เมล็ดมะเขือ เมล็ด
แตงเปรี้ยว เมลด็ ดอกหงอนไก่ เมลด็ ดาวเรือง ลงในหลมุ่ ทใ่ี ช้เสียมหรอื ไมไ้ ผข่ ุดเป็น
หลุมเล็ก ๆ ตื้น ๆ ขนาดกว้างประมาณ 3-4 นิ้ว ลึก 2 นิ้ว สำหรับพืชที่หยอดรวม
กับข้าวนี้ จะให้ผลผลิตก่อนข้าวและเป็นอาหารในระหว่างการทำไร่ข้าว พืชบาง
ชนิดให้ผลผลิตได้ถึงสิ้นฤดูเก็บ พืชบางชนิดเก็บให้ผลผลิตเร็ว บางชนิดให้ผลผลติ
ช้าและเก็บไว้กินได้นาน พันธุ์ข้าวที่ใช้ล้วนเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดและคัด
พันธุ์ในทุ่งใหญ่(ปัจจุบันทุ่งใหญ่ตะวันตกและตะวันออกซึ่งแบ่งตามการดูแลของ
กรมป่าไม้) พันธุ์ข้าวที่สำคัญและใช้เป็นแม่ข้าว (บือมู) ของหมู่บ้านทั้ง 3 หมู่บ้าน
ได้แก่ - บอื หยอ่ งไห้ คุณสมบัติ แตกกอดี ข้ึนงา่ ยเป็นข้าวแข็ง
- บอื บอ่ ง ลกั ษณะเมล็ดใหญ่ กลม หงุ แลว้ นมิ่ สีเหลอื ง
6
- เบือเทอ - บือบ่องยูเหย่ เป็นขา้ วนิม่
- บือบอ่ งมลู่ ะ เป็นข้าวพนั ธ์ุท่ีเกา่ มาก - บือบอ่ งทุพล่าย บอื กลาย
- บอื ออ่ งเจย่ เมล็ดยาวเกีย่ วได้กอ่ น มักใช้ปลกู ทเ่ี นนิ - บืออิหวงุ เมล็ดสน้ั
นอกจากพันธุ์ข้าวเจ้าแล้วชาวบ้านทั้ง 3
หมู่บ้านยังปลูกข้าวเหนียว (อายโพล่วซา)
สำหรับทำขนมกินและขนมถวายพระ ในไร่
ข้าวไร่หนึ่ง ๆ จะปลูกข้าวเหนียวและข้าวเจา้
อีกอย่างน้อย 2 พันธุ์ ซึ่งการเลือกพันธุ์ข้าวที่
ปลูกนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในครัวเรือน
ประกอบกับลักษณะพืน้ ที่ ๆ เลือกทำไร่ในปี พริกกะเหรยี่ งท่ีมีความเผด็ มากกวา่ พรกิ ข้หี นู
นน้ั
เดอื นมถิ ุนายน - เดือนกรกฎาคม : การดายหญา้
ช่วงเดอื นนเี้ จ้าของไร่ต้องมาอยู่ไร่เป็นคร้ังคราวเพ่ือดูและป้องกันหนูและสัตว์ท่ีเข้า
กดั ต้นออ่ นและซ่อมขา้ วท่ไี ม่ขน้ึ พร้อมท้ังดายหญ้าโดยใช้มดี คอ่ ย ๆ ฟันหญ้า
เดอื นสิงหาคม – เดือนกันยายน : เตรียมเครอ่ื งมือเคร่อื งใช้สำหรบั เก็บเก่ียว
เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างสบายด้วยงานเบา ๆ ข้าวเริ่มโตคลุมดิน ไม่ต้องดายหญ้า
พืชบางชนิดที่หยอดไว้เริ่มเก็บได้ นอกจากเก็บผลผลิตแล้วก็สานเสื่อลำแพน
กระด้ง ตะกรา้ กระพ้อมรวมทัง้ เตรียมยงุ้ ใสข่ ้าว
เดอื นตลุ าคม : เฝา้ ไร่
เป็นช่วงนี้ต้องทำงานหนักอีกครั้ง ข้าวเริ่มแก่กำลังจะได้เกบ็ เกี่ยว ชาวบ้านจะต้อง
เฝ้าไรอ่ ยา่ งอยา่ งเขม้ งวด เพราะสตั ว์จำพวกหมปู ่า หนู นก ควาย จะเข้ามากนิ ขา้ ว
7
เดือนพฤศจกิ ายน : เกี่ยวขา้ ว
การเกีย่ วข้าวใชเ้ คียวเกยี่ วพอกำ มัดดว้ ยตอกไผ่วางไว้บนตอขา้ วเพ่อื ตากให้แห้ง 1-
3 วัน จึงเกบ็ มาวางกองรวมกันบนลานข้าว การเก่ยี วขา้ วของชาวกะเหรย่ี งมี 2 วิธี
คอื
วิธีที่ 1 เรียกว่า บือชิเบาะมี วิธีนี้จะเกี่ยวข้าวโดยรอบบอื ชิเบาะ( พิธีปลูก
ข้าว 9 กอ คือ สัญลักษณ์ของไร่ ที่หยอดข้าวก่อนบริเวณอื่น ๆ ) ก่อนแล้วเหลือ
หางไว่ต่อจากบอื ชิเบาะเสร็จแล้วจึงเก่ยี วจากหางไปหาบือชิเบาะอกี ครงั้
วิธีที่ 2 บือชิเบาะวุย้ วิธีนี้จะเกีย่ วข้าวท่ีบือชิเบาะก่อน แล้วจึงเก่ียวขา้ วที่
เหลือทั้งหมด
เดือนธนั วาคม : ฟาดขา้ ว
การฟาดข้าวเป็นพิธีกรรมที่สำคัญมาก อาจทำได้หลายกรณี เช่น ฟาดกันเองใน
ครอบครัว เอาแรงกัน และปัจจบุ ันมีการจดั ประเพณีให้คนท้งั ตำบลมาร่วมกันฟาด
