อาณาจักรสิ่งมีชีวิ ชีวิ ต 5 จัดทำ โดย นายธนกร วันตา ม.5/11 เลขที่6ที่
ผนังเซลล์เป็นสารประกอบเพปทิโดไกลแคน (Peptidoglycan) แต่ใน สิ่งมีชีวิตบางกลุ่มมีแบคเทอริโอคลอโรฟิลฟิล์ (Bacteriochlorophyll) หรือรงค์วัตถุคล้ายคลอโรฟิลฟิล์ (Chlorophyll) ของพืชที่สามารถ ที่ ทำ หน้าที่สั ที่ งเคราะห์ด้วยแสงและสร้างอาหารเองได้ อาณาจักรมอเนอรา (KINGDOM MONERA) อาณาจักรมอเนอรา เป็นกลุ่มของสิ่งมีชีวิตโบราณที่มีวิวัฒนาการ ไม่ซับซ้อน เช่น กลุ่มของแบคทีเรีย และสาหร่ายสีเขียวแกม น้ำ เงิน ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวขนาดเล็กที่ทำ หน้าที่เป็นทั้งผู้ผลิต และผู้ย่อยสลาย ที่สำ คัญในระบบนิเวศ ลักษณะสำ คัญของสิ่งมีชีวิตใน อาณาจักรมอเนอรา เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว (Unicellular) หรืออาจประกอบขึ้นจากเซลล์ มากกว่า 1 เซลล์ โดยที่เที่ซลล์เหล่านั้นไม่ได้ทำ งานร่วมกันเป็นเนื้อเยื่อหรือ อวัยวะ มีเซลล์แบบโพรคาริโอต (Prokaryote) ที่ไที่ม่มีเยื่อหุ้มนิวเครียสหรือเยื่อหุ้ม สารพันธุกรรม ภายในเซลล์ปราศจากออร์แกเนลล์ (Organelle) มีเพียงไรโบโซมขนาดเล็ก (Ribosome) มีรูปร่าง 3 ลักษณะ คือ ทรงกลม (Coccus) ทรงแท่ง/ท่อน (Bacillus) และทรงเกลียว (Spirillum) ที่อาจอ ที่ ยู่อย่างโดดเดี่ยว ดี่ หรืออาจอยู่รวมเป็นกลุ่มและเรียงตัวต่อกันเป็นสาย บางชนิดต้องการออกซิเจนบางชนิดไม่ต้องการออกซิเจนบางชนิด อยู่ได้ทั้งที่มี ที่ หรือไม่มีออกซิเจน ผนังเซลล์แบ่งเป็นแกรมบวกและแก รมลบ มีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ทั้งการแบ่งตัวออกเป็นสอง (Binary fission) การขาดออกเป็นท่อน (Fragmentation) รวมไป ถึงการรับสารพันธุกรรมจากแบคทีเรียเซลล์อื่น ๆ ที่เ ที่ รียกว่า “การก ลายพันธุ์”
ตัวอย่างกลุมแบคทีเรีย Lactobacillus Lactobacillus เป็น แบคทีเรียแกรมบวก (Gram positive bacteria) รูป ร่างเป็น่ท่อนเดี่ยดี่ว หรือต่อกันเป็นสายสั้นไม่สร้าง สปอร์เจริญได้ทั้งในสภาวะที่มีที่มีออกซิเจนและไม่มีออกซิเจน (facultative anaerobe) ไม่เคลื่อนที่ชที่อบเจริญที่อุที่อุ ณหภูมิปานกลาง แต่บางชนิดชอบ เจริญที่อุที่อุ ณหภูมิต่ำ เป็นของกลุ่มของ Lactic Acid Bacteria (BAL) เป็นกลุ่มการทำ งานที่รที่วม ถึงแบคทีเรียที่ผที่ลิตกรดแลคติคเป็นผลิตภัณฑ์เมตาบอลิกหลักของการหมัก คาร์โบไฮเดรต โดยมันมีการใช้งานที่หที่ลากหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการ หมักอาหารเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์เช่นโยเกิร์ตชีสผักดองไส้กรอกและหมัก เป็นต้น. Staphylococcus aureus Staphylococcus aureus เป็ นแบคทีเรี ยก่อโรค (pathogen) พวกfacultative anaerobeจัดอยู่ใน Family Micrococcaceae เจริญไดใ้นที่มีที่มีอากาศและไม่มีอากาศแต่เจริญไดด้ีในสภาวะที่ มีอากาศ มีรูปร่างเป็นทรงกลม (cocus)ขนาด 0.5 – 1.0 ไมครอน แกรมบวก (Gram positive bacteria) มัก เรียงตวัเป็นกลุ่มคล้ายพวงองุ่น หรือเป็นคู่หรือเป็นสายส้ันส้ัๆ ไม่เคลื่อนที่ ส่วนใหญ่ไม่มีแคพซู พบในอากาศ ฝุ่ นละออง ขยะมูลฝอย ทางเดินหายใจ ลําคอ หรือ เส้นผม ผิวหนัง ทางเดิน ปัสสาวะและบาดแผล โดยทวั่ ไปพบการปนเป้ือนเช้ือชนิดนิน้ีปริมริาณตํ่าใน อาหารที่ผลิตมาจากสัตสัว์ หรือรือาหารที่มีกมีารสัมสัผัสผัจากคน
