Egyptian civilization
คาํ นาํ
รายงานฉบับน้ีเปนสว นหนงึ่ ของวชิ า คอมพิวเตอร ช้นั มธั ยมศึกษาปท ี่ 6 โดยมจี ดุ ประสงค เพอื่ การศึกษาความรูทไ่ี ด
จากเรอื่ ง การสรา ง E-Book ท้ังน้ี ในรายงานนี้มเี นอ้ื หาประกอบดว ยความรูเกี่ยวกบั อารยธรรมอยี ปิ ต ตลอดจนป
ประวตั ิความเปน มาของอยี ิปต
ผจู ดั ทําไดเลอื กหัวขอ นใ้ี นการทาํ รายงาน เนือ่ งมาจากเปนเร่อื งทน่ี าสนใจ ผูจัดทาํ ตอ งขอขอบคณุ คุณครู ผใู หค วามรู
และแนวทางการศกึ ษา หวงั วา รายงานฉบับนจี้ ะใหค วามรู และเปน ประโยชนแกผ ูอา นทุก ๆ ทาน หากมีขอ เสนอแนะ
ประการใด ผจู ดั ทาํ ขอรบั ไวด ว ยความขอบพระคุณยงิ่
นางสาวอรวลิ ัย ชายทน
ผจู ัดทํา
อียิปต อียปิ ตโบราณ หรือ ไอยคุปต เปนหน่ึงในอารยธรรมทเ่ี กา แกท ่สี ดุ ในโลก ต้ัง
อยทู างตอนตะวันออกเฉยี งเหนอื ของทวปี แอฟริกา มีพน้ื ทต่ี ้ังแตต อนกลางจนถึง
ปากแมนาํ้ ไนล ปจ จบุ ันเปนที่ต้งั ของประเทศอยี ปิ ต อารยธรรมอียปิ ตโ บราณเรม่ิ ขึ้น
ประมาณ 3150 ปกอนครติ ศกั ราช โดยการรวมอํานาจทางการเมืองของอยี ิปต
ตอนเหนือและตอนใต ภายใตฟาโรหองคแรกแหงอียิปต และมีการพฒั นา
อารยธรรมเรื่อยมากวา 5,000 ป ประวัติของอียปิ ตโบราณปรากฏขนึ้ ในชวงระยะ
เวลาหนง่ึ หรอื ทรี่ จู ักกนั วา "ราชอาณาจกั ร" มีการแบงยุคสมัยของอียปิ ตโบราณ
เปน ราชอาณาจักร สว นมากแบงตามราชวงศที่ข้นึ มาปกครอง จนกระทัง่ ราช
อาณาจกั รสดุ ทาย หรอื ทีร่ ูจักกนั ในชอ่ื วา "ราชอาณาจักรกลาง" อารยธรรมอยี ิปต
อยูในชวงท่ีมีการพัฒนาทยี่ มาก และสวนมากลดลง ซึ่งเปนเวลาเดยี วกันท่ีอียิปต
ชนพ ตอ การทําสงครามจากชาติอ่ืน จนกระทง่ั เม่ือ 31 ปกอ นคริตศักราชก็เปนการ
ส้นิ สดุ อารยธรรมอยี ิปตโ บราณลง เม่ือจกั รวรรดิออตโตมนั สามารถเอาชนะอียิปต
และจดั อยี ิปตเ ปนเพียงจังหวดั หนึง่ ในจักรวรรดิออตโตมัน
1
แผน ทอ่ี ียิปตโบราณ แสดงถงึ สถานท่ตี ัง้ เมืองและบริเวณ ในสมัยยคุ ราชวงศ (3150 - 30 ป
กอนครสิ ตศ ักราช)ดบู ทความเพมิ่ เตมิ ที่ ประวตั ิอียปิ ตโ บราณชว งปลายสมยั ยคุ หนิ เกา แอฟรกิ า
ตอนเหนอื มีสภาพอากาศท่ีรอนมาก และแหง แลง ทาํ ใหค นจํานวนมากลงมาอาศัยอยูรอบๆ
บริเวณที่ราบลมุ แมนาํ้ ไนล และกลุมชนลา สตั ว, เก็บพชื ผลเรร อ นเร่มิ อาศยั เปนหลักแหลง เมอื่
ประมาณ 1.8 ลา นปท่ีแลว แมน ้ําไนลจ ึงเปนแมนํ้าสายชวี ิตของชาวอียปิ ตม าชา นาน ความอุดม
สมบรู ณข องบริเวณรอบแมนํ้าไนล เสมอื นหน่งึ ท่ีธรรมชาตหิ ยบิ ยืน่ โอกาสใหแกม นุษยท ีจ่ ะตง้ั
ถิ่นฐาน พัฒนาการเกษตรกรรม, เศรษฐกจิ และสงั คม และนับเปนศนู ยก ลางทางสงั คมสําคัญใน
ประวัติศาสตรอ ารยธรรมของมนุษยชาติ คมั ภรี มรณะ แสดงใหเหน็ อกั ษรภาพไฮโรกลิฟ อกั ษร
แหงอยี ิปตโ บราณ
2
อารยธรรมอียิปต
อารยธรรมอยี ิปตโบราณ เร่ิมข้นึ ประมาณ 3150 ปก อนคริตศกั ราช โดยการรวมอาํ นาจทางการเมอื งของ
อยี ปิ ตตอนเหนอื และตอนใต และมีการพฒั นาอารยธรรมเรือ่ ยมากวา 3,000 ป มกี ารแบง ยุคสมัยของอยี ปิ ต
โบราณเปน ราชอาณาจกั ร สว นมากแบง ตามราชวงศท่ีข้ึนมาปกครอง จนกระทั่งราชอาณาจกั รสดุ ทา ยหรอื ที่
รจู ักกันในชือ่ วา ราชอาณาจักรใหม อารยธรรมอยี ิปตอยใู นชวงทีม่ ีการพฒั นาที่นอ ยมาก ซงึ่ เปน เวลาเดยี วกนั
ท่ีอียปิ ตพ า ยแพตอ การทําสงครามจากอํานาจของชาตอิ น่ื จนกระท่งั เมอ่ื 31 ปก อนคริตศักราชกเ็ ปนการสน้ิ
สุดอารยธรรมอียปิ ตโบราณลง เมือ่ จักรวรรดโิ รมันสามารถเอาชนะอยี ปิ ตแ ละจดั อยี ปิ ตเปน เพยี งจงั หวดั หนง่ึ
ในจักรวรรดโิ รมัน
อารยธรรมอยี ปิ ตโ บราณ พัฒนาการมาจากสภาพของลุมแมน ้าํ ไนล รวมทงั้ พัฒนาอารยธรรมทางสังคม
และวัฒนธรรม พน้ื ทขี่ องอยี ิปตนนั้ ลอ มรอบดว ยทะเลทรายเสมอื นปราการปองกนั การรกุ รานจากศตั รู
ภายนอก
3
อยี ิปต ยงั เปนชนชาติแรกๆท่มี ีการพัฒนาการดว ยการเขยี น ประดิษฐต ัวอกั ษรข้นึ Egypt
ใช การบริหารอียปิ ตเ นนไปทางสิง่ ปลกู สรา งและการเกษตรกรรม พรอ มกันนนั้ กม็ ี
การพฒั นาการทางทหารที่เสริมสรา งความแขง็ แกรงแกร าชอาณาจักร รวมทง้ั การ 4
บริหารราชการบา นเมอื งและการควบคุมอาํ นาจน้ันทําไดอยา งมปี ระสิทธิภาพ ตลอด
จนการพฒั นาอารยธรรมกวา 3,000 ป ทง้ั ในดา นคณิตศาสตร, เทคนคิ การสราง
พรี ะมิด, วดั , โอเบลิสก, ตัวอักษร และเทคนิคโลยดี านกระจก การแพทย, ระบบ
ชลประทานและการเกษตรกรรม
อียิปต ไดท ิ้งมรดกสุดทายแกอ นชุ นรนุ หลังไวค อื ศลิ ปะและสถาปตยกรรม ซง่ึ ถูก
คดั ลอกนําไปใชทวั่ โลก อนุสรณส ถานที่ตา งๆในอียปิ ตตางดงึ ดูดนักทอ งเทีย่ ว นกั
ประพันธก วา หลายศตวรรษทผี่ า นมา ปจ จบุ ันมกี ารคนพบวตั ถุใหมๆในอียิปต
มากมายซงึ่ กาํ ลังตรวจสอบถึงประวตั ิความเปน มา เพอ่ื เปน หลกั ฐานใหแกอ ารยธรรม
อียปิ ต และเปนหลกั ฐานแกอารยธรรมของโลกตอ ไป
ประเทศอียปิ ตใ นสมัยโบราณประกอบไปดวยบริเวณทส่ี ําคญั 2 บริเวณ
