19
17ก
บทคัดยอ่
ช่อื เรื่อง : การพฒั นาทักษะการคดิ เลขเร็วดว้ ยแบบเสริมทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคณู พาเพลิน” ของนักเรียนชั้น
มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 โรงเรยี นบ้านแมย่ างหา้
ผูว้ ิจยั : นายเมธี วรรณวงค์
ปี พ.ศ. : 2564
การวิจัยครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพ่ือแก้ปัญหาการท่องสูตรคูณไม่คล่องของนักเรียนระดับช้ัน
มธั ยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2564 2) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิของแบบทดสอบการท่องสูตรคูณก่อนและ
หลงั การใชเ้ ทคนิคการทอ่ งสูตรคณู ผ่านเกณฑ์การประเมนิ ร้อยละ 80
เครอื่ งมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย ได้แก่ 1) แบบฝึกพัฒนาทักษะการคิดเลขเร็วดว้ ย “สตู รคณู พาเพลิน” มรี ูปแบบ
ท้ังหมด 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.1) ชนิดคาตอบเดียว และ 1.2) ชนิดหลายคาตอบ และ 2) การท่องสูตรคูณ มี
ท้งั หมด 2 วิธี คอื 2.1) ใหน้ กั เรยี นท่องสูตรคูณแม่ 2 ถึงแม่ 12 2.2) เปิดปา้ ยทายผลคณู
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและวิเคราะห์
เปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธทิ์ างการจดจาสูตรคูณดว้ ยการเปรยี บเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลยี่
ผลการวจิ ยั พบวา่
1) ผลสัมฤทธิ์ของคะแนนทดสอบผลสัมฤทธิ์ของคะแนนทดสอบก่อนฝึกแก้ปัญหาการท่องสูตรคูณไม่
คล่องเพ่ือการพัฒนาทักษะการคิดเลขเร็วด้วยแบบเสริมทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณพาเพลิน” ของนักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 ปีการศึกษา 2564 มคี ่าเฉล่ีย 36.75 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.15 คิดเป็นรอ้ ยละ
91.88 ส่วนผลสัมฤทธิ์ของคะแนนทดสอบหลงั ฝึกแกป้ ัญหาการท่องสูตรคูณไม่คล่องเพื่อการพัฒนาทกั ษะการคิด
เลขเร็วด้วยแบบเสริมทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณพาเพลิน”ของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา
2564 มีค่าเฉล่ีย 39.25 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.90 คิดเป็นร้อยละ 98.13 ซ่ึงเป็นตามสมติฐานที่ตั้งไว้ซ่ึง
นักเรียนท่ีทดสอบมีระดับคะแนนผ่านเกณฑ์การประเมินร้อยละ 80 ทุกคน 2) การเปรียบเทียบคะแนนทดสอบ
เพื่อการพัฒนาทักษะการคิดเลขเร็วด้วยแบบเสริมทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณพาเพลิน” ของนักเรียนระดับช้ัน
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 ปีการศึกษา 2564 มคี ่าเฉลยี่ สงู กว่าคะแนนทดสอบก่อนฝกึ อยู่ 2.50 คะแนน แสดงว่าคะแนน
ทไ่ี ดจ้ ากการทดสอบหลงั เรียนสูงกว่าคะแนนท่ไี ดจ้ ากการทดสอบกอ่ นเรยี นซงึ่ เปน็ จริงตามสมมตฐิ านท่ีตงั้ ไว้
1ข8
คำนำ
รายงานการวิจยั ในช้นั เรียนเลม่ นี้เพอื่ พฒั นาทักษะการคิดเลขเร็วด้วยแบบเสรมิ ทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณ
พาเพลิน” ของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โดยมีนักเรียนจานวน 20 คน ซึ่งเป็น
การส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดเลข และสนับสนุนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใ นระดับช้ัน
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2
งานวจิ ยั ช้ินนี้ ประสบความสาเรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงค์ทุกประการ ข้าพเจ้าจงึ ได้จัดทารายงานวิจยั ในช้ันเรยี น
ฉบับนี้ขึ้น เพื่อรายงานผลการใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียนในการศึกษาต่อไป รวมทั้งเพ่ือ
จะนาเผยแพรแ่ ก่ผู้ทสี่ นใจท่ัวไป
เมธี วรรณวงค์
ผวู้ ิจยั
16
ค
สารบญั
บทคัดยอ่ ………………………………………………………………………………………………………………. ก
ข
คานา …………………………………………………………………………………………………………………… ค
1
สารบัญ ………………………………………………………………………………………………………………… 1
2
บทที่ 1 บทนา ………………………………………….…………………………………………………………… 2
ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา……….………………………………………..……………
วัตถุประสงค์การวิจยั ……….………………………………………………………………………….…… 2
สมมตฐิ านสาหรบั การวิจยั ……….………………………………………………………………………… 2
ขอบเขตของการวิจัย ……….………………………………………………………………..……………… 2
นิยามศพั ท์เฉพาะ……….……………………………………………………………………………..……… 3
ประโยชน์ทีค่ าดว่าจะไดร้ บั ……….……………………………………………………….……………… 3
4
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ียวขอ้ ง ……….………………………………………………………….. 4
ความหมายของการจัดการเรียนการสอน ……….…………………………………………………… 5
ความสาคญั ของกิจกรรมการเรียนการสอน ……….…………………………………………………
จุดมงุ่ หมายของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ……….………………………………………. 6
การคดิ เลขในใจ (Mental Math หรือ Figuring in You head) ……..….………………… 7
บทความ “ทาไมนักการศึกษาทว่ั โลกจึงอยากใหเ้ ดก็ ในประเทศของเขาสนใจคณติ ศาสตร์?”
9
งานวจิ ัยทีเ่ กยี่ วข้อง ……….……………………………………………………………….………………… 9
9
บทท่ี 3 วธิ ีดาเนินการ ……….…………………………………………….………………………………………
กลุ่มเป้าหมาย ……….………………………..……………………………………………….……………… 9
เครื่องมือท่ีใชใ้ นการวจิ ัย ……….……………………………………………………………..…………… 10
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล ……….…………………………………………………………..………………… 10
การวิเคราะห์ขอ้ มลู ……….……………………………………………………………………….………… 11
สถิติทใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล ……….……………………………………….………………………… 13
13
บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ……….………………………………………………….…….………………
13
บทที่ 5 สรุป อภปิ รายและข้อเสนอแนะ ……….………………………….……………………………..… 13
สรุปผลการวิจยั ……….……………………………………………………………………………….……… 14
อภปิ รายผล ……….………………………………………………………….…………………………………
ขอ้ เสนอแนะ ……….…………………………………………..………………………………………………
บรรณานุกรม ……….……………………………………………………………...............................................
