The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by NP Chanya, 2022-07-30 10:48:15

Roman

Roman

อารยธรรมโรมัน
Roman Civilization
ม. 6/3 เลขที่ 20,21,23,28,32

อารยธรรม สืบเนื่องมาจากอารยธรรมกรีก ซึ่งเป็นอารยธรรมทางทะเล
โรมัน โดยมีชาวอิทรัสคัน (Etruscan) ที่อพยพจากเอเชียไมเนอร์
มายังคาบสมุทรอิตาลีเป็นชนพื้นเมือง ได้นำอารยธรรมกรีกมา
เผยแพร่

ต่อมา ชาวละตินซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำไทเบอร์
(Tiber) ได้เข้ามาขับไล่กษัตริย์อิทรัสคันออกไป และรวมตัวกันที่
ฟอรัม (Forum) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเมือง และเป็นจุดเริ่มต้น
ของโรม

ลักษณะภูมิศาสตร์

ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูง อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก มี
เทือกเขาแอลป์ (ทิศเหนือ) และเทือกเขาแอพเพนไนน์ (กลางคาบสมุทร) มี
ภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน เหมาะแก่การค้าขายทางทะเล

สมัยกษัตริย์ : อารยธรรมอิทรัสคัน

ชาวอิทรัสคัน เป็นพวกที่วางรูปวัฒนธรรมของชาวโรมันแต่
เริ่มแรก โดยนำอารยธรรมกรีกมาผสมผสานกับอารยธรรม

ตนเอง และอาศัยอยู่ในคาบสมุทรอิตาลี
ย้ายถิ่นฐานมาจากลิเดีย ( ตุรกี )

700 B.C. พบปัญหาความแห้งแล้ง
จึงย้ายถิ่นฐานมาอยู่บริเวณเมือง

ฟลอเรนซ์และโรม เรียกว่า แคว้นทัสคานี

600 B.C โรมก่อตัวจากหมู่บ้านทาง
ภาคกลางของอิตาลี

500 B.C. ยึดครองดินแดนส่วนใหญ่
บริเวณแถบคาบสมุทรอิตาลีไว้ได้

โรมปกครองแบบระบบกษัตริย์โดย
ชาวอิทรัสคัน เรียกว่า อิมพีเรียม ( Imperium )
ซึ่งมีความเป็นผู้นำและมีความสามารถ จึงทำให้
ชาวโรมันเป็นชาติที่มหาอำนาจและนิยมการต่อสู้
แบบ แกลดิเอเตอร์

บรรพบุรุษชาวโรมัน นั่นคือ ละติน
สามารถขับไล่กษัตริย์อิทรัสคันได้
จึงเกิดระบบปกครองแบบสาธารณรัฐ
ปกครองโดยชนชั้นขุนนาง
มีประมุข 2 คน ได้แก่
สภาซีเนต และ พาทรีเชียน

ต่อมีการสร้างวิหารใหญ่โตตามสถาปัตยกรรมของอิทรัสคัน
สำหรับเทพเจ้าจูปิเตอร์

สมัยสาธารณรัฐ

509-27 B.C. เริ่มตั้งแต่ 509 ปีก่อนคริสตกาล คือโรมสามารถขจัดกษัตริย์อีทรัสกันและ
สถาปนาการปกครองแบบสาธารณรัฐขึ้น ระบอบสาธารณรัฐสิ้นสุดลงใน 27 ปีก่อนคริสตกาล

มีผู้นำคนสำคัญ คือ จูเลียส ซีซ่า ( Julius Caesar) มี
ความสามารถด้านการรบมากสามารถแผ่ขยายอณาเขต
รบชนะ กรีก อียิปต์ เอเชียไมเนอร์ แอฟริกา และ เสปน

ประกอบไปด้วยคน 2 กลุ่ม
• พวกแพททรีเซียน (patrician) คือกลุ่มขุนนางซึ่งมีที่ดินเป็นของ
ตนเอง มีฐานะร่ำรวยและมั่นคง คิดเป็นจำนวน 10% ของประชากร
• พวกพลีเบียน (Plebeian) คือสามัญชน ผู้ที่ประกอบอาชีพค้าขาย
กรรมกร และเกษตรกรที่ยากจน คิดเป็นจำนวน 90% ของประชากร

