แบบทดสอบกอ นเรยี น
เรอ่ื ง การปลกู พชื ในภาชนะ
คําชแ้ี จง ใหนกั เรยี นทาํ เครื่องหมายกากบาท ( x) ทบั ตัวพยัญชนะหนาขอ ทีน่ กั เรยี นเลอื กตอบ
เพยี งขอเดยี ว
1. พืชขอใดนิยมปลูกเปนไมแขวนไดอยางเหมาะสม
ก. ราชนิ หี นิ ออน
ข. ดาษตะกัว่
ค. สาวนอ ยประแปง
ง. ฤาษีผสม
2. พืชในขอ ใดเหมาะสาํ หรบั ปลูกเปน ไมกระถาง
ก. พลบั พลงึ
ข. ชบา
ค. วาสนา
ง. พทุ ธรกั ษา
3. ขอใดคือขอดีของการปลูกไมกระถาง
ก. มีธาตุอาหารเพยี งพอ
ข. ดูแลรกั ษางา ย
ค. อยูไดน าน
ง. โตเรว็
4. Nursery คืออะไร
ก. ภาชนะทปี่ ลูกพืช
ข. สถานที่เพาะชํากลาไม
ค. สถานทดี่ แู ลตนออน
ง. ขอ ข และ ค ถกู
5. การยายปลูกแบง ออกไดเปน กี่แบบ
ก. 2 แบบ
ข. 3 แบบ
ค. 4 แบบ
ง. 5 แบบ
6. ขอ ใดเปน วัตถปุ ระสงคข องการยา ยแบบถา ยกระถาง
ก. เพ่ือเปล่ยี นดนิ ปลูกใหม
ข. ยา ยเพ่ือไปปลูกท่ีใหม
ค. ยายเพื่อไปตบแตง
ง. เปนการยา ยพชื ผลัดใบ
7. ฤดทู เี่ หมาะสมในการยายตนกลา พืชปลูก คอื ขอใด
ก. ฤดฝู น
ข. ตน ฤดฝู น
ค. ปลายฤดฝู น
ง. ถูกทกุ ขอ
8. ทาํ ไมเกษตรกรไมนิยมกระถางพลาสติกปลกู พชื ประเภทตนใหญ
ก. ราคาแพง
ข. ไมมขี ายในตลาด
ค. รบั นํ้าหนกั ไมไหว
ง. รปู ทรงไมส วย
9. สตู รดนิ ผสมท่เี หมาะแกก ารปก ชํา กิง่ ตอนคือขอใดในสดั สวน ทราย : ดิน : ใบไมผ ุ
ก. 1 : 1 : 1
ข. 1 : 2 : 1
ค. 1 : 1 : 2
ง. 2 : 1 : 1
10. สตู รดนิ ผสมท่ีเหมาะแกก ารปลูกไมกระถางทั่วไป คือขอ ใด ในสัดสว น
ทราย : ดนิ : ใบไมผ ุ : ปยุ คอก
ก. 1 : 2 : 2 : 1 **************************
ข. 2 : 4 : 2 : 1
ค. 2 : 4 : 2 : 2
ง. 4 : 2 : 2 : 1
การปลูกพืชในภาชนะ
การยายปลกู 1 และการปลกู ไมกระถาง เปนวิธีการสาํ คญั เกีย่ วกบั การทําเนอสเซอร่ี (Nursery) ซง่ึ
จะทําการยา ยตน พชื แบบตาง ๆ และทาํ การปลูกตนพืชในลกั ษณะตา ง ๆ ในกระถางปลูก โดยใหตน พืชไดรับ
การกระเทอื นนอยที่สุด และหลังจากปลูกแลว สามารถเจริญเติบโตตอไปไดอ ยางปกติ การยายปลูกและการ
ปลูกไมก ระถางเปน วิธีการทเ่ี กีย่ วของกับการทาํ เนอสเซอรี่จําหนายพันธุไม ซึง่ วธิ กี ารทง้ั สองน้จี ะตอ งเกีย่ วขอ ง
สัมพันธก ันเสอม นน่ั คอื เม่ือมกี ารยายปลูกกจ็ ะตอ งมีการปลกู ติดตามมา
สาํ หรับการยายปลกู นน้ั โดยหลกั การกค็ ือ เปนการยา ยตนพืชจาก ณ ท่หี นงึ่ ไปปลูกในท่ใี หมโ ดย
พยายามใหต น พืชที่ทําการยายน้นั ไดร ับความกระเทอื นนอ ยทสี่ ุด และสามารถเจรญิ เตบิ โตตอ ไปไดอยางปกติ
แบงการยายปลกู ออกได 3 แบบ ดว ยกันคือ
การยา ยปลูกแบบตา ง ๆ
1.การยา ยปลูกแบบถา ยกระถาง (Shifting) การยา ยปลกู แบบถา ยกระถางเปน การยา ยปลกู ตนพืช
เพื่อวตั ถปุ ระสงค 2 ประการดว ยกนั คือ
1. เพอื่ เปลีย่ นภาชนะทปี่ ลกู อยูเดิมใหเ ปนภาชนะปลกู ท่โี ตขึน้ หรอื เปน การยา ยลงแปลงปลูก
เปนวธิ ีการทใ่ี ชก บั ไมประดบั ท่ัว ๆ ไป เชน กุหลาบ มะลิ สน ปาลม ฯลฯ นอกจากนีแ้ ลว ยงั ใชใ นการปลูก
พชื ผกั และไมด อกลงแปลงปลกู โดยเฉพาะพชื ผกั ทเ่ี มลด็ มีราคาแพง หรือพชื ผกั ท่ไี มอ าจยายปลูกโดยวธิ ถี อน
ยาย หรือเมอื่ ทาํ การยา ยปลกู โดยวอี ่ืนไมด ีเทา
2. เพือ่ เปนการเปลี่ยนดินปลกู ใหม โดยเฉพาะไมประดบั บางชนดิ ที่ปลูกประดบั ในกระถางขนาด
โต ซง่ึ เมื่อเล้ียงดูไปนาน ๆ หรือหลงั จากเล้ียงดมู าเปนเวลา 1 ปแลว ดนิ ในกระถางจะอัดตัวกันแนน และหมด
คุณลักษณะของดินปลกู ทีด่ ี และรากพชื จะเจรญิ กา ยกันแนน มีผลทําใหต น พชื เล้ียงดยู ากและไมเ จรญิ ทาที่
ควร ดังนน้ั จงึ ควรเปลย่ี นดินปลกู ใหมโดยการถา ยกระถางออกแลวรองดนิ กนกระถางใหม แซะดนิ เดมิ ออก
เสียบาง ตดั แตงรากทก่ี ายกนั ออกพอสมควร พรอ มกนั นน้ั ก็ตดั แตงก่งิ ท่ีอยบู นตนไมใ หส มดลุ กับราก แลว จึง
ปลกู ใหมในกระถางเดมิ การทาํ เชนนจี้ ะชวยใหตน พืชเจริญไดดขี ึ้น และสามารถเล้ยี งดตู น พชื นัน้ ตลอดไป
ดังเชนการปลูกกหุ ลาบในกระถาง เปน ตน
1กรมวชิ าการ กระทรวงศึกษาธกิ าร. จุลสารประกอบการเรียนวชิ าอาชพี วิชาขยายพันธพุ ชื . หนา 38
เน่อื งจากการยา ยปลกู 2 แบบน้ยี ังมดี ินปลกู ตดิ อยูกับรากมากพอควร ตน พืชไดรบั ความ
กระทบกระเทือนนอยจึงสามารถท่ีจะยายปลกู ไดต ลอดป แตส าํ หรับไมป ระดับหรอื ไมด อกท่ีมตี น โตมักจะทาํ
การยายในฤดกู ารเจริญ โดยเฉพาะการยายปลูกลงแปลงจงึ จะชวยใหตนท่ียา ยไปเจริญไดดที ส่ี ดุ
2. การยา ยปลูกแบบลา งราก (Bare rooted)การยายปลกู แบบลา งรากเปนวกี ารยา ยปลกู ไมย นื
ตน ไมพ ุมหรือไมเลือ้ ยทีม่ เี น้ือแขง็ และพชื ถาวร ไมเน้ือแขง็ และเปน วธิ กี ารยายพืชผลดั ใบ เชน ประดู ราช
พฤกษ นอยหนา กหุ ลาบ ยี่เขง ฯลฯ ความสําเร็จจากการยายปลูกแบบลางรากนีข้ ้ึนอยูก ับปจ จัย 3
ประการดวยกันคือ
1. การสะสมธาตุอาหารแปง ภายในตน ตนพชื ท่จี ะยายปลกู ไดดีจะตองมธี าตอุ าหารแปงภายใน
ตน (กาํ ลงั ภายใน) เพียงพอท่จี ะชวยในการเจริญและการเกดิ รากท่ถี กู ตัด ขณะเดียวกันจะตอ งมอี าหาร
พอที่จะชวยใหต าทเ่ี จริญเปนก่งิ (Shoot) นัน้ เจรญิ ไดจนถงึ ใบแกพอจะสงั เคราะหแสง เพื่อสรางอาหารเล้ยี ง
