The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประสบการณ์การปฏิบัติงานของพยาบาลรุ่นแซ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tatiya1641, 2022-12-26 23:20:09

2. ประสบการณ์การปฏิบัติงานของพยาบาลรุ่นแซ

ประสบการณ์การปฏิบัติงานของพยาบาลรุ่นแซ

วารสารการพยาบาลและการศกึ ษา 72

ประสบการณก์ ารปฏบิ ัตงิ านของพยาบาลรนุ่ แซด
ภายใตก้ ารดูแลของพยาบาลพ่ีเลย้ี งในยคุ ความปกตใิ หม่
Working Experiences of Generation Z Nurse under Supervision of Nurse Preceptors

in the New Normal Era

นฎา งามเหมาะ1*, อัจฉรยิ า ปุนนา1, กมลเนตร เต็งรัง1, สุจิตรา มุกดาสนทิ 1
Nada Ngammoh1*, Achariya Punna1, Kamolnate Tengran1, Sujitra Mookdasanit1

โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา1*
Somdet Phra Boromarajatewi Na Sriracha Hospital1*

(Received: June 17, 2022; Revised: October 15, 2022; Accepted: November 17, 2022)

บทคัดย่อ
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ มีวัตถุประสงคเ์ พ่ือศึกษาประสบการณ์การปฏบิ ตั ิงานของพยาบาลรุ่นแซด ภายใต้การ

ดูแลของพยาบาลพ่ีเลี้ยง ในยุคความปกติใหม่ ตามมุมมองของพยาบาลรุ่นแซด โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบ
ปรากฏการณว์ ิทยาการตีความ ตามแนวคิดของไฮเด็กเกอร์ ผู้ให้ข้อมูลหลักเป็นพยาบาลรุ่นแซดท่ีมีวันเดือนปีเกดิ ตาม
บัตรประชาชนตั้งแต่ปีพ.ศ. 2540 – 2555 มีประสบการณ์การปฏิบัติงานพยาบาลเต็มเวลา อย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป
จานวน 12 ราย โดยการคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก
การบันทึกเทป การสังเกต และการบันทึกภาคสนาม นาข้อมูลท้ังหมดมาวิเคราะห์เนื้อหาตามวิธีการของแวน มาเนน
ผลการวจิ ัยพบว่า

ประสบการณ์การปฏิบัติงาน ภายใต้การดูแลของพยาบาลพ่ีเลี้ยง ในยุคความปกติใหม่ ตามมุมมองของ
พยาบาลรุ่นแซด ประกอบด้วย 6 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) เผชิญกับมรสุมลูกใหม่ในชีวิต 2) เผชิญกับความรุนแรงในท่ี
ทางาน 3) เผชิญกับความไม่สมดุลของชีวิตการทางาน 4) ต้องการการสนับสนุน 5) ต้องการพยาบาลพ่ีเลี้ยงที่มี
คณุ ภาพ และ 6) ตอ้ งการการพัฒนาอยา่ งตอ่ เนอื่ ง

การใชป้ ระโยชนท์ างการพยาบาล: ผลการศกึ ษานีช้ ้ีให้เห็นว่า พยาบาลร่นุ แซดให้ความสาคัญกับคณุ ภาพชีวิต
และการพัฒนาตนเอง ดงั นัน้ ผบู้ ริหารทางการพยาบาลควรส่งเสริมและสร้างคณุ ภาพชีวติ ที่ดี และโอกาสในการเรยี นรู้
เพ่ือพัฒนาทกั ษะวชิ าชพี เพอ่ื ดงึ ดดู และรกั ษาพยาบาลรนุ่ แซดไว้กบั องคก์ ร

คาสาคัญ: พยาบาลรุ่นแซด, พยาบาลพีเ่ ลยี้ ง, ยุคความปกติใหม่, การวิจยั เชงิ คณุ ภาพ

*ผใู้ หก้ ารตดิ ตอ่ (Corresponding email: [email protected] เบอรโ์ ทรศัพท์ 081-5238272)

ISSN 1906-1773 (Print), 2821-9058 (Online) Journal of Nursing and Education, 2023. 16(1), 72-85.
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/index วารสารฯ ผา่ นการรบั รองคณุ ภาพของ TCI และอยใู่ นฐานขอ้ มลู TCI กลมุ่ ที่ 1

วารสารการพยาบาลและการศกึ ษา 73

Abstract
This qualitative research aimed to describe the working experiences of generation Z nurses

under the supervision of nurse preceptors in the new normal according to the perspective of
generation Z nurses by using a qualitative research methodology in the Heidegger’s hermeneutic
phenomenology. The 12 informants were professional nurses with a date of birth according to the
ID card from B.E. 1997 - 2012 and at least one year of full-time nursing experience by purposive
sampling. The data were collected through in-depth interviews, tape recording, observation, and
field notes. All content was analyzed based on Van Manen's method. The results showed six main
perspectives: 1) new storm in life, 2) workplace violence, 3) work-life imbalance, 4) need for support,
5) need high-quality preceptor, and 6) need for continuous development.

Nursing utilization: The results of this study indicated that generation Z nurses concerned
about the quality of life and self-development. Nursing administration should promote and establish
a good quality of life and learning opportunities for professional skills development to attract and
retain generation Z nurses.

Keywords: Generation Z Nurses, Nurse Preceptors, New Normal Era, Qualitative Research

บทนา
การระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ได้เริ่มต้นเมื่อปลายปีพ.ศ. 2562 และลุกลามไปทั่วโลก สร้าง

ความหวาดกลัวและส่งผลกระทบตอ่ สุขภาพ สังคมและเศรษฐกิจของประชากร และเม่ือต้นเดือนมกราคมพ.ศ. 2563
มีการระบาดใหญ่ (Pandemic) ไปหลายประเทศอย่างกว้างขวางท่ัวโลก (World Health Organization, 2020)
จนทาให้โลกเขา้ สู่ยคุ ความปกติใหม่ ซ่ึงเปน็ ชว่ งเวลาท่ีรูปแบบการดาเนินชวี ิตของมนุษย์แปรเปลยี่ นไปสพู่ ฤติกรรมใหม่
ภายใตห้ ลกั มาตรฐานใหมท่ ไ่ี ม่ค้นุ เคย มกี ารเวน้ ระยะห่างทางสังคม และมีมาตรการการควบคุมและป้องกันการระบาด
อย่างเคร่งครัด ส่ิงเหล่านนี้ อกจากจะส่งผลกระทบทั่วโลกแลว้ ยงั สง่ ผลกระทบต่อนักศกึ ษาพยาบาลรุ่นแซด เพราะการ
เรียนการสอนในมหาวิทยาลัยท่ีผ่านมาเป็นการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้การเรียนการสอนแบบออนไลน์ สาหรับ
วชิ าภาคปฏิบตั ทิ ่อี ยู่ในช่วงของการระบาดหนกั แหล่งฝกึ มคี วามจาเป็นตอ้ งจากดั คนเข้าออกโรงพยาบาล ซงึ่ อาจสง่ ผล
ให้ไม่สามารถข้ึนฝึกวิชาปฏิบัติได้ครบถ้วน ทาให้นักศึกษาพยาบาลรุ่นแซดผ่านการฝึกทักษะกับผู้ป่วยค่อนข้างน้อย
เมอ่ื จบการศกึ ษาทาให้ขาดทักษะเชิงวิชาชีพท่จี าเปน็

พยาบาลรุ่นแซดเป็นบคุ ลากรทางการพยาบาลรุ่นใหม่ที่เพ่งิ เข้ามาปฏบิ ัตงิ านในฝ่ายการพยาบาล เป็นผู้ท่ีเกดิ
ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2540-2555 (Dimock, 2018) เมื่อสาเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจึงถือว่าเป็นพยาบาลวิชาชีพอย่าง
เต็มตัว การเข้ามาทางานถือเป็นช่วงหนึ่งของการปรับตัวในวิชาชีพพยาบาล เน่ืองจากต้องเรียนรู้วิธีการทางานและ
ผู้ร่วมงานใหม่ การที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการทางานและขาดทักษะทาให้เกิดความวิตกกังวล และความเครียดได้
(Kaihlanen, Elovainio, Haavisto, Salminen, & Sinervo, 2020; Woo & Newman, 2020) ในขณะเดียวกัน
สถานพยาบาลคาดหวังว่าพยาบาลระดับฝึกหัดเหล่าน้ีจะมีความรู้ ความสามารถ และทักษะเก่ียวกับการปฏิบัติการ
พยาบาล และสามารถทางานได้หลังจากที่สาเร็จการศึกษาแล้ว (Woo & Newman, 2020) เพราะได้เรียนรู้ใน
หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตถึง 4 ปี แต่ในความเป็นจริงพบว่าหลังจากเรียนจบมา 1-3 ปี พยาบาลจบใหม่ยังขาด
ประสบการณ์ในวิชาชีพพยาบาล และไม่สามารถนาความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้
(Benner, Sutphen, Leonard, & Day, 2009; Hezaveh, Rafii, & Seyedfatemi, 2014) ข้อจากัดของความรู้และ
ประสบการณใ์ นการทางาน ส่งผลต่อการตดั สินใจเก่ียวกบั การให้การพยาบาล เครยี ดกบั งาน ไมม่ ั่นใจในการทางานกับ
ทมี สหสาขาวชิ าชีพ ขาดทกั ษะการสื่อสาร การใหข้ อ้ มูลกบั ผปู้ ว่ ยและญาติ (Kuewong & Oumtanee, 2017) เปน็ ตน้

ISSN 1906-1773 (Print), 2821-9058 (Online) Journal of Nursing and Education, 2023. 16(1), 72-85.
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/index วารสารฯ ผา่ นการรบั รองคณุ ภาพของ TCI และอยใู่ นฐานขอ้ มลู TCI กลมุ่ ท่ี 1

วารสารการพยาบาลและการศกึ ษา 74

สาหรับพยาบาลรุ่นแซด ในยุคความปกติใหม่ ยังมีข้อมูลจากงานวิจัยค่อนข้างน้อยว่าพยาบาลกลุ่มนี้ต้อง
เผชิญกับปัญหาและปรับตัวเข้ากับผู้ร่วมงานจากการปฏิบัติงานในวิชาชีพพยาบาลอย่างไร พยาบาลรุ่นแซดเม่ือเกิด
ปัญหาในการทางาน จะขาดทักษะการแก้ไขปัญหา ขาดการตระหนักคิด และการตัดสินใจท่ีเหมาะสม (Bejtkovský,
2016; Bencsik, Horváth-Csikós, & Juhász, 2016; Singh & Dangmei, 2016) มีความอดทนต่า เบ่ือง่าย โดย
เฉพาะงานท่ีมีความจาเจไม่มีความท้าทาย จึงทาให้มีความต้ังใจที่จะลาออกจากงานสูงกว่าคนรุ่นอายุอ่ืน รวมทั้งไม่
ชอบการรอคอย ต้องการเห็นผลลัพธ์ทันที และขาดทักษะในการเป็นผู้ฟงั ทด่ี ี (Stillman & Stillman, 2017) เม่ือเข้า
ไปปฏิบัติงานในทีมการพยาบาล พยาบาลรุ่นแซดน้จี ะขาดทักษะการสื่อสารแบบเผชิญหน้า และขาดทักษะการสร้าง
สัมพันธภาพท่ีดีกับเพื่อนร่วมงาน มีความม่ันใจในตนเองสูง ถึงแม้เรียนรู้และทางานได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังขาดความ
รอบคอบ (Chicca & Shellenbarger,2018a; Christensen, Wilson, & Edelman, 2018; Goh & Lee, 2018; Shellenbarger
& Chicca, 2019; Smith-Trudeau, 2016) นอกจากน้ีพยาบาลรุ่นแซดยังมีคุณลักษณะบางประการท่ีอาจเป็น
ขอ้ จากัดในการบรหิ ารงาน หรอื สง่ ผลกระทบด้านลบตอ่ การปฏิบตั ิการพยาบาล ได้แก่ มคี วามม่นั ใจในตนเองสงู ทาให้
ยึดความคิดของตนเองเป็นหลัก ขาดความตระหนักถึงผลกระทบท่ีอาจตามมา หรือไม่คานึงถึงความอาวุโส ( Bell,
2013) ซึ่งข้อจากัดเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจทางคลินิก ในกรณีท่ียังมีข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจไม่
ครบถ้วน ซึ่งอาจส่งผลทางลบต่อผู้รับบริการได้ พยาบาลกลุ่มนี้จึงต้องได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะทางการ
พยาบาล ภายใตก้ ารดแู ลของพยาบาลผทู้ ่ีมีประสบการณ์มากกว่า หรือพยาบาลพ่ีเลยี้ ง

