The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จัดทำโดย นางสาวอรวิลัย ชายทน เลขที่10 ชั้นม.6/1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jindara2112, 2020-11-02 23:17:42

อารยธรรมอียิปต์

จัดทำโดย นางสาวอรวิลัย ชายทน เลขที่10 ชั้นม.6/1

Egyptian civilization

คาํ นาํ

รายงานฉบับน้ีเปนสว นหนงึ่ ของวชิ า คอมพิวเตอร ช้นั มธั ยมศึกษาปท ี่ 6 โดยมจี ดุ ประสงค เพอื่ การศึกษาความรูทไ่ี ด
จากเรอื่ ง การสรา ง E-Book ท้ังน้ี ในรายงานนี้มเี นอ้ื หาประกอบดว ยความรูเกี่ยวกบั อารยธรรมอยี ปิ ต ตลอดจนป
ประวตั ิความเปน มาของอยี ิปต

ผจู ดั ทําไดเลอื กหัวขอ นใ้ี นการทาํ รายงาน เนือ่ งมาจากเปนเร่อื งทน่ี าสนใจ ผูจัดทาํ ตอ งขอขอบคณุ คุณครู ผใู หค วามรู
และแนวทางการศกึ ษา หวงั วา รายงานฉบับนจี้ ะใหค วามรู และเปน ประโยชนแกผ ูอา นทุก ๆ ทาน หากมีขอ เสนอแนะ
ประการใด ผจู ดั ทาํ ขอรบั ไวด ว ยความขอบพระคุณยงิ่

นางสาวอรวลิ ัย ชายทน
ผจู ัดทํา

อียิปต อียปิ ตโบราณ หรือ ไอยคุปต เปนหน่ึงในอารยธรรมทเ่ี กา แกท ่สี ดุ ในโลก ต้ัง
อยทู างตอนตะวันออกเฉยี งเหนอื ของทวปี แอฟริกา มีพน้ื ทต่ี ้ังแตต อนกลางจนถึง
ปากแมนาํ้ ไนล ปจ จบุ ันเปนที่ต้งั ของประเทศอยี ปิ ต อารยธรรมอียปิ ตโ บราณเรม่ิ ขึ้น
ประมาณ 3150 ปกอนครติ ศกั ราช โดยการรวมอํานาจทางการเมืองของอยี ิปต
ตอนเหนือและตอนใต ภายใตฟาโรหองคแรกแหงอียิปต และมีการพฒั นา
อารยธรรมเรื่อยมากวา 5,000 ป ประวัติของอียปิ ตโบราณปรากฏขนึ้ ในชวงระยะ
เวลาหนง่ึ หรอื ทรี่ จู ักกนั วา "ราชอาณาจกั ร" มีการแบงยุคสมัยของอียปิ ตโบราณ
เปน ราชอาณาจักร สว นมากแบงตามราชวงศที่ข้นึ มาปกครอง จนกระทัง่ ราช
อาณาจกั รสดุ ทาย หรอื ทีร่ ูจักกนั ในชอ่ื วา "ราชอาณาจักรกลาง" อารยธรรมอยี ิปต
อยูในชวงท่ีมีการพัฒนาทยี่ มาก และสวนมากลดลง ซึ่งเปนเวลาเดยี วกันท่ีอียิปต
ชนพ ตอ การทําสงครามจากชาติอ่ืน จนกระทง่ั เม่ือ 31 ปกอ นคริตศักราชก็เปนการ
ส้นิ สดุ อารยธรรมอยี ิปตโ บราณลง เม่ือจกั รวรรดิออตโตมนั สามารถเอาชนะอียิปต
และจดั อยี ิปตเ ปนเพียงจังหวดั หนึง่ ในจักรวรรดิออตโตมัน

1

แผน ทอ่ี ียิปตโบราณ แสดงถงึ สถานท่ตี ัง้ เมืองและบริเวณ ในสมัยยคุ ราชวงศ (3150 - 30 ป
กอนครสิ ตศ ักราช)ดบู ทความเพมิ่ เตมิ ที่ ประวตั ิอียปิ ตโ บราณชว งปลายสมยั ยคุ หนิ เกา แอฟรกิ า
ตอนเหนอื มีสภาพอากาศท่ีรอนมาก และแหง แลง ทาํ ใหค นจํานวนมากลงมาอาศัยอยูรอบๆ
บริเวณที่ราบลมุ แมนาํ้ ไนล และกลุมชนลา สตั ว, เก็บพชื ผลเรร อ นเร่มิ อาศยั เปนหลักแหลง เมอื่
ประมาณ 1.8 ลา นปท่ีแลว แมน ้ําไนลจ ึงเปนแมนํ้าสายชวี ิตของชาวอียปิ ตม าชา นาน ความอุดม
สมบรู ณข องบริเวณรอบแมนํ้าไนล เสมอื นหน่งึ ท่ีธรรมชาตหิ ยบิ ยืน่ โอกาสใหแกม นุษยท ีจ่ ะตง้ั
ถิ่นฐาน พัฒนาการเกษตรกรรม, เศรษฐกจิ และสงั คม และนับเปนศนู ยก ลางทางสงั คมสําคัญใน
ประวัติศาสตรอ ารยธรรมของมนุษยชาติ คมั ภรี มรณะ แสดงใหเหน็ อกั ษรภาพไฮโรกลิฟ อกั ษร

แหงอยี ิปตโ บราณ

2

อารยธรรมอียิปต

อารยธรรมอยี ิปตโบราณ เร่ิมข้นึ ประมาณ 3150 ปก อนคริตศกั ราช โดยการรวมอาํ นาจทางการเมอื งของ
อยี ปิ ตตอนเหนอื และตอนใต และมีการพฒั นาอารยธรรมเรือ่ ยมากวา 3,000 ป มกี ารแบง ยุคสมัยของอยี ปิ ต
โบราณเปน ราชอาณาจกั ร สว นมากแบง ตามราชวงศท่ีข้ึนมาปกครอง จนกระทั่งราชอาณาจกั รสดุ ทา ยหรอื ที่
รจู ักกันในชือ่ วา ราชอาณาจักรใหม อารยธรรมอยี ิปตอยใู นชวงทีม่ ีการพฒั นาที่นอ ยมาก ซงึ่ เปน เวลาเดยี วกนั
ท่ีอียปิ ตพ า ยแพตอ การทําสงครามจากอํานาจของชาตอิ น่ื จนกระท่งั เมอ่ื 31 ปก อนคริตศักราชกเ็ ปนการสน้ิ
สุดอารยธรรมอียปิ ตโบราณลง เมือ่ จักรวรรดโิ รมันสามารถเอาชนะอยี ปิ ตแ ละจดั อยี ปิ ตเปน เพยี งจงั หวดั หนง่ึ
ในจักรวรรดโิ รมัน

อารยธรรมอยี ปิ ตโ บราณ พัฒนาการมาจากสภาพของลุมแมน ้าํ ไนล รวมทงั้ พัฒนาอารยธรรมทางสังคม
และวัฒนธรรม พน้ื ทขี่ องอยี ิปตนนั้ ลอ มรอบดว ยทะเลทรายเสมอื นปราการปองกนั การรกุ รานจากศตั รู
ภายนอก

3

อยี ิปต ยงั เปนชนชาติแรกๆท่มี ีการพัฒนาการดว ยการเขยี น ประดิษฐต ัวอกั ษรข้นึ Egypt
ใช การบริหารอียปิ ตเ นนไปทางสิง่ ปลกู สรา งและการเกษตรกรรม พรอ มกันนนั้ กม็ ี
การพฒั นาการทางทหารที่เสริมสรา งความแขง็ แกรงแกร าชอาณาจักร รวมทง้ั การ 4
บริหารราชการบา นเมอื งและการควบคุมอาํ นาจน้ันทําไดอยา งมปี ระสิทธิภาพ ตลอด
จนการพฒั นาอารยธรรมกวา 3,000 ป ทง้ั ในดา นคณิตศาสตร, เทคนคิ การสราง
พรี ะมิด, วดั , โอเบลิสก, ตัวอักษร และเทคนิคโลยดี านกระจก การแพทย, ระบบ
ชลประทานและการเกษตรกรรม

อียิปต ไดท ิ้งมรดกสุดทายแกอ นชุ นรนุ หลังไวค อื ศลิ ปะและสถาปตยกรรม ซง่ึ ถูก
คดั ลอกนําไปใชทวั่ โลก อนุสรณส ถานที่ตา งๆในอียปิ ตตางดงึ ดูดนักทอ งเทีย่ ว นกั
ประพันธก วา หลายศตวรรษทผี่ า นมา ปจ จบุ ันมกี ารคนพบวตั ถุใหมๆในอียิปต
มากมายซงึ่ กาํ ลังตรวจสอบถึงประวตั ิความเปน มา เพอ่ื เปน หลกั ฐานใหแกอ ารยธรรม
อียปิ ต และเปนหลกั ฐานแกอารยธรรมของโลกตอ ไป