อียิปตบน (UPPER EGYPT)
ไดแ กบริเวณทแี่ มน ํา้ ไนลไ หลผา นหุบเขา มีความยาวประมาณ
500 ไมล ทง้ั สองฝง ของแมนาํ้ ตอนนี้เปน หนาผาลาดกวางไปจนสุด
สายตาเตม็ ไปดวยเนินเขาทีแ่ หง แลง
**ความแตกตา งของสภาพทางภมู ิศาสตร อียิปตลางหรืออียิปตตํา่ (LOWER EGYPT)
ของอยี ปิ ตท ้งั สองภาคน้ี คือภาคหนง่ึ เปนท่ี
สงู และภาคหนงึ่ เปนท่ลี ุม และลักษณะท่ี ไดแ กบ รเิ วณทแ่ี มน ํ้าไนลแ ตกสาขาออกเปนรูปพัด ไหลลงสู
แคบยาวของประเทศในสมัยน้นั ยาว 500 ทะเลเมดิเตอรเรเนียน บริเวณนช้ี าวกรีกเรียกวา เดลตา (Delta)
ไมล แตมเี น้อื ทท่ี ้ังหมดประมาณ 10,000 เปน บริเวณปลายสุดของลํานา้ํ มีความยาวประมาณ 100 ไมล
ตารางไมลเ ทานน้ั ทําใหยากแกการท่จี ะ อารยธรรมโบราณของอียปิ ตไ ดเ จรญิ ข้นึ ในแถบเดลตาน้ี
รวมประเทศเขา เปนอันหนึ่งอนั เดียวกนั
5
และจัดการปกครองใหทัว่ ถึงไดจ ริงๆ
อียิปต อารยธรรมแหงลุมนํา้ ไนล
ชาวอยี ปิ ตเ ปน หนง่ึ ในกลมุ ชนโบราณพวกแรกๆทปี่ ระสบความสาํ เรจ็
ในการสรา งและพฒั นาอารยธรรมของตน เนอื่ งจากมปี ราการธรรมชาติ
อยา งทะเลทรายซาฮารา ทาํ ใหอ ยี ปิ ตป ราศจากการคกุ คามจากศตั รทู าง
บกและความสมบรู ณข องแมน า้ํ ไนลก ท็ ําใหป ญ หาความอดอยากแทบไม
ปรากฏดว ย เหตนุ พ้ี วกเขาจงึ สามารถ พฒั นาอารยธรรมไดโ ดยปราศจาก
อปุ สรรคใดๆ
6
1. ปลายยคุ กอ นราชวงศ (3100 ป กอ นค.ศ.) ชวงเวลาสามพันปของอียิปต
เปนยคุ ทีย่ งั ไมไ ดตั้งเปน อาณาจกั ร 7
2. ยคุ อาณาจกั รเกา (เรมิ่ ตง้ั แต 2950 - 2150 ปก อ น ค.ศ.)
ประกอบดว ยราชวงศทีห่ นงึ่ ถึงราชวงศท ีแ่ ปด
3. ยคุ รอยตอ ของอาณาจกั ร (2125 - 1975 ป กอ น ค.ศ.)
ประกอบดวยราชวงศท ่ีเกาถงึ สิบเอ็ด
4. ยคุ อาณาจกั รกลาง (เรม่ิ ตง้ั แต 1975 - 1520 ปก อ น ค.ศ.)
ประกอบดวยราชวงศทส่ี ิบสองถงึ สบิ เจด็
5. ยคุ อาณาจกั รใหม (เรมิ่ ตง้ั แต 1539 - 1075 ป กอ น ค.ศ.)
ประกอบดว ยราชวงศท่สี ิบแปดถงึ ย่สี ิบ
6. ยคุ ปลายของอาณาจกั ร (เรมิ่ ตงั้ แต 1075 - 332ป กอ น ค.ศ.)
ราชวงศท ีย่ สี่ ิบเอ็ดถงึ สามสิบเอ็ด
1. ปลายยุคกอนราชวงศ (3100 ป กอนค.ศ.) เปนยุคท่ียังไมไดตั้งเปนอาณาจักร
เม่อื ราวเจ็ดพนั ปก อ นการเปล่ียนแปลงของสภาพอากาศทาํ ใหซาฮาราคอ ยๆแหงแลง และกลายเปน
ทะเลทราย เหลือแตเพยี งพืน้ ทีร่ ิมสองฝง แมนาํ้ ไนลท ยี่ งั คงความสมบรู ณอยู และเน่อื งจากทุกปแ มนํ้าไนล
จะพัดเอาตะกอนหนา ดนิ มาถมฝง ทาํ ใหพ ้นื ดินแหง นี้มีความอดุ มสมบรู ณเหมาะแกก ารเพาะปลกู ผูคน
เร่มิ อพยพเขา มาจบั จองพืน้ ที่ริมฝงแมน ํ้าและเริ่มมกี ารเพาะปลูกขน้ึ แบงเปน กลมุ ตา งๆ เรียกวา โนมส
ในแตละโนมสจ ะปกครองโดยกลมุ นักบวชหรือหมอผี ตอ มามกี ารเพาะปลูกและเลีย้ งสัตว การจดั
ระบบชลประทาน ชมุ ชนกใ็ หญข้ึนเรอ่ื ยๆ พฒั นาเปน นครรัฐขนาดเล็กๆกระจดั กระจายตามรมิ ฝง แมน ํา้
ดนิ แดนของแมน า้ํ ไนล
ดินแดนของแมน า้ํ ไนลถกู แบง ตามสภาพภมู ิศาสตรเ ปนอียปิ ตบ นและอยี ปิ ตลา ง เนือ่ งจากแมน ํา้ ไนล
ไหลจากทางใตข ึ้นสทู างเหนอื ดังน้นั อียปิ ตบ นจะตง้ั อยทู างตอนใตของแมน า้ํ ไนล พน้ื ทีส่ วนนมี้ ที งุ หญา
และเขตปาละเมาะที่เหมาะแกการลาสตั วและทําปศุสตั ว สว นอยี ปิ ตล างจะตงั้ บริเวณทศิ เหนอื ซ่ึงเปน จุด
ท่แี มน้ําไหลลงทะเลและมพี ืน้ ทีด่ ินดอนสามเหล่ียมปากแมน า้ํ ท่สี มบูรณเหมาะแกการเพาะปลูก การ
คาขายและศนู ยกลางทสี่ ําคัญชือ่ วา บโู ท สวนทางอียิปตบนพลเมอื งจะอาศัยอยหู นาแนนบริเวณเมืองนา
กาดาและเฮียราคอนโพลิส ในราวส่ีพนั ปก อนครสิ ตกาลชาวอียปิ ตเริม่ พฒั นารปู แบบอกั ษรจากรูปภาพ
และกลายเปนอกั ษรเฮยี โรกลฟิ ฟค ในเวลาตอมา 8
กําเนดิ แหง อาณาจกั รอยี ปิ ตโ บราณ
กาํ เนดิ แหง อาณาจกั ร ในราว 3200 ปก อ นครสิ ตกาล ราชาแมงปอ ง (Scorpion king) ผคู รองนครธสี
(This) อนั ตง้ั อยบู รเิ วณตอนกลางแหง ลมุ นา้ํ ไนลไ ดก รฑี าทพั เขา ยดึ ครองนครรฐั ตา งๆในอยี ปิ ตบ นและตงั้ ตน
เปน ฟาโรหแ หง อาณาจกั รบน ราชาแมงปอ งปรารถนาจะรวมอยี ปิ ตเ ขา ดว ยกนั แตพ ระองคส น้ิ พระชนมเ สยี
กอ น โอรสของพระองค( ขอ นน้ี กั ประวตั ศิ าสตรย งั ไมแ นใ จนกั แตจ ากหลกั ฐานทม่ี แี สดงวา ทงั้ สองพระองคน า จะ
เกยี่ วดองกนั ) นามวา นาเมอร (Namer)ไดส านตอ นโยบายและกรฑี าทพั เขา โจมตอี ยี ปิ ตล า ง จนกระทง่ั มาถงึ
สมยั ของฟาโรหเ มเนส(Menese) พระองคส ามารถผนวกทง้ั สองอาณาจกั รเขา ดว ยกนั ไดส ําเรจ็ และสถาปนา
พระองคข น้ึ เปน ฟาโรหพ ระองคแ รกของอยี ปิ ตโ ดยตงั้ เมอื งหลวงที่ เมมฟส (Memphis) ซง่ึ อยตู อนกลางของ
ลมุ นา้ํ ไนล ฟาโรหเ มเนสเปน ฟาโรหอ งคแ รกแหง ราชวงศท ห่ี นง่ึ ของอยี ปิ ตโ บราณ
9
2. ยุคอาณาจักรเกา (เริ่มต้ังแต 2950 - 2150 ปกอน ค.ศ.) ประกอบดวยราชวงศที่หนึ่งถึง
ราชวงศที่แปด