ข้าวทไี่ รข่ องคนใดคนหนึง่ ทอ่ี าสาเป็นเจ้าภาพ
การฟาดขา้ ว
8
เคริอ่ งมือเครอ่ื งใชท้ างการเกษตร
ผลผลติ ทางการเกษตรทนี่ อกเหนอื จากขา้ ว
ภูมปิ ัญญาการทอผ้า
ผู้หญิงชาวกะเหรี่ยงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นชนเผ่าผู้มีฝีมือในการทอผ้าที่เก่ง
ที่สุดเผ่าหนึ่ง ด้วยจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ ทักษะฝีมือการทอผ้ามาจากผู้เปน็
แม่ต้งั แตย่ ังเป็นเด็กหญงิ ในวัยประมาณ 10 ปี ผหู้ ญิงชาวกะเหรย่ี งมักจะทอเสื้อผ้า
ไว้ใช้สวมใสใ่ นชีวติ ประจำวันท้ังของตนเองและสมาชิกในครอบครัว หรือทอเก็บไว้
ใชใ้ นงานพิธีสำคญั ๆ เช่น งานแต่งงาน งานประเพณีสำคัญตา่ ง ๆ ผา้ ทอกะเหรี่ยง
มีลักษณะเป็นผ้าทอหน้าแคบ ที่ใช้เครื่องมือทอแบบห้างหลัง หรือที่เรียกกันว่า ก่ี
เอว ลักษณะการทอผ้าแบบกี่เอวนี้ ผู้ทอจะต้องนั่งกับพื้น เหยียดขาขนานตรงไป
ข้างหน้าทั้งสองข้าง มีสายคาด (สายคาดอาจทำด้วยแผ่นหนัง หรือผ้าที่ทบกัน
หลายๆ ชั้น หรือเชือกที่ฝั้นเป็นเกลียวให้แข็งแรง) ที่ผูกติดด้วยด้ายเส้นยืนคาดรัด
9
โอบไปด้านหลังของเอว อีกด้านหนึง่ จะผกู มดั กับเสาเรอื น หรือโคนตน้ ไม้ หรอื หลัก
ที่มีความเข็งแรงก็ได้ การทอด้วยกี่เอวจะใช้การขยับเคลื่อนตัวของผู้ทอ บังคับ
เส้นด้ายยืนให้ตึงหรือหย่อนได้ตามต้องการทำให้ผู้ทอสามารถเลือกสถานที่ทอได้
ตามความพอใจ โยกย้ายได้สะดวก ผ้าที่ทอจะถูกกำหนดตามความต้องการใช้งาน
ตั้งแต่เริ่มต้นทอ เช่น ผ้าทอสำหรับเสื้อ ผ้าทอสำหรับผ้าซิ่น ผ้าทอสำหรับผ้าโพก
ศีรษะ หรือผ้าทอสำหรับทำเป็นย่าม เป็นต้น ศิลปะลวดลายบนผืนผ้าของชนเผ่า
กะเหรี่ยง มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่แสดงถึงตัวตนของชนเผ่ากะเหรี่ยงที่สืบทอดมา
จากบรรพบุรุษ ลวดลายต่าง ๆ มักเกิดจากการสังเกต การใช้จินตนาการ การ
นำเอาลักษณะเด่นจากสิ่งที่พบเห็นในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทั้งพืช
พรรณ ดอกไม้ ต้นไม้ สัตว์ ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดไปจนถึง
ประเพณีและคตินิยมของชนเผ่ามาประยุกต์ถ่ายทอดลงสู่ลวดลายบนผืนผ้าได้
อย่างงดงาม ดว้ ยเทคนิคการสร้างสรรค์ลวดลายท่ีหลากหลาย ทงั้ การจก การทอย
กดอก การมัดหม่ี การปกั ด้วยดา้ ยหรอื ไหมพรมหลากสี การปกั ประดับตกแต่งด้วย
เมลด็ ลูกเดือย เป็นตน้ เอกลกั ษณล์ วดลายท่ีมลี ักษณะเป็นลวดลายดัง้ เดมิ ท่ีปรากฎ
บนผืนผ้าทอกะเหรี่ยงที่สืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษหลายชั่วอายุคน
แตอ่ ย่างไรก็ตามดว้ ยภาวะทางเศรษฐกจิ และการเปลีย่ นแปลงสิ่งแวดล้อมในสังคม
เมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงไป สังคมชนเผ่ากะเหรี่ยงก็มีการเปลี่ยนแปลง
เช่นเดียวกัน ในปัจจุบันอาจมชี ุมชนเผ่ากะเหรีย่ งในหลาย ๆ พื้นที่อาจมกี ารทอผ้า
น้อยลง ผ้าซิ่นที่ใช้สวมใส่ในชีวิตประจำวันจึงมักนิยมซื้อหาจากท้องตลาดมาสวม
ใส่กันมากขึ้นเพื่อความสะดวกและง่ายต่อการดำเนินชีวิต แต่ก็ยังคงมีอีกหลาย
พื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มกะเหรี่ยงบนดอยสูงทีย่ ังคงทอผ้าด้วยตัวเองเพื่อใช้สวมใส่ใน