ประเทศอียปิ ตใ นสมัยโบราณประกอบไปดวยบริเวณทส่ี ําคญั 2 บริเวณ

อียิปตบน (UPPER EGYPT)

ไดแ กบริเวณทแี่ มน ํา้ ไนลไ หลผา นหุบเขา มีความยาวประมาณ
500 ไมล ทง้ั สองฝง ของแมนาํ้ ตอนนี้เปน หนาผาลาดกวางไปจนสุด
สายตาเตม็ ไปดวยเนินเขาทีแ่ หง แลง

**ความแตกตา งของสภาพทางภมู ิศาสตร อียิปตลางหรืออียิปตตํา่ (LOWER EGYPT)
ของอยี ปิ ตท ้งั สองภาคน้ี คือภาคหนง่ึ เปนท่ี
สงู และภาคหนงึ่ เปนท่ลี ุม และลักษณะท่ี ไดแ กบ รเิ วณทแ่ี มน ํ้าไนลแ ตกสาขาออกเปนรูปพัด ไหลลงสู
แคบยาวของประเทศในสมัยน้นั ยาว 500 ทะเลเมดิเตอรเรเนียน บริเวณนช้ี าวกรีกเรียกวา เดลตา (Delta)
ไมล แตมเี น้อื ทท่ี ้ังหมดประมาณ 10,000 เปน บริเวณปลายสุดของลํานา้ํ มีความยาวประมาณ 100 ไมล
ตารางไมลเ ทานน้ั ทําใหยากแกการท่จี ะ อารยธรรมโบราณของอียปิ ตไ ดเ จรญิ ข้นึ ในแถบเดลตาน้ี
รวมประเทศเขา เปนอันหนึ่งอนั เดียวกนั
5
และจัดการปกครองใหทัว่ ถึงไดจ ริงๆ

อียิปต อารยธรรมแหงลุมนํา้ ไนล
ชาวอยี ปิ ตเ ปน หนง่ึ ในกลมุ ชนโบราณพวกแรกๆทปี่ ระสบความสาํ เรจ็
ในการสรา งและพฒั นาอารยธรรมของตน เนอื่ งจากมปี ราการธรรมชาติ
อยา งทะเลทรายซาฮารา ทาํ ใหอ ยี ปิ ตป ราศจากการคกุ คามจากศตั รทู าง
บกและความสมบรู ณข องแมน า้ํ ไนลก ท็ ําใหป ญ หาความอดอยากแทบไม
ปรากฏดว ย เหตนุ พ้ี วกเขาจงึ สามารถ พฒั นาอารยธรรมไดโ ดยปราศจาก
อปุ สรรคใดๆ
6

1. ปลายยคุ กอ นราชวงศ (3100 ป กอ นค.ศ.) ชวงเวลาสามพันปของอียิปต

เปนยคุ ทีย่ งั ไมไ ดตั้งเปน อาณาจกั ร 7

2. ยคุ อาณาจกั รเกา (เรมิ่ ตง้ั แต 2950 - 2150 ปก อ น ค.ศ.)

ประกอบดว ยราชวงศทีห่ นงึ่ ถึงราชวงศท ีแ่ ปด

3. ยคุ รอยตอ ของอาณาจกั ร (2125 - 1975 ป กอ น ค.ศ.)

ประกอบดวยราชวงศท ่ีเกาถงึ สิบเอ็ด

4. ยคุ อาณาจกั รกลาง (เรม่ิ ตง้ั แต 1975 - 1520 ปก อ น ค.ศ.)

ประกอบดวยราชวงศทส่ี ิบสองถงึ สบิ เจด็

5. ยคุ อาณาจกั รใหม (เรมิ่ ตง้ั แต 1539 - 1075 ป กอ น ค.ศ.)

ประกอบดว ยราชวงศท่สี ิบแปดถงึ ย่สี ิบ

6. ยคุ ปลายของอาณาจกั ร (เรมิ่ ตงั้ แต 1075 - 332ป กอ น ค.ศ.)

ราชวงศท ีย่ สี่ ิบเอ็ดถงึ สามสิบเอ็ด

1. ปลายยุคกอนราชวงศ (3100 ป กอนค.ศ.) เปนยุคท่ียังไมไดตั้งเปนอาณาจักร

เม่อื ราวเจ็ดพนั ปก อ นการเปล่ียนแปลงของสภาพอากาศทาํ ใหซาฮาราคอ ยๆแหงแลง และกลายเปน

ทะเลทราย เหลือแตเพยี งพืน้ ทีร่ ิมสองฝง แมนาํ้ ไนลท ยี่ งั คงความสมบรู ณอยู และเน่อื งจากทุกปแ มนํ้าไนล

จะพัดเอาตะกอนหนา ดนิ มาถมฝง ทาํ ใหพ ้นื ดินแหง นี้มีความอดุ มสมบรู ณเหมาะแกก ารเพาะปลกู ผูคน

เร่มิ อพยพเขา มาจบั จองพืน้ ที่ริมฝงแมน ํ้าและเริ่มมกี ารเพาะปลูกขน้ึ แบงเปน กลมุ ตา งๆ เรียกวา โนมส

ในแตละโนมสจ ะปกครองโดยกลมุ นักบวชหรือหมอผี ตอ มามกี ารเพาะปลูกและเลีย้ งสัตว การจดั

ระบบชลประทาน ชมุ ชนกใ็ หญข้ึนเรอ่ื ยๆ พฒั นาเปน นครรัฐขนาดเล็กๆกระจดั กระจายตามรมิ ฝง แมน ํา้

ดนิ แดนของแมน า้ํ ไนล

ดินแดนของแมน า้ํ ไนลถกู แบง ตามสภาพภมู ิศาสตรเ ปนอียปิ ตบ นและอยี ปิ ตลา ง เนือ่ งจากแมน ํา้ ไนล

ไหลจากทางใตข ึ้นสทู างเหนอื ดังน้นั อียปิ ตบ นจะตง้ั อยทู างตอนใตของแมน า้ํ ไนล พน้ื ทีส่ วนนมี้ ที งุ หญา

และเขตปาละเมาะที่เหมาะแกการลาสตั วและทําปศุสตั ว สว นอยี ปิ ตล างจะตงั้ บริเวณทศิ เหนอื ซ่ึงเปน จุด

ท่แี มน้ําไหลลงทะเลและมพี ืน้ ทีด่ ินดอนสามเหล่ียมปากแมน า้ํ ท่สี มบูรณเหมาะแกการเพาะปลูก การ

คาขายและศนู ยกลางทสี่ ําคัญชือ่ วา บโู ท สวนทางอียิปตบนพลเมอื งจะอาศัยอยหู นาแนนบริเวณเมืองนา

กาดาและเฮียราคอนโพลิส ในราวส่ีพนั ปก อนครสิ ตกาลชาวอียปิ ตเริม่ พฒั นารปู แบบอกั ษรจากรูปภาพ

และกลายเปนอกั ษรเฮยี โรกลฟิ ฟค ในเวลาตอมา 8

กําเนดิ แหง อาณาจกั รอยี ปิ ตโ บราณ

กาํ เนดิ แหง อาณาจกั ร ในราว 3200 ปก อ นครสิ ตกาล ราชาแมงปอ ง (Scorpion king) ผคู รองนครธสี
(This) อนั ตง้ั อยบู รเิ วณตอนกลางแหง ลมุ นา้ํ ไนลไ ดก รฑี าทพั เขา ยดึ ครองนครรฐั ตา งๆในอยี ปิ ตบ นและตงั้ ตน
เปน ฟาโรหแ หง อาณาจกั รบน ราชาแมงปอ งปรารถนาจะรวมอยี ปิ ตเ ขา ดว ยกนั แตพ ระองคส น้ิ พระชนมเ สยี
กอ น โอรสของพระองค( ขอ นน้ี กั ประวตั ศิ าสตรย งั ไมแ นใ จนกั แตจ ากหลกั ฐานทม่ี แี สดงวา ทงั้ สองพระองคน า จะ
เกยี่ วดองกนั ) นามวา นาเมอร (Namer)ไดส านตอ นโยบายและกรฑี าทพั เขา โจมตอี ยี ปิ ตล า ง จนกระทง่ั มาถงึ
สมยั ของฟาโรหเ มเนส(Menese) พระองคส ามารถผนวกทง้ั สองอาณาจกั รเขา ดว ยกนั ไดส ําเรจ็ และสถาปนา
พระองคข น้ึ เปน ฟาโรหพ ระองคแ รกของอยี ปิ ตโ ดยตงั้ เมอื งหลวงที่ เมมฟส (Memphis) ซง่ึ อยตู อนกลางของ
ลมุ นา้ํ ไนล ฟาโรหเ มเนสเปน ฟาโรหอ งคแ รกแหง ราชวงศท ห่ี นง่ึ ของอยี ปิ ตโ บราณ