ตน พืชใหมไดด ว ย
2. ฤดูการยา ยปลกู จะตองจดั ทาํ ในฤดทู ีเ่ หมาะสม คอื ฤดูของการเจริญเติบโตซึง่ พืชโดยท่ัว ๆ
ไปในระยะน้ีจะเปน ฤดูฝน และระยะทีเ่ หมาะท่สี ดุ ควรเปน ตน ฤดูฝนกอ นทีต่ นพชื ทีท่ ําการยา ยนั้นจะแตกยอด
ออ น
3. ความช้นื ในอากาศ ความชน้ื ในอากาศจะตองสูงพอเน่ืองจากวา หลงั จากท่ีปลกู ตน พืชไดร ะยะ
หน่งึ แลวตาท่กี ่ิงและตน ก็จะแตกยอดออ น ซงึ่ มกี ารระเหยนาํ้ มาก แตรากพืชยังเจริญไมทนั ดงั น้นั ถาอากาศ
ยิง่ แหง การสูญเสียน้ําจากตน พชื จะเพิ่มมากขึ้น จนอาจเสยี สมดลุ ระหวางการดูด และการคายนํ้าจากตน พชื
อนั อาจจะทําใหตน แหงตายไดงา ย ดงั นน้ั ในการยา ยปลกู แบบนีค้ วรกระทําในระยะท่แี นใจวา อากาศมคี วามชื้น
สูงพอ เชน ในการยา ยปลกู กหุ ลาบ จะไดผลในเดอื นกนั ยายนและตุลาคม ขณะทมี่ รสมุ พาฝนมาตก
สมาํ่ เสมอ นอกจากนกี้ ารทําใหรากเจรญิ ไดเ รว็ เทาไรและการทาํ ใหก ารเจริญของยอดเจรญิ ไดช า ในระยะแรก ๆ
ไดดเี ทาไรกจ็ ะชวยใหการยายปลกู ไดผ ลดขี นึ้
3. การยา ยปลกู แบบขุดลอม (Balling) การยา ยปลกู แบบขุดลอ มเปนวิธกี ารทีน่ ยิ มใชในการปลูก
พนั ธุไมเพือ่ การตบแตง เชน การตบแตง บริเวณบา น อาคารสถานท่ี สวนสาธารณะ และตามบนถนน
หนทาง การยายปลูกแบบนีอ้ าจทาํ ไดท้งั ไมย นื ตน และไมผ ลดั ใบ ปาลมชนดิ ตา ง ๆ ไมพมุ ผลดั ใบและไมผลดั
ใบ และไมเ ลอื้ ย (Vines) ชนิดตาง ๆ
2สนน่ั ขาํ เลิศ. หลกั และวธิ ปี ฏิบตั ิการขยายพนั ธุพชื . หนา 79
หลกั การสาํ หรับการขดุ ลอ มก็คือ จะทาํ การขุดลอมขณะพชื อยใู นระยะพกั ตวั หรือชะงกั การเจรญิ
สาํ หรบั ไมย นื ตน ไมค วรใหม ขี นาดโคนตน โตเกินกวา 3 นว้ิ ท้งั นโ้ี ดยวดั จากผวิ ดินสูงข้ึนมา 1 ฟตุ เพราะ
นอกจากจะยุงยากในการเคล่อื นยายแลว การตั้งตวั หรอื การเจริญตอมายงั เกดิ ขึน้ ชาดว ย นอกจากนีข้ นาด
ของดนิ ท่ขี ุดลอมใหตดิ ไปกบั รากกย็ ังตองมีความสมั พันธก บั ขนาดของตน ดว ย สาํ หรบั ไมย นื ตน (tree) สวน
ใหญจะถือขนาดเสน ผาศนู ยก ลางของตน ตอเสน ผาศูนยกลางของสว นดินท่ขี ดุ ลอมหน่ึงน้ิวตอ หนึง่ ฟุต ไมว า
ทรงพมุ นนั้ จะมขี นาดโตเทาใดก็ตาม แตถาทําการขุดลอมไมย นื ตน ท่ีมขี นาดเสน ผา ศนู ยก ลางโคนตนไมเกิน 3
นิว้ การขุดยายจะตอ งทาํ แบบชะลอขุด คือจะตองการทําขดุ ลอมลว งหนาหนึ่งฤดกู ารเจริญ โดยขุดเปนคูรอบ
ๆ ตนโคนใหมีกอนดินทต่ี ิดรากมีขนาดเสน ผา ศูนยก ลาง 5 ฟุต ขดุ เปนคลู ึกประมาณ 2 ฟตุ ในคูเติมดว ยดนิ
รว นซยุ จนเตม็ ขณะเดียวกนั จะตอ งตัดแตงสว นยอดโดยเฉพาะกง่ิ ขาง จะตอ งตดั ใหส้ันเหลอื หนึ่งในส่ขี อง
ความยาวเดมิ หลังจากน้ันจงึ ปลอ ยใหรากเจริญเปน เวลา 1 ฤดู หรือพอเรม่ิ ฤดูการเจรญิ ใหม (ประมาณ 6
เดือน หรือ 1 ป) กจ็ ะทาํ การขดุ ลอมโดยขดุ ใหห า งจากคเู ดิมทไี่ ดข ุดไวเล็กนอ ย เขยี่ ดนิ ท่ีติดอยทู ่ีปลายราก
ออกบา งเล็กนอ ย การขดุ ลอมดวยวิธีนี้จะชวยใหไมตอ งขุดลอ มดนิ ใหติดตน ไมไ ปมขี นาดโตเกนิ 5 ฟุต ซ่ึงทําให
สะดวกในการเคลอื่ นยายและเปน ผลดแี กการต้งั ตวั ของตน พืชที่ยายปลูกดวย
ตามความคดิ เหน็ ของผเู ขียนเหน็ วา การยายตนพืชไปปลกุ นั้นสง่ิ ท่ีควรระมดั ระวังมากท่สี ดุ ในบรรดา
กระบวนการยายแลว คือ การระวังไมใหตน ไมไ ดร ับความกระทบกระเทอื นบอบชํ้า และควรจะมเี ทคนิคเล็ก
ๆ นอย ๆ ที่จะสามารถนําตนไมไ ปปลกู ในภาชนะได เชน ชวงเวลายา ย การเคลื่อนยาย อปุ กรณ ฯลฯ มี
เกษตรกรหลายรายท่มี กั จะพบปญหาตามมาเกี่ยวกบั ตนไมต ายหลงั จากการยา ย อาจจะดว ยเครื่องมือไมมี
ความพรอมประกอบกับความมักงายจึงทําใหเปอรเซ็นตก ารรอดตายมีมาก ดงั น้นั จึงควรยึดหลกั วชิ าการเปน
หลกั
การปลูกพืชในกระถาง
การปลกู พชื ในกระถางเปนศลิ ปะอยางหน่ึงในการปลกู และเลย้ี งดูตนพืชในภาชนะทจ่ี ํากดั ใหมีการ
เจริญเติบโตเหมือนหรือใกลเคยี งกับการปลกู และเลยี้ งดูตน พชื ลงดิน
ประโยชนของการปลกู ตน พืชในกระถางกเ็ พื่อสะดวกในการเคลื่อนยา ยท่ีจะใชจดั ประดับหรือจําหนา ย
โดยเฉพาะในการจาํ หนายพนั ธไุ มทผ่ี ูซอื้ ตอ งการเหน็ ลกั ษณะขอตนและสีสรรของดอกจาํ เปน อยา งยิ่งทจ่ี ะตอง
ปลูกตน พชื ในกระถาง ในการปลกู ไมก ระถางมสี ิง่ จาํ เปน จะตอ งจัดเตรยี มไวลว งหนา ก็คอื ดนิ ปลูก กระถาง
หรือภาชนะปลูก ตน พืชทน่ี ํามาปลกู
ดนิ ปลกู ดนิ ทจ่ี ะปลูกไมก ระถางจะตองมีคุณสมบตั ิเหมาะสม คอื
1. มีน้ําหนักเบาพอสมควรท่จี ะเคลือ่ นท่หี รอื หยิบยก แตก็ตอ งแนนพอท่จี ะยึดตน พืชใหอ ยู
กับท่ี โดยไมลมเอนไดงาย
2. มลี กั ษณะโปรงสามารถระบายนํา้ ไดดี และถา ยเทอากาศไดท วั่ ถงึ แตกส็ ามารถดูดนํา้ ได
นานพอโดยไมตองรดนาํ้ บอย ๆ
3. มีธาตอุ าหารท่ีพืชตอ งนาํ ไปใชไดน านพอสมควร หรอื สามารถทจี่ ะดูดซบั ปุย ไวได
มากพอ
4. ไมมีฤทธเ์ิ ปน กรดหรอื ดางจดั หรือมสี ารทเี่ ปน พิษตอรากพืช
5. หางายและราคาถกู
เนอื่ งจากดินโดยทัว่ ไปไมอ าจจะมีคณุ สมบตั ดิ งั กลา ว ในการปลูกไมกระถางจงึ ตองจดั ทาํ เปนดนิ ผสม
