The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การขยายพันธุ์พืชโดยการติดตา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sanan42106016, 2021-08-18 01:58:08

การขยายพันธุ์พืชโดยการติดตา

การขยายพันธุ์พืชโดยการติดตา

แบบทดสอบกอ นเรียน

เรื่อง การขยายพันธุพชื โดยการติดตา
คาํ ช้แี จง ใหน ักเรียนทําเครอ่ื งหมายกากบาท ( x) ทบั ตัวพยญั ชนะหนาขอ ที่นกั เรยี นเลอื กตอบ

เพียงขอ เดียว
1. การตดิ ตาแบบใดทีน่ ยิ มมากทส่ี ดุ

ก. แบบประกบั
ข. แบบตัว H
ค. แบบตวั T
ง. แบบเสียบยอด
2. ไมผลในขอใดทน่ี ยิ มขยายพนั ธโุ ดยการตดิ ตา
ก. สม
ข. ลําไย
ค. ลิ้นจ่ี
ง. มะขาม
3. ขอ ใดคือเครื่องมอื และอุปกรณท ่จี าํ เปน ทสี่ ุดในการขยายพันธดุ วยวธิ ตี ดิ ตา
ก. กรรไกร
ข. ฮอรโมน
ค. มดี
ง. เลอื่ ยแตง ก่งิ
4. ศลิ ปะในการเช่ือมหรือประสานสว นของพชื เขาดว ยกนั เรยี กวา
ก. Layering
ข. Budding
ค. Grafting
ง. Cutting

5. การตดิ ตาแบง ออกเปน ประเภทใหญ ๆ ไดก ่แี บบ
ก. 2 แบบ
ข. 3 แบบ
ค. 4 แบบ
ง. 5 แบบ

6. ขอ ควรคํานงึ ถึงการติดตา คอื ขอใด
ก. การ “ลอน” ของเปลือก
ข. Stock
ค. Scion
ง. Cambium

7. ขอ ใดเปนวตั ถุประสงคของการติดตา
ก. ไมสามารถขยายพันธุพ ชื โดยวิธอี ่ืนได
ข. เพือ่ ประโยชนจากตนตอบางชนิด
ค. เพื่อประโยชนในการเปลย่ี นยอดพนั ธุเ ดิม
ง. ถกู ทุกขอ

8. การตดิ ตาแบบใดทีใ่ ชก ับพชื ที่ลอกเปลือกยาก
ก. แบบตัว T
ข. แบบตวั H
ค. แบบ Chip
ง. แบบปะ Patch

9. ขอ ใดเปนวสั ดุอุปกรณใ นการติดตา
ก. เชือกฟางหรอื พลาสติก
ข. ปนู หรอื ยาปอ งกนั เช้อื รา
ค. มดี กรรไกร
ง. ถูกทุกขอ

10. หลงั จากการตดิ ตาแลว ประมาณก่สี ัปดาหต าจะเริ่มแตกยอด
ก. 1 สัปดาห
ข. 2 สปั ดาห
ค. 3 สปั ดาห
ง. 4 สปั ดาห
****************************