องค์การปกครองสาธารณรัฐโรมัน

1. กงสุล (Consul)
- เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีจำนวน 2 คน มีอำนาจเท่าเทียมกันทั้งยามสงบและยาม
สงคราม เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดทางทหาร ตุลาการ ผู้ดำรงตำแหน่งกลสุลมาจากการ
สรรหาโดยวุฒิสภาและต้องได้รับการลงมติเลือกโดยสภาราษฎร ยามสงครามหรือ
ยามฉุกเฉินคณะกงสุลอาจมอบอำนาจให้แก่บุคคลเดียวโดยความยินยอมจาก
วุฒิสภา ผู้รับมอบอำนาจนี้ถูกเรียกว่า ผู้เผด็จการ (ละติน: magister populi )
โดยจะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน 6 เดือน

2. สภาซีเนต (Senate)
- ประกอบไปด้วยสมาชิก 300 คน โดยเลือกจากพวกแพททริ
เซียน และดำรงตำแหน่งตลอดชีพ มีหน้าที่ให้คำแนะนำปรึกษา
แก่กงสุล วุฒิสภาดูแลด้านการคลัง การต่างประเทศ การสงคราม
การยุติธรรม ผู้พิพากษาในคดีแพ่งจะถูกแต่งตั้งโดยสภานี้
วุฒิสภาโรมันได้ร่างกฎหมายโดยศึกษาจากกฎหมายโซลอนของ
กรีก แล้วปรับมาเป็นของโรมันที่เรียกว่า " กฎหมายสิบสองโต๊ะ "

โต๊ะที่ 1, 2, 3 โต๊ะที่ 4
เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความแพ่ง เกี่ยวกับอำนาจของ
หัวหน้าครอบครัว
และการบังคับคดี
โต๊ะที่ 8
โต๊ะที่ 5, 6, 7 เกี่ยวกับการลงโทษ
เกี่ยวกับมรดก และทรัพย์สิน ผู้กระทำความผิดทางอาญา

โต๊ะที่ 9 โต๊ะที่ 10
เกี่ยวกับอำนาจของรัฐ เกี่ยวกับกฎหมายของศาสนา

โต๊ะที่ 11, 12 เป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายเพิ่มเติม

3. สภาราษฎร (Assembly of Citizens)
- สมาชิกทั้งจากพวกคณะพรรคและพวกสามัญ สมาชิกสภานี้ถูกเรียกว่า ทริบุนุส
(ละติน: Tribunus) มีหน้าที่แต่งตั้งกงสุล เจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ความยินยอมหรือ
ปฏิเสธกฎหมายที่เสนอโดยวุฒิสภา มีอำนาจคัดค้านหรือออกคำสั่งหากมีการตรา
กฎหมายที่ขัดผลประโยชน์ สามารถสั่งให้กฎหมายนั้นตกไปได้ ตำแหน่งทริบุนุสนี้
เริ่มแรกมีเพียง 2 คนก่อนที่ต่อมาจะเพิ่มขึ้นเป็น 10 คน ถือเป็นตำแหน่งที่มีความ
สำคัญในการตรากฎหมาย หากผู้ใดทำร้ายทริบุนุสจะต้องโทษถึงตาย

สมัยจักรวรรดิหรือจักรพรรดิ

31 B.C ออคเทเวียน สามารถปราบมาร์ค
แอนโทนีได้สำเร็จ ทำให้มีอำนาจมาก

27 B.C. เปลี่ยนการปกครองจากระบอบสาธารณรัฐ
เป็นแบบจักรวรรดิ โดยมี ออกุสตุส ซีซาร์ เป็นจักพร
รดิองค์แรงซึ่งมีอำนาจเด็ดขาด

สมัยนี้โรมันเจริญถึงขีดสุด ขยายอำนาจไปยังภูมิภาคต่างๆ และหลังจาก
นี้อีก 4 จักรพรรดิ โรมันถือว่าเป็นสมัยแห่ง "สันติภาพโรมัน"

ในสมัยจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช มีประกาศ
"กฤษฎีกาแห่งมิลาน"

ซึ่งประกาศให้เสรีภาพในกา
รนับถือศาสนาต่อประชาชน
ในจักรวรรดิโรมัน

จักรพรรดิคอนสแตนตินทรงสร้างกรุงคอนสแตนติโนเปิล
(ปัจจุบันคือ อิสตันบูล ตุรกี) ทางตะวันตกของจักวรรดิโรมัน เพื่อให้เป็น