ครอบครัว และใช้สำหรับพิธีสำคัญตามวัฒนธรรมของชนเผ่าแต่ถึงอย่างไรชนเผ่า
กะเหรี่ยงก็ยังคงเอกลักษณ์ที่สะท้อนวิถีแห่งชนเผ่าไว้อย่างเหนียวแน่ นไม่แพ้กลุ่ม
ชาตพิ ันธอ์ุ ่ืน ๆ
10
กเ่ี อว เครอ่ื งมือทอผ้า ลวดลายของผ้าทอ
วฒั นธรรมของชาวกะเหร่ยี ง
หมู่บา้ นกองมอ่ งทะ
ดา้ นความเป็นอยู่ วถิ ชี วี ิตของชาวกะเหรี่ยงมีความกลมกลืนกบั ธรรมชาติ
ที่แวดล้อมรอบตัว มีความเรียบง่ายและสมถะ ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับคนอื่นหรือคน
ภายนอกนัก สภาพชุมชนในอดีตจึงมีขนาดเล็ก ๆ อยู่กัน 2-20 หลังคาเรือน
ลักษณะบ้านเรือนของชาวกะเหรี่ยงในอดีตเป็นเรือนเครื่องผูก ใต้ถุนสูงทำจากไม้
ไผ่ที่มีอยู่ในทอ้ งถิ่น แต่ในปัจจุบนั เริ่มมีการสร้างแบบถาวรด้วยไม้เนือ้ แข็ง หลังคา
มงุ ดว้ ยกระเบอ้ื งหรอื สังกะสีมากข้ึน
บา้ นของชาวกะเหรีย่ ง
11
ด้านอาหาร ความเรียบง่ายของชาวบ้านที่นี่อีกหนึ่งสิ่งที่เห็นได้อย่าง
ชัดเจน นั่นคอื เร่ืองอาหารการกนิ เพราะบางครั้งจะไม่มีกบั ขา้ วที่ตายตวั ข้ึนอยู่กับ
ว่าในแต่ละช่วงอยู่ในฤดูใด มีพืชผักชนิดใดให้เก็บมาทำกินได้บ้าง เพราะชาวบ้าน
ที่นี่ยังคงหาอาหารจากธรรมชาติที่มีมาทำกินอย่างง่าย ๆ นอกจากนี้ยังมี "ขนม
ทองโย๊ะ" ที่มีส่วนผสมหลักคือข้าวเหนียว ถั่ว และงา ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ใกล้ ๆ ตัว
นำมาผสมกันแล้วทอดกินเปน็ ของกินเล่น
อาหารของชาวกะเหรย่ี ง
12
ด้านการแต่งกาย ผู้ชายชาวกะเหรี่ยงนิยมใส่เสื้อสีแดงบานเย็นหรือขาว
ตอนล่างของเสื้อทอยกเป็นตาราง มีพู่ห้อยเป็นระยะ แขนเสื้อสั้น(เป็นเสื้อแขนลำ้
ไม่ต่อแขน) คอเสื้อเป็นแบบคอแหลม ไม่นิยมเสื้อสีดำ นุ่งโสร่งไม่เย็บติดเป็นถุง
ส่วนผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน จะนุ่งกระโปรงยาวสีขาว บางคนจะทอเป็นลวดลายสี
แดงเป็นแนวตั้ง ไม่ทอยกเป็นตาราง มีพู่ห้อยเป็นระยะ แขนเสื้อสั้น เป็นคอแหลม
หากเป็นหญิงที่แต่งงานแล้วจะใส่เสื้อผ้าสองท่อง คือ ใส่เสื้อแบบผู้ชาย แล้วนุ่ง
ผ้าซ่ิน ทอยกดอกเป็นลายขวาง มีสสี นั สวยงาม
การแตง่ กายของชาวกะเหรยี่ ง
ด้านศิลปะการแสดงพื้นบ้าน “การละเล่นรำตง” เป็นศิลปะการแสดง
พ้ืนบ้านของชาวกะเหรีย่ ง ทบี่ า้ นกองม่องทะ ตำบลไล่โว่ อำเภอสงั ขละบุรี จังหวัด
กาญจนบุรี ซึ่งเกิดขึ้นดว้ ยความเชื่อมั่นและความศรัทธา โดยยกหลักธรรมคำสอน
ในองคพ์ ระสมั มาสัมพทุ ธเจา้ ตลอดจนคตคิ วามเช่ือต่าง ๆ เพอื่ ใช้เปน็ การอบรมสั่ง
สอนลูกหลาน รำตง จัดเป็นนาฏกรรมที่ปรากฏมานานกว่า 200 ปี ในอดีตนิยม
แสดงกันอย่างแพร่หลาย แต่ปัจจุบันกลับปรากฏเฉพาะในงานพิธีกรรมสำคัญซึ่ง
13
เป็นงานประจำปีของชนเผ่าเท่านั้น นายนรพล คงนานดี ที่ปรึกษาโครงการสาน
สายใย สามสายนำ้ ชมรมสบื สานศิลปวฒั นธรรมไทยเช้ือสายกะเหรย่ี ง เลา่ วา่ “รำ
ตง หรือ เท่อลี่ตง” ในภาษากะเหรี่ยงนั้น หมายถึง การเหยียบย่ำ หรือการเต้นรำ
ให้เข้าจังหวะ เมื่อเคาะแล้วจะมีเสียงดัง ตง ตง ตง ตง โดยมีเครื่องเคาะจังหวะท่ี
ทำมาจากกระบอกไม้ไผ่ สนั นษิ ฐานวา่ น่าจะเป็นการเลียนเสียงมาจากเครื่องดนตรี
เฉพาะที่เรียกว่า “วาเหล่เคาะ” เป็นชื่อเรียกเครื่องดนตรีซึ่งเป็นเครื่องกำกับ
