หนงั ตะลงุ
ศลิ ปะการเลน่ เงา (SHADOW PLAY) ที่สืบต่อ กนั มาชา้ นาน แมว้ า่ ปจั จบุ นั การเล่นหนังเสอ่ื มความนยิ มของคนดูลงไป แตก่ ย็ งั มี
การเลน่ หนงั ตะลุงอยตู่ ามงานเทศกาลต่าง ๆ ศลิ ปะการเลน่ หนงั ตะลุงคือ การเล่าเรอ่ื ง ผสมผสานกบั เงาของรูปหนงั ตะลงุ ผ่านผ้า
ขาวบางประกอบดนตรี
จัดทำโดย
นายทรัพยส์ ิน จันทาดี 624501006
นายณัฐพงษ์ เลไร 624501005
ประวตั คิ วามเป็ นมา
หนังตะลุงนี้ เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของมนุษยชาติ เคยปรากฏ
แพร่หลายมาทั้งในแถบประเทศยุโรป และเอเชีย โดยอ้างว่า มีหลักฐาน
ปรากฏอยู่ว่า เมื่อครั้งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชมีชัยชนะเหนือ
อียิปต์ ได้จัดให้มีการแสดงหนัง (หรือการละเล่นที่คล้ายกัน) เพื่อเฉลิม
ฉลองชัยชนะและประกาศเกียรติคุณของพระองค์ และเชื่อว่า มหรสพการ
แสดงเงานี้มีแพร่หลายในประเทศอียิปต์มาแต่ก่อนพุทธกาล ในประเทศ
อินเดีย พวกพราหมณ์แสดงหนังที่เรียกกันว่า ฉายานาฏกะ เรื่องมหา
กาพย์รามายณะ เพื่อบูชาเทพเจ้าและสดุดีวีรบุรุษ ส่วนในประเทศจีน มี
การแสดงหนังสดุดีคณุ ธรรมความดขี องสนมเอกแหง่ จกั รพรรดิ์ยวนตี่ (พ.ศ.
411 - 495) เมือ่ พระนางวายชนม์
ประวตั คิ วามเป็ นมา(ตอ่ )
ตอ่ มาการแสดงหนงั ได้แพร่หลายเข้าสู่ในเอเชยี อาคเนย์ เขมร พม่า ชวา มาเลเซยี และประเทศไทย
เชือ่ กนั ว่าหนังใหญ่มอี ยกู่ อ่ นสมยั สมเด็จพระนารายณม์ หาราช เพราะมหี ลกั ฐานอ้างองิ ว่า มนี กั ปราชญ์ผหู้ น่ึงเป็นชาวเวยี งสระ จังหวดั สรุ าษฎร์ธานี เป็น
ผูเ้ ชี่ยวชาญทางโหราศาสตรแ์ ละทางกวี สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงเรยี กตวั เข้ากรุงศรอี ยุธยา ตอ่ มาไดเ้ ป็นพระอาจารยข์ องสมเดจ็ พระนารายณ์
มหาราช ไดร้ ับการแต่งตง้ั เปน็ พระมหาราชครหู รือพระโหราธิบดี และมรี ับส่ังใหพ้ ระมหาราชครูฟน้ื ฟูการเลน่ หนงั (หนังใหญ่) อนั เป็นของเก่าแก่ขนึ้ ใหม่
หนังใหญ่ แตเ่ ดิมเรยี กว่า "หนงั " นิยมเลน่ กนั แพรห่ ลายในแถบภาคกลาง ส่วนหนังตะลงุ แต่เดมิ คนในท้องถน่ิ ภาคใต้กเ็ รยี กส้ัน ๆ ว่า "หนัง"
เช่นกนั ดังคากลา่ วที่ไดย้ นิ กันบ่อยว่า "ไปแลหนงั โนรา" จึงสันนิษฐานวา่ คาวา่ "หนังตะลุง" คงจะเริม่ ใชเ้ มือ่ มกี ารนาหนงั จากภาคใต้ไปแสดงให้เป็นที่รู้จัก