ศูนย์กลางทั้งภาคตะวันตกและตะวันออก และเป็นเมืองหลวงอีกแห่ง

ต่อมา กรุงคอนสแตนติโนเปิล เป็นเมืองหลวง
จักรวรรดิโรมันตะวันออกหรือไบแซนไทน์

ต้นศตวรรษที่ 5 โรมันแบ่งออกเป็น 2
จักรวรรดิ คือโรมันตะวันตกและ
โรมันตะวันออก

ฝั่งตะวันตก มีศูนย์กลางอยู่ที่ กรุงโรม
ฝั่งตะวันออก มีศูนย์กลางอยู่ที่
กรุงคอนสแตนติโนเปิล

ปี ค.ศ.476 สิ้นสุดประวัติศาสตร์ตะวันตก
สมัยโบราณ เพราะการโจมตีของชน
เยอรมัน ติวโตนิก

ส่วนโรมันตะวันออกหรือไบแซนไทน์ ปกครองต่อ
ไปจนถึง ค.ศ.1453 ก่อน ถูกเตริ์กเข้ายึดครองและ

ผนวกเป็น ส่วนหนึ่งของ จักรวรรดิออตโตมัน

ผู้ปกครองคนสำคัญของ
โรมันตะวันตก

จูเลียส ซีซาร์ ออกุสตุส ซีซาร์

- ผู้นำทางการทหาร 30 B.C. - ค.ศ.14
- เขียนบันทึกสงครามกอล - ยุคทองโรมัน
- สร้างปฏิทินจูเลียน - จักรพรรดิองค์แรกของโรมัน
- ประกาศตนเป็นผู้เผด็จการตลอดชีพ - ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม
- ถูกลอบสังหารกลางสภา - ยุคสันติภาพแห่งโรม

ทิเบริอุส

ค.ศ. 14-37
- เพิ่มอำนาจของจักรพรรดิ
- ลดอำนาจของสภาผู้แทนราษฏร

แนโร ออเกลติอานุส

ค.ศ.54-68 ค.ศ. 284 - 286
- ผู้ปกครองที่โหดเหี้ยม - เป็นผู้ยุติวิกฤติการณ์ของคริสต์
- เผากรุงโรม ป้ายความผิดให้ชาวคริสต์
- ประหารชีวิตโดยการให้เป็นอาหารของสัตว์ป่า ศตวรรษที่ 3
- ฆ่าตัวเองตาย - ข่มเหงผู้นับถือศาสนาคริสต์

กาลีริอุส

ค.ศ. 305 -311
- ยินยอมให้ผู้นับถือศาสนาคริสต์ประกอบ

พิธีกรรมทางศาสนาได้อย่างสันติ

คอนสแตนตินมหาราช ธีโอโดซิอุสที่ 1

ค.ศ. 312 - 337 - จักรพรรดิคนสุดท้ายท่ี ปกครองทั้ง
- สร้างเมืองหลวงใหม่ของ โรมันท่ี จักรวรรดิ โรมันตะวันตกและโรมัน
ตะวันออก
ไบแซนติอุม
- เป็นจักรพรรดิคนแรกของ โรมันที่ - ค.ศ. 380 ประกาศให้ ศาสนาคริสต์
เป็นศาสนา ประจำจักรวรรดิโรมัน
นับถือศาสนาคริสต์
- ทรงประกาศพระราช กฤษฎีกาแห่ง

มิลานร่วมกับ กาลีรีอุส

โรมุลุส เอากุสตุลุส

- เป็นจักรพรรดิพระองค์ สุดท้ายของจักรวรรดิโรมัน ตะวันตก
- ถูกขับไล่และเกิดการจลาจล ในโรมจนล่มสลายใน ค.ศ.476

(สิ้นสุดสมัยโบราณ)

อารยธรรมโรมัน

กฎหมายโรมัน

เป็นแม่แบบกฎหมายของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ลักษณะสำคัญ
ในช่วงแรกกฎหมายโรมันไม่ได้เขียนเป็น
ลายลักษณ์อักษร ผสมผสานไปกับศาสนา บังคับใช้กับประชาชน
ทุกคน อย่างเท่าเทียม
กฎหมาย ประมวลกฎหมาย ให้ความสำคัญกับสิทธิ
สิบสองโต๊ะ จัสติเนียน ส่วนบุคคล
การทรมานเพื่อให้
สารภาพถือเป็น
เรื่องผิด
ผู้ต้องหา = ผู้บริสุทธิ์
จนกว่าจะพิสูจน์
ความผิดได้