อาณาจักรโพรทิสตา (Kingdom Protista) กลุ่มของสิ่งมีชีวิตยุคแรกเริ่มที่ถูที่ถู กเรียกรวมกันว่า “โพรทิสต์” (Protist) เป็นสิ่งมีชีวิตที่ปที่ระกอบขึ้นจาก เซลล์ยูแคริโอตเพียงเซลล์เดียวหรือหลายเซลล์ที่ยัที่ยั งไม่ถูกพัฒนาไปเป็นเนื้อเยื่อ โดยมีลักษณะและองค์ ประกอบภายในที่แที่ตกต่างออกไปจากทั้งเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ เช่น สาหร่าย อะมีบา และโพรโตซัว โดย โพรทิสต์ถือเป็นกลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่เที่ก่าแก่ที่สุที่สุ ดกลุ่มหนึ่งบนโลก เป็นสิ่งมีชีวิตเรียบง่ายที่มีที่มี ความสมบูรณ์ พร้อมในตนเอง สามารถอาศัยอยู่ทั้งบนบก ในน้ำ และบนร่างกายของพืชและสัตว์ชนิดต่าง ๆ ลักษณะสำ คัญของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรโพรทิสตา - มีโครงสร้างร่างกายเรียบง่าย ไม่สลับซับซ้อน : โพรทิสต์ส่วนใหญ่เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว (Unicellular Organism) และอาจมีโพรทิสต์บางชนิดที่ป ที่ ระกอบขึ้นจากเซลล์จำ นวนมากที่ อยู่รวมกันเป็นโคโลนี -มีเซลล์แบบยูแคริโอต (Eukaryotic Cells) : เซลล์ที่มี ที่ มี เยื่อหุ้มนิวเคลียส (Nucleus Membrane) โดยมีลักษณะของออร์แกเนลล์ (Organelle) ภายในเซลล์แตกต่างกันออกไปใน แต่ละกลุ่มของสิ่งมีชีวิต -ไม่มีระยะเอ็มบริโอ -มีการสืบพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ : โพรทิสต์ส่วนใหญ่มีการสืบพันธุ์แบบไม่ อาศัยเพศผ่านการแบ่งเซลล์ (Cell Division) ขณะที่ก ที่ ารสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศนั้น เกิดจาก การรวมตัวกันของเซลล์สืบพันธุ์ที่มี ที่ มี ขนาดและรูปร่างคล้ายคลึงกันที่เ ที่ รียกว่า “คอนจูเกชัน” (Conjugation) -มีการดำ รงชีพในหลายลักษณะ : ทั้งการเป็นผู้ผลิต (Producer) ผู้บริโภค (Consumer) และ ผู้ย่อยสลาย (Decomposer) ในระบบนิเวศ รวมถึงความสามารถในการเคลื่อนที่ ซึ่งโพรทิสต์ บางชนิดมีขน (Cilia) หรือหนวด (Flagellum) รวมไปถึงขาเทียมที่เ ที่ รียกว่า “ซูโดโพเดียม” (Pseudopodium) ไว้ใช้ในการเคลื่อนไหว
โครงสร้างของโพรทิสต์ สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรโพรทิสตาสามารถจำแนกออก เป็น 3 กลุ่ม ตามรูปแบบการดำรงชีวิต (Lifestyle) โพรทิสต์ที่มี ที่ มี ลักษณะคล้ายสัตว์ (Zoo-Like Protist) คือ กลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่ไที่ ม่สามารถสร้าง อาหารเองได้ เช่น โพรโตซัว (Protozoa) ซึ่งกิน อาหารผ่านทางช่องปากและมีระบบการย่อย อาหารภายในร่างกายคล้ายสัตว์ สเตนเตอร์ เซลล์ของสาหร่ายน้ำ จืด โพรทิสต์ที่มี ที่ มี ลักษณะคล้ายพืช (Plant-Like Protist) คือ กลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่ส ที่ ามารถสร้างอาหารเองได้ จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthesis) เช่น สาหร่ายชนิดต่าง ๆ (Algae) ทั้งสาหร่ายเซลล์เดียว (Unicellular Algae) และ สาหร่ายหลายเซลล์ (Multicellular Algae) ที่ส่ ที่ ส่ วน ใหญ่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำ จืดและทะเลสาบ ราเมือก โพรทิสต์ที่มี ที่ มี ลักษณะคล้ายรา (Fungi-Like Protist) คือ กลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่ไที่ ม่สามารถสร้างอาหารเองได้ แต่ใช้ วิธีการย่อยสลายและดูดซึมสารอาหารภายนอกเข้าสู่ ร่างกาย เช่น ราเมือก (Slime Mold) ที่มี ที่ มี ลักษณะทั่วไป คล้ายรา แต่โพรทิสต์ที่มี ที่ มี ลักษณะคล้ายราเหล่านี้ มีองค์ ประกอบภายในเซลล์แตกต่างจากราทั่วไป อย่างเช่น ความสามารถในการสร้าง “แฟลกเจลลา” (Flagella) และการมีเซลลูโลส (Cellulose) เป็นองค์ประกอบหลัก ภายในผนังเซลล์ ซึ่งแตกต่างไปจากการมีสารไคติน (Chitin) เป็นองค์ประกอบหลักเหมือนในผนังเซลล์ของ เห็ดราทั่วไป