9

2. ยุคอาณาจักรเกา (เริ่มต้ังแต 2950 - 2150 ปกอน ค.ศ.) ประกอบดวยราชวงศที่หนึ่งถึง
ราชวงศที่แปด

ยคุ นเี้ มอื งหลวงของอยี ปิ ตค อื นครเมมฟส (Memphis) โดยมพี ระเจา เมเนส (Menes) เปน ฟาโรหพ ระองคแ รกท่ี
ปกครองอยี ปิ ตท งั้ หมด ชาวอยี ปิ ตโ บราณเชอื่ วา องคฟ าโรหค อื รา งประทบั ของสรุ ยิ เทพ ทลี่ งมาปกครองมนษุ ย

การเมอื งการปกครอง: ในสงั คมอยี ปิ ตม กี ารแบง ออกเปน สามชนชน้ั คอื ชนชนั้ สงู ไดแ ก เชอื้ พระวงศ นกั บวช
ขนุ นาง ชนชน้ั กลางไดแ ก พอ คา เสมยี น ชา งฝม อื และชนชน้ั ลา งคอื พวกชาวนาและผใู ชแ รงงาน นอกจากฟาโรหแ ลว
บคุ คลทมี่ อี าํ นาจมากทส่ี ดุ คอื หวั หนา นกั บวชของสรุ ยิ เทพ รา ซงึ่ เปน จอมเทพสงู สดุ ในการบรหิ ารงาน ฟาโรหจ ะมี
คณะเสนาบดที นี่ าํ โดย วเิ ซยี ร (Vizier) ซงึ่ เปน ตําแหนง ขนุ นางสาํ คญั เปน ผชู ว ย และสง ขา หลวง (Nomarch) ไปทาํ
หนา ทป่ี กครองหวั เมอื งตา งๆ โดยขนึ้ ตรงตอ องคก ษตั รยิ  ในยคุ อาณาจกั รเกา น้ี อยี ปิ ตไ มม กี องทหารประจาํ การ แตจ ะ
เกณฑพ ลเมอื งเขา กองทพั เมอ่ื เกดิ สงคราม

ความเชอื่ : เดมิ ทกี อ นการรวมแผน ดนิ หวั เมอื งตา งๆทง้ั ในอยี ปิ ตบ นและลา ง ตา งนบั ถอื เทพตา งๆกนั ตอ มาเมอื่ รวม
แผน ดนิ แลว กย็ งั คงความเชอ่ื แบบ
พหเุ ทวนยิ ม อยู โดยมี เทพเจา รา (RA) เปน เทพสงู สดุ ชาวอยี ปิ ตเ ชอ่ื วา พระองคเ ปน ผสู รา งโลกและสวรรคร วมทง้ั สง่ิ มี
ชวี ติ ทง้ั ปวง นอกจากเทพเจา ราแลว
เทพทชี่ าวอยี ปิ ตน บั ถอื กนั มากไดแ ก เทพเจา โอซริ สิ เทพแหง ยมโลกผมู หี นา ทต่ี ดั สนิ ดวงวญิ ญาณ, เทพไี อซสิ เทพแี หง
ความอดุ มสมบรู ณ, เทพเจา เซท็ เทพแหง สงคราม, เทพฮี าธอรเ ทพแี หง ความรกั และเทพเจา ฮอรสั เทพผเู ปน ตวั แทน
ของฟาโรหท กุ พระองค นอกจากนย้ี งั มเี ทพอน่ื ๆทถี่ อื เปน เทพเจา ประจําแตล ะเมอื ง

10

วถิ ชี วี ติ : ชาวอยี ปิ ตโ บราณดํารงคช วี ติ ดว ยการกสกิ รรม โดยเฉพาะในเขตทร่ี าบนา้ํ ทว มถงึ หรอื ทเ่ี รยี กวา เขตดนิ สดี าํ ทชี่ อื่ วา
เคเมต เปน ดนิ แดนทอ่ี ดุ มสมบรู ณ การเพาะปลกู ไดผ ลดี พชื ผลทไ่ี ดจ ะถอื เปน สมบตั ขิ องฟาโรหแ ละจะมกี ารแจกจา ยแก
ประชาชนอยา งเหมาะสม พชื ทน่ี ยิ มปลกู คอื ขา วสาลแี ละขา วบาเลย  โดยพวกเขาจะใชข า วสาลที ําขนมปง และทําเบยี รจ าก
ขา วบาเลย  ซง่ึ ทงั้ สองอยา งนเี้ ปน อาหารหลกั ของชาวอยี ปิ ตโ บราณ และพชื ผลเหลา นย้ี งั ใชเ ปน สนิ คา สง ออกไปยงั ดนิ แด
นอนื่ ๆอกี ดว ยนอกจากการเพาะปลกู แลว ชาวอยี ปิ ตย งั ทําการจบั ปลา ลา นกนํ้าและฮปิ โปโปเตมสั ในแมน า้ํ ไนลโ ดยใชเ รอื ท่ี
ผกู จากตน กก สว นในเขตดนิ สแี ดงทเี่ รยี กวา เชเครต ซง่ึ อยใู นเขตอยี ปิ ตบ นพวกเขาจะทําการลา สตั วป า อยา ง แอนทโี ลป
และแพะปา ซงึ่ มอี ยมู ากมาย บา นเรอื นของชาวอยี ปิ ตส รา งจากอฐิ ตากแหง และใชไ มท าํ สว นประกอบอยา งกรอบประตู
เนอ่ื งจากในอยี ปิ ตไ มค อ นขา งหายาก บา นแตล ะหลงั จะมบี นั ไดขน้ึ ดาดฟา เนอ่ื งจากชาวอยี ปิ ตจ ะใชด าดฟา เปน ทที่ ํางาน
ตา งๆเชน การทําขนมปง หรอื แมแ ตเ ปน ทพ่ี กั ผอ นนงั่ คยุ
อกั ษรอยี ปิ ต: ชาวอยี ปิ ตใ ชอ กั ษรภาพทเี่ รยี ก วา เฮยี โรกลฟิ ฟค (Hieroglyphic) ซงึ่ มที ง้ั แบบทเ่ี ปน รปู ภาพและแบบทเี่ ปน
สญั ลกั ษณป ระกอบเปน คาํ โดยจะบนั ทกึ ลงในแผน หนิ และมว นกระดาษปาปร สั ซง่ึ ทําจากตน กก ตวั อกั ษรอยี ปิ ตม ปี ระมาณ
1000 ตวั ในสมยั กอ น ผทู ส่ี ามารถอา นเขยี นอกั ษรเฮยี โรกลฟิ ฟค ไดค ลอ งแคลว จะมโี อกาสไดท าํ งานเปน อาลกั ษณ ซงึ่ จะ
ทําใหม โี อกาสทจ่ี ะเลอ่ื นขนึ้ เปน ขนุ นาง หรอื นกั บวชสําคญั ได สาํ หรบั อกั ษรของอยี ปิ ตน นั้ นบั แตอ ารยธรรมลม สลายลงไปก็
ไมม ใี ครสามารถตคี วามได จนกระทง่ั ไดม กี ารคน พบ ศลิ าจารกึ โรเซทตา (ROSETTA) ในป ค.ศ. 1799 ทม่ี จี ารกึ อกั ษรเฮยี
โรกลฟิ ฟค กบั อกั ษรกรกี โบราณเอาไว ฟรองซวั ส ชองโพลยี อง ใชว ธิ กี ารคน ควา โดยอา นเทยี บกบั อกั ษรกรกี โบราณ และ
สามารถตคี วามไดส าํ เรจ็ ในป 1822