บทท่ี 1
บทนำ
ควำมเป็นมำและควำมสำคัญของปญั หำ
คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล เป็นขั้นตอน เพ่ือใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ ที่
ซบั ซ้อน คณิตศาสตร์เข้ามามีบทบาทตอ่ การดารงชีวิตของมนุษย์ตลอด คณิตศาสตร์จึงเป็นสิ่งท่ีมีค่าต่อการพัฒนา
คุณภาพของประชาชนทุกชาติ เพราะคณิตศาสตร์ไม่ใช่แค่เรื่องของงานด้านการแพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ แม้งาน
ด้านธุรกิจ จิตวิทยา การวิจัยค้นหาความจริงในศาสตร์ต่าง ๆ ทุกด้าน รวมท้ังการใชช้ ีวิตประจาวัน คณิตศาสตร์ก็
เป็นเครื่องมือสาคัญท่ีจะช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น ดีข้ึน ไม่ว่าจะเป็นด้านชีวิตประจาวัน เช่น การทาบัญชีรายรับ
รายจ่าย ด้านวิทยาศาสตร์ เช่น การทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล ด้านอุตสาหกรรมในการสร้างรูปแบบและการ
ทดลองและขบวนการของเครื่องจักร สร้างเข่ือน สร้างทางหลวง และในด้านธุรกิจ ใช้ประโยชน์ในการดาเนิน
กจิ การและจัดการท่ีเกี่ยวขอ้ งกับการซ้ือขาย เปน็ ต้น
ในปัจจุบันมีเด็กจานวนไม่น้อยท่ีไม่ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เนื่องจากมีความคิดในแง่ลบเกี่ยวกับวิชา
คณิตศาสตร์ เช่น ยาก น่าเบื่อ เรียนไม่เก่ง เด็กเก่งเท่านั้นท่ีจะเรียนคณิตศาสตร์รู้เรื่อง เรียนไปก็ไม่ได้ใช้เพราะมี
เครื่องคิดเลข เป็นต้น ซ่ึงจากความคิดเหล่านจ้ี ะนาพาไปสู่ความไม่ตั้งใจเรียน แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปในปัญหาจริงๆ
แล้ว การทน่ี ักเรยี นไมช่ อบเรยี นคณิตศาสตรเ์ ป็นเพราะมีพ้นื ฐานในการคานวณทีไ่ ม่ดี เช่น การบวกการลบ การคูณ
การหาร หรือแม้กระท่ังการท่องสูตรคูณที่ใครหลายคนมองข้าม ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจในการท่องการท่องสูตรคูณเป็น
สิ่งท่ีสาคัญในการคิดคานวณท้ังในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา นักเรียนที่ท่องสูตรคูณไม่คล่อง จะคิด
คานวณได้ช้า ได้คาตอบทีผ่ ิดและไม่สนกุ กบั การเรียน และมีพฤติกรรมการติดการใช้เคร่ืองคิดเลขแทนการคานวณ
ด้วยตนเอง ซึ่งการแก้ปัญหามีด้วยกันหลายวิธี เช่น การให้นักเรียนท่องสูตรคูณพร้อมกัน ให้ท่องเป็นรายบุคคล
เป็นตน้
ผู้วิจัยได้ทาการสอนวิชาคณติ ศาสตร์ในมัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563 ของโรงเรียนบ้านแมย่ างห้า
อาเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ จากการสังเกตขณะสอน และผลการเรียนพบว่านักเรียนที่ขาดทักษะทางด้านการ
คานวณมีผลการเรียนท่ีไม่ค่อยดีนัก เมื่อครูถามคาถามเกี่ยวกับการคูณหรือสูตรคูณ มีนักเรียนท่ีตอบคาถามไม่ได้
หรอื ตอบผิด เม่ือตอบโดยไม่ใช้เครื่องคานวณ ซงึ่ เป็นผลจากการทน่ี ักเรียนยงั ขาดทกั ษะด้านการบวก ลบ คูณ หาร
สว่ นหนึง่ มาจากการท่องสูตรคณู ไมแ่ มน่ ยาเท่าที่ควร
ดังน้ัน จึงกล่าวได้ว่าสมรรถภาพการคิดเลขเร็ว เป็นสมรรถภาพหน่ึงท่ีเป็นปัญหาในการจัดการเรียนการ
สอน ซึ่งส่งผลทาให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในวิชาคณิตศาสตร์โดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ท่ีต่า และเม่ือพิจารณาถึง
สาเหตุที่ทาให้การเรียนการสอนไม่ประสบความสาเร็จนั้นพบว่า มีหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น ตัวครูผู้สอนที่ขาด
ความรู้ความเข้าใจในหลักสูตร ทฤษฎี หลักการสอน ใช้วิธีการสอนแบบเดิม คือ ให้หลักการ ยกตัวอย่างแล้วทา
แบบฝึกหดั ปัญหาเก่ียวกับสื่อการเรียนการสอน และตวั นักเรียน และในการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตสาสตร์
ปัญหาท่ีมักจะพบอีกอย่างหน่ึงคือ นักเรียนขาดการฝึกทักษะอย่างต่อเน่ือง จะมีแต่เพียงการฝึกทักษะตาม
แบบฝกึ หดั ในหนังสอื เรียนน้นั ขาดเทคนิควธิ ีการคิดทีห่ ลากหลาย
จากปัญหาดังกลา่ วผู้วิจยั ในฐานะครูผู้สอนจึงมีความสนใจทจ่ี ะพฒั นาทกั ษะการคิดเลขเร็วด้วยแบบเสริม
ทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณพาเพลิน” เพ่ือให้นักเรียนมีทักษะในการคูณเลขได้อย่างรวดเร็ว และเป็นแนวทางใน
การสรา้ งแบบฝกึ เสรมิ ทักษะคณิตศาสตร์ในเน้ือหาอื่นในระดับต่อไป
2
วตั ถุประสงค์ของกำรวิจัย
1. เพ่ือแก้ปัญหาการทอ่ งสตู รคูณไม่คล่องของนกั เรียนระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564
2. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของแบบทดสอบการท่องสูตรคูณก่อนและหลังการใช้เทคนิคการท่องสูตร
คณู ผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ รอ้ ยละ 80
สมมติฐำนกำรวจิ ัย
1. คา่ เฉลีย่ ของคะแนนทนี่ ักเรียนทาแบบเสรมิ ทักษะคดิ เลขเรว็ “สตู รคูณพาเพลนิ ” หลงั เรยี นสูงกว่ากอ่ น
เรยี น
2. ทักษะการคิดเลขเรว็ ของนักเรยี นโรงเรยี นบ้านแม่ยางหา้ โดยใช้แบบเสริมทกั ษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณ
พาเพลนิ ” ส่งผลให้นกั เรียนมีพืน้ ฐานการคิดคานวณท่ีดีขึ้น และสามารถทาแบบทดสอบผ่านเกณฑ์การประเมนิ
ร้อยละ 80
ขอบเขตของกำรวิจัย
1. กลุ่มเป้ำหมำยในกำรวจิ ัยในชัน้ เรยี น
นกั เรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 จานวน 20 คน โรงเรยี นบา้ นแมย่ างหา้ อาเภอสะเมงิ จังหวดั เชยี งใหม่
ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564
2. ระยะเวลำ ท่ีทาวจิ ัยในช้ันเรียนที่นาไปสอนหรือแกป้ ัญหาหรอื พฒั นาผเู้ รียนภาคเรยี น 2 ปกี ารศึกษา
2564
3. ตวั แปรที่ศึกษำ
ตัวแปรตน้ คอื แบบเสรมิ ทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณพาเพลิน”
ตัวแปรตาม คอื ผลสัมฤทธขิ์ องแบบทดสอบการท่องสตู รคูณหลังฝึกทักษะมคี ะแนนสงู กวา่ กอ่ นการฝึก
ทักษะ
นิยำมศพั ทท์ ่ใี ช้ในกำรวิจัย
1. แบบเสรมิ ทกั ษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณพาเพลิน” หมายถงึ กิจกรรมหรอื ข้อคาถามทผ่ี ูศ้ ึกษาค้นคว้าสรา้ ง
ขนึ้ สาหรับนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 2 เพ่ือฝึกทกั ษะการคิดคานวณของแม่สูตรคูณโดยการคณู เพอ่ื ให้ได้คาตอบ
อยา่ งถูกตอ้ งและรวดเร็วตามเวลาที่กาหนด
2. ทักษะการคิดเลขเรว็ หมายถงึ คะแนนของผเู้ รียนท่ีไดจ้ ากการทาแบบทดสอบวัดทักษะคิดเลขเรว็ ของ
สตู รคณู ทผ่ี ู้ศึกษาดนั คว้าสรา้ งข้นึ เป็นแบบทดสอบแบบเติมคาตอบ จานวน 40 ข้อ
ประโยชนท์ ไ่ี ดร้ บั
1. นักเรยี นสามารถทาแบบเสรมิ ทกั ษะคิดเลขเรว็ “สตู รคูณพาเพลนิ ” สงู กวา่ ก่อนการใช้การแบบเสริม
ทกั ษะคดิ เลขเรว็ “สตู รคณู พาเพลนิ ”
2. ช่วยพัฒนากจิ กรรมการเรียนการสอนใหม้ ีประสิทธิภาพมากยิง่ ข้ึน
3. นักเรยี นมีเจตคติท่ีดีต่อการเรียนคณิตศาสตร์
3
บทที่ 2
วรรณกรรมและงำนวิจัยทเ่ี กี่ยวข้อง
การศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการคิดเลขเร็วด้วยแบบเสริมทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณพาเพลิน”
ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนบ้านแม่ยางห้า ผู้ศึกษาได้ทบทวนเอกสารและ
วรรณกรรมทเี่ กยี่ วขอ้ งดังรายละเอยี ดต่อไปนี้
1. ความหมายของการจดั การเรยี นการสอน
2. ความสาคัญของกจิ กรรมการเรียนการสอน
3. จุดม่งุ หมายของการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน
4. การคดิ เลขในใจ (Mental Math หรือ Figuring in You head
5. บทความ “ทาไมนักการศึกษาท่ัวโลกจงึ อยากใหเ้ ด็กในประเทศของเขาสนใจคณติ ศาสตร์?”