ยคุ นเี้ มอื งหลวงของอยี ปิ ตค อื นครเมมฟส (Memphis) โดยมพี ระเจา เมเนส (Menes) เปน ฟาโรหพ ระองคแ รกท่ี
ปกครองอยี ปิ ตท งั้ หมด ชาวอยี ปิ ตโ บราณเชอื่ วา องคฟ าโรหค อื รา งประทบั ของสรุ ยิ เทพ ทลี่ งมาปกครองมนษุ ย
การเมอื งการปกครอง: ในสงั คมอยี ปิ ตม กี ารแบง ออกเปน สามชนชน้ั คอื ชนชนั้ สงู ไดแ ก เชอื้ พระวงศ นกั บวช
ขนุ นาง ชนชน้ั กลางไดแ ก พอ คา เสมยี น ชา งฝม อื และชนชน้ั ลา งคอื พวกชาวนาและผใู ชแ รงงาน นอกจากฟาโรหแ ลว
บคุ คลทมี่ อี าํ นาจมากทส่ี ดุ คอื หวั หนา นกั บวชของสรุ ยิ เทพ รา ซงึ่ เปน จอมเทพสงู สดุ ในการบรหิ ารงาน ฟาโรหจ ะมี
คณะเสนาบดที นี่ าํ โดย วเิ ซยี ร (Vizier) ซงึ่ เปน ตําแหนง ขนุ นางสาํ คญั เปน ผชู ว ย และสง ขา หลวง (Nomarch) ไปทาํ
หนา ทป่ี กครองหวั เมอื งตา งๆ โดยขนึ้ ตรงตอ องคก ษตั รยิ ในยคุ อาณาจกั รเกา น้ี อยี ปิ ตไ มม กี องทหารประจาํ การ แตจ ะ
เกณฑพ ลเมอื งเขา กองทพั เมอ่ื เกดิ สงคราม
ความเชอื่ : เดมิ ทกี อ นการรวมแผน ดนิ หวั เมอื งตา งๆทง้ั ในอยี ปิ ตบ นและลา ง ตา งนบั ถอื เทพตา งๆกนั ตอ มาเมอื่ รวม
แผน ดนิ แลว กย็ งั คงความเชอ่ื แบบ
พหเุ ทวนยิ ม อยู โดยมี เทพเจา รา (RA) เปน เทพสงู สดุ ชาวอยี ปิ ตเ ชอ่ื วา พระองคเ ปน ผสู รา งโลกและสวรรคร วมทง้ั สง่ิ มี
ชวี ติ ทง้ั ปวง นอกจากเทพเจา ราแลว
เทพทชี่ าวอยี ปิ ตน บั ถอื กนั มากไดแ ก เทพเจา โอซริ สิ เทพแหง ยมโลกผมู หี นา ทต่ี ดั สนิ ดวงวญิ ญาณ, เทพไี อซสิ เทพแี หง
ความอดุ มสมบรู ณ, เทพเจา เซท็ เทพแหง สงคราม, เทพฮี าธอรเ ทพแี หง ความรกั และเทพเจา ฮอรสั เทพผเู ปน ตวั แทน
ของฟาโรหท กุ พระองค นอกจากนย้ี งั มเี ทพอน่ื ๆทถี่ อื เปน เทพเจา ประจําแตล ะเมอื ง
10
วถิ ชี วี ติ : ชาวอยี ปิ ตโ บราณดํารงคช วี ติ ดว ยการกสกิ รรม โดยเฉพาะในเขตทร่ี าบนา้ํ ทว มถงึ หรอื ทเ่ี รยี กวา เขตดนิ สดี าํ ทชี่ อื่ วา
เคเมต เปน ดนิ แดนทอ่ี ดุ มสมบรู ณ การเพาะปลกู ไดผ ลดี พชื ผลทไ่ี ดจ ะถอื เปน สมบตั ขิ องฟาโรหแ ละจะมกี ารแจกจา ยแก
ประชาชนอยา งเหมาะสม พชื ทน่ี ยิ มปลกู คอื ขา วสาลแี ละขา วบาเลย โดยพวกเขาจะใชข า วสาลที ําขนมปง และทําเบยี รจ าก
ขา วบาเลย ซง่ึ ทงั้ สองอยา งนเี้ ปน อาหารหลกั ของชาวอยี ปิ ตโ บราณ และพชื ผลเหลา นย้ี งั ใชเ ปน สนิ คา สง ออกไปยงั ดนิ แด
นอนื่ ๆอกี ดว ยนอกจากการเพาะปลกู แลว ชาวอยี ปิ ตย งั ทําการจบั ปลา ลา นกนํ้าและฮปิ โปโปเตมสั ในแมน า้ํ ไนลโ ดยใชเ รอื ท่ี
ผกู จากตน กก สว นในเขตดนิ สแี ดงทเี่ รยี กวา เชเครต ซง่ึ อยใู นเขตอยี ปิ ตบ นพวกเขาจะทําการลา สตั วป า อยา ง แอนทโี ลป
และแพะปา ซงึ่ มอี ยมู ากมาย บา นเรอื นของชาวอยี ปิ ตส รา งจากอฐิ ตากแหง และใชไ มท าํ สว นประกอบอยา งกรอบประตู
เนอ่ื งจากในอยี ปิ ตไ มค อ นขา งหายาก บา นแตล ะหลงั จะมบี นั ไดขน้ึ ดาดฟา เนอ่ื งจากชาวอยี ปิ ตจ ะใชด าดฟา เปน ทที่ ํางาน
ตา งๆเชน การทําขนมปง หรอื แมแ ตเ ปน ทพ่ี กั ผอ นนงั่ คยุ
อกั ษรอยี ปิ ต: ชาวอยี ปิ ตใ ชอ กั ษรภาพทเี่ รยี ก วา เฮยี โรกลฟิ ฟค (Hieroglyphic) ซงึ่ มที ง้ั แบบทเ่ี ปน รปู ภาพและแบบทเี่ ปน
สญั ลกั ษณป ระกอบเปน คาํ โดยจะบนั ทกึ ลงในแผน หนิ และมว นกระดาษปาปร สั ซง่ึ ทําจากตน กก ตวั อกั ษรอยี ปิ ตม ปี ระมาณ
1000 ตวั ในสมยั กอ น ผทู ส่ี ามารถอา นเขยี นอกั ษรเฮยี โรกลฟิ ฟค ไดค ลอ งแคลว จะมโี อกาสไดท าํ งานเปน อาลกั ษณ ซงึ่ จะ
ทําใหม โี อกาสทจ่ี ะเลอ่ื นขนึ้ เปน ขนุ นาง หรอื นกั บวชสําคญั ได สาํ หรบั อกั ษรของอยี ปิ ตน นั้ นบั แตอ ารยธรรมลม สลายลงไปก็
ไมม ใี ครสามารถตคี วามได จนกระทง่ั ไดม กี ารคน พบ ศลิ าจารกึ โรเซทตา (ROSETTA) ในป ค.ศ. 1799 ทม่ี จี ารกึ อกั ษรเฮยี
โรกลฟิ ฟค กบั อกั ษรกรกี โบราณเอาไว ฟรองซวั ส ชองโพลยี อง ใชว ธิ กี ารคน ควา โดยอา นเทยี บกบั อกั ษรกรกี โบราณ และ
สามารถตคี วามไดส าํ เรจ็ ในป 1822
11
การทํามมั ม:่ี ถกู ทําขนึ้ ในสมยั ราชวงศท 4่ี และมเี รอ่ื ยมาจนถงึ ค.ศ.641 ชาวอยี ปิ ตเ ชอื่ วา หลงั จากทมี่ นษุ ย ตายไปแลว ดวง
วญิ ญาณจะกลบั มาเกดิ ใหมใ นรา งเดมิ จงึ ตอ งเกบ็ รา งเอาไวเ พอ่ื รอรบั การเกดิ ใหมใ นยคุ อาณาจกั รเกา เชอื่ วา มเี พยี งฟาโรห
เทา นน้ั ทจ่ี ะกลบั มาคนื รา งเดมิ แตใ นสมยั ตอ มาการทาํ มมั มไี่ ดแ พรห ลายสขู นุ นางและสามญั ชนแมก ระทง่ั สตั วท เี่ ปน สญั ลกั ณ
ของเทพเจา ในการทาํ มมั มช่ี าวอยี ปิ ตจ ะนําสมองและอวยั วะภายในออกจากศพและนําศพไปชาํ ระลา งใน แมน า้ํ ไนลจ ากนน้ั
จะนําไปแชใ นน้ํายานาตรอน(Natron)ซง่ึ เปน สารพวกsodium Carbonate โดยเปลย่ี นนํา้ ยาทกุ สามวนั และแชป ระมาณหก
สบิ วนั จนศพแหง และนํามาพนั ดว ยผา ลนิ นิ สว นอวยั วะภายในและสมองจะนําไปผสมกบั เครอื่ งหอมและทาํ ใหแ หง ดว ย
