28 2. วิธีการด าเนินการให้บรรลุผล วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการได้รับการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาการค านวณระดับประถมศึกษาของครูโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนนทบุรี 2) การพัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ เพื่อพัฒนาทักษะ การคิดเชิงค านวณ ส าหรับครูผู้สอนระดับประถมศึกษา 3) เพื่อศึกษาผลการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ส าหรับครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนเอกชนในจังหวัดนนทบุรี
ขั้นตอนการด าเนินการ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนการด าเนินการ ขั้นตอน วิธีการ ขั้นตอนที่ 1 การ วิเคราะห์ (Analysis) = การวิจัย Research1 (R1 ) : การศึกษาข้อมูล พื้นฐานและทฤษฎี 1. ศึกษาเอกสาร แนวคิดทฤษฎีงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องกับสภาพปัจจุบันและความ ต้องการการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะ การจัดการเรียนรู้ เพื่อส่งเสิรมความ สามารถในการพัฒนาทักษะการคิดเชิง ค านวณของผู้เรียน โดยวิเคราะห์ข้อมูล พื้นฐาน ดังนี้ ขั้นที่ 1 .วิเคราะห์ ด้านนโยบายของกระทรวง,ส านักงานปลัด ด้านการจัดการศึกษา 2. วิเคราะห์สภาพปัจจุบันและการ คาดหวังความต้องการรับการนิเทศ เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณ 1.วิเคราะห์/สังเคราะเอกสาร 2.การสัมภาษณ์ 3.การสอบถาม
29 แหล่งข้อมูล/ กลุ่มเป้าหมาย เครื่องมือ ผลที่ได้รับ ะห์ ข้อมูลที่เป็นเอกสาร -เอกสาร ต ารางานวิจัย รายงานผลการจัดการ เรียนรู้ ข้อมูลที่เป็นบุคคล -ผู้อ านวยการโรงเรียน -ครูผู้สอนประถมศึกษา -ผู้เชี่ยวชาญด้านการ นิเทศ ด้านการศึกษา และการจัดการเรียนรู้ 1.แบบวิเคราะห์ เอกสาร 2.แบบสัมภาษณ์ 3.แบบสอบถาม -สภาพปัจจุบันและ ความต้องการการ นิเทศเพื่อพัฒนา สมรรถนะการจัดการ เรียนรู้วิทยาการ ค านวณ
ขั้นตอนการด าเนินการ ขั้นตอน วิธีการ ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนา (Development: D1) การออกแบบและการ พัฒนารูปแบบการนิเทศ 1. ศึกษาวิเคราะห์วิธีการหรือรูปแบบการ นิเทศและกระบวนการขั้นตอนในการ พัฒนาสรรรถนะการจัดการเรียนรู้เพื่อ การสังเคราะห์รูปแบบการนิเทศฉบับร่าง วิเคราะห์/สังเคราะหเอกสารและการตรวองค์ประกอบรูปแบบนิเทศจากผู้เชี่ยวชาญ2. ออกแบบรูปแบบการนิเทศ 1) ศึกษาเอกสาร แนวคิดทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการนิเทศ 1. ร่างต้นแบบรูปแบนิเทศ เพื่อพัฒนาสมการจัดการเรียนรู้วิทค านวณ เพื่อส่งเสริมแนวคิดเชิงค านวณ ขระดับประถมศึกษา
30 แหล่งข้อมูล/ กลุ่มเป้าหมาย เครื่องมือ ผลที่ได้รับ ห์ วจสอบ บการ ญ ข้อมูลที่เป็นเอกสาร -เอกสาร ต ารางานวิจัย รูปแบบ/กระบวนการ นิเทศ รายงานผลการ จัดการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณ ข้อมูลที่เป็นบุคคล -ผู้อ านวยการโรงเรียน -ครูผู้สอนประถมศึกษา -ผู้เชี่ยวชาญด้านการ นิเทศและการจัดการ เรียนรู้ -แบบวิเคราะห์ เอกสาร -แบบวิเคราะห์ เนื้อหา - แบบตรวจสอบ องค์ประกอบรูปแบบ การนิเทศ รูปแบบการนิเทศฉบับ ร่าง บบการ มรรนะ ทยาการ มทักษะ ของครู ข้อมูลที่เป็นเอกสาร -เอกสาร ต ารางานวิจัย รูปแบบ/กระบวนการ นิเทศ รายงานผลการ จัดการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณ 1. แบบสัมภาษณ์ 2. แบบทดสอบ ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการนิเทศ 3. แบบทดสอบ ความรู้ความเข้าใจ รูปแบบการนิเทศเพื่อ พัฒนาสมรรถนะการ จัดการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณ เพื่อพัฒนา ทักษะ
ขั้นตอนการด าเนินการ ขั้นตอน วิธีการ 1. ร่างรูปแบบการนิเทศ PEARLS Supervisory Model ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ 1) การวางแผนการนิเทศ (Plan : P) 2) การน าแผนไปสู่การปฏิบัติการนิเทศ (Experiment : E) 3).การประเมินผลการนิเทศ(Appraisal : A) 4) การรายงานผลการนิเทศ (Result : R) 5)การเรียนรู้ผ่านผลงานการปฏิบัติที่ เป็นเลิศ(Learning from Best Practices : L) 6) การพัฒนาสู่ความยั่งยืน (Sustainable Development : S) 2. คู่มือการนิเทศ 3. กิจกรรมการนิเทศ 2. ตรวจสอบร่างต้นรูปแบบการนิเทศ 3. ปรับปรุง แก้ไข ต้รูปแบบนิเทศ 4. พัฒนาเครื่องมือทีการรวบรวมข้อมูล
31 แหล่งข้อมูล/ กลุ่มเป้าหมาย เครื่องมือ ผลที่ได้รับ แบบ ้นแบบ ที่ใช้ใน ข้อมูลที่เป็นบุคคล -ผู้อ านวยการโรงเรียน -ครูผู้สอนประถมศึกษา -ผู้เชี่ยวชาญด้านการ นิเทศ,ด้านหลักสูตรและ ด้านการจัดการเรียนรู้ เกี่ยวกับจัดการ เรียนรู้วิทยาการ ค านวณ ที่ส่งเสริม ความสามารถทักษะ การคิดเชิงค านวณ 4) แบบประเมิน ความสามารถในการ นิเทศ 5) แบบสังเกตและ บันทึกการนิเทศ 6) แบบสังเกตและ บันทึกพฤติกรรมการ นิเทศ 7. แบบสอบถาม ความพึงพอใจที่มีต่อ รูปแบบการนิเทศ แบบ ก า รคิดเชิงค านวณ ส าหรับครูผู้สอนระดับ ประถมศึกษา
ขั้นตอนการด าเนินการ ขั้นตอน วิธีการ ขั้นตอนที่ 3 การ น าไปใช้ (Implementation: R2) 1. วางแผนและก าหนดปฏิทินการนิเทศ 2. จัดอบรมพัฒนาสรรถนะการจัดการ เรียนรู้วิทยาการค านวณ ส าหรับครูผู้สอน - อบรมพัฒนาสมรรจัดการเรียนรู้วิทยากค านวณ ด้วยระบบอและออนไซต์ - ประชุม/อบรมการออกแบบการจัดการและการพัฒนานวัตกการศึกษา
32 แหล่งข้อมูล/ กลุ่มเป้าหมาย เครื่องมือ ผลที่ได้รับ 8. ประเด็นสนทนา กลุ่มเกี่ยวกับรูปแบบ การนิเทศ ถนะการ การ ออนไลน์ ร รเรียนรู้ กรรม ข้อมูลที่เป็นบุคคล -ผู้อ านวยการโรงเรียน -ครูผู้สอนวิทยาการ ค านวณ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 - นักเรียนชั้น ประถมศึกษา ปีที่ 3 -ผู้เชี่ยวชาญด้านการ นิเทศ,ด้านหลักสูตรและ ด้านการจัดการเรียนรู้ 1. ชุดการพัฒนา ตนเอง “การพัฒนา สมรรถนะการจัดการ เรียนรู้วิทยาการ ค านวณ” 2. คู่มือการใช้ รูปแบบนิเทศ คุณภาพผู้เรียน - ร้อยละ 80 ของ ผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายมี ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนไม่ต ่ากว่าค่า เป้าหมายที่โรงเรียน ก าหนด คุณภาพของผู้รับการ นิเทศ 1. ร้อยละ 80 ของครู กลุ่มเป้าหมายสามารถ จัด จัดการเรียนการ สอนได้อย่างมีคุณภาพ
ขั้นตอนการด าเนินการ ขั้นตอน วิธีการ ขั้นตอนที่ 4 การ ประเมินผล (Evaluation = Development: D2) เป็นการประเมินผล (Evaluation) น ารูปแบบการนิเทศ ลงนิเทศกับกลุ่มเป้าหมาย - นิเทศ ติดตาม การเรียนรู้วิทยาการค าน- คัดเลือกนวัตกรรมแบบอย่างที่ดี
33 แหล่งข้อมูล/ กลุ่มเป้าหมาย เครื่องมือ ผลที่ได้รับ 2. ร้อยละ 60 ของครู กลุ่มเป้าหมายมี นวัตกรรม ในการ พัฒนาการเรียนรู้ รจัดการ นวณ หรือ ข้อมูลที่เป็นบุคคล -ผู้อ านวยการโรงเรียน -ครูผู้สอนวิทยาการ ค านวณ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 - นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 -ผู้เชี่ยวชาญด้านการ นิเทศ,ด้านหลักสูตรและ ด้านการจัดการเรียนรู้ 1. คู่มือการใช้ รูปแบบนิเทศ 2. แบบประเมิน ความพึงพอใจ คุณภาพผู้เรียน - ร้อยละ 70 ของ ผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายมี ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนไม่ต ่ากว่าค่า เป้าหมายที่โรงเรียน ก าหนด คุณภาพของผู้รับการ นิเทศ 1. ร้อยละ 80 ของครู กลุ่มเป้าหมายสามารถ จัด จัดการเรียนการ สอนได้อย่างมีคุณภาพ
ขั้นตอนการด าเนินการ ขั้นตอน วิธีการ
34 แหล่งข้อมูล/ กลุ่มเป้าหมาย เครื่องมือ ผลที่ได้รับ2. ร้อยละ 60 ของครู กลุ่มเป้าหมายมี นวัตกรรม ในการ พัฒนาการเรียนรู้
35 3. ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง 3.1 เชิงปริมาณ 1) ครูผู้สอนวิทยาการค านวณ ระดับชั้นประถมศึกษา กลุ่มเป้าหมาย ร้อยละ 90 ได้รับการนิเทศด้วยรูปแบบนิเทศ PEARLS Model 2) ครูผู้สอนวิทยาการค านวณ ระดับชั้นประถมศึกษา กลุ่มเป้าหมาย ร้อยละ 80 ได้รับการพัฒนาสมรรถนะการ จัดการเรียนรู้ ที่ส่งเสริมความสามารถทักษะการคิดเชิงค านวณ ในระดับดี ขึ้นไป 3) ครูผู้สอนวิทยาการค านวณ ชั้นระดับชั้นประถมศึกษา กลุ่มเป้าหมาย ร้อยละ 80 มีความพึงพอใจต่อรูปแบบ การนิเทศ PEARLS Model 4) ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงค านวณ เต็มตามศักยภาพ 5) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ของครู ในระดับ มากขึ้นไป 3.2 เชิงคุณภาพ 1) ครูผู้สอนมีสมรรถนะการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ที่ส่งเสริมความสามารถทักษะการคิดเชิงค านวณ 2) ครูผู้สอนวิทยาการค านวณ ได้รับการนิเทศ โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการนิเทศ PEARLS Model ที่เป็นการวาง แผนการนิเทศร่วมกันระหว่างผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศ ตั้งแต่การตั้งวัตถุประสงค์ การจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ การ ออกแบบการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะการคิดเชิงค านวณผ่านกิจกรรม รวมถึงการเลือกใช้สื่อ และเทคโนโลยี และ การวัดและประเมินผลผู้เรียน 3) นักเรียนได้รับการพัฒนาทักษะการคิดเชิงค านวณ ลงชื่อ..................................................... (นางหัทยาพร สุภาสูรย์) ต าแหน่ง ศึกษานิเทศก์ ผู้จัดท าข้อตกลงในการพัฒนางาน 30 กันยายน พ.ศ.2566