ในภาคกลาง จงึ ได้เกดิ คา "หนังตะลุง" และ "หนังใหญ่" ข้ึนมาเพือ่ ไมใ่ ห้ซ้าซอ้ นกัน
ประวตั คิ วามเป็ นมา(ตอ่ )
ต่อมา หนังภาคใต้หรือหนังตะลุง รับอิทธิพลของหนังชวาเข้ามา
ผสมผสาน จงึ ทาใหเ้ กดิ ววิ ัฒนาการใน "รปู หนงั "
หนังตะลุงเกิดขึ้นเมื่อใดนั้น ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด
นกั วิชาการสันนิษฐานว่าคงเป็นช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะกลอนหนัง
ตะลุงนยิ มแตง่ เป็นกลอนแปด ซึ่งในสมัยอยุธยากลอนแปดไม่ได้เป็นที่นิยม
แพร่หลาย ยิ่งในภาคใต้ วรรณกรรมพื้นบ้านรุ่นเก่าแก่ล้วนแต่งเป็นกาพย์
ทั้งสิ้น กลอนแปดเพิ่งมาเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางก็เมื่อหลังสุนทรภู่
แตง่ เรือ่ งพระอภยั มณอี อกเผยแพรแ่ ล้วนี่เอง
หนังตะลุงเกดิ ขึน้ ในภาคใต้ครั้งแรกที่จังหวัดใด ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่
ชดั
ลกั ษณะการแสดง และ
การแตง่ กาย
หนังเกิดขึ้นก่อนหนังตะลุง และประเทศแถบนี้คงจะได้แบบมาจากอินเดีย
เพราะยังมีอิทธิพลของพราหมณ์หลงเหลืออยู่มาก เรายังเคารพนับถือฤๅษี พระ
อิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ยิ่งเรื่องรามเกียรติ์ ยิ่งถือว่าเป็นเรื่องขลังและ
ศกั ด์ิสทิ ธิ์ หนังใหญ่จงึ แสดงเฉพาะเรื่องรามเกยี รติ์
กลอนหนงั ตะลงุ นิยมแต่งเป็นกลอนแปด ซ่งึ ในสมยั อยธุ ยากลอนแปด
ไม่ไดเ้ ป็นท่ีนิยมแพรห่ ลาย ย่ิงในภาคใต้ วรรณกรรมพืน้ บา้ นรุน่ เก่าแก่ลว้ นแต่ง
เป็นกาพยท์ งั้ สนิ้ กลอนแปด
รูปหนงั ใหญ่จะเป็นแผ่นเดียวกันทงั้ ตวั เคล่ือนไหวอวยั วะไม่ได้ แต่รูป
หนังชวาเคล่ือนไหวมือและปากได้ ส่วนใหญ่รูปหนงั จะเคล่ือนไหวมือไดเ้ พียง
ขา้ งเดียว ยกเวน้ รูปกาก หรอื ตวั ตลก และรูปนางบางตวั ท่ีสามารถขยับมือไดท้ งั้
สองขา้ ง รูปหนงั ชวามีใบหนา้ ท่ผี ิดไปจากคนจรงิ และหนงั ตะลงุ กร็ บั แนวคิดนีม้ า
ปรบั ใชก้ บั รูปตวั ตลก
ดนตรหี นังตะลงุ
เคร่อื งดนตรหี นงั ตะลงุ ในอดตี มคี วามเรียบง่าย ชาวบ้านในท้องถน่ิ ประดิษฐ์ขึ้นได้เอง มี ทับ
กลอง โหม่ง ฉิง่ เป็นสาคญั สว่ น ป่ี ซอ นัน้ เกิดข้นึ ภายหลงั แต่ก็ยังเปน็ เครือ่ งดนตรีทชี่ าวบ้านประดษิ ฐ์
ได้เองอยูด่ ี จนเมอื่ มีวัฒนธรรมภายนอกเข้ามา โดยเฉพาะดนตรไี ทยสากล หนงั ตะลงุ บางคณะจงึ นา