การขยายพนั ธุพืชโดยการตดิ ตา

การติดตา1(Budding) มลี ักษณะท่ตี รงขา มกับการตอก่ิงท่ีวา ก่ิงพันธุดแี ทนทจี่ ะเปน ก่ิงท่มี ีตา (bud)
หลายตาแตก ารติดตานน้ั กิ่งพนั ธุดี (Scion) มีเพยี งตาเดยี วอยบู นสวนของแผน เปลือก ซ่งึ อาจจะมีเนอ้ื ไมห รอื ไมก ็
ได และมกั จะเรยี กวธิ ีการนีว้ า “การตดิ ตา”(bud grafting or budding) ขบวนการ ตา ง ๆ ทางสรรี ะวิทยาที่
เกิดข้ึนในการตดิ ตากเ็ ปนไปในทาํ นองเดียวกบั การตอ กงิ่ โดยทัว่ ไป
วธิ กี ารตดิ ตาโดยท่ัวไปมักจะขน้ึ อยกู ับการ “ลอ น” ของเปลือก ซง่ึ หมายถึงวา เปลอื กสามารถแยกออก
จากเนือ้ ไมไ ดงา ย ซงึ่ แสดงวาตนพชื กําลงั อยใู นระยะการเจริญเติบโตและเย่ือเจรญิ (Cambium Cell) กําลงั มี
ลักษณะอวบออ น มีการแบง ตวั ไดด แี ละกห็ มายถึงการฉกี ขาดของเซลลชนิดนไี้ ดง าย เมอื่ เปลือกพชื ถกู เผยออก
จากเนือ้ ไม ซึง่ ระยะเวลาในการเจริญในลกั ษณะน้จี ะเริม่ ตนในฤดใู บไมผลิจนกระท่งั พชื หยุดการเจริญเติบโตในฤดู
ใบไมรว ง (หรือต้งั แตตนฤดูฝนจนถงึ ฤดหู นาวในบา นเรา) อยา งไรกต็ าม สภาพการเจรญิ ที่ตรงขา มกบั ลกั ษณะ
ดังกลา วเปนตนวาการขาดน้ํา อาการใบรว งหรอื การมอี ณุ หภมู ติ ่าํ อาจจะทาํ ใหเกิดอาการ “ตดิ เปลอื ก” ขึน้ ได
ซ่ึงจะไปเก่ียวของกบั การตดิ ตาดวย ดังน้ันการเลี้ยงดใู หตน ตอ (Stock) อยูในสภาพท่ีทําการตดิ ตาไดด ี นับวา เปน
เร่ืองสําคญั ในการตดิ ตาตนพชื
วิธีการติดตาโดยเฉพาะการติดตาแบบ T เปนวธิ ที ีท่ ําไดร วดเร็วกวาการตอกงิ่ วิธีใด ๆ ซึง่ นักตดิ ตากุหลาบ
บางคนสามารถทาํ การติดตาได 2 - 3 พันตาหรือมากกวา ใน 1 วัน โดยมีคนชว ยพนั ผาพันตาและถาทาํ การติดใน
สถานท่ี ๆ มีสิง่ แวดลอ มเหมาะสมแลว เปอรเซ็นตการติดตานับวาสงู มาก ซง่ึ จะมีเปอรเซ็นตก ารติด ตั้งแต 90 -
100 เปอรเ ซน็ ต การตดิ ตาเปน วธิ ที ใ่ี ชก ันมากในการขยายพันธุกุหลาบและไมผ ลชนิดตาง ๆ ซง่ึ สามารถผลติ ตน
พชื ไดเปน จาํ นวนหมนื่ ๆ แสน ๆ ตน ภายในหนึ่งป ดงั นัน้ การขยายพนั ธุพ ืชจาํ นวนมาก ๆ แลว มกั จะเลอื กวธิ ีการ
ขยายพนั ธุดว ยการติดตา (budding) เทา น้นั

การตดิ ตามกั จะเก่ยี วขอ งกับตน พืชท่มี ีอายุนอย (Young plant) หรือกงิ่ เลก็ ๆ ของตนพชื ที่มีขนาดโต
ซึ่งจะมีขนาดประมาณเสน ผาศนู ยกลาง ¼ - 1 นิ้ว การเปล่ียนยอดตนพชื ที่มอี ายนุ อ ยดว ยการตดิ ตา (Top
budding) นบั วาเปนวิธีทีท่ ําไดผ ลดมี าก โดยเฉพาะเมอ่ื ตน พืชท่ีตอนั้นมีอายุ 2 - 3 ป ดงั นน้ั ก่งิ ทเี่ กิดจากการติด
ตาจึงไมค อ ยจะหกั ไดงา ยเมือ่ มลี มแรง นอกจากนั้นการติดตายงั เปนการประหยดั กิง่ พนั ธุด ี โดยท่แี ตล ะตาสามารถ
ทาํ ใหเกดิ ตน พืชทีต่ อ งการได 1 ตน จึงเปนวธิ ที เ่ี หมาะในกรณที ี่มี กิง่ พนั ธุดนี อ ย นอกจากน้วี ธิ กี ารก็ทาํ ได
งา ยซง่ึ ผูฝก ทําใหม ๆ กส็ ามารถทําไดดี