สมนุ ไพรจากนน้ั จงึ นาํ ไปดองในน้ํายานาตรอนประมาณหนงึ่ สปั ดาหก อ นจะนํามาเกบ็ ในโถคาโนปก (Canopic) สใ่ี บและนาํ
ไปเกบ็ รวมกบั หบี ศพในสสุ านพรอ มขา วของเครอ่ื งใชแ ละสมบตั เิ พอ่ื รอการกลบั มาของวญิ ญาณ
พรี ะมดิ ยกั ษ: เปน สง่ิ กอ สรา งทม่ี หศั จรรยท สี่ ดุ เดมิ ทฟี าโรหจ ะสรา งหอ งเกบ็ พระศพขนาดใหญเ ปน สสุ าน ตอ มาในสมยั ของ
ฟาโรหโ ซเซอร แหง ราชวงศท สี่ าม (2650ปก อ น ค.ศ.) อมิ โฮเทปทปี่ รกึ ษาของฟาโรห ซง่ึ เปน นกั ปราชญแ ละสถาปนกิ ทม่ี ี
ความสามารถ ไดท าํ การออกแบบ พรี ะมดิ ขน้ั บนั ไดทเี่ รยี กวา มาสตาบา (Mastaba) ทเี่ มอื งซกั คารา ขน้ึ นอกจากเปน ผู
ออกแบบพรี ะมดิ แลว อมิ โฮเทปยงั มผี ลงานประพนั ธต า งๆมากมายทง้ั วรรณคดแี ละตําราเภสชั ศาสตร ชาวอยี ปิ ตร นุ หลงั
นบั ถอื เขาในฐานะเทพแหง ความรู หลงั จากยคุ ของฟาโรหโ ซเซอร กไ็ ดม กี ารสรา งพรี ะมดิ ขน้ั บนั ไดตอ มาและคอ ยๆพฒั นา
กลายเปน แบบสามเหลย่ี ม โดยพรี ะมดิ ทมี่ ชี อ่ื เสยี งทสี่ ดุ คอื พรี ะมดิ ยกั ษข องฟาโรหค ฟู ทู เี่ มอื งกซี า ซง่ึ มคี วามสงู ถงึ 147 เมตร
และไดช อื่ วา เปน พรี ะมดิ ทใ่ี หญท สี่ ดุ ในโลก
การตา งประเทศ: ในยคุ อาณาจกั รเกา อยี ปิ ตม กี ารคา ขายกบั เพอื่ นบา นทง้ั ในเมโสโปเตเมยี (อยใู นตะวนั ออกกลาง)และอาณา
จกั รนเู บยี ทางภาคใต( ปจ จบุ นั คอื ซดู าน)ในยคุ นไี้ มม กี ารใชเ งนิ การคา จะทาํ ในแบบของแลกของ โดยสนิ คา ออกสาํ คญั ของ
อยี ปิ ตค อื พชื ผลทางการเกษตร แลกกบั สนิ คา พวกไมห อม งาชา ง เครอื่ งแกะสลกั เปน ตน แทบไมม หี ลกั ฐานของการสงคราม
ขนาดใหญใ นยคุ นน้ี อกจากหลกั ฐานการรบกบั พวกเรรอ นเบดอู นิ ในพรมแดนปาเลสไตนส มยั ฟาโรหเ ปปท 1ี่ แหง ราชวงศท 6ี่
12กลา วไดว า สงครามใหญเ พยี งครงั้ เดยี วของยคุ นค้ี อื สงครามรวมชาตติ อนตน ราชวงศท หี่ นงึ่ เทา นน้ั
3. ยุครอยตอของอาณาจักร (2125 - 1975 ป กอน ค.ศ.)ประกอบ
ดวยราชวงศท่ีเกาถึงสิบเอ็ด
นบั แตก อ ตง้ั อาณาจกั รดนิ แดนอยี ปิ ตม แี ตค วามสงบสขุ และรงุ เรอื ง ปราศจากจากสงครามและการ
คกุ คามจากชนตา งชาติ จนถงึ ปท ี่ 2200 กอ นครสิ ตกาล ความวนุ วายและการนองเลอื ดกเ็ รมิ่ เกดิ ขน้ึ
สาเหตมุ าจากฟาโรหจ ะพระราชทานทดี่ นิ ใหแ กข นุ นางทท่ี าํ ความดคี วามชอบ โดยทดี่ นิ ดงั กลา วจะตอ ง
กลบั คนื เปน ของราชสํานกั อกี ครงั้ เมอื่ ขนุ นางสนิ้ ชวี ติ ลง แตท วา เมอื่ เวลาผา นไปนานเขา ขนุ นางเรม่ิ
ทา ทายอํานาจฟาโรห โดยการแอบโอนถา ยทดี่ นิ ใหแ กล กู หลาน จนในทสี่ ดุ กก็ ลายเปน ธรรมเนยี มวา
ขนุ นางสามารถโอนถา ยทด่ี นิ เปน กรรมสทิ ธส์ิ ลู กู หลานได และนําไปสกู ารสรา งเขตอทิ ธพิ ลของแตล ะ
ตระกลู เหลา ขนุ นางตา งสะสมทด่ี นิ และกาํ ลงั คนมากขน้ึ อาํ นาจของฟาโรหถ กู กดั กรอ นลงเรอ่ื ยๆและ
กลมุ อทิ ธพิ ลทท่ี รงอาํ นาจมากทสี่ ดุ กค็ อื เหลา หวั หนา นกั บวชในอารามสรุ ยิ เทพรา
ปท ่ี 2180 กอ น ค.ศ. อาํ นาจรฐั ของฟาโรหท เ่ี มมฟส สน้ิ สดุ ลง บรรดานครรฐั ตา งตงั้ ตนเปน อสิ ระและ
ทําสงครามรบพงุ กนั เอง ดนิ แดนแมน า้ํ ไนลท เ่ี คยอดุ มสมบรู ณเ กดิ ภยั แลง ตดิ ตอ กนั เปน เวลานาน ฟาโรห
ออ นแอเกนิ กวา ทจ่ี ะสรา งระบบชลประทานขน้ึ มา แกป ญ หาไดค วามอดอยากและภยั สงครามแพร
กระจายทว่ั แผน ดนิ ในทส่ี ดุ อยิ ปิ ตถ กู แบง เปน สองเขต คอื อยิ ปิ ตต ํา่ ซงึ่ อยทู างเหนอื ของเมมฟส ถกู
ปกครองโดยตระกลู หนงึ่ จากเมอื งเฮรกั ลโี อโพลสิ (Herakleopolis) สว นอกี เขตหนงึ่ คอื อยี ปิ ตส งู ทอี่ ยู
ทางใตข องเมมฟส ถกู ปกครองโดยตระกลู จากเมอื งธบี สี (Thebes) และแลว ในปท ี่ 1975กอ นค.ศ.เจา
ชายนกั รบจากธบี สี ไดท ําสงครามผนวกอยี ปิ ตท งั้ หมด และ ขน้ึ ครองราชยเ ปน ฟาโรห ทรงพระนามวา
มอนตโู ฮเทปท่ี 2 (Montuhotep)
13
4. ยคุ อาณาจกั รกลาง (1975 - 1640 ปก อ นครสิ ตกาล) ประกอบดว ยราชวงศท สี่ บิ สองถงึ สบิ เจด็
พระเจา มอนตโู ฮเทปท2่ี ไดส รา งเมอื งหลวงใหมท ่ี ธบี สี ซงึ่ ตง้ั อยบู นฝง ตะวนั ตกของแมน า้ํ ไนล นอกจากนพี้ ระองค
ยงั ทรงสรา งโบสถใ หญอ นั สวยงามที่ เดยี ร เอล-บาฮารี (Deir el-Bahari) โบสถน ยี้ งั เปน ทฝ่ี ง พระศพของพระองคอ กี
ดว ย ตอ มาในสมยั ของมอนตโู ฮเทปที่ 4 พระองคถ กู แยง ชงิ ราชสมบตั ิ โดยขนุ ศกึ นาม อาเมเนมฮทั (Amenamhat)
ซง่ึ ไดต งั้ ราชวงศท 1่ี 2 ขน้ึ ราชวงศท 1ี่ 2 นไ้ี ดน ําความมงั่ คงั่ และเจรญิ รงุ เรอื งกลบั มา สอู ยี ปิ ตอ กี ครงั้ มกี ารทาํ เหมอื งแร
และอตู อ เรอื นอกจากนม้ี กี ารสรา งพรี ะมดิ ขนาดใหญข น้ึ หลายแหง การเพาะปลกู อดุ มสมบรู ณ อํานาจของฟาโรหก ลบั
มายง่ิ ใหญแ ละมง่ั คงั่ อกี ครง้ั หนงึ่
ชาวอยี ปิ ตไ ดฟ น ฟเู สน ทางการคา ตา งประเทศขนึ้ มาอกี ครงั้ หลงั จากทหี่ ยดุ ชะงกั ไปมกี ารสง กองเรอื สนิ คา ไป