อาณาจัก จั รฟังไจ (KINGDOM OF FUNGI) สิ่งมีชีวิตที่อ ที่ ยู่ใน อาณาจักรฟัง ฟัไจ ได้แก่ กลุ่มของรา เห็ด และยีสต์ ซึ่งสามารถ เจริญเติบโตอยู่ทั่วทุกหนแห่งบนโลก ไม่ว่าจะดำ รงชีวิตอยู่ตามพื้นดิน ในแหล่งน้ำ ร่องลอยอยู่ในอากาศ หรือแม้แต่อาศัยอยู่ตามร่างกายของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น โดยที่ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเหล่านี้มีบทบาทสำ คัญยิ่งต่อการย่อยสลายสสารและการ หมุนเวียนธาตุอาหารในระบบนิเวศของโลก ลักษณะสำ คัญของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรฟัง ฟัไจ ฟัง ฟัไจเป็นทั้งสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวอย่างยีสต์ (Yeast) และสิ่งมีชีวิตหลาย เซลล์ ซึ่งมีองค์ประกอบของเส้นใยขนาดเล็กที่เ ที่ รียกว่า “ไฮฟา” (Hypha) ที่ รวมกันเป็นกลุ่มเส้นใยที่เ ที่ รียกว่า “ขยุ้มรา” (Mycelium) อย่างเช่น รา (Mold) และเห็ดราทั้งหลาย (Mushroom) ซึ่งลักษณะของเส้นใยสามารถ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ -เส้นใยมีผนังกั้น (Septate Hypha) ที่แ ที่ บ่งเซลล์ออกเป็นห้อง ๆ -เส้นใยไม่มีผนังกั้น (Non-Septate Hypha) ที่ทำ ที่ ทำให้เซลล์มีลักษณะคล้าย ท่อยาวที่ท ที่ ะลุถึงกัน นอกจากนี้ เส้นใยเหล่านี้ยังสามารถเปลี่ย ลี่ นแปลงแปลงรูปร่างเพื่อทำ หน้าที่พิ ที่พิเศษ เช่น ดูดอาหารจากเซลล์เจ้าบ้าน (Host) ยึดติดและดูดซึมสารอาหารจากสิ่ง แวดล้อมอีกด้วย -มีเซลล์แบบยูคาลิโอต (Eucaryote) ที่มี ที่ มี เยื่อหุ้มนิวเคลียสเช่นเดียวกับพืชและสัตว์ มีผนังเซลล์เป็นสารจำ พวกไคติน (Chitin) และเซลลูโลส (Cellulose) เช่นเดียว กับพืชชั้นสูง -ไม่มีคลอโรฟิลฟิล์ จึงดำ รงชีวิตอยู่ด้วยการพึ่งพาอาศัยสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น (Mutualism) หรืออยู่ในภาวะปรสิต (Parasitism) และยังเป็นผู้ย่อยสลายซาก สิ่งมีชีวิต (Saprophyte) ที่สำ ที่ สำคัญของระบบนิเวศ -มีทั้งการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศที่อ ที่ าศัยการรวมตัวกันของเซลล์สืบพันธุ์และ นิวเคลียส (Conjugation) และแบบไม่อาศัยเพศ เช่น การแบ่งตัว (Fission) การ แตกหน่อ (Budding) การหักหรือขาดออกเป็นท่อน (Fragmentation) และกา รสร้างสปอร์ (Sporulation)
อาณาจักรฟัง ฟัไจสามารถจำ แนกออกเป็น 4 ไฟลัม (Phylum) ดังนี้ 1. ไคทริดิโอไมโคตา (Chytridiomycota) คือ กลุ่มของราชั้น ต่ำ ที่มีที่มีอายุยาวนานที่สุที่สุ ดหรือที่เที่รียกว่า “ไคทริดส์” (Chytrids) อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำ จืดและตามพื้นดิน เป็น ปรสิตทั้งในโพรทิสต์ พืช และสัตว์ รวมถึงเป็นผู้ย่อยสลาย ซากสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและมี เส้นใยขนาดเล็ก มีการสืบพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศ และไม่อาศัย เพศ โดยการสร้างสปอร์ที่มีที่มีแฟลเจลลา (Flagellum) ช่วยใน การเคลื่อนที่ 2. ไซโกไมโคตา (Zygomycota) คือ กลุ่มราที่เที่ป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์ เดียว มีเส้นใยชนิดแบบไม่มีผนังกั้น และบางชนิดอาจมีโครงสร้างที่ เรียกว่า “ไรซอยด์” (Rhizoid) ใช้ในการยึดเกาะกับแหล่งอาหาร ราส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนบก หรือบนอินทรียวัตถุที่กำที่กำลังย่อยสลาย เช่น ราดำ บนขนมปังปัต้องการความชื้นในการดำ รงชีวิต จึงเป็นทั้ง ปรสิตและผู้ย่อยสลาย กลุ่มราในไฟลัมนี้มีทั้งกลุ่มราที่ใที่ช้ใน อุตสาหกรรมเพื่อผลิตกรดฟูมาริก อย่างเช่น Rhizopus nigricans และผลิตแอลกอฮอล์หรือสุราอย่างเช่น Rhizopus oryzae 3. แอสโคไมโคตา (Ascomycota) คือ กลุ่มราชั้นสูงที่มีที่มีลักษณะ คล้ายถ้วย (Cup Fungi) จากการสร้างสปอร์ อาศัยอยู่ทั้งใน แหล่งน้ำ จืด แหล่งน้ำ เค็ม และบนบก มีทั้งสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว อย่างเช่น ยีสต์ชนิดต่าง ๆ และสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ที่เที่ป็นกลุ่ม เส้นใย เช่น เห็ดโมเรล ทรัฟเฟิลฟิและราแดง เป็นต้น กลุ่มราในไฟ ลัมนี้ถูกนำ มาใช้ในการผลิตข้าวแดงและเต้าหู้ยี้ เป็นกลุ่มราที่ สามารถก่อให้เกิดโรคทั้งในคนและสัตว์ 4. เบสิดิโอไมโคตา (Basidiomycota) คือ กลุ่มเห็ดราที่มีที่มีรูปร่างคล้าย กระบอง (Club Fungi) และสีสันหลากหลาย มีเส้นใยผนังกั้นและรวมตัว อัดแน่นเป็นแท่งคล้ายลำ ต้น เช่น เห็ดโคน เห็ดนางรม เห็ดเป๋า ป๋ ฮื้อ เห็ด หูหนู และเห็ดหอมที่สที่ามารถนำ มารับประทานได้ รวมไปถึงราสนิมและรา เขม่าดำ ที่สที่ามารถก่อโรคในคนและพืช ส่วนใหญ่ราในกลุ่มนี้จะดำ รงชีวิต อยู่ร่วมกับพืชในภาวะพึ่งพาอาศัยกัน สามารถดูดซึมสารอาหารจากราก ไม้และย่อยสลายสารอินทรีย์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำ ให้ มนุษย์นำ เห็ดราเหล่านี้มาใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย ทั้งใน อุตสาหกรรมการผลิตอาหารและยา และการปรับปรุงดินเพื่อการเกษตร
-เป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ (Multicellular) ที่รวมก ที่ ลุ่มกันเป็นเนื้อเยื่อ (Tissue) -มีเซลล์แบบยูคาลิโอต (Eucaryote) ที่มี ที่ เยื่อหุ้มนิวเคลียสเช่นเดียวกับเซลล์ของสัตว์ -มีผนังเซลล์ที่ประกอบ ที่ ด้วยเซลลูโลส (Cellulose) ซึ่งทำให้เซลล์แข็งแรงทนทานและมีรูปร่าง แน่นอน -มีรงควัตถุภายในเซลล์ เช่น คลอโรฟิลฟิล์ (Chlorophyll) ในคลอโรพลาสต์ (Chloroplast) ที่ ทำให้พืชสามารถสร้างอาหารเองได้จากกระบวนการสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) -มีวัฏจักรชีวิตแบบสลับ (Alternation of Generation) หรือระยะของการเจริญเติบโตและการ สืบพันธุ์แบบสลับระหว่างระยะแกมีโทไฟต์ (Gametophyte) ที่เ ที่ ป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ผ่านการผสมของสเปิร์มและไข่ซึ่งก่อให้เกิดการสร้างเอมบริโอ (Embryo) หรือต้นอ่อน และระ ยะสปอโรไฟต์ (Sporophyte) ที่เ ที่ ป็นการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศผ่านการสร้างสปอร์ อาณาจัก จั รพืช (KINGDOM PLANTAE) ลักษณะสำ คัญของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรพืช พืชเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์แบบยูคาริโอต เป็นพวกที่สั ที่ งเคราะห์ด้วย แสงได้ และสร้างสารอินทรีย์จากสารอนินทรีย์ได้พืชมีความสัมพันธ์ ใกล้ชิดกับกลุ่มสาหร่ายสีเขียวพวกคาโรไฟซีน (charophycean) หรือพวกคาโรไฟต์ (charophyte) หรือสาหร่ายไฟ มีความสัมพันธ์ ใกล้ชิดกับพืชมากที่สุ ที่ ด