ตนตอควรมกี ารเจริญเติบโตดี2 แข็งแรง ทนทานตอโรค และขยายพนั ธไุ ดง า ย ตนตออาจจะเปนก่ิงชาํ
กง่ิ ตอนหรอื ไดมาจากการเพาะเมลด็ อายปุ ระมาณ 1 ปเปนสว นมาก แตถา เปน พืชท่ีโตชาอาจจะตองรอใหอ ายุ 2
ป จงึ ตดิ ตา
ความหมาย

การติดตา3(Budding) หมายถงึ ศลิ ปะในการเชอ่ื มหรือประสานสว นของพืชเขา ดว ยกนั เช่อื มติดกัน และ
เจรญิ เติบโตเปนตน พชื ตน เดียวกัน
การตดิ ตา 3(Budding) คอื การนาํ แผนตาเพียงแผน เดียวจากกิ่งพนั ธุด ีไปติดกับตนตอเพ่ือใหไ ดพนั ธตุ าม
ตอ งการและสามารถเจรญิ เตบิ โตเปนตนพชื ตนเดียวกันได

1สนั่น ขําเลศิ . หลกั และวิธกี ารขยายพันธุพ ืช. คณะเกษตรศาสตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร
หนา 249 - 250

วัตถุประสงคข องการตดิ ตา
1. เพอื่ ขยายพันธพุ ชื ซึง่ ไมส ามารถจะขยายไดงา ย โดยวิธีการไมใ ชเ พศอยา งอน่ื เชน วธิ ีตอน
วิธตี ดั ชาํ วธิ แี บงและแยก
พันธพุ ืชหลายชนดิ เปนตน วา พุทรา ขนุน มะมว ง และไมประดบั ทีเ่ ปนไมเ นอื้ แขง็ ซ่งึ ไมสามารถจะ
ขยายพันธุไดอยา งเปนการคา ดว ยวิธกี ารตัดชาํ อยางงาย ๆ ทัง้ นี้เพราะพืชเหลา น้นั ไมส ามารถใหเ ปอรเ ซน็ ตก าร
ออกรากทสี่ ูงพอ หรือการขยายพนั ธุพ ืชบางอยา งซงึ่ ทาํ ไดจาํ นวนจาํ กดั โดยวธิ กี ารตอนกงิ่ หรือการแบง ดังน้นั
เมอื่ ตองการขยายพนั ธพุ ชื เหลา นี้เปน จํานวนมาก ๆ แลว นกั เพาะชาํ มักจะใชว ธิ ีตดิ ตาตอ ก่ิงแทนวธิ ีดงั กลาว
2. เพือ่ ใหไ ดประโยชนจากการใชตน ตอบางชนดิ
ในบางกรณพี ันธุตาง ๆ ของพชื บางชนดิ อาจขยายพนั ธไุ ดงา ยดวยวธิ ีการตัดชาํ แตกลบั มานยิ มใชตนพืช
ที่ติดตาตอ กง่ิ บนตอ ตอบางชนิดที่มลี ักษณะของรากตามความตอ งการ ซึง่ ตนพชื ท่ีเจรญิ อยบู นรากของมันเองจะมี
รากไดไ มเ หมอื นตน พืชใดทตี่ น ตอนน้ั ๆ สามารถทนตอสภาพทไ่ี มเ หมาะสมบางอยา งได เชน ทนตอ สภาพของดิน
ที่เปย กแฉะ หรอื ทนตอสภาพของดนิ ทมี่ โี รค แมลงหรือ จลุ ินทรียอนื่ ๆ นอกจากนน้ั ตน ตอบางอยาง
ยงั ใหผลดีแกพันธพุ ชื บางชนดิ ท่ีนาํ มาตอ เชน ทําให ตนพชื ทต่ี อแขง็ แรงหรือแคระแกร็นลงตามความ
ตอ งการของยอดพันธทุ ่ีตออยอู ีกดว ย