เครื่องดนตรใี หม่ ๆ เขา้ มาเสรมิ เชน่ กลองชดุ กีตาร์ ไวโอลิน ออรแ์ กน
เครื่องดนตรีสาคัญของหนังตะลุงคือทับ ทับของหนังตะลุงเป็นเครื่องกากับจังหวะและ
ท่วงทานองที่สาคัญที่สุด ผู้บรรเลงดนตรีชิ้นอื่น ๆ ต้องคอยฟังและยักย้ายจังหวะตามเพลงทับ เพลงที่
นยิ มเล่นมีถงึ 12 เพลง คอื เพลงเดนิ เพลงถอยหลงั เข้าคลอง เพลิงเดินยกั ษ์ เพลงสามหมู่ เพลงนาดกราย
ออกจากวัง เพลงนางเดินป่า เพลงสรงน้า เพลงเจ้าเมืองออกสั่งการ เพลงชุมพล เพลงยกพล เพลงยักษ์
และเพลงกลับวัง นักดนตรีที่สามารถตีทับได้ครบทั้ง 12 เพลง เรียกกันว่า "มือทับ" เป็นคายกย่องว่าเป็น
คนเล่นทบั มือฉมงั
ทับหนังตะลุงมี 2 ใบ ใบหนึ่งเสียงเล็กแหลม เรียกว่า "หน่วยฉับ" อีกใบหนึ่งเสียงทุ้ม
เรียกว่า "หนว่ ยเทิง" ทับหน่วยฉับเป็นตัวยืน ทับหน่วยเทิงเป็นตัวเสริม หนังตะลุงในสมัยโบราณ
มมี อื ทบั 2 คน ต่อมา เมื่อประมาณ 60 ปีมาแล้ว หนังตะลุงใช้มือทับเพียงคนเดียว โดยใช้ผ้าผูก
ทับไขว้กัน เวลาเล่นบางคนวางทบั ไวบ้ นขา บางคนกพ็ าดขากดทบั เอาไวไ้ ม่ให้เคลือ่ นที่
โดยทวั่ ไป ตัวทบั หรือทเ่ี รยี กกนั ว่า "ห่นุ " นิยมทาจากแกน่ ไม้ขนนุ เนื่องจากตบแตง่ และกลงึ ได้ง่าย บางครง้ั ก็ทาจากไมก้ ระทอ้ น โดยตัดไมอ้ อกเป็นท่อน ๆ ยาว
ท่อนละประมาณ 60 เซนติเมตร ใช้ขวานถากเกลาให้เปน็ รปู คล้ายกลองยาว จากน้ันนามาเจาะภายในและกลึงใหไ้ ด้รปู ทรงตามต้องการ ลงนา้ มนั ชักเงาดา้ นนอก ทับ
เป็นเครื่องดนตรที ีข่ ึงหนงั หน้าเดยี ว ขึ้นหน้าด้วยหนงั บาง ๆ สว่ นใหญจ่ ะใช้หนงั ค่าง ตรงแก้มทับใช้เชอื กหรอื หวายผูกตรึงกับหนุ่ ใหแ้ น่น มสี ายโยงเรง่ เสยี งโดยใชห้ นงั
เรยี ดโยงจากขอบหนังถึงคอทบั ก่อนใช้ทุกคร้งั ตอ้ งชบุ น้าทหี่ นังห้มุ ใชผ้ า้ ขนาดนิ้วกอ้ ยอดั ที่แก้มทบั ด้านใน เพ่ือให้หนังตงึ มเี สยี งไพเราะกงั วาน
ทบั มชี ่อื เรียกอกี อยา่ งวา่ โทนชาตรี
ฉาก และอปุ กรณ์
ประกอบโรง
โรงหนังตะลุง ต้องยกเสา 4 เสา (ใช้ไม้ค้าเพิ่มจากเสาได้) ขนาดโรง
ประมาณ 2.3 X 3 เมตร พื้นยกสูงเลยศีรษะผู้ใหญ่เล็กน้อย และให้ลาดต่าไป
ข้างหน้านิดหน่อย หลังคาเป็นแบบเพิงหมาแหงน กั้นด้านข้างและด้านหลังอย่าง
หยาบๆ ด้านหลังทาช่องประตูพาดบันไดขึ้นโรง ด้านหน้าใช้ผ้าขาวบางขึงเป็นจอ
จอกว้างและยาวประมาณ 5 x 10 ฟุต ในโรงมีตะเกียงน้ามันไขสัตว์หรือตะเกียง