พยาบาลพ่ีเลยี้ ง (Nurse Preceptors) ส่วนใหญ่อยู่ในรุ่นวายและเอ๊กซ์ เป็นผู้สอนงานพยาบาลรุ่นแซดซึ่งถอื
วา่ เป็นผ้ทู มี่ ปี ระสบการณท์ างคลนิ ิกและทกั ษะทางการพยาบาลค่อนขา้ งน้อย ยงั ต้องมกี ารพัฒนาและกากับดแู ลภายใต้
พยาบาลที่มีประสบการณ์สูงกว่า เพื่อให้พยาบาลกลุ่มนี้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Kuewong &
Oumtanee, 2017; Singh & Dangmei, 2016) ซ่ึงพยาบาลท้ัง 3 รุ่นน้ีมีการแสดงพฤติกรรมการทางาน การส่ือสาร
และการแก้ปัญหาในงานท่แี ตกต่างกัน เนื่องจากคุณลักษณะ บุคลิกภาพ ทัศนคติ ค่านิยม รูปแบบและพฤติกรรมการ
ทางานท่ีแตกตา่ งกนั โดยคนรนุ่ เอ๊กซเ์ ป็นผมู้ คี วามอดทน เช่ือมน่ั ในตนเองสูง กล้าคิด กล้าทา ขอ้ เสียคอื มั่นใจในตนเอง
จนเกินไป และปรับตัวเข้ากับผอู้ ื่นได้ยาก คนรุ่นวายเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ มีความกระตือรือร้น ชอบทางานเป็น
ทีม ข้อเสียคือไม่มีความอดทน ท้ัง 2 รุ่นน้ี เม่ือต้องเป็นพยาบาลพ่ีเลี้ยงให้กับพยาบาลรุ่นแซด ที่มีความเชี่ยวชาญดา้ น
เทคโนโลยี พัฒนาและเรียนรู้ได้เร็ว แต่มีข้อเสียคือข้ีเกียจ เบ่ือหน่ายง่าย (Bejtkovský, 2016; Bell, 2013) พยาบาล
รุ่นแซดเหล่านีจ้ ะมีประสบการณอ์ ย่างไร ภายใต้การดูแลของพยาบาลพี่เลย้ี งร่นุ วาย และเอ๊กซ์ ที่ยังไมส่ ามารถอธบิ าย
ถึงลกั ษณะการทางาน ปัญหา อปุ สรรค และสมั พันธภาพระหวา่ งพยาบาลพ่เี ลย้ี งกบั พยาบาลรนุ่ แซดได้อย่างชัดเจ

ดังน้ัน ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาเก่ียวกับประสบการณ์การปฏิบัติงานของพยาบาลรุ่นแซด ภายใต้การดูแลของ
พยาบาลพเี่ ลีย้ ง ในยุคความปกติใหม่ ซง่ึ เปน็ พยาบาลกลมุ่ ใหม่ท่ีเข้ามาสู่วชิ าชีพพยาบาล โดยใชก้ ารวิจยั เชงิ คณุ ภาพใน
การค้นหาความจรงิ จากบคุ คลที่มีประสบการณ์ตรง เพอื่ ใหไ้ ดข้ อ้ มูลพื้นฐานในการสร้างความเข้าใจพยาบาลรุ่นแซดให้
มากยิ่งข้ึน ซึ่งพยาบาลกลุ่มนี้ถือว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสาคัญสาหรับการดาเนินพันธกิจขององค์กร ภายใต้
บริบทของการเปล่ียนแปลงในชวี ติ วิถีใหม่ ทัง้ ยงั เปน็ สิง่ ที่ท้าทายความรูค้ วามสามารถในการบริหารทรัพยากรบุคคลได้
อย่างเหมาะสม รวมท้ังเป็นข้อมูลเพื่อนาไปพัฒนาระบบการเรียนการสอนของพยาบาลรุ่นแซด ภายใต้การดูแลของ
พยาบาลพี่เลย้ี งต่อไป

วตั ถุประสงคว์ จิ ัย
เพื่อศึกษาประสบการณ์การปฏิบัตงิ านของพยาบาลรุ่นแซด ภายใต้การดูแลของพยาบาลพเ่ี ลี้ยง ในยุคความ

ปกตใิ หม่ ตามมมุ มองของพยาบาลรนุ่ แซด

ISSN 1906-1773 (Print), 2821-9058 (Online) Journal of Nursing and Education, 2023. 16(1), 72-85.
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/index วารสารฯ ผา่ นการรบั รองคณุ ภาพของ TCI และอยใู่ นฐานขอ้ มลู TCI กลมุ่ ท่ี 1

วารสารการพยาบาลและการศกึ ษา 75

กรอบแนวคิดการวจิ ัย
การศึกษาแบบปรากฏการณ์วิทยาการตีความ (Hermeneutic Phenomenology) ตามแนวคิดของ

Heidegger (1962) เน้นการตีความหมายของประสบการณ์การปฏิบัติงานของพยาบาลรุ่นแซด ภายใต้การดูแลของ
พยาบาลพี่เลี้ยง ในยุคความปกติใหม่ เชื่อว่าส่ิงท่ีเป็นอยู่ (Being) เวลา (Timing) มีความหมายในตนเอง (Meaning)
ซึ่งสามารถตีความหมายได้ ภาษามีความสาคัญมากในการตีความ และผู้วิจัยต้องมีความเข้าใจในสภาพแวดล้อมของ
พยาบาลรุ่นแซด ผู้วิจัยจึงไม่สามารถแยกตนออกจากการศึกษาได้ การศึกษาปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความเชื่อว่า
บคุ คลมคี วามสาคญั มากตอ่ การศึกษา โดยพยาบาลรุน่ แซดแต่ละคนจะมีความรู้สึกนึกคดิ ตอ่ ประสบการณ์ตา่ งๆ ซงึ่ เปน็
ประสบการณ์เฉพาะของบุคคล และให้ความหมายตามความคิดของแต่ละคน ท่ีอาจแตกต่างจากคนอื่น ผู้วิจัยซึ่งมี
ประสบการณ์ในการเป็นพยาบาลพ่ีเล้ียง เป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปี ถือว่าเป็นพยาบาลผู้เช่ียวชาญท่ีมีความรู้
ความสามารถ และทักษะในการปฏิบัติการพยาบาลและการดูแลผู้ป่วย และได้รับมอบหมายให้ดูแลพยาบาลจบใหม่
หรือผู้มีประสบการณ์น้อย ที่ยังขาดประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน ผู้วิจัยเข้าใจภาษา วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ใน
บริบทของพยาบาลรุ่นแซด ถึงแม้ว่าจะเข้าสู่วิชาชีพพยาบาลมาไม่ก่ีรุ่น การจบมาทางานใหม่ในทุกรุ่นส่วนใหญ่จะยัง
ขาดความรู้และทักษะในการปฏบิ ัตกิ ารพยาบาล ต้องมีพยาบาลพเ่ี ลี้ยงคอยดแู ลในทุกกระบวนการตงั้ แตเ่ ริ่มเขา้ ทางาน
จนกว่าจะสามารถปฏิบัติงานได้ด้วยตนเอง แต่ในยุคความปกติใหม่น้ีมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิต ระบบ
การศึกษาท่ีแตกต่างจากเดิม การต้องรีบให้พยาบาลจบใหม่ปฏิบัติงานให้เร็วที่สุดเพื่อทดแทนบุคลากรท่ีลาออก
เนอ่ื งจากขาดอตั รากาลัง ที่ผา่ นมาพบปัญหาหลายประการ ซึง่ แตล่ ะคนจะแสดงออกมาจากการรับร้แู ละประสบการณ์
ผู้วิจัยจึงให้ความสาคัญตอ่ มุมมอง ความคิดและความเข้าใจต่อพยาบาลรุ่นแซดในบริบทนนั้ ๆ อย่างไรกต็ ามการสบื คน้
ปรากฏการณ์โดยตรงจะทาให้ผ้วู จิ ัยเข้าใจถงึ ประสบการณท์ ี่เปน็ คาบอกเล่าของพยาบาลรุ่นแซด ท่ีอยู่ในเหตุการณ์จริง
ซ่ึงอาจเหมือน หรือมีความแตกต่างจากที่เคยรู้มาก่อน ร่วมกับนาความรู้ที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมต่างๆ ที่
เก่ียวข้องกับคุณลักษณะของคนรุ่นอายุแซด ซ่ึงมีทักษะด้านเทคโนโลยีทีส่ ูง (Iorgulescu, 2016) จัดการเร่ืองซับซ้อน
เก่ง กล้าทดลอง คิดนอกกรอบ เป็นนักคิดและลงมือทา ชอบความอิสระ มีความเป็นตัวเองสูง รู้จักตั้งคาถาม พร้อมที่
จะเรียนรู้ส่ิงใหม่ เป็นคนท่ีเปิดกว้างทางความคิด สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดี ให้ความสาคัญกับความ
มนั่ คง ความสุขทางใจ และครอบครวั (Christensen, Wilson, & Edelman, 2018) มาใช้เปน็ แนวคดิ เบอ้ื งตน้ สาหรับ
แนวทางในการสัมภาษณ์และปรับเปลยี่ นขอ้ คาถามท่ีใช้ในการสัมภาษณ์ ใหส้ อดคลอ้ งกบั ขอ้ มูลทไี่ ด้จากการสัมภาษณ์
เชงิ ลกึ ของผ้ใู หข้ อ้ มูลในแตล่ ะราย

ระเบียบวิธวี ิจยั
การศึกษาวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบ

ปรากฏการณ์วทิ ยาการตคี วาม (Hermeneutic Phenomenology) ตามแนวคดิ ของ Heidegger
ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง
ผู้ให้ข้อมูลในการศกึ ษาคร้ังนค้ี ือ พยาบาลรุน่ แซด ทป่ี ฏบิ ัตงิ านในฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลระดับตตยิ ภูมิ

