The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ฎีกา-เหมาค่าแรง-นายจ้าง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ฎีกา-เหมาค่าแรง-นายจ้าง

ฎีกา-เหมาค่าแรง-นายจ้าง

เชิดศก ั ดิ์ กำ ปั น่ทอง นิติกรช ำนำญกำรพิเศษ ค ำพิพำกษำ เกี่ยวกับ คดีแรงงำน รวบรวมถึงปี ล่ำสุด พ.ศ. 2564


คำนำ ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าข้อพิพาทด้านแรงงานจะมีคดีขึ้นสู่ศาลจำนวนมาก เนื่ องจากความสัมพั นธ์ระห ว่างน ายจ้างและลูกจ้างย่อมก่อให้ เกิด ข้อพิ พ าท ได้เสมอ หากทั้งสองฝ่ายไม่ปฏิบัติต่อกันให้ถูกต้องตามข้อสัญญาและข้อกฎหมาย อีกฝ่ายจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาล ผลของการพิจารณาคดีของศาล ย่อมมีผู้แพ้และชนะคดี และคำพิพากษาของศาลหลายคดี ได้วางแนวทางในการตีความและเรียบเรียงถ้อยคำ ให้เกิดความกระจ่างชัดและสละสลวย การศึกษาคำพิพากษาจึงเป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่ง สำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านทรัพยากรบุคคลและผู้สนใจกฎหมายแรงงานที่จะนำไปใช้ประโยชน์ ในการทำงานได้อย่างกว้างขวาง หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนได้รวบรวมคำพิพากษาเกี่ยวกับการจ้างเหมาค่าแรง ตามมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และความเป็นนายจ้าง ลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน โดยรวบรวมสรุปย่อถึงปีล่าสุด พ.ศ. ๒๕๖๔ เพื่อให้เข้าใจ ได้ง่ายขึ้น ผู้เขียนจึงมุ่งหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ผู้ทำงานด้านทรัพยากรบุคคลและ ผู้ที่สนใจศึกษากฎหมายแรงงาน สะดวก ประหยัดเวลาและเข้าใจกฎหมายมากขึ้น เชิดศักดิ์ กำปั่นทอง มีนาคม ๒๕๖๕


สารบัญบอกชื่อเรื่องย่อ @# @$$


สารบัญเรื่องย่อ เหมาค่าแรง หน้า ๑. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๔๓/๒๕๖๓ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง จำเลยที่ ๑ ส่งโจทก์ให้ไปทำงานเป็นผู้ควบคุมนั่งร้านที่สถานประกอบกิจการของจำเลย ที่ ๒ ต่อมาจำเลยที่ ๒ มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ ๑ ให้การปฏิบัติงานของโจทก์สิ้นสุดลงตามสัญญาและส่งตัวโจทก์ คืนแก่จำเลยที่ ๑ จึงไม่ใช่กรณีจำเลยที่ ๒ บอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ แต่เมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลง จำเลยที่ ๑ เป็นผู้แจ้งโจทก์สิ้นสุดสัญญาจ้าง จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนายจ้าง จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ๑ ๒. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๘๘๔/๒๕๖๒ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง บันทึกข้อตกลงที่กำหนดให้นายจ้างตกลงไม่รับพนักงานรับเหมาค่าแรง แต่ในกรณีพิเศษ จะมีการปรึกษาหารือร่วมกันทั้งสองฝ่ายนั้น เป็น “ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง” ตามมาตรา ๕ แต่การที่ ศาลแรงงานได้พิพากษาเกินคำขอให้เพิกถอนการรับพนักงานรับเหมาค่าแรงเป็นต้นไป โดยไม่ปรากฏว่า บุคคลภายนอกดังกล่าวไม่สุจริตและโจทก์มิได้ฟ้องบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีด้วย ศาลแรงงานจึงไม่อาจ พิพากษาเกินคำขอได้ ๒ ๓. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๘๕๔/๒๕๖๒ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง โจทก์ที่ ๑ ประกอบกิจการผลิตปิโตรเลียม ได้ว่าจ้างโจทก์ที่ ๒ เป็นที่ปรึกษาและจัดการ ระบบโครงการ โจทก์ที่ ๒ ส่งนาย A เข้ามาทำงานให้แก่โจทก์ที่ ๑ ลักษณะงานที่ปรึกษาโครงการดังกล่าว มุ่งประสงค์ต่อการได้รับคำปรึกษาตามสัญญาจ้างเหมาบริการเป็นสำคัญ โดยมิได้มุ่งประสงค์ต่อการจัดหา แรงงานมาทำงานในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบการจึงไม่อาจถือได้ว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นนายจ้างของนาย A ตามมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงไม่ต้องรับจ่ายค่าชดเชยให้ นาย A ๓ ๔. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๖๕ – ๑๖๘/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง “งานขับรถให้พนักงานชาวต่างชาติฝ่ายผู้บริหารและครอบครัว” ไม่ได้อยู่ในความหมาย ของคำว่า การสำรวจ ผลิต เก็บรักษา ขนส่ง ขาย หรือจำหน่ายปิโตรเลียม ตามนิยาม “กิจการปิโตรเลียม” โดยลักษณะงานเป็นการทำหน้าที่ให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานของผู้ประกอบกิจการและ ครอบครัวและบางกรณีอาจหน้าที่นอกเหนือจากการขับรถด้วย จึงไม่ใช่ “งานหลัก” ของผู้ประกอบกิจการ จึงไม่อาจถือได้ว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคหนึ่ง ๕ ๕. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๒๘๕ – ๒๙๘/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง การทำงานอันเป็น “ส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบ” ของผู้ประกอบกิจการต้องเป็น “งานหลัก” เท่านั้น เมื่อการทำงาน “ขับรถประจำตำแหน่งผู้บริหาร” ไม่ได้อยู่ ในความหมายของคำว่า “กิจการปิโตรเลียม” การทำงานของลูกจ้างจึงไม่ใช่งานหลักแต่เป็นเพียงการทำงานที่ “ส่งผลต่อธุรกิจของผู้ประกอบกิจการโดยทางอ้อม” จึงไม่อาจถือได้ว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้าง ตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคหนึ่ง ๖


เหมาค่าแรง หน้า ๖. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๐๒๑/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง แม้ทำสัญญาจ้าง “นักธรณีวิทยาประจำบ่อขุดเจาะ” มีกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและ สิ้นสุดชัดเจน และต่อสัญญาจ้างอีกคราวละ ๑ ปี เรื่อยมา แต่สัญญาทุกฉบับล้วนมีข้อความให้สิทธิทั้งสองฝ่าย มีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา ๓๐ วัน ย่อมมีผลเป็นการไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะ สิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน อย่างไรก็ดีนายจ้างเลิกจ้างเมื่อครบกำหนด ในสัญญาจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอแล้ว มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ๗ ๗. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๐๕๑/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง แม้ทำสัญญาจ้าง “ที่ปรึกษาด้านก่อสร้างนอกชายฝั่ง” มีกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและ สิ้นสุดชัดเจน และต่อสัญญาจ้างอีกคราวละ ๑ ปีเรื่อยมา แต่สัญญาทุกฉบับล้วนมีข้อความให้สิทธิทั้งสองฝ่าย มีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา ๓๐ วัน ย่อมมีผลเป็นการไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะ สิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน อย่างไรก็ดีนายจ้างเลิกจ้างเมื่อครบกำหนด ในสัญญาจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอแล้ว มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ๘ ๘. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๐๕๓/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง แม้ทำสัญญาจ้าง “ที่ปรึกษาด้านธรณีวิทยา” มีกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดชัดเจน และต่อสัญญาจ้างอีกคราวละ ๑ ปี เรื่อยมา แต่สัญญาทุกฉบับล้วนมีข้อความให้สิทธิทั้งสองฝ่ายมีสิทธิบอกเลิก สัญญาโดยการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา ๓๐ วัน ย่อมมีผลเป็นการไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลง เมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน อย่างไรก็ดีนายจ้างเลิกจ้างเมื่อครบกำหนดใน สัญญาจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอแล้ว มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ๙ ๙. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๘๗๕/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง แม้ทำสัญญาจ้าง “ที่ปรึกษาด้านธรณีวิทยาประจำบ่อขุดเจาะ” มีกำหนดระยะเวลา เริ่มต้นและสิ้นสุดชัดเจน และต่อสัญญาจ้างอีกคราวละ ๑ ปี เรื่อยมา แต่สัญญาทุกฉบับล้วนมีข้อความให้สิทธิ ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา ๓๐ วัน ย่อมมีผลเป็นการไม่แน่นอนว่า สัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน อย่างไรก็ดีนายจ้างเลิกจ้าง เมื่อครบกำหนดในสัญญาจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอแล้ว มิใช่การเลิกจ้าง ที่ไม่เป็นธรรม ๑๐


เหมาค่าแรง หน้า ๑๐. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๕๙๙/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง สถานประกอบกิจการซึ่งเป็นนายจ้างตามมาตรา ๑๑/๑ ส่งลูกจ้างกลับคืนไปยังนายจ้าง ตามสัญญาจ้างโดยตรงสืบเนื่องมาจากมีปัญหาข้อพิพาทกัน เป็นเพียงการให้ลูกจ้างเหมาค่าแรงกลับไปทำงาน กับนายจ้างโดยตรงดังเดิมตามสัญญาเหมาแรงงาน ซึ่งนายจ้างโดยตรงก็รับกลับเข้าทำงานในเวลาต่อมา อย่างต่อเนื่องและไม่ขาดตอน แต่ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงนั้นไม่ทำงานให้แก่นายจ้างโดยตรง การกระทำของ นายจ้างทั้งสองจึง “ไม่ใช่การเลิกจ้าง” ลูกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ๑๒ ๑๑. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๖๐๐/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง สถานประกอบกิจการซึ่งเป็นนายจ้างตามมาตรา ๑๑/๑ ส่งลูกจ้างกลับคืนไปยังนายจ้าง ตามสัญญาจ้างโดยตรงสืบเนื่องมาจากมีปัญหาข้อพิพาทกัน เป็นเพียงการให้ลูกจ้างเหมาค่าแรงกลับไปทำงาน กับนายจ้างโดยตรงดังเดิมตามสัญญาเหมาแรงงาน ซึ่งนายจ้างโดยตรงก็รับกลับเข้าทำงานในเวลาต่อมาอย่าง ต่อเนื่องและไม่ขาดตอน แต่ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงนั้นไม่ทำงานให้แก่นายจ้างโดยตรง การกระทำของนายจ้าง ทั้งสองจึง “ไม่ใช่การเลิกจ้าง” ลูกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ๑๓ ๑๒. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๔๗๑๓ – ๔๗๒๔/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง แม้นายจ้างจะมีระเบียบข้อบังคับกำหนดว่า การขาดงานและการละทิ้งหน้าที่การงาน ลูกจ้างจะไม่ได้รับค่าจ้างในวันที่ขาดงานหรือวันที่ละทิ้งหน้าที่ก็ตาม นายจ้างจะใช้ข้อบังคับดังกล่าวมาเป็นเหตุ แห่งการหักค่าจ้างไม่ได้ ข้อบังคับฯ ในส่วนที่ไม่จ่ายค่าจ้างแก่พนักงานรายเดือนในส่วนนี้ขัดต่อมาตรา ๗๖ ไม่สามารถใช้บังคับได้, ขณะเกิดเหตุผู้ประกอบกิจการไม่มีพนักงานขับรถบรรทุกที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน กับลูกจ้างเหมาค่าแรง ลูกจ้างเหมาค่าแรงจึงไม่มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง ๑๕ ๑๓. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๔๗๗๑/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง นายจ้างประกอบกิจการเหมาแรงงาน โดยส่งคนให้ไปทำงานกับสถานประกอบการ ของผู้ว่าจ้าง แม้ไม่ใช่สถานประกอบการของตนเอง แต่เมื่อมีลูกจ้างเกิน ๑๐๐ คนขึ้นไป จึงมีหน้าที่ต้องรับ คนพิการเข้าทำงานตามอัตราส่วน หรือให้สัมปทาน หรือช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการ มิฉะนั้นจะต้อง ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ๑๗ ๑๔. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๙๖๕/๒๕๖๐ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง เลิกจ้างลูกจ้างรับเหมาค่าแรง : เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงเป็นลูกจ้างรายวัน เช่นเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของผู้ประกอบกิจการ “ประเภทลูกจ้างตามสัญญาจ้างพิเศษ” เมื่อผู้ ประกอบกิจการได้จ่ายโบนัสแก่โจทก์ตามหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับ“ลูกจ้างตามสัญญาจ้างพิเศษ” แล้ว จึงถือ ไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ เลือกปฏิบัติไม่ดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็น ธรรม โจทก์จะเรียกร้องให้ผู้ประกอบกิจการจ่ายโบนัสตามหลักเกณฑ์ของลูกจ้างประจำไม่ได้ ๑๘


เหมาค่าแรง หน้า ๑๕. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๒๖๖/๒๕๖๐ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง จำเลยประกอบกิจการผลิตเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย บริษัท A จำกัด ส่งโจทก์ไปทำงาน กับจำเลยในแผนกสโตร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบ ของจำเลย จำเลยจึงเป็นนายจ้างของโจทก์ตามมาตรา ๑๑/๑ ต้องดำเนินการให้โจทก์ซึ่งทำงานในลักษณะ เดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ตามมาตรา๑๑/๑ วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับโบนัสและค่าครองชีพ ๒๐ ๑๖. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๙๐๖๗ – ๑๙๑๓๙/๒๕๕๗ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง ลักษณะงานของฝ่ายโจทก์กับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงมีความแตกต่างกันทั้ง ตำแหน่ง หน้าที่ ความรับผิดชอบ ลักษณะงานและประสบการณ์ จึงไม่เข้ากรณีตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง , การส่งเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่นายจ้างคำนวณผิดพลาดเนื่องจากคำนวณจากเงินค่าจ้างและเงินอื่น ต่อมานายจ้างทราบการคำนวณที่ถูกต้อง จึงเปลี่ยนแปลงโดยคำนวณเฉพาะค่าจ้างอย่างเดียว นายจ้างสามารถ กระทำได้มิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณ ๒๑ ๑๗. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๙๖๕/๒๕๖๐ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง เลิกจ้างลูกจ้างรับเหมาค่าแรง : เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงเป็นลูกจ้างรายวัน เช่นเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของผู้ประกอบกิจการ “ประเภทลูกจ้างตามสัญญาจ้างพิเศษ” เมื่อผู้ประกอบกิจการได้จ่ายโบนัสแก่โจทก์ตามหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับ“ลูกจ้างตามสัญญาจ้างพิเศษ” แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ เลือกปฏิบัติไม่ดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการ ที่เป็นธรรม โจทก์จะเรียกร้องให้ผู้ประกอบกิจการจ่ายโบนัสตามหลักเกณฑ์ของลูกจ้างประจำไม่ได้ ๒๓ ๑๘. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๙๖๒ – ๔๙๖๗/๒๕๖๐ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ไม่มีบทบัญญัติให้ผู้ประกอบ กิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่จำเลย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจได้ จำเลย จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในค่าชดเชย ๒๕ ๑๙. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๙๒๐/๒๕๖๐ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง บริษัท เอ ประกอบธุรกิจให้บริการส่งแพทย์และพยาบาล โดยส่งลูกจ้างตำแหน่ง “นักจิตวิทยา” เข้าไปทำงานในห้องพยาบาลของบริษัท บี ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ จึงไม่ใช่กรณีที่การทำงานนั้นเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของ ผู้ประกอบกิจการ บริษัท บีผู้ประกอบกิจการ จึงไม่ใช่นายจ้างตามมาตรา ๑๑/๑ ๒๖


เหมาค่าแรง หน้า ๒๐. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๒๕๓/๒๕๖๐ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง สัญญาจ้างที่ปรึกษา มุ่งประสงค์ต่อการได้รับบริการเป็นสำคัญ จึงมิได้มีวัตถุประสงค์ต่อ การจัดหาแรงงานมาทำงานในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบ โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างรับเหมา ค่าแรงอันจะถือว่าจำเลยเป็นนายจ้างโจทก์ตามมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ กิจการจะเลือกปฏิบัติไม่ได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ ๒๗ ๒๑. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๙๘๗ - ๒๐๒๖/๒๕๕๘ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง “การกำหนดเวลาทำงานที่แตกต่างกัน” ของลูกจ้างรับเหมาค่าแรงตำแหน่งพนักงาน ขับรถที่ทำงานในลักษณะเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง อันมีผลกระทบต่อการได้รับเงินค่าตอบแทน ถือเป็นสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบกิจการจะเลือกปฏิบัติไม่ได้ตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง ๒๗ ๒๒. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๐๖/๒๕๕๗ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง ข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงานกรณีไม่ให้นายจ้างจ้างลูกจ้างจากบริษัท เหมาช่วงเกินกว่า ๒๕ % ถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามมาตรา ๕ ๒๙ ๒๓. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๐๐๓-๓๐๐๔/๒๕๕๖ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง ผู้ประกอบกิจการถือเป็นนายจ้างตามมาตรา ๕(๓) ต้องร่วมกันหรือแทนกัน จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า กับนายจ้างผู้รับเหมาค่าแรง ๒๙ ๒๔. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๓๒๖-๒๒๔๐๔/๒๕๕๕ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง ผู้ประกอบกิจการ มีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะ เดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ๓๐ ๒๕. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๙๘๘/๒๕๕๔ (เหมาค่าแรง) เรื่อง จ้างพนักงานรักษาความปลอดภัย การทำงานรักษาความปลอดภัยถือเป็นส่วนหนึ่งของ การรักษาความปลอดภัยให้แก่พนักงานอันเป็นธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ ผู้ประกอบ กิจการถือเป็นนายจ้างด้วยตามมาตรา ๕ (๓) เดิม จึงต้องร่วมรับผิดกับนายจ้างจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง ที่ไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้างเหมาค่าแรงด้วย ๓๒ ๒๖. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๙๗ - ๑๙๙/๒๕๕๐ (เหมาค่าแรง) เรื่อง ตามมาตรา ๕ (๓) ลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงไม่ใช่ลูกจ้างของผู้ประกอบกิจการนั้น โดยตรงตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการนั้นเป็นนายจ้างของลูกจ้างนั้นด้วยเท่านั้น มีผล ว่าหากผู้รับเหมาค่าแรงมีนิติสัมพันธ์ต่อลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานเท่าใด ผู้ประกอบกิจการก็ต้องรับผิดต่อ ลูกจ้างนั้นตามสัญญาที่นายจ้างผู้รับเหมาค่าแรงทำไว้กับลูกจ้างเท่านั้น แต่จะขอให้บังคับผู้ประกอบกิจการ รับผิดและให้ผูกพันดังเช่นลูกจ้างของผู้ประกอบกิจการที่ได้จ้างลูกจ้างนั้นโดยตรงหาได้ไม่ ๓๒


เหมาค่าแรง หน้า ๒๗. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๐๑๖ - ๙๐๔๓/๒๕๔๙ เรื่อง จำเลยที่ ๒ จ้างบริษัท ค. จัดหาคนงานเพื่อไปทำงานบนเรือ และงานดังกล่าวรับจ้างมา จากบริษัท (ประเทศไทย) จำกัด ให้ดำเนินการเรื่องเรือเพื่อการผลิต ขนถ่าย จัดเก็บปิโตรเลียม จึงเป็นกรณีที่ จำเลยที่ ๒ ผู้ประกอบกิจการได้ว่าจ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรงโดยมอบหมายให้บริษัท ค. จัดหาลูกจ้างมาทำงาน อันมิใช่ประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๒ จึงต้อง ถือว่าจำเลยที่ ๒ เป็นนายจ้างของลูกจ้างดังกล่าวตามมาตรา ๕ (๓) ๓๔ ๒๘. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๑๙๘/๒๕๔๖ (เหมาค่าแรง) เรื่อง ส. จีนเต็งใหญ่เป็นผู้รับเหมาค่าแรงขนข้าวสาร ส. จะให้ ท. จีนเต็งหัวหน้าสายเป็นคนจัดหา คนงานรับจ้างรายวันเฉพาะกิจเป็นคราวๆ มาขนข้าวสาร โดยก่อนขนข้างสารลงเรือคนงานต้องผสมข้างสารด้วย เครื่องจักรของโจทก์และบรรจุใส่กระสอบผ่านสายพานในโกดังของโจทก์ อันเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับใช้ทำงานที่ โจทก์เป็นผู้จัดหา แล้วแบกกระสอบข้างสารไปลงเรือ การทำงานของคนงานจึงอยู่ภายใต้การควบคุมของ ส. ส. ย่อมมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือคนงานทุกคน ประกอบกับ ส. เป็นคนจ่ายค่าจ้างแก่คนงาน นิติสัมพันธ์ระหว่าง ส. กับคนงานจึงเป็นจ้างแรงงาน ๓๖ ๒๙. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๖ - ๑๔๖/๒๕๒๙ เรื่อง การที่จำเลยที่ ๒ รับเหมาตกแต่งห้องพักของโรงแรมโดยใช้วัสดุและอุปกรณ์ของจำเลย ที่ ๒ นั้น เป็นสัญญาจ้างทำของ ต่อมาจำเลยที่ ๒ ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ตกแต่งห้องพักก็เป็นกรณีจ้างทำของ เช่นเดียวกันจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๑ ย่อมเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นและผู้รับเหมาช่วงตามลำดับจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้นต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วงในฐานะลูกหนี้ร่วมชำระค่าจ้างให้แก่ ลูกจ้างแม้จำเลยที่ ๒ ได้จ่ายค่าจ้างให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ มิได้จ่ายให้แก่ลูกจ้าง ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม จำเลยที่ ๒ ก็คงต้องรับผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๐๓ ข้อ ๗ ๓๖