ขึ้น เชน ดนิ ผสมสูตรของยซู ี (U.C. Soil mixture)3หรือ สูตรดนิ ผสมของจอหน อนิ ซ (John innes oil
mixture)4เปน ตน
สําหรับในบานเราไมอ าจหาวตั ถุทจ่ี ะใชทําดินผสมตามสูตรดังกลาวไดง า ย จึงไดด ดั แปลงสูตรดนิ ผสม
ของทั้งสองขางบนโดยใชว ัตถุที่เราหาไดง า ยและมีราคาถูกในบานเรา เรยี กดินผสมน้ีวา “ดินผสม
เกษตร”(K.U. Modified Soil mixture)5 ซ่ึงประกอบดว ยวัตถทุ ี่เปน ดินผสม 2 อยาง คือ
1. วัตถุเนื้อดนิ ผสมประกอบดวยวตั ถทุ ่ีเปนเนอื้ ดินทใี่ ชปลูก มีสว นผสมของวัตถุตา ง ๆ 4 ชนิด
ดว ยกัน คอื
ดินรวน 1 สวน โดยปริมาตร
อนิ ทรียวตั ถุ 1 สวน โดยปริมาตร
ปุย คอก 1 สวน โดยปริมาตร
ทราย 1 สวน โดยปรมิ าตร
ดนิ รวน ใชด ินนาเฉพาะบรเิ วณท่เี ปนหนา ดนิ ลกึ ไมเ กนิ 1 ฟุต นํามาตากแดดใหแ หง แลว รดนาํ้
ใหช นื้ และยอยใหเปนกอ นเลก็ ๆ ตามท่ีตองการ
อนิ ทรยี วตั ถุ อาจเปน หญาหมักหรอื ใบไมผุ หรอื เปลือกถั่ว ขยุ มะพราว ขก้ี บ ชานออย แกลบ
ดินหรือแกลบผุหรอื ซังขางโพด แลวแตจะหาวตั ถุอะไรไดง า ย ราคาถูกและมีขนาด (Size particle)
เหมาะสมกับขนาดของตน พืชทจี่ ะใชป ลูก
ปยุ คอก หมายถึง ปยุ คอกทมี่ ีเศษหญา หรือฟางหรอื แกลบรองพนื้ (filler) ปนอยูดว ย ซ่งึ อาจ
เปนมูลวัว ควาย เปด ไก แพะ สกุ รกไ็ ด แตม ูลสตั วท่ีเลยี้ งดว ยอาหารผสมและไมมีเศษหญาหรือฟางรอง
พนื้ ปน ใหใชเ พียงคร่งึ หนึ่งหรือหนึง่ ในสามสว น ทง้ั นี้แลว แตส ภาพการผุเปอ ยและความแรงของเนื้อปุย
ทราย ในทีน่ ี้หมายถึงใชทรายหยาบหรือทรายกอ สราง ซ่ึงเปนทรายน้าํ จดื วัตถุประสงคในการ
ใชท รายกเ็ พือ่ ที่จะไปเปนตัวพยุงดนิ ปลูกใหโ ปรง และมกี ารระเหยน้ําไดด ีหลงั จากอนิ ทรยี วัตถุในดนิ ผสมผเุ ปอ ย
หมดแลว
2. ปุยรองพ้ืน ปยุ รองพนื้ ประกอบดว ยวัตถุ 3 ชนดิ ดวยกนั คือ
ปยุ อินทรีย ไดแก กบี สัตวและเขาสัตวห รือเลอื ดแหงอยา งใดอยางหนึ่งใน ลบ.เมตร ของดินผสม
ใช ½ กโิ ลกรัม
ปยุ วิทยาศาสตร ไดแ กปยุ ผสมสูตร 5-10-5 หรืออาจจะใชป ุยท่มี ีอตั ราสว นของ N-P-k = 1-2-
1 ก็ได
สําหรบั ปยุ ทีม่ ีสตู ร 5-10-5 มหี ลักการใช ดังนี้
ถาดินผสมนนั้ ใชทันที ใช 1 กิโลกรมั ตอ 1 ลบ.เมตร ของดนิ ผสมนัน้ ถา หมกั ไวใ หผกุ อ น
(อยางนอย 1 เดอื น) ใช ½ กโิ ลกรมั ตอ 1 ลบ.เมตร ของดินผสมนน้ั
ปนู อาจใชไ ดทั้งปนู ดบิ (ground limestone) และปนู สกุ หรือปูนขาว หรือปนู จากการเผา
เปลือกหอย สาํ หรับการใชมดี ังนี้ ใน 1 ลบ.เมตร ของดนิ ผสมเติมปนู อยางใดอยา งหนึ่งมีดังนี้
ปูนดิบใช 1 กิโลกรัม
ปูนสกุ (ปนู ขาว) หรือเปลอื กหอยเผาใช ½ กโิ ลกรัม
การผสม นําเอาสว นผสมท้งั 4 ทเ่ี ปนเนือ้ ดนิ มากองรวมกันโดยจดั กองใหเปนชนั้ ๆ และจัดให
วัตถุท่หี นกั อยชู ันบน ทัง้ น้เี พ่อื สะดวกในการผสมหลังจากจดั กองเรยี บรอยแลว จงึ โรยปยุ รองพ้ืนบนกองตาม
อตั ราการใชด งั กลา ว และรดนาํ้ กองดนิ นั้นใหช ุม จึงทําการยอยดวยจอบหรือเคร่ืองตดี นิ (Soil shredder)
จนดินที่ยอ ยแลว นั้นมีขนาดตามท่ตี องการ
ภาชนะปลูกหรือกระถาง
ในการปลกู ตนไมในภาชนะบานเราสวนใหญ ใชก ระถางดนิ เผา เพราะหาไดง าย และมี
หลายขนาดใหเลอื กสาํ หรับขนาดของกระถางดินเผาทใี่ ชกันโดยท่วั ไป มีดงั นี้ ขนาด 6 น้ิว, ขนาด 8 นิว้ ,
ขนาด 10 นิ้วและขนาด 12 น้ิว (ท้งั นโ้ี ดยวดั เสน ผาศนู ยก ลางจากขอบนอกของกระถาง)
สาํ หรับขนาดท่กี ลา วมานเี้ ปนมาตรฐานทั่ว ๆ ไป แตก็อาจจะมขี นาดเลก็ หรือใหญก วา น้ี
สาํ หรับขนาดใหญก วานไ้ี มค วรใช เพราะเกินขนาดทดี่ นิ เผาจะยดึ เกาะได แข็งแรงพอและมักจะแตกหักไดงาย
ถา จําเปนตอ งใชค วรใชก ระถางเคลือบกวา
5(K.U. Modified soil mixture) ดินผสมเกษตร ของมหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร
เนอ่ื งจากกระถางทีป่ น จาํ หนายมหี ลายแหง แตล ะแหงกม็ ีคณุ ภาพตางกนั ไป ฉะน้ันในการ
จดั ซื้อกระถางจึงควรมีหลกั ในการเลอื กซ้ือ ดังนี้
1. ไดขนาดมาตรฐานทกี่ ําหนดไมเ ลก็ หรอื ใหญไ ป ควรมขี นาดสมาํ่ เสมอกนั ทุกใบทงั้ นเี้ พ่อื
สะดวกในการจัดเรยี งใหเ ปนระเบียบ
2. ไมบิดเบย้ี วหรอื มรี อยชํารุดโดยเฉพาะกระถางขนาดโต ซ่งึ ตอ งรับนาํ้ หนักมากอาจหกั
หรือแตกไดงา ยเมอ่ื หยิบยก
3. เน้อื กระถางละเอียดไมผุเปอยไดงาย
4. แกรง สีจัด เมือ่ เคาะมีเสยี งกงั วานซึ่งแสดงถงึ การเผาไดส ุกเต็มที่
5. เน้ือกระถางไมบ างจัดจนอาจแตกหักไดงายหรือทนเกนิ ไปจนหนกั และดเู ทอะทะและมี
ความสูงไดส ดั สว นกบั ความกวาง
6. มีรปู เปนทรงกระบอก แตป ากกระถางกางหรือเอยี งออกเลก็ นอ ย ทง้ั นเี้ พ่อื สะดวกใน
การเปลยี่ นกระถางหรือยา ยปลกู
ภาชนะท่ใี ชใ นการปลูกตน พืช6
กระบะ (Flat)
กระบะเปนภาชนะท่ใี ชในงานดานขยายพนั ธพุ ชื มาก เชน ใชส าํ หรบั เพาะเมล็ด
ยา ยกลาช่วั คราว (transplant) ใชป กชาํ กงิ่ พืชและยงั ใชขนยายตนพชื ทป่ี ลูกอยใู นถงุ พลาสติก ตามลักษณะ