เกี่ยวกบั ตนตอ (Stock) นอี้ าจแบง ออกไดเ ปน 2 พวกคือ ตน ตอท่ีไดจ ากการเพาะเมล็ด และตนตอทไ่ี ด
จากการขยายพนั ธุด ว ยการตัดชาํ การตอน หรอื การแบง และแยก
สาํ หรับตนตอทไ่ี ดจ ากการตัดชาํ การตอน การแบง หรือการแยกนัน้ เปนตน ตอที่แสดงลกั ษณะคงที่
เน่อื งจากขยายมาจากวิธีการท่ีไมใ ชเ พศ สว นตนตอทข่ี ยายพันธุม าจากการเพาะเมล็ด จะมกี ารผันแปรอยู
เสมอและการผนั แปรของตน กลา ทีไ่ ดนอี้ าจไมเ หมาะในการใชเ ปนตน ตอได เพราะความผันแปรนัน้ อาจทําใหเ กดิ
ความเหลอ่ื มล้ําในทางความเจรญิ เตบิ โต ลักษณะทรงพุมรวมทั้งลักษณะอืน่ ๆ ของตนพชื ทีต่ อ อยอู ีกดว ย
อยางไรกต็ ามนักเพาะชําทัว่ ไปมักจะนิยมใชตน ตอท่ีไดจากการเพาะเมลด็ ในการติดตาตอก่ิงไมผลยืนตน
ทัง้ นีเ้ ก่ยี วกบั ความสะดวกในการเพาะปลูก นอกจากน้นั การผนั แปรตา ง ๆ ท่เี กีย่ วกับความเจรญิ ของทรงพุมของ
ตนก็ยงั มีไมมากนัก ซง่ึ โดยปกตแิ ลวจะใชวธิ คี ัดตนพชื ที่มลี กั ษณะผิดไปจากลกั ษณะทีต่ อ งการออกจากแถวปลกู
ซึง่ ตนทีถ่ ูกคัดทง้ิ เหลา น้นั ถอื วา เปนพวกทก่ี ลายไปจากพนั ธเุ ดิม อยา งไรกต็ ามความแตกตา งของสิ่งแวดลอมอ่นื ๆ
ซึ่งไมส ามารถจะหลีกเลย่ี งไดในสวนผลไมท ท่ี ําการปลูกอยู เปน ตน วา สภาพของดิน มสี วนเก่ียวขอ งมากกวา
ความผันแปรเพยี งเลก็ นอ ยทเี่ กย่ี วกับ ตนตอที่ทาํ การเพาะจากเมลด็
ในประเทศอังกฤษไดมีผูพยายามจะใชตนตอท่ีไดจ ากการตัดชํา การตอน การแบง และการแยก ซึง่ ตน
ตอพวกนี้จะตองมีลกั ษณะทางพันธกุ รรมเหมอื นกนั ทุกตน หรอื ตนเดยี วกนั และเปน ท่ีหวังไดวา จะไดตนพชื ท่ีมี
ลกั ษณะการเจรญิ เตบิ โตเหมอื นกนั ในสภาพสงิ่ แวดลอมเดยี วกนั ตนตอชนดิ นี้ มักนยิ มใชกนั ทวั่ ไปไมเฉพาะแตใ น
แงของความสมํา่ เสมอในรปู รางของทรงตนเทานัน้ แตก็ยงั คงคณุ สมบัตบิ างอยางของตนตอบางชนิดไว เปน ตนวา
คณุ สมบตั ทิ เ่ี กีย่ วกบั การทนตอโรครากเนา คุณสมบตั เิ กย่ี วกบั การทนตอการทําลายของไสเดือนฝอย ตลอดจน
อิทธพิ ลบางอยา งเก่ยี วกบั ขนาดและคณุ ภาพของผลในตน พันธุดีซง่ึ ปกติแลว ลกั ษณะดังกลาวจะไมเ กิดข้ึน ถา ใชตน
ตอท่ไี ดจากการเพาะเมลด็