สารบัญเรื่องย่อ ความเป็นนายจ้างลูกจ้าง หน้า ๑. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ที่ ๕๙๗ - ๖๐๑/๒๕๖๔ (เลิกจ้างไม่เป็นธรรม) เรื่อง ในปี ๒๕๕๘ นายจ้างขาดทุนประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๑ ขาดทุนประมาณ ๔๓ ล้านบาท และปี ๒๕๖๒ ขาดทุนประมาณ ๖ ล้านบาท เห็นได้ว่าแม้ผลประกอบการประสบภาวะขาดทุน อย่างต่อเนื่อง แต่ยอดขาดทุนลดลงทุกปีอย่างมีนัยสำคัญ แม้นายจ้างมีสิทธิปรับปรุงหน่วยงานของตนเพื่อให้ เกิดความคล่องตัวในการบริหาร แต่ต้องไม่เป็นเหตุให้ลูกจ้างได้รับความเสียหาย การเลิกจ้างลูกจ้างกับพวก จึงไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ๓๘ ๒. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๔๓/๒๕๖๓ เรื่อง จำเลยที่ ๑ ส่งโจทก์ให้ไปทำงานเป็นผู้ควบคุมนั่งร้านที่สถานประกอบกิจการของจำเลย ที่ ๒ ต่อมาจำเลยที่ ๒ มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ ๑ ให้การปฏิบัติงานของโจทก์สิ้นสุดลงตามสัญญา และส่งตัว โจทก์คืนแก่จำเลยที่ ๑ จึงไม่ใช่กรณีจำเลยที่ ๒ บอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ แต่เมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลง จำเลย ที่ ๑ เป็นผู้แจ้งโจทก์สิ้นสุดสัญญาจ้าง จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนายจ้าง จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ๔๐ ๓. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๘๓/๒๕๖๓ เรื่อง นายจ้างร่วม : จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการออกแบบ ผลิต ติดตั้งโครงสร้างฯ จำเลย ที่ ๒ ประกอบกิจการที่ปรึกษาทางเทคนิค โจทก์ทำสัญญาจ้างแรงงานกับจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๒ เป็นผู้จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ แม้ว่าภายหลังจำเลยที่ ๑ จะจ่ายเงินคืนให้แก่จำเลยที่ ๒ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ และ จำเลยที่ ๒ ถือเป็นนายจ้างของโจทก์ ต้องร่วมรับผิดจ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้างให้แก่โจทก์ ๔๑ ๔. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๒๘๒/๒๕๖๓ เรื่อง ทนายความ มีรายได้เป็นรายเดือน ได้รับสวัสดิการ มีวันทำงาน วันหยุดและวันลา และ ต้องปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และคำสั่งของคณะกรรมการนายจ้าง จึงเป็นลูกจ้างตามความหมายของ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ เมื่อลูกจ้างประกอบอาชีพเป็นที่ปรึกษากฎหมายและ ทนายความมาเป็นเวลากว่า ๒๕ ปี แสดงว่าทำข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้องขึ้นด้วยใจสมัคร สิทธิของลูกจ้าง ในการเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจึงระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๒ ๔๒ ๕. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๗๕๙/๒๕๖๓ เรื่อง กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท แต่ต้องทำงานอยู่ภายใต้บังคับบัญชา ของฝ่ายบริหาร จึงเป็นลูกจ้าง เมื่อสัญญาจ้างระบุว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยุติการจ้างงานต้องแจ้งล่วงหน้า ๖ เดือน ข้อตกลงดังกล่าวเป็นคุณกับลูกจ้างซึ่งเป็นฝ่ายอ่อนแอว่า ย่อมไม่ขัดต่อกฎหมาย มีผลใช้บังคับได้ เมื่อนายจ้างส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์บอกเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าให้กับลูกจ้างจำนวน ๖ เดือน เป็นเงิน ๓,๘๗๒,๑๖๐ บาท ๔๔


ความเป็นนายจ้างลูกจ้าง หน้า ๖. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๑๐๘/๒๕๖๑ เรื่อง แพทย์ประจำที่โรงพยาบาล ได้รับค่าจ้างตามผลงาน โรงพยาบาลมีอำนาจควบคุม การทำงาน ไม่ว่าจะเรื่องเวลาทำงาน การลา การคิดค่าบริการ การคัดเลือกแพทย์ใหม่ การตรวจสอบคุณภาพ การทำงาน จึงเป็นนายจ้างลูกจ้างกันตามสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่ได้ทำความผิดร้ายแรง นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยต้องจ่ายค่าชดเชย ๔๕ ๗. คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๒๕๐๐/๒๕๖๑ (คดีฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน) เรื่อง กิจการร่วมค้า : สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา ย่อมสิ้นสุดลงโดยไม่ต้องบอกกล่าว ล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง , ไม่ปรากฏว่านายจ้างได้ มอบหมายสั่งงานให้ลูกจ้างทำในทันทีเมื่อลูกจ้างมาถึงที่ทำงานอันเป็นการเริ่มทำงานก่อนระยะเวลา การทำงาน จึงฟังไม่ได้ว่าลูกจ้างทำงานล่วงเวลา จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ๔๗ ๘. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๖๗๒/๒๕๖๑ เรื่อง จ้างนักดนตรีแสดงวันละ ๓ รอบ รอบละ ๔๕ นาที พัก ๑๕ นาที โรงแรมเพียง ฝ่ายเดียวมีสิทธิกำหนดเงื่อนไขการแสดงดนตรี วันเวลาการแสดง สถานที่แสดงดนตรีการแต่งกาย คุณภาพการแสดง การขอลาป่วย กำหนดให้มาทำงานตรงตามตารางเวลาการแสดงดนตรีที่กำหนด อันเป็นการควบคุมดูแลในลักษณะการบังคับบัญชา เป็นจ้างแรงงาน ๔๘ ๙. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๗๓๘ – ๓๗๓๙/๒๕๖๑ เรื่อง พนักงานขับรถบรรทุกสินค้า ไม่ได้กำหนดเวลาทำงาน แต่ได้กำหนดให้ใช้ผลงาน เป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าจ้าง ได้รับเงินเดือนและค่าเที่ยว การทำงานต้องอยู่ในความควบคุมดูแล ของหัวหน้างาน ไม่ได้มีอิสระที่จะปฏิบัติงานเวลาใดก็ได้ นิติสัมพันธ์จึงเป็นจ้างแรงงาน , ในการทำงานนายจ้าง เชิดนาย ช. ออกเป็นตัวแทน การที่นาย ช บอกเลิกจ้างตามคำสั่งกรรมการผู้มีอำนาจ จึงเสมือนเป็นการบอก เลิกจ้างโดยนายจ้าง ๔๙ ๑๐. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๔๗/๒๕๖๑ เรื่อง นายจ้างทำสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้าง ต่อเนื่องเรื่อยมาจนฉบับสุดท้ายสิ้นสุด วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗ ก่อนสิ้นสุดสัญญานายจ้างจะต่อสัญญาอีก ๖ เดือน แต่วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ลูกจ้างส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังนายจ้างว่า “ขอบคุณสำหรับข้อเสนออีก ๖ เดือน แต่มันถึงเวลา ที่จะออกเดินทางแล้ว ดังนั้น ผมจึงปฏิเสธข้อเสนอ” จึงไม่ใช่การเลิกจ้าง ๕๑ ๑๑. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๙๔๑/๒๕๖๑ (คดีฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน) เรื่อง ลักษณะการทำงานมีการกำหนดวันทำงานและวันหยุดแน่นอน กำหนดจ่ายเงินเดือน ในอัตราที่เท่ากันทุกเดือน การทำงานต้องอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของกรรมการบริษัท เป็นความสัมพันธ์ ตามสัญญาจ้างแรงงาน ๕๒


ความเป็นนายจ้างลูกจ้าง หน้า ๑๒. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๘๔๖/๒๕๖๐ (คดีฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน) เรื่อง ความเป็นนายจ้างลูกจ้าง : การที่บริษัท ก. ว่าจ้างบริษัท ด. เข้าบริหารกิจการ บริษัท ด. จึงมี อำนาจในการบริหารกิจการรวมทั้งเป็นตัวแทนของบริษัท ก. ในการจ้างลูกจ้างแทนด้วย เมื่อบริษัท ด.จ้าง นาย ช. ทำงานจึงผูกพันบริษัท ก. ทั้งกรรมการผู้จัดการบริษัท ก. ก็ส่งข้อความสั่งงานทางแอปพลิเคชันไลน์ ถึงนาย ช. แสดงให้เห็นว่าอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา ดังนั้น นาย ช. จึงเป็นลูกจ้างของบริษัท ก. ๕๓ ๑๓. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๗๖/๒๕๖๐ เรื่อง แม้จะเรียกชื่อสัญญาว่า Service Agreement (ข้อตกลงในการให้บริการ) แต่โจทก์ต้อง ปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับทั้งหมดของลูกค้าอย่างเคร่งครัด จึงเป็นกรณีที่จำเลยใช้อำนาจบังคับบัญชาที่มีต่อ โจทก์ส่งให้โจทก์ไปทำงานกับลูกค้าของจำเลย และจำเลยได้ “มอบอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยให้ลูกค้า ของจำเลยใช้แทนจำเลย” ดังนั้น จำเลยจึงมีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลย จึงเป็นนายจ้างและลูกจ้างกัน ๕๔ ๑๔. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๘๙/๒๕๖๐ เรื่อง การที่จะพิจารณาว่าเป็นจ้างแรงงานหรือไม่ ต้องพิจารณาในเรื่องการบังคับบัญชา เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้รับฟังข้อเท็จจริงกรณีนี้ จึงไม่พอที่จะวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย เป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ เห็นสมควรย้อนสำนวนให้รับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ครบถ้วนเสียก่อน ๕๕ ๑๕. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๙๘๓/๒๕๖๐ เรื่อง “ตัวแทนเชิด” นายจ้างได้เชิดนาย ธ. ออกแสดงเป็นตัวแทนหรือรู้อยู่แล้วยอมให้ นาย ธ เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนในการติดต่อว่าจ้างลูกจ้างให้มาทำงาน นายจ้างซึ่งเป็นตัวการ จึงต้องผูกพันตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาจ้างในผลแห่งการกระทำของตัวแทน ๕๖ ๑๖. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๔๘๓/๒๕๖๐ เรื่อง “พนักงานขายไม่มีค่าจ้างรายเดือน” แต่ได้รับค่าตอบแทนการทำงานเป็นเปอร์เซ็นต์โดย คำนวณจากยอดขายสินค้าซึ่งเป็นค่าจ้างตามผลงาน มีหน้าที่ขายสินค้าและส่งมอบเงินตามคำสั่งและภายใต้ การควบคุม นิติสัมพันธ์เป็น “สัญญาจ้างแรงงาน” , เมื่อมิได้มีประเด็นโต้แย้งในเรื่องอำนาจศาลอันเป็น อำนาจ องค์คณะผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจวินิจฉัยถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ ไม่จำต้องส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัย ๕๗


ความเป็นนายจ้างลูกจ้าง หน้า ๑๗. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๓๖๖/๒๕๖๐ เรื่อง “นักแสดงกลองสัญชาติอเมริกัน” เงินเดือน ๑๗๕,๐๐๐ บาท ให้ทำการแสดง สัปดาห์ละ ๖ วัน กำหนดเวลาทำการแสดงไว้เป็นช่วงเวลาละ ๔๕ นาที ต้องมาก่อนเวลาแสดง ๑๕ นาที กรณี ไม่มาแสดงจะต้องยื่นใบลา ต้องปฏิบัติตามระเบียบของโรงแรม โดยแต่งกายให้เหมาะสม ต้องไม่มาทำการ แสดงในสภาพที่มึนเมา โรงแรมมีอำนาจที่จะประเมินผลการทำงาน ถือว่าอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชา จึงเป็นสัญญาจ้างแรงงาน , ค่าห้องพัก ค่าซักรีดและค่าซักแห้ง และค่าอาหารเป็นสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้ จึงไม่เป็นค่าจ้าง ไม่นำมาคำนวณค่าชดเชย ๕๘ ๑๘. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๖๘๐/๒๕๖๐ เรื่อง ตัวแทนเชิด : แม้พันตำรวจโท ก. ไม่มีชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ แต่ได้ความว่า พันตำรวจโท ก. เป็นผู้ว่าจ้างและขอลดค่าจ้างลูกจ้าง พนักงานการเงินเป็นผู้นำรายได้ของบริษัทจำเลย เข้าบัญชีธนาคารของพันตำรวจโท ก.รวม ๒ บัญชี นอกจากนี้ยังมีการโอนเงินจากบัญชีของบริษัทไปยังบัญชี ของพันตำรวจโท ก. หลายครั้ง จึงรับฟังได้ว่าพันตำรวจโท ก. เป็นเจ้าของผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลย เมื่อพันตำรวจโท ก.แจ้งให้ลูกจ้างออกจากสถานที่ทำงานและแจ้งพนักงานทุกคนทราบ ถือเป็นพฤติการณ์ การเลิกจ้าง ๖๐ ๑๙. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๗๕๖ – ๘๗๕๙/๒๕๖๐ (เลิกจ้าง) เรื่อง ผู้จัดการฝ่ายบุคคล เป็นผู้บังคับบัญชาของลูกจ้างโดยตรงของโจทก์กับพวก มีอำนาจ บังคับบัญชา มอบหมายงานโยกย้ายสับเปลี่ยนหน้าที่การงานพนักงานหรือสั่งการให้พนักงานทุกคนปฏิบัติ จึงเป็นนายจ้าง เมื่อผู้จัดการฝ่ายบุคคลเลิกจ้างโจทก์กับพวก การเลิกจ้างจึงมีผลผูกพันนายจ้าง ๖๑ ๒๐. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๓๘๒/๒๕๕๙ (ฟื้นฟูกิจการ) เรื่อง จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ทำแผนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของ นายจ้างตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ และจำเลยที่ ๑ นางสาว ม. ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจของ บริษัทในการจัดการกิจการของนายจ้าง จึงเป็นผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทน นิติบุคคลให้ทำการแทน ถือเป็นนายจ้างตามมาตรา ๕ ลูกจ้างจึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมรับผิด ในค่าจ้างค้างจ่าย แต่จำเลยที่ ๑ และ ๒ ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ๖๒ ๒๑. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๒๘๓/๒๕๕๘ เรื่อง กรรมการผู้จัดการ ตกลงทำงานกับบริษัทโดยได้รับค่าจ้าง นิติสัมพันธ์ระหว่างบริษัท กับโจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นนายจ้างและลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔ ๑ มาตรา ๕ ๖๓


ความเป็นนายจ้างลูกจ้าง หน้า ๒๒. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๓๒๕/๒๕๕๘ เรื่อง จ้างเป็นผู้จัดการโรงแรม จำเลยเป็นผู้ขอใบอนุญาตทำงานและใบอนุญาตทำงานมีชื่อ จำเลยเป็นนายจ้าง ส่งเงินสมทบประกันสังคม แม้จำเลยมอบหมายให้บริษัทรับจ้างบริหารโรงแรมใช้อำนาจ บังคับบัญชาแทนก็ตาม นิติสัมพันธ์เป็นจ้างแรงงาน ๖๔ ๒๓. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๗๒๒/๒๕๕๗ เรื่อง จ้างแพทย์มาทำงานวันละ ๑ ชม. ทำงานจันทร์ - ศุกร์ จ่ายค่าจ้างทุกเดือน ถือเป็นการ บังคับบัญชาของนายจ้างแล้ว บางปีได้ปรับค่าจ้าง บางปีได้รับโบนัส แม้ไม่ต้องลงเวลาหรือหากมาทำงานไม่ได้ ให้จัดหาแพทย์อื่นมาทำแทน ก็ถือเป็นลูกจ้าง ๖๕ ๒๔. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๖๘๒/๒๕๕๗ เรื่อง เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการ ในการทำงานมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน ต้องมาทำงานทุกวัน หากลางานต้องขออนุญาตก่อน ได้รับสวัสดิการต่าง ๆ เช่นเดียวกับพนักงานอื่น แสดงให้เห็นว่าเป็นการทำงานให้นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง และต้องปฏิบัติภายใต้ข้อบังคับ ระเบียบและ คำสั่งของนายจ้างอันเป็นอำนาจบังคับบัญชาของนายจ้าง จึงเป็นลูกจ้าง ๖๖ ๒๕. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๙๘๕/๒๕๕๗ เรื่อง จ้างที่ปรึกษาด้านการตลาด จ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือนๆ ละ ๒๐,๐๐๐ บาท ไม่กำหนด ปริมาณงานว่าต้องทำมากน้อยเพียงใด แต่ต้องทำรายงานการซื้อขายให้บริษัทตรวจสอบทุกเดือน เป็นการแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ แล้ว แม้ไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในเรื่องอื่นก็ตาม ก็ถือเป็นลูกจ้าง ๖๖ ๒๖. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๔๔๒/๒๕๕๗ (นายจ้าง ๓ ราย) เรื่อง แม้บริษัททั้ง ๓ ราย จะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันก็ตาม แต่ความรับผิดของ บริษัททั้งสามต่อลูกจ้างในหนี้อันเกิดจากการจ้างงานร่วมกัน ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์มาตรา ๒๙๑ ๖๗ ๒๗. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๔๗๒ - ๑๓๔๗๘/๒๕๕๗ เรื่อง ผู้แทนของนิติบุคคลเป็นนายจ้างตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ แต่ถือได้ว่าเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนนิติบุคคล ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ๖๗ ๒๘. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๗๒/๒๕๕๖ เรื่อง แม้เป็นกรรมการผู้จัดการ แต่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของนายจ้างและต้อง ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเหมือนลูกจ้างคนอื่น ถือเป็นลูกจ้าง ๖๘


ความเป็นนายจ้างลูกจ้าง หน้า ๒๙. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๗๔/๒๕๕๖ เรื่อง จ้างก่อสร้างบ้านแม้ทำสัญญาเป็นจ้างทำของโดยมีเจตนาเพื่อกู้เงินจากธนาคาร แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเป็นจ้างแรงงาน ต้องผูกพันตามสัญญาจ้างแรงงาน ๖๘ ๓๐. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๔๖๒-๒๔๖๔/๒๕๕๖ เรื่อง ตัวแทนเชิดเลิกจ้างลูกจ้าง ย่อมมีผลผูกพันบริษัท ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์มาตรา ๘๒๑ ตัวการต้องรับผิด ถือว่าบริษัทเลิกจ้าง ๖๙ ๓๑. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๔๖๘/๒๕๕๖ เรื่อง ทำสัญญาจ้างหาโฆษณาแม้รายละเอียดในสัญญามุ่งถึงผลสำเร็จของงานก็ถือเป็นจ้าง แรงงาน มิใช่จ้างทำของ ๗๐ ๓๒. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๔๗๐/๒๕๕๖ เรื่อง ทำสัญญาจ้างหาโฆษณาแม้รายละเอียดในสัญญามุ่งถึงผลสำเร็จของงานก็ถือเป็นจ้าง แรงงานมิใช่จ้างทำของ ๗๐ ๓๓. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๐๐๓ - ๓๐๐๔/๒๕๕๖ เรื่อง ผู้ประกอบกิจการถือเป็นนายจ้างตามมาตรา ๕(๓) ต้องร่วมรับผิดค่าชดเชยกับนายจ้าง ผู้รับเหมาค่าแรง นายจ้างยึดบัตรพนักงานและไม่ให้เข้าไปทำงานเป็นเลิกจ้าง ๗๑ ๓๔. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๗๘๖/๒๕๕๖ เรื่อง ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการถือเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนบริษัทเป็นนายจ้าง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ๗๒ ๓๕. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๗๘๑๕/๒๕๕๕ เรื่อง นายจ้างจดทะเบียนในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ถ้ามีกำไรก็ต้องส่งเข้าบริษัทแม่เช่นเดียวกัน หุ้นของบริษัทที่มีการซื้อขายในตลาดหุ้นทั่วโลกก็เป็นหุ้นตัวเดียวกันไม่ได้แสดงว่าบริษัททุกแห่งเป็นเจ้าของ เดียวกัน ลูกจ้างจึงมีอำนาจฟ้องนายจ้างที่สาขาได้ ๗๓ ๓๖. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๐๙๘/๒๕๕๔ เรื่อง จ้างพนักงานรักษาความปลอดภัย ต้องปฏิบัติงานภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จึงไม่ใช่การปฏิบัติงานอย่างอิสระแต่อย่างใด เป็นสัญญาจ้างแรงงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ ๗๓