6. งานวิจัยทเี่ กี่ยวข้อง
1. ควำมหมำยของกำรจดั กำรเรียนกำรสอน
การให้ความหมายของการจัดการเรียนการสอน มีผู้ให้ความหมายท่ีคล้ายคลึงกัน ในหลักการแต่มี
รายละเอยี ดที่แตกตา่ งกัน ดงั น้ี
วรัทยา ธรรมกิตติภพ (2548 : 24) ได้สรุปการเรียนการสอน หมายถึง ขั้นตอน ข้อเสนอแนะในการ
ดาเนินการจัดการเรียนการสอนให้สัมพันธ์กับเน้ือหา เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้หรือเกิดประสิทธิผลแก่ผู้เรียน
หรือบรรลวุ ัตถุประสงคใ์ นการเรยี นการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ
อาภรณ์ ใจเท่ียง (2546 : 72)ให้ความหมายการเรียนการสอน หมายถึง การปฏิบัติต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวกับ
การเรียนการสอนและการกระทาทกุ สงิ่ ทุกอย่างที่จดั ขึน้ จากความร่วมมือระหวา่ งผู้สอนและผู้เรียนเพ่ือให้การสอน
ดาเนินไปอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพและการเรียนรขู้ องผู้เรียนบรรลุสู่จุดประสงคก์ ารสอนทีก่ าหนดไว้
ชาติชาย พทิ ักษ์ธนาคม (2544 : 236 - 237) การเรียนการสอน หมายถงึ การปฏิบัติตา่ ง ๆ ทีเ่ ก่ยี วกับ
การเรียนการสอนเพ่ือให้การสอนดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและการเรียนรู้ของผู้เรียนบรรลุสู่จุดประสงค์การ
สอนทกี่ าหนดไว้
ไสว ฟักขาว (2544 : 18)ให้ความหมายการเรียนการสอน หมายถึง กระบวนการท่ีมี การวางแผนเพื่อ
จัดสภาพการณ์ให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนในการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนในด้านต่าง ๆ ตาม
เปา้ หมายที่วางไว้ ซึง่ ในระหวา่ งการปฏิสัมพันธน์ ้นั ผูส้ อนก็จะได้เรยี นร้จู ากผู้เรียนดว้ ย
อรทัย มูลคาและสุวิทย์ มูลคา (2544 : 11) ได้ให้ความหมาย การเรียนการสอน หมายถึง การจัด
กจิ กรรมประสบการณห์ รือสถานการณ์ใด ๆ ทม่ี คี วามหมายกบั ผู้เรยี น ไดล้ งมือปฏบิ ตั ิและปฏิสัมพนั ธ์กับสิ่งเหลา่ น้ี
ดว้ ยตนเอง โดยการสงั เกต วเิ คราะห์ ปฏบิ ตั ิ สรปุ เพอื่ สร้างนยิ ามความหมายและผลิตองค์ความรูด้ ้วยตนเอง ทาให้
เกิดการเรยี นรู้ทกุ ด้านอย่าง สมดุล
กรมวิชาการ (2544) ใหค้ วามหมายการเรียนการสอน หมายถงึ ขน้ั ตอนทคี่ รนู ากิจกรรมต่าง ๆ ท่กี าหนด
ไว้ในแผนการเรยี นรู้มาสู่การปฏิบัติจรงิ โดยเนน้ นักเรียนเปน็ สาคญั เพื่อใหน้ ักเรียนเกิดการเรียนรู้และมีคุณลักษณะ
ตามเปา้ หมายที่ต้องการ
จากที่กล่าวมาข้างต้นพอสรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอนน้ันหมายถึง สภาพการเรียนรู้ ท่ีกาหนดข้ึน
เพื่อนาผู้เรียนไปสู่เป้าหมาย เพ่ือให้บรรลุจุดประสงค์การเรียนการสอนที่กาหนดไว้ในแผนการเรียนรู้ให้เหมาะสม
สอดคล้องกับเนือ้ หาและสภาพแวดล้อม การเรียนรู้ในดา้ นตา่ ง ๆ โดยเนน้ ผเู้ รยี นเป็นสาคญั
4
2. ควำมสำคญั ของกิจกรรมกำรเรียนกำรสอน
กจิ กรรมการเรยี นการสอนเป็นองค์ประกอบทส่ี าคัญของการเรียนการสอนเพราะ กจิ กรรมการเรยี น การ
สอนของผู้เรียนและผู้สอนที่เหมาะสมจะทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ อย่างแท้จริง (อาภรณ์ ใจเท่ียง, 2546: 72
อ้างถงึ วารี ถิระจิตร เชาวกรี ตพิ งศ์ , 2530 : 162- 163) ไดก้ ลา่ วถงึ ความสาคญั ของกิจกรรมการเรยี นการ
สอนไวด้ งั น้ี
2.1 กจิ กรรมช่วยเรา้ ความสนใจของเด็ก
2.2 กจิ กรรมจะเปดิ โอกาสให้นักเรยี นประสบความสาเร็จ
2.3 กจิ กรรมจะชว่ ยปลกู ฝงั ความเปน็ ประชาธิปไตย
2.4 กิจกรรมจะช่วยปลูกฝังความรบั ผดิ ชอบ
2.5 กจิ กรรมจะช่วยปลกู ฝงั และสง่ เสรมิ ความคิดรเิ รมิ่ สร้างสรรค์
2.6 กิจกรรมจะช่วยใหน้ ักเรยี นได้มกี ารเคลอื่ นไหว
2.7 กิจกรรมจะช่วยให้นกั เรยี นได้รสู้ กึ สนกุ สนาน
2.8 กิจกรรมช่วยใหเ้ หน็ ความแตกต่างระหวา่ งบุคคล
2.9 กิจกรรมชว่ ยขยายความรแู้ ละประสบการณข์ องเด็กให้กวา้ งขวาง
2.10 กิจกรรมจะชว่ ยส่งเสริมความงอกงามและพฒั นาการของเด็ก
2.11 กจิ กรรมจะช่วยสง่ เสรมิ ทกั ษะ
2.12. กจิ กรรมจะชว่ ยปลกู ฝังเจตคตทิ ด่ี ี
2.13 กจิ กรรมจะช่วยส่งเสรมิ ให้เดก็ รู้จักทางานเป็นหมู่
2.14 กจิ กรรมจะชว่ ยให้เดก็ เกดิ ความเข้าใจในบทเรียน
2.15.กิจกรรมจะช่วยส่งเสรมิ ใหเ้ ด็กเกิดความซาบซง้ึ ความงามในเรื่องตา่ ง
ดังนั้น ผู้สอนจึงไม่ควรละเลยท่ีจะจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้น่าสนใจ ให้สอดคล้องกับวัย สติปัญญา
ความสามารถของผู้เรยี น และเน้ือหาของบทเรียนนัน้ โดยต้องจัดอย่างมจี ุดมงุ่ หมาย
3. จดุ มงุ่ หมำยของกำรจดั กิจกรรมกำรเรยี นกำรสอน
การจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน ชาติชาย พทิ ักษ์ธนาคม (2544 : 238) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของ
การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน ดงั นี้
1. เพื่อให้ผเู้ รียนเกิดพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปญั ญา ไปพร้อมกัน
2. เพอ่ื สนองความสามารถ ความถนดั ความสนใจของผู้เรยี นทกุ คน ซง่ึ แตล่ ะคนจะมแี ตกตา่ งกนั
3. เพ่ือสร้างบรรยากาศการเรียนการสอน ให้ผู้เรียนเรียนด้วยความเพลิดเพลิน ไม่เกิดความรู้สึกเบื่อ
หน่ายในการเรยี น
4. เพ่ือสนองเจตนารมณ์ของหลักสูตร ให้ผู้เรียนได้คิดเป็น ทาเป็น แก้ปัญหาเป็นและ เกิดทักษะ
กระบวนการ
5. เพื่อส่งเสริมให้ผูเ้ รียนกล้าแสดงออก และมสี ่วนร่วมในการเรียน ผ้สู อนจึงควรจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอนทุกคร้งั เพ่ือประโยชนแ์ ก่ผู้เรยี นเป็นสาคญั
สอดคล้องกับ ไสว ฟักขาว (2544 : 25-26) ท่ีได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอนท่ีดีนน้ั จะทาใหเ้ กิดส่ิงต่อไปนี้
1. ผู้เรยี นเรยี นรู้อยา่ งมคี วามหมายและมีเป้าหมาย
2. ผเู้ รียนไดใ้ ช้วธิ กี ารเรยี นร้แู บบ "ฉลาดรู"้