11

การทํามมั ม:่ี ถกู ทําขนึ้ ในสมยั ราชวงศท 4่ี และมเี รอ่ื ยมาจนถงึ ค.ศ.641 ชาวอยี ปิ ตเ ชอื่ วา หลงั จากทมี่ นษุ ย ตายไปแลว ดวง
วญิ ญาณจะกลบั มาเกดิ ใหมใ นรา งเดมิ จงึ ตอ งเกบ็ รา งเอาไวเ พอ่ื รอรบั การเกดิ ใหมใ นยคุ อาณาจกั รเกา เชอื่ วา มเี พยี งฟาโรห
เทา นน้ั ทจ่ี ะกลบั มาคนื รา งเดมิ แตใ นสมยั ตอ มาการทาํ มมั มไี่ ดแ พรห ลายสขู นุ นางและสามญั ชนแมก ระทง่ั สตั วท เี่ ปน สญั ลกั ณ
ของเทพเจา ในการทาํ มมั มช่ี าวอยี ปิ ตจ ะนําสมองและอวยั วะภายในออกจากศพและนําศพไปชาํ ระลา งใน แมน า้ํ ไนลจ ากนน้ั
จะนําไปแชใ นน้ํายานาตรอน(Natron)ซง่ึ เปน สารพวกsodium Carbonate โดยเปลย่ี นนํา้ ยาทกุ สามวนั และแชป ระมาณหก
สบิ วนั จนศพแหง และนํามาพนั ดว ยผา ลนิ นิ สว นอวยั วะภายในและสมองจะนําไปผสมกบั เครอื่ งหอมและทาํ ใหแ หง ดว ย
สมนุ ไพรจากนน้ั จงึ นาํ ไปดองในน้ํายานาตรอนประมาณหนงึ่ สปั ดาหก อ นจะนํามาเกบ็ ในโถคาโนปก (Canopic) สใ่ี บและนาํ
ไปเกบ็ รวมกบั หบี ศพในสสุ านพรอ มขา วของเครอ่ื งใชแ ละสมบตั เิ พอ่ื รอการกลบั มาของวญิ ญาณ
พรี ะมดิ ยกั ษ: เปน สง่ิ กอ สรา งทม่ี หศั จรรยท สี่ ดุ เดมิ ทฟี าโรหจ ะสรา งหอ งเกบ็ พระศพขนาดใหญเ ปน สสุ าน ตอ มาในสมยั ของ
ฟาโรหโ ซเซอร แหง ราชวงศท สี่ าม (2650ปก อ น ค.ศ.) อมิ โฮเทปทปี่ รกึ ษาของฟาโรห ซง่ึ เปน นกั ปราชญแ ละสถาปนกิ ทม่ี ี
ความสามารถ ไดท าํ การออกแบบ พรี ะมดิ ขน้ั บนั ไดทเี่ รยี กวา มาสตาบา (Mastaba) ทเี่ มอื งซกั คารา ขน้ึ นอกจากเปน ผู
ออกแบบพรี ะมดิ แลว อมิ โฮเทปยงั มผี ลงานประพนั ธต า งๆมากมายทง้ั วรรณคดแี ละตําราเภสชั ศาสตร ชาวอยี ปิ ตร นุ หลงั
นบั ถอื เขาในฐานะเทพแหง ความรู หลงั จากยคุ ของฟาโรหโ ซเซอร กไ็ ดม กี ารสรา งพรี ะมดิ ขน้ั บนั ไดตอ มาและคอ ยๆพฒั นา
กลายเปน แบบสามเหลย่ี ม โดยพรี ะมดิ ทมี่ ชี อ่ื เสยี งทสี่ ดุ คอื พรี ะมดิ ยกั ษข องฟาโรหค ฟู ทู เี่ มอื งกซี า ซง่ึ มคี วามสงู ถงึ 147 เมตร
และไดช อื่ วา เปน พรี ะมดิ ทใ่ี หญท สี่ ดุ ในโลก
การตา งประเทศ: ในยคุ อาณาจกั รเกา อยี ปิ ตม กี ารคา ขายกบั เพอื่ นบา นทง้ั ในเมโสโปเตเมยี (อยใู นตะวนั ออกกลาง)และอาณา
จกั รนเู บยี ทางภาคใต( ปจ จบุ นั คอื ซดู าน)ในยคุ นไี้ มม กี ารใชเ งนิ การคา จะทาํ ในแบบของแลกของ โดยสนิ คา ออกสาํ คญั ของ
อยี ปิ ตค อื พชื ผลทางการเกษตร แลกกบั สนิ คา พวกไมห อม งาชา ง เครอื่ งแกะสลกั เปน ตน แทบไมม หี ลกั ฐานของการสงคราม
ขนาดใหญใ นยคุ นน้ี อกจากหลกั ฐานการรบกบั พวกเรรอ นเบดอู นิ ในพรมแดนปาเลสไตนส มยั ฟาโรหเ ปปท 1ี่ แหง ราชวงศท 6ี่

12กลา วไดว า สงครามใหญเ พยี งครงั้ เดยี วของยคุ นค้ี อื สงครามรวมชาตติ อนตน ราชวงศท หี่ นงึ่ เทา นน้ั

3. ยุครอยตอของอาณาจักร (2125 - 1975 ป กอน ค.ศ.)ประกอบ
ดวยราชวงศท่ีเกาถึงสิบเอ็ด

นบั แตก อ ตง้ั อาณาจกั รดนิ แดนอยี ปิ ตม แี ตค วามสงบสขุ และรงุ เรอื ง ปราศจากจากสงครามและการ
คกุ คามจากชนตา งชาติ จนถงึ ปท ี่ 2200 กอ นครสิ ตกาล ความวนุ วายและการนองเลอื ดกเ็ รมิ่ เกดิ ขน้ึ
สาเหตมุ าจากฟาโรหจ ะพระราชทานทดี่ นิ ใหแ กข นุ นางทท่ี าํ ความดคี วามชอบ โดยทดี่ นิ ดงั กลา วจะตอ ง
กลบั คนื เปน ของราชสํานกั อกี ครงั้ เมอื่ ขนุ นางสนิ้ ชวี ติ ลง แตท วา เมอื่ เวลาผา นไปนานเขา ขนุ นางเรม่ิ
ทา ทายอํานาจฟาโรห โดยการแอบโอนถา ยทดี่ นิ ใหแ กล กู หลาน จนในทสี่ ดุ กก็ ลายเปน ธรรมเนยี มวา
ขนุ นางสามารถโอนถา ยทด่ี นิ เปน กรรมสทิ ธส์ิ ลู กู หลานได และนําไปสกู ารสรา งเขตอทิ ธพิ ลของแตล ะ
ตระกลู เหลา ขนุ นางตา งสะสมทด่ี นิ และกาํ ลงั คนมากขน้ึ อาํ นาจของฟาโรหถ กู กดั กรอ นลงเรอ่ื ยๆและ
กลมุ อทิ ธพิ ลทท่ี รงอาํ นาจมากทสี่ ดุ กค็ อื เหลา หวั หนา นกั บวชในอารามสรุ ยิ เทพรา
ปท ่ี 2180 กอ น ค.ศ. อาํ นาจรฐั ของฟาโรหท เ่ี มมฟส สน้ิ สดุ ลง บรรดานครรฐั ตา งตงั้ ตนเปน อสิ ระและ
ทําสงครามรบพงุ กนั เอง ดนิ แดนแมน า้ํ ไนลท เ่ี คยอดุ มสมบรู ณเ กดิ ภยั แลง ตดิ ตอ กนั เปน เวลานาน ฟาโรห
ออ นแอเกนิ กวา ทจ่ี ะสรา งระบบชลประทานขน้ึ มา แกป ญ หาไดค วามอดอยากและภยั สงครามแพร
กระจายทว่ั แผน ดนิ ในทส่ี ดุ อยิ ปิ ตถ กู แบง เปน สองเขต คอื อยิ ปิ ตต ํา่ ซงึ่ อยทู างเหนอื ของเมมฟส ถกู
ปกครองโดยตระกลู หนงึ่ จากเมอื งเฮรกั ลโี อโพลสิ (Herakleopolis) สว นอกี เขตหนงึ่ คอื อยี ปิ ตส งู ทอี่ ยู
ทางใตข องเมมฟส ถกู ปกครองโดยตระกลู จากเมอื งธบี สี (Thebes) และแลว ในปท ี่ 1975กอ นค.ศ.เจา
ชายนกั รบจากธบี สี ไดท ําสงครามผนวกอยี ปิ ตท งั้ หมด และ ขน้ึ ครองราชยเ ปน ฟาโรห ทรงพระนามวา
มอนตโู ฮเทปท่ี 2 (Montuhotep)
13

4. ยคุ อาณาจกั รกลาง (1975 - 1640 ปก อ นครสิ ตกาล) ประกอบดว ยราชวงศท สี่ บิ สองถงึ สบิ เจด็