ความเป็นนายจ้างลูกจ้าง หน้า ๓๗. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๔๐๕-๓๔๐๗/๒๕๕๔ เรื่อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามกฎหมายล้มละลาย ถือเป็นนายจ้างตามมาตรา ๕ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ๗๔ ๓๘. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๘๖๑ - ๖๘๙๘/๒๕๕๔ (นิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้าง เรือประมงทะเล) เรื่อง งานเรือประมงทะเล แม้ลูกจ้างบางส่วนเป็นคนต่างชาติแต่ก็ทำสัญญาจ้างแรงงาน ในราชอาณาจักรและทำงานในเรือประมงที่ถือสัญชาติไทย ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทย จึงอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ๗๔ ๓๙. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๗๔๗-๙๗๔๘/๒๕๕๔ เรื่อง วันเกิดเหตุลูกจ้างมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับพนักงานอื่น บุตรนายจ้างจึงเลิกจ้างลูกจ้าง โดยนายจ้างอยู่ในเหตุการณ์แต่ไม่ห้ามหรือโต้แย้ง ต้องถือว่าบุตรนายจ้างเป็นตัวแทนเชิด การกระทำ ย่อมผูกพันนายจ้าง ๗๕ ๔๐. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๙๘๘/๒๕๕๔ เรื่อง พนักงานรักษาความปลอดภัยถือเป็นส่วนหนึ่งอันเป็นธุรกิจในความรับผิดชอบ ของผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการถือเป็นนายจ้างด้วยตามมาตรา ๕ (๓) เดิม ๗๕


ความเป็นนายจ้างลูกจ้าง หน้า ๑. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๒๐/๒๕๖๔ เรื่อง โจทก์จ้างจำเลย (สัญชาติญี่ปุ่น) ให้ทำเว็บไซต์โฆษณาประชาสัมพันธ์ ตามความ สำเร็จของงาน แบ่งจ่ายเป็นงวดรายเดือน โจทก์ไม่ต้องลงเวลาทำงาน มีอิสระในการทำโฆษณา อันเป็นสัญญา ประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน จำเลยทั้งสองจึงไม่ใช่นายจ้าง ๗๖ ๒. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๒๐/๒๕๖๔ เรื่อง นักกายภาพบำบัด ได้รับค่าตอบแทนตามข้อตกลงแบ่งค่าตอบแทนในการแบ่ง ผลประโยชน์จากการรักษาพยาบาลผู้ป่วยด้านกายภาพที่มาทำการรักษาที่โรงพยาบาล ๗๐ / ๓๐ มีอิสระ ในการกำหนดวันเวลาทำงานเองได้ ไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชา ไม่มีการประเมินผลการทำงาน ไม่อยู่ภายใต้ ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน นิติสัมพันธ์ไม่ใช่นายจ้างลูกจ้าง ๗๘ ๓. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๘๑/๒๕๖๓ เรื่อง การทำงานของโจทก์ที่เข้ามาช่วยงานโครงการ มุ่งความสำเร็จของงานในโครงการ เป็นสำคัญ โจทก์ไม่ต้องยื่นใบลา สามารถทำงานวันจันทร์ถึงวันพุธ หรือสลับวันทำงานและทำงานที่บ้านได้ แสดงว่าโจทก์ไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา จำเลยจึงไม่ได้เป็นนายจ้างโจทก์ ๗๙ ๔. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๒๕๙๓/๒๕๖๓ เรื่อง จ้างที่ปรึกษากฎหมาย การเข้ามาทำงานโจทก์ไม่ต้องลงลายมือชื่อเวลาเข้าออก ไม่มีกำหนดเวลาเริ่มต้นการทำงานและเวลาสิ้นสุดการทำงานที่แน่นอน ไม่มีระเบียบข้อบังคับที่โจทก์ต้อง ปฏิบัติตาม โจทก์ไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลย สัญญาว่าจ้างที่ปรึกษาระหว่างโจทก์และจำเลย จึงไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างจำเลย ๗๙ ๕. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๔๑/๒๕๖๒ เรื่อง จ้างนักเรียน นักศึกษาให้ทำงานตามช่วงเวลาเสาร์ อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ และช่วง ปิดภาคเรียน หากไม่ไปก็เพียงแต่แจ้งทางโทรศัพท์ ไม่ต้องยื่นใบลา ได้ค่าตอบแทนตามจำนวนชั่วโมงทำงาน ที่ทำได้ไม่มีการกำหนดวันหยุด วันลา มีอิสระในการทำงาน ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา นิติสัมพันธ์จึงไม่ใช่ นายจ้างลูกจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ไม่ต้องส่งเงินสมทบ ๘๐ ๖. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๗๐/๒๕๖๑ เรื่อง “แคดดี้” ให้บริการแก่ลูกค้าที่เข้าเล่นกอล์ฟ มีรายได้จากลูกค้าที่เข้ามาเล่นกอล์ฟ รอบละ ๔๐๐ บาท โดยจำเลยจะหักไว้ ๕๐ บาท เงินค่าออกรอบจึง “ไม่เป็นค่าจ้าง” แม้จำเลยจะมีระเบียบ ในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะแคดดี้ แต่ระเบียบดังกล่าวก็เป็นเพียงเงื่อนไขที่แคดดี้ต้องปฏิบัติในการมาให้บริการ แก่นักกอล์ฟเท่านั้น มิใช่คำสั่งหรือระเบียบข้อบังคับในการจ้างงาน สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย จึง “มิใช่ สัญญาจ้างแรงงาน” และโจทก์มิใช่ลูกจ้างของจำเลย ๘๑


ความเป็นนายจ้างลูกจ้าง หน้า ๗. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๑๖๔/๒๕๖๑ เรื่อง โจทก์ทำงานโดยอิสระไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลย ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงาน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่ใช่นายจ้างและลูกจ้าง ส่วนมติที่ประชุมใหญ่ เรียกเงินที่จะจ่ายให้แก่โจทก์ว่าเป็นค่าชดเชยนั้น ก็เป็นเพียงการเรียกชื่อค่าตอบแทนที่จะจ่ายให้แก่โจทก์ ว่าเป็นค่าชดเชยแต่ไม่ใช่หมายถึงค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ๘๒ ๘. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๘๒๔ – ๑๘๒๕/๒๕๖๑ เรื่อง นักดนตรีไม่ใช่ลูกจ้าง : โจทก์ทั้งสองก็มีอำนาจตัดสินใจอิสระในการเล่นดนตรี ตามทักษะ ความชำนัญเฉพาะของตนได้อย่างเต็มที่โดยมุ่งประสงค์ต่อความสำเร็จของงาน ไม่มีวันหยุด ไม่อยู่ในข้อบังคับ นิติสัมพันธ์จึงเป็นจ้างทำของไม่ใช่จ้างแรงงาน ๘๓ ๙. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๐๒๑/๒๕๖๑ เรื่อง “ตัวแทนการขายรถยนต์” ไม่มีเงินเดือน ไม่ได้อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับ ได้รับ ค่าคอมมิสชันแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกให้เมื่อลูกค้าตกลงทำสัญญาซื้อรถยนต์และได้รับรถแล้ว ส่วนที่ ๒ ให้เมื่อลูกค้าได้รับป้ายทะเบียนจากกรมการขนส่งทางบก จึงไม่ใช่ลูกจ้าง ๘๔ ๑๐. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๔๐๖/๒๕๖๑ เรื่อง กรรมการบริษัท มีอำนาจในการบริหารกิจการทุกอย่าง มีอิสระในการทำงาน ไม่อยู่ ภายใต้การควบคุมบังคับบัญชา จึงไม่เป็นลูกจ้าง การที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการ จึงไม่ใช่การเลิกจ้าง ๘๕ ๑๑. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๔๙๓/๒๕๖๑ เรื่อง ไม่ปรากฏว่าในการทำงานมีกฎระเบียบในการทำงาน การกำหนดเวลาเข้าออกงาน หรือ ข้อบังคับการทำงาน อันจะแสดงให้เห็นถึงลักษณะอำนาจบังคับบัญชาที่ จึงไม่นิใช่นิติสัมพันธ์ในฐานะนายจ้าง ลูกจ้างกัน ๘๕ ๑๒. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๕๙/๒๕๖๐ เรื่อง จ้างมาแต่งหน้าให้ลูกค้าที่มาซื้อเครื่องสำอางในห้างสรรพสินค้า โจทก์จะเป็นผู้ทำสมุดลง บันทึกเวลางาน ลงเวลาเข้าออกงานเอง โดยมีผู้จัดการฝ่ายบุคคลลงชื่อในสมุดเพื่อตรวจสอบในการจ่าย ค่าตอบแทนตามจำนวนชั่วโมงที่มาปฏิบัติงาน ไม่มีการยื่นใบลากิจ ใบลาป่วย กรณีมาสายหรือไม่มาปฏิบัติงาน ไม่มีการนำข้อบังคับมาใช้กับโจทก์จ่ายค่าตอบแทนเฉพาะวันที่มาปฏิบัติหน้าที่ จึงไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน ๘๖


ความเป็นนายจ้างลูกจ้าง หน้า ๑๓. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๙๐๓/๒๕๖๐ เรื่อง “สัญญาจ้างนักฟุตบอล” เป็นสัญญาที่ว่าจ้างให้ฝึกซ้อม แข่งขัน ตลอดจนการปฏิบัติตาม คำสั่งของผู้ฝึกสอนหรือผู้บริหาร โดยมุ่งประสงค์ต่อความสำเร็จของงานที่รับจ้างก็คือผลการแข่งขันและนำไปสู่ การมีชื่อเสียงของผู้ว่าจ้างอันเป็นเป้าหมายสำคัญ จึงมิใช่สัญญาจ้างแรงงาน หากแต่เป็นสัญญาในทางแพ่ง อย่างหนึ่ง จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องเงินตามกฎหมายแรงงานในฐานะลูกจ้าง ๘๗ ๑๔. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๓๔๖/๒๕๖๐ เรื่อง การจ้างงานของแพทย์ในโรงพยาบาลจะเป็นนิติสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างลูกจ้าง ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากพฤติการณ์และความสัมพันธ์ต่อกันทุกด้าน การที่ ศาลแรงงานกลางคงฟังข้อเท็จจริงเพียงจากข้อตกลงการใช้สถานที่เพื่อประกอบโรคศิลปะเป็นหลัก ในการวินิจฉัย ยังไม่พอแก่การวินิจฉัย เห็นควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ๘๘ ๑๕. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๕๙/๒๕๖๐ เรื่อง จ้างมาแต่งหน้าให้ลูกค้าที่มาซื้อเครื่องสำอางในห้างสรรพสินค้า โจทก์จะเป็นผู้ทำสมุดลง บันทึกเวลางาน ลงเวลาเข้าออกงานเอง โดยมีผู้จัดการฝ่ายบุคคลลงชื่อในสมุดเพื่อตรวจสอบในการจ่าย ค่าตอบแทนตามจำนวนชั่วโมงที่มาปฏิบัติงาน ไม่มีการยื่นใบลากิจ ใบลาป่วย กรณีมาสายหรือไม่มาปฏิบัติงาน ไม่มีการนำข้อบังคับมาใช้กับโจทก์ จ่ายค่าตอบแทนเฉพาะวันที่มาปฏิบัติหน้าที่ จึงไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน ๙๐ ๑๖. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๘๙/๒๕๖๐ เรื่อง การที่จะพิจารณาว่าเป็นจ้างแรงงานหรือไม่ ต้องพิจารณาในเรื่องการบังคับบัญชา เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้รับฟังข้อเท็จจริงกรณีนี้ จึงไม่พอที่จะวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย เป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ เห็นสมควรย้อนสำนวนให้รับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ครบถ้วนเสียก่อน ๙๑ ๑๗. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๓๖๗/๒๕๖๐ เรื่อง จ้างเป็นกรรมการผู้จัดการ มีหน้าที่วางแผนกำหนดนโยบาย มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยทั้งหมดทุกเรื่อง กำหนดเวลาทำงานไม่แน่นอน กำหนดวันพักผ่อนเอง ไม่มีกำหนดวันหยุดวันลา และสวัสดิการ มีอิสระในการทำงานไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา นิติสัมพันธ์มิใช่การจ้างแรงงาน ๙๒ ๑๘. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๘๙๖/๒๕๖๐ (สถาบันอุดมศึกษา) เรื่อง โจทก์มิได้เป็นอาจารย์ประจำ แต่เป็นเพียงอาจารย์พิเศษที่มุ่งถึงผลสำเร็จในการทำงาน อันมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของ ไม่ได้เป็นจ้างแรงงาน ๙๓


ความเป็นนายจ้างลูกจ้าง หน้า ๑๙. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๘๘๑/๒๕๕๙ (คดีเพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน) เรื่อง ครูสอนดนตรี กำหนดค่าตอบแทนในอัตราร้อยละ ๔๐ จากเงินที่ได้รับจากลูกค้า หากไม่มาสอนจะไม่ได้รับค่าตอบแทนการสอนสำหรับชั่วโมงที่ไม่มาสอน หากไม่มาทำงานก็ไม่มีความผิด ไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน นิติสัมพันธ์จึงมิใช่ลูกจ้าง ๙๔ ๒๐. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๕๐๓๔/๒๕๕๘ เรื่อง จ้างแพทย์ทำงาน เดือนละ ๒๘ เวร ๆ ละ ๑๒ ชั่วโมง ค่าตอบแทนเดือนละ ๑๒๐,๐๐๐ บาท หากไม่มาทำงานตามกำหนดเวรสามารถหาบุคคลภายนอกที่ประกอบวิชาชีพแพทย์ เช่นเดียวกันมาเข้าเวรแทนได้ไม่มีหลักเกณฑ์กำหนดวิธีการลงโทษทางวินัย แต่จะใช้วิธีตัดผลประโยชน์ ค่าตอบแทนในการทำงาน ไม่ใช่จ้างแรงงาน ๙๕ ๒๑. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๘๓๘/๒๕๕๗ เรื่อง กรรมการผู้จัดการและเป็นผู้ถือหุ้น ทำงานโดยไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของใคร แม้ต้องมาทำงานทุกวันก็ทำในฐานะที่ต้องดูแลรักษาผลประโยชน์ของบริษัท จึงไม่ใช่ลูกจ้าง ๙๕ ๒๒. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๘๗๗/๒๕๕๗ เรื่อง ประธานกรรมการบริษัท ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ไม่มีการส่งเงิน ประกันสังคม ไม่มีการหักภาษีเงินได้ ไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ ในเรื่องเวลาทำงาน หรือหน้าที่ตามที่ ระบุอย่างไร ไม่เป็นลูกจ้าง ๙๖ ๒๓. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๖๔๑/๒๕๕๗ เรื่อง ผู้ประสานงานของบริษัทประกันชีวิต ลักษณะงานทำงานเป็นไปอย่างอิสระ นิติสัมพันธ์ ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาจ้างทำของ โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างจำเลย ๙๖ ๒๔. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๕๑๗/๒๕๕๗ เรื่อง จ้างสอนภาษาอังกฤษพิเศษในสถาบันการศึกษา จ่ายค่าตอบแทนรายชั่วโมงๆ ละ ๗๐๐ บาท และได้รับค่านายหน้าในกรณีหานักเรียนมาเรียนเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท ไม่อยู่ในบังคับบัญชา ไม่ใช่นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงาน จึงลูกจ้าง ๙๗ ๒๕. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๗๒๕/๒๕๕๗ เรื่อง ผู้ถือหุ้นเข้ามาทำงานบริหารจัดการงานในบริษัท จะมาทำงานหรือไม่มาก็ได้ ไม่ต้องบันทึก เวลาเข้าออก ไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของผู้ใด ไม่ใช่ลูกจ้าง ๙๗


ความเป็นนายจ้างลูกจ้าง หน้า ๒๖. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๕๙๐/๒๕๕๗ เรื่อง ตัวแทนประกันชีวิต รายได้ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับสัดส่วนของค่าบำเหน็จร้อยละ ตามผลงานโดยมิได้คำนึงถึงระยะเวลาการทำงาน เพียงแต่มุ่งคำนึงถึงผลสำเร็จของงานการขายประกันกับ การเก็บเงินของทีมงานและเกณฑ์มาตรฐานของจำเลยเป็นสำคัญ ไม่ใช่ลูกจ้าง ๙๘ ๒๗. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๔๑๕/๒๕๕๗ (คดีฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน) เรื่อง โจทก์เป็นผู้นำเหรียญกษาปณ์ค่าโดยสารไปแลกเป็นธนบัตรเดือนละ ๔ ครั้ง ได้รับ เงินเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท หลังจากแลกเหรียญแล้วจะไปไหนก็ได้ ไม่มีการบังคับบัญชา โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้าง ๙๘ ๒๘. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๕๑๖๔/๒๕๕๗ เรื่อง พนักงานนวดสปา การทำงานไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับ วันใดไม่มาทำงานก็ไม่มีค่าแรงแบ่งให้ ไม่มีบทลงโทษ อุปกรณ์ของใช้ต่างๆ เป็นของเจ้าของ นิติสัมพันธ์จึงมิใช่จ้างแรงงาน ๙๘ ๒๙. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๘๔๑๔ – ๑๘๔๔๕/๒๕๕๗ เรื่อง เก็บผลไม้ป่าที่ประเทศสวีเดน : จำเลยกับโจทก์ไม่มีเจตนาผูกพันตามข้อสัญญาที่จัดทำ ขึ้น การจัดทำสัญญาจ้างมีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือให้โจทก์กับพวกเดินทางไปเก็บผลไม้ป่าในประเทศสวีเดนโดย ไม่ต้องเสียภาษีตามที่ทางการของประเทศสวีเดนกำหนดเท่านั้น จำเลยทั้งสองจึงไม่ใช่นายจ้างและไม่ต้องรับผิด ตามสัญญาต่อโจทก์กับพวก ๙๙ ๓๐. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๗๐๐๘/๒๕๕๗ (ประกันสังคม) เรื่อง แม่บ้านมีหน้าที่รับทำความสะอาด ขณะเดียวกันยังให้บริการรักษาความสะอาด แก่บริษัทอื่นในอาคารเดียวกันกับบริษัทโจทก์ ไม่มีอำนาจบังคับบัญชา ลักษณะการทำงานมุ่งที่จะ ทำความสะอาดให้แล้วเสร็จ ซึ่งถือเอาความสำเร็จของงานเป็นสำคัญ ส่วนการตอกบัตรเป็นเพียง การตรวจสอบว่าทำงานหรือไม่ จึงเป็นจ้างทำของไม่ใช่จ้างแรงงาน ๑๐๒ ๓๑. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๕๑๗/๒๕๕๗ เรื่อง จ้างสอนภาษาอังกฤษพิเศษในสถาบันการศึกษา จ่ายค่าตอบแทนรายชั่วโมงๆ ละ ๗๐๐ บาทและได้รับค่านายหน้าในกรณีหานักเรียนมาเรียนเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท ไม่อยู่ในบังคับบัญชาไม่ใช่ นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงาน จึงลูกจ้าง ๑๐๒ ๓๒. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๗๕๗/๒๕๕๖ เรื่อง ผู้จัดการสถานีน้ำมัน มีหน้าที่บริหารงานและควบคุมการทำงานของพนักงานในสถานี บริการน้ำมัน ไม่ต้องลงเวลาทำงาน ไม่มีการลาหยุดในลักษณะใดๆ ไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับเกี่ยวกับ การทำงานของจำเลย ไม่เป็นนายจ้างลูกจ้างกัน ๑๐๓


ความเป็นนายจ้างลูกจ้าง หน้า ๓๓. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๑๒๕/๒๕๕๕ เรื่อง ตัวแทนประกันชีวิต สามารถทำงานได้โดยอิสระเพียงเพื่อให้ได้ผลสำเร็จของงานคือ มีผู้ทำสัญญาประกันชีวิตก็จะได้รับค่าตอบแทนเป็นค่านายหน้า ไม่ใช่ลูกจ้าง ๑๐๓ ๓๔. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๔๖๙/๒๕๕๕ เรื่อง จ้างเป็นที่ปรึกษากฎหมาย ทำงานเฉพาะวันเสาร์ ไม่มีกำหนดเวลาทำงานที่แน่นอน ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับ ไม่ถือเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ๑๐๔ ๓๕. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๘๒๕/๒๕๕๕ เรื่อง จ้างขับรถส่งของต้องมีรถบรรทุกสินค้าของตนเอง จ่ายค่าตอบแทนตามผลงานเป็นเที่ยว จะมาทำงานในวันใดก็ได้ตามความสมัครใจ ไม่ใช่จ้างแรงงาน ๑๐๔ ๓๖. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๗๘๑๔/๒๕๕๕ เรื่อง เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการของบริษัท ปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายของคณะกรรมการ ไม่ ต้องลงเวลาทำงานและจะมาทำงานหรือไม่ก็ได้แม้ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน ก็ไม่ใช่ลูกจ้าง ๑๐๕ ๓๗. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๔๖๘/๒๕๕๔ เรื่อง จ้างสอนภาษาจีนจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมง คือให้มีการสอนตามช่วงเวลานั้นจน สำเร็จเสร็จสิ้นไปเป็นสำคัญ หาได้มุ่งเน้นถึงแรงงานที่จำเลยจะได้รับจากการสอนของโจทก์ไม่ ไม่มีข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงานว่าโจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลย แม้ส่งประสังคมก็ไม่ใช่จ้างแรงงาน ๑๐๕