3. ผู้เรียนมีการพฒั นาการเรียนร้ทู ีจ่ ะทาใหร้ ูจ้ ริง รแู้ จง้ รูส้ ึกซง้ึ และเรยี นรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชวี ิต
5
4. ผู้เรียนสามารถนาความรู้ไปใช้อย่างเหมาะสมบนพื้นฐานของการรู้จักตนเอง การผสมผสานในศาสตร์
ต่าง ๆ และใชอ้ ยา่ งมีคณุ ธรรม เพ่อื พฒั นาชีวิตและสงั คม
5. ผูเ้ รยี นมกี ารพัฒนาอยา่ งสมดลุ ในคณุ ลักษณะทางกาย ปญั ญา คุณธรรมและทกั ษะการใชช้ ีวติ
จากจุดม่งุ หมายของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนดังกลา่ วสรปุ ได้ว่า ครูผู้สอน จึงควร จดั กจิ กรรมการ
เรียนการสอนทุกครัง้ เพอื่ ประโยชนแ์ กผ่ ู้เรียน ทาให้ผู้เรียนเกดิ การเรยี นรูแ้ ละเรยี นรู้อยา่ งมีความสุข
4. กำรคดิ เลขในใจ (Mental Math หรอื Figuring in You head)
การคิดเลขในใจ (Mental Math หรอื Figuring in You head) นนั้ เป็นสง่ิ สาคัญ จาเป็น และมีประโยชน์
ในการเรียนคณิตศาสตร์ การฝึกคิดเลขในใจนั้นควรฝึกทุกระดับต้ังแต่ระดับประถมศึกษา แล้วก็จะช่วยส่งผลต่อ
การเรียนคณติ ศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษา และหากนกั เรียนมีทักษะการคิดเลขในใจในระดับมัธยมศึกษาแล้วก็จะ
ช่วยสง่ ผลตอ่ การเรียนชัน้ ระดับอดุ มศกึ ษาเชน่ กนั อยา่ งแนน่ อน
การจัดกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกคิดเลขในใจนั้น ควรจัดผสมผสานไปในกระบวนการเรียนการสอน
และกระบวนการคิดทางคณติ ศาสตร์การคิดเลขในใจเป็นการคิดเลขทไ่ี มใ่ ชเ้ ครื่องชว่ ย เช่น กระดาษ ดินสอ เคร่ือง
คิดเลข เป็นการฝึกคิดเลขในหัว Jack A. Hope, Larry leutzinger, Barbara J.Reys และ Robert E.Reys เชื่อ
วา่ การคิดเลขในใจจะก่อให้เกดิ ประโยชนม์ ากมาย ดงั นี้
1. การคิดเลขในใจจะช่วยให้นักเรียนแก่ปัญหาต่าง ๆ ได้ดีข้ึน (Calculation in your head is a
practical life skill โจทยป์ ัญหาการคิดคานวณในชีวิตประจาวันหลายตอ่ หลายแบบน้ันสามารถหาคาตอบได้โดย
การคิดในใจ เพราะในความเป็นจริงขณะท่ีเราพบปัญหา เราอาจจะต้องการทราบคาตอบเด๋ียวนั้นเลย การคิดหา
คาตอบต้องทาในหัว ไม่ใช้กระดาษ ดินสอหรือเครื่องคิดเลขยกตัวอย่าง เช่น ขณะท่ีเรากาลังออกเดินทางจาก
สนามบนิ แหง่ หนึ่ง departure board ระบุว่า Fight ที่เราจะออกเดินทางคอื 15.35 น. เรามองดนู าฬิกาขณะน้ัน
เป็นเวลา 14.49 น. ถาว่ามีเวลาเหลือเท่าไร ? เรามีเวลาเหลือพอที่จะหาอะไรทานไหม เหล่านี้จาเป็นต้องคิด
คานวณในใจเลยซง่ึ ถ้าเราฝกึ ทักษะคดิ เลขในใจมาประจากจ็ ะชว่ ยใหเ้ ราแกป้ ญั หาดงั กลา่ วไดง้ ่ายขึน้
2. การฝึกคิดเลขในใจจะช่วยให้นักเรียนเขียนแสดงวิธีทาได้ง่ายข้ึนและเร็วข้ึน (Skill at mental math
can make written computation easier or quicker) เช่นในการหาคาตอบของ 1,000 x 945 นักเรยี นบาง
คนอาจเขียนแสดงการหาคาตอบดังน้ี 1000
945X
5000
40000
900000
945000
ในขณะทีน่ กั เรยี นซึง่ ฝกึ คิดเลขในใจมาเป็นประจาสามารถหาคาตอบได้ในหวั ข้อแลว้ และลดขน้ั ตอน การ
เขยี นแสดงวิธีทาเหลือแคบ่ รรทัดเดยี วคือ 1,000 x 945 = 945,000 เช่นเดยี วกบั การหาตอบของโจทย์ขอ้ นี้
44
3 3 10
6 6 10
5+ 5+
7 7 10
22
55
32
6
นักเรียนสามารถคิดในใจได้คาตอบ ถูกต้องแม่นยาและรวดเร็วโดยบวกจานวนสองจานวนที่ครบสิบก่อน
แล้วจงึ บวกกบั จานวนท่ีเหลือ (10 +10+ 10+ 2 = 32) ในขณะที่นักเรียนบางคนอาจใช้วิธีบวกทีละข้ันตอน ซึ่ง
กวา่ จะไดค้ าตอบก็อาจใชเ้ วลามากกว่า
3. การคิดเลขในใจจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการประมาณ (Proficiency in mental math
contributes to increased skill in estimation) ทักษะการประมาณเป็นเร่ืองที่สาคัญในการเรียนการสอน
คณิตศาสตร์ในปัจจุบันเพราะการประมาณจะช่วยในการตรวจสอบคาตอบว่าน่าจะเป็นไปได้ไหม สามเหตุสมผล
ไหม (make any sence) เช่น เป็นไปได้ไหมที่คาตอบของ 400x198 จะมากกว่า 80,000 (ซึ่งเป็นไปไม่ได้
เพราะวา่ 400 x 200 = 80.000)
4. การคิดเลขในใจจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดีข้ึน คือ ค่าประจาหลัก การกระทาทาง
คณิตศาสตร์และสมบัติต่าง ๆ ของจานวน (Mental calculator can lead to a better understanding of
place value, mathematical operations, and basic number properties) ท่งั น้ีเพราะหากนักเรียนสามารถ
หาคาตอบได้จากการคิดเลขในใจน้ันก็แสดงว่า นักเรียนต้องมีความเข้าใจในความคิดรวบยอดหลักการต่างๆ ท่ี
เกยี่ วกบั จานวนเป็นอย่างดีแลว้ เช่นกนั
ครูควรให้นักเรียนทาแบบฝึกหดั คิดเลขในใจหลังจากทน่ี ักเรยี นเข้าใจในหลกั การและวธิ กี ารแล้วการฝึกคิด
เลขในใจจะช่วยให้นักเรียนมีทักษะ ความชานาญในการคิดเลขได้อย่างถูกต้อง แม่นยา และรวดเร็วนอกจากนี้ยัง
ช่วยลับสมองให้ต่ืนตัวตลอดเวลาในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ครูควรหาแบบฝึกหัดมาให้นักเรียนทาทั้งท่ีเป็น
แบบฝึกหักสาหรับคดิ เลขในใจปะปนอยู่ด้วยตลอดเวลา ในหนังสือเรยี นคณิตศาสตร์บางครงั้ จะเสนอแบบฝึกหัดให้
นักเรียนตอบด้วยว่าจา นั่นก็เป็นรูปแบบหน่ึงของแบบฝึกหัดที่ต้องการให้นักเรียนฝึกคิดเลขในใจ โปรดระลึกว่า
การฝึกคิดเลขในใจน้ันควรให้นักเรียนได้ฝึกเป็นประจาทุกวันอย่างสม่าเสมอทาวันละน้อยแต่ต่อเนื่องและควรทา
กบั นักเรียนทุกระดับต้ังแต่ประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา หากครูผ้สู อนคณติ ศาสตรท์ ุกคนไดฝ้ ึกให้
นกั เรยี นไดร้ ู้จักคดิ เลขในใจเป็นประจาก็เช่ือได้ว่านักเรียนจะมีทักษะการบวกลบคูณหารดีขนึ้ คิดได้ถูกตอ้ ง แม่นยา
และรวดเร็วขึ้นภาพลกั ษณ์ของเดก็ ไทยในศตวรรษท่ี 21 อาจเป็น "เด็กไทยคิดเลขเกง่ และเร็วกว่าเครื่องคดิ เลข" ก็
ได้ (ปานทอง กุลนาถศริ ิ, วารสาร สสวท ปีท่ี 97 หน้า 25 26)
5. ทำไมนักกำรศกึ ษำทวั่ โลกจงึ อยำกใหเ้ ดก็ ในประเทศของเขำสนใจคณติ ศำสตร์?