น้ามันมะพร้าว หรือตะเกียงเจ้าพายุหรือดวงไฟแขวนไว้ใกล้จอสูงจากพื้นราว 1
ฟุตเศษและห่างจากจอราว 1 ศอก นอกจากนี้ยังมีต้นกล้วยวางไว้ข้างฝาทั้งสอง
ข้างของโรง เพื่อไว้ปักพักรูปหนัง ประเภทรูปเบ็ดเตล็ด ส่วนบนเพดานโรงจะมี
เชือกขึงไวส้ าหรบั แขวนรูปหนงั ประเภทรูปท่ีสาคัญซึ่งมรี ูปพระ รปู นาง เป็นต้น
สาหรับจอหนัง ทาด้วยผ้าขาว รูปสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 1.8 x 2.3 เมตรทั้ง 4
ด้านมอบริมด้วยผ้าสี เช่น แดง น้าเงิน ขนาดกว้าง 4 - 5 นิ้ว มีห่วงผ้าเรียกว่า หู
รามเยบ็ ไวเ้ ปน็ ระยะโดยรอบ หูรามแต่ละอันจะผูกเชือกยาวประมาณ 2 ฟุต 5 นิ้ว
เรียกว่า หนวดราม สาหรับผูกขึงไปประมาณ 1 ฟุตจะตีตะเข็บนัยว่าเป็นเส้นแบ่ง
แดนกับแดนมนุษย์ เวลาเชิดรูปมีเฉพาะรูปฤๅษี เทวดา และรูปที่มีฤทธานุภาพ
เทา่ นนั้ ที่เชิดเลยเสน้ น้ีได้
ตัวละครหนังตะลงุ
1.อ้ายเท่ง เอาเค้ามาจากชาวบ้านคนหนึ่ง ชื่อเท่ง อยู่บ้านคูขุด 2.อ้ายหนูนุ้ย นาเค้ามาจากคนซื่อๆ แกมโง่ ผิวดา รูปร่าง 3.นายยอดทอง เชื่อกันว่าเป็นชื่อคนจริงชาว
อาเภอสะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา รูปร่างผอมบางสูง ท่อนบนยาวกว่า ค่อนข้างเตี้ย พุงยานโย้คอตก ทรงผมคล้ายแส้ม้า จมูกปากยื่น จงั หวดั พัทลงุ รปู รา่ งอว้ น ผวิ ดา พุงย้อยก้นงอนขนึ้ บนผม
ท่อนลา่ ง ผิวดา ปากกว้าง หัวเถิก ผมงอหยิก ใบหน้าคล้ายนกกระฮัง ออกไป คล้ายกับปากวัว มีเครายาวคล้ายหนวดแพะ ใครพูด หยิกเป็นลอน จมกู ย่นื ปากบุ๋ม เหมือนปากคนแก่ไม่มีฟัน
นิ้วมอื ขวายาวโตคล้ายอวัยวะเพศผู้ชาย นิ้งชี้กับหัวแม่มือซ้ายงอหยิก เรือ่ งวัวเป็นไม่พอใจ นุ่งผ้าโสร่งแต่ไม่มีลวดลาย ไม่สวมเสื้อ ถือ หน้าเป็นแผลจนลายคล้ายหน้าจระเข้ โครพูดถึงเรื่อง
เป็นวงเข้าหากัน นุ่งผ้าโสร่งลายตาหมากรุก คาดพุงด้วยผ้าขะม้า ไม่ มดี ตะไกรหนบี หมากเป็นอาวุธ พูดเสียงต่าสั่นเครือดันขึ้นนาสิก จระเข้ไม่พอใจ นุ่งผ้าลายโจงกระเบน ไม่สวมเสื้อ เหน็บ
สวมเสื้อ ที่สะเอวเหน็บมีดอ้ายครก (มีดปลายแหลมด้านงอโค้งมีฝัก) ชอบคล้อยตามคนยยุ งสง่ เสริม แสดงความซ่อื ออกมาเสมอ กริชเป็นอาวธุ ประจากาย เป็นคนเจ้าชู้ ปากพูดจาโอ้อวด
ชอบพูดจาโผงผาง ไม่เกรงใจใคร ขู่สาทับผู้อื่น ล้อเลียนเก่ง เป็นคู่หู ใจเสาะ ขี้ขลาด ชอบขู่หลอก พูดจาเหลวไหล ยกย่อง
กบั อา้ ยหนนู ุ้ย ตนเอง บ้ายอ ชอบอยู่กับนายสาว ที่มีสานวน "ยอดทอง