36 แนวคิดในการพัฒนาสมรรถนะครูและวิธีด าเนินการศึกษา การพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณของครูในสังกัดส านักงานคณะกรรมการการส่งเสริม เอกชน ผู้รายงานได้ศึกษารายละเอียด พัฒนารูปแบบการนิเทศ PLEARS ใหม่ความสอดคล้องกับสภาพบริบทของ สังคมไทย ผู้รายงานจึงใช้รูปแบบการนิเทศ PEARLS เป็นการกระตุ้นในการท างานให้ประสบผลส าเร็จ ผ่านตัวกลาง คือ ครูผู้สอนวิทยาการ ค านวณ ระดับชั้นประถมศึกษา มีรายละเอียดขั้นตอนการด าเนินการ 6 ขั้น ( PEARLS Model) ดังนี้ 1. การวางแผนการนิเทศ (Plan : P) เป็นการวิเคราะห์ข้อมูล สภาพปัจจุบัน ปัญหาและความ ต้องการได้รับการนิเทศตลอดจนข้อมูลและสารสนเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อน าไปสู่การวางแผนการนิเทศ ๑) ส ารวจและวิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาการจัดการ เรียนรู้วิทยาการค านวณ ของครูในสังกัด สข. โดยการสอบถามผู้บริหารโรงเรียน ครูและศึกษานิเทศก์ ซึ่งพบว่า ส่วนใหญ่ยังไม่ชัดเจนในประเด็นการ จัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณที ่สะท้อนคุณภาพผู้เรียนตามหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) เท ่าที ่ควร ทั้งนี้อาจมีสาเหตุมาจาก 1) วิทยาการค านวณเป็นเรื่องใหม่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ศึกษาหรือรับการพัฒนาเกี่ยวกับ วิทยาการค านวณ 2) ผู้บริหารโรงเรียนไม่ ตระหนักเห็นความส าคัญของการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ 3) ครูขาดแบบอย่างหรือแนวทางในการจัดการเรียนรู้ วิทยาการค านวณ 4) ศึกษานิเทศก์และผู้บริหาร โรงเรียนขาดการนิเทศ ติดตาม ให้ความช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุนการ จัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ อย่างจริงจัง 5) โรงเรียนมีการปรับเปลี่ยนบุคลากรบ่อย เนื่องจากในดรงเรียนเอกชน เมื่อ ครูผู้สอนได้สอบบรรจุรับราชการแล้ว ก็ต้องลาออก โรงเรียนต้องสมัคร สรรหาบุคลากรใหม่ ท าให้เป็นการขาดช่วงต ่อใน การเรียนการสอน และนอกจากนี้ยังพบว่าครูส่วนใหญ่มีความต้องการ ในการพัฒนาตนเองเกี่ยวกับการออกแบบการจัดการ เรียนรู้วิทยาการค านวณ การสร้างสื่อที่เหมาะสมในการ จัดการเรียนการสอน การวัดผลและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ วิทยาการค านวณ รวมทั้งต้องการตัวอย่างหรือ แนวทางในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณในการเรียนการสอน อยู่ใน ระดับมากที่สุด (แบบสอบถามความต้องการ) ตลอดจนต้องการสื่อที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ เพื่อ น าไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนต่อไป 1) ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) สาระที่ 4 เทคโนโลยี (วิทยาการค านวณ) และ แนวทางการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ 5) ศึกษาแนวทาง แนวคิด หลักการ ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาสมรรถนะในการ จัดการเรียนรู้ หลักการ นิเทศการศึกษา การออกแบบกิจกรรมการนิเทศจากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการ นิเทศการศึกษา 6) ก าหนดกรอบแนวคิดในการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับ ประถมศึกษา 7) ศึกษาเอกสารการจัดท าและพัฒนาคู่มือนิเทศเพื ่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการ เรียนรู้วิทยาการ ค านวณ ระดับประถมศึกษา จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาคู่มือ โดยได้จัดท าเครื่องมือดังนี้
37 - แบบสอบถามความต้องการ - แบบสัมภาษณ์ครูและผู้บริหาร - แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจของครู - คู่มือนนิเทศการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ - แบบนิเทศการสอน - แบบสังเกตการณ์การสอน - แบบประเมินพฤติกรรม - แบบสอบถามความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศ การจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับ ประถมศึกษา 9) ก าหนดกิจกรรมการนิเทศ ปฏิทินการปฏิบัติงาน (ปฏิทินการนิเทศ) และแต่งตั้งคณะกรรมการนิเทศ (ค าสั่งคณะกรรมการการนิเทศ) ๑๐) จัดอบรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับครู ผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้อง โครงการพัฒนาทักษะ ดิจิทัล หรือภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) และการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ ในวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๖ โดยผู้รายงานเชิญวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถมาให้ความรู้เกี่ยวกับวิทยาการค านวณร่วมกับผู้รายงาน และ ศึกษานิเทศก์ ซึ่งกิจกรรมเป็นการฝึกให้ครูรู้จักการแก้ปัญหาอย่างง่ายด้วยภาพ ข้อความ เกม ฝึกทักษะการแสดงล าดับ ขั้นตอนหรืออัลกอริทึม ออกแบบและเขียน โปรแกรมอย่างง่ายโดยใช้สื่อหรือซอฟต์แวร์ที่หลากหลายและทันสมัย มีการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดมสมองร่วมกัน มีแนวทาง ในการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ตลอดจน ชี้แจงแนวทางในการนิเทศติดตาม การจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา 2. การน าแผนไปสู่การปฏิบัติการนิเทศ(Experiment : E) เป็นการน ากลยุทธ์หรือรูปแบบที่ผู้รายงานได้ก าหนด ขึ้นไปสู่การปฏิบัติ หลังจากที่ครูผ่านการอบรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิทยาการค านวณ เรียบร้อยแล้ว ได้มีการสื่อสาร ผ่านหลายช่องทาง เช่น หนังสือราชการ ผ่าน กลุ่ม Line, Facebook เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สะท้อนผล ผู้รายงาน ชี้แจงให้ครูได้ศึกษาคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษาด้วยตนเอง และฝึกปฏิบัติการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ในชั้นเรียน โดยมีรายละเอียดการด าเนินการของผู้ปฏิบัติงานนิเทศ ประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้ 1) การด าเนินการของผู้รับการนิเทศ ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้รับการนิเทศลงมือปฏิบัติงานตามความรู้ความเข้าใจที่ได้รับมา จากด าเนินการในขั้นที่ 2 มีรายละเอียดดังนี้ - ศึกษาคู่มือนิเทศการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา - วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับสาระที่ 4 เทคโนโลยี (วิทยาการ ค านวณ) - ออกแบบการจัดการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณ
38 - คัดสรรหรือสร้างหรือประยุกต์ใช้สื่อประกอบการเรียนรู้วิทยาการค านวณ - วัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ 2) การด าเนินการของผู้ให้การนิเทศ ขั้นนี้ผู้ให้การนิเทศจะท าการนิเทศและควบคุมคุณภาพให้งานส าเร็จออกมา ทันตามก าหนดเวลาและมี คุณภาพสูงสุด ดังนี้ - ก าหนดปฏิทินการนิเทศแล้วแจ้งให้โรงเรียนรับทราบ - นิเทศ ติดตาม สังเกตการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนตามปฏิทิน ร่วมกับคณะกรรมการนิเทศจากส านักงาน ศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี และผู้บริหารโรงเรียนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายในการนิเทศ ทั้งระบบออนไลน์ และ ออนไซต์ - ให้การช่วยเหลือ ชี้แนะสะท้อนคิด พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูผู้สอน ผู้บริหารโรงเรียน หรือครูวิชาการหลังการสังเกตการจัดการเรียนรู้ - เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิทยาการค านวณให้กับครูเป็นระยะ เช่น เผยแพร่ บทความเกี ่ยวกับวิทยาการค านวณ การวิเคราะห์ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้บทความเกี ่ยวกับ แนวคิดเชิงค านวณ อัลกอริทึม แนวทางการใช้โปรแกรม Scratch และการเชื ่อมโยงไปบูรณาการกับสาระอื่น ๆ หรือน าไปประยุกต์ในผ่าน กิจกรรมอื่น ๆ เช่น กิจกรรมชุมชน งานวิชาการ โครงงาน เป็นต้น พร้อมทั้งบริการตอบปัญหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับ การ จัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ผ่านช่องทางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ออนไลน์ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น ได้แก่ เว็บไซต์ padlet ห้องนิเทศการเรียนรู้: https://padlet.com/hutta2565/my-book-oi0b05nqjfxhaa3d ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์: [email protected] แอปพลิเคชั่น Line, Messenger และทางโทรศัพท์ 3) การด าเนินการของผู้สนับสนุนการนิเทศ ขั้นนี้เป็นขั้นที่ คณะกรรมการนิเทศส านักงานศึกษาธิการจังหวัด ได้แก่ นายณัทชัย ใจเย็น ศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี นายวินิจ, ภูชัยศรีสัมฤทธิ์ รองศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี, คณะอนุกรรมการบริหารเชิง ยุทธศาสตร์ ศธจ.นนทบุรี, ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ,ผู้ทรงคุณด้านการนิเทศ, ศึกษานิเทศก์ส านักงานศึกษาธิการจังหวัด นนทบุรีและ ผู้บริหารโรงเรียนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายในการนิเทศ ได้ร่วมนิเทศ ให้ค าแนะน า ค าปรึกษา และให้บริการ สนับสนุนเกี่ยวกับการ ด าเนินการนิเทศ เช่น ตรวจสอบหน่วยการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน เยี่ยมชั้น เรียน นิเทศสังเกตการเรียนการสอนให้ค าแนะน า ชี้แนะสะท้อนคิดกับครูผู้สอน ตลอดจนช่วยเหลือสนับสนุน ในเรื่องวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่จะช่วยให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างได้ผล 3. การประเมินผลการนิเทศ(Appraisal : A) เป็นการประเมินผลการนิเทศด้วยวิธีการที่ หลากหลาย เช่น สอบถาม สัมภาษณ์ แลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นร่วมกัน แบบนิเทศ แบบสังเกตการสอน แบบทดสอบ และแบบประเมินความพึงพอใจฯลฯ
39 ผู้รายงานในฐานะผู้นิเทศ ท าการประเมินผลการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะ ในการจัดการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณ ระดับประถมศึกษา โดยผู้รายงานจัดแบบประเมินเป็น 3 ฉบับ ซึ ่งมีรายละเอียดการน าแบบประเมินไปใช้ใน กิจกรรมการนิเทศ ดังนี้ 1) ประเมินสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณของครูหลังการพัฒนาและ จัดการเรียนรู้จาก แบบประเมินสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณด้วยคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนา สมรรถนะในการจัดการเรียนรู้ วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา ของครูในสังกัดส านักงานศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรีโดยให้ครูเป็นผู้ประเมินตนเอง 2) ประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของนักเรียนหลังการพัฒนาและ จัดการเรียนรู้ จาก แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของนักเรียน โดยให้ครูเป็นผู้สังเกต และประเมินพฤติกรรมนักเรียน พร้อมทั้งสรุปผลรายโรงเรียน 3) ประเมินความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการ จัดการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณ ระดับประถมศึกษา จากแบบสอบถามความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศ การจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา โดยให้ครูเป็นผู้ตอบ แบบสอบถาม 4. การรายงานผลการนิเทศ (Result : R) เป็นการน าผลการประเมินมาประมวลผลและเขียนเป็นรายงานผล การนิเทศเพื่อรายงานผู้เกี่ยวข้อง 5. การเรียนรู้ผ่านผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศ(Learning from Best Practices : L) เป็นการที่ ผู้วิจัยได้น าผลการปฏิบัติที่ดี (Best Practices) ในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการรายวิชาวิทยาการค านวณ โดยใช้แนวคิด เชิงค านวณ เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบของครูระดับประถมศึกษาโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนนทบุรีมาจัด กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้การยกย่องชมเชย 6. การพัฒนาสู่ความยั่งยืน (Sustainable Development : S) เป็นการที่ผู้วิจัยผลการประเมินและ ผลการปฏิบัติที่ดีของครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการรายวิชาวิทยาการค านวณ โดยใช้แนวคิดเชิงค านวณ เพื่อส่งเสริม การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบของครูระดับประถมศึกษาโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนนทบุรีไปปรับปรุงและพัฒนาต่อยอดสู่ ความยั่งยืน ทั้งนี้ ในทุกขั้นตอนจะมีการก ากับ ติดตาม (Monitoring) และการให้การดูแลปรึกษาแนะน า (Mentoring) แก่ ผู้ที่ท าหน้าที่นิเทศ หรือผู้ชี้แนะ และครูผู้สอนโดยผู้วิจัยอย่างต่อเนื่อง กระบวนการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ด้วยคู่มือนิเทศ การจัดการ เรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา กระบวนการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ด้วยคู่มือนิเทศ การจัดการเรียนรู้ วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา มีการเก็บรวบรวมข้อมูล สังเคราะห์ และสรุปผลเพื่อน าไปพัฒนาและปรับปรุงในปี การศึกษาต่อไป โดยมีรายละเอียดดังนี้ การเก็บรวบรวมข้อมูล
40 การเก็บรวบรวมข้อมูลส าหรับการศึกษาครั้งนี้ ผู้รายงานได้เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ซึ่งมีรายละเอียดการเก็บ ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา ดังนี้ 1) เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อศึกษาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณของครูกลุ่มตัวอย่าง จากแบบ ประเมินสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณด้วยคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนา สมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณ ระดับประถมศึกษา ของครูในสังกัด หลังการพัฒนาและจัดการเรียนรู้ในปีการศึกษา 2566 ในภาคเรียนที่ ๑ โดยให้ครูประเมินตนเอง 2) เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของนักเรียน จากแบบประเมินพฤติกรรม การเรียนรู้วิทยาการค านวณของนักเรียน หลังได้รับการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในปีการศึกษา 2565 – 2566 โดยสร้าง ความเข้าใจในการประเมินให้ครูผู้สอนที่เป็น กลุ่มตัวอย่างทราบ เน้นการประเมินอย่างต่อเนื่อง ผ่านรูปแบบการประเมิน อย่างหลากหลายตรงกับ แบบประเมินที่ผู้รายงานสร้างขึ้น พร้อมสรุปผลการประเมินนักเรียนกลุ่มตัวอย่างเป็นรายโรงเรียน 3) เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับ ประถมศึกษา จากแบบสอบถามความพึงพอใจของครูที่มีต่อ คู่มือนิเทศการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับ ประถมศึกษา โดยให้ครูเป็นผู้ตอบแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้ ผู้รายงานวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1) การวิเคราะห์หาระดับคุณภาพของสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณของ ครูผู้สอน ใช้การ ค านวณหาค่าเฉลี่ย (X)และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ส าหรับเกณฑ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลสมรรถนะในการจัดการ เรียนรู้วิทยาการค านวณของครูผู้สอน วิเคราะห์ข้อมูลตามแนวคิดของเบสท์(Best JW, 1977: 174) โดยก าหนดเกณฑ์การ พิจารณาและให้ความหมาย ดังตาราง ตารางที่ 1 ระดับ เกณฑ์ความหมาย ในการประเมินสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับ เกณฑ์ ความหมาย 1 ค่าเฉลี่ย 4.50 – 5.00 มีคุณภาพระดับมากที่สุด 2 ค่าเฉลี่ย 3.50 – 4.49 มีคุณภาพระดับมาก 3 ค่าเฉลี่ย 2.50 – 3.49 มีคุณภาพระดับปานกลาง 4 ค่าเฉลี่ย 1.50 – 2.49 มีคุณภาพระดับน้อย 5 ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.49 มีคุณภาพระดับน้อยที่สุด
41 2) การวิเคราะห์หาระดับคุณภาพของพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของนักเรียน ใช้การค านวณหา ค่าเฉลี่ย (X)และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ส าหรับเกณฑ์ในการวิเคราะห์ข้อมูล พฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลตามแนวคิดของเบสท์(Best JW, 1977: 174) โดยก าหนดเกณฑ์การพิจารณาและให้ ความหมาย ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 แสดงระดับ เกณฑ์ ความหมาย ในการประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของนักเรียน ระดับ เกณฑ์ ความหมาย 1 ค่าเฉลี่ย 4.50 – 5.00 มีคุณภาพระดับมากที่สุด 2 ค่าเฉลี่ย 3.50 – 4.49 มีคุณภาพระดับมาก 3 ค่าเฉลี่ย 2.50 – 3.49 มีคุณภาพระดับปานกลาง 4 ค่าเฉลี่ย 1.50 – 2.49 มีคุณภาพระดับน้อย 5 ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.49 มีคุณภาพระดับน้อยที่สุด 3) การวิเคราะห์หาระดับความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการ จัดการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณ ระดับประถมศึกษา ใช้การค านวณหาค่าเฉลี่ย (X)และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) ส าหรับเกณฑ์ในการ วิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนา สมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับ ประถมศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลตามแนวคิดของเบสท์(Best JW, 1977: 174) โดยก าหนดเกณฑ์การพิจารณาและให้ ความหมาย ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ระดับ เกณฑ์ ความหมาย ในการประเมินความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนา สมรรถนะในการ จัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา ระดับ เกณฑ์ ความหมาย 1 ค่าเฉลี่ย 4.50 – 5.00 มีคุณภาพระดับมากที่สุด 2 ค่าเฉลี่ย 3.50 – 4.49 มีคุณภาพระดับมาก 3 ค่าเฉลี่ย 2.50 – 3.49 มีคุณภาพระดับปานกลาง 4 ค่าเฉลี่ย 1.50 – 2.49 มีคุณภาพระดับน้อย 5 ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.49 มีคุณภาพระดับน้อยที่สุด
42 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1) ข้อมูลพื้นฐานของผู้ประเมิน
43 จากตารางที่ 4 พบว่า ข้อมูลพื้นฐานของครูที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย (เพศหญิง คิดเป็นร้อย ละ 68.42 เพศชาย คิดเป็นร้อยละ 31.58) โดยครูผู้สอนส่วนใหญ่มีอายุราชการ 1 – 5 ปีจ านวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 44.74 และในด้านการเข้ารับการพัฒนาเกี่ยวกับการจัดการ เรียนรู้วิทยาการค านวณ พบว่า ครูกลุ่มตัวอย่างผ่านการ พัฒนาการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณทุกคน คิดเป็นร้อยละ 100.00 2. ผลการศึกษาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณของครู การประเมินสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณของครูที่ศึกษาคู่มือนิเทศ เพื่อพัฒนาสมรรถนะในการ จัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา ในปีการศึกษา 2566 โดยให้ครูกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ประเมินตนเอง ผล การวิเคราะห์ข้อมูลปรากฏรายละเอียด ดังนี้ ตารางที่ 5 ระดับคุณภาพของสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณของครู จากตารางที่ 5 พบว่า ระดับคุณภาพของสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ของครูที่ศึกษาคู่มือนิเทศ เพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา หลังการพัฒนาและจัดการเรียนรู้ใน ภาพรวมอยู่ในระดับคุณภาพมากที่สุด ( = 4.55, S.D. = 0.53) โดยมีระดับคุณภาพมากที่สุดทุกด้าน ด้านที่มีระดับคุณภาพ มากที่สุดเป็นล าดับแรก คือ ด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิทยาการค านวณและการจัดการเรียนรู้( = 4.61, S.D.=0.50) รองลงมา คือ ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้( = 4.55, S.D.=0.51) และด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณ ( = 4.50, S.D.=0.57) ตามล าดับ ตารางที่ 6 ระดับคุณภาพของสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณของครูด้านความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับ วิทยาการค านวณและการจัดการเรียนรู้