พระเจา มอนตโู ฮเทปท2่ี ไดส รา งเมอื งหลวงใหมท ่ี ธบี สี ซงึ่ ตง้ั อยบู นฝง ตะวนั ตกของแมน า้ํ ไนล นอกจากนพี้ ระองค
ยงั ทรงสรา งโบสถใ หญอ นั สวยงามที่ เดยี ร เอล-บาฮารี (Deir el-Bahari) โบสถน ยี้ งั เปน ทฝ่ี ง พระศพของพระองคอ กี
ดว ย ตอ มาในสมยั ของมอนตโู ฮเทปที่ 4 พระองคถ กู แยง ชงิ ราชสมบตั ิ โดยขนุ ศกึ นาม อาเมเนมฮทั (Amenamhat)
ซง่ึ ไดต งั้ ราชวงศท 1่ี 2 ขน้ึ ราชวงศท 1ี่ 2 นไ้ี ดน ําความมงั่ คงั่ และเจรญิ รงุ เรอื งกลบั มา สอู ยี ปิ ตอ กี ครงั้ มกี ารทาํ เหมอื งแร
และอตู อ เรอื นอกจากนม้ี กี ารสรา งพรี ะมดิ ขนาดใหญข น้ึ หลายแหง การเพาะปลกู อดุ มสมบรู ณ อํานาจของฟาโรหก ลบั
มายง่ิ ใหญแ ละมง่ั คงั่ อกี ครง้ั หนงึ่
ชาวอยี ปิ ตไ ดฟ น ฟเู สน ทางการคา ตา งประเทศขนึ้ มาอกี ครงั้ หลงั จากทหี่ ยดุ ชะงกั ไปมกี ารสง กองเรอื สนิ คา ไป
คา ขายกบั ชาวตา งชาตเิ ชน ครที และเลบานอน ในยคุ น้ี อยี ปิ ตย งั ทาํ ศกึ กบั พวกนเู บยี ทางใต (ปจ จบุ นั คอื ซดู าน) และ
แผอ ทิ ธพิ ลไปทางภาคตะวนั ตกเพอ่ื ปอ งกนั เสน ทางการคา มกี ารสง กองเรอื สนิ คา ไปคา ขายกบั ชาวตา งชาติ
นอกจากนเ้ี ครอื่ งบรรณาการเชน ทองคาํ และทาสเชลย ทชี่ าวอยี ปิ ตไ ดจ ากการทาํ สงคราม กท็ ําเศรษฐกจิ ของอยี ปิ ต
เจรญิ รงุ เรอื งขน้ึ อํานาจของฟาโรหก ลบั มายง่ิ ใหญแ ละมงั่ คง่ั อกี ครง้ั หนงึ่
นกั รบนเู บยี : พวกนเู บยี นเปน กลมุ ชนผวิ ดํา ดนิ แดนนเู บยี นนั้ ตงั้ อยดู นิ แดนทางตอนเหนอื ของแมน ้ําไนล (ทางใต
ของอยี ปิ ต) แตเ ดมิ ทอี ยี ปิ ต ทางอยี ปิ ตไ ดส ง คณะเดนิ ทางไปยงั นเู บยี เพอื่ นํางาชา ง หนิ สําหรบั กอ สรา งและสนิ คา
ฟมุ เฟอ ยตา งๆ กลบั มาอยี ปิ ต ในสายตาของชาวอยี ปิ ตน นั้ ถอื วา พวกนเู บยี เปน ชนปา เถอื่ นทมี่ อี ารยธรรมดอ ยกวา ตน
ในชว งยคุ มดื พวกนเู บยี คกุ คามพรมแดนดา นใตข องอยี ปิ ต
ตอ มาในยคุ อาณาจกั รกลางและไดเ กณเชลยศกึ ชาวนเู บยี เขา มาเปน ทหารในกองทพั นอกจากนย้ี งั มนี กั รบนเู บยี
บางทมี่ คี วามสามารถ ไดร บั ตําแหนง นายพลของกองทพั อยี ปิ ตด ว ย ชาวนเู บยี นรบั อารยธรรมตา งๆของอยี ปิ ตม าใช
รวมทง้ั ความเชอ่ื ทางศาสนาและการสรา งพรี ะมดิ ดว ย 14

การรกุ รานของชนตา งชาติ {The invasion from Asia} 1630 - 1520 กอ นครสิ ตกาล

ในชว งเวลานไี้ ดเ กดิ เหตกุ ารณใ หญเ กดิ ขน้ึ นนั่ คอื การรกุ รานของพวก ฮกิ โซส (Hyksos) ซง่ึ ในษาอยี ปิ ต
แปลวา " กษตั รยิ ต า งชาติ " ชนเผา นอ้ี พยพมาจากทงุ หญา ในเอเชยี และทาํ สงครามโคน ลม ราชวงศอ ยี ปิ ต พวก
ฮกิ โซสมชี ยั ชนะเหนอื อยี ปิ ตไ ดด ว ย รถศกึ และมา ซงึ่ ชาวอยี ปิ ตไ มเ คยรจู กั มากอ น รถศกึ เปน การผสมผสาน
ระหวา งความเรว็ กบั อานภุ าพการยงิ โดยมอื ธนจู ะอยบู นรถศกึ และยงิ ทาํ ลายแนวรบของศตั รู ทหารอยี ปิ ตท มี่ ี
เพยี งพลเดนิ เทา เปน หลกั ไมอ าจตา นทานอานฦุ nbsp;าพของ รถศกึ ได ในทส่ี ดุ พวกฮกิ โซสจงึ สามารถกอ ตง้ั
ราชวงศป กครงิ อยี ปิ ตไ ดส ําเรจ็ โดยตง้ั เมอื งหลวงชอ่ื อวารสี (Avaris) ขน้ึ ทบี่ รเิ วณสามเหลย่ี มปากแมน า้ํ ไนล
และครอบครองดนิ แดนสว นเหนอื ของประเทศ พวกฮกิ โซสนาํ อยี ปิ ตส โู ลกภายนอกและนําวทิ ยาการใหมๆ มา
สอู ยี ปิ ต พวกฮกิ โซสไดป รบั วฒั นธรรมและศาสนาของชาวอยี ปิ ตเ ขา ดว ยกนั แมจ ะใชว ฒั นธรรมอยี ปิ ต แตใ น
สายตาชาวอยี ปิ ต พวกฮกิ โซสกย็ งั เปน ผรู กุ รานทน่ี า รงั เกยี จ ในเวลาทพี่ วกฮกิ โซสตง้ั ราชวงศน นั้ พวกอยี ปิ ต
กไ็ ดต ง้ั ราชวงศท 1ี่ 7 อยทู ธี่ บี สี โดยยอมออ นขอ ใหพ วกฮกิ โซส ในตอนแรก แตห ลงั จากนน้ั ธบี สี กล็ กุ ขน้ึ ทาํ
สงครามกบั ฮกิ โซสในการสงครามฟาโรหส อง พระองคข อง ธบี สี คอื ฟาโรหเ ซเกนองแร(Sequenenre) และ
ฟาโรหก าโมส(Kamose) สนิ้ พระชนมใ นสนามรบและในทสี่ ดุ ฟาโรหอ าหโ มซสิ (Amosis) กส็ ามารถขบั ไลพ วก
ฮกิ โซสออกไปไดส าํ เรจ็ และกอ ตงั้ ราชวงศท 1่ี 8 ขน้ึ

15

5. ยคุ อาณาจกั รใหม (เรม่ิ ตงั้ แต 1539 - 1075 ป กอ น ค.ศ.) ประกอบดว ยราชวงศท ส่ี บิ แปด
ถงึ ยสี่ บิ

นกั ประวตั ศิ าสตรต า งยอมรบั กนั วา ยคุ นเี้ ปน ยคุ ทอ่ี ยี ปิ ตร งุ เรอื งทส่ี ดุ โดยหลงั จากพวกฮกิ โซสถกู ขบั ไลไ ปแลว
อาํ นาจของฟาโรหเ หนอื นครตา งๆในลมุ นา้ํ ไนลก ลบั คนื มาอยา งสมบรู ณ ในยคุ ของฟาโรหท ตุ โมซสิ ที่ 1
(Thutmosis) แหง ราชวงศท ี่ 18 ในยคุ นเ้ี มอื งหลวงของอยี ปิ ตค อื นครธบี ส( Thebes) และฝง ตรงขา มของเมอื ง
หลวงคอื หบุ เขาแหง กษตั รยิ อ นั เปน สถานทฝ่ี ง พระศพฟาโรห

ในยคุ อาณาจกั ร ใหมน ี้ ทง้ั นช้ี าวอยี ปิ ตไ ดย กเลกิ ประเพณกี ารสรา งพรี ะมดิ ไปตง้ั แตต อนปลาย ของอาณาจกั ร
เกา เนอ่ื งจากสน้ิ เปลอื งวตั ถดุ บิ และหนั มาใชว ธิ เี จาะหนา ผาเปน สสุ านแทน นอกจากธบี สแ ลว ทตุ โมซสิ ท1ี่ ยงั ได
สรา งนครอบดี อส (Abidos)ใหเ ปน เมอื งสาํ คญั ในสมยั ของฟาโรหท ตุ โมซสิ ท่ี 1 นเี้ มอื งหลวงคอื กรงุ ธบี ส เจรญิ
รงุ เรอื งมากมกี ารสรา งวหิ ารขนาดใหญเ พอื่ บชู าแดเ ทพเจา ซง่ึ กร็ วมทง้ั มหาวหิ ารคารน คั นอกจากนี้ อยี ปิ ตย งั ได
เรมิ่ การแผอ ํานาจเขา ไปในดนิ แดนเอเชยี ตะวนั ออกใกลแ ละนเู บยี อกี ดว ย

16

การมาถงึ ของชนทะเล (Sea people)

การรุกรานของชนทะเล: หลังการครองราชยข องรามเสสท่ี3 ทางดา นเมดเิ ตอเรเนียนได
เกิดความวนุ วาย เนือ่ งจากภาวะแหง แลง ทีเ่ กิดข้ึนทําใหเ กิดการรุกรานและการอพยพ
จํานวนประชากรท่ีเพม่ิ สงู ขน้ึ ทําใหป ระชาชนจากเมดิเตอเรเนียนตองอพยพออกจาก
ถ่นิ ฐานเดิม กลุม ชนเหลา น้ถี ูกเรียกวาชาวทะเล (sea people) นักรบชาวทะเลเหลา นี้
ประกอบดว ยคนเชือ้ ชาตติ างๆ เชน ไมซเี น อเี จยี น ฟล ิสทีน แมกระทัง่ ชาวซีเรยี โดยพวก
เขาไดเขารกุ รานและทาํ ลายบา นเมอื งตางๆเร่ือยมา