ของกระบะกค็ ือ เปน รปู สเ่ี หลย่ี มมรี ูระบายน้ําออกได อาจเปน ไมห รือโลหะ หรือพลาสติกขนาดทน่ี ยิ มกันก็
คือ 16 นว้ิ x 20 น้ิว หรอื 12 นิ้ว x 16 นว้ิ หรือ 18 น้วิ x 18 น้ิว และลกึ ประมาณ 4 น้วิ - 8 น้วิ ถา เปน
กระบะไมควรทาํ จากไมเ นอ้ื แข็งหรอื ไมสัก ไมท ไ่ี มทนตอ การผุ เชน ไมยางหรือไมฉาํ ฉา ควรอาบดว ยนาํ้ ยา
รกั ษาเนอ้ื ไมเ สียกอ น เชน ใชชบุ หรอื อาบดวยคอปเปอรแ นฟธีเนท (copper naphthenate) ในตางประเทศ
มักนยิ มใชกระบะทท่ี ําดวยโลหะและกาลวาไนซ ไอรอน (galvanized iron) เนอ่ื งจากกระบะท้งั สองชนิดนมี้ ี
น้ําหนกั เบาและใชไ ดทนทานกวา
6สน่นั ขําเลิศ. หลกั และวิธีการขยายพันธพุ ืช. หนา 24 - 26
กระถางดินเผา (Clay pots)
กระถางดนิ เผาที่ใชกันมากในปจ จุบนั สาํ หรบั ปลูกพชื พันธไุ มช นดิ ตาง ๆ นน้ั ไมค อยเหมาะสม
ท่จี ะใชเปน ภาชนะปลกู ตน ไมน กั เนือ่ งจากมลี ักษณะเปนรูพรนุ สญู เสยี นาํ้ ไดง าย ทาํ ใหต อ งรดนา้ํ บอ ย ๆ
นอกจากนน้ั ยังหนักไมส ะดวกในการหยบิ ยก แตกไดง า ยและมีลกั ษณะกลม ซ่ึงทําใหตองใชทกี่ วาง และเมอื่
ใชก ระถางเกาทีเ่ คยปลูกตนพืชมาแลว มักจะมีเกลือทเี่ ปนพิษสะสมอยูขา ง ๆ และกนกระถาง ดงั น้นั เม่อื จะ
นาํ ไปใชอ กี จึงตองแชหรือลา งนาํ้ กอ นเสมอ ขนาดของกระถางโดยปกติจะวัดจากเสน ผา ศนู ยกลางของปาก
กระถาง จากขอบนอกดานหน่ึงถงึ ขอบนอกอีกดา นหนึ่ง และขนาดท่นี ิยมใชก ันอยูคอื ขนาด 6 นวิ้ , 8 น้วิ ,
10 นว้ิ และ 12 นว้ิ
กระถางพลาสตกิ และกระถางอลูมินั่ม(Plastic and Aluminum pots)
ถงึ แมวา กระถางชนดิ นี้จะมีราคาแพงกวา กระถางดนิ เผา แตก ม็ ีลักษณะดอี ยูหลายประการ
เชน มนี ํ้าหนักเบา กนิ เนื้อทีน่ อย และไมเ ปนรพู รุน อยางไรก็ดีกย็ ังแตกราวไดต องระวังในการหยิบยก สวน
กระถางอลูมนิ มั่ นั้น รากพชื มกั จะเจรญิ เขา ไปในชอ งรอยยนภายในกระถาง ทําใหถ ายกระถางออกไดย าก
กระถางพีท(Peat fiber pots)
ทาํ จากพที มอสอดั เปนรปู กระถาง มขี นาดทว่ั ๆ ไปประมาณ 2 น้วิ ถงึ 4 นิว้ เปนกระถาง
ทีอ่ บแหงสามารถเก็บไดนาน เวลานําตนไมไปปลูกในแปลงอาจปลูกไดโ ดยไมตองเอากระถางออก โดยวางตน
พชื ในหลมุ ปลูก กระถางทีก่ ลบอยใู ตด นิ กจ็ ะกลายเปน ปยุ ใหกับตน พชื ที่ปลูกนัน้ ดวย
กระทง (Plant band)
สว นใหญทําจากใบกลวยท่วั ๆ ไปมหี ลายขนาด แตที่นํามาใชก ับพืชไดม อี ยู 2 ขนาด คือ
ขนาดเสน ผาศูนยก ลาง 2 นวิ้ และ 4 นิ้ว นิยมใชเ ฉพาะการเพาะกลา ทท่ี าํ การยา ยปลูกโดยถอนยายไมได
เวลาใชจะตองวางกระถางในกระบะหรือบนชัน้ เพือ่ สะดวกในการเคล่อื นยา ยนําไปปลกู
ถวยกระดาษชุบไขพาราฟน (Paraffined paper cups)
มีลกั ษณะคลา ยถว ยไอศกรีม เวลาใชจะตองนาํ มาเจาะรูระบายนาํ้ อาจใชป ลกู กลาพืชชั่วคราว
เชนเดยี วกับกระทงหรอื กระถางพที
ถุงพลาสตกิ (plastic bag)
กําลงั ไดร ับความนยิ มในการใชเ ปนภาชนะปลกู พันธุไม โดยเฉพาะพันธไุ มผ ลหรอื พันธุไมท ่ี
ตอ งการใชเ ปน ตน ตอสาํ หรบั ตดิ ตา ตอกิ่ง มีทงั้ ชนิดทมี่ ีสีดาํ และไมม สี ี (สใี ส) ในตา งประเทศใชเฉพาะท่มี สี ี
ดํา ทัง้ นเ้ี นอื่ งจากรากพืชไมชอบแสงสวาง แตเ น่ืองจากถุงพลาสติกชนดิ นีไ้ มม จี าํ หนายในบานเรา ในปจ จุบัน
จึงตองใชชนดิ ที่มีสีใสแทนและนยิ มใชชนดิ หนา เพอื่ สะดวกในการหยบิ ยก กอนนํามาใชตอ งตัดมุมหรือเจาะ
รปู ใหน ํ้าระบายออกไดสะดวก
ถงุ พลาสตกิ เปน ภาชนะที่มีน้ําหนกั เบา กินที่นอ ย และมรี าคาถูก นอกจากนย้ี งั สามารถ
มองเหน็ รากไดงาย สะดวกในการตรวจสอบความสมบูรณของตนพชื ขอ เสยี ของภาชนะชนิดนกี้ ค็ อื ลมไดง าย
ดังนนั้ จงึ ตองมีกระบะหรือชัน้ สําหรับบรรจอุ กี ทหี น่งึ
กระถางกระดาษชบุ ยางแอสฟลท(Asphalt-Coated felt paper Containers)
ใชกนั มาในตางประเทศมหี ลายขนาด ใชป ลูกตนไมไ ดชัว่ คราว มีราคาถกู แข็งแรง มนั่ คง
ใชส ะดวก อาจทําจากกระดาษทใี่ ชใ นการกอ สรา ง โดยตดั กระดาษใหเปน รปู สี่เหลี่ยมตามตองการ แลว มว น
สอดเขาไปในชอ งวางไขทเ่ี ปดกน ทเี่ คลือ่ นท่ไี ด ซ่งึ วางอยใู นกระบะอีกทหี น่งึ
กระถางโลหะ (Metal Containers)
ใชก นั มากตามเรือนเพาะชาํ ตาง ๆ ในอเมรกิ า เชน ทแ่ี คลฟิ อรเ นีย ฟลอริดา และเท็กซัส
สว นใหญใชกระถางขนาด 1 แกลลอน สวนกระถางขนาด 3 แกลลอนนนั้ มีใชกนั บา ง กระถางโลหะที่ใชก ัน
สว นมากเปน ภาชนะที่ใชแ ลว จากโรงงานอุตสาหกรรมอาหารกระปอ ง และตามภตั ตาคารตา ง ๆ บางทกี ็มี
จําหนา ยเปนรปู กระถางตนไม โดยเฉพาะชุบดวยโลหะกนั สนิม และมักจะเปน แบบทใ่ี ชกบั เครือ่ งจักรทใ่ี ชใ น
การปลกู ตนกลา หรือก่งิ ตดั ชําดว ย
ตน พืชทีน่ ํามาปลูก
การปลูกไมกระถางพอจะแบง วีการปลกู ตามลกั ษณะของตน พชื ทีน่ าํ มาปลกู ได 3 แบบดวยกันคือ
1. การปลกู ตนกลากิ่งตัดชําหรือก่งิ ตอน การปลกู ตน พืชแบบน้เี ปน วิธเี กยี่ วกับการปลูกหรอื การ
เล้ยี งไมอ อ น ซง่ึ ตอ งอาศัยความชาํ นาญในการปลูกคือ ตอ งปลกู ไดเรว็ และมเี ปอรเ ซ็นตก ารตายนอยท่สี ดุ
สาํ หรับการปลูกทจ่ี ะทาํ ไดร วดเรว็ นนั้ จะตองมวี ธิ ีการ ดังนี้