44 จากตารางที่ 6 พบว่า ระดับคุณภาพของสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ของครูหลังการพัฒนา และจัดการเรียนรู้ด้านความรู้ความเข้าใจต่อการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ในภาพรวมอยู่ในระดับคุณภาพมากที่สุด ( = 4.61, S.D. = 0.50) โดยข้อที่มีระดับคุณภาพมากที่สุด 3 ล าดับแรก คือ ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวิเคราะห์ มาตรฐาน/ตัวชี้วัดสาระที่ 4 เทคโนโลยี(วิทยาการค านวณ) ( = 4.92, S.D.=0.27) รองลงมา คือ ครูมีความรู้ความเข้าใจ แนวคิดในการ ออกแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ( = 4.79, S.D.=0.41) และครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ แนวคิดเชิงค านวณ ( = 4.63, S.D.=0.54) ตามล าดับ ส่วนข้อที่มีระดับคุณภาพ 3 ล าดับท้ายอยู่ในระดับ มากที่สุดและมาก คือ ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการประยุกต์ใช้วิทยาการค านวณ ในชีวิตประจ าวัน ( = 4.50, S.D.=0.56) ครูมี ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิคการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ( = 4.47, S.D.=0.56) และครูมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล ( = 4.42, S.D.=0.60) ตามล าดับ ตารางที่ 7 ระดับคุณภาพของสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณของครูด้านการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ วิทยาการค านวณ
45 จากตารางที่ 7 พบว่า ระดับคุณภาพของสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ของครูหลังการพัฒนา และจัดการเรียนรู้ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ในภาพรวม อยู่ในระดับคุณภาพมากที่สุด ( = 4.50, S.D. = 0.57) โดยข้อที่มีระดับคุณภาพมากที่สุด 3 ล าดับแรก คือ ครูมีการออกแบบการจัดเรียนรู้วิทยาการค านวณอย่าง หลากหลาย มีความยากง่ายเหมาะสมกับวัยของ ผู้เรียน ( = 4.89, S.D.=0.31) รองลงมา คือ ครูมีการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ที่เป็นกระบวนการ ( = 4.82, S.D. = 0.39) และครูมีการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้( = 4.71, S.D.=0.46) ตามล าดับ ส่วนข้อที่มีระดับคุณภาพ 3 ล าดับท้ายอยู่ในระดับมาก คือ ครูฝึกให้ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีเพื่อการ เรียนรู้อย่างถูกต้อง ( = 4.26, S.D. = 0.69) ครูมีการใช้ค าถามหรือสร้างสถานการณ์ท้าทายเป็นการช่วยกระตุ้นความคิด
46 ของผู้เรียน ( = 4.24, S.D. = 0.59) และครูฝึกให้ผู้เรียนใช้ทักษะ การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ( = 4.21, S.D. = 0.70) ตามล าดับ จากตารางที่ 8 พบว่า ระดับคุณภาพของสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ของครูด้านการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ จากตารางที่ 8 พบว่า ระดับคุณภาพของสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ของครูหลังการพัฒนา และจัดการเรียนรู้ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับ คุณภาพมากที่สุด ( = 4.55, S.D.=0.51) โดยข้อที่มีระดับคุณภาพมากที่สุด 3 ล าดับแรก คือ ครูใช้เครื่องมือวัดและประเมินผลที่สะท้อนมาตรฐาน ตัวชี้วัด ตาม หลักสูตร ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ( = 4.76, S.D.=0.43) รองลงมา คือ ครูมีการจัดระดับคุณภาพการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณของผู้เรียน ( = 4.61, S.D.=0.55) และครูน าผลการประเมินไปใช้ปรับปรุงการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ( = 4.53, S.D.=0.51) ตามล าดับ ส่วนข้อที่มีระดับคุณภาพต ่าที่สุดอยู่ในระดับมาก คือ ครูสร้างเกณฑ์การประเมินร่วมกับ ผู้เรียน ( = 4.39, S.D.=0.55) ผลการศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของนักเรียน (สังเกตการสอน) ผู้รายงานได้ด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ของนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่างที่ได้รับการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณจากครูที่ได้รับการพัฒนาสมรรถนะ ในการจัดการเรียนรู้วิทยากาค านวณ ด้วยคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณ ระดับประถมศึกษา โดยให้ครูเป็นผู้ประเมิน พฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของนักเรียน หลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้ ด้วยแบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ วิทยาการค านวณของนักเรียน รายละเอียด ดังนี้
47 ตารางที่ 9 ระดับคุณภาพของพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของนักเรียน จากตารางที่ 9 พบว่า ระดับคุณภาพของพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของนักเรียน หลังได้รับการจัดการ เรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.52, S.D.=0.50) โดยด้านที่มีระดับ คุณภาพมากที่สุด 3 ล าดับแรก คือ ด้าน พฤติกรรมการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัล ( = 4.55, S.D.=0.50) รองลงมา คือ ด้านพฤติกรรมเกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อ ( = 4.52, S.D.=0.49) และด้านพฤติกรรม การเรียนรู้ทั่วไป ( = 4.51, S.D.=0.55) ส่วนด้านที่ระดับคุณภาพต ่าที่สุด อยู่ในระดับ มาก คือ ด้านพฤติกรรมการคิดเชิงค านวณ ( = 4.49, S.D.=0.48) ตารางที่ 10 ระดับคุณภาพของพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของนักเรียน ด้านพฤติกรรมการคิดเชิง ค านวณ จากตารางที่ 10 พบว่า ระดับคุณภาพของพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของ นักเรียนหลังได้รับการ จัดการเรียนรู้ด้านพฤติกรรมการคิดเชิงค านวณ ในภาพรวมอยู่ในระดับคุณภาพมาก ( = 4.49, S.D.=0.48) โดยข้อที่มีระดับ
48 คุณภาพมากที่สุด 3 ล าดับแรก คือ นักเรียนมีความสามารถ ในการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน ( = 4.78, S.D.=0.56) รองลงมา คือ นักเรียนมีการออกแบบอัลกอริทึม (algorithms) แสดงขั้นตอนในการแก้ปัญหาหรือการท างานที่สามารถ ปฏิบัติตามได้( = 4.67, S.D.=0.48) และนักเรียนมีความสามารถน าความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้/ แก้ปัญหาในชีวิตจริง ( = 4.52, S.D.=0.53) ตามล าดับ ส่วนข้อที่มีระดับคุณภาพต ่าที่สุด อยู่ในระดับคุณภาพมาก คือ นักเรียนมีวิธีการ ตรวจสอบ กระบวนการแก้ปัญหา หาจุดบกพร่องและปรับปรุงพัฒนาให้สามารถแก้ปัญหาให้ดียิ่งขึ้นได้( = 4.20, S.D.=0.45) ตารางที่ 11 ระดับคุณภาพของพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของนักเรียน ด้านพฤติกรรม การเรียนรู้ เทคโนโลยีดิจิทัล จากตารางที่ 11 พบว่า ระดับคุณภาพของพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของ นักเรียนหลังได้รับการ จัดการเรียนรู้ด้านพฤติกรรมการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาพรวมอยู่ในระดับ คุณภาพมากที่สุด ( X = 4.55, S.D.=0.50) โดยข้อที่มีระดับคุณภาพมากที่สุด 3 ล าดับแรก คือ นักเรียน มีความสามารถในการเข้าถึงและใช้สารสนเทศบนเว็บไซต์( = 4.83, S.D.=0.38) รองลงมา คือ นักเรียน มีความสามารถในการใช้และดูแลรักษาคอมพิวเตอร์เบื้องต้น (X = 4.73, S.D.=0.46) และนักเรียนมีการ วางแผนการเข้าถึงเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลได้สอดคล้องกับข้อมูลที่ต้องการ (X = 4.57, S.D.=0.54) ตามล าดับ ส่วนข้อที่มีระดับคุณภาพต ่าสุด อยู่ในระดับคุณภาพมาก คือ นักเรียนมีความสามารถในการ สร้างสรรค์งานที่แปลกใหม่ ( X = 4.29, S.D.=0.53) ตารางที่ 12 ระดับคุณภาพของพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของนักเรียน ด้านพฤติกรรมการรู้เท่าทันสื่อ
49 จากตารางที่ 12 พบว่า ระดับคุณภาพของพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของ นักเรียนหลังได้รับการ จัดการเรียนรู้ด้านพฤติกรรมการรู้เท่าทันสื่อ ในภาพรวมอยู่ในระดับคุณภาพ มากที่สุด ( X = 4.52, S.D.=0.49) โดยข้อที่มี ระดับคุณภาพมากที่สุด คือ นักเรียนปฏิบัติตามข้อตกลง ข้อก าหนดในการใช้สื่อหรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ( X = 4.88, S.D.=0.32) รองลงมา คือ นักเรียนมีการสืบค้น ข้อมูลผสมผสานกับการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนการตัดสินใจ ( = 4.58, S.D.=0.51) และมีระดับ คุณภาพมากคือ นักเรียนใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างปลอดภัย (X = 4.48, S.D.=0.53) ตามล าดับ ส่วนข้อที่มีระดับคุณภาพต ่าที่สุด อยู่ในระดับคุณภาพมาก คือ นักเรียนไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และ ไม่ละเมิด ลิขสิทธิ์ของเจ้าของข้อมูล ( = 4.33, S.D.=0.57) ตารางที่ 13 ระดับคุณภาพของพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของนักเรียน ด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ทั่วไป จากตารางที่ 13 พบว่า ระดับคุณภาพของพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของนักเรียน หลังได้รับการ จัดการเรียนรู้ด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ทั่วไปของนักเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับคุณภาพ มากที่สุด ( = 4.51, S.D.=0.55) โดยข้อที่มีระดับคุณภาพมากที่สุด คือ นักเรียนมีความกระตือรือร้น สนใจในการเรียนรู้( = 4.71, S.D.=0.52) รองลงมา คือ นักเรียนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ( = 4.59, S.D.=0.53) และ
50 มีระดับคุณภาพมาก คือ นักเรียนให้ความร่วมมือในการท ากิจกรรมที่ครูก าหนดอย่างสม ่าเสมอ ( = 4.49, S.D.=0.59) ส่วนข้อที่มีระดับคุณภาพต ่าที่สุด อยู่ในระดับคุณภาพมาก คือ นักเรียนมีการสร้างสรรค์ผลงานที่แปลกใหม่ ( = 4.35, S.D.=0.57) ตอนที่ 3 ผลการศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัด การเรียนรู้วิทยาการ ค านวณ ระดับประถมศึกษา การศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับ ประถมศึกษา ของครูผู้สอนกลุ่มตัวอย่างที่ผ่านการพัฒนาและจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณด้วยคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนา สมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับ ประถมศึกษา ปีการศึกษา 2566 โดยครูผู้สอนเป็นผู้ตอบ แบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปรากฏรายละเอียด ดังนี้ ตารางที่ 14 ระดับความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณ ระดับประถมศึกษา จากตารางที่ 14 พบว่า ระดับความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะ ในการจัดการเรียนรู้ วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา ในภาพรวมครูผู้สอนมีระดับความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.58, S.D.=0.56) โดยมีระดับความพึงพอใจมากที่สุดทุกด้าน ด้านที่มีความ พึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านรูปแบบและองค์ประกอบ ของคู่มือนิเทศ ( = 4.63, S.D.=0.55) รองลงมา คือ ด้านเนื้อหา ( = 4.56, S.D.=0.57) และด้านการน าไปใช้ ( = 4.54, S.D.=0.55) ตามล าดับ ตารางที่ 15 ระดับความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณ ระดับประถมศึกษา ด้านรูปแบบและองค์ประกอบของคู่มือนิเทศ