ส่ิงที่พวกนตี้ อ งการ คอื ดนิ แดนใหมท ี่ อดุ มสมบูรณซ ึง่ พวกเขาจะตั้งถ่ินฐานได
นอกจากนชี้ าวทะเลเหลา นีย้ ังไดเ ขา โจมตีและทาํ ลายนครฮตั ตูซัสเมอื งหลวงของ
จักรวรรดฮิ ิตไตท จนราบคาบจากนนั้ ชาวทะเลจงึ มุง หนามายังอียิปตดนิ แดนอูขาวอนู ํ้า
ของโลกโบราณ และในปท ี่1179 กอ น ค.ศ. สงครามระหวางชาวทะเลกับอยี ปิ ตก ็เกดิ ขึน้

ฟาโรหรามเสสที่3 สามารถพชิ ิตกองทัพชาวทะเลไดท้ังทางบกและทางนาํ้ ทาํ ให
สามารถปกปองจกั รวรรดิไดส าํ เรจ็ ช่ือเสยี งของพระองคเลอื่ งระบือ หลังสงครามพระองค
ยังปราบปรามพวกลเิ บียท่กี อ กบฎลงได ทําใหจกั รวรรดเิ รมิ่ ฟนตัวอกี ครง้ั แตทวา สงคราม
ทีย่ าวนานทาํ ใหอ ียปิ ตสญู เสยี กาํ ลงั คนไปมากการคา ก็หดหายไปทาํ ใหอยี ิปตข าดรายได
และทามกลาง ปญ หานเี้ องรามเสสท่ี3 ก็สวรรคตลง

17

6. ยคุ ปลายของอาณาจกั ร (เรม่ิ ตง้ั แต 1075 - 332ป กอ น ค.ศ.) ราชวงศท ยี่ ส่ี บิ เอด็ ถงึ
สามสบิ เอด็

วาระแหง ความเสอ่ื มสญู : หลงั การสวรรคตของรามเสสท3ี่ อยี ปิ ตก ลบั สคู วามวนุ วายอกี ครงั้ ทงั้ จาก
ปญ หาการเมอื งและความอดอยาก ในทส่ี ดุ อยี ปิ ตก แ็ ตกแยกกลายเปน กก เปน เหลา บรรดาเมอื งตา งๆตงั้ ตน
เปน อสิ ระ ชาวลเิ บยี ซง่ึ เปน นกั โทษสงครามของรามเสส ถอื โอกาสตงั้ ตนเปน อสิ ระผนู าํ ของพวกเขานามวา
โชชอง(Chochong) ไดเ ปน ฟาโรหแ ละรวบรวมแผน ดนิ ไดส าํ เรจ็ แตก เ็ ปน เพยี งชว งสนั้ ๆและบา นเมอื งกเ็ ขา
สสู ภาพแตกแยกอกี ครงั้

ในปท ี่ 663 กอ นครสิ ตกาล กษตั รยิ อ สั ซบู านปิ าลแหง อสั สเิ รยี ไดย กกองทพั เขา รกุ รานอยี ปิ ต เมอื งตา งๆ
ถกู ทําลาย ทรพั ยส มบตั ถิ กู ปลน ชงิ และอยี ปิ ตก ไ็ มอ าจฟน ตวั ไดอ กี ตอ มาในปท 5่ี 25 กอ น ค.ศ. อยี ปิ ตก ถ็ กู
ปกครองโดยชาวเปอรเ ซยี และเมอ่ื อเลก็ ซานเดอรม หาราชแหง มาซโี ดเนยี ซงึ่ เปน ชนเชอ้ื ชาตกิ รกี พชิ ติ
เปอรเ ซยี ลง อยี ปิ ตก ต็ กเปน ของมาซโี ดเนยี ในปท 3่ี 35 กอ นครสิ ตกาล

18

อยี ปิ ตต กเปน ของมาซโี ดเนยี

หลงั การสวรรคตของอเลก็ ซานเดอรจ กั รวรรดมิ าซโิ ดเนยี ของพระองคล ม สลายลง เหลา ขนุ ศกึ
มาซโี ดเนยี ตา งตงั้ ตนเปน ใหญใ นดนิ แดนตา งๆทพี่ ระองคพ ชิ ติ มา นายพลปโตเลมขี นุ ศกึ ของ
พระองคก ต็ ง้ั ตนเปน ฟาโรหแ ละ ตง้ั ราชวงศป โตเลมซี งึ่ ถอื เปน ราชวงศส ดุ ทา ย ขนึ้ ปกครองอยี ปิ ต
โดยมเี มอื งหลวงทอี่ เลก็ ซานเดรยี

ปท ี่ 36 กอ นครสิ ตกาล พระนางคลโี อพตั ราแหง ราชวงศป โตเลมพี า ยแพก องทพั โรมนั ท่ี
แอคตอิ มุ (Actium) และไดป ลดิ ชวี ติ ตนเองลงจากนน้ั จกั รวรรดโิ รมนั จงึ ผนวกอยี ปิ ตเ ขา เปน สว น
หนง่ึ ของโรมและ นน่ั คอื การลม สลายลงโดยสน้ิ เชงิ จากนน้ั มา อยี ปิ ตก ลายเปน เพยี งมณฑลหนง่ึ
ของโรมและกลายเปน ของจกั รวรรดไิ บเซนไทนใ นเวลาตอ มา และไดถ กู พวกมสุ ลมิ เขา ยดึ ครองใน
ภายหลงั

วนั เวลาของฟาโรหแ ละอาณาจกั รของพระองคจ บลงไปแลว และนน่ั กค็ อื ชะตากรรมทไ่ี มว า
อาณาจกั รใดๆจะยงิ่ ใหญ สกั เพยี งไหนกไ็ มอ าจจะหลกี พน

19

ประวัตศิ าสตร เนเฟอรต ติ ิ ราชนิ ีอยี ปิ ตผูหายสาบสญู

ราชนิ ี “เนเฟอรตติ ”ิ แปลวา “ผูงดงามหมดจด” แหง อียิปตโบราณไดร บั การยกยองมานานหลาย
พันปว าเปนเจาของใบหนาที่งดงามสมบูรณแบบ และรูปปน ทอ นบนนี้เองทเี่ ปน ตัวอยางของความเขาใจ
อยา งถอ งแทข องชาวอียปิ ตโ บราณเก่ียวสัดสว นขององคประกอบบนใบหนาในตาํ นานไดก ลา วไววา
อียิปตไมเคยสรา งหญงิ ใดงามไดเ ทาพระนางเนเฟอรติติซึง่ เปน ผสู มบรู ณแบบดวยพระสิรโิ ฉมอนั งดงาม
สวมมงกุฎสูง และโกนพระเกศาเพอื่ ปอ งกนั เหาโรคราย และความรอนของอยี ปิ ต

นอกจากนเ้ี รือ่ งราวชวี ิตตน ตระกูลของเนเฟอรต ติ กิ ็ไมมีใครทราบวาบดิ ามารดาของเนเฟอรตติ ิเปน
ใคร แตม ีผูเหน็ พอ งตองกนั วาเธออาจเปน ธดิ าของเอย ผูท ีไ่ ดเ ปนฟาโรหใ นเวลาตอมา กับมเหสที ีม่ ชี อื่ วา
เทย อีกทฤษฎีหน่งึ กลา ววา เนเฟอรติติแทจ ริงคือเจา หญงิ ทาดูคีปา ธดิ าของกษัตริยทัชรัตตาแหงมที าน
นี ในมวนคัมภีรโ บราณมีการกลาวถึงชื่อนเี มรธี ิน เปนอีกชอ่ื หนง่ึ ของพระนาง แตก ็ยังไมไดรับการยนื ยนั
อยางเปน ทางการ ยงั มีผเู สนอแนวคดิ วาพระนางเปน ธิดา หรอื พระญาตกิ บั ฟาโรหอ าเมนโฮเทปทสี่ าม
หรือไมก ็เปนชนชนั้ สูงของชาวเธบ