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๑ - มาตรา ๑๑/๑ รับเหมาค่าแรง ๑. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๔๓/๒๕๖๓ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง จำเลยที่ ๑ ส่งโจทก์ให้ไปทำงานเป็นผู้ควบคุมนั่งร้านที่สถานประกอบกิจการ ของจำเลยที่ ๒ ต่อมาจำเลยที่ ๒ มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ ๑ ให้การปฏิบัติงานของโจทก์สิ้นสุดลงตามสัญญา และส่งตัวโจทก์คืนแก่จำเลยที่ ๑ จึงไม่ใช่กรณีจำเลยที่ ๒ บอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ แต่เมื่อสัญญาจ้าง สิ้นสุดลง จำเลยที่ ๑ เป็นผู้แจ้งโจทก์สิ้นสุดสัญญาจ้าง จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนายจ้าง จึงต้องจ่ายค่าชดเชย แก่โจทก์ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า วันที่ ๑ กุมภาพันธ์๒๕๔๗ จำเลยทั้งสองจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้ควบคุมนั่งร้าน ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๓๙๒,๔๙๓.๙๑๗ บาท ต่อมาวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๙ จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ อ้างว่าครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาและทำงานตามที่ได้รับ มอบหมายเสร็จสมบูรณ์ ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน ๓,๙๒๔,๕๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย และเงินเพิ่ม จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ไม่ได้เป็นนายจ้างโจทก์ แต่โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ สัญญาระหว่าง โจทก์และจำเลยที่ ๑ เป็นจ้างทำของ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ไม่เคย มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ แต่เป็นกรณีสิ้นสุดระยะเวลาการจ้างตามสัญญา ศาลแรงงานภาค ๒ พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ มีวัตถุประสงค์หลักในการประกอบกิจการ ให้คำปรึกษาด้านวิศวกรรมและอำนวยความสะดวกด้านธุรการให้แก่ลูกค้า จำเลยที่ ๒ ประกอบธุรกิจออกแบบ ติดตั้งโครงสร้างต่าง ๆ ในทะเลของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จำเลยที่ ๒ มีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ บริการจัดหาพนักงานตำแหน่งผู้ควบคุมนั่งร้าน จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างโจทก์ซึ่งเป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านผู้ควบคุมนั่งร้านและส่งโจทก์ไปทำงานกับจำเลยที่ ๒ ที่สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ ๒ จังหวัด ชลบุรีมี จำเลยที่ ๑ ดำเนินการขอวีซ่า และต่อใบอนุญาตทำงาน หักเงินส่งประกันสังคมในนามจำเลยที่ ๑ อำนาจบัญชาและการลาขึ้นตรงต่อจำเลยที่ ๒ เป็นการมอบอำนาจบังคับบัญชาบางส่วนให้จำเลยที่ ๒ ต่อมา จำเลยที่ ๒ มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ ๑ ให้การปฏิบัติงานของโจทก์สิ้นสุดลงในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๙ และส่ง ตัวโจทก์คืนแก่จำเลยที่ ๑ ไม่ใช่กรณีจำเลยที่ ๒ บอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์แสดงว่าอำนาจในการเลิกจ้าง ยังอยู่ที่จำเลยที่ ๑ โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ แต่ผู้เดียว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ จ่ายค่าชดเชย ๑๖๒,๖๔๐ ดอลลาร์ออสเตรเลีย พร้อมดอกเบี้ย ในกรณีที่ชำระเป็นเงินไทยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ต่างประเทศนั้นเป็นเงินไทย โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ที่ทำการขายเงินตรา ต่างประเทศเป็นเงินไทยในวันที่มีคำพิพากษา....คำขออื่นให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ประเด็นว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ หรือไม่ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เห็นว่า จำเลย ที่ ๑ จ้างโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งผู้ควบคุมนั่งร้าน ซึ่งเป็นงานที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของจำเลยที่ ๑ ในการประกอบกิจการด้านให้คำปรึกษาด้านวิศวกรรมและอำนวยความสะดวกด้านธุรการให้แก่ลูกค้า


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๒ - และจำเลยที่ ๑ ส่งโจทก์ไปทำงานกับจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๑ จ่ายค่าตอบแทนการทำงานให้แก่โจทก์ เมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลง จำเลยที่ ๑ เป็นผู้แจ้งโจทก์สิ้นสุดสัญญาจ้าง แสดงว่าจำเลยที่ ๑ ตกลงรับโจทก์เข้า ทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และเป็นผู้มีอำนาจในการเลิกจ้างโจทก์ การที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามและการบังคับ บัญชาของจำเลยที่ ๒ ก็ด้วยคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่มอบอำนาจบังคับบัญชาบางส่วนไปให้จำเลยที่ ๒ ใช้แทน ในระหว่างที่โจทก์ไปปฏิบัติงานให้จำเลยที่ ๒ เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปตามสัญญาจ้างระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ ๑ จึงเป็นนายจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ อนึ่งที่ศาลแรงงานภาค ๒ พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ จ่ายค่าชดเชยเป็นเงินไทยโดยให้คิดอัตรา แลกเปลี่ยนเงินโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์...ในวันที่มีคำพิพากษา...เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๖ วรรคสอง ที่กำหนดให้การเปลี่ยนเงินต่างประเทศเป็นเงินไทย ให้คิดตามอัตรา แลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน อันเป็นสิทธิของลูกหนี้ในการเลือกปฏิบัติการชำระหนี้ พิพากษา แก้ ให้จำเลยที่ ๑ จ่ายค่าชดเชย ๑๖๒,๖๔๐ ดอลลาร์ออสเตรเลีย พร้อมดอกเบี้ย หากจะชำระเป็นเงินไทยให้ คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน ๓,๙๒๔,๕๔๐ บาท นอกจาก ที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค ๒ ๒. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๘๘๔/๒๕๖๒ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง บันทึกข้อตกลงที่กำหนดให้นายจ้างตกลงไม่รับพนักงานรับเหมาค่าแรง แต่ในกรณี พิเศษจะมีการปรึกษาหารือร่วมกันทั้งสองฝ่ายนั้น เป็น “ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง” ตามมาตรา ๕ แต่การที่ศาลแรงงานได้พิพากษาเกินคำขอให้เพิกถอนการรับพนักงานรับเหมาค่าแรงเป็นต้นไป โดยไม่ ปรากฏว่าบุคคลภายนอกดังกล่าวไม่สุจริตและโจทก์มิได้ฟ้องบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีด้วย ศาลแรงงาน จึงไม่อาจพิพากษาเกินคำขอได้ คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานได้ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยจัดทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้างและได้จดทะเบียนตามกฎหมายแล้ว โดยข้อ ๑๕ ระบุว่า “บริษัทฯ ตกลงไม่รับพนักงานรับเหมา ค่าแรง (เหมาช่วง) แต่ในกรณีพิเศษจะมีการปรึกษาหารือร่วมกันทั้งสองฝ่าย” ปรากฏว่าระหว่างวันที่ ๑ มกราคม – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๐ จำเลยรับพนักงานรับเหมาค่าแรงเข้ามาเป็นจำนวนมาก อันเป็นการฝ่าฝืน ข้อตกลงฯ ขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงฯ ในกรณีที่จำเลยจะรับพนักงานรับเหมาค่าแรง (เหมาช่วง) ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ เป็นต้นไป และให้เพิกถอนการรับเหมาค่าแรง (เหมาช่วง) ในปี ๒๕๖๐ ทุกคน ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฝ่าฝืนข้อตกลงฯ ศาลแรงงานภาค ๒ พิพากษาให้ปฏิบัติตามข้อตกลงฯ และให้จำเลยเพิกถอนการรับเหมาค่าแรง ตั้งแต่วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๑ เป็นต้นไป คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๕ “สภาพการจ้าง” หมายความว่า เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน “ข้อตกลงเกี่ยวกับ


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๓ - สภาพการจ้าง” หมายความว่า ข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง... เมื่อพิจารณาบันทึกข้อตกลงฯ ข้อ ๑๕ ที่ระบุว่า บริษัทฯ ตกลงไม่รับพนักงานรับเหมาค่าแรง แต่ในกรณีพิเศษจะมีการปรึกษาหารือร่วมกันทั้งสอง ฝ่ายแล้วแสดงให้เห็นว่า หากนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงฯ ก็อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ที่ ลูกจ้างตามสัญญาจ้างพึงมีพึงได้ อีกทั้งอาจส่งผลต่อความมั่นคงในหน้าที่การงานของลูกจ้างตามสัญญาจ้างด้วย เช่นกัน ข้อตกลงข้อที่ ๑๕ จึงมีลักษณะเป็น “ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง” ที่นายจ้างต้องยึดถือปฏิบัติ ร่วมกัน เมื่อยังไม่มีข้อตกลงฯ ฉบับใหม่ ก็ยังคงมีผลผูกพันให้จำเลยต้องปฏิบัติตามต่อไป ดังนั้น จำเลยต้อง ปฏิบัติตามข้อตกลงฯ อย่างไรก็ตามแม้จำเลยรับพนักงานรับเหมาค่าแรงตั้งแต่วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๑ โดยไม่ได้ปรึกษาหารือร่วมกันทั้งสองฝ่าย แต่การที่ศาลแรงงานภาค ๒ พิพากษาเกินคำขอให้เพิกถอนการรับ พนักงานรับเหมาค่าแรงของจำเลยตั้งแต่วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๑ เป็นต้นไปนั้น เป็นการเพิกถอนนิติกรรม ที่จำเลยทำไว้กับบุคคลภายนอก โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบุคคลภายนอกไม่สุจริต และโจทก์มิได้ฟ้อง บุคคลภายนอกดังกล่าวเข้ามาในคดีด้วย เท่ากับสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้พิพากษาได้ศาลแรงงานภาค ๒ จึงไม่อาจพิพากษาเกินคำขอได้ แต่ทั้งนี้หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยในส่วนนี้อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกกรณีหนึ่ง พิพากษาแก้เป็นให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค ๒ ในส่วนที่ให้ เพิกถอนการรับพนักงานรับเหมาค่าแรงตั้งแต่วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๑ เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลแรงงานภาค ๒ ๓. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๘๕๔/๒๕๖๒ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง โจทก์ที่ ๑ ประกอบกิจการผลิตปิโตรเลียม ได้ว่าจ้างโจทก์ที่ ๒ เป็นที่ปรึกษาและ จัดการระบบโครงการ โจทก์ที่ ๒ ส่งนาย A เข้ามาทำงานให้แก่โจทก์ที่ ๑ ลักษณะงานที่ปรึกษาโครงการ ดังกล่าว มุ่งประสงค์ต่อการได้รับคำปรึกษาตามสัญญาจ้างเหมาบริการเป็นสำคัญ โดยมิได้มุ่งประสงค์ ต่อการจัดหาแรงงานมาทำงานในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ที่ ๑ เป็นนายจ้างของนาย A ตามมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงไม่ต้องรับจ่ายค่าชดเชยให้ นาย A คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ ๑ ร่วมกับโจทก์ ที่ ๒ จ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน ๖,๖๒๖,๓๗๘.๘๘ บาท แก่นาย A ลูกจ้าง โจทก์ทั้งสองเห็นว่าคำสั่งของจำเลย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโจทก์ที่ ๑ ไม่ได้เป็นนายจ้างของนาย A โจทก์ที่ ๑ ประกอบกิจการผลิต ปิโตรเลียมจ้างโจทก์ที่ ๒ เป็นที่ปรึกษาโครงการดูแลและจัดระบบโครงการในลักษณะจ้างทำของ โจทก์ที่ ๑ ไม่ถือเป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ ส่วนโจทก์ที่ ๒ เห็นว่า โจทก์ที่ ๒ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามคำสั่งของจำเลยให้กับนาย A เนื่องจากมีข้อตกลงกับนาย A ว่าจะ ไม่เรียกร้องค่าชดเชย จำเลยให้การว่า เมื่องานที่นาย A ทำเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตภายใต้ การควบคุมการทำงานของโจทก์ที่ ๑ จึงถือว่าโจทก์ที่ ๑ เป็นนายจ้างของนาย A ตามมาตรา ๑๑/๑ โจทก์ที่ ๑


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๔ - จึงต้องร่วมรับผิดกับโจทก์ที่ ๒ นายจ้าง จ่ายค่าชดเชยแก่นาย A ตามหลักฐานใบขออนุญาตทำงานในประเทศ ไทยของนาย A ระบุว่าโจทก์ที่ ๑ เป็นนายจ้าง ข้อตกลงว่าจะไม่เรียกร้องค่าชดเชยเป็นโมฆะ ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน จำเลย ชอบด้วย กฎหมายแล้ว จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง โจทก์ที่ ๑ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ที่ ๑ ประกอบกิจการผลิตปิโตรเลียม โจทก์ที่ ๒ ประกอบกิจการให้ คำปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคล โจทก์ที่ ๑ ว่าจ้างโจทก์ที่ ๒ เป็นที่ปรึกษาโครงการดูแลและจัดระบบโครงการ ในลักษณะจ้างทำของ โจทก์ที่ ๒ ส่งนาย A ไปทำงานเป็นที่ปรึกษาโครงการแก่โจทก์ที่ ๑ อันเป็นงานในกิจการ ของโจทก์ที่ ๒ ที่รับทำการงานให้แก่โจทก์ที่ ๑ จึงทำงานในลักษณะให้คำปรึกษาแก่โจทก์ที่ ๑ อันเป็นงาน ของโจทก์ที่ ๒ ที่ทำแก่โจทก์ที่ ๑ มิใช่นาย A ทำในฐานะลูกจ้างแก่โจทก์ที่ ๑ แม้โจทก์ที่ ๑ จะดำเนินการ เกี่ยวกับสิทธิพำนักและใบอนุญาตทำงานของนาย A ก็เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้แก่นาย A ในการ ให้คำปรึกษาเท่านั้น ไม่อาจถือว่าโจทก์ที่ ๑ เป็นนายจ้างของนาย A ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ด้วย คงมีโจทก์ที่ ๒ เท่านั้นที่เป็นนายจ้างของนาย A อีกทั้งลักษณะงานที่ ปรึกษาโครงการฯ ที่โจทก์ที่ ๑ ว่าจ้าง โจทก์ที่ ๒ ทำมีลักษณะเป็นการจ้างทำของหรือจ้างเหมาบริการ ที่โจทก์ที่ ๑ ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อเสริมสร้างพัฒนาศักยภาพบุคลากรในบริษัทโจทก์ที่ ๑ โดยโจทก์ที่ ๒ ได้ส่งนาย A มาให้คำปรึกษา ย่อมแสดงว่าโจทก์ที่ ๑ มุ่งประสงค์ต่อการได้รับคำปรึกษาจากนาย A ตามสัญญาจ้างเหมา บริการที่ทำไว้กับโจทก์ที่ ๒ เป็นสำคัญ โดยมิได้มุ่งประสงค์ต่อการจัดหาแรงงานมาทำงานในกระบวนการผลิต หรือธุรกิจในความรับผิดชอบของโจทก์ที่ ๑ จึงไม่อาจถือว่าโจทก์ที่ ๑ เป็นนายจ้างของนาย A ตามมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ โจทก์ที่ ๑ จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่าย ค่าชดเชยให้นาย A ที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ ๑ ร่วมกับโจทก์ที่ ๒ จ่ายค่าชดเชยแก่นาย A ด้วนนั้น ไม่ต้องด้วย ความเห็นของศาลฎีกา พิพากษาแก้เป็น ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยเฉพาะส่วนที่ให้โจทก์ที่ ๑ ร่วมจ่ายค่าชดเชยแก่ นาย A นอกจากที่ แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ๔. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๖๕ – ๑๖๘/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง “งานขับรถให้พนักงานชาวต่างชาติฝ่ายผู้บริหารและครอบครัว” ไม่ได้อยู่ใน ความหมายของคำว่า การสำรวจ ผลิต เก็บรักษา ขนส่ง ขาย หรือจำหน่ายปิโตรเลียม ตามนิยาม “กิจการปิโตรเลียม” โดยลักษณะงานเป็นการทำหน้าที่ให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานของ ผู้ประกอบกิจการและครอบครัวและบางกรณีอาจหน้าที่นอกเหนือจากการขับรถด้วย จึงไม่ใช่ “งานหลัก” ของผู้ประกอบกิจการ จึงไม่อาจถือได้ว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคหนึ่ง คดีนี้โจทก์กับพวกรวม ๔ คน ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ผู้ประกอบกิจการธุรกิจเกี่ยวกับการสำรวจ ผลิต และจำหน่ายปิโตรเลียม ได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๒ เป็นผู้จัดหาคนมาทำงาน มีหน้าที่ขับรถประจำตำแหน่ง ผู้บริหารของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ เลือกปฏิบัติแก่โจทก์ทั้ง ๔ คน โดยได้รับค่าจ้างและสวัสดิการน้อยกว่า


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๕ - พนักงานขับรถที่จำเลยที่ ๑ ว่าจ้างโดยตรง ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินโบนัส ค่าทำงาน ในวันหยุด ให้โจทก์ทำงานปกติวันจันทร์-ศุกร์ หยุดวันเสาร์และอาทิตย์ ค่าอาหารล่วงเวลา สวัสดิการเงินช่วย น้ำท่วม เงินสวัสดิการค่าเล่าเรียนบุตร...พร้อมดอกเบี้ย ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า พนักงานชาวต่างชาติเป็นบุคลากรสำคัญกับกิจการ ของจำเลยที่ ๑ ถือได้ว่างานขับรถของโจทก์ทั้งสี่เป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจของจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ถือว่าจำเลยที่ ๑ เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสี่ซึ่ง เป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรง ซึ่งตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง กำหนดให้จำเลยที่ ๑ ต้องดำเนินการให้ลูกจ้าง รับเหมาค่าแรงเหล่านี้ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมเช่นเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ของจำเลยที่ ๑ โดยไม่เลือกปฏิบัติ โจทก์ทั้งสี่จึงมีสิทธิได้รับโบนัส ค่าอาหารล่วงเวลา ส่วนจำนวนวันทำงาน ปกติถือเป็นข้อตกลงตามสัญญาจ้างแรงงานที่นายจ้างสามารถตกลงกับลูกจ้างแต่ละรายว่าจะต้องมีวัน ทำงานปกติเท่าใดก็ได้ มิได้เป็นสิทธิประโยชน์หรือสวัสดิการที่ต้องให้แก่ลูกจ้างเหมือนกันทุกราย โจทก์ทั้งสี่ ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ กำหนดวันเสาร์เป็นวันหยุดได้ จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าล่วงเวลาฯ และค่าทำงาน ในวันหยุดเพิ่มเติมอันเนื่องมาจากการทำงานในวันเสาร์สำหรับสวัสดิการ เงินสวัสดิการค่าเล่าเรียนบุตร... โจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิได้รับเพราะไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข....ส่วนจำเลยที่ ๒ และจำเลยร่วม ไม่ต้องรับผิดเพราะไม่ใช่ ผู้ประกอบกิจการตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคหนึ่ง พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินโบนัสและค่าอาหาร ล่วงเวลาแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมดอกเบี้ย คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ และจำเลยร่วม โจทก์และ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ประเด็นว่างานขับรถให้บริการส่วนตัวแก่พนักงานและครอบครัวพนักงานเป็นส่วนหนึ่ง ส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๑ หรือไม่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการสำรวจ ผลิต และจำหน่ายปิโตรเลียม โดยเป็นผู้รับสัมปทาน การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมภายใต้บังคับพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งมาตรา ๔ ให้คำนิยาม คำว่า“กิจการปิโตรเลียม” หมายความว่า การสำรวจ ผลิต เก็บรักษา ขนส่ง ขาย หรือจำหน่ายปิโตรเลียม ย่อมเห็นได้ว่า งานกระบวนการผลิตหรือธุรกิจของจำเลยที่ ๑ ต้องเกี่ยวกับกิจการปิโตรเลียมตาม ความหมายดังกล่าวโดยตรง ไม่ใช่ว่างานที่ทำทุกงานในสถานประกอบการธุรกิจของจำเลยที่ ๑ จะเป็น ส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๑ ด้วยเหตุเพราะต่างเป็น งานที่เกื้อกูลสนับสนุนกัน คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ทั้งสี่ทำหน้าที่ขับรถให้แก่พนักงานของจำเลยที่ ๑ ที่ได้รับสวัสดิการเป็นการส่วนตัวและครอบครัวของพนักงานดังกล่าวและบางกรณีหน้าที่ของโจทก์อาจเป็น เรื่องที่นอกเหนือจากการขับรถด้วย โดยลักษณะงานเป็นการทำหน้าที่ให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ พนักงานของจำเลยที่ ๑ และครอบครัว ไม่ได้อยู่ในความหมายของการสำรวจ ผลิต เก็บรักษา ขนส่ง ขาย หรือจำหน่ายปิโตรเลียม อันเป็นงานหลักของจำเลยที่ ๑ งานขับรถของโจทก์ทั้งสี่จึงไม่ใช่ส่วนหนึ่งส่วนใด ในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชองของจำเลยที่ ๑ ผู้ประกอบกิจการ กรณีถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสี่ตามบทบัญญัติมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๖ - พ.ศ. ๒๕๔๑ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องดำเนินการให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรม โดยไม่เลือกปฏิบัติในเงินโบนัสและค่าอาหารล่วงเวลา ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสี่มีสิทธิได้รับเงิน โบนัสและค่าอาหารล่วงเวลาในส่วนนี้มานั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่สำรับจำเลยที่ ๑ เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไป ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ๕. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๒๘๕ – ๒๙๘/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง การทำงานอันเป็น “ส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบ” ของผู้ประกอบกิจการต้องเป็น “งานหลัก” เท่านั้น เมื่อการทำงาน “ขับรถประจำตำแหน่งผู้บริหาร” ไม่ได้อยู่ในความหมายของคำว่า “กิจการปิโตรเลียม” การทำงานของลูกจ้างจึงไม่ใช่งานหลักแต่เป็นเพียง การทำงานที่ “ส่งผลต่อธุรกิจของผู้ประกอบกิจการโดยทางอ้อม” จึงไม่อาจถือได้ว่าผู้ประกอบกิจการ เป็นนายจ้างตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคหนึ่ง คดีนี้โจทก์กับพวกรวม ๑๔ คน ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ผู้ปร กอบกิจการธุรกิจเกี่ยวกับการสำรวจ ผลิตและจำหน่ายปิโตรเลียม ได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๒ เป็นผู้จัดหาคนมาทำงาน จำเลยที่ ๒ ได้มอบหมายให้ จำเลยที่ ๓ เป็นตัวแทนหาคนมาทำงานเป็นลูกจ้างมีหน้าที่ขับรถประจำตำแหน่งผู้บริหารของจำเลยที่ ๑ นับแต่ เข้างานโจทก์กับพวกไม่เคยได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการเช่นเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของ จำเลยที่ ๑ เป็นการเลือกปฏิบัติ ขอบังคับให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อบังคับเกี่ยวกับ การทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยให้โจทก์กับพวกทำงานตามปกติสัปดาห์ละ ๕ วันจ่ายค่าทำงาน ในวันหยุด...โบนัส ค่าแท็กซี่ชั่วโมงเร่งด่วน ค่าอาหาร และสวัสดิการ พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่าโจทก์กับพวก ทำงานขับรถส่งพนักงานและตามคำสั่งของพนักงานที่เป็นชาวต่างชาติงานดังกล่าวจึงไม่ใช่ส่วนหนึ่งส่วนใด ในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๑ ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์กับพวกอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่า บทบัญญัติมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นบทบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นมาเพื่อให้ผู้ประกอบกิจการมีหน้าที่ปฏิบัติต่อลูกจ้างรับเหมา ค่าแรงเสมือนเป็นลูกจ้างของตน และให้ความคุ้มครองลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกับลูกจ้าง ตามสัญญาจ้างโดยตรงให้ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติเช่นเดียวกับลูกจ้าง ตามสัญญาจ้างโดยตรง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มภาระหน้าที่แก่ผู้ประกอบกิจการ ในการตีความ บทมาตราดังกล่าวจึงต้องตีความโดยเคร่งครัดก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายดังนั้น การทำงานอันเป็น ส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการต้องเป็นงานหลัก เท่านั้น มิใช่งานที่มีผลต่อการผลิตหรือธุรกิจโดยอ้อม อันเป็นหลักเกณฑ์ที่ชัดแจ้งในการตีความและเป็นธรรม แก่ทั้งสองฝ่าย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ ๒ ให้บริการงานทำความสะอาด สำนักงาน งานทำสวน งานธุรการทั่วไป... แต่จำเลยที่ ๒ จ้างจำเลยที่ ๓ ให้ส่งโจทก์กับพวกไปทำงานขับรถ