51 จากตารางที่ 15 พบว่า ระดับความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะ ในการจัดการเรียนรู้ วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา ด้านรูปแบบและองค์ประกอบของคู่มือนิเทศ หลังการพัฒนาและจัดการเรียนรู้ใน ภาพรวมครูผู้สอนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.63, S.D.=0.55) โดยข้อที่มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด 3 ล าดับแรก คือ ค าแนะน าในการศึกษาคู่มือแต่ละ ขั้นตอน มีความชัดเจน ( = 4.92, S.D.=0.27) รองลงมา คือ การจัดล าดับ เนื้อหามีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง เข้าใจง่าย ( = 4.74, S.D.=0.50) และใช้ภาษาถูกต้องเหมาะสมกับเนื้อหา ( = 4.61, S.D.=0.64) ตามล าดับ ส่วนข้อที่มีระดับความพึงพอใจต ่าที่สุด อยู่ในระดับมาก คือ รูปภาพประกอบเหมาะสมกับเนื้อหา ( = 4.42, S.D.=0.72) ตารางที่ 16 ระดับความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณ ระดับประถมศึกษา ด้านเนื้อหา
52 จากตารางที่ 16 พบว่า ระดับความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะ ในการจัดการเรียนรู้ วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา ด้านเนื้อหา หลังการพัฒนาและจัดการเรียนรู้ในภาพรวมครูผู้สอนมีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.56, S.D.=0.57) โดยข้อที่มีระดับความ พึงพอใจมากที่สุด 3 ล าดับแรก คือ คู่มือมีเนื้อหา สอดคล้องกับเรื่องที่ศึกษา ( X = 4.76, S.D.=0.49) รองลงมา คือ คู่มือมีเนื้อหาตรงกับความต้องการและความจ าเป็น (X = 4.68, S.D.=0.47) และคู่มือ มีเนื้อหามีความถูกต้องตรงตามหลักวิชาการ ( X = 4.58, S.D.=0.55) ตามล าดับ ส่วนข้อที่มี ระดับความ พึงพอใจต ่าที่สุด อยู่ในระดับมาก คือ คู่มือมีการยกตัวอย่าง รูปภาพประกอบ มีความเหมาะสมท าให้เข้าใจง่าย ( X = 4.37, S.D.=0.79) ตารางที่ 17 ระดับความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณ ระดับประถมศึกษา ด้านการน าไปใช้ จากตารางที่ 17 พบว่า ระดับความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะ ในการจัดการเรียนรู้ วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา ด้านการน าไปใช้ หลังการพัฒนาและจัดการเรียนรู้ในภาพรวมครูผู้สอนมีความพึง พอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( X= 4.54, S.D.=0.55) โดยข้อที่มีระดับ ความพึงพอใจมากที่สุด 3 ล าดับแรก คือ ครูน าความรู้ จากคู่มือไปปรับประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ได้( X = 4.71, S.D.=0.46) รองลงมา คือ ครูน า ความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดให้แก่ เพื่อนครูได้( X = 4.66, S.D.=0.48) และครูมีความมั่นใจในการน าความรู้ไปใช้(X = 4.53, S.D.=0.56) ตามล าดับ ส่วนข้อที่มีระดับความพึงพอใจต ่าที่สุดอยู่ในระดับมาก คือ ครูน าความรู้ที่ได้รับไปปรับ ประยุกต์ใช้ ในการวัดและประเมินผล ( X = 4.34, S.D.=0.71)
53 สรุปผล รายงานผลการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณระดับประถมศึกษา ของครูเอกชน ในจังหวัดนนทบุรี ในการก ากับดูแลของส านักงานศึกษาธิการจังหวัดนนทบุรี มีรายละเอียด ดังนี้ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณด้วยคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการ เรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา 2. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของนักเรียน 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา กลุ่มเป้าหมาย ครูผู้สอนวิทยาการค านวณ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชั้นประถมศึกษา ซึ่งได้มาโดย การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากครูที่สมัครเข้ารับการอบรมในโครงการพัฒนาทักษะดิจิทัล และ ภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) และการรู้เท่าทันสื่ออย่างสร้างสรรค์ รวมจ านวนครูผู้สอนทั้งหมด 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 เครื่องมือที่ใช้ในการนิเทศ คู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับ ประถมศึกษา จ านวน 1 เล่ม ประกอบด้วยเนื้อหา 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 รู้จักกับวิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา ตอนที่ 2 การจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ตอนที่ 3 ตัวอย่างกิจกรรมการเรียนรู้/แบบฝึกหัดวิทยาการค านวณ ส่วนที่ 2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล มีจ านวน 3 ฉบับ ดังนี้ 1. แบบประเมินสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ด้วยคู่มือนิเทศ เพื่อพัฒนาสมรรถนะในการ จัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา 2. แบบประเมินพฤติกรรมด้านการเรียนรู้วิทยาการค านวณของนักเรียน 3. แบบประเมินความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการ จัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา
54 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (X ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สรุปผลการศึกษา การศึกษา เรื่อง การนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับ ประถมศึกษา ของครู มีผลการศึกษา ดังนี้ 1. ผลการศึกษาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณของครูผู้สอน ด้วยคู่มือนิเทศ เพื่อพัฒนาสมรรถนะ ในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา พบว่า สมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ มีระดับ คุณภาพด้านการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับวิทยาการค านวณ และการจัดการเรียนรู้มีระดับคุณภาพมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้และด้านการจัด กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ตามล าดับ 2. ผลการศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษา พบว่า นักเรียนมี พฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยพฤติกรรมการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัลอยู่ใน ระดับคุณภาพมากที่สุด รองลงมา คือ พฤติกรรมการรู้เท่าทันสื่อ พฤติกรรมการเรียนรู้ทั่วไป และพฤติกรรมการคิดเชิง ค านวณ ตามล าดับ 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการ เรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา พบว่า ครูมีระดับความพึงพอใจมากที่สุดทุกด้าน โดยด้านที่มีความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านรูปแบบ และองค์ประกอบของคู่มือนิเทศ รองลงมา คือ ด้านเนื้อหา และ ด้านการน าไปใช้ ตามล าดับ อภิปรายผล จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลการศึกษา เรื่องการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา ของครูโรงเรียนเอกชน สามารถน าสู่การอภิปรายผลตามประเด็น ดังนี้ 1. การศึกษาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณของครูผู้สอนวิทยาการค านวณ ระดับชั้น ประถมศึกษา พบว่า สมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณของครูผู้สอนวิทยาการ ค านวณ อยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการศึกษาครั้งนี้ผู้รายงานได้ด าเนินการศึกษาอย่างเป็นระบบ และให้ความส าคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจาก วิทยาการค านวณเป็นเรื ่องใหม่ส าหรับครูผู้รายงานได้ศึกษา หลักการแนวคิด ความส าคัญของวิทยาการค านวณ ศึกษา เอกสารหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) แนวคิด หลักการนิเทศการศึกษา การนิเทศ PEARLS Supervisory Model ของสงัด อุทรานันท์ (2530) จากนั้นน าองค์ความรู้ที ่ได้ไปใช้ในการพัฒนาและสร้าง นวัตกรรมเพื ่อพัฒนา ครูผู้สอน ซึ ่งได้แก ่คู่มือนิเทศเพื ่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับ ประถมศึกษา พร้อมทั้งสร้างแบบประเมิน สมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณของครูผู้สอน ที่ก าหนดเป้าหมาย และผลลัพธ์ที่ต้องการ ในแบบประเมินดังกล่าวอย่างชัดเจน ตรงกับวัตถุประสงค์ของการด าเนินการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับ วัชรา เล่าเรียนดี (2550 : 5 - 9) ที่กล่าวไว้ว่า การก าหนดจุดหมายได้ชัดเจนเท่าใด ยิ่งท าให้มองเห็น แนวทางปฏิบัติและ