จังหวะประเภทหนึ่งของชาวกะเหรี่ยง ทำจากไม้แดงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีฉ่ิง
วางหงายทางดา้ นบนอยมู่ ุมใดมุมหนึ่ง รำตงมหี ลายประเภทขึน้ อย่กู ับผู้คดิ ค้นท่ารำ
และเพลงจะตั้งชื่อตามคณะของตนเอง การแสดงรำตงของชาวกะเหรี่ยงโปว์
ปจั จุบันเหลืออยู่ 5 ชุด คอื รำตงอะบละ รำตงเหรเ่ ร รำตงไอม่ ิ รำตงหม่องโยว์การ
แสดงของเดก็ และรำตงหม่องโยว์การแสดงของผใู้ หญ่ รำตงเปน็ การแสดงพื้นบ้าน
ของชาวกะเหรีย่ งท่ผี สมผสานทั้งการร้อง การรำ และการทำจังหวะ พร้อมกับการ
แสดงอารมณ์และความรู้สึกออกมาอย่างอิสระ รำตง ผู้แสดงจะเป็นหญิงหรือชาย
ก็ได้ โดยทั่วไปนยิ มใช้ผู้แสดงหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานจำนวน 12-16 คน หรืออาจ
มากกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานที่แสดง ตั้งแถวเป็นแถวลึกประมาณ 5-6 แถว ยืน
ห่างกันประมาณ 1 ช่วงแขน ส่วนการแต่งกายนั้นแยกตามลักษณะของหญิงและ
ชาย โดยผู้หญิงจะสวมชุดกระโปรงสีขาวยาวกรอมเท้า หรือที่ภาษากะเหรี่ยง
เรียกว่า “ไช่กู่กี๋” เป็นเครื่องแต่งกายประจำชนเผ่าของหญิงสาวชาวกะเหรี่ยง มี
ลักษณะเป็นเสื้อกระโปรงยาวกรอมเท้าสีขาว บางครั้งจะทอเป็นลวดลายสีแดงใน
แนวต้ัง บางครัง้ ทอยกดอกเป็นตาราง มพี หู่ ้อยเปน็ ระยะ คอแหลม คาดเข็มขัดเงิน
ที่เอว สำหรับผู้ชายก็ใส่ชุดประจำเผ่าเป็นเสื้อสีแดง นุ่งโสร่ง เครื่องดนตรีที่ใช้
ประกอบการแสดง ได้แก่ กลองสองหน้า ระนาด ฆ้องวง พิณหรือปี่ ฉิ่ง ตง (ไม้ไผ่
ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร เซาะเป็นร่องใช้ไมต้ ีให้จังหวะ) ในด้านของท่ารำเป็น
14
ท่าที่เรียบง่ายเพื่อต้องการความพร้อมเพรียง คล้ายกับฟ้อนพม่า เอกลักษณ์อยู่ที่
การย่ำเทา้ ด้วยจังหวะที่สมำ่ เสมอตลอดท้ังเพลง
การแสดงรำตง
ดา้ นมารยาทและขอ้ หา้ มต่าง ๆ
1. การทักทาย ชาวกะเหร่ียงนนั้ ถือว่าเมื่อพบกันกต็ ้องทักทาย ไม่ใช่เพียง
แค่รอยยม้ิ การเอย่ ทกั ทายนีถ้ ือเป็นมารยาทท่ดี งี ามสำหรบั ทุกคน
2. การอำลา มารยามของชาวกะเหรี่ยงนั้น คล้ายคลึงกับคนไทยที่ถือว่า
ไปตอ้ งลา มาตอ้ งไหว้
3. การรับประทานอาหาร การับประอาหารของชาวกะเหรี่ยงถือเป็น
มารยาททด่ี แี ละน่ายกย่อง หากแขกหรือเพ่ือนบ้านข้ึนมาบนบ้านในขณะท่ีเจ้าของ
บา้ นกำลงั ทานอาหารอยู่จะถูกเรียกใหร้ ่วมรบั ประทานอาหารดว้ ย
4. การเยี่ยมบ้าน ถ้าหากว่างจากงานแล้วจะออกไปเยี่ยมบ้านซึ่งกันและ
กัน ไม่ว่าจะค่ำมืดเพียงใด อีกทั้งเป็นการปรึกษาหารือ หรือถามข่าวคราวในเรื่อง
ต่าง ๆ
5. การรื่นเริง ชาวกะเหรี่ยงนั้นชอบดนตรีและการร้องรำทำเพลงมาก
ดังนั้นจะมงี านร่ืนเริงในโอกาสต่าง ๆ และที่ขาดไม่ไดค้ ือ การเต้นเข้าจังหวะดนตรี
และการฟ้อนรำ
15
6. การพูดจา ชาวกะเหรีย่ งทกุ คนถือวา่ ต้องพดู จาด้วยไพเราะพูดแต่ส่ิงท่ีดี
งาม ที่สำคัญจะไม่พูดส่อเสียดหรือให้ร้ายแก่ผู้ใด หรือแม้แต่ การพูดด่าทอและ
เสียงดัง
7. การเข้าร่วมพิธีกรรม ในการเข้าร่วมพิธีกรรมนั้น ชายจะแยกไปนั่งใน
กลุ่มชาย หญิงแยกไปนั่งตามกลุ่มหญิง การแบ่งเพศและวัยนี้นับว่ามีความสำคัญ
มากในบางเรื่อง
ข้อห้ามสำคญั
เร่ืองชสู้ าว หา้ มมพี ฤตกิ รรมชูส้ าว ไมว่ า่ จะเจตนาหรือไมก่ ็ตาม