คา ขายกบั ชาวตา งชาตเิ ชน ครที และเลบานอน ในยคุ น้ี อยี ปิ ตย งั ทาํ ศกึ กบั พวกนเู บยี ทางใต (ปจ จบุ นั คอื ซดู าน) และ
แผอ ทิ ธพิ ลไปทางภาคตะวนั ตกเพอ่ื ปอ งกนั เสน ทางการคา มกี ารสง กองเรอื สนิ คา ไปคา ขายกบั ชาวตา งชาติ
นอกจากนเ้ี ครอื่ งบรรณาการเชน ทองคาํ และทาสเชลย ทชี่ าวอยี ปิ ตไ ดจ ากการทาํ สงคราม กท็ ําเศรษฐกจิ ของอยี ปิ ต
เจรญิ รงุ เรอื งขน้ึ อํานาจของฟาโรหก ลบั มายง่ิ ใหญแ ละมงั่ คง่ั อกี ครง้ั หนงึ่
นกั รบนเู บยี : พวกนเู บยี นเปน กลมุ ชนผวิ ดํา ดนิ แดนนเู บยี นนั้ ตงั้ อยดู นิ แดนทางตอนเหนอื ของแมน ้ําไนล (ทางใต
ของอยี ปิ ต) แตเ ดมิ ทอี ยี ปิ ต ทางอยี ปิ ตไ ดส ง คณะเดนิ ทางไปยงั นเู บยี เพอื่ นํางาชา ง หนิ สําหรบั กอ สรา งและสนิ คา
ฟมุ เฟอ ยตา งๆ กลบั มาอยี ปิ ต ในสายตาของชาวอยี ปิ ตน นั้ ถอื วา พวกนเู บยี เปน ชนปา เถอื่ นทมี่ อี ารยธรรมดอ ยกวา ตน
ในชว งยคุ มดื พวกนเู บยี คกุ คามพรมแดนดา นใตข องอยี ปิ ต
ตอ มาในยคุ อาณาจกั รกลางและไดเ กณเชลยศกึ ชาวนเู บยี เขา มาเปน ทหารในกองทพั นอกจากนย้ี งั มนี กั รบนเู บยี
บางทมี่ คี วามสามารถ ไดร บั ตําแหนง นายพลของกองทพั อยี ปิ ตด ว ย ชาวนเู บยี นรบั อารยธรรมตา งๆของอยี ปิ ตม าใช
รวมทง้ั ความเชอ่ื ทางศาสนาและการสรา งพรี ะมดิ ดว ย 14
การรกุ รานของชนตา งชาติ {The invasion from Asia} 1630 - 1520 กอ นครสิ ตกาล
ในชว งเวลานไี้ ดเ กดิ เหตกุ ารณใ หญเ กดิ ขน้ึ นนั่ คอื การรกุ รานของพวก ฮกิ โซส (Hyksos) ซง่ึ ในษาอยี ปิ ต
แปลวา " กษตั รยิ ต า งชาติ " ชนเผา นอ้ี พยพมาจากทงุ หญา ในเอเชยี และทาํ สงครามโคน ลม ราชวงศอ ยี ปิ ต พวก
ฮกิ โซสมชี ยั ชนะเหนอื อยี ปิ ตไ ดด ว ย รถศกึ และมา ซงึ่ ชาวอยี ปิ ตไ มเ คยรจู กั มากอ น รถศกึ เปน การผสมผสาน
ระหวา งความเรว็ กบั อานภุ าพการยงิ โดยมอื ธนจู ะอยบู นรถศกึ และยงิ ทาํ ลายแนวรบของศตั รู ทหารอยี ปิ ตท มี่ ี
เพยี งพลเดนิ เทา เปน หลกั ไมอ าจตา นทานอานฦุ nbsp;าพของ รถศกึ ได ในทส่ี ดุ พวกฮกิ โซสจงึ สามารถกอ ตง้ั
ราชวงศป กครงิ อยี ปิ ตไ ดส ําเรจ็ โดยตง้ั เมอื งหลวงชอ่ื อวารสี (Avaris) ขน้ึ ทบี่ รเิ วณสามเหลย่ี มปากแมน า้ํ ไนล
และครอบครองดนิ แดนสว นเหนอื ของประเทศ พวกฮกิ โซสนาํ อยี ปิ ตส โู ลกภายนอกและนําวทิ ยาการใหมๆ มา
สอู ยี ปิ ต พวกฮกิ โซสไดป รบั วฒั นธรรมและศาสนาของชาวอยี ปิ ตเ ขา ดว ยกนั แมจ ะใชว ฒั นธรรมอยี ปิ ต แตใ น
สายตาชาวอยี ปิ ต พวกฮกิ โซสกย็ งั เปน ผรู กุ รานทน่ี า รงั เกยี จ ในเวลาทพี่ วกฮกิ โซสตง้ั ราชวงศน นั้ พวกอยี ปิ ต
กไ็ ดต ง้ั ราชวงศท 1ี่ 7 อยทู ธี่ บี สี โดยยอมออ นขอ ใหพ วกฮกิ โซส ในตอนแรก แตห ลงั จากนน้ั ธบี สี กล็ กุ ขน้ึ ทาํ
สงครามกบั ฮกิ โซสในการสงครามฟาโรหส อง พระองคข อง ธบี สี คอื ฟาโรหเ ซเกนองแร(Sequenenre) และ
ฟาโรหก าโมส(Kamose) สนิ้ พระชนมใ นสนามรบและในทสี่ ดุ ฟาโรหอ าหโ มซสิ (Amosis) กส็ ามารถขบั ไลพ วก
ฮกิ โซสออกไปไดส าํ เรจ็ และกอ ตงั้ ราชวงศท 1่ี 8 ขน้ึ
15
5. ยคุ อาณาจกั รใหม (เรม่ิ ตงั้ แต 1539 - 1075 ป กอ น ค.ศ.) ประกอบดว ยราชวงศท ส่ี บิ แปด
ถงึ ยสี่ บิ
นกั ประวตั ศิ าสตรต า งยอมรบั กนั วา ยคุ นเี้ ปน ยคุ ทอ่ี ยี ปิ ตร งุ เรอื งทส่ี ดุ โดยหลงั จากพวกฮกิ โซสถกู ขบั ไลไ ปแลว
อาํ นาจของฟาโรหเ หนอื นครตา งๆในลมุ นา้ํ ไนลก ลบั คนื มาอยา งสมบรู ณ ในยคุ ของฟาโรหท ตุ โมซสิ ที่ 1
(Thutmosis) แหง ราชวงศท ี่ 18 ในยคุ นเ้ี มอื งหลวงของอยี ปิ ตค อื นครธบี ส( Thebes) และฝง ตรงขา มของเมอื ง
หลวงคอื หบุ เขาแหง กษตั รยิ อ นั เปน สถานทฝ่ี ง พระศพฟาโรห
ในยคุ อาณาจกั ร ใหมน ี้ ทง้ั นช้ี าวอยี ปิ ตไ ดย กเลกิ ประเพณกี ารสรา งพรี ะมดิ ไปตง้ั แตต อนปลาย ของอาณาจกั ร
เกา เนอ่ื งจากสน้ิ เปลอื งวตั ถดุ บิ และหนั มาใชว ธิ เี จาะหนา ผาเปน สสุ านแทน นอกจากธบี สแ ลว ทตุ โมซสิ ท1ี่ ยงั ได
สรา งนครอบดี อส (Abidos)ใหเ ปน เมอื งสาํ คญั ในสมยั ของฟาโรหท ตุ โมซสิ ท่ี 1 นเี้ มอื งหลวงคอื กรงุ ธบี ส เจรญิ
รงุ เรอื งมากมกี ารสรา งวหิ ารขนาดใหญเ พอื่ บชู าแดเ ทพเจา ซง่ึ กร็ วมทง้ั มหาวหิ ารคารน คั นอกจากนี้ อยี ปิ ตย งั ได
เรมิ่ การแผอ ํานาจเขา ไปในดนิ แดนเอเชยี ตะวนั ออกใกลแ ละนเู บยี อกี ดว ย
16
การมาถงึ ของชนทะเล (Sea people)
การรุกรานของชนทะเล: หลังการครองราชยข องรามเสสท่ี3 ทางดา นเมดเิ ตอเรเนียนได
เกิดความวนุ วาย เนือ่ งจากภาวะแหง แลง ทีเ่ กิดข้ึนทําใหเ กิดการรุกรานและการอพยพ
จํานวนประชากรท่ีเพม่ิ สงู ขน้ึ ทําใหป ระชาชนจากเมดิเตอเรเนียนตองอพยพออกจาก
ถ่นิ ฐานเดิม กลุม ชนเหลา น้ถี ูกเรียกวาชาวทะเล (sea people) นักรบชาวทะเลเหลา นี้