2นนั ทยิ า สมานนท. การขยายพนั ธพุ ืช. หนา 149
3กรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. หลกั การขยายพนั ธุพืช กษ 216. หนา 19, 20
4สนน่ั ขําเลิศ. หลกั และวิธีการขยายพนั ธุพชื . คณะเกษตรศาสตรม หาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร
หนา 205 - 208

3. เพ่ือใหไ ดรบั ประโยชนจ ากการใชตนตอกลางบางชนดิ
มีตนพชื หลายชนิดเมื่อทําการตอก่งิ พนั ธุดคี รงั้ เดียวบนตนตอจะไมท ําใหต น พืชทีต่ อนั้นเปน ไปตามความ
ตอ งการได และในบางรายก่ิงพนั ธดุ ี (Scion) ทตี่ ออยูบ นตนตอ (Stock) ตดิ กันอยา งไมส นทิ นนั่ กค็ อื ตน พชื ที่ตอ
ไมเจริญหรือมิฉะนั้นรอยตอก็ไมแ ข็งแรง มักจะแยกออกจากกนั ในที่สุด ในกรณเี ชนน้ีอาจจะแกไขไดโ ดยการใช
ชิ้นสว นของตน พืชพนั ธุทต่ี อกนั ไดดที ัง้ กบั กงิ่ พนั ธดุ แี ละตน ตอสอดเขาไปในระหวางสวนของกิ่งทั้งสองน้ัน เรยี ก
วิธีการเชนนวี้ า “การตอซอน” ตนพชื ทต่ี อในลกั ษณะเชน นีจ้ ะมรี อยตอ สองแหง และก็จะไดต น พืชทม่ี ลี ักษณะ
และคุณสมบตั ติ ามทเ่ี ราตอ งการไดด ังเชน ในการทาํ กหุ ลาบยืนตน ซ่ึงสวนของตน พชื ที่ต้ังตรงคลา ยลําตนของไม
ยนื ตน นนั้ อยรู ะหวางพนั ธุท่ีทําหนาท่เี ปน ราก และพนั ธทุ ที่ าํ หนาท่เี ปน ยอด ทาํ ใหต นมีลกั ษณะเปน ไมย นื ตน ซ่งึ
ถา ทําการตอ แบบธรรมดาจะไมทาํ ใหเ กิดลกั ษณะดังกลาวนี้ได นอกจากนพี้ วกไมผ ลทด่ี ี ๆ บางพันธุมลี ําตน ไมท น
ตอ โรคหรอื เปน โรคไดง า ย ซ่ึงถาไดทาํ การตอ ตนพชื ซอ นโดยใชพ ันธทุ ่ที นโรคเปน ลําตน แลวปญ หานีก้ จ็ ะหมดไป
นอกจากน้นั ตนตอกลางบางพนั ธยุ งั ทาํ ใหเกิดอิทธิพลตอพืชทีต่ ดิ อยูอกี ดว ย ซงึ่ จะดกี วาใชเ ปนตน ตอโดยตรง
เปน ตน วาพันธแุ คระของแอปเปล มอลลิง่ จะมีผลทาํ ใหเ กดิ การแคระแกรน็ แกยอดพันธุดี เมื่อใชสว นของตนพืช
พนั ธนุ สี้ อดอยรู ะหวา งตน ตอทแี่ ข็งแรงและยอดพันธทุ แ่ี ข็งแรง