1.1 ตองมีผูป ลูกและผูชว ยปลกู ผูป ลกู จะทาํ หนาท่ีปลูกอยา งเดยี ว สวนผูช วยปลูกจะเปนผจู ัด
เกยี่ วกบั วัตถจุ ะปลกู เชน ภาชนะปลกู ดนิ ปลูก เศษกระเบื้องรองกน กระถาง ตนพชื ท่จี ะปลกู ตลอดจนการ
ขนยา ยกระถางทป่ี ลูกแลวไปไวใ นสถานทพ่ี ักไมออน
1.2 ผปู ลูกจะตองยืนปลกู โดยมโี ตะ ปลกู ทส่ี ูงพอเหมาะ คอื เมื่อยืนตรงแลว กํามือหอยลง
ระดบั พื้นปลกู จะอยูในระดับกาํ มอื พอดี การท่ตี องยนื ปลกู กเ็ พราะการยืนทาํ งานทาํ ใหก ารเคลอื่ นไหวรวดเร็ว
และไมเ สียสขุ ภาพ
1.3 จะตอ งจดั วางวัตถุท่ีตอ งการปลูก เชน เศษกระเบื้องรองกนกระถาง กระถางปลูก ดิน
ปลกู ตนพชื ท่จี ะปลกู และสถานที่วางตน ที่ปลกู แลว ในตําแหนง ท่ีทํางานไดส ะดวก
1.4 ผูปลูกจะตอ งมขี นั้ ตอนการปลูกทรี่ วดเรว็ ดงั นี้
1. มือขวาหยิบกระถางปลกู ขณะทมี่ ือซา ยหยบิ เศษกระเบ้ืองมารองกนกระถาง
2. มือซายหยบิ ตนไมม ารอทปี่ ากกระถาง มือขวาตกั ดินใสก ระถาง
3. ทั้งมือซายและมอื ขวาชวยยกดินใหก ระชบั ราก ตนพชื ท่ีปลูก การกดกดทัง้ 2 มือ ให
ตนพืชอยูระหวา งงามนวิ้ ช้ี และนวิ้ หัวแมมือ หลงั จากการกดคร้งั แรกแลวจะหมนุ กระถางไป 90 องศา และ
จะกดครง้ั ท่ี 2 กดแนนพอตงึ มือ
4. มือขวาจบั กระถางทปี่ ลูกแลว ไปตั้งบนโตะขวามือ ขณะเดียวกันตอนชกั มือกลบั ก็หยบิ
กระถางมาดวย พรอมกนั นั้นมือซา ยก็หยบิ เศษกระเบ้อื งมารองกนกระถางใหม เปนการเรม่ิ ขนึ้ การปลูกใหม
การปลกู ตามขน้ั ท่กี ลาวมาน้ีจะทาํ ใหการปลกู ทาํ ไดร วดเร็วขึน้ โดยไมต องอาศัย ผู
ปลูกมาก ๆ ซง่ึ นอกจากจะเสยี คา ใชจ ายสูงแลว ยงั ทําใหต น พืชทป่ี ลูกขาดความสมา่ํ เสมอได ทําใหก ารเลี้ยงดู
ตนพชื ตองยิง่ ยากยิ่งขนึ้
2. การปลกู แบบเปลยี่ นกระถาง เปนการปลกู ตน พชื ท่ีมดี ินเดิมเกาะตดิ อยู เพ่ือใหรากเจรญิ ตอไป
ไดโ ดยไมห ยดุ ชะงักการเจริญ อันเนือ่ งมาจากภาชนะปลกู เล็กเกนิ ไป ฉะนน้ั หลังจากไดเลี้ยงดกู นั ระยะหนง่ึ ก็
จะมีการเปลย่ี นภาชนะปลกู ใหโตขน้ึ ดังเชน การเลี้ยงกุหลาบในกระถาง ในขนั้ แรกกจ็ ะปลกู ตนพชื ในกระถาง
ขนาด 6 นิ้ว หลังจากที่เล้ยี งตนพืชโตขึ้นพอสมควรหรือมีอายปุ ระมาณ 3 เดอื น ก็จะทําการยา ยมาปลกู ใหม
ครง้ั หน่งึ สําหรับการปลูกแบบนี้ถาตน พชื มีขนาดโตพอสมควรจะใชภาชนะปลกู ขา มขนาดเชนเดิมปลูกกระถาง
6 นว้ิ ก็จะตองปลกู กระถาง 10 น้ิว หรอื เดมิ ปลูกอยใู นกระถาง 8 น้วิ การเปลี่ยนเปนกระถาง 12 นิว้ ทง้ั นี้
จะไดไ มต องทําการปลูกบอย ๆ ซงึ่ อาจกระทบกระเทอื นตนพชื ทปี่ ลูกได อยางไรกต็ ามในกรณีที่การปลกู แบบ
เปล่ียนกระถางท่ีมกี ระถางปลูกโตพออยแู ลว อาจใชก ระถางขนาดเดิมก็ไดเ ชน เดิม ปลกู กุหลาบในกระถาง 12
น้วิ อาจทาํ การปลูกในกระถางเดมิ แตเ ปล่ยี นดินใหม เชน การปลูกกุหลาบกระถาง สน หรือปาลม ชนดิ ตาง
ๆ เพยี งแตเปลยี่ นดินใหมจะชว ยใหตนพืชในกระถางเจรญิ ดีขน้ึ การทาํ เชนนถ้ี ือวาเปน การยา ยปลูกโดย
เปลย่ี นกระถางปลกู เชนเดียวกนั วธิ กี ารปลูกดใู นปฏบิ ัติการ
3. การปลกู ตนพืชลางราก
การปลูกตนพชื จากตนลางรากมักจัดทําในตน ฤดูการเจรญิ ของพชื น้นั ๆ กอนที่ตาจะเจริญเปน
ยอด เน่อื งจากพชื ท่จี ะทําการปลกู แบบนเ้ี ปน พืชท่ีผลดั ใบ ซง่ึ มกั จะมีระยะการพกั ตัวนาน ดงั นัน้ อาจขุดตน
พืชน้ันมาเก็บไวไดน าน ๆ กอ นทจี่ ะนํามาปลกู แตเม่อื จะนํามาปลูกจะตอ งมกี ารตัดแตงกิ่งและรากเสียกอ น
โดยเฉพาะการตัดแตงก่งิ จะตอ งพจิ ารณาถึงรปู ทรงของตน และความสมดุลของกิ่งทจ่ี ะเกดิ ใหม และจํานวนราก
ท่ีจะดดู นา้ํ มาเลยี้ งกงิ่ ดว ย สําหรับการปลกู ตน ลา งรากในกระถางจะตองจัดวางใหเหมาะสม ไดร ูปทรงอกี ทั้ง
การปลูกจะตอ งจดั ใหต นเจรญิ ไดดเี ลี้ยงดูไดง า ย
สว นขน้ั ตอนของการปลกู ตน พชื จากตนลา งรากนั้นดูไดในบทปฏิบตั ิการ
บทปฏบิ ตั กิ าร เร่ือง การยายปลกู และการปลกู ไมกระถาง
คํานํา
การยายปลูกและการปลูกไมก ระถาง เปน วิธีการสําคัญเกี่ยวกบั การทําเนอสเซอร่ี ซ่ึง
จะทาํ การยา ยตนพชื แบบตาง ๆ และทาํ การปลกู ตน พชื ในลกั ษณะตา ง ๆ ในกระถางปลูก โดยใหต นพืชไดรบั
การกระเทอื นนอยทีส่ ุด และหลงั จากปลกู แลวสามารถเจรญิ เตบิ โตตอไปไดอ ยา งปกติ
ความมงุ หมาย
เพ่ือใหน กั เรียนไดร จู ักการยายปลูกตน พชื แบบตา ง ๆ ตลอดจนการปลูกและการเล้ยี งดูตนพชื
ในกระถาง
อปุ กรณ
1. กระถางปลกู
2. เครอื่ งมือขดุ ลอ มและการยา ย
3. ดนิ ปลกู
4. อุปกรณร ดนา้ํ
5. เครอ่ื งมืออ่นื ๆ ท่จี ําเปน
วธิ ีการ
ก. การยายปลูก
1. การยายปลกู แบบถา ยกระถาง (Shifting)
1.1 ตัดแตง ตน พชื ทตี่ อ งการยายใหอยใู นลกั ษณะทีต่ องการ
1.2 เทกระถางท่ตี องการยา ยปลูกออกจากกระถางเดิม โดยใชม อื ซายจับโคนตนและกมุ
ดนิ ปากกระถาง มอื ขวาจับกนกระถางและใชน ้วิ ดันดนิ ทางกน กระถาง
1.3 ถา เปน กระถางโตที่ปลูกตน พืชไวน านและดนิ แนน ใหเ ซาะดนิ รอบ ๆ ขอบกระถาง
ออกเสียบา ง แลวรดนํา้ รอบ ๆ ขอบกระถางแลวทง้ิ ไวส กั ครใู หด นิ ออนตวั