อาณาจักรพืชสามารถจำแนกพืชออกเป็น 4 กลุ่มหลัก 10 ไฟลัม (Phylum) ดังนี้ กลุ่มพืชบกขนาดเล็กที่มี ที่ มี ระยะแกมีโทไฟต์ยาวนานและเด่นชัดกว่าระยะสปอโรไฟต์ในวัฏจักร ชีวิต ไม่มีลำ ต้น ราก และใบที่แ ที่ ท้จริง แต่อาศัยโครงสร้างที่เ ที่ รียกว่า “ไรซอยด์” (Rhizoid) ทำ หน้าที่ยึ ที่ ยึ ดเกาะ รวมถึงดูดน้ำ และสารอาหาร มีส่วนของโครงสร้างเป็นแผ่นคล้ายใบที่ เรียกว่า “ทัลลัส” (Thallus) ซึ่งมีชั้นคิวทิเคิล (Cuticle) บาง ๆ ปกคลุมอยู่ อีกทั้ง ยัง สามารถอาศัยน้ำ เป็นตัวกลางในการปฏิสนธิ จึงมักพบพืชกลุ่มนี้ในพื้นที่ชื้ ที่ ชื้ นแฉะ ปัจ ปั จุบันพืช ไม่มีท่อลำ เลียงแบ่งออกเป็น 3 ไฟลัม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 พืชไม่มีท่อลำ เลียงหรือ “ไบรโอไฟต์” (Bryophyte) ลิเวอร์เวิร์ท เฮพาโทไฟตา (Hepatophyta) : พืชในกลุ่มลิเวอร์เวิร์ท (Liverwort) มีลักษณะโครงสร้างเป็นแผ่นขนาดใหญ่ที่มีที่รอย แฉกอยู่ตามบริเวณขอบโดยรอบ ภายในเซลล์มีหยดน้ำ มัน มี โครงสร้างของเซลล์สืบพันธุ์รูปร่างคล้ายล่มที่เที่รียกว่า “อาร์คี โกเนียม” (Archegonium) ทำหน้าที่สที่ร้างไข่และ “แอนเท อริเดียม” (Antheridium) ทำหน้าที่สที่ร้างสเปิร์ม สามารถ สืบพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศผ่านการสร้างเจมมาคัพ (Gemma Cup) ซึ่งสามารถเจริญขึ้นเป็นพืชต้นใหม่ แอนโทเซอโรไฟตา (Anthocerophyta) : พืชในกลุ่มฮอร์นเวิร์ท (Hornwort) มีลักษณะโครงสร้างเป็นแผ่นและมีรอยหยักตาม บริเวณขอบ มีคลอโรพลาสต์ 1 หน่วยในเซลล์แต่ละเซลล์ทำ หน้าที่สัที่สังเคราะห์แสง มีต้นสปอโรไฟต์ที่เที่รียวยาวคล้ายเขาสัตว์ ซึ่งเจริญขึ้นมาจากต้นแกมีโทไฟต์ ฮอร์นเวิร์ท มอสส์ ไบรโอไฟตา (Bryophyta) : พืชในกลุ่มมอสส์ (Moss) มี โครงสร้างคล้ายลำ ต้น รากและใบซึ่งเรียงตัวรอบแกน กลางของโครงสร้าง ไม่มีท่อลำ เลียง มีส่วนคล้ายรากยึด ติดกับพื้นดินหรือซอกหินชื้นแฉะ ต้นสปอโรไฟต์มีก้านชูอับส ปอร์ (Seta) และอับสปอร์ที่เที่รียกว่า “แคปซูล” (Capsule) อยู่ด้านบน โดยที่สที่ปอร์สามารถปลิวไปตามกระแสลม ก่อน งอกเป็นต้นแกมีโทไฟต์ต้นใหม่ เมื่อตกถึงพื้นที่มีที่มีสภาพ แวดล้อมเหมาะสม
กลุ่มที่ 2 พืชมีท่อลำ เลียงไร้เมล็ดหรือ “เทอริโดไฟต์” (Pteridophyte) กลุ่มพืชมีท่อลำ เลียงกลุ่มแรกที่เ ที่ ริ่มมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ 400 ล้านปีก่อน เป็นกลุ่มพืชที่มี ที่ มี ราก ลำ ต้น และใบที่แ ที่ ท้จริง มีท่อลำ เลียงน้ำ และแร่ธาตุ ในวัฏจักรชีวิตแบบสลับ ต้นแกมีโท ไฟต์และต้นสปอโรไฟต์มีการเจริญแยกต้นกันหรืออาจอยู่รวมกันเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ โดยที่ต้ ที่ ต้ นแกมีโทไฟต์จะมีช่วงชีวิตที่สั้ ที่ สั้ นกว่าต้นสปอโรไฟต์ ปัจ ปั จุบันกลุ่มพืชมีท่อลำ เลียงไร้เมล็ด แบ่งออกเป็น 2 ไฟลัม ดังนี้ ไลโคไฟตา (Lycophyta) : พืชในกลุ่มนี้บางชนิดสูญพันธุ์ไปแล้ว ขณะที่ชที่นิดพันธุ์ที่เหที่ลืออยู่ในปัจปัจุบันเป็นพืชขนาดเล็ก มีลำต้น ราก และใบที่แที่ท้ จริง โดยที่ใบที่มีขนาดเล็กเรียกว่า “ไมโครฟิลฟิล์” (Microphyll) มีเส้นใบ 1 เส้นที่ไที่ม่แตกแขนง บริเวณปลายกิ่งมีกลุ่มของใบทำหน้าที่สที่ร้างอับสปอร์ มีลำต้นใต้ดินที่เที่รียกว่า “ไรโซม” (Rhizome) ส่วนที่เจที่ริญเหนือพื้นดินมีทั้งชนิดที่ตั้ที่ ตั้งตรงและชนิดที่เที่ลื้อยไปตามผิวหน้าดินหรือเกาะไปตามพืชชนิดอื่น (Epiphyte) ในการสร้างสปอร์สามารถ จำแนกออกเป็น 2 ลักษณะ – กลุ่มของไลโคโพเดียม (Lycopodium) เช่น สามร้อยยอดและหางสิงห์ที่สที่ร้างสปอร์ซึ่งมีขนาดเดียวกันทั้งหมด (Homosporous) – กลุ่มของซีแลกจิเนลลา (Selagenella) เช่น ตีนตุ๊กแกและกระเทียมน้ำ (Isoetes) มีการสร้างสปอร์ที่มีที่ขนาดที่แตกที่ต่างกันออกไป (Heterosporous) ไลโคโพเดียม เทอโรไฟตา (Pterophyta) : กลุ่มของพืชที่มีที่ลำต้นขนาดเล็ก ไม่มีรากที่แที่ท้จริง มีส่วนของทั้ง ลำต้นใต้ดินและเหนือพื้นดิน โดยที่ลำที่ต้นเหนือดินสามารถทำหน้าที่สัที่งเคราะห์แสง ลำต้นมี การแตกกิ่งเป็นคู่ (Dichotomous) มีอับสปอร์อยู่ที่บที่ริเวณกิ่ง โดยมีลักษณะเป็นพูจำนวน 3- 5 พูต้นแกมีโทไฟต์มีขนาดเล็กและมีอายุสั้น พืชในกลุ่มนี้ ได้แก่ หญ้าถอดปล้องและหวายทะนอย รวมไปถึงกลุ่มของเฟิร์ฟิน (Fern) ที่มีที่ราก ลำต้น และใบที่แที่ท้จริง มีเส้นใบที่แตกแขนง สามารถสที่ร้างอับสปอร์รวมกันเป็นกลุ่มเรียกว่า “ซอรัส” (Sorus) อยู่บริเวณด้านล่างของแผ่นใบ เฟิร์ฟิร์น
กลุ่มที่ 3 พืชมีท่อลำ เลียงที่มี ที่ มี เมล็ดเปลือย (Gymnosperm) กลุ่มของพืชที่ไที่ม่มีดอกและไม่มีรังไข่ แต่มีส่วนที่เที่รียกว่า “ออวูล” (Ovule) และละอองเรณูติ ณูติดอยู่บริเวณแผ่นใบ และปลายกิ่งที่สที่ามารถผสมและพัฒนาไปเป็นเมล็ดหรือ “โคน” (Cone) ซึ่งมีลักษณะเป็นเมล็ดเปลือย คือ การมี เปลือกหุ้มเมล็ด (Seed Coat) แต่ปราศจากเนื้อผล (ไม้) ห่อหุ้ม มีระยะสปอโรไฟต์เด่นชัดและยาวนาน ปัจ ปั จุบัน กลุ่มพืชมีท่อลำ เลียงที่มีที่มีเมล็ดเปลือยแบ่งออกเป็น 4 ไฟลัม ดังนี้ กลุ่มของพืชที่ไที่ม่มีดอกและไม่มีรังไข่ แต่มีส่วนที่เที่รียกว่า “ออวูล” (Ovule) และละอองเรณูติ ณูติดอยู่บริเวณแผ่นใบและปลายกิ่งที่สที่ามารถ ผสมและพัฒนาไปเป็นเมล็ดหรือ “โคน” (Cone) ซึ่งมีลักษณะเป็นเมล็ด เปลือย คือ การมีเปลือกหุ้มเมล็ด (Seed Coat) แต่ปราศจากเนื้อผล (ไม้) ห่อหุ้ม มีระยะสปอโรไฟต์เด่นชัดและยาวนาน ปัจปัจุบันกลุ่มพืชมีท่อ ลำ เลียงที่มีที่มีเมล็ดเปลือยแบ่งออกเป็น 4 ไฟลัม ดังนี้ ปรง กิงโกไฟตา (Ginkgophyta) : กลุ่มของแปะก๊วย (Ginkgo Biloba) หรือพืชโบราณที่มีที่มีวิวัฒนาการไม่มากนัก มีลำ ต้น ขนาดใหญ่คล้ายพืชดอกและมีลักษณะใบเป็นแผ่นกว้างคล้าย พัด มีการผลัดใบ มีต้นเพศผู้และเพศเมียแยกจากกัน โดยที่ ต้นเพศเมียจะสร้างโคนเพศเมียที่มีที่มีออวุลบนก้านปลายกิ่ง ก้านละ 2 ออวุล ซึ่งจะมีเพียง 1 ออวุลที่สที่ามารถเจริญไปเป็น เมล็ด แปะก๊วย โคนิเฟอโรไฟตา (Coniferophyta) : กลุ่มของสน (Pine) ที่มีที่มีความ หลากหลายมากที่สุที่สุ ดในกลุ่มนี้ เช่น สนสองใบและสนสามใบ มักพบอยู่ ตามบริเวณที่มีที่มีอากาศค่อนข้างเย็น เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ใบมีขนาด เล็กคล้ายเข็มอยู่เป็นกลุ่มบนกิ่ง มีการแตกกิ่งก้านจำ นวนมาก ไม่ ผลัดใบ มีโคน (Cone) ที่แที่ยกออกเป็นโคนตัวผู้ ซึ่งต่อไปจะเจริญเป็น ละอองเรณู (Pollen Grain) ที่รที่อการผสมกับโคนเพศเมีย ซึ่งโคนทั้ง 2 เพศสามารถเกิดอยู่บนต้นเดียวกันหรือแยกอยู่คนละต้น