20

อกี ทฤษฎหี น่ึงยกใหเนเฟอรตติ เิ ปน ธดิ าของซตี ามุน นองสาวตา งมารดาของอาเมนโฮเทปท่สี าม โดยมพี ระราชินีเอยี เรเปน
พระมารดาของนาง เอยี เรเคยมตี าํ แหนงเปนองครัชทายาท แตต าํ แหนงดังกลา วตอ งสิน้ สดุ ลงเมือ่ อาเมนโฮเทปทสี่ ามขน้ึ
ครองบลั ลงั ก ซตี ามุนถกู เลี้ยงดใู หเ ปน มเหสขี องทเี ย แตก ไ็ มม ีหลกั ฐานวา พระนางมีโอรสธิดากบั ผใู ดหรอื ไม มหี ลักฐาน
อยา งหนงึ่ ท่บี ง บอกวาทง้ั ซีตามุนและเนเฟอรติติตางก็มีความสัมพันธท างสายเลือดกัน นัน่ คอื ช่ือของท้ังคตู า งก็หมายความ
วา “ผเู ลอโฉม” เนเฟอรตติ ินับถอื เทพเพียงองคเ ดียว น่ันกค็ ืออาตอน ทัง้ น้ี อาเคนาเตน สวามีของพระนางอาจเปนพระ
บิดา หรือไมก็พ่ชี ายตา งมารดาของฟาโรหต ตุ ันคามนุ ขึ้นอยูก ับวา จะนบั ญาติแบบไหน

วนั ทเ่ี นเฟอรติตอิ ภิเษกสมรสกับอาเมนโฮเทปทสี่ ่ี และตอมาไดรับการสถาปนาเปน พระชายาของพระองคน ้ันไมอ าจ
ระบุไดแนนอน อยางไรก็ดี ท้ังคมู บี ุตรสาวดว ยกนั หกคน ตามรายชอื่ และปเกดิ ตอ ไปน้ี:

เมรตี าเตน – เกิดในปที่ 2 หลังจากท่อี าเมนโฮเทปทส่ี ี่ข้ึนครองราชย (1348 ปก อนคริสตกาล)เมเคตาเตน – เกดิ ในปท ี่
3 (1347 ปกอ นคริสตกาล)อานเคเซนปาเตน, ผทู ีต่ อมาเปนชายาของ ฟาโรหต ุตนั คามุน – เกดิ ในปท่ี 4 (1346 ปกอ น
ครสิ ตกาล)เนเฟอรเ นเฟอรัวเตน ตาเชริต – เกิดในปท่ี 6 (1344 ปก อนคริสตกาล)เนเฟอรเนเฟอรร ูเรNeferneferure –
เกิดในปท่ี 9 (1341 ปก อนครสิ ตกาล)เซเตเปนเร – เกดิ ในปท ี่ 11 (1339 ปก อ นคริสตกาล)

ในปท ส่ี ี่ของการครองราชย (1346 ปกอนคริสตกาล)อาเมนโฮเทปท่สี ี่ไดเ รม่ิ สรางศาสนสถานเพื่อบูชาเทพอาเตน และ
ยังเชอื่ อีกวา ปเดียวกันนี้พระองคไ ดเ รม่ิ กอ สรางอาเคตาเตน เมอื งหลวงแหง ใหม ซึ่งปจ จุบันน้เี ปนทรี่ จู กั กนั ในชือ่ เมืองอา
มารน า ในปทีห่ า ของการครองราชย (1345 ปก อนครสิ ตกาล) อาเมนโฮเทปที่สี่ ไดเปลีย่ นพระนามของพระองคอยา งเปน
ทางการเปนอาเคนาเตน เพือ่ เปนสญั ลักษณข องศาสนสถานแหง ใหม คาดกนั วาเหตุการณด งั กลาวเกิดข้นึ ในวนั ท่ี 2
มกราคมของปน้นั ในปทีเ่ จด็ ของการครองราชย (1343 ปกอนครสิ ตกาล) ไดม ีการยายเมอื งหลวงจากกรงุ ธีบ ไปยังอามาร
นา แมวา จะยงั มกี ารกอ สรา งตอไปอกี ถึงสองป (จนกระท่ัง 1341 ปกอนครสิ ตกาล เมอื งใหมถกู อุทศิ ใหกับศาสนาใหมของ

21ท้งั คู เช่ือกนั วารูปปน ครึง่ ตัวอันโดง ดงั ของเนเฟอรต ิตถิ กู สรางขึน้ ในปนเ้ี อง

อกั ษรจารกึ ช้นิ หนง่ึ ระบุวา ราววนั ท่ี 21 พฤศจิกายน ในปท ่ี 12 ของการครองราชย (1338 ปกอ นคริสตกาล) ไดม กี ารกลาวถึงเม
เคตาเตน พระธิดาเปน ครั้งสดุ ทาย จงึ เชอื่ กนั วา นางอาจจะสิ้นพระชนมไ มน านหลงั จากนน้ั รูปสลักนนู ตํา่ ในสสุ านของอาเคนาเตน
ในสุสานกษตั รยิ แ หง อามารน ามีรูปงานศพของนาง

ในชว ง ศตวรรษท่ี 14 กอ นครสิ ตกาล ฟาโรหผปู กครองอาณาจักรไอยคปุ ตท รงพระนามวา อาเคนาเตน (Akhenaten) ระยะ
เวลา 17 ป ท่คี รองราชยนัน้ พระองคไ ดป ฏริ ปู ศาสนา และศลิ ปกรรมของอยี ปิ ตอ ยางมากมาย กอความระสํา่ ระสายใหแ กนักบวช
ดัง้ เดมิ จนกลายเปน ความโกรธแคน อาฆาต ซ่ึงบุคคลท่ีสนบั สนุนอยูเบ้อื งหลงั ฟาโรหแ ละมอี ทิ ธพิ ลตอราชวงศไอยคปุ ตก ค็ อื พระ
มเหสเี อกของพระองคผูมีพระนามวา เนเฟอรตติ ี (Nefertiti) ดงั จะเห็นไดจ ากจติ รกรรมและประตมิ ากรรมตา งๆในยคุ นั้น ทีม่ ีรปู
พระนางเนเฟอรต ติ ีปรากฏอยูรว มกับพระรปู ของอาเคนาเตนเสมอๆ จนบางคร้งั แทบดูไมออกวา องคใดคือกษตั รยิ  องคใดคือราชนิ ี

รปู โฉมของเนเฟอรตติ ี มีลักษณะเปนสตรีเอวบาง แตบ ้นั ทายและสะโพกหนา ชุดท่ีพระนางสวมใส มักจะบางเบาโปรงแสง
ทําใหแลดูมีเสนห ยว่ั ยวน จนไดรบั สมญาวา “พระพกั ตรงาม ทรงความเบิกบาน เปนผูใหความสําราญหาใครเทียม” และแตเดิมน้ัน
บรรดาประชากรอียปิ ต มีศาสนาที่นบั ถือพระเจาหลายองค (พหเุ ทวนยิ ม) โดยมีเหลานกั บวช เปนผดู แู ลทําพธิ ใี นวิหารตางๆ แตอ า
เคนาเตน ไดน ําเอาศาสนาพระเจาองคเดียว (เอกเทวนยิ ม) คือ สรุ ยิ เทพอาเตน มายดั เยยี ด และไดป ฏริ ปู ศาสนา อยา งถอนราก
ถอนโคน อาทิ

หลังจากข้นึ ครองราชยไดไมนาน ฟาโรหก ็ ทรงมบี ญั ชาใหสรา งเมืองหลวงขนึ้ ใหม กลางดินแดนอยี ิปตระหวา งเมอื งธีบิสกบั
เมมฟส สาํ หรบั การสกั การบชู าเทพอาเตน โดยเฉพาะชื่อของนครนี้ คือ อาเคตาเตน (Akhetaten) แปลวา “ขอบฟา แหงเทพอา
เตน” ทรงยา ยสมาชิกในราชวงศ ตลอดจนขุนนาง และบริพารใกลช ิดไปอยูที่เมืองหลวงใหมน ้ี ใจกลางนครมี มหาวิหารสถิตเทพอา

22เตนกบั มพี ระราชวงั หลวง โดยมอี าคารพกั อาศยั ของขา ราชบริพารอยูร อบนอก มีสสุ านของพระราชวงศอ ยทู หี่ นาผานอกเมือง

แมแตพระนามเดิมของฟาโรหคอื เอเมนโฮเทปที่ 4 ก็ยงั ทรงเปล่ียนมาเปน อาเคนาเตน ซ่ึงแปลวา “วิญญาณอนั รงุ โรจนของอาเตน”
เทพอาเตน มีสัญลกั ษณเ ปนแผนกลมท่ีมีรศั มีแผออกมาเปนรปู มอื เลก็ ๆ ซง่ึ หมายถงึ กาํ เนิดชีวิต หรอื จะหมายถึงพลงั แหง สุริยเทพก็ได
มหาวหิ ารทฟี าโรหและมเหสสี รา งถวาย เทพอาเตนน้ัน เปนแบบวหิ ารสรุ ยิ โบราณท่ไี มม ีหลงั คา ปลอยใหแ สงแดดสอ งลงมาไดเตม็ ที่