55 เป้าหมายชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ซึ่งเป็นการ ปฏิบัติงานของครูที่ส่งผลต่อผู้เรียน โดยตรง 2. จากการสังเคราะห์เนื้อหาสาระจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้รายงานได้น าสู่ กระบวนการนิเทศแบบ PEARLS Supervisory Model ทั้ง 6 ขั้นตอน โดยมีการประชุมวางแผนการนิเทศ (Planning - P) เพื่อให้ทุกคนที่มีส่วน เกี ่ยวข้องได้รับทราบถึงสภาพปัญหาและความจ าเป็นในการนิเทศ ตลอดจนวางแผน กระบวนการด าเนินงานร ่วมกับ ผู้รายงาน ซึ่งพบว่าในการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณของครูผู้สอนนั้น ครูผู้สอนควรมีความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับวิทยาการค านวณและการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณก่อนน าไปสู่การปฏิบัติโดยองค์ความรู้ที่ครูผู้สอน ควรได้รับในขั้นให้ความรู้ก ่อนการนิเทศ (Informing : I) ที ่ส าคัญ คือ ความรู้เกี ่ยวกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สาระเทคโนโลยี(วิทยาการ ค านวณ) และวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ซึ่งเป็นพื้นฐานในการน าไปสู่ขั้นการด าเนินการนิเทศ (Doing : D) ได้แก่ 1) ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วยความสามารถในการก าหนด องค์ประกอบต่าง ๆ ของแผนการ จัดการเรียนรู้เช่น จุดประสงค์การเรียนรู้สาระการเรียนรู้การจัดการ เรียนรู้สื่อนวัตกรรม การวัดและประเมินผล 2) ด้านการ ปฏิบัติการสอน ได้แก่ การน าเข้าสู่บทเรียน การด าเนินการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิควิธีการสอนที่หลากหลาย การใช้สื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้3) ด้านการวัดและประเมินผล ได้แก่ความสามารถในการสร้างและเลือกใช้ เครื่องมือ วัดและประเมินผลที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้สาระการเรียนรู้และตัวชี้วัด ซึ่งสอดคล้องกับ งานวิจัยของ รัฐพล พรหมสะอาด (2560 : 255 – 256) ที่พบว่า สมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ด้านการจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ด้านการพัฒนานวัตกรรม เพื่อการเรียนรู้ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และด้านการ วัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาการเรียนรู้เช่นเดียวกับส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2553 : 2) ที่กล่าวถึง สมรรถนะประจ าสายงาน ของครูด้านการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่มีตัวบ่งชี้ย่อย ได้แก่ 1) การสร้างและ พัฒนา หลักสูตร 2) ความรู้ความสามารถในการออกแบบการเรียนรู้3) การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ 4) การใช้ และพัฒนาสื่อนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อการจัดการเรียนรู้และ 5) การวัดและประเมินผลการ เรียนรู้นอกจากนี้ในขั้นการ ด าเนินการนิเทศ ผู้รายงานได้ก าหนดให้ผู้นิเทศมีการนิเทศทางตรงด้วยการ สังเกตการสอนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายหลัง การสังเกตการสอน เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ครูจัดการเรียน การสอนได้เต็มเวลาไม่ต้องเดินทางไปรายงานผลการจัดการเรียน การสอน ซึ่งตรงกับนโยบายของส านักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ไม่ต้องการให้ครูออกนอกห้องเรียน สอดคล้องกับ เชนิยา สิงห์สาร (2554 : 31) ที่กล่าวว่า การฝึกอบรมครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานมีประโยชน์ส าหรับครูเพราะ ครูต้องใช้เวลา ส่วนใหญ่ในการดูแลนักเรียน และครูสามารถเรียนรู้ได้ในที่ท างาน การให้ก าลังใจกับครูผู้สอนในขั้นการเสริมสร้างก าลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานนิเทศ (Experiment : E) และขั้นการ ประเมินผลการนิเทศ (Appraisal : A) เป็นกระบวนการที่ท าให้ครูมีความมั่นใจและเกิดความ พึงพอใจในการจัดเตรียมการ สอนและการปฏิบัติงานมากขึ้น สอดคล้องกับ อารีพันธ์มณี(2556 : 39) ที่กล่าวว่าความรู้สึกนึกคิดหรือทัศนคติของ ผู้ปฏิบัติงานรวมทั้งกระบวนการองค์ประกอบตลอดจนปัจจัย ที่เกี่ยวข้องกับงานนั้น หากเป็นไปในทางบวกจะเกิดความพึง พอใจต่อการปฏิบัติงาน แต่ถ้าผู้ปฏิบัติงานมีความรู้สึกนึกคิด หรือทัศนคติต่อการปฏิบัติงานในทางลบ จะมีผลท าให้เกิด
56 ความไม่พึงพอใจ ต่อการปฏิบัติงาน ท าให้งานไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นทุกครั้งที่ครูมีการน าเสนอหรือแสดงความคิดเห็น ผู้ นิเทศควรมีการรับฟังหรือให้ข้อเสนอแนะด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม กล่าวชื่นชม ยกย่อง ปรบมือให้ก าลังใจ ตามความเหมาะสม เยี่ยมเยียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้มอบโล่ เกียรติบัตร หรือเผยแพร่การจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่น่าสนใจของครูผ่านช่องทางต่าง ๆ สอดคล้องกับ มาสโลว์ (Maslow, 1970) ที่เรียงล าดับ สิ่งจูงใจหรือความต้องการของมนุษย์ไว้ 5 ระดับ โดยเรียงล าดับ ขั้นของความต้องการไว้ตามความส าคัญ ดังนี้ 1. ความต้องการพื้นฐานทางสรีระ 2. ความต้องการความปลอดภัยรอดพ้น อันตรายและมั่นคง 3. ความต้องการความรัก ความเมตตา ความอบอุ่น การมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ 4. ความต้องการ เกียรติยศชื่อเสียง การยกย่อง และความเคารพตัวเอง และ 5. ความต้องการความส าเร็จด้วยตนเอง การด าเนินการนิเทศใน ขั้นนี้อาจด าเนินไปพร้อม ๆ กับการปฏิบัติงานของครูหรือเมื่อการปฏิบัติงาน ได้เสร็จสิ้นแล้วก็ได้หลังจากการประเมินผลการ นิเทศ หากพบวามีปัญหาหรืออุปสรรคอย่างหนึ่งอย่างใด ที่ท าให้การด าเนินงานไม่ได้ผลตามเป้าหมายจะต้องมีการปรับปรุง โดยการใหความรูเพิ่มเติมในเรื่องที่ก าลังปฏิบัติใหม่อีกครั้ง หรือให้ด าเนินการปรับปรุงการด าเนินงานทั้งหมดเพื่อให้ผลการ ปฏิบัติงานเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ จะเห็นได้ว่า การนิเทศการศึกษาจะประสบผลส าเร็จมีความจ าเป็นที่ผู้นิเทศต้องวางแผน ให้ครอบคลุมทุกเรื่อง ผู้รายงานได้ศึกษาหลักการนิเทศ การวางแผนการนิเทศอย่างเป็นระบบ ก าหนด กิจกรรมที่ส าคัญในแต่ละขั้นของการนิเทศ PEARLS Supervisory Model โดยใช้กิจกรรมการนิเทศอย่างหลากหลาย ทั้งการ อบรมปฏิบัติการ การใช้เอกสารคู่มือ นิเทศ การสังเกตการสอน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านสื่อเทคโนโลยีท าให้ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณได้อย่างมั่นใจ ซึ่งสอดคล้องกับ ยุพิน ยืนยง (2553 : 249) ที่ท าการวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบ หลากหลายวิธีการ เพื่อส่งเสริม สมรรถนะด้านการวิจัยในชั้นเรียนของครูซึ่งสรุปความว่าการใช้รูปแบบซีไอพีอี(CIPE Model) ที่ต้องการให้การนิเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีจุดเน้นที่ส าคัญคือกระบวนการนิเทศที่เป็นระบบสัมพันธ์กัน โดย ค านึงถึง ความแตกต่างของครูด้านความรู้ความสามารถและทักษะส าคัญที่ต้องพัฒนา โดยใช้วิธีการนิเทศ ที่หลากหลาย เหมาะสมกับครูแต่ละคน 2. การศึกษาครั้งนี้ผู้รายงานได้ด าเนินการให้ความรู้ครูในเรื่องการจัดการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณที่มีการ ด าเนินการอย่างเป็นระบบ โดยการศึกษาเอกสาร ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในการวางแผน การพัฒนาครูด้วยรูปแบบผสมผสาน ทั้งการอบรมปฏิบัติการ การศึกษาจากคู่มือ การฝึกปฏิบัติการนิเทศ ติดตามทั้งทางตรงและทางไกล เพื่อให้ครูมีความรู้ ความสามารถ ครอบคลุมสาระการเรียนรู้มาตรฐาน การเรียนรู้ และตัวชี้วัดสาระเทคโนโลยี (วิทยาค านวณ) ความส าคัญ ของวิทยาการค านวณ เทคนิคการสอน สื่อนวัตกรรมในการจัดการเรียนรู้และจัดท าคู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการ จัดการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณ ระดับประถมศึกษา เพื่อให้ครูใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน อันเป็นสิ่ง ส าคัญ ตรงกับความต้องการของครูสอดคล้องกับคีรีบูน จงวุฒิเวศย์ และมาเรียม นิลพันธุ์(2542 : 14-15) ที่กล่าวว่า คู่มือมี ความจ าเป็นเพราะเป็นแหล่งของความรู้ของผู้ที่ศึกษาและเป็นเครื่องช่วยให้มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นส าหรับผู้ท างาน สามารถที่จะน าไปปฏิบัติตามได้ถูกต้องมากขึ้น ส่งผลต่อพฤติกรรม การจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนและการเรียนรู้ของ ผู้เรียนอย่างมีคุณภาพ 3. การศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้วิทยาการค านวณของนักเรียน พบว่า นักเรียนมีพฤติกรรม การเรียนรู้วิทยาการ ค านวณในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยพฤติกรรมการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัล มีระดับคุณภาพมากที่สุด รองลงมา คือ
57 พฤติกรรมการรู้เท่าทันสื่อ พฤติกรรมการเรียนรู้ทั่วไป และ พฤติกรรมการคิดเชิงค านวณ ตามล าดับ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะครู น าความรู้ความเข้าใจที ่ได้รับจากการพัฒนา มาใช้ในการออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ที ่ตรงกับความสนใจและ เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ครูเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอนเป็นผู้กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยค าถามที่หลากหลาย มี การใช้สื่อ เทคโนโลยีหรือกิจกรรมที่กระตุ้นความสนใจของผู้เรียน มีการจัดการเรียนรู้แนว Active Learning ที่ให้นักเรียน ได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ซึ ่งสอดคล้องกับ พงษ์กฤษย์ นามปพนอังกูรและคณะ (2561 : 156) ได้ท าการวิจัยเรื่องการ พัฒนาสมรรถนะของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบ ActiveLearning ซึ่ง ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาสมรรถนะของครูส่งผลให้ครูผู้สอนเป็นครูที่เรียนรู้และปรับปรุงรูปแบบการเรียนรู้ที่ตนจัด ให้แก่ศิษย์ ด้วยการเปลี่ยนบทบาทของตนเองจากผู้สอน (Teacher) ไปเป็นครูฝึก (Coach) หรือผู้อ านวยความสะดวกใน การเรียนรู้(Learning facilitator) และต้องเรียนรู้ทักษะในการท าหน้าที่เปลี่ยนเป้าหมายการเรียนรู้จากการเน้นเรื่องวิชา เพื่อให้ความรู้ไปสู่การพัฒนาทักษะที่ส าคัญต่อชีวิตในยุคใหม่ การเรียนรู้ยุคใหม่ต้องเรียนให้เกิดทักษะเพื่อการด ารงชีวิต ในศตวรรษที่ 21 นอกจากนี้การที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้านวิทยาการค านวณโดยการลงมือปฏิบัติและสรุปความรู้ด้วยตนเอง ส่งผลให้ ผู้เรียนมีความรู้ที ่คงทน ซึ ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ธนภรณ์ก้องเสียง (2558 : 70) ที ่วิจัยเรื ่อง การพัฒนาทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้กิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ เสริมการเรียนรู้สรุปได้จากการเรียนรู้ทาง วิทยาศาสตร์ที่นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติโดยมีครูเป็นผู้ตั้งค