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๗ - ให้แก่พนักงานผู้บริหาร การทำงานของโจทก์กับพวกจึงเป็น “การให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ พนักงานและครอบครัวของพนักงาน” ของจำเลยที่ ๑ ไม่ได้อยู่ในความหมายของคำว่า “กิจการปิโตรเลียม” ซึ่งหมายความว่า การสำรวจ ผลิต เก็บรักษา ขนส่ง ขาย หรือจำหน่ายปิโตรเลียม ตามคำนิยามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งเป็นกิจการของจำเลยที่ ๑ แต่อย่างใด การทำงานของโจทก์กับ พวกจึงไม่ใช่งานหลัก แต่เป็นเพียง “การทำงานที่ส่งผลต่อธุรกิจของจำเลยที่ ๑ โดยทางอ้อม” จึงไม่อาจถือ ได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นนายจ้างของโจทก์กับพวกตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องดำเนินการ ให้โจทก์กับพวกได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง พิพากษายืน ๖. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๐๒๑/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง แม้ทำสัญญาจ้าง “นักธรณีวิทยาประจำบ่อขุดเจาะ” มีกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและ สิ้นสุดชัดเจน และต่อสัญญาจ้างอีกคราวละ ๑ ปี เรื่อยมา แต่สัญญาทุกฉบับล้วนมีข้อความให้สิทธิทั้งสอง ฝ่ายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา ๓๐ วัน ย่อมมีผลเป็นการไม่แน่นอนว่า สัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน อย่างไรก็ดีนายจ้าง เลิกจ้างเมื่อครบกำหนดในสัญญาจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอแล้ว มิใช่ การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๐ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานใน ตำแหน่ง “นักธรณีวิทยาประจำบ่อขุดเจาะ” ให้กับจำเลยที่ ๒ โดยโจทก์ทำงานอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา ของจำเลยที่ ๒ โจทก์ได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ ๒ ผ่านจำเลยที่ ๑ ต่อมาวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ จำเลยที่ ๑ มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหายจากการ เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน ๖๒๐,๘๐๙.๕๑ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๒ ให้การว่ามิได้เป็น นายจ้างตามมาตรา ๑๑/๑ งานที่โจทก์ทำไม่ใช่งานอันเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจใน ความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๒ ศาลแรงงานกลาง พิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ประเด็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างมี กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดชัดเจน เมื่อครบกำหนดก็ต่อสัญญาจ้างอีกคราวละ ๑ ปี เรื่อยมา และสัญญาฉบับสุดท้ายกำหนดระยะเวลาจ้างไว้ ๖ เดือน ตั้งแต่ ๑ กรกฎาคม – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ แต่สัญญาทุกฉบับล้วนมีข้อความให้สิทธิจำเลยที่ ๑ และโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยการส่งหนังสือบอก กล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา ๓๐ วัน จากข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลเป็นการไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลง เมื่อใด เพราะคู่สัญญาอาจบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดได้ จึงมิใช่เป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา แน่นอน แต่เป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน อย่างไรก็ดีจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาให้บริการและคำสั่ง ให้บริการกับจำเลยที่ ๑ เพื่อให้จำเลยที่ ๑ จัดหาบุคลากรที่มีคุณสมบัติและประสบการณ์ที่เหมาะสม ว่าจ้าง และจัดส่งบุคลากรดังกล่าวไปทำงานให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งประกอบกิจการเกี่ยวกับการสำรวจขุดเจาะ การวาง


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๘ - ท่อส่งแท่นขุดเจาะ การผลิตปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งบุคคลที่ทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านก่อสร้าง นอกชายฝั่งต้องมีความรู้ ประสบการณ์ และความชำนาญด้านการก่อสร้างซึ่งเป็นความรู้ความสามารถ เฉพาะด้าน สัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์จึงจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งโจทก์ไปทำงานให้แก่ จำเลยที่ ๒ เป็นการเฉพาะ แม้สัญญาจ้างจะเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน แต่จำเลยที่ ๒ แจ้ง จำเลยที่ ๑ ว่าจะไม่ต่อสัญญาให้บริการซึ่งจะครบกำหนดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ จำเลยที่ ๑ จึงหมดความ จำเป็นในการว่าจ้างโจทก์เนื่องจากไม่สามารถจัดส่งโจทก์ไปทำงานให้แก่จำเลยที่ ๒ อีกต่อไป การที่จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์เมื่อครบกำหนดในสัญญาจ้างเพราะสาเหตุดังกล่าว เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผลอันสมควรและ เพียงพอแล้ว มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ๗. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๐๕๑/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง แม้ทำสัญญาจ้าง “ที่ปรึกษาด้านก่อสร้างนอกชายฝั่ง” มีกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและ สิ้นสุดชัดเจน และต่อสัญญาจ้างอีกคราวละ ๑ ปีเรื่อยมา แต่สัญญาทุกฉบับล้วนมีข้อความให้สิทธิทั้งสอง ฝ่ายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา ๓๐ วัน ย่อมมีผลเป็นการไม่แน่นอนว่า สัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน อย่างไรก็ดีนายจ้าง เลิกจ้างเมื่อครบกำหนดในสัญญาจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอแล้ว มิใช่การ เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานใน ตำแหน่ง “ที่ปรึกษาด้านการก่อสร้างนอกชายฝั่ง” ให้กับจำเลยที่ ๒ โดยโจทก์ทำงานอยู่ภายใต้การบังคับ บัญชาของจำเลยที่ ๒ โจทก์ได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ ๒ ผ่านจำเลยที่ ๑ ต่อมาวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ จำเลยที่ ๑ มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหาย จากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน ๔๖๕,๖๙๗ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า มิใช่ นายจ้างโจทก์ แต่เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ให้การว่าลักษณะการทำงานของโจทก์มิได้อยู่ ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ จำเลยที่ ๒ จึงถือมิได้ว่าเป็นนายจ้าง ศาลแรงงานกลาง พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเรียก ค่าชดเชยจากจำเลยทั้งสอง พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๒ ไม่พอใจคำสั่งจึงอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานกลาง จำเลยที่ ๑ เป็นนายจ้างโจทก์ส่วนจำเลยที่ ๒ ถือเป็นนายจ้าง โจทก์ตามมาตรา ๑๑/๑ การเลิกจ้างมีเหตุผลอันสมควรแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ประเด็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างมี กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดชัดเจน เมื่อครบกำหนดก็ต่อสัญญาจ้างอีกคราวละ ๑ ปี เรื่อยมา และสัญญาฉบับสุดท้ายกำหนดระยะเวลาจ้างไว้ ๖ เดือน ตั้งแต่ ๑ กรกฎาคม – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ แต่สัญญาทุกฉบับล้วนมีข้อความให้สิทธิจำเลยที่ ๑ และโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยการส่งหนังสือบอก กล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา ๓๐ วัน จากข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลเป็นการไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลง


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๙ - เมื่อใด เพราะคู่สัญญาอาจบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดได้ จึงมิใช่เป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา แน่นอน แต่เป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน อย่างไรก็ดีจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาให้บริการและคำสั่ง ให้บริการกับจำเลยที่ ๑ เพื่อให้จำเลยที่ ๑ จัดหาบุคลากรที่มีคุณสมบัติและประสบการณ์ที่เหมาะสม ว่าจ้าง และจัดส่งบุคลากรดังกล่าวไปทำงานให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งประกอบกิจการเกี่ยวกับการสำรวจขุดเจาะ การวาง ท่อส่งแท่นขุดเจาะ การผลิตปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งบุคคลที่ทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านก่อสร้าง นอกชายฝั่งต้องมีความรู้ ประสบการณ์ และความชำนาญด้านการก่อสร้างซึ่งเป็นความรู้ความสามารถ เฉพาะด้าน สัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์จึงจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งโจทก์ไปทำงานให้แก่ จำเลยที่ ๒ เป็นการเฉพาะ แม้สัญญาจ้างจะเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน แต่จำเลยที่ ๒ แจ้ง จำเลยที่ ๑ ว่าจะไม่ต่อสัญญาให้บริการซึ่งจะครบกำหนดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ จำเลยที่ ๑ จึงหมดความ จำเป็นในการว่าจ้างโจทก์เนื่องจากไม่สามารถจัดส่งโจทก์ไปทำงานให้แก่จำเลยที่ ๒ อีกต่อไป การที่จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์เมื่อครบกำหนดในสัญญาจ้างเพราะสาเหตุดังกล่าว เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผลอันสมควรและ เพียงพอแล้ว มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนที่จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ว่ามิได้เป็นนายจ้างตามมาตรา ๑๑/๑ เห็นว่า เมื่อคดีนี้รับฟังได้ว่ามิใช่ การเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ว่าจำเลยที่ ๒ เป็นนายจ้างโจทก์หรือไม่เพราะไม่ว่าจะวินิจฉัย ไปในทางใดก็มาทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน ๘. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๐๕๓/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง แม้ทำสัญญาจ้าง “ที่ปรึกษาด้านธรณีวิทยา” มีกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด ชัดเจน และต่อสัญญาจ้างอีกคราวละ ๑ ปี เรื่อยมา แต่สัญญาทุกฉบับล้วนมีข้อความให้สิทธิทั้งสองฝ่ายมี สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา ๓๐ วัน ย่อมมีผลเป็นการไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้าง จะสิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน อย่างไรก็ดีนายจ้างเลิกจ้างเมื่อครบ กำหนดในสัญญาจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอแล้ว มิใช่การเลิกจ้างที่ ไม่เป็นธรรม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่ง “ที่ปรึกษาด้านธรณีวิทยา” ให้กับจำเลยที่ ๒ โดยโจทก์ทำงานอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลยที่ ๒ โจทก์ ได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ ๒ ผ่านจำเลยที่ ๑ ตำแหน่งสุดท้ายเป็น “เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการธรณีวิทยาอาวุโส” ต่อมาวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ จำเลยที่ ๑ มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ ขอ บังคับให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน ๗๖๒,๒๔๐ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อม ดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า มิใช่นายจ้างโจทก์ แต่เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ให้การว่ามิได้ เป็นนายจ้าง ศาลแรงงานกลาง พิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๑๐ - ประเด็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างมี กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดชัดเจน เมื่อครบกำหนดก็ต่อสัญญาจ้างอีกคราวละ ๑ ปี เรื่อยมา และสัญญาฉบับสุดท้ายกำหนดระยะเวลาจ้างไว้ ๖ เดือน ตั้งแต่ ๑ กรกฎาคม – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ แต่สัญญาทุกฉบับล้วนมีข้อความให้สิทธิจำเลยที่ ๑ และโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยการส่งหนังสือบอก กล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา ๓๐ วัน จากข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลเป็นการไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลง เมื่อใด เพราะคู่สัญญาอาจบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดได้ จึงมิใช่เป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา แน่นอน แต่เป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน อย่างไรก็ดีจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาให้บริการและคำสั่ง ให้บริการกับจำเลยที่ ๑ เพื่อให้จำเลยที่ ๑ จัดหาบุคลากรที่มีคุณสมบัติและประสบการณ์ที่เหมาะสม ว่าจ้าง และจัดส่งบุคลากรดังกล่าวไปทำงานให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งประกอบกิจการเกี่ยวกับการสำรวจขุดเจาะ การวาง ท่อส่งแท่นขุดเจาะ การผลิตปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งบุคคลที่ทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านก่อสร้าง นอกชายฝั่งต้องมีความรู้ ประสบการณ์ และความชำนาญด้านการก่อสร้างซึ่งเป็นความรู้ความสามารถ เฉพาะด้าน สัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์จึงจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งโจทก์ไปทำงานให้แก่ จำเลยที่ ๒ เป็นการเฉพาะ แม้สัญญาจ้างจะเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน แต่จำเลยที่ ๒ แจ้ง จำเลยที่ ๑ ว่าจะไม่ต่อสัญญาให้บริการซึ่งจะครบกำหนดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ จำเลยที่ ๑ จึงหมดความ จำเป็นในการว่าจ้างโจทก์เนื่องจากไม่สามารถจัดส่งโจทก์ไปทำงานให้แก่จำเลยที่ ๒ อีกต่อไป การที่จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์เมื่อครบกำหนดในสัญญาจ้างเพราะสาเหตุดังกล่าว เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผลอันสมควรและ เพียงพอแล้ว มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนที่จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ว่ามิได้เป็นนายจ้างตามมาตรา ๑๑/๑ เห็นว่า เมื่อคดีนี้รับฟังได้ว่ามิใช่ การเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ว่าจำเลยที่ ๒ เป็นนายจ้างโจทก์หรือไม่เพราะไม่ว่าจะวินิจฉัย ไปในทางใดก็มาทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน ๙. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑๘๗๕/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง แม้ทำสัญญาจ้าง “ที่ปรึกษาด้านธรณีวิทยาประจำบ่อขุดเจาะ” มีกำหนดระยะเวลา เริ่มต้นและสิ้นสุดชัดเจน และต่อสัญญาจ้างอีกคราวละ ๑ ปี เรื่อยมา แต่สัญญาทุกฉบับล้วนมีข้อความให้ สิทธิทั้งสองฝ่ายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา ๓๐ วัน ย่อมมีผลเป็นการไม่ แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน อย่างไรก็ดี นายจ้างเลิกจ้างเมื่อครบกำหนดในสัญญาจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอแล้ว มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ตั้งแต่วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๔๕ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานใน ตำแหน่ง “ที่ปรึกษาธรณีวิทยาประจำบ่อขุดเจาะ” ให้กับจำเลยที่ ๒ ซึ่งจดทะเบียน ณ ประเทศเบอร์มิวดา โดยโจทก์ทำงานอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลยที่ ๒ โจทก์ได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ ๒ ผ่านจำเลยที่ ๑