ประกอบดว ยคนเชือ้ ชาตติ างๆ เชน ไมซเี น อเี จยี น ฟล ิสทีน แมกระทัง่ ชาวซีเรยี โดยพวก
เขาไดเขารกุ รานและทาํ ลายบา นเมอื งตางๆเร่ือยมา
ส่ิงที่พวกนตี้ อ งการ คอื ดนิ แดนใหมท ี่ อดุ มสมบูรณซ ึง่ พวกเขาจะตั้งถ่ินฐานได
นอกจากนชี้ าวทะเลเหลา นีย้ ังไดเ ขา โจมตีและทาํ ลายนครฮตั ตูซัสเมอื งหลวงของ
จักรวรรดฮิ ิตไตท จนราบคาบจากนนั้ ชาวทะเลจงึ มุง หนามายังอียิปตดนิ แดนอูขาวอนู ํ้า
ของโลกโบราณ และในปท ี่1179 กอ น ค.ศ. สงครามระหวางชาวทะเลกับอยี ปิ ตก ็เกดิ ขึน้
ฟาโรหรามเสสที่3 สามารถพชิ ิตกองทัพชาวทะเลไดท้ังทางบกและทางนาํ้ ทาํ ให
สามารถปกปองจกั รวรรดิไดส าํ เรจ็ ช่ือเสยี งของพระองคเลอื่ งระบือ หลังสงครามพระองค
ยังปราบปรามพวกลเิ บียท่กี อ กบฎลงได ทําใหจกั รวรรดเิ รมิ่ ฟนตัวอกี ครง้ั แตทวา สงคราม
ทีย่ าวนานทาํ ใหอ ียปิ ตสญู เสยี กาํ ลงั คนไปมากการคา ก็หดหายไปทาํ ใหอยี ิปตข าดรายได
และทามกลาง ปญ หานเี้ องรามเสสท่ี3 ก็สวรรคตลง
17
6. ยคุ ปลายของอาณาจกั ร (เรม่ิ ตง้ั แต 1075 - 332ป กอ น ค.ศ.) ราชวงศท ยี่ ส่ี บิ เอด็ ถงึ
สามสบิ เอด็
วาระแหง ความเสอ่ื มสญู : หลงั การสวรรคตของรามเสสท3ี่ อยี ปิ ตก ลบั สคู วามวนุ วายอกี ครงั้ ทงั้ จาก
ปญ หาการเมอื งและความอดอยาก ในทส่ี ดุ อยี ปิ ตก แ็ ตกแยกกลายเปน กก เปน เหลา บรรดาเมอื งตา งๆตงั้ ตน
เปน อสิ ระ ชาวลเิ บยี ซง่ึ เปน นกั โทษสงครามของรามเสส ถอื โอกาสตงั้ ตนเปน อสิ ระผนู าํ ของพวกเขานามวา
โชชอง(Chochong) ไดเ ปน ฟาโรหแ ละรวบรวมแผน ดนิ ไดส าํ เรจ็ แตก เ็ ปน เพยี งชว งสนั้ ๆและบา นเมอื งกเ็ ขา
สสู ภาพแตกแยกอกี ครงั้
ในปท ี่ 663 กอ นครสิ ตกาล กษตั รยิ อ สั ซบู านปิ าลแหง อสั สเิ รยี ไดย กกองทพั เขา รกุ รานอยี ปิ ต เมอื งตา งๆ
ถกู ทําลาย ทรพั ยส มบตั ถิ กู ปลน ชงิ และอยี ปิ ตก ไ็ มอ าจฟน ตวั ไดอ กี ตอ มาในปท 5่ี 25 กอ น ค.ศ. อยี ปิ ตก ถ็ กู
ปกครองโดยชาวเปอรเ ซยี และเมอ่ื อเลก็ ซานเดอรม หาราชแหง มาซโี ดเนยี ซงึ่ เปน ชนเชอ้ื ชาตกิ รกี พชิ ติ
เปอรเ ซยี ลง อยี ปิ ตก ต็ กเปน ของมาซโี ดเนยี ในปท 3่ี 35 กอ นครสิ ตกาล
18
อยี ปิ ตต กเปน ของมาซโี ดเนยี
หลงั การสวรรคตของอเลก็ ซานเดอรจ กั รวรรดมิ าซโิ ดเนยี ของพระองคล ม สลายลง เหลา ขนุ ศกึ
มาซโี ดเนยี ตา งตงั้ ตนเปน ใหญใ นดนิ แดนตา งๆทพี่ ระองคพ ชิ ติ มา นายพลปโตเลมขี นุ ศกึ ของ
พระองคก ต็ ง้ั ตนเปน ฟาโรหแ ละ ตง้ั ราชวงศป โตเลมซี งึ่ ถอื เปน ราชวงศส ดุ ทา ย ขนึ้ ปกครองอยี ปิ ต
โดยมเี มอื งหลวงทอี่ เลก็ ซานเดรยี
ปท ี่ 36 กอ นครสิ ตกาล พระนางคลโี อพตั ราแหง ราชวงศป โตเลมพี า ยแพก องทพั โรมนั ท่ี
แอคตอิ มุ (Actium) และไดป ลดิ ชวี ติ ตนเองลงจากนน้ั จกั รวรรดโิ รมนั จงึ ผนวกอยี ปิ ตเ ขา เปน สว น
หนง่ึ ของโรมและ นน่ั คอื การลม สลายลงโดยสน้ิ เชงิ จากนน้ั มา อยี ปิ ตก ลายเปน เพยี งมณฑลหนง่ึ
ของโรมและกลายเปน ของจกั รวรรดไิ บเซนไทนใ นเวลาตอ มา และไดถ กู พวกมสุ ลมิ เขา ยดึ ครองใน
ภายหลงั
วนั เวลาของฟาโรหแ ละอาณาจกั รของพระองคจ บลงไปแลว และนน่ั กค็ อื ชะตากรรมทไ่ี มว า
อาณาจกั รใดๆจะยงิ่ ใหญ สกั เพยี งไหนกไ็ มอ าจจะหลกี พน
19
ประวัตศิ าสตร เนเฟอรต ติ ิ ราชนิ ีอยี ปิ ตผูหายสาบสญู
ราชนิ ี “เนเฟอรตติ ”ิ แปลวา “ผูงดงามหมดจด” แหง อียิปตโบราณไดร บั การยกยองมานานหลาย
พันปว าเปนเจาของใบหนาที่งดงามสมบูรณแบบ และรูปปน ทอ นบนนี้เองทเี่ ปน ตัวอยางของความเขาใจ
อยา งถอ งแทข องชาวอียปิ ตโ บราณเก่ียวสัดสว นขององคประกอบบนใบหนาในตาํ นานไดก ลา วไววา
อียิปตไมเคยสรา งหญงิ ใดงามไดเ ทาพระนางเนเฟอรติติซึง่ เปน ผสู มบรู ณแบบดวยพระสิรโิ ฉมอนั งดงาม
สวมมงกุฎสูง และโกนพระเกศาเพอื่ ปอ งกนั เหาโรคราย และความรอนของอยี ปิ ต
นอกจากนเ้ี รือ่ งราวชวี ิตตน ตระกูลของเนเฟอรต ติ กิ ็ไมมีใครทราบวาบดิ ามารดาของเนเฟอรตติ ิเปน
ใคร แตม ีผูเหน็ พอ งตองกนั วาเธออาจเปน ธดิ าของเอย ผูท ีไ่ ดเ ปนฟาโรหใ นเวลาตอมา กับมเหสที ีม่ ชี อื่ วา
เทย อีกทฤษฎีหน่งึ กลา ววา เนเฟอรติติแทจ ริงคือเจา หญงิ ทาดูคีปา ธดิ าของกษัตริยทัชรัตตาแหงมที าน
นี ในมวนคัมภีรโ บราณมีการกลาวถึงชื่อนเี มรธี ิน เปนอีกชอ่ื หนง่ึ ของพระนาง แตก ็ยังไมไดรับการยนื ยนั
อยางเปน ทางการ ยงั มีผเู สนอแนวคดิ วาพระนางเปน ธิดา หรอื พระญาตกิ บั ฟาโรหอ าเมนโฮเทปทสี่ าม
หรือไมก ็เปนชนชนั้ สูงของชาวเธบ
20
อกี ทฤษฎหี น่ึงยกใหเนเฟอรตติ เิ ปน ธดิ าของซตี ามุน นองสาวตา งมารดาของอาเมนโฮเทปท่สี าม โดยมพี ระราชินีเอยี เรเปน
พระมารดาของนาง เอยี เรเคยมตี าํ แหนงเปนองครัชทายาท แตต าํ แหนงดังกลา วตอ งสิน้ สดุ ลงเมือ่ อาเมนโฮเทปทสี่ ามขน้ึ
ครองบลั ลงั ก ซตี ามุนถกู เลี้ยงดใู หเ ปน มเหสขี องทเี ย แตก ไ็ มม ีหลกั ฐานวา พระนางมีโอรสธิดากบั ผใู ดหรอื ไม มหี ลักฐาน