าถาม และนักเรียนหาค าตอบ จะช่วยให้นักเรียนมีความรู้ที่คงทน สอดคล้องกับแนวคิดว่าครูมีบทบาทที่ส าคัญในการเรียนรู้ของนักเรียนและตรงกับงานวิจัยของ เสกสรร มาตวังแสง (2552 : 62) ที ่วิจัยเรื ่องการคิด วิจารณญาณของเด็กปฐมวัยที ่ได้รับการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ที ่สรุปว ่าในการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ที่นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติได้คิดแยกแยะ เปรียบเทียบ ส่งผลให้เด็กเกิดทักษะการคิด 4. เมื ่อศึกษาผลการประเมินความพึงพอใจของครูที ่มีต ่อคู่มือนิเทศเพื ่อพัฒนาสมรรถนะ ในการจัดการเรียนรู้ วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา พบว่า ครูที่ได้รับการพัฒนาสมรรถนะในการ จัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณด้วย คู่มือนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการค านวณ ระดับประถมศึกษา มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ที่สุด โดยมีความพึงพอใจทั้งในด้านรูปแบบและ องค์ประกอบของคู่มือนิเทศ ด้านเนื้อหา และด้านการน าไปใช้ทั้งนี้อาจเป็น เพราะคู่มือที่สร้างขึ้นมีการ ตรวจสอบและแก้ไขจากผู้เชี่ยวชาญ มีเนื้อหารายละเอียดตรงกับความต้องการของครู ใช้ภาษา ที่เข้าใจง่าย สามารถปฏิบัติตามได้ มีตัวอย่างและรูปภาพประกอบ ตลอดจนมีแบบฝึกหัดที่อ านวยความสะดวก ในการน าไป บูรณาการกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูได้เป็นอย่างดีสอดคล้องกับ ประไพ ขวัญกุล (2547 : 21) ที่ได้สรุปว่า คู่มือที่ ดีควรมีลักษณะดังนี้ ด้านรูปแบบ มีขนาดรูปเล่มเหมาะสม น่าสนใจ ตัวอักษรอ่านง่าย รูปภาพประกอบเหมาะสมกับเนื้อหา ชัดเจน ช ่วยสื ่อความหมายให้เข้าใจง่าย ส่วนด้านเนื้อหา ควรก าหนดวัตถุประสงค์ของคู่มือ ระบุขอบข่ายเนื้อหาคู่มือ ครอบคลุมตามวัตถุประสงค์มีค าแนะน าการศึกษาคู่มือไว้ชัดเจน เข้าใจง่าย เนื้อหาความรู้มีความเหมาะสม ตรงกับความ ต้องการและ ความจ าเป็นที่จะใช้ มีรายละเอียดที่ตรงกับเรื่องที่ศึกษาและด้านการน าไปใช้ก าหนดขั้นตอนการศึกษาคู่มือ ไว้ชัดเจน ก าหนดกิจกรรม แบบฝึกได้สัมพันธ์กันและมีกิจกรรมประเมินผลเหมาะสมกับเนื้อหา ของเครื่องมือ และผู้ใช้มี ความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระที่ต้องการสามารถน าไปปฏิบัติได้จริง
58 นอกจากนี้ผู้รายงานได้จัดท าแผนการนิเทศเพื่อด าเนินการนิเทศ พัฒนาสมรรถนะ ในการจัดการเรียนรู้วิทยาการ ค านวณกับกลุ่มตัวอย่างที่ก าหนด ตามขั้นตอนต่าง ๆ ของการนิเทศ ท าให้ผลการนิเทศบรรลุตามวัตถุประสงค์ส่งผลต่อการ พัฒนาสมรรถนะในจัดการเรียนรู้ของครูท าให้ครูมีความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างเป็นขั้นตอน และ เป็นไปตามตัวชี้วัดของหลักสูตร แสดงให้เห็นว่าการนิเทศการศึกษามีความส าคัญและจ าเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาคุณภาพ การศึกษา สอดคล้องกับ พาสนา ชลบุรพันธ์และคณะ (2560 : 255) ที่ได้ด าเนินการวิจัยเรื่อง รูปแบบการนิเทศ การสอน เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งพบว่าการจัดกิจกรรมนิเทศการสอน มีความส าคัญและจ าเป็นท าให้ ผู้นิเทศการสอนและผู้รับการนิเทศการสอนมีส ่วนร ่วมเพื ่อส ่งเสริมทักษะ การคิดของผู้เรียนได้เป็นอย ่างดีและใน ขณะเดียวกันผู้นิเทศการสอนปัจจุบันนี้มีการใช้เทคนิคและวิธีการ นิเทศการสอนแบบชี้แนะสะท้อนคิดและใช้วิธีการนิเทศ การสอนแบบเป็นพี่เลี้ยงและผู้สนับสนุนเป็นหลัก ซึ่งผู้รายงานได้ใช้รูปแบบดังกล่าวรวมทั้งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านชุมชน แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC : Professional Learning Community) ในการนิเทศครั้งนี้ด้วย
59 ภาคผนวก
60 ก าหนดการออกนิเทศการยกระดับคุณภาพการศึกษา และการตรวจเยี่ยม วันที่ เวลา 09.00- 1200 เวลา 13.00-16.00 น. คณะกรรมการนิเทศ หมายเหตุ 18 สิงหาคม 2566 - โรงเรียน เทพประทานพร นายนพพร มากคงแก้ว ประธาน นายกิตติ กสิณธารา กรรมการ นางอุไรวรรณ ภูเจริญ กรรมการ นางหัทยาพร สุภาสูรย์ กรรมการและ เลขานุการ 23 สิงหาคม 2566 โรงเรียนนนทบุรี คริสเตียนวิทยา โรงเรียนอุดมศึกษา นายกิตติ กสิณธารา ประธาน นางอุไรวรรณ ภูเจริญ กรรมการ นางสาวพรชนก คณา อนันต์ กรรมการ นางหัทยาพร สุภาสูรย์ กรรมการและ เลขานุการ 24 สิงหาคม 2566 โรงเรียนพึงร าลึก โรงเรียนพัฒนวิทย์ ดร.สุรวุฒิ ยัญญลักษณ์ ประธาน นายกิตติ กสิณธารา กรรมการ ดร.สุนีย์ สอนตระกูล กรรมการ นางสาวพรชนก คณาอนันต์ กรรมการ นางหัทยาพร สุภาสูรย์ กรรมการและ เลขานุการ 28 สิงหาคม 2566 โรงเรียนเปรม ประชาวัฒนา โรงเรียนพระแม่สกล สงเคราะห์ นายนพพร มากคงแก้ว ประธาน ดร.สุนีย์ สอนตระกูล กรรมการ ดร.สุรวุฒิ ยัญญลักษณ์ กรรมการ นายกิตติ กสิณธารา กรรมการ นางหัทยาพร สุภาสูรย์ กรรมการและ เลขานุการ 30 สิงหาคม 2566 โรงเรียน สาธิตสถาบัน การจัดการปัญญา ภิวัฒน์ โรงเรียนชลประทาน วิทยา ดร.สุนีย์ สอนตระกูล ประธาน นายกิตติ กสิณธารา กรรมการ ดร.สุรวุฒิ ยัญญลักษณ์ กรรมการ นางฉวีวรรณ พรหมเมศร์ กรรมการ
61 เพิ่มเติม ที่ การนิเทศการจัดการเรียนสอน วิทยาการค านวณ (ออนไลน์) /โรงเรียน วัน/เดือน/ปี หมายเหตุ สอนชั้น 1 โรงเรียนกสิณธรเซนต์ปีเตอร์ 22 สิงหาคม 2566 1 คน ป.6 2 โรงเรียนสาสน์บางบัวทอง 23 สิงหาม 2566 2 คน ป.6 3 โรงเรียนธรรมมิสลาม 25 สิงหาคม 2566 1 คน ป.1-6 4 โรงเรียนท่าอิฐศึกษา 25 สิงหาคม 2566 1 คน ป.1-6 5 โรงเรียนสารสาสน์ไทรน้อย 20 กันยายน 2566 1 คน ป.1-6 6 โรงเรียนปิยะฉัตร 20 กันยายน 2566 1 คน อบ.1-ป.6 7 โรงเรียนดรุณวิทย์ 22 กันยายน 2566 2 คน ป.1-3 และ ป.4-6 วันที่ เวลา 09.00- 1200 เวลา 13.00-16.00 น. คณะกรรมการนิเทศ หมายเหตุ นางหัทยาพร สุภาสูรย์ กรรมการและ เลขานุการ 31 สิงหาคม 2566 โรงเรียนพิชญะ ศึกษา โรงเรียนอัมพรไพศาล นายนพพร มากคงแก้ว ประธาน ดร.สุนีย์ สอนตระกูล กรรมการ นายกิตติ กสิณธารา กรรมการ นางฉวีวรรณ พรหมเมศร์ กรรมการ นางหัทยาพร สุภาสูรย์ กรรมการและ เลขานุการ 15 กันยายน 2566 โรงเรียนนันทวรวิทย์ ประถม/มัธยม นายกิตติ กสิณธารา ประธาน นางอุไรวรรณ ภูเจริญ กรรมการ นางหัทยาพร สุภาสูรย์ กรรการและเลขาฯ 22 กันยายน 2566 นายกิตติ กสิณธารา ประธาน นางสาวพรชนก คณา อนันต์ กรรมการ นางฉวีวรรณ พรหมเมศร์ กรรมการ นางหัทยาพร สุภาสูรย์ กรรมการและ เลขานุการ
62
63 แบบนิเทศ ติดตาม การจัดการเรียนรู้วิทยาการคำนวณ สาระที่ 4 เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ปีการศึกษา 2567 ชื่อ ..........................................................................โรงเรียน ...................................................... คำชี้แจง ขอความร่วมมือให้ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์หรือผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการนิเทศ ติดตาม และให้ ข้อเสนอแนะ ในการจัดการเรียนรู้วิทยาการคำนวณ ดังนี้ 1.ตรวจสอบเอกสารหลักฐานตามรายการที่กำหนด แล้วเขียนเครื่องหมาย ✓ ลงในช่องผลการปฏิบัติตามความ เป็นจริง 1.1 การจัดทำโครงสร้างรายวิชา หน่วยการเรียนรู้และแผนจัดการเรียนรู้ 1.2 การจัดกระบวนการเรียนรู้การคิดเชิงคำนวณ 1.3 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 2. บันทึกข้อเสนอแนะในการปรับปรุง/แก้ไขแต่ละรายการเพื่อให้โรงเรียนนำไปใช้ประโยชน์ ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิทยาการคำนวนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
64 ที่ การจัดการเรียนรู้ วิทยาการคำนวณ การดำเนินงาน (ปฏิบัติ) เอกสาร/หลักฐานอ้างอิง 1. การจัดทำโครงสร้างรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ และแผน จัดการเรียนรู้ ปีการศึกษา 2566 โครงสร้างรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ ปรากฎหน่วยการเรียนรู้วิทยาการคำนวณ โครงสร้างรายวิชา มีจำนวนสอดคล้องตามที่ สสวท.กำหนด คือ 20 ชั่วโมง ในชั้น ป.1-3 40 ชั่วโมง ในชั้น ป.4-6 หน่วยการเรียนรู้วิทยาการคำนวณ มีครบตามที่ กำหนดไว้ในโครงสร้างรายวิชา แผนจัดการเรียนรู้มีครบตามจำนวนชั่วโมงเรียน ที่กำหนด หน่วยการเรียนรู้และแผนจัดการเรียนรู้ มีการออกแบบการเรียนรู้จาก Unplugสู่การCodingโดย การใช้กระบวนการเรียนรู้ การคิดเชิงคำนวณ 4ขั้น คือ 1) ใช้คำถามเพื่อพัฒนาการคิด 2)การออกแบบ และ เรียงลำดับการแก้ปัญหา 3) การเขียนโปรแกรมCoding และ 4)การตรวจสอบเพื่อการปรับปรุงแก้ไข โครงสร้างรายวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยการเรียนรู้ วิทยาการคำนวณ แผนจัดการเรียนรู้ วิทยาการคำนวณ หลักฐานอื่น ๆ (ระบุ) ……………………………………. ………………………….………… .………………….……….………. ……………………………………. ……………………………………. …………………………….……… .……………………………………. ……………………………………. 2. การจัดกระบวนการเรียนรู้ การคิดเชิงคำนวณ (พิจารณาจากเอกสารหน่วย การเรียนรู้ แผนจัดการเรียนรู้ แผนจัดการเรียนรู้ประกอบการ สังเกตการจัดการเรียนรู้) กระบวนการเรียนรู้ (จาก Unplug สู่การ Coding) การใช้คำถามเพื่อพัฒนาการคิด การออกแบบและเรียงลำดับการปัญหา การเขียนโปรแกรม Coding การตรวจสอบเพื่อการปรับปรุงแก้ไข การจัดการเรียนรู้ วิทยาการคำนวณโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ การเรียนรู้อัลกอริทึมโดยใช้กิจกรรมที่ผู้สอน สร้างขึ้น การให้ผู้เรียนแสดงบทบาทสมมุติตามเรื่องราวที่ เขียนขึ้นอย่างสร้างสรรค์ การใช้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ อื่นๆ (ระบุ)..................................................... การจัดการเรียนรู้เขียนโปรแกรม การฝึกผู้เรียนเขียนโปรแกรมตามขั้นตอนที่ครูกำหนด การให้ผู้เรียนศึกษาการเขียนโปรแกรมจากแหล่ง เรียนรู้เว็บไซต์ด้วยตนเอง หน่วยการเรียนรู้วิทยาการ คำนวณ แผนจัดการเรียนรู้วิทยาการ คำนวณ หลักฐานการเรียนรู้(ชิ้นงาน/ ภาระงาน) ของผู้เรียน หลักฐานอื่น ๆ (ระบุ) ……………………………………. ………………………….………… .………………….……….………. ……………………………………. .……………………………………. …………………………………….