บ้านาย“ ชาวบ้าน นายยอดทอง แสดงคู่กับตัวตลกอื่นๆ
ได้หลายตัว เช่น คู่กับอ้ายหลา คู่กับอ้ายขวัญเมือง คู่กับ
อ้ายพูนแก้ว คู่กับอ้ายดาบ้า คู่กับอ้ายลูกหมี คู่กับอ้าย
เสมยี น เปน็ ตน้
ตวั ละครหนงั ตะลงุ
6.อ้ายขวัญเมือง ไม่มีประวัติความเป็นมา เป็นตัว
ตลกเอกของหนังจันทรแ์ ก้ว จังหวัดนครศรีธรรมราช
คนในถ่ินนัน้ เขาไม่เรียกว่าอา้ ยเมือง แต่เรียกว่า "ลุง
ขวญั เมือง" แสดงว่าไดร้ บั การยกย่องจากคนในทอ้ งถ่ิน
อย่างสูงเหมือนกับเป็นคนสาคัญผู้หน่ึง ใบหน้าของ
ขวญั เมืองคลา้ ยแพะ ผมบางหยิกเล็กนอ้ ย ผิวดา หัว
เถิก จมกู โดง่ โตยาว ปากกวา้ ง พงุ ยานโย้ กน้ เชิด ปลาย
4.นายสแี ก้ว เช่ือกนั วา่ เอาเคา้ มาจากคนท่ีช่ือสีแกว้ จรงิ ๆ เป็นคนมี 5.อา้ ยสะหม้อ หนงั กนั้ ทองหลอ่ นามาจากคนจรงิ โดยไดร้ บั นิง้ ชีค้ ลา้ ยนิว้ มืออา้ ยเท่ง น่งุ ผา้ พืน้ ดา คาดเข็มขัด ไม่
ตะบะ มือหนักโกรธใครตบดว้ ยมือหรือชนดว้ ยศรีษะ เป็นคนพูด อนญุ าตจากชาวอิสลามช่ือสะหมอ้ อยบู่ า้ นสะกอม อาเภอจะ สวมเสือ้ เป็นคนซ่ือ บางครงั้ แฝงไวซ้ ่งึ ความฉลาด ชอบ
จริง ทาจริง สูค้ น ชอบอาสาเจา้ นายดว้ ยจริงใจ ตักเตือนผู้อ่ืนให้ นะ จงั หวดั สงขลา หนงั ตะลุงอ่ืนๆ ท่ีนาไปเลียนแบบ พูดกิน สงสัยเร่ืองของผู้อ่ืน พูดจาเสียงหวาน หนังจังหวัด
ปฏิบตั ิดีปฏิบตั ิชอบตามทานองคลองธรรม รูปรา่ งอว้ นเตีย้ ผิวคลา้ รูปสูห้ นังกั้น ทองหล่อไม่ได้ รูปร่างอา้ ยสะหม้อ หลังโกง มี ส ง ข ล า แ ส ด ง คู่ กั บ อ้า ย ส ะ ห ม้อ ห นั ง จั ง ห วั ด
มีโหนกคอ ศรีษะลา้ น นุ่งผา้ โจงกระเบนลายตาหมากรุก ไม่สวม โหนกคอ คางย้อย ลงพุง รูปร่างเตีย้ สวมหมวกแขก นุ่งผา้ นครศรธี รรมราชแถวอาเภอเชียรใหญ่ หวั ไทร ปากพนัง
เสือ้ ไม่ถืออาวุธใดๆ ใครพูดลอ้ เลียนเก่ียวกับเร่ืองพระ เร่ืองรอ้ น โสรง่ ไม่สวมเสือ้ พดู ลอ้ เลียนผูอ้ ่ืนไดเ้ ก่ง ค่อนขา้ งอวดดี นบั ท่าศาลา ใหแ้ สดงคู่กับนายยอดทอง หนังพัทลุง ตรงั
เรอ่ื งจานวนเงนิ มากๆ จะโกรธทนั ที พดู ชา้ ๆ ชดั ถอ้ ยชดั คา เพ่ือนค่หู ู ถือศาสนาอิสลามแต่ชอบกินหมู ชอบด่ืมเหลา้ พูดสาเนียง นิยมใหเ้ ป็นตวั บอกเร่อื ง เฝา้ ประตเู มือง ออกตีฆอ้ งรอ้ ง
คอื นายยอดทอง ป่ าว
เนิบนาบ รวั ปลายลนิ้
ตวั ละครหนังตะลุง