อยา งหนงึ่ ท่บี ง บอกวาทง้ั ซีตามุนและเนเฟอรติติตางก็มีความสัมพันธท างสายเลือดกัน นัน่ คอื ช่ือของท้ังคตู า งก็หมายความ
วา “ผเู ลอโฉม” เนเฟอรตติ ินับถอื เทพเพียงองคเ ดียว น่ันกค็ ืออาตอน ทัง้ น้ี อาเคนาเตน สวามีของพระนางอาจเปนพระ
บิดา หรือไมก็พ่ชี ายตา งมารดาของฟาโรหต ตุ ันคามนุ ขึ้นอยูก ับวา จะนบั ญาติแบบไหน
วนั ทเ่ี นเฟอรติตอิ ภิเษกสมรสกับอาเมนโฮเทปทสี่ ่ี และตอมาไดรับการสถาปนาเปน พระชายาของพระองคน ้ันไมอ าจ
ระบุไดแนนอน อยางไรก็ดี ท้ังคมู บี ุตรสาวดว ยกนั หกคน ตามรายชอื่ และปเกดิ ตอ ไปน้ี:
เมรตี าเตน – เกิดในปที่ 2 หลังจากท่อี าเมนโฮเทปทส่ี ี่ข้ึนครองราชย (1348 ปก อนคริสตกาล)เมเคตาเตน – เกดิ ในปท ี่
3 (1347 ปกอ นคริสตกาล)อานเคเซนปาเตน, ผทู ีต่ อมาเปนชายาของ ฟาโรหต ุตนั คามุน – เกดิ ในปท่ี 4 (1346 ปกอ น
ครสิ ตกาล)เนเฟอรเ นเฟอรัวเตน ตาเชริต – เกิดในปท่ี 6 (1344 ปก อนคริสตกาล)เนเฟอรเนเฟอรร ูเรNeferneferure –
เกิดในปท่ี 9 (1341 ปก อนครสิ ตกาล)เซเตเปนเร – เกดิ ในปท ี่ 11 (1339 ปก อ นคริสตกาล)
ในปท ส่ี ี่ของการครองราชย (1346 ปกอนคริสตกาล)อาเมนโฮเทปท่สี ี่ไดเ รม่ิ สรางศาสนสถานเพื่อบูชาเทพอาเตน และ
ยังเชอื่ อีกวา ปเดียวกันนี้พระองคไ ดเ รม่ิ กอ สรางอาเคตาเตน เมอื งหลวงแหง ใหม ซึ่งปจ จุบันน้เี ปนทรี่ จู กั กนั ในชือ่ เมืองอา
มารน า ในปทีห่ า ของการครองราชย (1345 ปก อนครสิ ตกาล) อาเมนโฮเทปที่สี่ ไดเปลีย่ นพระนามของพระองคอยา งเปน
ทางการเปนอาเคนาเตน เพือ่ เปนสญั ลักษณข องศาสนสถานแหง ใหม คาดกนั วาเหตุการณด งั กลาวเกิดข้นึ ในวนั ท่ี 2
มกราคมของปน้นั ในปทีเ่ จด็ ของการครองราชย (1343 ปกอนครสิ ตกาล) ไดม ีการยายเมอื งหลวงจากกรงุ ธีบ ไปยังอามาร
นา แมวา จะยงั มกี ารกอ สรา งตอไปอกี ถึงสองป (จนกระท่ัง 1341 ปกอนครสิ ตกาล เมอื งใหมถกู อุทศิ ใหกับศาสนาใหมของ
21ท้งั คู เช่ือกนั วารูปปน ครึง่ ตัวอันโดง ดงั ของเนเฟอรต ิตถิ กู สรางขึน้ ในปนเ้ี อง
อกั ษรจารกึ ช้นิ หนง่ึ ระบุวา ราววนั ท่ี 21 พฤศจิกายน ในปท ่ี 12 ของการครองราชย (1338 ปกอ นคริสตกาล) ไดม กี ารกลาวถึงเม
เคตาเตน พระธิดาเปน ครั้งสดุ ทาย จงึ เชอื่ กนั วา นางอาจจะสิ้นพระชนมไ มน านหลงั จากนน้ั รูปสลักนนู ตํา่ ในสสุ านของอาเคนาเตน
ในสุสานกษตั รยิ แ หง อามารน ามีรูปงานศพของนาง
ในชว ง ศตวรรษท่ี 14 กอ นครสิ ตกาล ฟาโรหผปู กครองอาณาจักรไอยคปุ ตท รงพระนามวา อาเคนาเตน (Akhenaten) ระยะ
เวลา 17 ป ท่คี รองราชยนัน้ พระองคไ ดป ฏริ ปู ศาสนา และศลิ ปกรรมของอยี ปิ ตอ ยางมากมาย กอความระสํา่ ระสายใหแ กนักบวช
ดัง้ เดมิ จนกลายเปน ความโกรธแคน อาฆาต ซ่ึงบุคคลท่ีสนบั สนุนอยูเบ้อื งหลงั ฟาโรหแ ละมอี ทิ ธพิ ลตอราชวงศไอยคปุ ตก ค็ อื พระ
มเหสเี อกของพระองคผูมีพระนามวา เนเฟอรตติ ี (Nefertiti) ดงั จะเห็นไดจ ากจติ รกรรมและประตมิ ากรรมตา งๆในยคุ นั้น ทีม่ ีรปู
พระนางเนเฟอรต ติ ีปรากฏอยูรว มกับพระรปู ของอาเคนาเตนเสมอๆ จนบางคร้งั แทบดูไมออกวา องคใดคือกษตั รยิ องคใดคือราชนิ ี
รปู โฉมของเนเฟอรตติ ี มีลักษณะเปนสตรีเอวบาง แตบ ้นั ทายและสะโพกหนา ชุดท่ีพระนางสวมใส มักจะบางเบาโปรงแสง
ทําใหแลดูมีเสนห ยว่ั ยวน จนไดรบั สมญาวา “พระพกั ตรงาม ทรงความเบิกบาน เปนผูใหความสําราญหาใครเทียม” และแตเดิมน้ัน
บรรดาประชากรอียปิ ต มีศาสนาที่นบั ถือพระเจาหลายองค (พหเุ ทวนยิ ม) โดยมีเหลานกั บวช เปนผดู แู ลทําพธิ ใี นวิหารตางๆ แตอ า
เคนาเตน ไดน ําเอาศาสนาพระเจาองคเดียว (เอกเทวนยิ ม) คือ สรุ ยิ เทพอาเตน มายดั เยยี ด และไดป ฏริ ปู ศาสนา อยา งถอนราก
ถอนโคน อาทิ
หลังจากข้นึ ครองราชยไดไมนาน ฟาโรหก ็ ทรงมบี ญั ชาใหสรา งเมืองหลวงขนึ้ ใหม กลางดินแดนอยี ิปตระหวา งเมอื งธีบิสกบั
เมมฟส สาํ หรบั การสกั การบชู าเทพอาเตน โดยเฉพาะชื่อของนครนี้ คือ อาเคตาเตน (Akhetaten) แปลวา “ขอบฟา แหงเทพอา
เตน” ทรงยา ยสมาชิกในราชวงศ ตลอดจนขุนนาง และบริพารใกลช ิดไปอยูที่เมืองหลวงใหมน ้ี ใจกลางนครมี มหาวิหารสถิตเทพอา
22เตนกบั มพี ระราชวงั หลวง โดยมอี าคารพกั อาศยั ของขา ราชบริพารอยูร อบนอก มีสสุ านของพระราชวงศอ ยทู หี่ นาผานอกเมือง
แมแตพระนามเดิมของฟาโรหคอื เอเมนโฮเทปที่ 4 ก็ยงั ทรงเปล่ียนมาเปน อาเคนาเตน ซ่ึงแปลวา “วิญญาณอนั รงุ โรจนของอาเตน”
เทพอาเตน มีสัญลกั ษณเ ปนแผนกลมท่ีมีรศั มีแผออกมาเปนรปู มอื เลก็ ๆ ซง่ึ หมายถงึ กาํ เนิดชีวิต หรอื จะหมายถึงพลงั แหง สุริยเทพก็ได
มหาวหิ ารทฟี าโรหและมเหสสี รา งถวาย เทพอาเตนน้ัน เปนแบบวหิ ารสรุ ยิ โบราณท่ไี มม ีหลงั คา ปลอยใหแ สงแดดสอ งลงมาไดเตม็ ที่
นอกจากจะคลงั่ ไคลบ ูชาอาเตนเตม็ ที่แลว ฟาโรหย งั กระทาํ ยํา่ ยีศาสนาเดมิ โดยมีบญั ชาใหปดวิหารเทพเจา อ่นื ๆ จนสน้ิ ลบรปู