เมล็ดสน นีโทไฟตา (Gnetophyta) : กลุ่มของพืชที่มีที่มีการพัฒนากว่าพืช เมล็ดเปลือยกลุ่มอื่น ๆ คือ มีเซลล์ลำ เลียงน้ำ (Vessel Element) อยู่ในไซเล็ม (Xylem) มีกลีบดอกและมีใบเลี้ยง 2 ใบ นอกจากนี้ ยังมีการปฏิสนธิคล้ายคลึงกับของพืชดอก มีทั้งไม้ยืนต้นและไม้ เถาขนาดใหญ่ที่มีที่มีเนื้อไม้ ในปัจปัจุบัน พืชในไฟลัมนี้เหลือเพียง 3 สกุล (Genus) คือ มะเมื่อย (Gnetum) ในป่าป่เขตร้อน มั่วอึ่ง (Ephedra) ซึ่งเป็นไม้พุ่มในทะเลทรายของอเมริกา และปีศาจ ทะเลทราย (Welwitschia) ที่เที่ป็นพืชโบราณไร้ดอกในทะเลทราย ของแอฟริกา ปีศาจทะเลทราย
กลุ่มที่ 4 พืชดอก (Angiosperm) กลุ่มของพืชมีดอกที่มีที่มี รังไข่ เมื่อออวุลกลายเป็นเมล็ดจึงมีผลห่อหุ้มเมล็ด พืชดอกสามารถเจริญ เติบโตและแพร่กระจายในระบบนิเวศที่หที่ลากหลาย จึงมีจำ นวนชนิดพันธุ์มากที่สุที่สุ ดในอาณาจักร พืช เช่น กลุ่มของพืชใบเลี้ยงเดี่ยดี่ว (Monocotyledon) ที่ปัที่จ ปั จุบันพบแล้วกว่า 65,000 ชนิด และ กลุ่มของพืชใบเลี้ยงคู่ (Dicotyledon) ที่พที่บแล้วอีกกว่า 180,000 ชนิด ซึ่งพืชดอกทั้ง 2 กลุ่มมี โครงสร้างที่แที่ตกต่างกันมากมาย ทั้งจำ นวนใบเลี้ยง ระบบลำ เลียง โครงสร้างของราก ลำ ต้น และจำ นวนกลีบดอก ปัจ ปั จุบันกลุ่มพืชดอกมีด้วยกัน 1 ไฟลัมเท่านั้น คือ ดอกซากูระ แอนโทไฟตา (Anthophyta) : กลุ่มของพืชดอกที่มี ที่ ลำต้น ราก และใบที่เจ ที่ ริญดี มีดอกที่เป ที่ ลี่ยนแปลงจาก ลี่ กิ่งมาเป็นโครงสร้างในการสืบพันธุ์มีเมล็ดอยู่ภายใน ผลหรือเมล็ดมีรังไข่ห่อหุ้ม มีการปฏิสนธิซ้อน ซึ่งทำให้เกิดตัวอ่อนและอาหาร เลี้ยงตัวอ่อน (Endosperm)
อาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia) -เป็นเซลล์ชนิดยูคาริโอต (Eucaryotic Cell) -เป็นผู้บริโภคตลอดชีวิตเพราะสังเคราะห์อาหารเองไม่ได้ -มีหลายเซลล์ (Multicellular) บางพวกยังไม่มีเนื้อเยื่อแต่ส่วนใหญ่หลายเซลล์รวม กันเป็นเนื้อเยื่อเป็นอวัยวะ และเป็นระบบอวัยวะ -การเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่ตอบสนอง ที่ สิ่งเร้าได้อย่างรวดเร็ว บางชนิดอาจมีการ เคลื่อนที่บาง ที่ ช่วงของชีวิต เช่น ฟองน้ำ ในระยะเป็นตัวอ่อนจึงจะมีการเคลื่อนที่ อาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia หรือ Metazoa) ปัจ ปั จุบันอาณาจักรสัตว์จัดเป็นกลุ่มสิ่งมี ชีวิตหลายเซลล์ บางพวกเซลล์ยังไม่รวมกลุ่มเป็นเนื้อเยื่อ เช่น พวกฟองน้ำ สิ่งที่เที่หมือนกันในกลุ่ม สัตว์ คือ เป็นพวกเฮเทอโรโทรปซึ่งไม่สามารถสร้างอาหารได้ด้วยตัวเอง (Heterotrophic Organism) หรือในแง่ของนิเวศวิทยาจัดสัตว์ไว้ในกลุ่มผู้บริโภค (Consumer) ต้องได้อาหาร จากสิ่งมีชีวิตอื่น นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวเพื่อรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ดี ลักษณะของสัตว์ โดยทั่วไปเราสามารถแยกสิ่งมีชีวิตที่เ ที่ ป็นสัตว์ ได้โดยใช้ลักษณะดังต่อไปนี้ ลักษณะต่าง ๆ ที่ใที่ ช้แยกกลุ่มของสัตว์ -ลักษณะโครงสร้างภายนอก หากมีลักษณะเหมือน ๆ กันจัดไว้กลุ่มเดียวกัน -เนื้อเยื่อสัตว์ บางชนิดยังไม่แยกเนื้อเยื่อออกเป็นชั้น ๆ เช่น ฟองน้ำ สัตว์ บางพวกมีเนื้อเยื่อ 2 ชั้น (Diploblastic) บางพวกมีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น (Triploblastic) พวกที่มีที่มีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยได้โดยใช้ช่องว่างลำ ตัว (Coelom; coel =ช่องว่าง) 1. พวกที่ไที่ม่มีช่องว่างในลำ ตัว (Acoelomate) คือ ไม่มีช่องว่างในชั้นของเนื้อเยื่อหรือระหว่างชั้นของ เนื้อเยื่อ ได้แก่ หนอนตัวแบน 2. พวกที่มีที่มีช่องว่างเทียมในลำ ตัว (Pseudocoelomate; pseudo = เทียม) คือ ช่องว่างที่ไที่ม่ได้อยู่ใน เนื้อเยื่อชั้นกลาง (Mesoderm) ช่องว่างนั้นอาจอยู่ระหว่างเนื้อเยื่อชั้นนอก (Ectoderm) กับเนื้อเยื่อชั้นกลาง หรืออยู่ระหว่างเนื้อเยื่อชั้นกลางกับเนื้อเยื่อชั้นใน (Endoderm) สัตว์ในกลุ่มนี้ได้แก่ หนอนตัวกลม บางพวกมี เนื้อเยื่อ 2 ชั้น ได้แก่ หนอนตัวกลม โรติเฟอร์ (Rotifer) 3. พวกที่มีที่มีช่องว่างที่แที่ท้จริง (Coelomate) หมายถึง สัตว์ที่มีที่มีช่องว่างอยู่ระหว่างเนื้อเยื่อชั้นกลาง (mesoderm) ได้แก่ กุ้ง ปู แมลง หอย ไส้เดือนดิน และสัตว์มีกระดูกสันหลัง เป็นต้น -สมมาตร (Symmetry) การแบ่ง 2 ซีกที่มีที่มีลักษณะเหมือนกันเรียกว่า สมมาตร แบ่งได้ 2 ชนิด คือ 1. สมมาตรแบบครึ่งซีกหรือแบบด้านข้าง (Bilateral Symmetry) สัตว์พวกนี้ผ่าได้ในแนวเดียวเท่านั้น ที่ ให้ซีกซ้ายและซีกขวาเหมือนกัน พบใน ไส้เดือนดิน หอย สัตว์ที่มีที่มีขาเป็นปล้อง (Arthropod) หนอนตัวกลม หนอนตัว แบน และสัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิด 2. สมมาตรแบบรัศมี (Radial Symmetry) แบ่งตามรัศมีแล้วได้สมมาตรทุกครั้ง สัตว์เหล่านี้จะมีรูปโคน (Cone Shape) หรือรูปกรวยหรือรูปจาน ได้แก่ แมงกะพรุน ไฮดรา หวีวุ้น
-ไฟลัมพอริเฟอรา (Porifera) ได้แก่ ฟองน้ำ (Sponges) -ไฟลัมซีเลนเทอราตา (Coelenterata) หรือไนดาเรีย (Cnidaria) เช่น ไฮดรา แมงกะพรุน กัลปังปัหา ปะการัง เป็นต้น -ไฟลัมแพลทีเฮลมินทิส (Platyhelminthes) เช่น พลานาเรีย พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ เป็นต้น -ไฟลัมนีมาเทลมินทิส (Nemathelminthes) หรือนีมาโทดา (Nematoda) เช่น หนอนตัวกลมชนิดต่าง ๆ พยาธิแส้ม้า พยาธิปากขอ พยาธิโรคเท้าช้าง เป็นต้น -ไฟลัมแอนเนลิดา (Annelida) เช่น ไส้เดือนดิน ปลิง ทากดูดเลือด แม่เพรียง เป็นต้น -ไฟลัมมอลลัสคา (Mollusca) เช่น หมึก หอยฝาเดียว หอยสองฝา ลิ่นทะเล เป็นต้น -ไฟลัมอาร์โทรโพดา (Arthropoda) ได้แก่ แมลงชนิดต่าง ๆ กุ้ง ปู แมงมุม แมงดาทะเล หมัด เห็บ เพรียงหิน กิ้งกือ ตะขาบ เป็นต้น -ไฟลัมเอไดโนเดอร์มาตา (Echinodermata) เช่น ดาวทะเล เม่นทะเล ปลิงทะเล พลับพลึงทะเล อีแปะทะเล (เหรียญ ทะเล) เป็นต้น -ไฟลัมคอร์ดาตา (Chordata) ได้แก่ เพรียงหัวหอม และสัตว์มีกระดูกสันหลังชนิดต่าง ๆ -การสืบพันธุ์มีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศในสัตว์ชั้นต่ำ เช่น ฟองน้ำ ไฮดรา แมงกะพรุน ในสัตว์ชั้นสูงจะมีการ สืบพันธุ์โดยอาศัยเพศ -การเปลี่ยนแปลงของบลาสโทพอ ลี่ร์ (Blastopore) บลาสโทพอร์ที่เที่กิดในระยะแกสตรูลา (Gastrula) ของตัวอ่อน จะมีการเปลี่ยนแปลง 2 แบบ ลี่คือ แบบโพรโทสโทเมีย (Protostomia) คือพวกที่บลาสโทพอ ที่ร์เจริญไปเป็นปาก และ แบบดิวเทอโรสโทเมีย (deuterostomia) คือพวกที่บลาสโทพอ ที่ร์เจริญไปเป็นทวารหนัก นักชีววิทยาเชื่อว่าสัตว์ต่าง ๆ มีวิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตที่มี ที่ มี เซลล์เดียว ปัจ ปั จุบันสามารถแบ่งออกได้ถึง 9 ไฟลัม ดังนี้