65 ที่ การจัดการเรียนรู้ วิทยาการคำนวณ การดำเนินงาน (ปฏิบัติ) เอกสาร/หลักฐานอ้างอิง การให้ผู้เรียนอธิบายการทำงานของโปรแกรม การช่วยเหลือ/แนะนำผู้เรียนในการตรวจหา ข้อผิดพลาด แก้ไข หรือ ดีบักโปรแกรม อื่นๆ (ระบุ)..................................................... การจัดการเรียนรู้ภาษาโปรแกรม (Programming Language) ครูผู้สอนเลือกใช้ภาษาโปรแกรมและแหล่งเรียนรู้ที่ เหมาะสมกับผู้เรียน ดังนี้ โปรแกรม Scratch เว็บไซต์Code.org หรือ codingthailand.org โปรแกรมภาษาแบบข้อความ ภาษาโปรแกรม Logo ภาษาโปรแกรมอื่นๆ (ระบุ)................................ วิธีการจัดการเรียนรู้ ส่งเสริมการเรียนรู้ แบบเพื่อนสอนเพื่อน ส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างชิ้นงาน ส่งเสริมให้ผู้เรียนเผยแพร่สิ่งที่เรียนรู้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนทำงานเดี่ยวและงานกลุ่ม ส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างชิ้นงานที่เชื่อมโยงกับ สถานการณ์ในชีวิตประจำวัน นำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ สนับสนุนให้ผู้เรียนเรียนรู้เพิ่มเติมทั้งในชั้นเรียน และแบบออนไลน์ อื่นๆ (ระบุ)..................................................... 3. การวัดและประเมินผลการ เรียนรู้ (ครูมีการใช้วิธีการวัดและ ประเมินผลที่หลากหลาย สอดคล้องกับมาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด) การประเมินผลเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเอง การเขียนผังความคิด/ผังมโนทัศน์ การเขียนรายงาน การเขียนบล็อก อื่นๆ (ระบุ)..................................................... การประเมินโดยเพื่อน การใช้ชุมชนออนไลน์ การใช้เว็บบล็อก อื่นๆ (ระบุ)..................................................... การประเมินเพื่อสรุปผลการเรียนรู้ การประเมินจากแฟ้มสะสมงาน การประเมินจากโครงงานหรือนวัตกรรม เครื่องมือวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ หลักฐานการเรียนรู้ (ชิ้นงาน/ภาระงาน) ของ ผู้เรียน หลักฐานอื่น ๆ (ระบุ) …………………………………….
66 ที่ การจัดการเรียนรู้ วิทยาการคำนวณ การดำเนินงาน (ปฏิบัติ) เอกสาร/หลักฐานอ้างอิง การประเมินจากการปฏิบัติ การใช้แบบทดสอบ อื่นๆ (ระบุ)..................................................... ข้อเสนอแนะในการจัดการเรียนรู้วิทยาการคำนวณ ................................................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................. .......................................................................................................................................................................... (ลงชื่อ.................................................ผู้นิเทศ (.................................................) ตำแหน่ง............................................................
67 แบบสังเกตชั้นเรียนวิทยาการคำนวณ โรงเรียน.....................................................................................................ครั้งที่.................................................. ชื่อผู้สอน.................................................................................รายวิชา...................................ชั้น.......................... แผนการจัดการเรียนรู้ที่.............เรื่อง....................................วัน...........เดือน..................................พ.ศ................ ขั้นตอน การปฏิบัติ กิจกรรมที่ปฏิบัติ บันทึกเพิ่มเติม 1.เตรียมการจัดการ เรียนรู้ ไม่มี มี แผนการจัดการเรียนรู้ มีองค์ประกอบครบถ้วน เตรียมสื่อ เครื่องมือวัดและประเเมินผล ใบความรู้ ใบกิจกรรม ................................................. ................................................. ................................................. ................................................. .................................................. ................................................. 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.1 ขั้นนำสู่บทเรียน ไม่มี มี สร้างสถานการณ์กระตุ้น ให้สงสัย ใช้คำถามกระตุ้น (Learn to Question) ใช้สื่อกระตุ้น อื่นๆ.................................. ................................................. ................................................. ................................................. ................................................. .................................................. ................................................. 2.2 ขั้นแจ้งจุดประสงค์ และเป้าหมายการเรียนรู้ ไม่มี มี .................................................. ................................................. .................................................. ................................................. 2.3 ขั้นการเรียนรู้ ไม่มี มี อธิบาย สร้างแรงจูงใจให้ศึกษา ค้นคว้า(Learn to Search ) สร้างกระบวนการให้ผู้เเรียน ลงมือปฏิบัติหรือค้นหาคำตอบ (Learn to Construct ) การใช้สื่อเทคโนโลยี การให้ข้อมูลย้อนกลับ อื่นๆ.................................. ................................................. ................................................. ................................................. ................................................. .................................................. ................................................. ................................................. ................................................. ................................................. 2.4 ขั้นสรุปองค์ความรู้ ไม่มี มี สร้างกระบวนการสรุปองค์ ความรู้ สรุปผลการเรียนรู้ และ นำเสนอผลการเรียนรู้ (Learn to Communicate) ................................................. ................................................. ................................................. .................................................
68 ขั้นตอน การปฏิบัติ กิจกรรมที่ปฏิบัติ บันทึกเพิ่มเติม การเผยแพร่และใช้ประโยชน์ ความรู้ต่อตนเองและสังคม (learn to Service) นำเสนอรายละเอียดการต่อ ยอดนวัตกรรมสู่กิจกรรมชุมนุม จัดทำโครงร่างต่อยอด นวัตกรรม อื่นๆ.................................. . ................................................. ................................................. ................................................. ................................................. ................................................. ................................................. ................................................. ................................................. ................................................. ................................................. ................................................ 3. พฤติกรรมผู้เรียน ................................................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................................... ความคิดเห็นเพิ่มเติม 1.จุดเด่น ................................................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................. .......................................................................................................................................................................... 2.จุดที่ควรพัฒนา ................................................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................................... 3.ข้อเสนอแนะ ................................................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................. ...........................................................................................................................................................................
69 แบบบันทึกการสัมภาษณ์ครูผู้สอน ชื่อ – สกุลผู้สอน (ผู้รับการนิเทศ)..............................................................โรงเรียน..................................................... กลุ่มสาระการเรียนรู้..........................หน่วยที่.......เรื่อง...........................................................................ชั้น................ ครั้งที่นิเทศ...............วัน......................เดือน...................................พ.ศ.............................เวลา........................... จำนวนนักเรียน................คน ชาย...........คน หญิง..................คน ประเด็นการสัมภาษณ์ คำตอบที่ได้ 1.ความคิดรวบยอด 1) เป้าหมาย/ความคิดรวบยอดสำคัญ การจัดการเรียนรู้ครั้งนี้คืออะไร 2) ครูต้องการให้นักเรียนรู้ เกิดทักษะ และคุณลักษณะอะไรบ้าง 3) รู้ได้อย่างไรว่านักเรียนมีความรู้ ทักษะและคุณลักษณะตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ........................................................................................ ........................................................................................ ........................................................................................ ........................................................................................ ........................................................................................ ........................................................................................ ........................................................................................ ........................................................................................ 2. ความพึงพอใจ 1) พึงพอใจในการจัดเรียนรู้ครั้งนี้ร้อยละ เท่าใด 2) ส่วนที่พึงพอใจนั้น คืออะไร 3) ที่ยังไม่พึงพอใจคืออะไร ........................................................................................ ........................................................................................ ........................................................................................ ........................................................................................ 3. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1) การจัดการเรียนรู้วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง 2) ถ้าจัดการเรียนรู้เรื่องนี้อีก จะทำอะไรที่ แตกต่างไปจากกิจกรรมที่ทำวันนี้บ้าง 3) การใช้คำถามของผู้สอนวันนี้เป็น อย่างไร 4) สื่อที่นำมาใช้ในวันนี้เป็นอย่างไร 5) แผน/หน่วยการเรียนรู้ที่ทำไว้คิดว่า ส่วนใดที่ต้องปรับปรุงให้สมบูรณ์ขึ้น ........................................................................................ ........................................................................................ ........................................................................................ ........................................................................................ ........................................................................................ ........................................................................................ ........................................................................................ ........................................................................................ ........................................................................................ ........................................................................................
70
71