สัญลักษณต างๆในวหิ าร รบิ ขาวของสมบตั ิตา งๆ ภายในวิหารแลว นาํ เอารูปเทพอาเตน เขาไปต้งั แทน เพื่อใหราษฎรอยี ิปตสักการบูชา
สรางความโกรธเปนเดือดเปน แคนแก นกั บวชท่เี คยมอี ทิ ธิพลตอจติ ใจ ของชนอียปิ ตอ ยา งมากมาย
ในปท ่ี 1336 กอนคริสตกาล ฟาโรหอาเคนาเตน สน้ิ พระชนม แผน ดินตกอยูใ นการปกครองของผูสาํ เรจ็ ราชการนาม เนเฟอรเนเฟอรู
อาเตน ซ่ึงไมมีใครรูแนช ดั วาเขาเปน ใครมาจากไหน บางคน กลา ววา เปน ลูกพลี่ กู นอ งกับอาเคนาเตน ผูมีนามวา เสมน็ คาเร แตห ลายคน
กลา ววา เขามิใชใครอน่ื หากแตเ ปน มเหสีเอกเนเฟอรติตนี ่ันเอง เนเฟอรตติ นิ ้ันไมปรากฏพระองค หรอื มีบทบาทใดๆ ใหเหน็ ในชวงทายๆ
รชั กาลอาเคนาเตน จะเปน ดว ยเหตผุ ลใดไมแนชัด แตสันนิษฐานวา ทรงรูด วี า พระองคน ้ันมสี วนรวมกับฟาโรหทําลายลางศาสนาเดมิ และ
ไดสรา งศตั รูไวม ากมาย จงึ ตอ งทรงซอ นเรน และปกครองอยี ิปตต อมาอยางไมเปด เผยพระองค ในชว งระยะเวลาอันสัน้ ราว 3 ป ในฐานะผู
สําเร็จราชการนี้ ไดม คี วามพยายามทจี่ ะประนปี ระนอมรื้อฟนการบูชาเทพเจา ดง้ั เดมิ ขน้ึ ใหม เพ่อื บรรเทาความอาฆาตแคนของศัตรู หาก
แตไมเ ปนผล การสน้ิ พระชนมข องเนเฟอรต ิตีเปน เรอ่ื งลกึ ลับ บางคนถึงกับอา งวา พระนางสน้ิ พระชนมก อ นหนา พระสวามีดว ยซา้ํ
อยา งไรก็ตาม โดยทม่ี ีผเู กลียดชงั มาก ทําใหภ าพของเนเฟอรติตติ ามวงั และวหิ ารตางๆ ถกู ลบพระพกั ตร ออก อันเปนการ
กระทาํ ที่เกดิ จากความเคียดแคน อาฆาต ที่สะสมมานาน และโดยเหตุทพี่ ระนาง มใี บหนา ทส่ี วยงามกวานางใดในแผน ดิน ดว ยเหตุ
น้ีเองทใี่ บหนา ของพระนางในรูปเขยี นตางๆ จึงถูกทาํ ลายอยางเฉพาะเจาะจง! และแมแตม มั ม่ีของพระนาง ก็ยังไมมีหลักฐาน
ปรากฏชัดเจนวาอยูหนใด
23
จวบจนกระท่งั นักอียิปต วทิ ยาไดส ันนิษฐานวา มมั ม่ี 1 ใน 3 รา ง ทพ่ี บในสุสานหมายเลข KV 35 แหง หุบเขากษตั รยิ
ใกลเ คยี งกับสสุ านของตุตันคาเมน นั่นนา จะเปนมัมมข่ี องเนเฟอรติติดังท่กี ลา ว ในเบื้องตน น่นั เหตุผลของการ
สันนิษฐานประมวลไดว า มัมม่ีรา งน้ันมคี อเรยี วยาวดุจหงส ซึง่ ละมา ยกับรูปลกั ษณของเนเฟอรต ิตผิ ูง ดงาม และอายุของ
มัมม่ีน้ีกอ็ ยใู นยคุ เดยี วกบั พระนาง นอกจากน้ี ตลอดรา งของมัมมก่ี ถ็ กู ทําลายเสยี หาย เชน ใบหูถกู เจาะ ศรี ษะถกู โกน
ค้ิวถกู กดเปน รอย ลาํ ตวั มรี ้วิ รอย ซ่ึงลว นตรงกบั ความเสยี หายที่เกิดข้นึ ตอภาพเขียนทง้ั หลายของพระนาง และทสี่ าํ คญั
คือ ไดพบวิกผมสไตลนเู บยี น ตกอยใู กลๆ กบั มัมมท่ี งั้ 3 เปน แบบวกิ ผมที่ เนเฟอรต ิติ และสมาชกิ ราชวงศข องเธอสวมใส
อยเู ปนประจาํ ! ทาํ ใหนาเชอื่ ไดวา มมั มน่ี ีก้ ค็ อื พระศพ ของพระนางเนเฟอรติติ ราชนิ ีผมู บี ทบาทสําคญั ทัง้ ในฐานะเมยี
และแมนนั่ เอง
สําหรบั รูปแกะสลักของเนเฟอรต ิตกิ ับ อาเคนาเตน และธดิ าสามองค จากเมืองอามารนา ปจ จบุ ันอยทู พ่ี พิ ิธภณั ฑ
อียปิ ต แหงกรงุ เบอรล นิ เนเฟอรต ติ ิ (1370 – 1330 ปก อ นคริสตกาล) เปนราชนิ ขี องฟาโรหอ าเมนโฮเทป ท่ี 4 แหง
อียปิ ต (ภายหลังไดเ ปลย่ี นพระนามมาเปนอาเคนาเตน) และพระมารดาสะใภข องฟาโรหต ุตันคามนุ กลา วกนั วา เนเฟอร
ติตอิ าจเคยข้ึนครองบัลลังกอ ยี ปิ ตเปน ชวงเวลาสัน้ ๆหลงั จากพระสวามสี ิ้นพระชนม และกอนท่ฟี าโรหตตุ ันคามนุ จะเถลงิ
ศริ ริ าชสมบตั ิ แตก็ยงั เปน ทีถ่ กเถียงกนั ในหมูนกั วิชาการ ชื่อของพระนางอาจแปลไดโดยสงั เขปวา โฉมงามผูม าสู และยัง
พองกับคาํ เรยี กเครื่องประดับชนดิ หนง่ึ ท่ีเปนลกู ปด ทองคาํ รปู ยาวรี ดงั ท่เี ราเหน็ รปู ปนของเธอสวมใสอยเู สมอ ลกู ปด
ชนดิ นี้เรียกวา ลูกปด”เนเฟอร”
24
เนเฟอรต ิติโดงดังจากรูปปน ทอ นบน ท่ตี อนน้ีจดั แสดงอยูท ่พี พิ ิธภณั ฑอียิปตแ หงชาตเิ ยอรมนีในนคร
เบอรล นิ รูปปน ดงั กลาวเปน รูปทถี่ ูกทําเลียนแบบซ้าํ มากทีส่ ดุ ในบรรดาศิลปวัตถุของไอยคุปต สรา งขึ้นโดย
ประติมากร Djhutmose และถูกคนพบในหอ งทาํ งานศิลปะของเขา รปู ปน ทอนบนนมี้ ชี อ่ื เสยี งโดง ดงั
เนือ่ งจากเปน ตัวอยา งของความเขาใจอยา งถอ งแทข องชาวอยี ปิ ตโบราณเกย่ี วสัดสวนขององคประกอบบน
ใบหนา
พระนางถูกเรยี กขานมากมายหลายชอ่ื ท่ีวิหารคารน ัก มศี ลิ าจารกึ ท่ีขานพระนางวา เปน ‘ผูสบื ทอด’
‘ที่สุดของผูเปนที่โปรดปราน’ ‘ผมู ีสเนห ’ ‘ผูแผความสขุ ’ ‘ชายาผอู อนหวาน’ ‘ผูเปน ทีร่ กั ’ ‘ผูป ลอบประโลม
หัวใจขององคร าชาในวงั ’ ‘ผูมถี อยคาํ ออนโยน’ ‘ชายาแหงอียปิ ตต อนบนและอยี ิปตตอนลา ง’ ‘ชายาของ
กษตั ริยผูยงิ่ ใหญ’ ‘ผทู กี่ ษัตรยิ ท รงรกั ’ ‘สตรีแหงดนิ แดนทง้ั สอง’ ‘เนเฟอรติต’ิ พระเศยี รจําลองของ “เน
เฟอรต ิติ” ถูกคนพบในอยี ปิ ตเมอื่ ป 1912 บริเวณ เตล เอล อมารน า ซงึ่ เคยเปนเมืองหลวงในรัชสมยั ของ
ฟาโรหอ เคนาเตน พระราชสวามีของพระองค
25
THANK YOU
นางสาวอรวลิ ัย ชายทน ม.6/1 เลขท่ี 10