การเยีย่ มบา้ น หา้ มข้นึ บ้านท่สี รา้ งใหม่ท่ียังไม่ไดท้ ำพิธี
การแรมคืน หญงิ และชายต้องนอนคนละที่แม้วา่ จะเป็นสามีภรรยากนั ก็ตาม
สถานที่สำคัญ ในหมูบ่ า้ นจะมศี าลเจ้าทีอ่ ย่ทู ี่ท้ายหมู่บ้าน การไปจบั ต้องหรอื น่ังเล่น
ถอื เป็นความผิด
16
ประเพณีและพิธีกรรมของชาวกะเหรยี่ ง
หม่บู ้านกองม่องทะ
ประเพณีของชาวกะเหรยี่ งจำแนกได้เป็น 3 กลมุ่ คอื
1.ประเพณอี ันเกี่ยวเนอ่ื งกับพุทธศาสนา
ชาวกะเหรีย่ งในจงั หวัดกาญจนบุรีสว่ นใหญ่นับถือพุทธศาสนาผา่ นอารยธรรมมอญ
ที่มีความใกล้ชดิ กันมานานดังกลา่ วแล้ว ชาวกะเหรี่ยงจงึ มปี ระเพณีทั้ง 12 เดือนท่ี
เกย่ี วข้องกบั พทุ ธศาสนา ดงั นี้
เดือนเมษายน ประเพณีสงกรานต์ (โบวสอ้ งกร่อง หรือ โบวกะต่า)
ชาวบา้ นจะนับวนั ตามจนั ทรคติ เรมิ่ จากขึน้ 13 ค่ำ ถึงแรม 1 คำ่ มพี ิธีกรรมสำคัญ
คือ พิธีค้ำต้นโพธิ์(บุ่งโคลง) พิธีไหว้สะพานไม้(บุ่งถุ่ง) พิธีกรรมไหว้เจดีย์ทราย
(บ่ากลุ่งปะตี่) วันโบวหล่อง ในวันขึ้น 13 ค่ำ ในตอนเย็นชาวบ้านจะนำน้ำมาทำ
น้ำมนต์โดยใส่น้ำส้มบ่อย หรือ แป้งน้ำ และใส่ดอกไม้ แล้วนำมารวมกัน พระสงฆ์
เจริญพระพุทธมนต์ ชาวบ้านก็จะไปรับขันน้ำมนต์ของตนคืนวันพระ ขึ้น 15 ค่ำ
(หล่าเขว)่ ช่วงบา่ ย ชาวบา้ นจะมารวมกันทีว่ ัดเพือ่ สรงน้ำพระ
17
เดือนพฤษภาคม บญุ บอ้ งไฟ (โบวลเี กอ๊ ะ)
การจุดบ้องไฟเพื่อบูชาพระพุทธเจ้าและถือเป็นการสะเดาะเคราะห์งานบุญนี้ก็จะ
จัดวันเดียว
ช่วงเช้า ส่งข้าวขึ้นวัด รับศีล ตักบาตร กรวดน้ำ ช่วงเย็น จุดบ้องไฟซึ่งทำจากดิน
ประสิว คำว่า ลีเก๊อะ เป็นชื่อหนึ่งของส่วนประกอบในการทำบ้องไฟ ถือเป็นการ
บูชาพระพุทธเจ้าด้วยไฟ ในวันพระขึ้น15 ค่ำ จะจุดกี่ลูกก็ได้ เพื่อสะเดาะเคราะห์
และเพือ่ ความสนกุ สนาน
เดือนมิถุนายน บุญถวายเครื่องอัฐบริขารและผ้าอาบน้ำฝน (โบวประโรซ่าหร่า
และโบวสะหนะ โปรย่ )
จะมีการถวายอักฐบริขารแก่พระสงฆ์ เป็นการทำบุญกวายอักฐบริขาร 8 อย่าง
พร้อมผ้าอาบน้ำฝน อันประกอบด้วย ผ้าไตร บาตร หินลับมีด ใบมีดโกน ที่กรอง
นำ้ เขม็ เย็บผ้าและตาลปตั ร สว่ นประกอบอน่ื ๆ ไดแ้ ก่ หมอน เส่อื รองเท้า ร่ม
ย่ามและนำผ้าอาบน้ำฝนไปแขวนที่ท่าน้ำ ตอนเช้าพระภิกษุไปสวดซักผ้าไว้ใช้
อาบน้ำ จากนัน้ ชาวบ้านตักบาตร กรวดนำ้ อุทิศสว่ นกศุ ล
เดือนกรกฎาคม บุญวันเข้าพรรษา ถวายเทียนและสังฆทาน (โบวปะและเซะ
อองซะโอ)
พิธีขอขมาและปวารณา เข้าพรรษาทั้งพระสงฆ์ ชาวบ้าน และถวายเทียนพรรษา
จัดงานนี้ 3 วัน 4 คืน เริ่มตั้งแต่ 13 ค่ำ ถึงแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ตามปฏิทินสากล
พิธกี รรมสำคัญคือพิธีปวารณาเข้าพรรษาร่วมกับพระสงฆ(์ เก่อหลุตะเคอ) ชาวบ้าน
จะตกั น้ำใส่ขัน ใส่ดอกไม้ ใสแ่ ป้ง ใส่ผงขมิ้นแล้ววางหน้าพระ ขณะที่สวด เมอื่ เสร็จ
พธิ แี ลว้ ชาวบา้ นจะจะนำน้ำมาด่มื กินและลา้ งสงิ่ ชั่วร้าย สกปรกออกจากตวั
18
เดอื นสงิ หาคม บญุ ถือศลี ฟังธรรม และทำตน้ กัลปพฤกษ์ (โบวบ่องไมโท และโก่
เหล่าโกเ่ ปราะ)
การฟงั เทศน์และการทำบญุ ที่ตนกัลปพฤกษ์การฟังธรรม (ป่องไมโท) พระสงฆ์หรือ
ฆราวาสก็สามารถอ่านให้ผู้อื่นฟังในวันที่ 15 ค่ำ เดือน 9 งานบุญถือศีล ฟังธรรม
และมกี ารถวายต้นผ้าปา่ นำผ้าเหลอื ง ขา้ วของเครื่องใชข้ นมท้ังหลายไปแขวนไว้กับ