1.4 คอย ๆ ดงึ ตนออกจากกระถางปลูกโดยใหรากกระทบกระเทอื นนอยท่สี ดุ
1.5 บิดนิ เกา ทีป่ ากกระถางออกเสยี บาง
1.6 ถารากเดิมกอดกนั แนน (Bound up) ใหต ัดรากออกเสียบา ง แลว ตัดแตง รากเสีย
ใหมใหสมดุลกับกง่ิ
2. การยา ยปลกู แบบลา งราก (Bare rooted)
2.1 ทําการขดุ ตน พืชที่ตอ งการยายปลูกโดยใหร ากฉกี ขาดนอยที่สุด
2.2 จดั ขนาดคณุ ภาพของตนเปน 3 ขนาด คือ เลก็ (รากนอ ย กิ่งเล็ก) กลาง (ราก
มากปานกลาง ก่ิงโตปานกลาง) ใหญ (รากมากและก่งิ โต)
2.3 ตัดรากทชี่ าํ รุดและกิ่งใหส มดลุ กนั การตัดแตงใหต ดั แบบปานกลาง และตดั หนัก
2.4 นําตน ไปปลกู แบบการปลกู จากตน
3. การยายปลกู แบบขดุ ลอ ม (Balling)
3.1 เลือกวนั ทขี่ ุดลอ มเปนวนั ครึ้มฟาคร้ึมฝนหรอื ตอนเยน็
3.2 ปรับดินใหอยใู นสภาพทพี่ อเหมาะในการขดุ ลอ ม คอื ไมแหง หรือเปย กเกนิ ไป ดิน
ควรอยใู นขนาดช้นื หรอื หมาด ๆ
3.3 ตดั แตงก่งิ และใบทไ่ี มตอ งการออกเหลือไวแ ตด พู องามเทา ท่จี าํ เปน
3.4 กะขนาดดินท่จี ะขดุ ลอ มไปใหสมั พันธกบั ขนาดตน และใบทตี่ ัดแตงไวโ ดยใชข นาด
เสนผา ศูนยก ลางของตน 1 น้ิว ตอดนิ ทลี่ อ ม 1 ฟุต
3.5 ทาํ การขดุ ดินออกโดยใหกระทบกระเทอื นดินท่ีตองการใหต ดิ อยกู ับตนไมใหนอ ย
ที่สุด (ควรขุดจากดานในไปหาดา นนอก)
3.6 แตงดนิ ที่ติดอยกู ับตนใหเ ปน รปู บาตรพระหรือแลว แตระบบราก
3.7 เซาะดินกน หลมุ ใหขาดจากดินท่ตี องการขุดลอม
3.8 ยกเผยอตนขน้ึ เล็กนอ ยและรองดวยผา ลอ ม
3.9 หอผาลอ มใหก ระชบั ดนิ เยน็ ใหติดแนนและกระชับกับตมุ ดนิ ท่ลี อ ม
3.10 ยกไปปลกู ในท่ีที่ตอ งการ
ข. การปลูก
1. การปลกู ตน กลา กงิ่ ตอน หรอื กิ่งตัดชํา
1.1 เตรียมดินปลูกตามสตู รดินผสม K.U Modified Soil Mix
1.2 เตรียมขดุ ยา ย ถอนหรือตดั ก่ิง หรอื ตนโดยอยา ใหก ระทบกระเทอื นและควรมดี นิ
หรือวตั ถุปกชาํ ติดรากดว ยเล็กนอ ย ถาเปนก่ิงโตและมีใบมาก ควรตัดกงิ่ และใบใหสมดลุ กบั จํานวนรากดว ย
1.3 จดั วางอุปกรณการปลกู ตามหลักการปลกู ไมกระถาง
1.4 ทาํ การปลกู ในระดบั ท่พี อเหมาะและกดดนิ ในกระชับรากพอตงึ มอื
1.5 เมอ่ื ปลกู เรียบรอยแลว ควรใหร ะดบั ดินตํ่ากวาขอบกระถางประมาณ ½ - 1 น้วิ
1.6 รดนํา้ ใหโ ชกแลว ตั้งทง้ิ ไวในท่มี ีแสงแดดประมาณ 30 เปอรเ ซ็นต
1.7 หลังจากยอดเจริญจงึ ใหแ สงไดเต็มทตี่ ามชนดิ ของพชื และใหป ยุ เรง รากการเจริญ
ตอ ไป
2. การปลูกตนที่เปล่ยี นกระถางหรอื ขุดลอม
2.1 เตรียมดนิ ปลกู ตนทีต่ อ งการปลูกและภาชนะปลกู คลายขอ 1
2.2 ใชเ ศษกระเบือ้ งรองกนกระถางแลวตักดินปลกู ใสรองกนกระถางเล็กนอ ย
2.3 นาํ ตนพืชที่เตรยี มไวจ ากการยายปลกู แบบ Shift วางลงในกระถาง จัดตน และราก
ใหอยใู นตาํ แหนงที่เหมาะสม
2.4 ใสดินผสมลงในกระถางปลูกจนอยใู นระดับพอเหมาะทต่ี อ งการ ถา เปน กระถางโต
ควรใสด ิน 2 ครัง้ ครง้ั แรกครึ่งกระถาง รดนํ้าโชกแลว จงึ ใสดินที่เหลอื ในระดับทีต่ องการแลวรดนํา้
2.5 จดั ตงั้ กระถางท่ปี ลกู ไวในที่ ๆ เคยเลยี้ งดเู ดมิ
2.6 ควรใหป ยุ เรงรากในระยะแรก ๆ ของการเลีย้ งดู
3. การปลกู ตน ลา งราก
3.1 เตรยี มดนิ ปลกู และอปุ กรณการปลกู เหมือนขอ 1
3.2 ใชเ ศษกระเบอื้ งรองทร่ี ูกนกระถาง
รูปกรวย 3.3 ใสด ินปลกู ประมาณ 1/3 ของความสงู ของกระถาง แลวจึงจดั ดินปลูกใหเปนแบบ
3.4 วางตน ลา งรากบนเนนิ ทีเ่ ตรียมไว แลว จดั รากใหเ รียงเปน ระเบียบตามลกั ษณะเดมิ
3.5 กลบดนิ คร้ังแรกประมาณครึ่งกระถาง กดดินพอแนน แลวรดนํา้ ใหโชก
3.6 กลบดนิ ครั้งท่ี 2 ใหเ หลอื ขอบกระถางพอเหมาะ (1 - 2 น้วิ ) โดยใหร ะดบั ดินมดิ คอ
ดิน (Crown) เลก็ นอย
3.7 รดน้าํ ครงั้ ท่ี 2 พอชมุ แลว นําไปตั้งในทเ่ี ลีย้ งดตู อไป
การผสมดินปลกู
1. ความสําคัญดินเปน ส่ิงทส่ี าํ คญั อยา งยงิ่ ในการปลกู พชื หรือขยายพนั ธุพืช โดยเฉพาะอยาง
ย่งิ กับพืชท่ปี ลูกอยใู นภาชนะอันจาํ กัดพน้ื ที่ เชน ในถงุ พลาสติก กระถางหรือภาชนะอื่น ๆ
2. วสั ดทุ ี่ใชผสมดนิ ปลกู
2.1 อนิ ทรียวัตถุ อนิ ทรวัตถุจะชวยทําใหคุณสมบตั ิของดนิ ดีขน้ึ เชน การเก็บรักษา
ความช้ืน ธาตอุ าหาร การระบายนา้ํ ระบายอากาศ ชวยลดความเปน กรดเปน ดางของดินทป่ี ลกู
อินทรียวัตถุทน่ี ิยมใชผ สมดนิ ปลูก เชน
ก. ขี้เถาแกลบ นยิ มใชข ้เี ถา แกลบเกา ๆ ทค่ี า งป
ข. เปลอื กถวั่ ลสิ ง ทําใหดนิ รวมซยุ โปรง แตก ็มีขอ เสยี คอื เกดิ เช้อื รา
ค. ขยุ มะพรา ว ควรเปนขุยมะพราวเกา ๆ
ง. ทางมะพราว
จ. เศษชิ้นออยสับ
ฉ. ใบไมต าง ๆ เชน ใบกา มปู ใบมะขาม หรอื ใบทองหลาง ผักตบชวา เปน ตน
ช. เศษหญา ตาง ๆ
2.2 ดนิ โดยเฉพาะอยางยงิ่ หนา ดินหรอื ดนิ ตามบริเวณโคนตน ไม
2.3 ทราบหยาบ ควรเปนทรายหยาบนาํ้ จดื ชวยในการระบายนํา้
2.4 ปุย มีปุย คอก และปยุ วิทยาศาสตรหรอื ปุย เทศบาล
2.5 วสั ดุรองกน ภาชนะปลูก เชน เศษกระเบือ้ ง เศษกระถางแตก กรวด การใชวัตถุ
รองกน กระถางเพ่ือปองกนั ไมใหด ินผสมไหลออกนอกกระถาง หรอื ภาชนะปลกู วสั ดรุ องกน น้ี ถามีความโคง
หงายอาจจะอุดรูกระถางทาํ ใหนํ้าระบายออกไมไ ด