7.อ้ายโถ เอาเค้ามาจากจีนบ๋าบา ชาวพังบัว อาเภอสะทิ้งพระ 8.ผู้ใหญ่พูน น่าจะเลียนแบบมาจากผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่ง
จังหวัดสงขลา รูปร่าง มีศรีษะค่อนข้างเล็ก ตาโตถลน ปากกว้าง ริม รูปรา่ งสูงใหญ่ จมูกยาวคล้ายตะขอเกี่ยวมะพร้าว ศรีษะล้าน มี
ฝีปากล่างเม้มเข้าใน ส่วนท้องตึง อกใหญ่เป็นรูปโค้ง สวมหมวกมี ผมเป็นกระจุกรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตรงกลางกลวงอยู่ กลางพุงโย้
กระจุกข้างบน นุ่งกางเกงถลกขา ถือมีดบังตอเป็นอาวุธ ชอบร้องรา ย้อยยาน ตะโพกใหญ่ขวดิ ขน้ึ บน เพ่ือนมกั จะล้อเลียนว่า บนหัว
ทาเพลง ขขี้ ลาดตาขาว โกรธใครไม่เป็น ถือเอาเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ ติดงวงถังตักน้า สันหลังเหมือนเขาพักผ้า (อยู่ระหว่างพัทลุง-
ใครจะพูดเรื่องอะไรก็ตาม อ้ายโถจะชักเรื่องที่พูดวกเข้าหาเรื่องกิน ตรัง) นุ่งผ้าโจงกระเบน ไม่มีลวดลาย ชอบยุยง โม้โอ้อวด เห่อ
เสมอ เป็นตวั ตลกประกอบ ยศ ขตู่ ะคอผู้อื่นใหเ้ กรงกลัว ธาติแท้เป็นคนขี้ขลาดตาขาว ชอบ
แสแสร้งปั้นเรื่องฟ้องเจ้านาย ส่วนมากเป็นคนรับใช้อยู่เมือง
ยกั ษ์หรอื กบั ฝ่ายโกง พูดชา้ ๆ หนบี จมกู เป็นตวั ตลกประกอบ
มหรสพหนงั ตะลงุ
หนงั ตะลุงเปน็ มหรสพพน้ื บ้านอย่างหนง่ึ ของชาวปักษ์ใต้เป็น ที่ผูกพนั กบั
วิถชี วี ิตชาวใตม้ าแตโ่ บราณกาล โดยใชบ้ ทพากย์และบทกลอนในการ
แสดง แตเ่ ดมิ นิยมเล่นในงานสมโภชหรืองานเฉลิมฉลองตา่ ง ๆ ของชมุ ชน
หรอื หมูบ่ ้านเทา่ นน้ั ต่อไปไดร้ ับความนยิ มของผคู้ นจึงรับไปแสดงกนั ใน
งานประเพณี งานวดั หรอื งานศพ
สถานการณห์ นังตะลงุ ในปัจจุบนั
ปจั จบุ นั เมอื่ เทคโนโลยดี ้านการสื่อสารคมนาคมและความเจริญเตบิ โตดา้ นวตั ถุหลง่ั ไหลเขา้ มาใน
ยุคข้อมูลข่าวสารไร้พรมแดนของสังคมบริโภคนยิ มโลกาภวิ ตั น์ สื่ออ่ืนๆ เชน่ หนังสอื พิมพ์ สื่อ
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์และโซเชียลมีเดยี เขา้ มาแทนทสี่ ่ือพืน้ บ้านอย่างหนงั ตะลุง ทั้งในชุมชนชนบทและ
ชุมชนเมือง
หนังตะลงุ ก็เริ่มสญู เสียความเป็นสอื่ มวลชนของชาวบา้ นทใ่ี หค้ วามรแู้ ละปลูกฝังคุณธรรม เหลอื
สถานะส่อื เพือ่ สร้างความบนั เทงิ เปน็ ด้านหลัก สงั คมไมร่ ว่ มสรา้ งหนงั ตะลงุ หนงั ตะลงุ ก็ไมม่ ี
บทบาทในการสรา้ งสรรค์สงั คม
จะทาอย่างไรให้ศิลปะเหล่านี้ยังคงอยตู่ ่อไป...