ต้นไม้ ถือเป็นการถวายให้กับเทวดา ผีป่าต่าง ๆ หรือใครก็ได้ที่ไปพบเป็นสามารถ
นำไปทานไดแ้ ละท่อี ยู่บรเิ วณวัดจะนำมาถวายพระ
เดือนกันยายน งานบุญกลางพรรษาหรืองานบุญเดือนสิบ (โบวกะเตาะเพราะ
หรือโบวกะบ่อง โบวนีจอออง)
การทำบุญถวายเรือสำเภาให้พระสงฆ์และการตักบาตรน้ำตาลทราย ขึ้น 13 ค่ำ
ถึง แรม 1 ค่ำเดือน 10 ไหว้พระ รับศีล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ตอนเย็น
พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ที่วัด พอถึงวันโกนชาวบ้านจะร่วมกันนำเอาไม้ไผ่มา
ทำเป็นรูปเรือลำใหญ่ที่เรียกว่า “กะบ่อง” หมายถึง เรือสำเภาไว้ที่ลานบริเวณวัด
จากนั้นจะนำพืชไร่มาใส่ไว้ในท้องเรีอ เช่น แตง ฟัก ถั่ว งาพริก เผือก มัน กล้วย
ต้นข้าวเจ้า ต้นข้าวเหนียวแล้วยังใส่เทียน 1, 000 เล่ม (ที่ทำมาจากขี้ผึ้ง) ดอกไม้
1, 000 ดอก หมาก 1, 000 คำ บุหร่ี 1, 000 มวน ในช่วงกลางคืนจะมีการนำพืช
พรรณต่าง ๆ จากไร่มาใส่ในเรือสำเภา โดยเชื่อกันว่าเรือจะบรรทุกขทรัพย์สะสม
เป็นบารมี
19
เดือนตุลาคม งานบุญออกพรรษาและบังสุกลุ (โบวบ่ากลุงมี และ โบวบุง่ สะก่งุ )
การไหว้เจดีย์ไฟและการทำบุญลอยแพขึ้น 13 ค่ำ-แรม 1 ค่ำพิธีไหวเจดียไฟกลงมี
ซึ่งก็เป็นการไหวเพื่อสะเดาะเคราะห์ในตอนกลางคืนช่วงกลางวันมีการตักบาตร
ทำบุญทำแพใส่ขนมต้มกลว้ ยออยแตงโมผลไมด้ อกไมล้ อยไปในนำ้ (ทุง่ สะกงที่) แพ
ไปติดท่ีไหนผู้คนก็กินขนม พืชพรรณหรืออาหารน้นั ไดเ้ ปน็ การบังสุกุลเพ่ือบูชาเทพ
แห่งสายน้ำ ผู้มีพระคุณด้วย ส่วนแพอีกอันหนึ่งจะวางบนดิน ถวายแก่ชงทะรหี รอื
พระธรณี (บุง่ สะกงุ่ คง่ )
เดือนพฤศจิกายน งานบุญกฐินและผ้าป่าลอยฟ้า (โบวเหล่อเหลี่ยกะเอ และ
โบวกะกุง่ หล่องท)ิ
ชาวบ้านจะนำขา้ วของอปุ กรณเ์ ครื่องใช้ทง้ั หลายและผ้ากฐินถวายวัดเพราะมีความ
เชื่อว่าจะได้มีสิ่งของเหล่านี้ใช้ไม่ขาดทัง้ ชาตินและชาตหิ น้านอกจากนี้ประเพณีผ้า
ปาลอยฟ้า (โบวกะกงหลองทวิ คือการนำไปทอดหมู่บา้ นอืน่ โดยจะเดินทางล่วงหน้า
นิยมไปกันหลังเที่ยงคืนเป็นต้นไปเป็นอน้ีก็ยังมีงานลอยกระทงเหมือนประเพณี
ท่วั ไปแตก่ ารลอยกระทงจะใชขา้ วสารข้าวเหนยี วถานเงินดอกไม้และธปู เทียนลงใน
กระทง
เดอื นธนั วาคม งานบุญนิมนต์พระมาฉันท่ีบ้าน (โบวมาฮาเต๊าะ)
งานบุญจะเป็นการจับฉลากเพื่อนิมนต์พระมาฉันที่บ้านแล้วทำบุญ ถวายอาหาร
ถวายสังฆทานเครือ่ งใช้สอย เพื่อความสขุ สริ มิ งคลแก่ครอบครัวจะต้องจัดเพียงวัน
เดียวโดยจะให้ชาวบ้านพาครอบครัวมาเพื่อจับฉลากเมื่อใครจับฉลากได้ก็จะจัด
งานท่บี า้ นของตนและนมิ นตพ์ ระมา ครอบครวั อืน่ ก็สามารถมารว่ มทำบญุ กนั ได้
20
เดอื นมกราคม งานบญุ กองไฟ (โบวเอาะเตียว)
การจุดกองไฟซึ่งแต่ละครอบครัวจะนำไม้มาก่อเป็นรูปเจดีย์ที่วัดพระสงฆ์มาสวด
แล้วจุดไฟเผา เพื่อระลึกถึง คำนานหลังจากออกพรรษา งานบุญนี้ทำขึ้นเพื่อให้
ครอบครัวพ้นทุกข์ มีชีวิตดีขึ้นชาวกะเหรี่ยงจึงได้นำมาเป็นแบบอย่าง จัดเป็นงาน
บุญขึ้น เมื่องานบุญเลิกก็จะมีการกรดน้ำถวายต้นผ่าป่าประสงฆ์อนุโมทนาก็เป็น
อนั เสรจ็ พธิ ี
เดือนกมุ ภาพันธ์ งานบญุ ข้าวทิพย์ (โบ่วย่าหฮ์ )ุ
การถวายข้าวทิพย์แด่พระพุทธ พระสงฆ์และการสะเดาะเคราะห์การทำข้าวทิพย์