แห่งหน่ึง จานวน 12 ราย (Krueger & Casey, 2009) โดยใช้วธิ กี ารคัดเลือกผู้ใหข้ อ้ มลู แบบเฉพาะเจาะจง (Purposive
Sampling) มีเกณฑ์คุณสมบัติที่กาหนดคือ 1) เป็นพยาบาลวิชาชีพที่มีวันเดือนปีเกิดตามบัตรประชาชนตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2540-2555 2) มีประสบการณ์การปฏิบัติงานพยาบาลเต็มเวลา อย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป 3) เข้ามาปฏิบัติงานใน
โรงพยาบาลต้ังแต่ปีพ.ศ. 2563 และ 4) ผู้ให้ข้อมูลมีความยินดีเป็นผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยนี้ และเก็บข้อมูลจนข้อมูล
อ่ิมตวั

ISSN 1906-1773 (Print), 2821-9058 (Online) Journal of Nursing and Education, 2023. 16(1), 72-85.
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/index วารสารฯ ผา่ นการรบั รองคณุ ภาพของ TCI และอยใู่ นฐานขอ้ มลู TCI กลมุ่ ที่ 1

วารสารการพยาบาลและการศกึ ษา 76

เครือ่ งมอื ที่ใชใ้ นการวิจัย
ตัวผู้วิจัยเป็นเคร่ืองมือท่ีสาคัญในการสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลด้วยตนเอง ได้เตรียมความพร้อมด้านระเบียบ
วิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเนื้อหาความรู้ โดยมีเคร่ืองมือช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังน้ี 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วน
บุคคล ประกอบด้วย เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน และสถานที่ปฏิบัติงาน
2) แนวคาถามในการสัมภาษณ์สร้างข้ึนจากการทบทวนวรรณกรรม เป็นคาถามปลายเปิด เช่น ช่วยเล่าเกี่ยวกับการ
ทางานท่ีมีพยาบาลพี่เล้ียงคอยดูแลให้ฟังหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกอย่างไรกับการทางานในยุคความปกติใหม่
เพราะอะไรจึงรู้สึกแบบนั้น (หากรู้สึกทางลบจะถามต่อว่า มีเหตุการณ์อะไรท่ีทาให้คุณรู้สึกแบบนั้น แล้วแก้ไข
สถานการณ์อย่างไร หากรู้สึกทางบวก จะถามต่อถึงความประทับใจที่เกิดข้ึน พร้อมท้ังให้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ท่ี
เกิดข้ึน) เป็นต้น 3) แบบบันทึกภาคสนาม โดยบันทึกรายละเอียดเบื้องต้นในการสัมภาษณ์ เช่น สิ่งแวดล้อม
บรรยากาศของการสมั ภาษณ์ อากัปกิริยาของผใู้ ห้ข้อมูล อารมณ์ สีหน้า ท่าทาง ปัญหาและอุปสรรคในการสัมภาษณ์
รวมถึงความรู้สึกท่ีเกิดขึ้นในสนามวิจัย และการวางแผนการสัมภาษณ์ในครั้งต่อไป เพ่ือนาข้อมูลมาประกอบให้เห็น
บริบทของปรากฏการณ์ ท่ีศึกษาเพิ่มมากขึ้น 4) เคร่ืองบันทึกเสียง 5) แบบบันทึกการถอดความเพื่อบันทึกข้อมลู ท่ีได้
จากการสัมภาษณ์ โดยการถอดความแบบคาต่อคา และใชใ้ นการลงรหสั เบือ้ งตน้
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ผู้วิจัยดาเนนิ การเก็บข้อมูลตั้งแต่ 12 กรกฎาคม 2564-27 ธันวาคม 2564 โดยคัดเลือกผใู้ ห้ข้อมูลตามเกณฑ์
ทกี่ าหนดไว้ เกบ็ ขอ้ มูลด้วยการสัมภาษณแ์ บบเจาะลึกตามวัน เวลา ท่ผี ูใ้ หข้ ้อมูลนดั หมาย ในสถานท่ไี มม่ ีคนพลุกพล่าน
มีการบันทึกเสียงขณะทาการสัมภาษณ์ ผู้วิจัยทาการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลแบบหน้าต่อหน้ารายละ 1-2 คร้ังๆ ละ 45-
60 นาที และโทรศัพท์สัมภาษณ์ข้อมูลเพิ่มเติมในรายที่ให้ข้อมูลไม่สมบูรณ์ในบางประเด็น 1-2 คร้ังๆ ละไม่เกิน 20
นาที พรอ้ มบันทกึ เทประหวา่ งการสมั ภาษณ์ ผวู้ จิ ยั ถามยา้ เพือ่ ตรวจสอบความเข้าใจของผวู้ ิจยั และผูใ้ ห้ข้อมลู เป็นระยะ
การสมั ภาษณ์สิน้ สุดลงเม่อื ข้อมูลอิ่มตวั นอกจากนกี้ ารบันทึกขอ้ มูลในแบบสัมภาษณ์ ผู้วิจยั กาหนดเป็นรหัส เพือ่ รกั ษา
ความลับของผใู้ ห้ข้อมูล และนาเสนอผลการวจิ ัยในภาพรวมเทา่ นนั้
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
ข้อมลู สว่ นบคุ คลวเิ คราะหโ์ ดยสถติ ิพรรณนา การวเิ คราะหข์ ้อมูลและการตรวจสอบความน่าเชอ่ื ถือของข้อมูล
การวิเคราะห์ขอ้ มลู เชิงเนอื้ หาตามขัน้ ตอนของ Van Manen (1990) ได้แก่ การค้นหาประสบการณก์ ารปฏิบัติงานของ
ผู้ให้ข้อมูลในการทางานภายใต้การดูแลของพยาบาลพี่เลี้ยง โดยทาการอ่านข้อมูลจากการถอดเทปคาให้สัมภาษณ์
ท้ังหมดหลายๆ คร้ัง เพื่อคัดเลือกประเด็นสาคัญที่ตรงกับปรากฏการณ์ท่ีศึกษา นาประเด็นที่ได้มาแยกเป็นหมวดหมู่
วิเคราะห์ข้อมูล แล้วร้อยเรียงเป็นเร่ืองราวเดียวกัน นามาเขียนข้อสรุปประสบการณ์ พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
สาหรับการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยใช้การตรวจสอบความน่าเช่ือถือของข้อมู ล
(Credibility) โดยนาบทสัมภาษณ์ทไ่ี ด้จากการถอดเทปแบบคาต่อคากลับไปให้ผู้ให้ข้อมูลแต่ละรายทาการตรวจสอบ
(Member Checking) ซ่งึ ผู้ใหข้ อ้ มลู ทกุ รายไมม่ กี ารแก้ไขใด ๆ และนาผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ใหผ้ ทู้ รงคณุ วฒุ ทิ ่ีมีความรู้
ในการวิจัยเชิงคุณภาพทางพยาบาลศาสตร์ จานวน 3 คน ตรวจสอบผลการวิเคราะห์ข้อมูล (Peer Debriefing)
ซึง่ ผ้ทู รงคณุ วุฒิทุกคนเห็นด้วยกบั ประเด็นทไ่ี ด้จากการวิเคราะหข์ อ้ มลู

จริยธรรมวจิ ยั
โครงการวจิ ัยน้ีผา่ นการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษยข์ องโรงพยาบาลระดบั ตตยิ ภูมิ ในภาคตะวันออก

เลขท่ี 023/2564 ลงวนั ท่ี 2 กรกฎาคม 2564

ISSN 1906-1773 (Print), 2821-9058 (Online) Journal of Nursing and Education, 2023. 16(1), 72-85.
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/index วารสารฯ ผา่ นการรบั รองคณุ ภาพของ TCI และอยใู่ นฐานขอ้ มลู TCI กลมุ่ ท่ี 1

วารสารการพยาบาลและการศกึ ษา 77

ผลการวิจยั
1. ขอ้ มลู ส่วนบุคคลของผู้ใหข้ อ้ มลู
ผู้ให้ข้อมูลจานวน 12 ราย เป็นพยาบาลรนุ่ แซดท่ีมีประสบการณ์ทางานในระบบสุขภาพของประทศไทยกวา่

1 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 100 มีอายุอยู่ในช่วง 23 - 24 ปี (เฉลี่ย 23.7 ปี) ผู้ให้ข้อมูลทั้งหมดมีสถานะโสด การศึกษา
ปริญญาตรี สาขาพยาบาลศาสตรบัณฑิต จากสถาบันการศึกษาของรัฐบาลร้อยละ 100 มีรายได้จากค่าจ้างในการ
ปฏิบตั งิ านโดยรวมอย่ใู นช่วง 27,000 - 41,000 บาท/เดอื น (เฉลี่ย 31,319 บาท/เดือน) ผู้ใหข้ ้อมลู ท้งั หมดพักในหอพกั
สวัสดกิ ารของโรงพยาบาลจดั สรรให้ และมสี ทิ ธกิ ารรกั ษาการพยาบาลเปน็ ไปตามสทิ ธขิ องบคุ ลากร

2. ประสบการณ์การปฏบิ ัติงานของพยาบาลรุ่นแซด ภายใต้การดูแลของพยาบาลพเี่ ล้ียง ในยคุ ความปกติใหม่
ผลการศึกษาพบว่าประสบการณ์การปฏิบัติงานของพยาบาลรุ่นแซด ภายใต้การดูแลของพยาบาลพ่ีเล้ียง
ในยุคความปกตใิ หม่ ประกอบดว้ ย 6 ประเด็นหลกั (Theme) ท่ีพยาบาลรุ่นแซดมองวา่ ตนเองได้ 1) เผชญิ กับมรสมุ ลกู
ใหม่ในชีวิต 2) เผชิญกับความรุนแรงในที่ทางาน 3) เผชิญกับความไม่สมดุลของชีวิตการทางาน 4) ต้องการการ
สนับสนุน 5) ต้องการพยาบาลพี่เล้ียงท่ีมีคณุ ภาพ และ 6) ต้องการการพัฒนาอย่างตอ่ เนื่อง ดังรายละเอยี ด ต่อไปน้ี
เผชญิ กบั มรสมุ ลูกใหมใ่ นชีวิต (New Storm in Life)
สถานการณ์หรือเหตุการณ์ใหม่ท่ีต้องเผชิญ ซ่ึงเป็นช่วงเวลาท่ีทุกข์ยากของชีวิตพยาบาลจบใหม่ ที่มี
ผลกระทบต่อจิตใจ การใช้ชีวติ อารมณ์ และความร้สู ึก ไม่สามารถจดั การหรือแก้ไขปญั หาได้ สง่ ผลให้เกิดความเครียด
ความทุกข์ใจ ท้อแท้ สิ้นหวัง หรือปัญหาทางด้านสุขภาพจิต ซึ่งการทางานในช่วง 1 - 2 ปีที่ผ่านมาของบุคลากรทาง
การแพทย์ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 พยาบาลมีภาระงานที่หนกั เนอ่ื งจาก
มีผู้ป่วยจานวนมาก ต้องหมุนคนทุกภาคส่วนมาช่วยกันทางานท้ังเชิงรุกและเชิงรับในการดูแลผู้ป่วยท่ีมีอาการหนัก
การคัดกรอง การฉีดวัคซีน การข้ึนทางานทดแทนบุคลากรท่ีมีการติดเช้ือ เป็นต้น พยาบาลรุ่นแซดท่เี รียนปีสุดทา้ ยไม่
สามารถข้ึนฝึกภาคปฏิบัติในแหล่งฝึกได้ครบถ้วน เน่ืองจากในสถานการณ์การแพร่ระบาดในช่วงแรกๆ โรงพยาบาล
ต้องเน้นความปลอดภัยท้ังผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา จึงต้องจากัดจานวนผู้ที่เข้าออกในแต่ละหน่วยงานของ
โรงพยาบาล ซึ่งอาจส่งผลให้ขาดทักษะในการดูแลผู้ป่วย เม่ือจบมาทางาน ทางหน่วยงานต้องรีบมอบหมายงานให้
ทางานเนื่องจากมีบุคลากรไม่เพียงพอกับภาระงาน ทาให้พยาบาลกลุ่มนี้ต้องทางานภายใต้ข้อจากัดของทักษะและ
ความรู้ การเข้าสู่วชิ าชพี อย่างเต็มตวั ในช่วงสถานการณก์ ารระบาดนี้จะมภี าระงานทหี่ นัก ทางานภายใตค้ วามเสย่ี งของ
การตดิ เชอ้ื มคี วามยากลาบากในการใชช้ วี ิต ต้องทิง้ ระยะหา่ งทางสงั คม ไมไ่ ด้พบครอบครัว เป็นต้น จึงรูส้ ึกเหมือนชวี ิต
ได้เผชญิ กบั มรสมุ ลกู ใหมใ่ นชีวิต ดังคากลา่ วของผ้ใู หข้ ้อมูลทว่ี า่