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๑๑ - ได้รับค่าจ้างเป็นรายวันและจ่ายเป็นงวดรายเดือน ทำสัญญาเป็นรายปีติดต่อกันเรื่อยมาเป็นระยะเวลา ๑๕ ปี ๗ เดือน ต่อมาวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ จำเลยที่ ๑ ได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ ๒ ให้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ ให้มีผลวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ โดยโจทก์มิได้กระทำความผิด ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหายจาก การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน ๘๗๙,๖๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่าไม่ใช่นายจ้าง โจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ให้การว่ามิได้เป็นนายจ้าง กรณีพิพาทเรื่องเลิก จ้างโดยไม่เป็นธรรมไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาปรับแก่จำเลยที่ ๒ ได้จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่นายจ้างตามมาตรา ๑๑/๑ งานที่โจทก์ทำไม่ใช่งานอันเป็นส่วนหนึ่ง ส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๒ ศาลแรงงานกลาง พิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ประเด็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างมี กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดชัดเจน เมื่อครบกำหนดก็ต่อสัญญาจ้างอีกคราวละ ๑ ปี เรื่อยมา และสัญญาฉบับสุดท้ายกำหนดระยะเวลาจ้างไว้ ๖ เดือน ตั้งแต่ ๑ กรกฎาคม – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ แต่สัญญาทุกฉบับล้วนมีข้อความให้สิทธิจำเลยที่ ๑ และโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยการส่งหนังสือบอก กล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา ๓๐ วัน จากข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลเป็นการไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลง เมื่อใด เพราะคู่สัญญาอาจบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดได้ จึงมิใช่เป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา แน่นอน แต่เป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน อย่างไรก็ดีจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาให้บริการและคำสั่ง ให้บริการกับจำเลยที่ ๑ เพื่อให้จำเลยที่ ๑ จัดหาบุคลากรที่มีคุณสมบัติและประสบการณ์ที่เหมาะสม ว่าจ้าง และจัดส่งบุคลากรดังกล่าวไปทำงานให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งประกอบกิจการเกี่ยวกับการสำรวจขุดเจาะ การวาง ท่อส่งแท่นขุดเจาะ การผลิตปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งบุคคลที่ทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านก่อสร้าง นอกชายฝั่งต้องมีความรู้ ประสบการณ์ และความชำนาญด้านการก่อสร้างซึ่งเป็นความรู้ความสามารถ เฉพาะด้าน สัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ จึงจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งโจทก์ไปทำงาน ให้แก่จำเลยที่ ๒ เป็นการเฉพาะ แม้สัญญาจ้างจะเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน แต่จำเลย ที่ ๒ แจ้งจำเลยที่ ๑ ว่าจะไม่ต่อสัญญาให้บริการซึ่งจะครบกำหนดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ จำเลยที่ ๑ จึงหมดความจำเป็นในการว่าจ้างโจทก์เนื่องจากไม่สามารถจัดส่งโจทก์ไปทำงานให้แก่จำเลยที่ ๒ อีกต่อไป การที่จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์เมื่อครบกำหนดในสัญญาจ้างเพราะสาเหตุดังกล่าว เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผล อันสมควรและเพียงพอแล้ว มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๑๒ - ๑๐. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๕๙๙/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง สถานประกอบกิจการซึ่งเป็นนายจ้างตามมาตรา ๑๑/๑ ส่งลูกจ้างกลับคืนไปยัง นายจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงสืบเนื่องมาจากมีปัญหาข้อพิพาทกัน เป็นเพียงการให้ลูกจ้างเหมาค่าแรง กลับไปทำงานกับนายจ้างโดยตรงดังเดิมตามสัญญาเหมาแรงงาน ซึ่งนายจ้างโดยตรงก็รับกลับเข้าทำงาน ในเวลาต่อมาอย่างต่อเนื่องและไม่ขาดตอน แต่ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงนั้นไม่ทำงานให้แก่นายจ้างโดยตรง การกระทำของนายจ้างทั้งสองจึง “ไม่ใช่การเลิกจ้าง” ลูกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คดีนี้โจทก์ฟ้องบริษัท ค. นายจ้างผู้ประกอบกิจการเป็นจำเลยที่ ๑ ฟ้องบริษัท ว.นายจ้าง ตามสัญญาจ้างโดยตรงเป็นจำเลยที่ ๒ ว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการผลิตรถจักรยานยนต์ จำเลยที่ ๒ ส่งให้ โจทก์มาทำงานกับจำเลยที่ ๑ ตำแหน่งพนักงานฝ่ายผลิต แผนกเชื่อม เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ งานที่ทำมีลักษณะเดียวกันกับของพนักงานจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่จัดสวัสดิการให้เหมือนกับ ลูกจ้างที่ได้ทำสัญญาจ้างโดยตรง ต่อมาวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๘ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาปฏิบัติไม่ เสมอภาคและเลือกปฏิบัติเรียกให้จำเลยทั้งสองชดใช้สิทธิประโยชน์และสวัสดิการตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงานพ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ นอกจากนี้ลูกจ้างอีก ๑๖ คน ก็ยื่นฟ้องเช่นกัน ต่อมาลูกจ้างจำนวน ๑๕ คน ถอนฟ้อง แต่โจทก์กับพวกรวม ๓ คน ไม่ยินยอมถอนฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงเลิกจ้างโจทก์กับพวก ๓ คน ยึดบัตรพนักงาน ให้คืนชุดทำงาน เก็บของใช้ส่วนตัว ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้า เงินเพิ่มร้อยละ ๑๕ ทุกระยะเวลา ๗ วัน ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่าส่งคืนตัวโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๒ เป็นการใช้สิทธิตามสัญญาจ้างเหมา แรงงาน มิใช่การเลิกจ้าง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ไม่มาทำงานกับจำเลยที่ ๒ ศาลแรงงานภาค ๒ พิจารณาแล้ว เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบตัวโจทก์คืนโดยไม่ให้ ทำงานและไม่จ่ายค่าจ้างอีกต่อไปถือว่าจำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโดยโจทก์มิได้กระทำความผิด จำเลยที่ ๑ จึงต้อง จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ย แก่โจทก์ทั้งสอง ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ โจทก์ และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๒ จัดหาและส่งโจทก์ไปทำงานในโรงงานของจำเลยที่ ๑ ตำแหน่ง ฝ่ายผลิต ซึ่งเป็นการทำงานอันเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จึงถือว่าเป็นนายจ้างของโจทก์ตามมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ อยู่ตลอดเวลาที่โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยที่ ๑ ด้วยเช่นกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ จำเลยที่ ๑ คืนตัวโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยยึดบัตร พนักงาน ให้คืนชุดพนักงาน ให้เก็บของใช้ส่วนตัว พร้อมให้ออกจากโรงงานและไม่จ่ายค่าจ้างให้นับแต่วัน ดังกล่าว สืบเนื่องมาจากโจทก์กับพวกมีข้อพิพาทกับจำเลยทั้งสองและฟ้องเป็นคดีแรงงาน หากยังทำงานอยู่จะ เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการทำงานร่วมกัน ซึ่งจำเลยที่ ๒ รับตัวโจทก์กลับเข้าทำงานโดยกำหนดค่าจ้างและ สวัสดิการเท่าเดิม แต่โจทก์ไม่ได้มาทำงานกับจำเลยที่ ๒ พฤติการณ์ดังกล่าวนี้ จึงเป็นเพียงจำเลยที่ ๑ ให้โจทก์


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๑๓ - กลับไปทำงานกับจำเลยที่ ๒ ดังเดิมในฐานะที่โจทก์ยังคงเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ซึ่งจำเลยที่ ๒ ก็รับโจทก์ กลับเข้าทำงานในเวลาต่อมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน แต่โจทก์ก็ไม่มาทำงานให้แก่จำเลยที่ ๒ ส่วนการยึดบัตร ให้คืนชุด ฯลฯ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการคืนตัวโจทก์ให้กลับไปทำงานแก่จำเลยที่ ๒ ตามความ ผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ เท่านั้น ประกอบกับการจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ของจำเลยที่ ๑ ก็เป็นการจ่าย ให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยแบ่งเป็นส่วนของจำเลยที่ ๒ กับของโจทก์ การไม่จ่ายค่าจ้างของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเรื่อง ของการไม่จ่ายค่าตอบแทนให้แก่จำเลยที่ ๒ ตามสัญญาเหมาแรงงาน หากโจทก์ยังคงทำงานให้แก่จำเลยที่ ๒ โจทก์ก็มีสิทธิได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ ๒ ต่อไป แม้โจทก์จะพ้นจากการปฏิบัติงานให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามความ ผูกพันในฐานะนายจ้างลูกจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ก็ยังไม่ใช่เป็นกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างและไม่ให้ ทำงาน การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นการเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชย สินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ เสียทั้งหมด ๑๑. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๖๐๐/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง สถานประกอบกิจการซึ่งเป็นนายจ้างตามมาตรา ๑๑/๑ ส่งลูกจ้างกลับคืนไปยัง นายจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงสืบเนื่องมาจากมีปัญหาข้อพิพาทกัน เป็นเพียงการให้ลูกจ้างเหมาค่าแรง กลับไปทำงานกับนายจ้างโดยตรงดังเดิมตามสัญญาเหมาแรงงาน ซึ่งนายจ้างโดยตรงก็รับกลับเข้าทำงาน ในเวลาต่อมาอย่างต่อเนื่องและไม่ขาดตอน แต่ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงนั้นไม่ทำงานให้แก่นายจ้างโดยตรง การกระทำของนายจ้างทั้งสองจึง “ไม่ใช่การเลิกจ้าง” ลูกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คดีนี้โจทก์ฟ้องบริษัท ค. นายจ้างผู้ประกอบกิจการเป็นจำเลยที่ ๑ ฟ้องบริษัท ถ.นายจ้าง ตามสัญญาจ้างโดยตรงเป็นจำเลยที่ ๒ ว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการผลิตรถจักรยานยนต์ จำเลยที่ ๒ ส่งให้ โจทก์มาทำงานกับจำเลยที่ ๑ ตำแหน่งพนักงานฝ่ายผลิต แผนกเชื่อม ค่าจ้างวันละ ๓๓๐ บาท เริ่มทำงาน ตั้งแต่วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๗ งานที่ทำมีลักษณะเดียวกันกับของพนักงานจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่จัด สวัสดิการให้เหมือนกับลูกจ้างที่ได้ทำสัญญาจ้างโดยตรง ต่อมาวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๘ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลย ทั้งสองในข้อหาปฏิบัติไม่เสมอภาคและเลือกปฏิบัติเรียกให้จำเลยทั้งสองชดใช้สิทธิประโยชน์และสวัสดิการ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ นอกจากนี้ลูกจ้างอีก ๑๗ คน ก็ยื่นฟ้องเช่นกัน ต่อมาลูกจ้างจำนวน ๑๕ คน ถอนฟ้อง แต่โจทก์กับพวกรวม ๓ คน ไม่ยินยอมถอนฟ้อง จำเลยทั้งสองจึง เลิกจ้างโจทก์กับพวก ๓ คน ยึดบัตรพนักงาน ให้คืนชุดทำงาน เก็บของใช้ส่วนตัว ขอบังคับให้จำเลยทั้งสอง จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินเพิ่มร้อยละ ๑๕ ทุกระยะเวลา ๗ วัน ค่าเสียหายจากการ เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่าส่งคืนตัวโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๒ เป็นการใช้สิทธิตาม สัญญาจ้างเหมาแรงงาน มิใช่การเลิกจ้าง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ไม่มาทำงานกับจำเลยที่ ๒


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๑๔ - ศาลแรงงานภาค ๒ พิจารณาแล้ว เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบตัวโจทก์คืนโดยไม่ให้ ทำงานและไม่จ่ายค่าจ้างอีกต่อไปถือว่าจำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโดยโจทก์มิได้กระทำความผิด จำเลยที่ ๑ จึงต้อง จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แก่โจทก์ด้วย จำเลยที่ ๑ เป็นนายจ้างตามมาตรา ๑๑/๑ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้เฉพาะพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ เท่านั้น ไม่สามารถบังคับใช้ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ และพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดในค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่ เป็นธรรมหลังจากการคืนตัวโจทก์ โจทก์ไม่มาทำงานกับจำเลยที่ ๒ ถือว่าโจทก์สมัครใจลาออก จำเลยที่ ๒ มิได้ เลิ ก จ้ า ง พิ พ า ก ษ า ให้ จ ำ เล ย ที่ ๑ จ่ า ย สิ น จ้ า งแ ท น ก า ร บ อ ก ก ล่ า ว ล่ ว ง ห น้ า ค่ า ช ด เช ย พร้อมดอกเบี้ย คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๒ จัดหาและส่งโจทก์ไปทำงานในโรงงานของจำเลยที่ ๑ ตำแหน่ง ฝ่ายผลิต ซึ่งเป็นการทำงานอันเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จึงถือว่าเป็นนายจ้างของโจทก์ตามมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ อยู่ตลอดเวลาที่โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยที่ ๑ ด้วยเช่นกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ จำเลยที่ ๑ คืนตัวโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยยึดบัตร พนักงาน ให้คืนชุดพนักงาน ให้เก็บของใช้ส่วนตัว พร้อมให้ออกจากโรงงานและไม่จ่ายค่าจ้างให้นับแต่วัน ดังกล่าว สืบเนื่องมาจากโจทก์กับพวกมีข้อพิพาทกับจำเลยทั้งสองและฟ้องเป็นคดีแรงงาน หากยังทำงานอยู่จะ เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการทำงานร่วมกัน ซึ่งจำเลยที่ ๒ รับตัวโจทก์กลับเข้าทำงานโดยกำหนดค่าจ้างและ สวัสดิการเท่าเดิม แต่โจทก์ไม่ได้มาทำงานกับจำเลยที่ ๒ พฤติการณ์ดังกล่าวนี้ จึงเป็นเพียงจำเลยที่ ๑ ให้โจทก์ กลับไปทำงานกับจำเลยที่ ๒ ดังเดิมในฐานะที่โจทก์ยังคงเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ซึ่งจำเลยที่ ๒ ก็รับโจทก์ กลับเข้าทำงานในเวลาต่อมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน แต่โจทก์ก็ไม่มาทำงานให้แก่จำเลยที่ ๒ ส่วนการยึดบัตร ให้คืนชุด ฯลฯ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการคืนตัวโจทก์ให้กลับไปทำงานแก่จำเลยที่ ๒ ตามความ ผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ เท่านั้น ประกอบกับการจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ของจำเลยที่ ๑ ก็เป็นการจ่าย ให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยแบ่งเป็นส่วนของจำเลยที่ ๒ กับของโจทก์ การไม่จ่ายค่าจ้างของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเรื่อง ของการไม่จ่ายค่าตอบแทนให้แก่จำเลยที่ ๒ ตามสัญญาเหมาแรงงาน หากโจทก์ยังคงทำงานให้แก่จำเลยที่ ๒ โจทก์ก็มีสิทธิได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ ๒ ต่อไป แม้โจทก์จะพ้นจากการปฏิบัติงานให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามความ ผูกพันในฐานะนายจ้างลูกจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ก็ยังไม่ใช่เป็นกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างและไม่ให้ ทำงาน การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นการเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชย สินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ เสียทั้งหมด


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๑๕ - ๑๒. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๔๗๑๓ – ๔๗๒๔/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง แม้นายจ้างจะมีระเบียบข้อบังคับกำหนดว่า การขาดงานและการละทิ้งหน้าที่การงาน ลูกจ้างจะไม่ได้รับค่าจ้างในวันที่ขาดงานหรือวันที่ละทิ้งหน้าที่ก็ตาม นายจ้างจะใช้ข้อบังคับดังกล่าวมาเป็น เหตุแห่งการหักค่าจ้างไม่ได้ ข้อบังคับฯ ในส่วนที่ไม่จ่ายค่าจ้างแก่พนักงานรายเดือนในส่วนนี้ขัดต่อ มาตรา ๗๖ ไม่สามารถใช้บังคับได้, ขณะเกิดเหตุผู้ประกอบกิจการไม่มีพนักงานขับรถบรรทุกที่ทำงาน ในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างเหมาค่าแรง ลูกจ้างเหมาค่าแรงจึงไม่มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตาม มาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง คดีนี้โจทก์ทั้ง ๑๒ คน ฟ้องว่า โจทก์กับพวกเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ทำงานตำแหน่งพนักงาน ขับรถบรรทุกสินค้า จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้า จำเลยที่ ๑ ได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๒ ว่าจ้างโจทก์กับพวกเข้าทำงานกับจำเลยที่ ๑ ในตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุกสินค้า ยกสินค้า คลังสินค้า อันเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๑ ที่มีลักษณะเช่นเดียวกับ ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ ๑ ถือว่าจำเลยที่ ๑ เป็นนายจ้างของโจทก์ด้วย แต่โจทก์กับพวก ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการไม่เท่าเทียมกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ ๑ กล่าวคือ ลูกจ้างตามสัญ ญ าจ้างโดยตรงของจำเลยที่ ๑ มีเวลาทำงานปกติตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา ๐๘.๓๐ – ๑๗.๐๐ น. รวมวันละ ๘ ชั่วโมง ส่วนโจทก์กับพวกมีเวลาทำงาน ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. รวมวันละ ๘ ชั่วโมงครึ่ง อันเป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เท่าเทียมกัน นอกจากนี้จำเลยที่ ๒ ยังมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับ การทำงานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ หากลูกจ้างคนใดขาดลามาสายเกินวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ กำหนด จำเลยที่ ๒ จะหักค่าจ้างวันต่อวันที่ขาดลามาสาย นอกจากนี้จำเลยทั้งสองต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (งานขนส่งทางบก) ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างอันเป็นค่าตอบแทนที่ยังไมได้ชำระ ร่วมกัน จ่ายค่าจ้างที่หักไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยทั้งสองแก้ไขยกเลิกข้อบังคับฯ ที่หักเงินค่าจ้างฯ ให้จำเลย ทั้งสองปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ (งานขนส่งทางบก) จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ ยกเลิกแผนกพนักงานขับรถบรรทุกสินค้ามาตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ โดยจำเลยที่ ๑ ได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๒ เป็นผู้บริการพนักงานขับรถเพียงรายเดียว จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีพนักงาน คนใดมีตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุกฯ และทำงานในลักษณะเดียวกับโจทก์อีกต่อไป โจทก์กับพวกมีลักษณะ การทำงานแตกต่างจากพนักงานประจำสำนักงาน จำเลยทั้งสองจึงสามารถกำหนดวันและเวลาทำงานของ โจทก์และลูกจ้างโดยตรงในสภาพที่แตกต่างกันได้ สำหรับเรื่องข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ ๒ กรณี ดังกล่าวไม่ใช่การหักค่าจ้าง แต่เป็นกรณีที่พนักงานไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างเนื่องจากไม่ได้ทำงาน จึงไม่ขัดต่อ กฎหมาย ประกอบกับสัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทน หากลูกจ้างไม่ได้ทำงาน ก็จะไม่มีสิทธิได้รับ ค่าจ้างในช่วงเวลานั้น ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า ๑. กรณีลูกจ้างผู้รับเหมาค่าแรงจะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง จะต้องทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง เมื่อจำเลย


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๑๖ - ที่ ๑ ยกเลิกพนักงานขับรถฯ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๑ ไม่มีพนักงานขับรถฯ ที่ทำงานในลักษณะเดียวกับ โจทก์ โจทก์ทั้ง ๑๒ คน จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นเพียง นายจ้างโดยตรงของโจทก์กับพวก จึงไม่ต้องรับผิดด้วย ๒. ข้อบังคับฯ ของจำเลยที่ ๒ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การลาไว้อย่างชัดแจ้ง ระเบียบฯ เกี่ยวกับ การขาดลามาสายชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ต้องคืนเงินที่หักไว้ ๓. งานที่ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงทำเป็นงานขนส่งทางบก เมื่อข้อบังคับฯ ของจำเลยที่ ๒ กำหนดเวลาทำงานปกติวันละ ๘ ชั่วโมง ทำงานสัปดาห์ละ ๖ วัน ต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้ปรับปรุงแก้ไขข้อบังคับฯ ทำงาน ๕ วัน หยุด ๒ วัน สลับกัน โดยวันหยุดไม่จำเป็นต้องเป็นวันเสาร์อาทิตย์ ทำงานวันละ ๗.๕ ชั่วโมง สัปดาห์ละไม่เกิน ๓๗.๕ ชั่วโมง จึงเป็นไปตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ แล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์กับพวกอุทธรณ์ ประเด็นมาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้พนักงานตามสัญญาจ้างโดยตรงของ จำเลยที่ ๑ จะไม่มีพนักงานขับรถบรรทุก แต่ในกระบวนการผลิตฯ ยังมีพนักงานที่ไม่ได้เป็นพนักงานขับรถมา ควบคุมการทำงานของโจทก์กับพวก ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เห็นว่า มาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง มี เจตนารมณ์มุ่งหมายที่จะคุ้มครองให้ลูกจ้างทั้งสองประเภทดังกล่าวที่ทำงานในลักษณะเดียวกันได้รับสิทธิ ประโยชน์และสวัสดิการอย่างเท่าเทียมกัน จึงต้องพิจารณาจากลักษณะงานของลูกจ้างทั้งสองประเภทว่ามี หน้าที่อย่างเดียวกันหรือไม่ มิใช่พิจารณาจากงานที่ทำให้แก่หน่วยงานนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิด เหตุจำเลยที่ ๑ ไม่มีพนักงานขับรถบรรทุกฯ ที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับโจทก์กับพวก โจทก์กับพวกจึงไม่มี สิทธิได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง ประเด็นระเบียบข้อบังคับฯ ขัดต่อมาตรา ๗๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ หรือไม่ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา ๗๖ มีเจตนารมณ์มุ่งหมายจะคุ้มครองให้ลูกจ้าง ได้รับค่าจ้างอย่างครบถ้วน จึงมีข้อยกเว้นให้หักได้เฉพาะ ๕ กรณี เท่านั้น เมื่อโจทก์กับพวกเป็นลูกจ้าง ที่ได้รับค่าตอบแทนการทำงานปกติเป็นรายเดือน ดังนั้น แม้จำเลยที่ ๒ จะมีระเบียบข้อบังคับการทำงานว่า การหยุดงานโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการหยุดงานที่ไม่ถูกระเบียบ หากมีเหตุผลพอสมควรจะถือว่าเป็น การขาดงานหรือหากไม่มีเหตุผลอันสมควรถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่การงาน ทั้งการขาดงานและการละ ทิ้งหน้าที่การงานพนักงานจะไม่ได้รับค่าจ้างในวันที่ขาดงานหรือวันที่ละทิ้งหน้าที่ขาดงานและจะต้องถูก ลงโทษทางวินัยตลอดจนมีผลต่อการพิจารณาขึ้นเงินเดือนประจำปีและหรือเงินรางวัลหรือเงินตอบแทนอื่น ของบริษัทด้วยก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะให้ค่าจ้างได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗๖ การที่โจทก์กับพวกไม่ปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการลา หรือขาดงาน ก็เป็นเรื่องที่ จำเลยที่ ๒ ในฐานะนายจ้างจะต้องไปดำเนินการทางวินัยและลงโทษทางวินัยกับโจทก์ จำเลยที่ ๒ จะใช้ ข้อบังคับดังกล่าวมาเป็นเหตุแห่งการหักค่าจ้างไม่ได้ ข้อบังคับฯ ในส่วนที่ไม่จ่ายค่าจ้างแก่พนักงานราย เดือนในส่วนนี้จึงขัดต่อมาตรา ๗๖ ไม่สามารถใช้บังคับได้จำเลยที่ ๒ จึงหักค่าจ้างในวันที่โจทก์กับพวกไม่มา ทำงานไม่ได้