นอกจากจะคลงั่ ไคลบ ูชาอาเตนเตม็ ที่แลว ฟาโรหย งั กระทาํ ยํา่ ยีศาสนาเดมิ โดยมีบญั ชาใหปดวิหารเทพเจา อ่นื ๆ จนสน้ิ ลบรปู
สัญลักษณต างๆในวหิ าร รบิ ขาวของสมบตั ิตา งๆ ภายในวิหารแลว นาํ เอารูปเทพอาเตน เขาไปต้งั แทน เพื่อใหราษฎรอยี ิปตสักการบูชา
สรางความโกรธเปนเดือดเปน แคนแก นกั บวชท่เี คยมอี ทิ ธิพลตอจติ ใจ ของชนอียปิ ตอ ยา งมากมาย

ในปท ่ี 1336 กอนคริสตกาล ฟาโรหอาเคนาเตน สน้ิ พระชนม แผน ดินตกอยูใ นการปกครองของผูสาํ เรจ็ ราชการนาม เนเฟอรเนเฟอรู
อาเตน ซ่ึงไมมีใครรูแนช ดั วาเขาเปน ใครมาจากไหน บางคน กลา ววา เปน ลูกพลี่ กู นอ งกับอาเคนาเตน ผูมีนามวา เสมน็ คาเร แตห ลายคน
กลา ววา เขามิใชใครอน่ื หากแตเ ปน มเหสีเอกเนเฟอรติตนี ่ันเอง เนเฟอรตติ นิ ้ันไมปรากฏพระองค หรอื มีบทบาทใดๆ ใหเหน็ ในชวงทายๆ
รชั กาลอาเคนาเตน จะเปน ดว ยเหตผุ ลใดไมแนชัด แตสันนิษฐานวา ทรงรูด วี า พระองคน ้ันมสี วนรวมกับฟาโรหทําลายลางศาสนาเดมิ และ
ไดสรา งศตั รูไวม ากมาย จงึ ตอ งทรงซอ นเรน และปกครองอยี ิปตต อมาอยางไมเปด เผยพระองค ในชว งระยะเวลาอันสัน้ ราว 3 ป ในฐานะผู
สําเร็จราชการนี้ ไดม คี วามพยายามทจี่ ะประนปี ระนอมรื้อฟนการบูชาเทพเจา ดง้ั เดมิ ขน้ึ ใหม เพ่อื บรรเทาความอาฆาตแคนของศัตรู หาก
แตไมเ ปนผล การสน้ิ พระชนมข องเนเฟอรต ิตีเปน เรอ่ื งลกึ ลับ บางคนถึงกับอา งวา พระนางสน้ิ พระชนมก อ นหนา พระสวามีดว ยซา้ํ

อยา งไรก็ตาม โดยทม่ี ีผเู กลียดชงั มาก ทําใหภ าพของเนเฟอรติตติ ามวงั และวหิ ารตางๆ ถกู ลบพระพกั ตร ออก อันเปนการ
กระทาํ ที่เกดิ จากความเคียดแคน อาฆาต ที่สะสมมานาน และโดยเหตุทพี่ ระนาง มใี บหนา ทส่ี วยงามกวานางใดในแผน ดิน ดว ยเหตุ
น้ีเองทใี่ บหนา ของพระนางในรูปเขยี นตางๆ จึงถูกทาํ ลายอยางเฉพาะเจาะจง! และแมแตม มั ม่ีของพระนาง ก็ยังไมมีหลักฐาน
ปรากฏชัดเจนวาอยูหนใด

23

จวบจนกระท่งั นักอียิปต วทิ ยาไดส ันนิษฐานวา มมั ม่ี 1 ใน 3 รา ง ทพ่ี บในสุสานหมายเลข KV 35 แหง หุบเขากษตั รยิ 
ใกลเ คยี งกับสสุ านของตุตันคาเมน นั่นนา จะเปนมัมมข่ี องเนเฟอรติติดังท่กี ลา ว ในเบื้องตน น่นั เหตุผลของการ
สันนิษฐานประมวลไดว า มัมม่ีรา งน้ันมคี อเรยี วยาวดุจหงส ซึง่ ละมา ยกับรูปลกั ษณของเนเฟอรต ิตผิ ูง ดงาม และอายุของ
มัมม่ีน้ีกอ็ ยใู นยคุ เดยี วกบั พระนาง นอกจากน้ี ตลอดรา งของมัมมก่ี ถ็ กู ทําลายเสยี หาย เชน ใบหูถกู เจาะ ศรี ษะถกู โกน
ค้ิวถกู กดเปน รอย ลาํ ตวั มรี ้วิ รอย ซ่ึงลว นตรงกบั ความเสยี หายที่เกิดข้นึ ตอภาพเขียนทง้ั หลายของพระนาง และทสี่ าํ คญั
คือ ไดพบวิกผมสไตลนเู บยี น ตกอยใู กลๆ กบั มัมมท่ี งั้ 3 เปน แบบวกิ ผมที่ เนเฟอรต ิติ และสมาชกิ ราชวงศข องเธอสวมใส
อยเู ปนประจาํ ! ทาํ ใหนาเชอื่ ไดวา มมั มน่ี ีก้ ค็ อื พระศพ ของพระนางเนเฟอรติติ ราชนิ ีผมู บี ทบาทสําคญั ทัง้ ในฐานะเมยี
และแมนนั่ เอง

สําหรบั รูปแกะสลักของเนเฟอรต ิตกิ ับ อาเคนาเตน และธดิ าสามองค จากเมืองอามารนา ปจ จบุ ันอยทู พ่ี พิ ิธภณั ฑ
อียปิ ต แหงกรงุ เบอรล นิ เนเฟอรต ติ ิ (1370 – 1330 ปก อ นคริสตกาล) เปนราชนิ ขี องฟาโรหอ าเมนโฮเทป ท่ี 4 แหง
อียปิ ต (ภายหลังไดเ ปลย่ี นพระนามมาเปนอาเคนาเตน) และพระมารดาสะใภข องฟาโรหต ุตันคามนุ กลา วกนั วา เนเฟอร
ติตอิ าจเคยข้ึนครองบัลลังกอ ยี ปิ ตเปน ชวงเวลาสัน้ ๆหลงั จากพระสวามสี ิ้นพระชนม และกอนท่ฟี าโรหตตุ ันคามนุ จะเถลงิ
ศริ ริ าชสมบตั ิ แตก็ยงั เปน ทีถ่ กเถียงกนั ในหมูนกั วิชาการ ชื่อของพระนางอาจแปลไดโดยสงั เขปวา โฉมงามผูม าสู และยัง
พองกับคาํ เรยี กเครื่องประดับชนดิ หนง่ึ ท่ีเปนลกู ปด ทองคาํ รปู ยาวรี ดงั ท่เี ราเหน็ รปู ปนของเธอสวมใสอยเู สมอ ลกู ปด
ชนดิ นี้เรียกวา ลูกปด”เนเฟอร”

24

เนเฟอรต ิติโดงดังจากรูปปน ทอ นบน ท่ตี อนน้ีจดั แสดงอยูท ่พี พิ ิธภณั ฑอียิปตแ หงชาตเิ ยอรมนีในนคร
เบอรล นิ รูปปน ดงั กลาวเปน รูปทถี่ ูกทําเลียนแบบซ้าํ มากทีส่ ดุ ในบรรดาศิลปวัตถุของไอยคุปต สรา งขึ้นโดย
ประติมากร Djhutmose และถูกคนพบในหอ งทาํ งานศิลปะของเขา รปู ปน ทอนบนนมี้ ชี อ่ื เสยี งโดง ดงั
เนือ่ งจากเปน ตัวอยา งของความเขาใจอยา งถอ งแทข องชาวอยี ปิ ตโบราณเกย่ี วสัดสวนขององคประกอบบน
ใบหนา

พระนางถูกเรยี กขานมากมายหลายชอ่ื ท่ีวิหารคารน ัก มศี ลิ าจารกึ ท่ีขานพระนางวา เปน ‘ผูสบื ทอด’
‘ที่สุดของผูเปนที่โปรดปราน’ ‘ผมู ีสเนห ’ ‘ผูแผความสขุ ’ ‘ชายาผอู อนหวาน’ ‘ผูเปน ทีร่ กั ’ ‘ผูป ลอบประโลม
หัวใจขององคร าชาในวงั ’ ‘ผูมถี อยคาํ ออนโยน’ ‘ชายาแหงอียปิ ตต อนบนและอยี ิปตตอนลา ง’ ‘ชายาของ
กษตั ริยผูยงิ่ ใหญ’ ‘ผทู กี่ ษัตรยิ ท รงรกั ’ ‘สตรีแหงดนิ แดนทง้ั สอง’ ‘เนเฟอรติต’ิ พระเศยี รจําลองของ “เน
เฟอรต ิติ” ถูกคนพบในอยี ปิ ตเมอื่ ป 1912 บริเวณ เตล เอล อมารน า ซงึ่ เคยเปนเมืองหลวงในรัชสมยั ของ
ฟาโรหอ เคนาเตน พระราชสวามีของพระองค

25

THANK YOU

นางสาวอรวลิ ัย ชายทน ม.6/1 เลขท่ี 10


Click to View FlipBook Version