“การทางานช่วงแรกค่อนข้างยาก ต้องแต่งตัว ต้องเปลย่ี นลักษณะงานที่ทา ต้องดูแลคนไข้ทุกระยะ ทั้ง
หนักเบา ช่วงแรกคนไข้หนักค่อนข้างมากก็เครียดมาก ต้องเรียนรู้หน้างาน มีพี่จากไอซยี ูมาชว่ ยทต่ี ึก และมาสอนหนา้
งาน ต้องเรียนรู้งานแบบผู้ป่วยวิกฤต ท้ังๆ ท่ีไม่ได้เรียนหรอื รับการอบรมมา พอเปล่ียนมาเป็นตกึ โรคโควิด-19 ก็ต้องดู
คนไข้แบบ Total Care (หมายถึง การพยาบาลเบ็ดเสร็จอย่างสมบูรณ์แบบ) และมีผู้ป่วยโควิด-19 ท่ีอาการหนักเกิน
กว่าจานวนเตียงท่ีเคยกาหนดไว้ ก็ค่อนข้างเครียด ผู้ป่วยอายุรกรรมมีความแตกต่างจากผู้ป่วยศัลยกรรมที่การรักษา
ต้องใช้เวลาและมคี วามซบั ซ้อน รู้สึกว่าทาไมทกุ อย่างต้องมาลงที่ตึกเรา กไ็ มเ่ ข้าใจ ทาไม ไมร่ ู้เหตผุ ล รู้สกึ ไมช่ อบ แตก่ ็
ต้องยอมรับนโยบายตามสภาพท่ีเขามอบหมายมาให้ทา การทางานค่อนข้างเครียดด้วยการเปลี่ยนแปลงอยู่แลว้ และ
ยงั ต้องควบเวรเชา้ ดกึ บ่าย 2-3 ลอ๊ ค ตอ้ งอยใู่ นหอ้ ง Cohort Ward (หมายถึง ห้องท่ีใชร้ องรับผูป้ ว่ ยตดิ เชื้อโควิด-19)
ต้องน่งั เฝ้าคนไข้อาการหนกั 4 ชว่ั โมง/เวร และจากการทางานทาใหเ้ จ้าหน้าทีม่ คี วามเสยี่ งตอ่ การไดร้ บั เช้ือโควดิ -19

เผชญิ กบั ความรนุ แรงในทท่ี างาน (Workplace Violence)
เปน็ ความรนุ แรงในสถานที่ทางานที่เกิดจากการกระทาใดๆ ก็ตาม ทเ่ี กดิ ขึ้นทางกายภาพ เป็นเหตกุ ารณ์ท่ีถูก
คุกคาม ข่มขู่ ก่อกวน ล่วงละเมิด หรือทาร้ายร่างกาย ในสถานการณ์ที่ที่เก่ียวข้องกับการทางาน ท่ีส่งผลต่อความ
ปลอดภยั สวสั ดิภาพ หรือความเปน็ อยู่ และยงั รวมถึงการคุมคามทสี่ ง่ ผลต่อจติ ใจ มี 2 ประเดน็ ดังนี้

ISSN 1906-1773 (Print), 2821-9058 (Online) Journal of Nursing and Education, 2023. 16(1), 72-85.
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/index วารสารฯ ผา่ นการรบั รองคณุ ภาพของ TCI และอยใู่ นฐานขอ้ มลู TCI กลมุ่ ท่ี 1

วารสารการพยาบาลและการศกึ ษา 78

1. เกิดจากผู้รับบริการ (Customer) ความรุนแรงที่เกิดจากผ้รู ับบริการ ไม่ว่าจะเป็นการทาร้ายรา่ งกาย หรือ
การต่อว่าท่ีทาร้ายจิตใจ กลุ่มคนที่ต้องรับความเส่ียงก็คือ กลุ่มคนที่ทางานเกี่ยวข้องกับสุขภาพ และกลุ่มคนท่ีทางาน
การบรกิ าร ดังคากลา่ วของผใู้ ห้ขอ้ มลู ท่วี ่า

“ผู้ป่วยบางคนไม่เข้าใจ ชอบมีคาถามว่าทาไม ทาไม หนูเคยโดนผู้ป่วยทาร้ายร่างกาย หนูเลยรู้สึกว่าน่ี
เราช่วยคุณนะ ทาไมคุณถึงทาแบบนี้กับเรา แต่ในจุดน้ันเราก็รู้ว่าผู้ป่วย Aggressive (หมายถึง มีพฤติกรรมก้าวร้าว)
ควบคุมตนเองไม่ได้ แต่เราก็รู้สึกว่ามันต้องขนาดนี้เลยหรือ แล้วมาตบเรา เราไปแทงน้าเกลือให้ผู้ป่วยรับใหม่ เขาเร่ิม
พูดไม่ดี ผู้ป่วยเป็นโรคทางจิตเวช ไม่ได้รับยามา 2 สัปดาห์ ญาติไมไ่ ด้ให้ประวัติว่าผปู้ ่วยมีโรคทางจติ เวช ผู้ป่วยขาดยา
ควบคุมตนเองไม่ได้ จะลงเตยี ง หนกู บั พี่ผูช้ ่วยพยาบาลจะเอาผปู้ ่วยขน้ึ เตียง แต่เขาไมย่ อมขน้ึ พอเขาเซ หนเู ลยจบั เขา
ไว้ เขาหาวา่ หนูผลกั เขาเลยตบ หนูประเมนิ สถานการณ์ตา่ ไป ไม่ไดค้ ิดว่าผู้ป่วยจะทา เลยไมไ่ ดค้ ดิ จะปอ้ งกันตัวเอง หนู
เจ็บและร้องไห้ พ่เี ลยี้ งเข้ามาปลอบและช่วยคล่ีคลายสถานการณ์ แตต่ อนนเ้ี วลาทางานจะป้องกนั ตวั เองมากข้นึ ”

2) เกิดจากคนทางานด้วยกันเอง (Colleague) เกิดจากการถูกผู้ร่วมงานทาร้ายร่างกาย ดุ พูดจาไม่ดี มีการ
ตาหนิต่อหนา้ คนอืน่ ทาใหอ้ ับอายตอ่ คนหมมู่ าก ดงั คากลา่ วของผใู้ หข้ ้อมลู ที่ว่า

“ส่วนใหญ่ก็เจอพี่ดุ อย่างวันก่อนพี่พยาบาลเอ (ช่ือสมมุติ) เค้าอารมณ์ไม่ดีเรื่องปวดข้อเท้า วันก่อนหนู
อยหู่ อ้ งศลั ยกรรมระบบทางเดนิ ปัสสาวะ พ่เี ขาให้เตรยี มของแล้วหนเู พิง่ อยู่หอ้ งน้ีแค่ 3 อาทติ ย์ หนูยังเตรยี มไม่ได้ บาง
เคสหนูไม่เคยเจอ จะมีพี่อีกคนช่ือบี (ช่ือสมมุติ) เค้ามาเตรียมของกับหนู แล้วพ่ีเขาเตรียมของผิดเลยโดนตาหนิไปดว้ ย
พเ่ี อเขาถามวา่ หนูทาอะไร หนบู อกวา่ หนูไมไ่ ด้ทาอะไร เขาบอกใหห้ นอู ยเู่ ฉยๆ แล้วหนูก็โดนตีกน้ ไม่ถามอะไรทัง้ น้ัน พี่
เอบอกไม่สอนแล้ววันนี้อารมณ์ไม่ดี หนูก็ยืนเฉยๆ หนูก็ไม่ว่าอะไร หนูเล่าให้พ่ีเลี้ยงอีกคนฟงั ว่าหนูโดนฟาดก้นไป 2 ที
พ่ีเขาบอกว่าไมต่ ้องคิดอะไรมาก แต่ว่าหนูไม่ได้ทาอะไรผดิ ทาไมต้องมาใส่อารมณ์ที่หนู พี่เอรู้อยู่แล้วว่าหนูไมไ่ ด้เตรียม
เหมอื นพีเ่ ขาโมโหคนอนื่ แล้วมาลงทห่ี นู รู้สึกไม่ดเี ลย”

เผชญิ กับความไม่สมดุลของชีวิตการทางาน (Work-Life Imbalance)
สถานการณ์ที่เกิดกับพยาบาลรุ่นแซด ในช่วงของการทางานภายใต้การระบาดของโรคนี้ที่ชีวิตส่วนใหญ่ต้อง
ทาแต่งาน ทุกคนต้องช่วยกันขึ้นเวรทางาน เพื่อต่อสู้กับภาวะวิกฤตทเ่ี กิดขึ้น มีวันหยุดน้อย ต้องทางานล่วงเวลา หรือ
ทางานในวันหยุด ใช้เวลากับการทางานเป็นส่วนใหญ่ วันหยุดก็ไปไหนไม่ได้เพราะต้องท้ิงระยะห่างทางสังคม มีข้อ
จากัดของการทากิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัวและสังคม การใช้ชีวิตส่วนใหญ่คืออยู่ในโรงพยาบาล ไม่สามารถ
บริหารจัดการเวลาชีวิตใหส้ มดุลกัน มี 2 ประเดน็ ดังนี้
1. หาจดุ ที่พอดใี นชวี ิตไม่ได้ ข้นึ อยกู่ ับความต้องการของแต่ละคน หากสิ่งท่ีทาอยูย่ งั ไมม่ ีความสขุ เช่น สดั สว่ น
ของการทางานมากเกินไปจนไมม่ ีเวลาส่วนตวั แสดงว่ายังหาจดุ ทพี่ อดีในชวี ติ ไม่ได้ ดังคากล่าวของผู้ให้ข้อมลู ที่ว่า