กองทัพโรมัน

ชาวโรมันมีการนำความรู้ทางวิศวกรรมมาใช้ในการรบ เช่น การสร้างป้อมค่าย
อาวุธ และเรือรบที่สามารถครอบครองทั้งน่านน้ำเมดิเตอร์เรเนียน

ปัจจัยที่ทำให้จักรวรรดิโรมันแข็งแกร่ง

กองทัพที่มีกองกำลังทหารที่มีระเบียบวินัย
มีเครื่องแบบที่น่าเกรงขาม
มีการควบคุมบัญชาอย่างมีประสิทธิภาพ
และแผนการรบที่ชาญฉลาด

คริสต์ศาสนา

คริสต์ศาสนิกชนสตรีถูกสังหารขณะที่จักรพรรดิเนโรชายพระเนตรมาดู

ศาสนาคริสต์แผ่มาถึงดินแดนทางภาคตะวันตกของปาเลสไตน์
(อยู่ภายใต้การ ปกครองของโรมัน) ทำให้จักรวรรดิโรมัน
ต่อต้านศาสนาคริสต์อย่างรุนแรง

แต่ในสมัยจักรพรรดคอนสแตนติน
มหาราช (Constantine the Great)
พระองค์ทรงให้เสรีภาพในการนับถือ
ศาสนายกเลิกการทารุณกรรมต่อ
คริสต์ศาสนิกชนทั่วทั้งจักรวรรดิโรมัน
ตามประกาศ “กฤษฎีกาแห่งมิลาน”
ทำให้จักรวรรดิโรมันกลายเป็น
จักรวรรดิของคริสต์ศาสนา

จักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช

ผลงานทางวิศวกรรม

โรมันประสบความสำเร็จในการ สร้างถนนคอนกรีต สองข้างถนน
มีท่อระบายน้าและมีหลักบอกระยะทาง ถนนท่ีใช้มาถึงปัจจุบัน ได้แก่
ถนนแอปเพียน (Appian Ways) ในอิตาลี

มีการสร้างท่อส่งน้ำหลายแห่ง เพ่ือนำน้ำาจากภูเขาไปสู่เมืองใกล้เคียง
ท่อส่งน้าท่ีปัจจุบันยังใช้อยู่ เช่น ท่อส่งน้ำท่ีเมืองนีมส์ทางตอนใต้
ของประเทศฝรั่งเศส

การล่มสลายของกรุงโรม

การล่มสลายของกรุงโรมใน ค.ศ. 476 เกิดจากการเสื่อมถอยในจักรวรรดิ
โรมันตะวันตกซึ่งล้มเหลวในการปกครอง

ดินแดนถูกแบ่งออกเป็นหลายเมือง เกิดรัฐอิสระตามชายแดน
และที่ดินในจักรวรรดิตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของชนชั้นสูง

ชาวนากลายเป็น โคโลนุส ( Colonus ) อยู่ภายใต้อำนาจของเหล่าชนชั้น
สูงที่ต้องใช้แรงงาน เมื่อเปลี่ยนนายก็เปรียบเสมือนสถานะกึ่งทาส
( Serdom )

เกิดสงครามกลางเมือง การค้าเสื่อมลง
และความมั่งคั่งของอาณาจักรก็ลดลง

เข้าสู่ยุคมืดแห่งยุโรป ( ต้นสมัยกลาง )

ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โรมันตะวันออกกลายเป็นไบแซนไทน์ แล้วล่มสลายใน ค.ศ. 1453

สมาชิก

1.นางสาวกชกร เจริญพร เลขที่ 20 (หาข้อมูล/ทำe-book)
2.นางสาวณัฏฐนิกานต์ สุวรรณศร เลขที่ 21 (หาข้อมูล/ทำe-book)
3.นางสาวปานบุญญา บำรุงราชภักดี เลขที่ 23 (หาข้อมูล/ทำe-book)
4.นางสาวชัญญา อุ่นมา เลขที่ 28 (หาข้อมูล/ทำe-book)
5.นางสาวสุธางศุ์รัตน์ ติณะรัตน์ เลขที่ 32 (หาข้อมูล/ทำe-book)

ม. 6/3


Click to View FlipBook Version