ทุกวันน้ีหลายประเทศจัดให้มีการส่งเสริม ชักชวน เช้ือเชิญ เด็ก ครู และผู้ปกครองให้สนใจคณิตศาสตร์
และมีการสอนคณิตศาสตร์ตั้งแต่ระดับเริ่มเข้าเรียนเลยนะครับ องค์กรระดับโลก เช่น องค์กรความร่วมมือและ
พัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือท่ีเรียกว่า OECD (Organization for Economic Cooperation and Development)
ซ่งึ มีสมาชิก 34 ประเทศ เป็นประเทศที่มกี ารพัฒนาด้านต่าง ๆสูง เช่น ออสเตรเลีย,ออสเตรยี , เบลเยียม,แคนาดา
ชลิ ี สาธารณรฐั เช็ก เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีช ฮังการี ไอซ์แลนดไ์ อร์แลนด์, อิสราเอล
อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เม็กชิโก เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส สโลวะเกีย สโลวีเนีย สเปน
สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ตุรกี สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ส่วนในเอเชียเรามี 2 ประเทศ
เท่านนั้ ท่ีเปน็ สมาชิก คอื ญี่ปุ่น, สาธารณรัฐเกาหลี
แม้ประเทศจีนยังต้องรอการพิจารณาเข้าเป็นสมาชิกองค์กรน้ีเป็นองค์กรที่มีบทบาทสาคัญในการ
เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศสมาชิก ได้จัดทาโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ
(Programme for International Student Assessment หรือ PISA) เพ่ือสารวจวา่ ระบบการศึกษาของประเทศ
ได้เตรียมเยาวชนของชาติให้พร้อมสาหรับการใช้ชีวิต และการมีส่วนร่วมในสังคมในอนาคตเพียงพอหรือไม่ โดย
PISA เน้นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนวัย 15 ปี ที่จะใช้ความรู้และทักษะเพื่อเผชิญกับโลกในชีวิตจริง
มากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน การประเมินน้ี PISA ให้ความสาคัญ 3 ด้าน คือ ด้านการอ่าน
7
คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เพราะเขาเช่ือว่าถ้าเยาวชนมีความรู้ 3 ด้านนี้ จะช่วยให้ประเทศมีการพัฒนาจาก
คุณภาพการศกึ ษาของเยาวชน
การทค่ี ณิตศาสตร์มีความสาคญั เพราะคณติ ศาสตร์ไม่ใช่แค่การคานวณ แต่คณิตศาสตร์คือกระบวนการ
คิดอย่างมีเหตุผล เปน็ ข้ันตอน เพื่อใชแ้ ก้ปญั หาต่าง ท่ซี ับซ้อน ถา้ เดก็ มีความสามารถคิดอย่างคณิตศาสตร์ได้จะทา
ให้เป็นคนท่ีมีคุณภาพ เพราะรู้จักคิดวิเคราะห์ มีเหตุผล รู้จักการนาความรู้ไปแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตและการ
ทางาน
คณิตศาสตร์จึงเป็นส่ิงที่มีค่าต่อการพัฒนาคุณภาพของประชาชนทุกชาติ เพราะคณิตศาสตร์ไม่ใช่แค่เร่ือง
ของงานด้านการแพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ แมง้ านด้านธรุ กิจ จิตวทิ ยา การวิจยั คันหาความจรงิ ในศาสตร์ต่าง ๆ ทุก
ดา้ น คณติ ศาสตร์จึงเป็นส่ิงที่มคี ่าต่อการพัฒนาคุณภาพของประชาชนทุกชาติ เพราะคณติ ศาสตรไ์ มใช่แค่เรื่องของ
งานด้านการแพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ แมง้ านด้านธรุ กิจ จิตวทิ ยา การวิจัยคันหาความจริงในศาสตรต์ ่าง ๆ ทกุ ด้าน
รวมทั้งการใช้ชวี ติ ประจาวนั คณิตศาสตรก์ ็เป็นเครื่องมอื สาคัญทจี่ ะช่วยใหช้ ีวิตเรางา่ ยขึ้น ดขี ้ึน
การตัดสนิ ใจตา่ ง ๆ เช่น ซ้ือสินคา้ การเดินทาง การทาอาหาร สว่ นผสมปยุ้ ฯลฯ ถา้ นาคณิตศาสตร์มาชว่ ย
กม็ ักจะเกดิ ผลดีกวา่ การคาดเดา
ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์" ประธานคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติ เล่าถึงการสอบ
เปน็ ครูสอนภาษาญี่ปุน่ ท่ีประเทศญ่ีปนุ่ ท่านบอกว่าเขาให้สอบอยู่ 2 วชิ า วชิ าแรกคือ การสอนภาษาญป่ี ุ่น ส่วนอีก
วชิ าคอื คณิตศาสตรค์ รบั เขาใหเ้ หตุผลว่า ถา้ คณิตศาสตร์ใชไ้ ดแ้ สดงวา่ เป็นคนทมี่ เี หตุผลรู้จักคดิ เป็นขนั้ ตอน ซึง่ เป็น
คณุ สมบัติทเี่ หมาะจะเปน็ ครูคาถามคอื ทาไมเดก็ สว่ นใหญ่ไม่ชอบเรยี นคณิตศาสตร์ ? เด็กไม่ชอบคณติ ศาสตร์เพราะ
2 สาเหตุ คือ 1) เขาคานวณไม่เก่ง เขาไม่ชอบคานวณ และ 2) คณิตศาสตร์ท่ีคุณครูสอนตามเนื้อทาไนหลักสูตร
นั้น มันห่างไกลกับชีวิตจริง เขาไม่สามารถนามันมาใช้ได้นอกจากใช้เพ่ือการสอบการสอนคณิตศาสตร์แบบด้ังเดิม
จงึ ควรได้รบั การพัฒนาเพอ่ื ให้สอดคลอ้ งกับสภาพแวดลอ้ มที่เปลี่ยนไป คณุ ครคู วรลดความสาคัญของการคานวณที่
สรา้ งความนา่ กลัวให้เด็กในห้องเรยี น (วริ ยิ ะ ฤาชยั พาณิชย์, คอลมั น์Education Ideas)
6.งำนวจิ ัยที่เกี่ยวข้อง
ผลงานวิจัยเก่ียวกับการแก้ปัญหาการท่องสูตรคูณไม่คล่องเพ่ือพัฒนาการคิดคานวณ ด้วยการใช้เทคนิค
การท่องสูตรคูณ ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีท่ี 1 มีหลากหลาย ดังน้ันผู้วิจัยจึงได้คัดเลือก
ผลงานวิจัยท่ีเกีย่ วข้องดงั ต่อไปน้ี
ทพิ วรรณ สืบสมบัติ (2554 : บทคัดย่อ ได้ศึกษาการใช้เทคนิคการท่องสูตรคูณเพื่อพัฒนาทักษะการคิด
คานวณ ชัน้ ป.4/1 ผลการวจิ ัยพบวา่
1. จากการใหน้ ักเรยี นทดลองท่องสูตรคูณทั้ง 6 วธิ ี ดงั น้ี
วิธที ี่ 1 ให้นักเรียนท่องแบบเดิม โดยให้นกั เรยี นทง้ั ชั้นเรียนท่องแบบเดิมก่อนพรอ้ มๆกัน เช่น "สอง หนึ่ง
สอง, สอง สอง ส่"ี
วิธีท่ี 2 ให้นักเรียนท่องแบบย้อนหลัง โดยให้นักเรียนทั้งช้ันเรียนท่องแบบเดิมก่อนพร้อมๆกัน พอ