3. คณุ ลักษณะของดนิ ผสมที่ดีควรมลี ักษณะดงั นี้
3.1 มีน้าํ หนักเบา รว ม โปรง
3.2 ไมมโี รคและแมลง
3.3 ดูดความชนื้ ไดด ี
3.4 ไมเปนกรดหรือดางจัด
3.5 มีธาตอุ าหารพอเพยี ง
4. สูตรดินผสม
4.1 สูตรผสมสตู รที่ 1 เหมาะสาํ หรับกงิ่ ตัดชาํ กิ่งตอน หรอื กลา ทเ่ี พาะจากเมล็ด
ทราย 1 หรอื 2 สว น, ดินรว น 1 สว น, ใบไมผุ 1 สว น
4.2 สตู รผสมที่ 2 ใชส าํ หรับปลูกไมกระถางท่ัว ๆ ไป
ทราย 2 สว น, ดินรว น 4 สว น, ใบไมผุ 2 สว น, ปุยคอกเกา ๆ 1 สว น
วสั ดอุ ปุ กรณ
1. ปุยคอกเกา ๆ
2. ใบไมผุ ๆ หรือปยุ หมัก
3. ดนิ รวน
4. ทรายหยาบ
5. พล่ัวหรือจอบ
6. สตู รดินผสมสตู รท่ี 2
วธิ ีปฏิบตั ิผสมดินสูตรท่ี 2
1. ใชปงุ กตี๋ วงดินรว น 4 ปงุ กี๋แลว เกลยี่ บาง ๆ บนลานทีเ่ ตรยี มไวผ สม
2. ใชปุงก๋ีตวงทราย 2 ปงุ ก๋ีเททบั บนกองดินรว นใชพล่วั หรือจอบผสมคลุกเคลา ใหเขากนั แลว
เกลี่ยบาง ๆ 3. ใชปุงกต๋ี วงใบไมผหุ รือปุยหมกั 2 ปุงก๋ี เททับลงบนกองที่ผสมระหวางดินรว นและทราย
ใชพ ล่วั ผสมคลุกเคลา กันแลวเกลย่ี กองดนิ ผสมบาง ๆ
4. ใชป ุง กี๋ตวงปยุ คอก 1 ปุงก๋ีเทผสมคลุกเคลา ใหเ ขากัน
5. เม่ือผสมกนั ดแี ลวกข็ นเก็บหรอื ใชไดท นั ที
หมายเหตุ ถาตองการจํานวนมากก็ใชภ าชนะตวงใหญกวา นี้หรือเพม่ิ จํานวนวัสดใุ หมากขึ้นการผสม
นี้ควรใชวัตถทุ ี่ใชก นั มากทีส่ ดุ กับวตั ถทุ ใ่ี ชมากรองลงมา ผสมกนั กอนแลวจึงใชวตั ถุท่ใี ชม าก รองมาอกี จนหมด
การปฏิบตั ิบาํ รงุ รักษาตน ไมในภาชนะ7
เมอื่ ปลูกตนไมในภาชนะเรยี บรอ ยแลวจะตองมีการดแู ลรกั ษาใหดี มิใหตนไมทปี่ ลูกตายไปเสียกอน
เราควรดแู ลรักษาดงั น้ี
1. จดั วางภาชนะพันธไุ มทปี่ ลูกใหมไวในท่รี มรําไร
2. รดนํ้าเชาและบายรดใหช มุ และสมาํ่ เสมอ
3. ใหป ยุ เพ่อื เรงความเจริญเตบิ โต เรมิ่ เมื่อตนไมต ้งั ตวั ไดแ ลว
4. ใหป ยุ เรง ดอกและผล ควรเรง ในระยะใกลก าํ หนดฤดูกาลออกดอก และผลแตในบาง
กรณอี าจใชปุย ชนิดน้เี รง ตนไมห รือบังคบั ตน ไมในภาชนะใหออกดอกออกผลนอกฤดกู าลได
5. การปองกันกาํ จดั ศตั รู ควรพนยาประมาณ 2 สปั ดาหตอ คร้ังในระยะที่มศี ตั รพู ืชของพันธุ
ไมนน้ั ๆ ระบาดมากหรอื อาจจะทําควบคูไปกบั การใชปุย เพ่ือเรงความเจรญิ เตบิ โตกไ็ ด
6. การตดั แตงกิ่งกระทํากับทรงพุม มีความจําเปน สําหรับพนั ธุไมบางชนดิ ควรจะไดศกึ ษา
พนั ธไุ มเ ฉพาะอยางเสียกอน
7. การใหแสงควรใหต ามความตอ งการของพนั ธุไมช นดิ นน้ั ๆ
7กรมวชิ าการ กระทรวงศกึ ษาธิการ. จลุ สารประการเรยี นวชิ าอาชพี วชิ าขยายพนั ธุพืช.
หนา 41 - 42
ประโยชนของพชื พันธไุ มท ป่ี ลกู ในภาชนะตา ง ๆ
การปลูกพชื ในภาชนะน้นั มปี ระโยชนม ากมายหลายประการ พอสรุปไดดงั นี้
1. สะดวกในการดแู ลรักษา
2. ประหยัดสถานทที่ ีป่ ลูกและสามารถเคล่ือนยา ยไดง า ย
3. มคี วามสวยงามกวา พนั ธเุ ดยี วกันที่นาํ มาปลูกลงดิน
4. สามารถปลกู ไดใ นทองถิ่นทม่ี สี ภาพของดนิ ไมเ หมาะสม
5. สามารถปลูกไมท่มี ีความออนแอโดยธรรมชาติใหดาํ รงชวี ติ อยูไดดวยดี
การดแู ลตน พชื ทป่ี ลูกอยูในภาชนะ8
การเลี้ยงดตู นพชื ท่ีปลกู อยูในภาชนะเปน วธิ ที ่ีส้ินเปลืองคาใชจ า ยสูง โดยเฉพาะการใหน า้ํ ซ่งึ เทา ที่
ปฏบิ ตั ิกันมอี ยู 2 แบบ คอื ใหดว ยมอื โดยใชทอ สายยาง การใหน า้ํ แบบน้เี ปน วิธีทีไ่ ดผลดี เนือ่ งจากใหนํ้าได
ทั่วถึงสมา่ํ เสมอ แตตองใหกาํ ลงั ดนั น้าํ มนี อยและใหไ ดป ริมาณน้ํามากเปนวธิ ที ่ีเหมาะสาํ หรบั งานเลก็ ๆ ถา เปน
งานใหญจึงจะตองดูแลตน พชื มาก ๆ มกั จะใชก ารใหน ้ําแบบฝนเทียม (Sprinkler) ซึ่งจะประหยัดกวา แต
มกั จะไมค อ ยสมํ่าเสมอเหมือนใหนา้ํ แบบใหม อื ถอื รด การปลกู และการจําหนา ยพันธใุ นภาชนะนีเ้ ปน วธิ ีท่ีนยิ ม
ใชกับพันธุไมดอกหรือไมประดบั ท่วั ไป เนอ่ื งจากการขนยา ยสะดวกตนพชื ไมก ระทบกระเทอื นมากเหมือนกบั
การปลูกลงดิน ซงึ่ จะตองมกี ารขดุ ลอ มกอนท่จี ะทําการขนยา ย ตน พืชทนี่ าํ ไปปลูกเจริญตดิ ตอกันไปโดยไม
หยดุ ชะงัก เหมาะท่จี ะใชใ นงานเพาะชาํ ทาํ การจาํ หนายพนั ธุไ มเ นื่องจากสามารถจาํ หนายไดต ลอดป โดยไม
ตอ งเลือกฤดกู าลชวยใหการจําหนา ยไมขาดตอนหรอื จํากดั อยเู ฉพาะฤดูหนง่ึ ฤดใู ด
ตามความคดิ เห็นของผเู ขยี น เกี่ยวกบั การปลูกพชื ในภาชนะไมวา จะเปนกระถางดินเผา กระถาง
พลาสติก หมอ นา้ํ เกา ๆ ถงั นา้ํ กระบอกไมไผ หรอื ภาชนะอืน่ ใดก็แลวแต ผทู จ่ี ะปฏบิ ัติงานจะตอ งมีความรู
เรื่องการปลกู พชื ในภาชนะมากอ นเปน เบอ้ื งตน พันธุไมท ี่จะนํามาปลูกในกระถางหรือภาชนะน้นั จะตอ งให
สมดุลกับภาชนะทรี่ องรบั การเรยี นรูเรื่องการปลกู พืชในภาชนะจงึ เปน เรื่องที่มีความจําเปน ละเอียดออ น ควร
จะศกึ ษาสภาพแวดลอ มเสียกอ นวา ทําไปแลวเพ่ืออะไร ควรมีเปาหมายของการผลติ เชน ผลิตเพ่อื จําหนาย
ผลติ เพื่อเอาไวประดับ เกษตรกรทปี่ ระสบผลสําเร็จในดา นการจาํ หนายพันธไุ มและยึดเปน อาชีพ ทํารายไดใ ห