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๑๗ - พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้างที่หักไว้คืนให้แก่โจทก์กับพวกคนละ ๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้ เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ๑๓. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๔๗๗๑/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง นายจ้างประกอบกิจการเหมาแรงงาน โดยส่งคนให้ไปทำงานกับสถานประกอบการ ของผู้ว่าจ้าง แม้ไม่ใช่สถานประกอบการของตนเอง แต่เมื่อมีลูกจ้างเกิน ๑๐๐ คนขึ้นไป จึงมีหน้าที่ต้องรับ คนพิการเข้าทำงานตามอัตราส่วน หรือให้สัมปทาน หรือช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการ มิฉะนั้นจะต้อง ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรมในรัฐบาล มีหน้าที่กำกับดูแลกองทุน ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จำเลยเป็นนายจ้างซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่ ๑๐๐ คนขึ้นไป จึงมีหน้าที่ต้อง รับคนพิการเข้าทำงานตามอัตราส่วน หรือให้สัมปทาน หรือช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการ มิฉะนั้นจะต้อง ส่งเงินเข้ากองทุนดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓๓ -- มาตรา ๓๕ และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง แต่จำเลยไม่ดำเนินการ โจทก์มีหนังสือเตือนให้ส่งเงิน ตามจำนวนแต่ละปีพร้อมดอกเบี้ย จำเลยเพิกเฉย ขอบังคับให้จำเลยชำระเงิน ๓,๙๒๕,๙๙๒.๑๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงิน ๓,๒๘๘,๒๘๕ บาท จำเลยให้การว่าจำเลยเป็นบริษัท มีวัตถุประสงค์ในการรับเหมาแรงงานเพื่อทำงานในสถานประกอบการของผู้ว่าจ้าง ไม่มีสถานประกอบการเอง จึงไม่ใช่นายจ้างหรือสถานประกอบการที่ต้องนำเงินส่งเข้ากองทุนฯ ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๓,๙๒๕,๙๙๒.๑๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงิน ๓,๒๘๘,๒๘๕ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เห็นว่า ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงจากนางสาว ร. พนักงานจำเลย ซึ่งเบิกความว่า พนักงานที่จำเลยส่งไปทำงานกับสถานประกอบกิจการอื่น ๆ ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างนั้น จำเลย เป็นผู้จัดการเกี่ยวกับการรับสมัครและฝึกอบรมเอง และยังยอมรับว่าจำเลยเป็นผู้ส่งเงินสมทบต่อสำนักงาน ประกันสังคมให้แก่พนักงานดังกล่าวอีกด้วย ทั้งในสัญญาจ้างเหมาแรงงานระหว่างจำเลยกับบริษัทที่รับ พนักงานไปทำงาน ก็ระบุไว้ชัดเจนว่า จำเลยต้องส่งพนักงานของจำเลยเท่านั้นที่ได้รับการคัดเลือกและอบรม เป็นที่เรียบร้อยแล้วไปทำงาน แล้วรับฟังว่า จำเลยเป็นนายจ้างโดยตรงของพนักงานทั้งหมดที่จำเลยส่งไป ทำงานกับผู้ว่าจ้างและมีหน้าที่ส่งเงินเข้ากองทุนฯ ตามมาตรา ๓๓ – มาตรา ๓๕ ดังนี้ เมื่อชั้นพิจารณาจำเลย แถลงรับว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์อันถือเป็นการยอมรับว่าจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด จำเลย จึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า กำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ ต้องรับเข้าทำงานและเงินที่นำส่งเข้ากองทุนฯ ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๔๑ มาตรา ๕๖


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๑๘ - เพราะมิได้กำหนดให้นำวันหยุดประจำสัปดาห์ ๕๒ วัน หักออกจากการคำนวณจำนวนเงินที่นายจ้างหรือ เจ้าของสถานประกอบการต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ จึงตกเป็นโมฆะนั้น เป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากัน มาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารราคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง พิพากษายืน ๑๔. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๙๖๕/๒๕๖๐ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง เลิกจ้างลูกจ้างรับเหมาค่าแรง : เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงเป็นลูกจ้าง รายวัน เช่นเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของผู้ประกอบกิจการ “ประเภทลูกจ้างตามสัญญาจ้าง พิเศษ” เมื่อผู้ประกอบกิจการได้จ่ายโบนัสแก่โจทก์ตามหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับ“ลูกจ้างตามสัญญาจ้าง พิเศษ” แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ เลือกปฏิบัติไม่ดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิ ประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรม โจทก์จะเรียกร้องให้ผู้ประกอบกิจการจ่ายโบนัสตามหลักเกณฑ์ของ ลูกจ้างประจำไม่ได้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการรับเหมาค่าแรง จำเลยที่ ๒ ประกอบกิจการผลิตท่อโลหะ ชิ้นส่วนรถยนต์ เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๖ โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ ให้โจทก์ ไปทำงานกับจำเลยที่ ๒ ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานแผนกขนส่งสินค้า ค่าจ้างสุดท้ายวันละ ๓๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ มีลูกจ้างประมาณ ๑,๕๐๐ คน ลูกจ้างรับเหมาค่าแรง ๙๓ คน จำเลยที่ ๒ จ่ายโบนัสให้แก่ลูกจ้าง รับเหมาค่าแรงต่ำกว่าลูกจ้างประจำจึงเป็นเลือกปฏิบัติขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ ต่อมาวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙ จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากจำเลยที่ ๒ มียอดการผลิต ลดลง ให้มีผลวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๙ ซึ่งเหลืออีก ๒ วัน โจทก์จะมีสิทธิได้รับโบนัส จึงเป็นการเลิกจ้าง ที่ไม่เป็นธรรมมีเจตนาไม่สุจริต ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ๒๗,๐๐๐ บาท โบนัสปี ๒๕๕๗ – ๒๕๕๙ เป็นเงิน ๓๗,๘๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ จัดโครงการสมัครใจลาออกโดยจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายและ เงินพิเศษให้ลูกจ้างที่เข้าโครงการ ลูกจ้างเข้าร่วมโครงการหลายราย คงเหลือลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ที่ทำงานกับ จำเลยที่ ๒ จำนวน ๓๙ คน จำเลยที่ ๒ มีหนังสือเลิกสัญญาจ้างเหมาแรงงานกับจำเลยที่ ๑ เนื่องจาก ลดการผลิตสินค้า จำเลยที่ ๑ จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายให้โจทก์และเงินพิเศษอีก ๙,๐๐๐ บาท ส่วนการจ่าย โบนัสขึ้นอยู่กับนโยบายและผลประกอบการของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า การจ่ายโบนัสต้องเป็นไปตามผลประกอบการและข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้างที่ได้ตกลงกับสหภาพแรงงาน ว. ซึ่งยกเว้นไว้ว่าจำเลยที่ ๒ ไม่ต้องจ่ายโบนัสให้แก่โจทก์ จำเลย ที่ ๒ มีความ “เมตตาและธรรมาภิบาล” จึงตกลงจ่ายโบนัสประจำปีให้โจทก์เข่นเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้าง โดยตรงประเภทสัญญาจ้างพิเศษ ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติและเป็นธรรมแล้ว จำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๑๙ - กับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิด ศาลแรงงานภาค ๒ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง บัญญัติว่า “ ให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับ ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ” ดังนั้น เฉพาะ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการเท่านั้นที่ต้องดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิประโยชน์และ สวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๒ มีลูกจ้าง ๒ ประเภท คือ “ประเภท ลูกจ้างประจำ” ซึ่งจำเลยที่ ๒ จะประเมินผลการทำงานประจำปีเสียก่อนแล้วจ่ายโบนัสประจำปีให้ตามผล การประเมิน ส่วน “ประเภทลูกจ้างตามสัญญาจ้างพิเศษ” ซึ่งเป็นพนักงานปฏิบัติการชั่วคราวรายวันนั้น จำเลยที่ ๒ ออกนโยบายและหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสให้ไม่เกินอัตราสูงสุดร้อยละ ๖๐ เท่ากับที่โจทก์ได้รับ โบนัสประจำปีจากจำเลยที่ ๒ เมื่อโจทก์เป็น “ลูกจ้างรายวัน” ได้รับค่าจ้างวันละ ๓๐๐ บาท เช่นเดียวกับ ลูกจ้าง“ตามสัญญาจ้างพิเศษ” ระดับตำแหน่ง ๐๑ และ ๐๒ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ เลือกปฏิบัติ ไม่ดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงเช่นโจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรม เพราะลูกจ้าง ตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ ๒ ประเภทสัญญาจ้างพิเศษก็ได้รับโบนัสในอัตราร้อยละ ๖๐ เช่นเดียวกับ โจทก์ กรณีที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑ เลิกจ้างก่อนโจทก์มีสิทธิได้รับโบนัสเพียง ๒ วัน เป็นการใช้สิทธิ โดยไม่สุจริต เห็นว่า จำเลยที่ ๒ มีเหตุจำเป็นต้องลดจำนวนลูกจ้างทั้งในส่วนลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงและ ลูกจ้างตามสัญญาจ้างเหมาแรงงานเพราะยอดการสั่งซื้อลดลง จำเลยที่ ๒ ก็มิได้เลิกสัญญาจ้างกับจำเลยที่ ๑ ทันที จำเลยที่ ๒ ได้จัดให้มีโครงการ “สมัครใจลาออก” อันเป็นการดำเนินการเป็นขั้นตอนมาก่อนที่จะมี หนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างกับจำเลยที่ ๑ จึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ ใช้สิทธิไม่สุจริตหรือมีเจตนาจะไม่จ่าย โบนัสแก่โจทก์ โจทก์เป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นนายจ้างผู้ประกอบ กิจการที่โจทก์เป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงไปทำงานด้วย เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายเลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจ ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมได้ และเมื่อสาเหตุการเลิกจ้าง สืบเนื่องจากจำเลยที่ ๒ มียอดการสั่งซื้อลดลงและจำเลยที่ ๒ ไม่สามารถบริหารจัดการให้มียอดการสั่งซื้อ เพิ่มขึ้นได้จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างเหมาแรงงานกับจำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ต้องเลิกจ้างและ จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายและเงินพิเศษอีก ๙,๐๐๐ บาท จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่าการตีความมาตรา ๑๑/๑ ต้องตีความให้เป็นคุณแก่ลูกจ้าง จำเลยทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริต อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ของศาลแรงงานภาค ๒ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๒๐ - ๑๕. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๒๖๖/๒๕๖๐ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง จำเลยประกอบกิจการผลิตเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย บริษัท A จำกัด ส่งโจทก์ไป ทำงานกับจำเลยในแผนกสโตร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบ ของจำเลย จำเลยจึงเป็นนายจ้างของโจทก์ตามมาตรา ๑๑/๑ ต้องดำเนินการให้โจทก์ซึ่งทำงานในลักษณะ เดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ตามมาตรา๑๑/๑ วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับโบนัสและค่าครองชีพ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการผลิตเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๔ บริษัท A จำกัด ซึ่งประกอบกิจการที่มิใช่ธุรกิจจัดหางาน จ้างโจทก์เป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานทั่วไป ค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ ๓๐๐ บาท บริษัท A จำกัด ส่งโจทก์ไปทำงานกับจำเลย โดยจำเลยมอบหมายให้ โจทก์ทำหน้าที่รับสินค้าเข้าคลัง เก็บวัตถุดิบ ตรวจสอบปริมาณสินค้าในแผนกสโตร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งส่วนใด ในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลย จำเลยเป็นผู้ควบคุมการทำงานและรับผิดชอบ ในการจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ ในแผนกสโตร์ที่โจทก์ทำงานอยู่มีพนักงานประจำของจำเลยปฏิบัติหน้าที่อันมี ลักษณะเช่นเดียวกับโจทก์จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบกิจการที่ถือว่าเป็นนายจ้างโจทก์ มีหน้าที่ต้องจัดให้โจทก์ ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมไม่เลือกปฏิบัติตามกฎหมาย ระหว่างเดือนมกราคม ๒๕๕๕ – ธันวาคม ๒๕๕๖ จำเลยไม่ได้จัดให้โจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรม เกิดความแตกต่าง ไม่เท่าเทียมกันหลายประการ กล่าวคือ ลูกจ้างโดยตรงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปี ๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๖ อัตราเท่ากับค่าจ้างแต่ละคนบวกอีกคนละ ๖,๐๐๐ บาท ค่าครองชีพเดือนละ ๙๘๐ บาท แต่โจทก์ทำงาน เช่นเดียวกับลูกจ้างของจำเลยไม่ได้รับโบนัสและค่าครองชีพ ขอบังคับให้จำเลยชำระโบนัสประจำปี ๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๖ จำนวน ๔๘,๐๐๐ บาท ค่าครองชีพรวม ๒๔ เดือน จำนวน ๒๓,๕๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์กับบริษัท A จำกัด โจทก์จะเป็นลูกจ้างของบริษัท A จำกัด หรือไม่ ไม่ทราบไม่รับรอง แม้โจทก์จะถูกส่งมาทำงานกับจำเลย ไม่ว่าจริงหรือไม่ ในสถานะใด จำเลย ไม่ทราบไม่รับรอง...ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระโบนัสปี ๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๖ จำนวน ๔๘,๐๐๐ บาท ค่าครองชีพ ๑๙,๖๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้ว วินิจฉัยว่า แม้จำเลยไม่ได้เป็นนายจ้างโจทก์โดยตรงก็ตาม แต่ถือว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้าง โจทก์ด้วยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ จำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้างที่ทำกับสหภาพแรงงาน B กำหนดจ่ายโบนัสและค่าครองชีพแก่ลูกจ้าง และปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๕๖ จำเลยจ่ายโบนัสเท่ากับเงินเดือนของลูกจ้างบวกเงินอีก ๖,๐๐๐ บาท ค่าครองชีพกำหนดให้ลูกจ้าง ทำงานครบ ๑ ปี แต่ไม่ถึง ๓ ปี ได้รับเดือนละ ๙๘๐ บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับโบนัส ๔๘,๐๐๐ บาท และค่าครองชีพ ๑๙,๖๐๐ บาท ที่จำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ วรรคหนึ่ง เป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาดให้ถือว่าจำเลยประกอบกิจการเป็นนายจ้าง ไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่จำเลยได้ เนื่องจากบริษัท A จำกัด ไมได้ส่งให้โจทก์มาทำงานกับจำเลยนั้น


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๒๑ - เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ ๑๖. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๙๐๖๗ – ๑๙๑๓๙/๒๕๕๗ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง ลักษณะงานของฝ่ายโจทก์กับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงมีความแตกต่างกันทั้ง ตำแหน่ง หน้าที่ ความรับผิดชอบ ลักษณะงานและประสบการณ์ จึงไม่เข้ากรณีที่ตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง , การส่งเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ นายจ้างคำนวณผิดพลาดเนื่องจากคำนวณจากเงินค่าจ้างและเงินอื่น ต่อมานายจ้างทราบการคำนวณที่ ถูกต้อง จึงเปลี่ยนแปลงโดยคำนวณเฉพาะค่าจ้างอย่างเดียว นายจ้างสามารถกระทำได้มิใช่เป็นการ เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณ คดีนี้โจทก์ทั้ง ๗๘ คน ฟ้องจำเลยที่ ๑ นายจ้างผู้รับเหมาค่าแรง ฟ้องจำเลยที่ ๒ ผู้ประกอบ กิจการว่า โจทก์กับพวกเป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๑ และถูกส่งไปทำงานนอกชายฝั่งอ่าวไทยกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็น เจ้าของสัมปทานขุดเจาะปิโตรเลียมในอ่าวไทย ได้รับค่าจ้างรายวัน โจทก์กับพวกทำงานวันละ ๑๒ ชั่วโมง แต่จำเลยที่ ๑ จ่ายค่าจ้างค้างคืนนอกชายฝั่ง ค่าแรงงานเดินทางวันอาทิตย์ แลเงินอื่นๆ และจำเลยทั้งสอง ต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นการเลือกปฏิบัติ และไม่เป็นธรรมเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์ที่ ๑ โดยเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โดยจำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิด จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์ที่ ๑ เนื่องจากเกษียณอายุและได้จ่ายค่าชดเชยครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ ๒ ได้ปฏิบัติต่อโจทก์กับ พวกด้วยความเป็นธรรม ไม่ได้เลือกปฏิบัติและได้ดำเนินการตามกฎหมายทุกประการ ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท และสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ย ให้แก่โจทก์ที่ ๑ และยกฟ้องโจทก์ที่ ๒- ๗๘ ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ โจทก์อุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นว่า การจ่ายค่าจ้างและผลประโยชน์ต่างๆ ให้ฝ่ายโจทก์นั้น จำเลยที่ ๒ จะชำระให้ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ จะจ่ายให้ฝ่ายโจทก์โดยตรง ฝ่ายโจทก์ส่วนใหญ่จะสังกัดฝ่ายผลิตและฝ่ายซ่อมบำรุง ซึ่งแตกต่างจากลูกจ้างโดยตรงของจำเลยที่ ๒ ที่จะประจำอยู่ที่แท่นผลิตกลางเพื่อกำกับดูแลงานของแท่นผลิต ย่อยที่ฝ่ายโจทก์ทำงานอยู่ สำหรับเงินที่ฝ่ายโจทก์เรียกร้องค่าจ้างค้างคืนนอกชายฝั่ง เนื่องจากกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ กำหนดให้การทำงานในกิจการปิโตรเลียม ให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันกำหนดเวลาทำงานปกติ ทำงานวันละ ๑๒ ชั่วโมง จำเลยที่ ๒ จึงคำนวณค่าล่วงเวลาต่อจากการทำงานชั่วโมงที่ ๘ โดยประมาณวันละ ๑,๒๓๕ บาท เพื่อจ่ายให้ลูกจ้างโดยตรงของจำเลยที่ ๒ เป็นการทดแทนค่าล่วงเวลาที่ลูกจ้างโดยตรงของจำเลย ที่ ๒ ไม่ได้รับ แต่ค่าล่วงเวลาดังกล่าวฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างรายวันอยู่ในบังคับของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๓


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๒๒ - จึงมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลานับแต่ชั่วโมงที่ทำงานที่ ๘ อยู่แล้ว จำเลยที่ ๒ จึงจ่ายเงินดังกล่าวให้ลูกจ้าง ตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ ๒ การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์มีเวลาทำงานปกติวันละ ๑๒ ชั่วโมง มิใช่ วันละ ๘ ชั่วโมง การคำนวณค่าชดเชยจึงต้องคำนวณจากเวลาทำงานปกติวันละ ๑๒ ชั่วโมง เป็นอุทธรณ์ ในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฝ่ายโจทก์ส่วนใหญ่จะสังกัดฝ่ายผลิตและฝ่ายซ่อมบำรุงซึ่งแตกต่างจากลูกจ้างโดยตรงของจำเลย ที่ ๒ ที่จะประจำอยู่ที่แท่นผลิตกลางเพื่อกำกับดูแลงานของแท่นผลิต ลักษณะงานของฝ่ายโจทก์กับลูกจ้าง ตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ ๒ มีความแตกต่างกันทั้งตำแหน่ง หน้าที่ ความรับผิดชอบ ลักษณะงาน และประสบการณ์ จึงไม่เข้ากรณีที่จำเลยที่ ๒ ต้องดำเนินการให้โจทก์ดังกล่าวได้รับสิทธิประโยชน์ในเงินค่าค้าง คืนนอกชายฝั่งและเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ ๒ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น ประเด็นการจ่ายเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในอัตราร้อยละ ๕ ที่จำเลยที่ ๑ คำนวณจากค่าจ้าง เฉพาะวันทำงานเพียง ๘ ชั่วโมง โดยไม่ได้คำนวณวันหยุดและส่วนที่เกินการทำงาน ๘ ชั่วโมงให้ด้วย เป็นการ เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณ ศาลฎีกาเห็นว่า เดิมจำเลยเคนคำนวณเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จากรายได้ของลูกจ้างทั้งหมดในรอบปี ต่อมาจึงคำนวณใหม่โดยไม่รวมส่วนที่ไม่ใช่ค่าจ้าง เช่น ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ทำให้เงินสะสมที่ส่งเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีจำนวนน้อยลง ซึ่งพระราชบัญญัติกองทุน สำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง กำหนดให้ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง ให้ลูกจ้างจ่ายเงิน สะสมเข้ากองทุนโดยให้นายจ้างหักจากค่าจ้างและให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามอัตราที่กำหนด ในข้อบังคับของกองทุน และคู่มือการปฏิบัติงานกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กำหนดให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบ และหักเงินสะสมในอัตราร้อยละ ๕ ของค่าจ้างหรือเงินเดือนประจำการจ่ายเงินสมทบและหักเงินสะสม แม้จะเป็นสวัสดิการหรือประโยชน์อื่นของลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงานตามความหมายของ “สภาพการจ้าง” ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๕ แต่จำเลยที่ ๑ มิได้ระบุไว้ใน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน สภาพการจ้างนั้นจึงไม่ถือเป็น “ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง” ตาม พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๐ วรรคสาม และแนวทางปฏิบัติที่จำเลยที่ ๑ เคยคำนวณจากรายได้ของลูกจ้างทั้งหมดในรอบปีโดยรวมรายได้ทั้งหมดจะถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ ที่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๑ ให้ต้องปฏิบัติโดยไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงได้ฝ่ายเดียวนั้น ก็ยังคงต้องอยู่ภายใต้หลักของการแสดงเจตนาที่ต้องมิได้กระทำโดยสำคัญผิดกล ฉ้อฉล หรือถูกข่มขู่ เมื่อข้อเท็จจริงที่ยุติปรากฏว่า จำเลยที่ ๑ เคยคำนวณเงินสมทบและเงินสะสมจากรายได้ ของโจทก์กับพวกในรอบปี นับแต่ปี ๒๕๕๐ – ๒๕๕๒ จำเลยที่ ๒ ตรวจสอบพบว่าจำเลยที่ ๑ จ่ายเงินสมทบสูง ผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับเงินสะสมส่วนของลูกจ้าง จำเลยที่ ๑ จึงได้คำนวณใหม่โดยไม่รวมส่วนที่ไม่ใช่ ค่าจ้าง เช่น ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ซึ่งเป็นการคำนวณที่เป็นไปตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง เห็นได้ว่าจำเลยที่ ๑ เคยคำนวณเงินสะสมและเงินสมทบจาก รายได้ของลูกจ้างทั้งหมดในรอบปีโดยเข้าใจว่าส่วนที่เกินการทำงานวันละ ๘ ชั่วโมง เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างที่