หรือโบวย่าห์ฮุ ถือเป็นการสะเดาะเคราะหอ์ ย่างหนึ่ง คำว่า "ย่าห์ฮุ" ก็คือราหู โดย
ชาวบา้ นจะทำบุญด้วยการกวนข้าวทิพย์ทีบ่ รเิ วณวัดโดยเชื่อว่าการกวนข้าวทิพย์นี้
เป็นการนำอาหารถวายให้กับพระพุทธเจ้า ในส่วนของความเชื่อทาง
พระพุทธศาสนา แต่จะมีธรรมเนียมว่าถ้าปีใดทำแล้วทำต่อเนื่องกันในปีถัดไป
จะต้องขุดหลุมที่วนกระทะใหม้ ากขึ้นเป็นเลยคี่เช่น ปีแรก 1หลุม ปีถัดไปก็จะต้อง
เพมิ่ เป็น 3หลมุ เปน็ ตน้
เดือนมีนาคม งานบุญทุกอย่างหรืองานบุญเจดีย์ทราย (โบ่วซีกุเหม่ หรือ
บา่ กลุ่งปะต่ีย )
การไหว้เจดีย์ ตามจุดต่าง ๆ การทำบุญถวายข้าวพระในการก่อเจดีย์ทรายจะจัด
ขึ้นที่ข้างลำห้วย ตามป่า จุดธูปเทียน สวดมนต์ งานบุญไหว้เจดีย์ไฟทำเฉพาะวัน
พระในช่วงเดือนมนี าคมเท่านั้น เจดีย์มี2อย่างคือเจดีย์ทำดว้ ยปนู และเจดีย์ทำด้วย
รายแล้วแต่จะเลือกทำ ประเพณีนี้เป็นการทำเพื่อได้บุญและสะเดาะเคราะห์
เดือนมีนาคมเปน็ ช่วงทีส่ ามารถทำงานบุญได้ทุกงานที่คลาดเคล่ือนในรอบปี งานท่ี
จะจัดต้องตรงกบั วนั พระขน้ึ 15 ค่ำเสมอ
21
2. ประเพณีดั้งเดิมที่เกี่ยวกับความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องเทวดาสิ่ศักดิ์สิทธิ์และผี
บรรพบรุ ษุ ได้แก่
ประเพณีขอขมาพระฤๅษี ที่ทุ่งพระฤๅษี บริเวณหมู่บ้านจะแก ตำบลไล่โว่อำเภอ
สังขละบุรี จะมีขึ้นราวในเดือนมีนาคม โดยกำหนดเอาวันขึ้น 13-15 ค่ำ เดือน 4
ของทุกปี
ประเพณีไหว้ผีบรรพบุรษุ จะจัดขึ้นในราวเดอื นพฤษภาคม ชาวกะเหรี่ยงเรียกวา่
“ไหว้พระประจำบ้าน” คือ ผีบรรพบุรุษประจำสายตระกูลของแต่ละบ้าน โดย
การนำอาหารมาเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ หัวหน้าครอบครัวพร้อมคนในครอบครัวจะ
นำเอากรวยดอกไม้ 5 ดอกและเทียนขี้ผึ้ง 5 เล่ม มาไหว้บอกกล่าว นัยว่าจะทำให้
เกดิ ความอย่เู ย็นเปน็ สขุ แก่ครอบครวั
ประเพณีผกู ขอ้ มือและการเรียกขวัญ แต่เดมิ ประเพณีน้ีปฏิบตั ิกนั ในในครอบครัว
ของตนเอง แต่ในปัจจุบันนิยมจัดรวมกันเป็นประเพณีของชุมชน โดยจะจัดในราว
เดือนสิงหาคมของทุกปี สถานที่จัดมักใช้วัดซึ่งเป็นศูนย์รวมของชุมชุน ตอนเช้าจะ
มีการทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ที่วัด จากนั้นจึงมีพิธีผูกข้อมือเรียกขวัญ
ผู้นำในพิธีจะกล่าวถึงความดีงาม ความเป็นสิริมงคลในการประกอบพิธีเป็นภาษา
กะเหรี่ยง และผูกข้อมือด้วยด้ายเป็นการเรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับลูกหลาน
ระหว่างทำพิธีผูกข้อมือเรียกขวัญจะมีการบรรเลงดนตรีด้วยนาเด่ย และเมตารี
ประกอบจนเสร็จพธิ ี
22
ประเพณีเลี้ยงและขอขมาเจ้าที่
งานบุญข้าวใหม่ (โบวมือสองคู) งานบุญที่ทำบุญเพื่อจะเริ่มต้นในการทำไรใหม่
บางทา่ นกว็ า่ ถอื เป็นการทำบญุ ถวายข้าวใหมแ่ ด่พระพทุ ธเจา้ ดว้ ยซ่ึงในงานบุญน้ีจะ
มพี ิธกี รรมท่ีสำคญั คอื พิธบี ชู าแม่โพสพและผกู ข้อมอื ผู้มาร่วมงาน
3. ประเพณที ่ีเกยี่ วกับการประกอบอาชพี เกษตรกรรมหรือการปลูกขา้ วไร่
การตีป่า (ดู๊เหม่ยละ) ชาวกะเหรี่ยงต้องหาพื้นที่สำหรับทำไร่ ชาวกะเหรี่ยงใน
ชุมชนจะหาพื้นที่ที่เหมาะสม โดยชาวกะเหรี่ยงจะเข้าไปในปา่ เพือ่ เสาะหาพื้นที่