นกั เรียนเริ่มจาได้แล้วครูให้นักเรียน ชาย - หญิง ท่องสลับกัน โดยนักเรียนชายท่องว่า "สอง สิบสอง เป็น ย่ีสิบสี่"
นักเรียนหญิงท่องตามว่า "สอง สิบเอ็ด เป็น ยสี่ ิบสอง"
วิธที ี่ 3 ใหน้ กั เรียนท่องสลับกันคนละประโยค โดยครจู ะสุ่มเรียกเลขท่ีนักเรียนชายและนกั เรียนหญิงเช่น
นักเรยี นชาย เลขท่ี 3, 11, 18.... กาหนดใหท้ อ่ งสูตรคูณแม่ 6 นักเรยี นหญิง เลขที่ 26, 33, 4.... กาหนดให้ท่อง
สูตรคณู แม่ 7
วธิ ีที่ 4 ให้นักเรียนท่องสตู รคูณแบบเดมิ คนละประโยค โดยครจู ะส่มุ เรียกเลขทสี่ ลบั กันระหวา่ งชาย -
หญงิ
8
วิธีท่ี 5 ให้นักเรียนท่องสูตรคูณแบบย้อนหลังคนละประโยค โดยครูจะสุ่มเรียกเลขที่สลับกันระหว่าง
ชาย - หญิง
วธิ ีท่ี 6 ครูตง้ั คำถำม โดยครจู ะสุ่มเรยี กเลขท่สี ลับกนั ระหว่างชาย – หญิง
จากความคิดเห็นของนักเรียนช้ัน ป. 4/1 จานวน 44 คน ในเรื่องการใช้เทคนิคการท่องสูตรคูณ เพ่ือ
พฒั นาดา้ นทกั ษะการคดิ คานวณนน้ั แสดงค่าเฉลยี่ ท่ชี อบมากทสี่ ุด ดังน้ี
อันดับท่ี 1 แบบท่ี 3 ใหน้ ักเรียนทอ่ งสลบั กนั คนละประโยค
อันดับที่ 2 แบบที่ 4 ใหน้ กั เรียนท่องสตู รคูณแบบเดิมคนละประโยค
อันดับท่ี 3 แบบท่ี 2 ใหน้ ักเรียนทอ่ งแบบย้อนหลัง
อนั ดับท่ี 4 แบบท่ี 1 ใหน้ ักเรียนท่องแบบเดิม
อันดับที่ 5 แบบที่ 5 ให้นกั เรียนทอ่ งสูตรคูณแบบย้อนหลงั คนละประโยค
อันดับที่ 6 แบบที่ 6 ครตู ้งั คาถาม
2. นกั เรียนมีคะแนนสอบสูตรคูณจานวน 100 ข้อ คร้ังท่ี 1 มีคา่ เฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 79.06 และคร้ังที่
2 มีค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 82. 11 ดังน้ัน จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการทดสอบสูตรคูณของครั้งที่ 1
และ 2 มีค่าเฉลี่ยสูงขนึ้ ร้อยละ 3.05
จากเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่าการมีพ้ืนฐานการคิดคานวณทาง
คณติ ศาสตร์เปน็ สิ่งสาคัญอย่างยงิ่ เพอ่ื ใหน้ ักศกึ ษาได้รบั การฝึกฝนอบรมให้มีความรูค้ วามสามารถในการปฏบิ ตั ิงาน
ตลอดจนมที ศั นคตทิ ีด่ ีและมที ักษะในวชิ าชีพถงึ เกณฑ์ซง่ึ เปน็ ท่ียอมรับก่อนท่จี ะเขา้ สู่ตลาดแรงงาน
9
บทที่ 3
วธิ ีดำเนินกำรวจิ ัย
การศึกษาวิจัยเร่ืองการพัฒนาทักษะการคิดเลขเร็วด้วยแบบเสริมทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณพา
เพลิน” ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนบ้านแม่ยางห้า เป็นการวิจัยเชิงทดลอง
ผู้วิจัยได้กาหนดวธิ กี ารดาเนินการวจิ ัยดังน้ี
1. กลุ่มเป้ำหมำย
นกั เรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 จานวน 20 คน โรงเรยี นบ้านแมย่ างหา้ อาเภอสะเมงิ จงั หวัดเชียงใหม่
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564
2. เครื่องมือท่ใี ช้ในกำรวจิ ยั
1. แบบฝึกพัฒนาทักษะการคิดเลขเร็วด้วย “สูตรคูณพาเพลิน” จานวน 40 ข้อ โดยใช้เวลาในการทา
แบบทดสอบ 2 นาที 30 วินาที โดยแบบฝกึ พัฒนาทกั ษะการคดิ เลขเร็วด้วย “สูตรคณู พาเพลิน” มีรูปแบบท้ังหมด
2 รูปแบบ ได้แก่ 1) ชนดิ คาตอบเดียว และ 2) ชนิดหลายคาตอบ
2. การทอ่ งสตู รคูณ มที ้งั หมด 2 วิธี คือ 1) ใหน้ ักเรียนท่องสูตรคูณแม่ 2 ถงึ แม่ 12 โดยนักเรยี นตอ้ งทอ่ ง
แบบคล่องแคล่ว 2) เปิดป้ายทายผลคูณ โดยผู้เรียนต้องเปิดป้ายทายผลคูณซึ่งมีจานวนท้ังหมด 30 แผ่น โดย
ผู้เรียนต้องตอบถกู อย่างน้อย 29 แผ่นขึ้นไป ซึ่งคาเป็นรอ้ ยละ 96.97 โดยโจทย์ในแผ่นป้ายนั้นจะเป็นผลคณู ของ
สูตรคูณแม่ 6 ถงึ แม่ 12 โดยครูผู้สอนใชว้ ิธีการส่มุ โจทย์
3. กำรเก็บรวบรวมข้อมูล (เขยี นเป็นข้อ ๆ ระบวุ า่ ครูมี ข้ันตอนการนาวิธีสอน หรือการนานวัตกรรมมาใช้ใน
การแกป้ ัญหาและพฒั นาการเรียนการสอนกบั ผู้เรยี น อย่างไร)
สาหรับวิธีการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ในการวิจัยครั้งน้ี ผูว้ ิจัยไดด้ าเนนิ การดงั นี้
1. การสร้างแบบทดสอบเสริมทักษะคิดเลขเรว็ “สูตรคณู พาเพลิน” 40 ขอ้ เพ่ือใชว้ ดั ผลสัมฤทธกิ์ ่อนและ
หลงั ซง่ึ มีรปู แบบท้ังหมด 2 รปู แบบ ได้แก่ 1) ชนดิ คาตอบเดียว และ 2) ชนดิ หลายคาตอบ
2. ให้นักเรยี นมาสอบทอ่ งสูตรคณู แม่ 2 ถึง 12 โดยท่องแบบปากเปล่า ภายในระยะเวลา 3 เดือน และ
เมื่อนักเรียนท่องสูตรคูณครบ ผู้เรียนสามารถเปิดแผ่นป้ายทายผลคูณได้ โดยผู้เรียนเปิดแผ่นป้ายแล้วตอบอย่าง
คล่องแคล่วจานวน 30 ข้อ โดยแต่ละข้อสามารถมีเวลาตอบเพียง 3 วินาที และนักเรียนสามารถผดิ ได้แค่จานวน
1 ข้อเท่านั้น และถ้านักเรียนผิดจานวนมากกว่า 1 ข้อ นักเรียนสามารถสอบได้กี่ครั้งก็ได้จนกว่านักเรียนจะผ่าน
ตามเกณฑ์ที่ครูกาหนด
3. ก่อนเรียนเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ ครูให้นักเรียนทาแบบทดสอบเสริมทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณพา
เพลิน จานวน 40 ข้อ โดยกาหนดเวลาในการทา 2 นาที 30 วนิ าที ตลอดภาคเรยี นที่ 1
4. วเิ คราะห์ข้อมูลจากแบบทดสอบเสริมทกั ษะคดิ เลขเร็ว “สตู รคูณพาเพลิน” และเก็บเป็นข้อมูลเชิงสถิติ
ต่อไป
10
4. กำรวเิ ครำะหข์ อ้ มูล
1. วิเคราะห์คะแนนจากแบบทดสอบเสริมทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณพาเพลิน” โดยใช้ค่าร้อยละ (%),
คา่ เฉล่ีย(μ) และค่าสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน(S.D.)