ครอบครัวปละมาก ๆ นัน้ นับวาเปน ผูทม่ี คี วามรู มปี ระสบการณในการทาํ งานสงู ดังนนั้ ผูเ รยี นทีม่ ีความตง้ั ใจ
จรงิ ในการทจี่ ะจาํ หนายพนั ธุไมแ ลว นบั วา เปน ความคิดที่ดี ควรไดร ับการสง เสริมสนับสนนุ แตค วรศึกษาถงึ
ขอ มูลปญ หาตาง ๆ ท่อี าจจะเกดิ ขนึ้ การตลาด ขอ สาํ คญั ทส่ี ุดของการผลิตพนั ธไุ มในภาชนะก็คือ ความเอา
ใจใสต อ งานท่ีเราทาํ อยูเ ปน อยางมาก คอยศึกษาหาทางแกไ ข ปรบั ปรุงใหดีขน้ึ การผลติ พันธุไมจ ึงจะประสบ
ผลสําเร็จและมีความเจรญิ กาวหนาในอาชพี ทีเ่ ราทาํ อยู
ใบงานท่ี 1
เรอื่ ง การปลูกพชื ในภาชนะ
กลุมท.่ี ......................เลขที่...........................................................................ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ี่ 3
จดุ ประสงคการเรียนรู
- บอกวิธกี ารยา ยปลกู แบบตา งๆ
- อธบิ ายและปฏบิ ัตกิ ารปลกู ไมกระถางไม
- บอกวัสดุ อุปกรณก ารปลกู และตนพชื ทีป่ ลกู ได
คาํ ช้แี จง ก. ใหน ักเรียนเติมคาํ ลงในชอ งวางใหไดใ จความครบถว นสมบรู ณ (5 คะแนน)
1. การยา ยปลกู ตน พชื มี 3 แบบ คอื ................................................................................
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
2.ประโยชนของการปลกู พืชในกระถางคอื ..................................................................
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
3. ภาชนะท่ีใชในการปลูกพืชมีดงั น้ี ..............................................................................
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
ใบงานที่ 2
เรอื่ ง การปลกู พชื ในภาชนะ
กลุม ท่.ี ......................เลขที่...........................................................................ชน้ั มัธยมศึกษาปท ่ี 3
จุดประสงคก ารเรียนรู
1.บอกวธิ ีการยา ยปลกู แบบตาง ๆ ได
2. อธิบายและปฏบิ ตั ิการปลกู ไมก ระถางได
3. บอกวัสดุ อุปกรณการปลกู และตนพืชทปี่ ลูกได
คําชีแ้ จง ใหนักเรียนนาํ ตัวอักษรดา นขวามอื มาใสหนา ขอ ทีม่ คี วามสัมพันธก บั ขอความดานซายมือ
ใหถกู ตอง (5 คะแนน)
..........1. การยา ยปลกู ไมย นื ตน ไมพมุ หรอื ไมเ ลื้อย ท่ีมีเนือ้ แขง็ และ
พชื ถาวรเชน ประดู ราชพฤกษ ก. การปลูกตน กลา
..........2. พืชที่นิยมปลูกเปนไมแขวน ข. วาสนา
..........3. พชื ทเี่ หมาะสําหรับปลกู เปนไมกระถาง ค. การปลูกตนพชื ลางราก
..........4. สถานที่เพาะชาํ ตน ออน ง. Sprinkker
..........5. เปนวิธีการทน่ี ิยมใชในการปลูกพันธไุ ม เพือ่ การตกแตง
บรเิ วณอาคารสถานท่ี จ. พลับพลึง
..........6. การปลูกก่ิงตดั ชาํ หรอื กิ่งตอน เปนวิธีการเกี่ยวกับการปลกู
หรือการเลีย้ งไมออ น ฉ. ยายปลูกแบลางราก
..........7.การปลกู ตน พืชท่มี ดี ินเดมิ เกาะติดอยู เพอ่ื ใหร ากเจริญตอไป
ไดโดยไมหยุดชะงกั การเจริญเน่อื งจากภาชนะเลก็ เกินไป ช. ราชินหี นิ ออน
..........8. กอนนําพืชมาปลูกตอ งตัดแตงกง่ิ กอน พิจารณาของรูปทรง
ความสมดุลของก่งิ ท่จี ะเกิดใหม ซ. กระถางดนิ เผา
..........9. ภาชนะทใี่ ชปลกู ตนไมแลว รบั นา้ํ หนกั ไดดี ฌ. ยายปลูกแบบขดุ ลอม
.........10. เปนวิธกี ารใหนาํ้ ในกรณีทมี่ ีตน พชื มากๆ ญ. Nursery
ฎ. การปลูกแบบเปล่ยี น
กระถาง
ฏ. กระถางพลาสตกิ
แบบทดสอบหลังเรียน
เร่ือง การปลูกพืชในภาชนะ
คําช้แี จง ใหนกั เรียนทําเครอื่ งหมายกากบาท ( x) ทบั ตวั พยญั ชนะหนาขอท่นี ักเรยี นเลอื กตอบ
เพยี งขอเดยี ว
1. พืชในขอ ใดเหมาะสําหรบั ปลูกเปนไมก ระถาง
ก. พลบั พลงึ
ข. ชบา
ค. วาสนา
ง. พทุ ธรกั ษา
2. พืชขอใดนิยมปลกู เปน ไมแ ขวนไดอ ยา งเหมาะสม
ก. ราชินีหินออน
ข. ดาษตะกั่ว
ค. สาวนอ ยประแปง
ง. ฤาษผี สม
3. ขอใดคือขอ ดขี องการปลกู ไมกระถาง
ก. มธี าตุอาหารเพียงพอ
ข. ดแู ลรกั ษางา ย
ค. อยไู ดนาน
ง. โตเรว็
4. การยา ยปลกู แบงออกไดเ ปน กีแ่ บบ
ก. 2 แบบ
ข. 3 แบบ
ค. 4 แบบ
ง. 5 แบบ
5. Nursery คอื อะไร
ก. ภาชนะทป่ี ลกู พชื
ข. สถานที่เพาะชํากลา ไม
ค. สถานที่ดแู ลตนออ น
ง. ขอ ข และ ค ถกู
6. ฤดทู เี่ หมาะสมในการยา ยตน กลาพชื ปลูก คอื ขอ ใด
ก. ฤดฝู น
ข. ตนฤดฝู น
ค. ปลายฤดูฝน
ง. ถกู ทกุ ขอ
7. ขอใดเปนวัตถปุ ระสงคของการยายแบบถา ยกระถาง
ก. เพ่ือเปลี่ยนดนิ ปลูกใหม
ข. ยา ยเพอื่ ไปปลกู ที่ใหม
ค. ยา ยเพ่อื ไปตบแตง
ง. เปนการยา ยพชื ผลัดใบ
8. ทาํ ไมเกษตรกรไมนิยมกระถางพลาสตกิ ปลูกพชื ประเภทตน ใหญ
ก. ราคาแพง
ข. ไมม ีขายในตลาด
ค. รับน้าํ หนกั ไมไหว
ง. รปู ทรงไมส วย
9. สูตรดินผสมท่เี หมาะแกการปลกู ไมกระถางท่วั ไป คือขอ ใด ในสดั สวน
ทราย : ดิน : ใบไมผ ุ : ปยุ คอก
ก. 1 : 2 : 2 : 1
ข. 2 : 4 : 2 : 1
ค. 2 : 4 : 2 : 2
ง. 4 : 2 : 2 : 1
10. สตู รดินผสมท่ีเหมาะแกการปก ชํา กง่ิ ตอนคือขอใดในสัดสวน ทราย : ดนิ : ใบไมผ ุ
ก. 1 : 1 : 1
ข. 1 : 2 : 1
ค. 1 : 1 : 2
ง. 2 : 1 : 1
***************************