“อยากย้ายตึก รู้สึกเราทางานหนกั กว่าเพื่อนตึกอ่นื มาก เพอื่ นลงเวรกนั เร็ว แตเ่ รากวา่ จะได้ลงเวรในแต่
ละเวร ลงช้ามากๆ ตอ้ งเก็บงานใหเ้ สรจ็ เวลาอยู่ Well Baby (หมายถงึ หน่วยสขุ ภาพเด็กด)ี ลงเวร 18.00 - 19.00 น.
ลงเวรช้ามาก เคยรับใหม่ผู้ป่วย 16 เคส มีพยาบาล 2 คน ซึ่งเหนื่อยมากๆ หนูต้องทางานรับเด็ก ตรวจร่างกาย ฉีด
วัคซีน คดั กรองตวั เหลอื งส่ง OPD เจาะเอ๋อ เป็นตน้ เวลาพกั เทีย่ งตอ้ งรบี กินขา้ ว รีบข้ึนไปเคลยี ร์งาน ซงึ่ เป็นแบบนท้ี ุก
เวร ถ้าไม่ทาแบบน้ีก็ทางานไม่ทัน ชีวิตส่วนตัวแทบไม่ได้พัก ไม่ได้ออกกาลังกาย ไปเที่ยว ไม่มีความสุขกับสิ่งท่ีทาอยู่
อยากไดช้ วี ิตการทางานและชวี ิตส่วนตวั ท่ลี งตัวกว่านี้”

2. การทางานทห่ี นักอยา่ งต่อเนื่อง พักไมเ่ พยี งพอ เป็นการขนึ้ เวรทางานอยา่ งต่อเนื่อง ร้สู กึ หมดแรง อ่อนแรง
เหน่ือยล้า พักผอ่ นไมเ่ พยี งพอ นอนหลบั น้อยกวา่ ระยะเวลาที่รา่ งกายควรได้พักผ่อน หรอื นอนไมเ่ ปน็ เวลา ดังคากลา่ ว
ของผู้ให้ขอ้ มลู ทีว่ า่

“ความรู้สึกว่างานที่ทาตอนนี้หนักเกินไป มีการควงเวรเยอะ รู้สึกไม่ชอบการทางานแบบน้ี เวลาท่ีต้อง
ควบเวร เคยควบ 3 ลอ๊ คตอ่ กัน ก็รู้สกึ ไมไ่ หว แตก่ ข็ ึน้ ทางานได้ครบตามหนา้ ที่ ร้สู กึ ตาลอย ความรสู้ ึกเหมือนตวั เองเป็น
Zombie (หมายถึง ผีดิบ) ถึงได้เงินเยอะแต่ก็ไม่คุ้มกับร่างกายท่ีใช้ไป รู้สึกว่าพยาบาลทุกคนทางานเกินค่าเวรกัน
มาก ๆ เหนื่อยมาก มีท้อบ้าง เวลาควงเวรเยอะ การพักผ่อนไม่ค่อยโอเค จะนอนหลับไม่เป็นเวลา เหนื่อยล้า บางคร้ัง

ISSN 1906-1773 (Print), 2821-9058 (Online) Journal of Nursing and Education, 2023. 16(1), 72-85.
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/index วารสารฯ ผา่ นการรบั รองคณุ ภาพของ TCI และอยใู่ นฐานขอ้ มลู TCI กลมุ่ ท่ี 1

วารสารการพยาบาลและการศกึ ษา 79

หลับไมล่ ง ลงเวรก็ช้า เพราะภาระงานเยอะ รสู้ ึกอจิ ฉาตกึ ท่ลี งเวรเรว็ อยากได้คนเพม่ิ ไม่มคี วามสมดลุ ด้านชวี ติ สว่ นตวั
อยากได้วนั หยุดเพม่ิ เพ่ือพกั ผ่อนซ่อมร่างกาย ทาในสิ่งที่ชอบ ดูหนัง ออกกาลังกาย อยากให้โควิดนอ้ ยลงเร็ว ๆ เพราะ
งานมันเหนอื่ ย หนัก ไมไ่ ด้พกั เลย เหมือนเราไม่ไดผ้ ่อนคลายเลย ชว่ งนี้ข้ึนเวรกลับหอ ขึ้นเวรกลับหอ ไมไ่ ด้ออกไปไหนเลย”

สิง่ ที่พยาบาลรุ่นแซดต้องการ
ต้องการการสนบั สนนุ (Support)
ผ้ใู ห้ข้อมูลสว่ นใหญ่ให้ขอ้ มลู ว่า เน่อื งจากเพงิ่ จบการศึกษาใหม่ ความรปู้ ระสบการณย์ งั ไม่มากพอ การทางาน
ในช่วงแรกๆ มีความวิตกกังวล มีปัญหาที่ต้องคิด ต้องปรับตัวกับท่ีทางาน เพ่ือนร่วมงาน ในมุมมองของพยาบาลรุ่น
แซด มองว่าตนเองต้องการการสนบั สนนุ ดงั น้ี
1. ครอบครวั (Family) การรบั ร้ตู ่อการได้รับความชว่ ยเหลอื และการส่งเสรมิ ทไี่ ดร้ บั จากพ่อแมห่ รอื ครอบครัว
ไดแ้ ก่ พอ่ แมใ่ ห้ความสาคญั ใสใ่ จ สนใจ ใหค้ าปรกึ ษา รับฟงั ปัญหา มกี ารใช้เวลาและทากจิ กรรมตา่ งๆ รว่ มกัน การให้
คุณคา่ และการให้ความรักจากพอ่ แม่ ดงั คากลา่ วของผูใ้ หข้ ้อมูลทีว่ า่

“เคยมีรุ่นพ่ีที่ตึกต่อว่าเราเรื่องทางานไม่ดี พูดแรงๆ กับเรา เราก็มองดูว่าเขาก็ทาไม่ถูก ไม่ได้ดีไปกว่า
เรานกั แตม่ าวา่ เราทาไม กไ็ มช่ อบ ทาไมต้องว่ากันดว้ ย กโ็ ทรไปหาแม่ โทรไประบาย แตท่ ่บี ้านก็ปลอบใจ ให้เรามองวา่
เป็นเรือ่ งตลก และให้กาลงั ใจ คดิ ว่าทเี่ ราผ่านปัญหามาได้เพราะมีครอบครวั คอยสนับสนนุ คอยชว่ ยเหลือ แมส่ อนการ
ใช้ชีวิต การทาตวั เองให้ดี พอ่ กบั แม่ใหค้ าปรึกษาได้ทุกเร่ือง เป็นดั่งเพอื่ นทค่ี อยรับฟัง และใหก้ าลังใจ”

2. เพ่ือนร่วมงาน (Colleague) การมีความสัมพันธ์ที่ดีภายในกลุ่มผู้ปฏิบัติงาน มีความเอ้ือเฟ้ือช่วยเหลือซึ่ง
กันและกัน ดงั คากลา่ วของผู้ใหข้ ้อมลู ทว่ี า่

“หนูเป็นคนท่ีทางานชา้ ทสี่ ุดใน 4 คนเลย เวลาหนทู างานอยู่ แต่เพอื่ นทางานเสร็จแลว้ เพอื่ นมกั จะถาม
วา่ เสรจ็ หรอื ยงั เขาเขียน Intervention (หมายถึงการเขยี นบนั ทึกทางการพยาบาล) เตยี งนใ้ี ห้แลว้ นะ แกมาดนู ะ เวลา
ไปเจาะเลือด เช่น Hemoculture (หมายถึงการเจาะเลือดเพื่อเพาะเชือ้ ) ซ่ึงต้องเจาะ 2 ขวด เพ่ือนมักจะมาช่วยและ
บอกว่าเจาะคนละขวดนะ ชอบเวลาได้ขึ้นเวรกับเพื่อน เพราะมเี พื่อนได้พูดคยุ กนั ”

3. กลุ่มทางสังคม (Social Group) การมีปฏิสัมพันธ์อย่างมีจุดมุ่งหมายทนี่ ามาซึ่งการช่วยเหลือในด้านตา่ งๆ
ทั้งรูปธรรมและนามธรรม เช่น การรับรู้ เข้าใจ และตอบสนองทางอารมณ์ ความรู้สึก การให้ข้อมูล ให้วัตถุสิ่งของ
รวมถึงการยอมรับใหเ้ ป็นสว่ นหน่งึ ของกลมุ่ ดังคากลา่ วของผใู้ ห้ขอ้ มลู ทว่ี า่

“ทุกวันอาทิตยห์ นูจะตอ้ งเข้าโบสถ์ ทาให้เราได้โฟกัสกับหลักคาสอน หนูเป็นคริสเตียนจะเฮฮา มีเพลง
กระโดดโลดเต้นด้วย เป็นฝ่ายโปรแกรมฝ่ายโสตของโบสถ์ คุมโปรแกรมนานมัสการ ทากิจกรรม ร้องเพลงไม่เพราะ
เพ้ียนๆ แต่ก็ร้องคะ การเข้าโบสถ์เหมือนได้ไปเจอญาติพี่น้อง เขาเป็นอีกครอบครัวหนึ่งของเรา เป็นครอบครัวใหญ่
รจู้ ักกนั ทัง้ หมด ไดพ้ ดู คุย ถามสารทุกข์สุขดบิ กนั ไดน้ งั่ กนิ ขา้ วด้วยกนั เปน็ สงิ่ ท่ีทาใหห้ นมู พี ลงั ในการใช้ชวี ิต”

ตอ้ งการพยาบาลพเี่ ล้ียงทม่ี คี ุณภาพ (High-Quality Preceptors)
พยาบาลพเี่ ลย้ี งเปน็ ผู้ทมี่ ปี ระสบการณแ์ ละทักษะ ทาหน้าทีใ่ นการชว่ ยเหลอื สอน แนะนาและสนบั สนุน เปน็
แบบอย่างแก่พยาบาลจบใหม่ และยังมีความสาคัญต่อการพัฒนาพยาบาลจบใหม่ โดยพยาบาลจบใหม่เรียนรู้การ
ปฏิบตั ิงานแบบคอ่ ยเป็นค่อยไป โดยไม่มีแรงกดดนั ร่วมกบั พยาบาลพีเ่ ลย้ี ง พยาบาลพ่ีเล้ยี งจะเป็นผชู้ ว่ ยในการตัดสนิ ใจ
ท่ีเก่ยี วข้องในการปฏิบตั ิการพยาบาลให้กบั พยาบาลจบใหม่ เพื่อลดความเครียดในการปฏิบตั งิ านและสร้างบรรยากาศ
ของการเรียนรู้อยา่ งต่อเนอ่ื ง ส่งผลให้พยาบาลจบใหมม่ ีการปรับตวั ในการปฏิบัตงิ าน เกิดความกระตอื รือรน้ และความ
มุ่งมั่น มีแรงจูงใจในการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติการพยาบาล ในมุมมองของพยาบาลรุ่นแซดต้องการ
พยาบาลพี่เล้ยี งที่มีความร้แู ละทกั ษะ ดงั นี้
1. การสอน (Coaching) ในการถ่ายทอดความรู้และทักษะการปฏิบัตกิ ารพยาบาลด้วยวิธีท่ีเหมาะสม ดังคา
กลา่ วของผใู้ ห้ขอ้ มูลท่วี า่

“รุ่นหนเู ขา้ มาทางานมพี ยาบาลจบใหม่ในตกึ ทั้งหมด 7 คน ชว่ งแรกกจ็ ะมพี เี่ ล้ียงสอนงาน และทัง้ 7 คน
ก็จะขึน้ เวรพร้อมกนั ในชว่ งแรกๆ น้องๆ ก็ตามพี่ในเวร พอซักพกั เพือ่ นๆ ก็จะขน้ึ เวรกระจายกันไป แต่ในความคิดหนกู ็