2. เปรียบเทียบคะแนนจากแบบทดสอบเสริมทกั ษะคิดเลขเรว็ ก่อนและหลงั การใช้ “สูตรคูณพาเพลิน”
โดยใช้คา่ เฉลย่ี (μ)
5. สถิตทิ ่ีใชใ้ นกำรวิเครำะหข์ ้อมูล
การหาค่าสถิติพื้นฐานคือร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของคะแนนท่ีได้จากกา ร
แบบทดสอบเสรมิ ทักษะคิดเลขเรว็ “สตู รคณู พาเพลนิ ” โดยใชส้ ตู รดงั น้ี (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2543 : 102–103)
5.1 ค่ำรอ้ ยละ f
N
P= ×100
เมอ่ื P แทน ค่ารอ้ ยละ
f แทน ความถ่ีที่ตอ้ งการแปลงใหเ้ ปน็ รอ้ ยละ
N แทน จานวนความถี่ทั้งหมด
5.2 คำ่ เฉลยี่ (สูตรทีใ่ ช้ในการคานวณหาคา่ เฉลยี่ , พรรณี ลีกิจวฒั นะ,2551:135)
Σx
μ = N
เม่ือ μ แทน คา่ เฉลยี่
Σx แทน ผลรวมของคะแนนในชุดขอ้ มูล
N แทน จานวนข้อมูลทั้งหมด
5.3 กำรเปรียบเทียบผลของคะแนนทดสอบก่อนเรียนและคะแนนทดสอบหลังเรียนค่ำ D โดยกำรหำ
ผลตำ่ งระหว่ำงค่ำเฉลีย่ (พรรณี ลกี จิ วฒั นะ, 2551 : 145 - 146 )
D=Σμy-Σμx
เมอ่ื D แทน ผลตา่ งระหว่างค่าเฉล่ยี
Σμy แทน คา่ เฉลีย่ คะแนนทดสอบหลังเรยี น
Σμx แทน ค่าเฉลยี่ คะแนนทดสอบกอ่ นเรยี น
Σ แทน ผลรวม
11
บทท่ี 4
ผลกำรวิเครำะหข์ ้อมลู
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการพัฒนาทักษะการคดิ เลขเร็วด้วยแบบเสริมทกั ษะคดิ เลขเรว็ “สตู รคณู พาเพลิน”
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนบ้านแม่ยางห้า ผลการวิเคราะห์
ข้อมลู ปรากฏดงั น้ี
1. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังของการใช้แบบทดสอบเสริมทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณพา
เพลิน” โดยผ่านเกณฑ์การประเมินร้อยละ 80 ผ้วู ิจยั ได้ดาเนนิ การดงั ตอ่ ไปน้ี
1.1 ก่อนเรียนเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ ครูให้นักเรียนทาแบบทดสอบเสริมทักษะคิดเลขเร็ว
“สตู รคูณพาเพลนิ จานวน 40 ขอ้ โดยกาหนดเวลาในการทา 2 นาที 30 วนิ าที ตลอดภาคเรียนท่ี 1
1.2 วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบทดสอบเสริมทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณพาเพลิน” และเก็บเป็น
ขอ้ มูลเชงิ สถิตติ อ่ ไป
ตำรำงที่ 1 แสดงคะแนนจำกกำรทำแบบทดสอบกำรท่องสูตรคูณ 40 ข้อ ก่อนและหลังกำรใช้เทคนคิ กำรทอ่ ง
สตู รคูณ ของนักเรยี น 20 คน
ที่ ชอื่ -นำมสกุล คะแนนแบบทดสอบ
ก่อนฝกึ หลงั ฝึก
1 ด.ช. จรี ยุถ สนทิ อักษรวาจา 36 39
2 ด.ช. รงั สิพล บญุ ยวง 36 38
3 ด.ช. ปฐมพล ปาลกิ าพันธ์ุ 38 39
4 ด.ช. เดชทตั ปน่ิ เสา 35 38
5 ด.ช. สิรวฒุ ิ ลทุ า 36 38
6 ด.ช. อศั จรรย์ ชืน่ ชภู าพ 38 40
7 ด.ช. นนั ทชัย ษมาจติ สุจริตทา 37 39
8 ด.ช. ปิยดนัย บริสทุ ธิ์โอภาส 30 36
9 ด.ญ. โยษิตา ซโุ พ 38 40
10 ด.ญ. ภโรทยั เลายา่ ง 36 38
11 ด.ญ. ปรีญาดา สนั นิวาสเสถยี ร 37 40
12 ด.ญ. พรทิตย์ วะราห์ 37 40
13 ด.ญ. นนั ทพร จะหละ 37 40
14 ด.ญ. ณชิ าพา สนั นิวาสเสถยี ร 39 40
15 ด.ญ. ณฐั รกิ า ฉลองศักดิ์สิทธ์ิ 38 40
16 ด.ญ. จุฑามาศ แผ่นชัยภมู ิ 38 40
17 ด.ญ. ชนะวรรณ ลาดเดน่ พนา 37 40
18 ด.ญ. ศันศนีย์ โพเว 37 40
19 ด.ญ. ธัญญรัตน์ พิทกั ษ์เขตร 38 40
20 ด.ญ. ศภุ ามน แสงยะ 37 40
รวม 735 785
12
ที่ ชื่อ-นำมสกุล คะแนนแบบทดสอบ
กอ่ นฝกึ หลงั ฝึก
คำ่ เฉลีย่ 36.75 39.25
สว่ นเบีย่ งเบนมำตรฐำน 1.15 0.90
คิดเปน็ รอ้ ยละ 91.88 98.13
จากตารางท่ี 1 พบว่าคะแนนทดสอบก่อนฝึกเพือ่ แก้ปัญหาการพัฒนาทกั ษะการคิดเลขเรว็ ด้วยแบบเสริม
ทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณพาเพลิน” ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าร้อยละเท่ากับ 91.88 มีค่า
นอ้ ยกวา่ คะแนนหลงั ฝึก ซง่ึ มนี ักเรียนทกุ คนผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ ร้อยละ 80
ตำรำงที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทำงกำรทดสอบด้วยแบบเสริมทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณพำ
เพลิน” กอ่ นฝกึ และหลงั ฝกึ ของนักเรยี นระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษำปที ี่ กำรศึกษำ 2563
กำรทดสอบ รอ้ ยละ ค่ำเฉล่ีย สว่ นเบี่ยงเบนมำตรฐำน
กอ่ นการฝึก 91.88 36.75 1.15
หลังการฝกึ 98.13 39.25 0.90
จากตารางท่ี 2 พบว่าผลสัมฤทธิ์ของคะแนนทดสอบก่อนฝึกแก้ปัญหาการท่องสูตรคูณไม่คล่องเพ่ือการ
พัฒนาทักษะการคิดเลขเรว็ ด้วยแบบเสรมิ ทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณพาเพลนิ ” ของนักเรียนระดบั ช้ันมธั ยมศึกษา
ปที ่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 มีค่าเฉล่ยี 36.75 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 1.15 คดิ เป็นรอ้ ยละ 91.88
ส่วนผลสัมฤทธิ์ของคะแนนทดสอบหลังฝึกแกป้ ัญหาการท่องสูตรคณู ไมค่ ลอ่ งเพอื่ การพัฒนาทักษะการคิด
เลขเร็วด้วยแบบเสริมทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณพาเพลิน”ของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ปีการศึกษา
2564 มคี ่าเฉลย่ี 39.25 ส่วนเยยี่ งเบนมาตรฐาน 0.90 คดิ เปน็ ร้อยละ 98.13 ซึ่งเป็นตามสมติฐานท่ตี ้งั ไว้
ตำรำงที่ 3 เปรยี บเทียบคำ่ เฉลี่ยผลสัมฤทธ์ิทำงกำรทดสอบสูตรคูณก่อนฝกึ และหลังฝึก กำรแก้ปัญหำ
กำรทอ่ งสูตรคูณไมค่ ลอ่ งเพอ่ื พฒั นำกำรคิดคำนวณ ด้วยกำรใชเ้ ทคนิคกำรท่องสูตรคณู ของนักเรียน