หนงั ตะลงุ นอกจากจะใหค้ วามบนั เทิงตอ่ ผ้ชู มแล้ว สิง่ ที่ทาใหห้ นังตะลุงไดร้ บั ความนยิ มจากอดีตถึงปัจจุบนั คือ ปฏภิ าณไหวพริบของ
นายหนงั ตะลงุ ทน่ี าเรื่องราวทางสังคม มาใชใ้ นการแสดงถ่ายทอดผา่ นรปู หนงั เปน็ คณุ คา่ ท่สี ะท้อน ใหเ้ หน็ ถึงบคุ ลิกนิสยั ของคนใตท้ ่ใี ห้
ความสนใจเก่ยี วกับ เหตุการณ์บา้ นเมือง หนังตะลงุ จงึ มคี วามผูกพนั กับสังคม วัฒนธรรมของชาวใต้มาทกุ ยุคสมัย ตวั อย่างหนังตะลุง ที่
โดดเดน่ เช่น หนงั อิ่มเท่ง จติ ตภ์ กั ดี หนงั ฉิน้ อรมตุ หนงั สชุ าติ ทรพั ย์สนิ หนงั นครินทร์ ชาทอง ศิลปนิ แหง่ ชาติ หนังศรีพัฒน์ เกอ้ื สกลุ
หนงั ณรงค์ ตะลงุ บัณฑติ
ดงั นนั้ หนงั ตะลุงจะอยใู่ นสายเลอื ดของชาวใตท้ ่ไี ดร้ ับมาจากรนุ่ ปู่รุน่ ย่าสู่ยุคปัจจุบนั
ทย่ี งั ความนยิ มนามาเลน่ หรือทาการแสดงอยู่ใหเ้ ห็นในปจั จบุ นั ทงั้ ทาง สอ่ื ตา่ งๆหรือ
ตามท้องถิน่ ต่างๆที่เปน็ ตน้ กาเนดิ มาจากหนังตะลุง...
หนังตะลงุ "คนเลน่ เงา" ศิลปะพน้ื บา้ นของภาคใต้
หนังตะลงุ ศลิ ปะพ้ืนบา้ นของภาคใต้ ท่ไี ด้รับความนิยมมาอย่าง
ยาวนาน แต่ทุกวนั นีค้ วามนยิ มเหล่าน้นั ค่อยๆ ลดลง จนปัจจบุ นั
เหลือเพยี งไมก่ ีค่ ณะ รถปลดทุกข์ไดล้ งพน้ื ที่ไปติดตามคณะหนัง
ตะลุงน้องเดยี ว ซ่ึงยงั เปน็ คณะหนงั ตะลุงที่ยงั ได้คงรับความนิยม
อยเู่ ปน็ เพราะอะไร ติดตามได้ในรายงานพเิ ศษชุด รถปลดทุกข์
สบื สานศลิ ปะพน้ื บา้ นไทย ตอน หนงั ตะลงุ คนเลน่ เงา..
แหล่งท่มี า : https://youtu.be/lCjddMebKF4
หนังตะลุงในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงโดย
การล้อเลยี นเศรษฐกิจหรอื ล้อลียนคนดัง เช่น ท่าน
พลเอก ประยทุ ธ์ จันทร์โอชา พบประชาชนในกลุ่ม
ภาคใต้ และทาใหผ้ ้ชู มรูส้ ึกประทบั ใจท่ีได้รับชม
แหล่งท่มี า : https://youtu.be/5Dfd4M8_Xn4
ขอบคณุ !