ISSN 1906-1773 (Print), 2821-9058 (Online) Journal of Nursing and Education, 2023. 16(1), 72-85.
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/index วารสารฯ ผา่ นการรบั รองคณุ ภาพของ TCI และอยใู่ นฐานขอ้ มลู TCI กลมุ่ ท่ี 1

วารสารการพยาบาลและการศกึ ษา 80

รู้สึกว่าการท่ีเราเป็นพยาบาลจบใหม่และมีจานวนเยอะทาให้มีพ่ีเล้ียงไม่พอ เราไม่ได้ใกล้ชิดกับพ่ี ทาให้เราต้องขวน
ขวายความร้ดู ว้ ยตนเองค่อนข้างเยอะ สว่ นใหญก่ ็จะเขา้ ไปถามพ่เี ขาเองมากกว่า“

“เวลาพี่เล้ียงสอนงาน ให้พี่ใจเย็นๆ กับน้อง น้องยังไม่มีประสบการณใ์ นการลงมือปฏิบัติ อาจจะเข้าใจ
ทฤษฎีบ้าง ค่อยๆ สอน บางกิจกรรมสอน 2-3 คร้ังน้องอาจจะจาไม่ได้เพราะไม่มีประสบการณ์ อาจจะยังไม่มีความ
แม่นยา อย่างนอ้ ยให้พีส่ อนทฤษฎี ทาให้ดู แล้วค่อยใหน้ ้องทา ฝึกจนกวา่ จะมนั่ ใจ อยเู่ คียงขา้ ง ค่อยๆ เสรมิ ความมัน่ ใจ
ใหน้ อ้ ง”

2. การให้คาปรึกษา (Counseling) ท้ังปัญหาดา้ นวชิ าการและปัญหาสว่ นตวั เพ่ือใหพ้ ยาบาลจบใหมส่ ามารถ
ปรับตัวและดารงชีวิตในสังคมได้อย่างเหมาะสม การให้กาลังใจ เต็มใจรับฟัง และพร้อมที่จะช่วยเหลือ ซึ่งเป็นส่วน
สาคัญย่ิงทีจ่ ะชว่ ยให้พยาบาลจบใหมร่ ู้สึกอบอุ่น ไว้วางใจ ลดความกลัวและความกดดัน มีกาลังใจทจี่ ะเรียนรู้ เกิดการ
ยอมรับ มคี วามรักและความศรทั ธาในวชิ าชพี พยาบาล ดงั คากลา่ วของผู้ใหข้ อ้ มลู ทว่ี ่า

“พ่ีเขาพูดจาดี ไม่หงุดหงิด จะคอยให้คาปรึกษาในเร่ืองงาน จะบอกเราว่าไม่ต้องเครียด ค่อยๆ ทางาน
ไป ไม่ต้องกดดันตัวเอง ทาให้เรารู้สึกดี ซึ่งพี่เขามีความแตกต่างจากพี่คนอ่ืนๆ ในตึก ถ้าทุกตึกมีพี่เล้ียงท่ีสามารถให้
คาปรกึ ษากับนอ้ งทจ่ี บใหม่ได้ทุกๆ เร่อื งจะดมี ากๆ”

3. การสร้างสมั พนั ธภาพท่ีดี (Relationship) แสดงออกถงึ พฤติกรรม การรับฟัง ยอมรับ และเคารพในความ
คิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกับนอ้ งพยาบาล เพ่ือนาไปปรับปรุงพัฒนางานให้เกิดคุณภาพและพัฒนาตนเองใหม้ ี
คุณสมบัติของพยาบาลพี่เลี้ยงท่ีดีตอ่ ไป ดังคากล่าวของผู้ให้ข้อมลู ท่ีว่า

“พ่เี ลี้ยงทส่ี อนงานเราบอกวา่ เป็นยาใชก้ ับโรคอะไร นา้ เกลอื แตล่ ะชนิดต่างกันอยา่ งไร และให้เราลองทา
ถ้าแทงนา้ เกลือก็จะใหล้ องทา 2 ครัง้ เมอ่ื ทาได้ทาดกี ็จะมีคาชม คอยรบั ฟังปัญหาทีเ่ กิดขน้ึ ใจกวา้ ง มมี นุษย์สัมพันธ์ท่ดี ี
แตถ่ ้าดุกต็ ้องดเู หตผุ ลวา่ เราทาผดิ จริงหรือเปลา่ ”

4. การเปน็ บุคคลตน้ แบบ (Role Model) ของพยาบาลทดี่ ี จะสามารถหล่อหลอมพฤตกิ รรมของนอ้ งพยาบาล
ทาให้เกิดการซมึ ซับพฤตกิ รรมนนั้ ๆ ไว้เป็นบคุ ลิกภาพของตน ดงั คากล่าวของผใู้ หข้ ้อมูลทว่ี ่า

“มีพี่เลี้ยงท่ีประทับใจ เป็นคนที่ดูแลผู้ป่วยดีมาก ใจเย็น มีความละเอียด รอบคอบ ให้ความช่วยเหลือ
ทั้งนอ้ งใหม่และเพ่อื นร่วมงานดีมาก เข้าใจความแตกตา่ งของนอ้ งๆ วา่ แตล่ ะคนไม่เหมือนกนั ใจเยน็ คอ่ ยๆ สอน คดิ ว่า
ถ้าเราได้ซึมซับพฤติกรรมแบบน้ีจากพ่ีเล้ียงไปเรื่อยๆ เม่ือตนเองโตข้ึนได้เป็นพ่ีเล้ียงก็คิดว่าตนเองน่าจะทาได้ จะไม่ดุ
น้อง จะคอ่ ยๆ สอนทลี ะอยา่ ง เป็นขนั้ ๆ ถา้ น้องทาผดิ กจ็ ะสอน ไม่ใช่ตาหนนิ อ้ ง”

ตอ้ งการการพฒั นาอยา่ งตอ่ เน่ือง (Continuous Development)
พยาบาลรุ่นแซดที่จบการศึกษาในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ในช่วง
1 - 2 ปี ท่ีผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จาลองเสมือนจริง และผ่านการขึ้นฝึก
ปฏิบัติในโรงพยาบาลค่อนข้างนอ้ ย ทาให้เม่ือจบการศึกษาและต้องมาทางานในโรงพยาบาลในปีแรกจงึ ขาดทักษะ ใน
ด้านการปฏิบัติการพยาบาลกับผู้ป่วยจริง แต่ความคาดหวังของที่ทางานคาดหวังว่าพยาบาลใหม่จะสามารถทางาน
และทาหัตถการต่างๆ ได้ แต่เม่ือเปรียบเทียบกับพยาบาลรุ่นก่อนหน้าพบว่า รุ่นที่จบการศึกษาในช่วงของการแพร่
ระบาดของโรคตดิ เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีทักษะและความสามารถในการปฏิบัติงานค่อนข้างน้อย สาหรับในมุมมอง
ของพยาบาลรุ่นแซด มองว่าตอ้ งพฒั นาตนเองใหเ้ กง่ ข้นึ ดังน้ี
1. ทักษะการปฏิบัติการพยาบาล (Skills) เมื่อจบมาใหม่แต่ยังขาดทักษะการปฏิบัติการพยาบาล จึงต้อง
เรียนรู้ทักษะการปฏิบัติการพยาบาลให้ได้มากท่ีสุดและเร็วที่สุด เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้ ไม่เป็นภาระกับเพื่อน
ร่วมงาน โดยเรียนรู้จากพยาบาลพ่ีเลย้ี งและพ่ีๆ อาวโุ สในหน่วยงาน ทาหตั ถการให้มากที่สุด เพราะทักษะเกดิ จากการ
ปฏิบัติ ดงั คากล่าวของผ้ใู ห้ข้อมลู ทีว่ า่

“ตอนเรียนหนังสือไม่เคยแทงเข็มให้น้าเกลือ ไม่เคยแทงเข็มฉีดยาทางหลอดเลอื ดดา ไม่เคยเจาะเลอื ด
หนูจะได้ทาแค่ในห้องปฏิบัติการการพยาบาล (Learning resources center: LRC) ไม่เคยทากับผ้ปู ่วยจริง มากทีส่ ดุ
แค่ฉีดยาเข้าชนั้ ใตผ้ วิ หนัง ขนาดฉดี ยาเขา้ กลา้ มเนือ้ ยังทาไมไ่ ด้ ทฝ่ี ึกมันเป็นหุ่น เขาไม่เจ็บ เรากเ็ ลยกล้าทา แตพ่ อมาทา

ISSN 1906-1773 (Print), 2821-9058 (Online) Journal of Nursing and Education, 2023. 16(1), 72-85.
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/index วารสารฯ ผา่ นการรบั รองคณุ ภาพของ TCI และอยใู่ นฐานขอ้ มลู TCI กลมุ่ ที่ 1

วารสารการพยาบาลและการศกึ ษา 81

กับคน เขาปฏเิ สธเราได้ มีการตอบสนองกบั ความเจบ็ ทเี่ รามอบให้ ความมน่ั ใจจะตา่ งกนั เพราะไม่เคยลงมอื ทาเองเลย
ซึ่งความคิดของตนเอง อยากมีความชานาญ ความเชี่ยวชาญในงานท่ที าอยใู่ ห้มากขึ้น ต้องฝึกให้มากข้ึน และคิดว่าเรา
ชอบตรงน้ีแลว้ กอ็ ยากทาใหอ้ อกมาดี”

2) ความรู้ทางวิชาการ (Knowledge) ความรู้ที่เรียนมาตลอดระยะเวลา 4 ปี ส่วนใหญ่เป็นความรู้เบ้ืองต้น
แตเ่ มอื่ จบการศกึ ษา ทกุ คนเลอื กทางานตามสิ่งที่ชอบและตอ้ งการ ซง่ึ มีบรบิ ทท่ีตา่ งกัน ความรู้ที่ผา่ นมาไม่สามารถตอบ
คาถามพี่ๆ ในหน่วยงานและเพือ่ นรว่ มวชิ าชพี ได้ จึงตอ้ งขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม ดงั คากลา่ วของผู้ใหข้ ้อมูลทว่ี ่า

“งานอายุรกรรมต้องเรยี นรู้งานอีกเยอะ ต้องแสวงหาความร้ใู หม่ๆ อยูต่ ลอดเวลา ตอ้ งพัฒนาตนเอง ไม่
หยดุ แคท่ างานไปวนั ๆ เราตอ้ งเรียนรู้เราทาอนั น้ที าเพราะอะไร ไม่ใชท่ าเพราะมีคนบอกให้ทา แต่เราทาเพราะมีเหตุผล
ที่ต้องทา เราทาเพ่อื อะไร ทาให้ใคร เรียนรไู้ ปเรื่อยๆ ทัง้ ความรแู้ ละทกั ษะควบค่กู ันไป”

อภปิ รายผล
จากประสบการณ์การปฏิบัติงานของพยาบาลรุ่นแซด ภายใต้การดูแลของพยาบาลพ่ีเลี้ยง ในยุคความปกติ