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๒๓ - ต้องคำนวณด้วย จึงเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็น สาระสำคัญ มีผลให้การแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๗ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ ๑ ทราบคุณสมบัติที่แท้จริงของเงินส่วนที่เกินการทำงานวันละ ๘ ชั่วโมง ซึ่งเป็นค่าล่วงเวลาว่าไม่ ต้องนำมารวมคำนวณเงินสะสมและเงินสมทบเพราะไม่เข้าลักษณะของ “ค่าจ้าง” จำเลยที่ ๑ จึงมีสิทธิ บอกล้างนิติกรรมที่เป็นโมฆียะนั้นได้ การที่จำเลยที่ ๑ เพียงแต่แสดงเจตนาคำนวณเงินสะสมและเงินสมทบจาก รายได้ของลูกจ้างทั้งหมดใหม่โดยไม่รวมส่วนที่ไม่ใช่ค่าจ้าง เช่น ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด จึงสามารถ กระทำได้โดยมิใช่กรณีเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ฝ่ายโจทก์ อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ๑๗. คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๙๖๕/๒๕๖๐ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง เลิกจ้างลูกจ้างรับเหมาค่าแรง : เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงเป็นลูกจ้าง รายวัน เช่นเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของผู้ประกอบกิจการ “ประเภทลูกจ้างตามสัญญาจ้าง พิเศษ” เมื่อผู้ประกอบกิจการได้จ่ายโบนัสแก่โจทก์ตามหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับ“ลูกจ้างตามสัญญาจ้าง พิเศษ” แล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ เลือกปฏิบัติไม่ดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิ ประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรม โจทก์จะเรียกร้องให้ผู้ประกอบกิจการจ่ายโบนัสตามหลักเกณฑ์ของ ลูกจ้างประจำไม่ได้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการรับเหมาค่าแรง จำเลยที่ ๒ ประกอบกิจการผลิตท่อโลหะ ชิ้นส่วนรถยนต์ เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๖ โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ ให้โจทก์ ไปทำงานกับจำเลยที่ ๒ ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานแผนกขนส่งสินค้า ค่าจ้างสุดท้ายวันละ ๓๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ มีลูกจ้างประมาณ ๑,๕๐๐ คน ลูกจ้างรับเหมาค่าแรง ๙๓ คน จำเลยที่ ๒ จ่ายโบนัสให้แก่ลูกจ้าง รับเหมาค่าแรงต่ำกว่าลูกจ้างประจำจึงเป็นเลือกปฏิบัติขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ ต่อมาวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙ จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากจำเลยที่ ๒ มียอดการผลิต ลดลง ให้มีผลวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๙ ซึ่งเหลืออีก ๒ วัน โจทก์จะมีสิทธิได้รับโบนัส จึงเป็นการเลิกจ้าง ที่ไม่เป็นธรรมมีเจตนาไม่สุจริต ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ๒๗,๐๐๐ บาท โบนัสปี ๒๕๕๗ – ๒๕๕๙ เป็นเงิน ๓๗,๘๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ จัดโครงการสมัครใจลาออกโดยจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายและ เงินพิเศษให้ลูกจ้างที่เข้าโครงการ ลูกจ้างเข้าร่วมโครงการหลายราย คงเหลือลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ที่ทำงานกับ จำเลยที่ ๒ จำนวน ๓๙ คน จำเลยที่ ๒ มีหนังสือเลิกสัญญาจ้างเหมาแรงงานกับจำเลยที่ ๑ เนื่องจากลด การผลิตสินค้า จำเลยที่ ๑ จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายให้โจทก์และเงินพิเศษอีก ๙,๐๐๐ บาท ส่วนการจ่าย โบนัสขึ้นอยู่กับนโยบายและผลประกอบการของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า การจ่ายโบนัสต้องเป็นไปตามผลประกอบการและข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้างที่ได้ตกลงกับสหภาพแรงงาน ว. ซึ่งยกเว้นไว้ว่าจำเลยที่ ไม่ต้องจ่ายโบนัสให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๒


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๒๔ - มีความ “เมตตาและธรรมาภิบาล” จึงตกลงจ่ายโบนัสประจำปีให้โจทก์เข่นเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้าง โดยตรงประเภทสัญญาจ้างพิเศษ ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติและเป็นธรรมแล้ว จำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา กับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิด ศาลแรงงานภาค ๒ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง บัญญัติว่า “ ให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับ ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ” ดังนั้น เฉพาะ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการเท่านั้นที่ต้องดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิประโยชน์และ สวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๒ มีลูกจ้าง ๒ ประเภท คือ “ประเภท ลูกจ้างประจำ” ซึ่งจำเลยที่ ๒ จะประเมินผลการทำงานประจำปีเสียก่อนแล้วจ่ายโบนัสประจำปีให้ตามผล การประเมิน ส่วน “ประเภทลูกจ้างตามสัญญาจ้างพิเศษ” ซึ่งเป็นพนักงานปฏิบัติการชั่วคราวรายวันนั้น จำเลยที่ ๒ ออกนโยบายและหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสให้ไม่เกินอัตราสูงสุดร้อยละ ๖๐ เท่ากับที่โจทก์ได้รับ โบนัสประจำปีจากจำเลยที่ ๒ เมื่อโจทก์เป็น “ลูกจ้างรายวัน” ได้รับค่าจ้างวันละ ๓๐๐ บาท เช่นเดียวกับ ลูกจ้าง“ตามสัญญาจ้างพิเศษ” ระดับตำแหน่ง ๐๑ และ ๐๒ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ เลือกปฏิบัติไม่ ดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงเช่นโจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรม เพราะลูกจ้างตาม สัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ ๒ ประเภทสัญญาจ้างพิเศษก็ได้รับโบนัสในอัตราร้อยละ ๖๐ เช่นเดียวกับโจทก์ กรณีที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑ เลิกจ้างก่อนโจทก์มีสิทธิได้รับโบนัสเพียง ๒ วัน เป็นการใช้สิทธิ โดยไม่สุจริต เห็นว่า จำเลยที่ ๒ มีเหตุจำเป็นต้องลดจำนวนลูกจ้างทั้งในส่วนลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงและ ลูกจ้างจ้างเหมาแรงงานเพราะยอดการสั่งซื้อลดลง จำเลยที่ ๒ ก็มิได้เลิกสัญญาจ้างกับจำเลยที่ ๑ ทันที จำเลยที่ ๒ ได้จัดให้มีโครงการ “สมัครใจลาออก” อันเป็นการดำเนินการเป็นขั้นตอนมาก่อนที่จะมีหนังสือ บอกเลิกสัญญาจ้างกับจำเลยที่ ๑ จึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ ใช้สิทธิไม่สุจริตหรือมีเจตนาจะไม่จ่ายโบนัส แก่โจทก์ โจทก์เป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นนายจ้างผู้ประกอบกิจการ ที่โจทก์เป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงไปทำงานด้วย เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายเลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจฟ้อง บังคับให้จำเลยที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมได้ และเมื่อสาเหตุการเลิกจ้างสืบเนื่อง จากจำเลยที่ ๒ มียอดการสั่งซื้อลดลงและจำเลยที่ ๒ ไม่สามารถบริหารจัดการให้มียอดการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นได้จึงมี หนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างเหมาแรงงานกับจำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ต้องเลิกจ้างและจ่ายค่าชดเชย ตามกฎหมายและเงินพิเศษอีก ๙,๐๐๐ บาท จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่าการตีความมาตรา ๑๑/๑ ต้องตีความให้เป็นคุณแก่ลูกจ้าง จำเลยทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริต อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ของศาลแรงงานภาค ๒ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๒๕ - ๑๘. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๙๖๒ – ๔๙๖๗/๒๕๖๐ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ไม่มีบทบัญญัติให้ผู้ประกอบ กิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่จำเลย ซึ่งเป็น รัฐวิสาหกิจได้ จำเลยจึงไม่ต้องร่วมรับผิดในค่าชดเชย คดีนี้โจทก์กับพวกรวม ๖ คน ฟ้องสหกรณ์ ผ. นายจ้าง เป็นจำเลยที่ ๑ ฟ้องบริษัท ท. รัฐวิสาหกิจ เป็นจำเลยที่ ๒ ว่า โจทก์ทั้งหกเป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ให้บริการสอบถามหมายเลขโทรศัพท์ แก่บุคคลทั่วไปผ่านโทรศัพท์หมายเลข ๑๑๓๓ ของจำเลยที่ ๒ ที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ ๒ ซึ่งการทำงาน ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงเป็นนายจ้างโจทก์ทั้งหกด้วย ต่อมาวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๖ จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกโดยไม่มีความผิด เป็นเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอบังคับให้ จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ย ศาลแรงงานภาค ๓ เห็นว่า เดิมโจทก์ทั้งหกเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ประมูลงาน จากจำเลยที่ ๒ ได้ตลอดมาแล้ว แม้สัญญาจ้างเหมาและสัญญาจ้างจะมีกำหนดระยะเวลาแน่นอน แต่เมื่อโจทก์ ทั้งหกยังคงทำงานตำแหน่งเดิมและสถานที่เดิมไม่ว่าบริษัทใดจะเป็นผู้ประมูลได้ ทั้งเมื่อเปลี่ยนตัวนายจ้าง ไม่ปรากฏว่าได้จ่ายเงินตอบแทนและค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง ดังนั้น เมื่อ บริษัท ว. นายจ้างใหม่ประมูลงานในคราว วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๔ จึงต้องรับโอนสิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ที่มีต่อโจทก์ทั้งหกด้วยทุกประการ จนครบสัญญาจ้างเหมาวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๕ และจำเลยที่ ๑ ประมูลงานในคราวถัดไปวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๕ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๖ บริษัท ว. จึงโอนสิทธิของตนเกี่ยวกับลูกจ้างทั้งหมดกลับไปยังจำเลยที่ ๑ อีกครั้งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๓ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๗ วรรคหนึ่ง ความเป็นลูกจ้างนายจ้างของโจทก์ทั้งหกกับจำเลยที่ ๑ จึงไม่ใช่มีกำหนด ๑ ปี และ การที่โจทก์ทั้งหกทำงานให้บริการสอบถามหมายเลขโทรศัพท์แก่บุคคลทั่วไปผ่านหมายเลข ๑๑๓๓ ของจำเลย ที่ ๒ อันเป็นงานส่วนหนึ่งของธุรกิจของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งหกตามนัย มาตรา ๑๑/๑ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จ่ายค่าชดเชย แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจ สัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๖ จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ เมื่อพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ไม่มีบทบัญญัติให้ผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้าง ของคนที่มาทำงานเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่กรณีของโจทก์ทั้งหกกับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ได้ เป็นนายจ้างของโจทก์ ดังนั้น จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในค่าชดเชย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค ๓


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๒๖ - ๑๙. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๙๒๐/๒๕๖๐ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง บริษัท เอ ประกอบธุรกิจให้บริการส่งแพทย์และพยาบาล โดยส่งลูกจ้างตำแหน่ง “นักจิตวิทยา” เข้าไปทำงานในห้องพยาบาลของบริษัท บี ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน รถยนต์จึงไม่ใช่กรณีที่การทำงานนั้นเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความ รับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ บริษัท บีผู้ประกอบกิจการ จึงไม่ใช่นายจ้างตามมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ จำเลยที่ ๑ รับโจทก์เข้าทำงานตำแหน่ง นักจิตวิทยาการปรึกษา ค่าจ้างเดือนละ ๓๕,๕๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจจัดหาบุคลากร ทางการแพทย์ให้แก่บริษัทต่างๆ จำเลยที่ ๒ ผู้ประกอบกิจการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ จำเลยที่ ๑ ส่งโจทก์เข้าไปทำงานกับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วย ต่อมาวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔ จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง ที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน ๕,๘๔๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ให้การว่า วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เลิกจ้างโจทก์ เนื่องจากไม่ผ่านทดลองงาน โจทก์ปฏิเสธการรับมอบหมายงาน ไม่มีจรรยาบรรณด้วยการเปิดเผยความลับ ของผู้ใช้บริการ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ศาลแรงงานภาค ๒ เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างโจทก์มีกำหนด ๒ ปี ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ – ๓๐ มกราคม ๒๕๕๕ จำเลยที่ ๒ มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ กับจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ และเป็นนายจ้าง ตามมาตรา ๕ และมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ โจทก์จึงเป็นลูกจ้าง ของจำเลยที่ ๒ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ พิพากษาให้จำเลยที่ ๒ จ่ายค่าเสียหาย จากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ๘๕๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลฎีกา เห็นว่า การที่โจทก์เข้าไปทำงานประจำห้องพยาบาลในสถานประกอบกิจการ ของจำเลยที่ ๒ เพื่อให้บริการแก่พนักงานของจำเลยที่ ๒ ก็เนื่องจากสัญญาว่าจ้างบริการกับจำเลยที่ ๑ ให้จัดบริการดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๒ ทั้งสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานก็ปรากฏชัดว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ว่าจ้าง โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง เพียงแต่ส่งโจทก์เข้าไปทำงาน ณ สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ ๒ แม้จะ กำหนดให้โจทก์ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ ประกาศ รวมทั้งคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ผู้ว่าจ้าง ก็เป็นไปเพื่อให้การบริการของจำเลยที่ ๑ ต่อจำเลยที่ ๒ เป็นไปโดยสอดคล้องกับนโยบายของจำเลยที่ ๒ และในการเลิกจ้างคดีนี้ก็กระทำโดยจำเลยที่ ๑ กรณีเป็นข้อบ่งชี้ว่าโจทก์ยังคงทำงานภายใต้อำนาจบังคับ บัญชาของจำเลยที่ ๑ ซึ่งจำเลยที่ ๑ นำระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และคำสั่งของจำเลยที่ ๒ มาเป็นกรอบ เพื่อกำหนดแนวทางในการทำงานของโจทก์เท่านั้น นอกจากนี้ผู้ที่จ่ายค่าจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานแก่โจทก์ ก็คือจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาและไม่ได้จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับ


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๒๗ - จำเลยที่ ๒ จึงไม่เป็นนายจ้างกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ และพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ และเมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นผู้จัดส่งโจทก์ไปทำงาน ณ สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ ๒ ตามใบจัดจ้าง โดยจำเลยที่ ๒ ประกอบธุรกิจผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์จึงมิใช่กรณีที่ผู้ประกอบกิจการ มอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดให้เป็นผู้จัดหาคนมาทำงาน อันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางานโดยการ ทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ เป็นนายจ้างของโจทก์ตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ไปด้วยได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ นอกจากที่แก้คงเป็นไป ตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค ๒ ๒๐. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๒๕๓/๒๕๖๐ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง สัญญาจ้างที่ปรึกษา มุ่งประสงค์ต่อการได้รับบริการเป็นสำคัญ จึงมิได้มีวัตถุประสงค์ ต่อการจัดหาแรงงานมาทำงานในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบ โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้าง รับเหมาค่าแรงอันจะถือว่าจำเลยเป็นนายจ้างโจทก์ตามมาตรา ๑๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ กิจการจะเลือกปฏิบัติไม่ได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ ๒๑. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๙๘๗ - ๒๐๒๖/๒๕๕๘ (เหมาค่าแรง มาตรา ๑๑/๑) เรื่อง “การกำหนดเวลาทำงานที่แตกต่างกัน” ของลูกจ้างรับเหมาค่าแรงตำแหน่งพนักงาน ขับรถที่ทำงานในลักษณะเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง อันมีผลกระทบต่อการได้รับเงิน ค่าตอบแทน ถือเป็นสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบกิจการจะเลือกปฏิบัติไม่ได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง คดีนี้จำเลยที่ ๑ ผู้ประกอบการได้ให้ลูกจ้างของตนทำงานวันจันทร์ –ศุกร์ วันละ ๗ ชั่วโมงครึ่ง ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐ น. – ๑๗.๐๐ น. แต่โจทก์กับพวกซึ่งทำงานเป็นพนักงานขับรถยนต์บรรทุกซึ่งมีลักษณะ เดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาโดยตรงของจำเลยที่ ๑ ต้องทำงานจันทร์ – เสาร์ วันละ ๘ ชั่วโมง ระหว่างเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง จึงฟ้องคดี ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๑๒ ที่ ๑๔ ถึงที่ ๓๕ และที่ ๓๗ ถึงที่ ๔๒ เป็นลูกจ้างรับเหมา ค่าแรงที่ทำงานเป็นพนักงานขับรถและพนักงานคลังสินค้าซึ่งเป็นธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๑ ในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ ๑ กรณีจึงอยู่ในบังคับของ พระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง ที่บัญญัติให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้าง รับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการ ที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติหมายความว่า ผู้ประกอบกิจการต้องดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับ


นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ - ๒๘ - สิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของผู้ประกอบกิจการโดยไม่เลือกว่าเป็นลูกจ้าง รับเหมาค่าแรงหรือลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง อันเป็นการกำหนดหน้าที่ให้ผู้ประกอบกิจการต้องดำเนินการ ให้สิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง จึงเป็นสิทธิตามที่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ บัญญัติไว้โดยตรง ผู้ประกอบกิจการก็ต้องดำเนินการให้ลูกจ้าง รับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงนั้นได้รับสิทธิประโยชน์และ สวัสดิการเช่นเดียวกัน และการกำหนดวันเวลาทำงาน อันมีผลกระทบต่อการได้รับเงินค่าตอบแทนถือเป็น สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบกิจการจะเลือกปฏิบัติไม่ได้ดังนั้น จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการจึงต้อง ดำเนินการให้โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๑๒ ที่ ๑๔ ถึงที่ ๓๕ และที่ ๓๗ ถึงที่ ๔๒ ซึ่งเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิ ประโยชน์ในเงินค่าตอบแทนดังกล่าวให้ถูกต้องตามที่จำเลยที่ ๑ จัดให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของ จำเลยที่ ๑ โดยต้องดำเนินการให้โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๑๒ ที่ ๑๔ ถึงที่ ๓๕ และที่ ๓๗ ถึงที่ ๔๒ ได้รับในส่วนที่ จำเลยที่ ๒ ผู้เป็นนายจ้างโดยตรงไม่จัดให้หรือจัดให้น้อยกว่าลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ ๑ โดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับที่จำเลยที่ ๑ จัดให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ ๑ ซึ่งหากจำเลย ที่ ๑ มีหลักเกณฑ์การกำหนดวันเวลาทำงานและการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง อย่างไรก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของจำเลยที่ ๑ เช่นเดียวกัน สำหรับเงินโบนัสนั้น แม้เป็นสิทธิประโยชน์และสวัสดิการ แต่จำเลยทั้งสองจ่ายเงินโบนัสให้แก่ ลูกจ้างตามการประเมินผลงานซึ่งมีการแบ่งเกรด เอ บี ซี และดี และขึ้นอยู่กับผลประกอบการของกิจการ ถือเป็นการวางหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสที่เหมือนกัน ส่วนที่ปรากฏว่าในปี ๒๕๕๓ จำเลยที่ ๑ จ่ายเงินโบนัส ให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงมากกว่าที่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ได้รับจากจำเลยที่ ๒ แต่ในปี ๒๕๕๔ จำเลยที่ ๑ ก็จ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงต่ำกว่าที่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ได้รับจากจำเลย ที่ ๒ จึงหาใช่ว่าลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ได้รับเงินโบนัสประจำปีในอัตราที่ต่ำกว่าลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ทุกปีไม่ แต่เป็นการได้รับตามหลักเกณฑ์การจ่ายที่จำเลยทั้งสองกำหนดไว้เหมือนกันโดยดูจากผลงานของ ลูกจ้างและจากฐานผลประกอบการของแต่ละบริษัท ดังนั้น ที่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๑๒ ที่ ๑๔ ถึง ที่ ๓๕ และที่ ๓๗ ถึงที่ ๔๒ ได้รับเงินโบนัสประจำปีในช่วงดังกล่าวตามหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสประจำปีที่เหมือนกันจาก จำเลยที่ ๒ ถือเป็นการได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ มาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง บัญญัติให้เฉพาะผู้ประกอบกิจการเท่านั้นที่ต้องดำเนินการให้ลูกจ้าง รับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติดังนั้น เฉพาะจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการเท่านั้นที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็น นายจ้างโดยตรงของโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๑๒ ที่ ๑๔ ถึงที่ ๓๕ และที่ ๓๗ ถึงที่ ๔๒ และเป็นผู้ได้รับมอบหมายจาก จำเลยที่ ๑ ให้จัดหาโจทก์ดังกล่าวมาทำงานในธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ ๑ ไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย


Click to View FlipBook Version