มัธยมศึกษำท่ี 2 ปีกำรศกึ ษำ 2564
คะแนน คำ่ เฉลย่ี กำรพฒั นำ
กอ่ นการฝึก 36.75 +2.50
หลงั การฝึก 39.25
จากตารางท่ี 3 พบวา่ คะแนนทดสอบเพื่อการพฒั นาทักษะการคิดเลขเร็วดว้ ยแบบเสริมทักษะคิดเลขเร็ว
“สตู รคูณพาเพลิน” ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 มีค่าเฉลยี่ สูงกว่าคะแนนทดสอบ
ก่อนฝึกอยู่ 2.50 คะแนน แสดงว่าคะแนนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนท่ีได้จากการทดสอบก่อน
เรียนซึง่ เป็นจรงิ ตามสมมติฐานที่ตัง้ ไว้
13
บทที่ 5
สรุปผล อภิปรำยผล และข้อเสนอแนะ
การศึกษาวิจัยเร่ืองการพัฒนาทักษะการคิดเลขเร็วด้วยแบบเสริมทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณพาเพลิน”
ของนักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนบ้านแมย่ างหา้ ผลการวจิ ัยสรุปได้ดังนี้
สรปุ ผลกำรวจิ ัย
1. ผลการพัฒนาทักษะการคิดเลขเร็วด้วย “สูตรคูณพาเพลิน” การท่องสูตรคูณและการเปิดป้ายทายผล
คณู สามารถทาใหน้ กั เรียนมกี ารจดจาสตู รคณู แม่นยามากขึน้ และสามารถทอ่ งสูตรคูณได้คลอ่ งขน้ึ
2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของคะแนนทดสอบก่อนและหลังการใช้แบบเสริมทักษะคิดเลขเร็ว
“สูตรคูณพาเพลิน” พบว่านกั เรียนทุกคนทาแบบทดสอบหลังฝกึ ผ่านเกณฑ์การประเมินร้อยละ 80 และมีค่าเฉล่ีย
สูงกว่า 2.50 ของคะแนนทดสอบก่อนฝกึ
กำรอภปิ รำยผล
การศึกษาวิจัยเร่ืองการพัฒนาทักษะการคิดเลขเร็วด้วยแบบเสริมทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณพาเพลิน”
ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนบ้านแม่ยางห้า ผลการวิจัยสรุปได้ดังน้ีสามารถ
อภปิ รายผลได้ดงั น้ี
1. ผลการพัฒนาทักษะการคิดเลขเรว็ ดว้ ย “สูตรคูณพาเพลนิ ” สามารถทาให้นักเรียนมีการจดจาสูตรคูณ
มากข้ึน และสามารถท่องสูตรคูณได้คล่องขึ้น ฝึกการคิดเลขในใจมากข้ึน ส่งผลต่อการพัฒนาการคิดคานวณ โดย
ไม่ต้องใช้เครื่องคิดเลข ดงั งานวิจัยท่ไี ด้กล่าวมาข้างต้น อีกท้ังอาจเปน็ เพราะวา่ วิธีการต่างจากการท่องแบบเดิม ซึ่ง
การพัฒนาทักษะการคดิ เลขเร็วด้วยแบบเสริมทกั ษะคิดเลขเรว็ “สูตรคูณพาเพลิน” ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี
ท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 ไดจ้ รงิ ตามสมมติฐาน
2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิของคะแนนจากแบบเสริมทักษะคิดเลขเร็ว “สูตรคูณพาเพลิน” ก่อน
และหลังของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 คะแนนทดสอบหลังฝึกมีค่าร้อยละ 98.13 ผ่าน
เกณฑก์ ารประเมินร้อยละ 80 ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ คะแนนทดสอบหลังฝึกมีค่าเฉล่ียสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อน
ฝึกอยู่ 2.50 คะแนน ทั้งนี้การแก้ปัญหาการท่องสูตรคูณไม่คล่องเพ่ือพัฒนาทักษะการคิดเลขเร็วด้วยแบบเสริม
ทกั ษะคิดเลขเรว็ “สูตรคณู พาเพลิน” ของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 ทีผ่ ู้วจิ ัยศึกษาค้นคว้า
นั้น เม่ือพิจารณาสอดคล้องกับการแก้ปัญหาพื้นฐานในการคิดคานวณด้วยการฝึกคิดในใจ และสามารถช่วย
นักเรียนให้นักเรียนลดการใช้เครื่องคานวณในการคิดเลขง่ายได้ สร้างข้ึนได้มีการศึกษาค้นคว้า และงานวิจัยนี้
สามารถเข้าถึงผูเ้ รียนได้ง่าย ดว้ ยวิธกี ารที่ไม่ซับซ้อน สามารถฝึกดว้ ยตนเองได้
ขอ้ เสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะในกำรนำวิธีสอน / นวตั กรรมไปใช้
1. ครูผู้สอนควรนาเสนอเทคนิคการท่องสตู รคูณท่หี ลากหลายกวา่ น้ี
2. ครผู ู้สอนควรปลกู ฝังให้นักเรียนเห็นความสาคัญของการคานวณ
ขอ้ เสนอแนะเพือ่ กำรวิจยั ในครัง้ ต่อไป
1. ครผู ้สู อนสามารถนาไปพัฒนาตอ่ ยอดในการเรียนการสอนในวชิ าอ่ืนๆได้
2. ครผู ูส้ อนสามารถศกึ ษาปัญหาหรอื ปัจจยั อน่ื ทม่ี ผี ลต่อพื้นฐานการคดิ คานวณของนักเรยี นต่อไปได้
14
บรรณำนกุ รม
กรมวิชาการ. 2544. หลักสูตรกำรศึกษำข้ันพื้นฐำน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์องค
การรบั สงสนิ คา้ และพสั ดุภัณฑ.
ชาติชาย พิทักษ์ธนาคม. 2544. จิตวิทยำกำรเรียนกำรสอน. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
ทิพวรรณ สืบสมบัติ. 2554. : กำรใช้เทคนิคกำรท่องสูตรคูณเพื่อพัฒนำทักษะกำรคิดคำนวณ ช้ัน
ป.4/1. ฉะเชงิ เทรา
ปานทอง กลุ นาถศิริ, วำรสำร สสวท. ปีท่ี 97 หน้า 25 – 26
วรัทยา ธรรมกิตติภพ. 2548. แนวทำงกำรจัดกำรเรียนกำรสอนตำมแนวทำงสมรรถภำพวิชำชีพ
สำขำงำนกำรบัญชีหลักสูตรประกำศนียบัตรวิชำชีพ พุทธศักรำช2545 (ปรับปรุงพุทธศักรำช 2546).
วิทยานิพนธศ์ ลิ ปศาสตรดษุ ฏีบัณฑติ บณั ฑติ วทิ ยาลัย, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. วิทยาลัยการอาชพี วังไกลกงั วล.
วริ ิยะ ฤาชยั พาณชิ ย์, คอลมั น์ Education Ideas.
สวุ ิทย์ มูลคา และอรทัย มูลคา. (2552). 21 วิธีจดั กำรเรียนรู้: เพื่อพัฒนำกระบวนกำรคิด . พิมพ์คร้ัง
ท่ี 8. กรุงเทพฯ : ภาพพมิ พ์
ไสว ฟกั ขาว. 2544. หลกั กำรสอนสำหรับเป็นครูมอื อำชพี . กรุงเทพมหานคร : เอมพนั ธ
อาภรณ์ ใจเทีย่ ง. 2546. หลักกำรสอน. พมิ พ์ครัง้ ท่ี 3. กรงุ เทพฯ : โอเดยี นสโตร
บรรยากาศการจัดการเรยี นการสอน ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 18
19