ใหม่ แสดงให้เห็นถึงว่าการทางานในภาวะวิกฤตของการระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ท่ีเป็นวิกฤตระดับ
โลก พยาบาลเปน็ กลมุ่ บุคลากรทอี่ ยแู่ นวหน้าในการให้การชว่ ยเหลือและดูแลผปู้ ่วย วิกฤตนีเ้ ปน็ สิ่งที่ไม่คนุ้ เคย เกิดการ
สูญเสียอย่างมากมายและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จนโลกเข้าสู่ยุคความปกติใหม่ ถึงแม้เมื่อเข้ามาทางานจะมี
พยาบาลพี่เลี้ยงในการดูแลและสอนงาน แต่ในสถานการณ์ที่วิกฤตเช่นนี้ พยาบาลรุ่นแซดมีความรู้สึกว่าตนเองต้อง
เผชิญกับมรสุมลูกใหม่ในชีวิต เนื่องจากการทางานภายใต้ความกดดันของโรคระบาด มีภาระงานท่ีหนัก การต้องใช้
ชีวติ หา่ งจากครอบครัว การท้งิ ระยะหา่ งทางสังคม การใช้ชวี ิตและการทางานทีต่ ้องระมัดระวงั เปน็ พเิ ศษ และสงิ่ สาคญั
คือยังขาดความรู้และทักษะในการปฏิบัติงาน สิ่งต่างๆ เหล่าน้ีเป็นตัวบ่ันทอนทั้งสุขภาพกายและจิตใจ (Czeisler,
Lane, Petrosky, Wiley, Christensen, Njai et al, 2020)

การปฏิบัตงิ านของพยาบาลรุน่ แซดยังรู้สึกวา่ ตนเองตอ้ งเผชญิ กบั ความรุนแรงในทที่ างาน โดยมสี าเหตุมาจาก
1) ความรุนแรงท่ีเกิดจากผู้รับบริการ เป็นสถานการณ์ท่ีไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าตนเองจะถูกทาร้ายร่างกายจาก
ผู้รับบริการ เช่น การถูกตบหน้า เป็นต้น ซึ่งเกิดจากการประเมินสถานการณ์ในการรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ยังไม่ดี
ด้วยไม่มีประสบการณ์ในการทางานและขาดทักษะในการปฏิบัติงาน เป็นสิ่งหน่ึงที่พยาบาลท่ีมีประสบการณ์น้อยมี
แนวโน้มพบกับความรุนแรงทางร่างกาย หรือความรุนแรงท่ีไม่ใช่ทางกายภาพ จากการกระทาของผู้ป่วยหรือญาติ
(Jiao, Ning, Li, Gao, Cui, Sun et al, 2015) 2) เกิดจากคนทางานด้วยกันเอง เกิดจากการถูกผู้ร่วมงานทาร้าย
รา่ งกาย ดุ พูดจาไมด่ ี มีการตาหนติ ่อหนา้ คนอ่นื ทาใหอ้ ับอาย สาเหตอุ าจเกิดจากพยาบาลรุ่นแซดทางานไมไ่ ด้ตามที่พ่ี
เล้ียงคาดหวัง มคี วามแตกตา่ งของรนุ่ อายุ ทาใหม้ ีช่องว่างระหว่างวยั หรือพี่เลย้ี งบางคนมบี คุ ลกิ ที่ดุเกนิ ไป หรือการอยู่
ในชีวิตวิถีใหม่ทาให้มีความเครียดกว่าปกติจนทาให้ควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดีพอ หรือบางคนอาจไม่ชอบการสอนแต่ถูก
มอบหมายให้มาสอน เป็นต้น ส่ิงเหล่านี้มีโอกาสทาให้พยาบาลรุ่นแซดถูกล่วงละเมิดทางวาจา หรือมีโอกาสเผชิญกับ
ความรนุ แรงในทที่ างาน (Bordignon & Monteiro, 2021; Dur, Akbulut, Eryalcin, & Korkmaz, 2018)

นอกจากนี้พยาบาลรุ่นแซดยังต้องเผชิญกับความไมส่ มดุลของชีวติ การทางานเน่ืองจาก 1) ยังหาจุดท่ีพอดใี น
ชีวิตไม่ได้ ส่ิงท่ีทาอยู่ยังไม่มีความสุข เช่น สัดส่วนของการทางานมากเกินไปจนไม่มีเวลาส่วนตัว 2) การทางานที่หนกั
อย่างตอ่ เน่ือง พักไมเ่ พียงพอ เปน็ การข้นึ เวรทางานอย่างตอ่ เน่ือง รู้สกึ หมดแรง ออ่ นแรง เหน่ือยลา้ พักผ่อนไมเ่ พียงพอ
มีเวลานอนหลับน้อย หรือนอนไม่เป็นเวลา ส่ิงเหล่านี้เป็นข้อมูลพ้ืนฐานในการวางแผนสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับ
พยาบาลรุ่นแซด เพื่อให้เกิดความสมดุลระหวา่ งชีวิตและการทางาน ซ่ึงเป็นสง่ิ สาคัญและเป็นความตอ้ งการของคนรุ่น
ใหม่ (Sánchez-Hernández, González-López, Buenadicha-Mateos, & Tato-Jiménez, 2019) ท่ีผู้บริหาร
ทางการพยาบาลควรสง่ เสรมิ และสร้างคุณภาพชีวิตทด่ี ใี หก้ ับพยาบาลรนุ่ แซด

พยาบาลรุ่นแซด ต้องการการสนับสนุน เนื่องจากเพ่ิงจบการศึกษา ความรู้ประสบการณ์ยังไม่มากพอ การ
ทางานในช่วงแรกๆ มีความวิตกกังวล มีปัญหาที่ต้องคิด ต้องปรับตัวกับท่ีทางาน เพ่ือนร่วมงาน พยาบาลรุ่นแซดมอง

ISSN 1906-1773 (Print), 2821-9058 (Online) Journal of Nursing and Education, 2023. 16(1), 72-85.
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/index วารสารฯ ผา่ นการรบั รองคณุ ภาพของ TCI และอยใู่ นฐานขอ้ มลู TCI กลมุ่ ที่ 1

วารสารการพยาบาลและการศกึ ษา 82

ว่าตนเองต้องการการสนับสนุนจาก 1) ครอบครัว คอยเป็นท่ีปรึกษา รับฟังปัญหา ให้ความใส่ใจ ให้ความรัก และให้
กาลังใจเมอื่ ท้อแท้ 2) เพ่ือนรว่ มงาน เนือ่ งจากพยาบาลรุน่ แซด ต้องทางานกับแพทย์ และทีมการพยาบาลหลากหลาย
รุ่นอายุ ที่มีการแสดงพฤติกรรมการทางาน การส่ือสาร และการแก้ปัญหาในงานท่ีแตกต่างกัน แต่ละรุ่นมีความ
แตกตา่ งกนั ท้ังอปุ นสิ ัย วิธีคดิ แบบแผนการดาเนินชีวติ ค่านิยม ความเชื่อ และประสบการณ์การทางาน ท้งั น้เี น่อื งจาก
คนแต่ละรุ่นอายุเติบโตภายใต้บริบทของสภาพแวดล้อมท่ีไม่เหมือนกัน ทั้งทางด้านการอบรมเล้ียงดู ภาวะเศรษฐกิจ
สังคม การเมอื ง วัฒนธรรม และเทคโนโลยี (Iorgulescu, 2016) อย่างไรก็ตาม พยาบาลร่นุ แซดสามารถปรบั ตวั เข้าได้
ดกี บั ผรู้ ่วมงานท่ีมีลักษณะเปิดกวา้ งทางความคดิ และยดื หยุน่ ในวธิ กี ารทางาน (Wongthai & Oumtanee, 2020) และ
3) ต้องการการสนับสนุนจากกลมุ่ ทางสงั คมของตนเอง เช่น กลุ่มทางศาสนา กลุ่มเพื่อนท่องเทีย่ ว เล่นกีฬา เล่นดนตรี
เป็นต้น ต้องการการยอมรับให้เป็นส่วนหน่ึงของกลุ่ม แต่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา
2019 การปฏสิ ัมพนั ธใ์ นรูปแบบนค้ี อ่ นขา้ งลาบาก เพราะทกุ คนตอ้ งเว้นระยะหา่ งทางสงั คมทาใหไ้ มไ่ ด้พบกนั หรือไม่ได้
ทากิจกรรมร่วมกัน จุดเด่นของคนรุ่นแซดทีร่ ู้จักกันในอีกช่อื เรียกหนึ่งว่ารุ่น Digital Native เสพย์ติดการใช้เทคโนโลยี
ในการส่ือสาร (Christensen, Wilson, & Edelman, 2018) เติบโตในยุคสมัยท่ีมีการเติบโตของเทคโนโลยีอย่างก้าว
กระโดดและแพร่หลาย ทุกคนสามารถเข้าถึงการใช้เทคโนโลยี ถึงแม้ไม่ไดพ้ บกันโดยตรงแต่ก็สามารถทจี่ ะส่อื สารและ
ติดตอ่ กนั ไดต้ ลอดเวลา

พยาบาลรุ่นแซดจะเก่ง สามารถปฏิบัติงานได้ และอยู่ในหน่วยงานอย่างมีความสุข พยาบาลพี่เลี้ยงถือเป็น
ปัจจัยหน่ึงที่เป็นตัวขับเคลือ่ น คอยสนับสนุนพยาบาลรุ่นแซดในการเปล่ียนผ่านจากการเป็นนักศึกษามาเป็นพยาบาล
วิชาชีพอย่างเต็มตัว (Harrison, 2020) ซึ่งพยาบาลรุ่นแซด จะปรับตัวเข้าได้ดีกับพยาบาลรุ่นพ่ีท่ีมีลักษณะเปิดกว้าง
ทางความคดิ ยืดหยุ่นในวิธีการ ใจเย็น เข้าใจความแตกต่างของคนแต่ละรุ่นอายุ มีความเข้าใจรูปแบบการสอนความรู้
ทงั้ ภาคทฤษฎีและปฏบิ ัติการพยาบาล (Wongthai & Oumtanee, 2020) ซง่ึ พยาบาลรุน่ แซด ในการศกึ ษาน้ตี อ้ งการ
พยาบาลพ่ีเล้ียงท่ีมีคุณภาพ มีความรู้และทักษะในด้านการสอน สามารถถ่ายทอดความรู้และทักษะการปฏิบัติการ
พยาบาลด้วยวิธีที่เหมาะสม (Chicca & Shellenbarger, 2018b) สามารถให้คาปรึกษาได้ทกุ เร่ืองเพื่อให้พยาบาลรนุ่
แซด สามารถปรับตัวและดารงชวี ติ ในสงั คมได้อยา่ งเหมาะสม มีสัมพันธภาพทดี่ เี พื่อให้เกิดความไวว้ างใจกนั เต็มใจรับ
ฟังและพร้อมท่ีจะช่วยเหลือ พยาบาลพี่เลี้ยงจะเป็นผู้ช่วยในการตัดสินใจท่ีเก่ียวข้องกับการปฏิบัติการพยาบาลให้กบั
พยาบาลรุ่นแซดเพื่อลดความเครียดในการปฏิบัติงาน และสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้
พยาบาลร่นุ แซดมีการปรบั ตวั เกิดความกระตอื รือรน้ และความมุ่งมนั่ มีแรงจงู ใจในการเรยี นรู้และพฒั นาคณุ ภาพการ
ปฏิบัติการพยาบาล และสุดท้ายต้องการพยาบาลพ่ีเล้ียงท่ีเป็นบุคคลต้นแบบของพยาบาลที่ดี จะสามารถช่วยหล่อ
หลอมพฤติกรรมของพยาบาลรุ่นแซด เกิดการซึมซับพฤติกรรมท่ีดีไว้เป็นบุคลิกภาพของตน เมื่อพยาบาลรุ่นแซด
เติบโตขนึ้ องคก์ รจะมพี เ่ี ลยี้ งท่ดี ีและมีคณุ ภาพ