ที่เหมาะสำหรับการทำไร่ เช่นป่าประเภทป่าไผ่ (วากล่า) หรือพื้นที่ลาดชันที่ไม่มี
ต้นไม้ใหญ่อยู่ เมื่อได้พื้นที่ที่เหมาะสำหรับทำไร่เพราะไม่ต้องตัดไม่ใหญ่มาก และ
เหมาะแก่การฟื้นตัวของต้นไม่ได้ง่ายเมื่อหมดฤดูกาลทำไร่แล้วแล้วจึงเริ่มทำพิธีตี
ป่า หรอื ในภาษากะเหรย่ี งเรยี กว่า “พิธีดเู หมยละ”
การเผาไร่ (ดวยเฆ่อะ) เมื่อได้พื้นที่ทำไรแล้วก็จะมีการฟันไร่ (พิเขอะ) คือการทำ
พื้นที่ที่จะทำไรนั้นให้เป็นพืน้ ที่โล่งเพ่ือจะได้เพาะปลูกข้าวได้ ซึ่งจะอยู่ในชว่ งเดือน
กุมภาพันธ์-มีนาคม ชาวกะเหร่ียงจะตัดเฉพาะต้นไม้เล็ก ๆ ที่คลุมพื้นดิน จะไม่ตัด
ต้นไม้ใหญ่จะตัดเพียงกิ่งก้านที่บังแสงแดดที่จะส่องลงมาในเวลาปลูกข้าวเท่าน้ัน
หลังจากตดั ไมใ้ นไร่เรยี บร้อยแล้วกจ็ ะตากไว้เพื่อให้แห้ง เมอ่ื เวลาไม้ในไร่แห้งแล้วก็
จะทำพิธกี รรมต่อมาคอื การเผาไร่ (ดวยเฆ่อะ)
การปลูกข้าว 9 กอ (บือชิเบาะ) การปลูกข้าว 9 กออันเป็นหัวใจของพื้นที่ไร่
ทั้งหมด เจ้าของไร่เลือกเราพื้นที่ที่ดีที่สุดของผืนไร่หรือกลางไร่ โดยเลือกพื้นที่ที่
เรียบไม่ชันมาก ดินดแี ละห่างขากต้นไม้ใหญ่พอสมควร ข้าว 9 กอนี้ ชาวกะเหรี่ยง
ถอื ว่าเปน็ ที่อย่ขู องแมโ่ พสพ (กบ่ี ือโหยว) ซ่งึ มคี วามสำคญั ต่อผนื ไรม่ าก
23
นอกจากนี้ ชาวกะเหร่ียงยังมีประเพณีที่เกย่ี วกับชีวติ ได้แกป่ ระเพณที ่เี กี่ยวกับการ
เกดิ การแต่งงาน และประเพณที ี่เกย่ี วกับการตาย
24
บรรณานุกรม
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ. ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง. กรุงเทพฯ : สำนักงาน
กิจการโรงพมิ พ์ องคก์ ารสงเคราะหท์ หารผา่ นศกึ
สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี. (2559). ภูมิปัญญา
กะเหรีย่ ง กาญจนบุร.ี นครปฐม : เพชรเกษมพริน้ ต้ิง กรปุ๊
คองดี่. (2559). พิธีกรรมในวันสำคัญของชาวกะเหรี่ยงโปว์ หมู่บ้านกองม่องทะ
ตำบลไล่โว่ อำเภอสงั ขละบุรี จงั หวัดกาญจนบุร.ี ระเบียบวธิ วี ิจยั ทาสังคมศาสตร์
สาขาวิชาสงั คมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราขภัฏกาญจนบรุ ี.
มลู นธิ ิสง่ เสรมิ พัฒนาเดก็ และเยาวชน. (2560). ศนู ย์วฒั นธรรมชาวไทยเช้อื สาย
กะเหร่ยี ง. สบื คน้ เมื่อวนั ที่ 20 เมษายน 2563. จาก https://www.cyfthai.org/
wp-content/uploads/2017/10/ศูนย์วัฒนธรรมชาวไทยเชอ้ื สายกะเหรีย่ ง.pdf
ศูนยส์ ง่ เสรมิ ศลิ ปาชพี ระหวา่ งประเทศ (องค์การมหาชน). เอกลักษณแ์ ละศิลปะ
ลวดลายบนผืนผ้า : ผา้ ทอชนเผ่ากะเหรี่ยง. สืบค้นเมือ่ วันที่ 10 เมษายน 2563.
จากhttps://www.sacict.or.th/uploads/items/attachments/
33267e5dc58fad346e92471c43fcccdc/_1f10d7b63416ffdb855baffffe5
0ff65.pdf
หม่องปองโจ้. (2553). กองม่องทะ. สบื ค้นเมื่อวันท่ี 10 เมษายน 2563. จาก
https://sites.google.com/site/mongpongjo/kxng-mxng-tha-2
Arphawan sopontammarak. (2557). ‘รำตง’ วฒั นธรรมกะเหร่ยี ง. สืบค้น
เมอ่ื วนั ท่ี 13 เมษายน 2563. จาก https://www.thaihealth.or.th/Content
/23624-‘รำตง’%20วัฒนธรรมกะเหรี่ยง.html
25
จดั ทำโดย
นายกฤษณะ บุญเมฆ นกั ศึกษาช้นั ปีท่ี 3
สาขาวชิ าสงั คมศกึ ษา คณะครศุ าสตร์
มหาวิทยาลยั ราชภัฏกาญจนบรุ ี