จากประสบการณก์ ารปฏิบตั ิงานของพยาบาลร่นุ แซด ได้พบกบั ปัญหาหลากหลายใหเ้ รยี นรู้ และต้องการการ
สนับสนุนต่างๆ เพื่อพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้น จึงต้องพัฒนาตนเองอย่างต่อเน่ืองทั้งทักษะการปฏิบัติการพยาบาลและ
ความรู้ทางวิชาการ ถือเป็นส่ิงท่ีพยาบาลจบใหม่ในปีแรก ๆ ต้องพัฒนาตนเองให้มีทักษะในการปฏิบัติงาน ได้อย่าง
ถูกตอ้ งตามมาตรฐานวิชาชพี คู่กับการพัฒนาความรู้ เพราะความรทู้ เี่ รียนมาตลอดระยะเวลา 4 ปี สว่ นใหญเ่ ป็นความรู้
เบือ้ งตน้ แต่เมือ่ จบการศึกษาทกุ คนเลอื กทางานตามส่ิงทชี่ อบและต้องการ ซงึ่ มบี ริบทท่แี ตกต่างกนั ความรูท้ ่ีผา่ นมาไม่
สามารถตอบคาถามให้กบั เพื่อนร่วมงานและร่วมวิชาชีพได้ จึงตอ้ งพัฒนาตนเองให้เกง่ ข้นึ สอดคล้องกับการศึกษาของ
Serafin และคณะ ท่ีพบว่าความสามารถท่ีจาเป็นของพยาบาลรุ่นแซดคือ ความรู้และความสามารถในการนาไปใช้
ในทางปฏิบัติ (Serafin, Danilewicz, Chyla, & Czarkowska-Paczek, 2020) ดังนั้นพยาบาลรุ่นแซดจึงต้องมีการ
พัฒนาอย่างต่อเนอ่ื ง

ISSN 1906-1773 (Print), 2821-9058 (Online) Journal of Nursing and Education, 2023. 16(1), 72-85.
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/index วารสารฯ ผา่ นการรบั รองคณุ ภาพของ TCI และอยใู่ นฐานขอ้ มลู TCI กลมุ่ ที่ 1

วารสารการพยาบาลและการศกึ ษา 83

การนาผลการวิจยั ไปใช้
จากผลการวิจยั นชี้ ใี้ ห้เห็นว่า ผูบ้ ริหารทางการพยาบาลควรวางแผนกลยุทธใ์ นการดูแลพยาบาลรนุ่ แซด ทเี่ ปน็

บุคลากรทางการพยาบาลรุ่นใหม่ ในด้านความปลอดภัย คุณภาพชีวิต สุขภาพกาย และจิตใจ ให้การสนับสนนุ ในด้าน
ต่างๆ ควรมีการฝกึ อบรมพยาบาลพีเ่ ลยี้ งใหม้ คี ณุ ภาพและมคี ุณลกั ษณะทพี่ ยาบาลรนุ่ น้ตี ้องการคือ มีความรแู้ ละทักษะ
ในด้านการสอน การใหค้ าปรึกษา มสี ัมพันธภาพที่ดี และเป็นบคุ คลต้นแบบ และควรสง่ เสรมิ ให้พยาบาลรุ่นแซด ได้รับ
การพัฒนาอย่างต่อเนื่องท้ังทักษะการปฏิบัติการพยาบาลและความรู้ทางวิชาการ เพ่ือให้เกิดความชานาญ และธารง
รกั ษาพยาบาลรุ่นแซดไว้กบั องคก์ ร

ข้อเสนอแนะในการวิจยั ครงั้ ต่อไป
ควรมีการศึกษาเก่ียวกับปัจจัยที่มีผลต่อทักษะการปฏิบตั ิงานของพยาบาลรุ่นแซด ในยุคความปกติใหม่ และ

ควรศกึ ษาประสบการณข์ องผ้บู ริหารในการบรหิ ารพยาบาลรนุ่ แซด

References
Bejtkovský, J. (2016). The Employees of Baby Boomer Generation, Generation X, Generation Y and

Generation Z in Selected Czech Corporations as Conceivers of Development and
Competitiveness in their Corporation. Journal of Competitiveness, 8(1), 105-123.
Bell, J. A. (2013). Five Generations in the Nursing Workforce: Implications for Nursing Professional
Development. Journal of Nurses Professional Development, 29(4), 205-210.
Bencsik, A., Horváth-Csikós, G., & Juhász, T. (2016). Y and Z Generations at Workplaces. Journal of
Competitiveness, 8(3), 90-106.
Benner, P., Sutphen, M., Leonard, V., & Day, L. (2009). Educating Nurses: A Call for Radical
Transformation. New York: John Wiley & Sons.
Bordignon, M., & Monteiro, M. I. (2021). Analysis of Workplace Violence Against Nursing
Professionals and Possibilities for Prevention. Revista Gaúcha de Enfermagem, 42,
e20190406. Doi: https://doi.org/10.1590/1983-1447.2021.20190406.
Chicca, J., & Shellenbarger, T. (2018a). Connecting with Generation Z: Approaches in Nursing
Education. Teaching and Learning in Nursing, 13(3), 180-184.
Chicca, J., & Shellenbarger, T. (2018b). Generation Z: Approaches and Teaching–Learning Practices
for Nursing Professional Development Practitioners. Journal for Nurses in Professional
Development, 34(5), 250-256.
Christensen, S. S., Wilson, B. L., & Edelman, L. S. (2018). Can I Relate? A Review and Guide for Nurse
Managers in Leading Generations. Journal of Nursing Management, 26(6), 689-695.
Czeisler, M. É., Lane, R. I., Petrosky, E., Wiley, J. F., Christensen, A., Njai, R., et al. (2020). Mental
Health, Substance Use, and Suicidal Ideation During the COVID-19 Pandemic-United States,
June 24–30, 2020. Morbidity and Mortality Weekly Report, 69(32), 1049-1057.
Dimock, M. (2018). Defining Generations: Where Millennials End and Post-Millennials Begin.
Retrieved May 27, 2021 from http://www.pewresearch.org/facttank/2018/03/01/ defining-
generations-where-millennials-end-and-post-millennials-begin/.

ISSN 1906-1773 (Print), 2821-9058 (Online) Journal of Nursing and Education, 2023. 16(1), 72-85.
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/index วารสารฯ ผา่ นการรบั รองคณุ ภาพของ TCI และอยใู่ นฐานขอ้ มลู TCI กลมุ่ ท่ี 1

วารสารการพยาบาลและการศกึ ษา 84

Dur, N., Akbulut, Z., Eryalcin, O. & Korkmaz, M. (2018). Evaluation of the Violence Experienced by
Nurses of Different Generations and their Strategies for Coping with the Stress Resulting
from Violence. International Journal of Caring Sciences, 11(3), 1756-1762.

Goh, E. & Lee, C. (2018). A Workforce to be Reckoned With: The Emerging Pivotal Generation Z
Hospitality Workforce. International Journal of Hospitality Management, 73, 20-28.

Harrison, P. (2020). Preceptorship: Supporting New Nurses in Transition. Gastrointestinal Nursing,
18(7), 225317795. doi:10.12968/gasn.2020.18.7.50.

Heidegger, M. (1962). Being and Time. New York: Harper.
Hezaveh, M. S., Rafii, F. & Seyedfatemi, N. (2014). Novice Nurses’ Experiences of Unpreparedness at

the Beginning of the Work. Global Journal of Health Science, 6(1), 215-222.
Iorgulescu, M. C. (2016). Generation Z and Its Perception of Work. Cross-Cultural Management

Journal, 18(1), 47-54.
Jiao, M., Ning, N., Li, Y., Gao, L., Cui, Y., Sun, H., et al. (2015). Workplace Violence Against Nurses in

Chinese Hospitals: A Cross-Sectional Survey. BMJ Open, 5(3), 1-9.
Kaihlanen, A. M., Elovainio, M., Haavisto, E., Salminen, L., & Sinervo, T. (2020). Final Clinical

Practicum, Transition Experience and Turnover Intentions Among Newly Graduated Nurses:
A Cross Sectional Study. Nurse Education Today, 84, 1-9.
Krueger, R. A. & Casey, M. A. (2009). Focus Groups: A Practical Guide for Applied Research. (4th ed.).
California: Thousand Oaks.
Kuewong, G., & Oumtanee, A. (2017). Stress of Newly Graduated Nurses Working at an Intensive
Care Unit. Journal of the Royal Thai Army Nurses, 18(Suppl 1), 158-165. (in Thai)
Sánchez-Hernández, M. I., González-López, Ó. R., Buenadicha-Mateos, M., & Tato-Jiménez, J. L.
(2019). Work-Life Balance in Great Companies and Pending Issues for Engaging New
Generations at Work. International Journal of Environmental Research and Public Health,
16(24), 1-18.
Serafin, L., Danilewicz, D., Chyla, P., & Czarkowska-Paczek, B. (2020). What is the Most Needed
Competence for Newly Graduated Generation Z Nurses? Focus Groups Study. Nurse
Education Today, 94, 104583. Doi: https://doi.org/10.1016/j.nedt.2020.104583.
Shellenbarger, T., & Chicca, J. (2019). A New Generation of Nurses is Here. American Nurse Today,
14(2), 48-50.
Singh, A. P., & Dangmei, J. (2016). Understanding the Generation Z: The Future Workforce. South-
Asian Journal of Multidisciplinary Studies, 3(3), 1-5.
Smith-Trudeau, P. (2016). Generation Z Nurses Have Arrived. Are You Ready? New Hampshire
Nursing News, 40(2), 13-14.
Stillman, D., & Stillman, J. (2017). Gen Z @ Work: How the Next Generation is Transforming the
Workplace. New York: HarperCollins.
Van Manen, M. (1990). Researching Lived Experience: Human Science for an Action Sensitive
Pedagogy. New York: State University of New York Press.
Wongthai, S., & Oumtanee, A. (2020). Working with Multi-Generation Colleagues: Perspectives of
Generation Z Nurses. Journal of The Royal Thai Army Nurses, 21(1), 96-104. (in Thai)

ISSN 1906-1773 (Print), 2821-9058 (Online) Journal of Nursing and Education, 2023. 16(1), 72-85.
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/index วารสารฯ ผา่ นการรบั รองคณุ ภาพของ TCI และอยใู่ นฐานขอ้ มลู TCI กลมุ่ ที่ 1

วารสารการพยาบาลและการศกึ ษา 85

Woo, W. J. M., & Newman, A. S. (2020). The Experience of Transition from Nursing Students to
Newly Graduated Registered Nurses in Singapore. International Journal of Nursing Sciences,
7(1), 81-90.

World Health Organization [WHO]. (2020). Clinical Management of COVID-19. Retrieved May 27,
2021 from https://www.who.int/publications/i/item/clinical-management-of-covid-19.

ISSN 1906-1773 (Print), 2821-9058 (Online) Journal of Nursing and Education, 2023. 16(1), 72-85.
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JNAE/index วารสารฯ ผา่ นการรบั รองคณุ ภาพของ TCI และอยใู่ นฐานขอ้ มลู TCI กลมุ่ ที่ 1


Click to View FlipBook Version