4. เพือ่ ประโยชนใ นการเปล่ียนยอดพันธุเดิมทปี่ ลกู อยูกอนแลว
บางทีเราอาจมตี น พืชตน ใดตนหนง่ึ หรือทง้ั สองท่ีเปน พันธเุ กา แก ซึง่ ไมน ยิ มกันในปจจบุ ันหรือเปน พนั ธุที่
ใหผ ลไมด ก หรอื เปน พนั ธุท่ีมีการเจริญเติบโตชา หรอื เปนพนั ธทุ ่ีออนแอตอ โรคหรอื แมลง เราก็อาจจะทาํ การตอ
ยอดใหม โดยใชพ ันธใุ หมทเี่ ราตองการซ่งึ เขากนั ไดกับก่งิ พันธุเ ดิมกจ็ ะเปน การแกปญหาน้ไี ด
การจัดใหต น พชื ไดร ับการผสมไดทั่วถึงก็อาจทําไดโดยวธิ ตี อยอด ตน พชื ตวั ผใู หกระจายอยูท ่ัวท้งั สวนใน
สดั สวนที่พอเหมาะ หรอื ตนที่อยูโ ดดเดย่ี วและผลไมดก เนือ่ งมาจากขาดการผสมขา ม กรณเี ชน นีก้ อ็ าจทาํ การตอ
กง่ิ พืชตัวผูเ ขากับกงิ่ ใดก่งิ หน่ึงของตนตัวเมีย
นอกจากนี้ในการทําสวนหลังบา นกอ็ าจทาํ การรวมตน พชื หลาย ๆ พันธมุ าไวใ นตน เดยี วกัน โดยการทํา
การตอ กิ่งของแตล ะพันธุบนแตละกิง่ ของตนตอ เปนตนวาในตนสมตนเดยี วกันอาจจะตอก่งิ สม เขียวหวาน มะนาว
มะกรดู สม โอ ไวบ นตนเดียวกันได

5. เพ่อื ชวยเรงการเจรญิ ของกลาพืชท่ไี ดคดั เลอื กไวใ หอ อกผลเร็วข้นึ
ในการผสมพันธุพ ืชพวกไมผลลกู ผสมท่ีเกิดจากการผสม ถาปลอ ยใหเจรญิ อยูโ ดยอาศยั รากของมนั เอง
อาจใชเวลา 5 - 10 ป หรอื มากกวาจึงจะออกดอกและติดผล ในกรณเี ชนน้ีเราจะชว ยเรงใหล กู ผสมเหลานี้ออก
ดอกและตดิ ผลเร็วข้ึนไดโดยการตดั ยอดกลา พืช ท่มี ีขนาดโตพอทจี่ ะใชเปน กิ่งพันธุด ีได ไปตอบนตนอีกตนหน่ึงที่มี
อายุและขนาดโตกวา การทาํ เชน นจี้ ะชว ยโครงการผสมพนั ธโุ ดยเฉพาะกบั ตนพืชที่ออกผลชา ใหไดผ ลเร็วข้นึ และ
ในตน พชื ตนหนึ่งอาจจะตอยอดของพชื ลูกผสมไดหลายตน แตส ว นมากมกั จะไมแนะนําใหใ ชวิธนี ้ี เนอื่ งจากเกรงวา
อาจจะไดรบั อนั ตรายจากโรควสิ า5 จากพืชทีเ่ ปน ตนตอ หรือ จากตนพืชลูกผสมตนใดตน หน่ึงท่อี ยซู ่งึ อาจจะแพร
ไปยงั ตน อืน่ ๆ ได
ในบางครงั้ ลกู ผสมทีเ่ ปนพันธุดไี มสามารถจะเจริญไดดี โดยอาศยั รากของมนั เองแตเ มื่อนําไปตอ เขากับตน
ตอท่เี ขา กนั ไดดแี ละเปน พันธุท ่ีแข็งแรง ตนพืชนั้นก็อาจจะเจริญเปนตนพชื ที่มลี กั ษณะและโครงรางดีได
6. เพือ่ ประโยชนใ นการซอ มสว นของตนพืชทไี่ ดรับอนั ตราย
ในบางคร้ังราก ลาํ ตน หรอื โคนกิง่ ที่มขี นาดใดอาจไดรับอันตรายจากอากาศเยน็ จัด หรอื จากเครอื่ งมือ
เกษตรกรรม หรือจากสัตวก ดั แทะ เชน หนู กระตาย หรือตุน เรากอ็ าจทําการซอมสว นท่ไี ดรับอันตรายนี้ได
โดยการตอเช่ือมสะพาน
7. เพอื่ ประโยชนใ นการศึกษาการเปน โรควิสา 6ในตนพชื

เปน ลกั ษณะประจาํ อยา งหน่ึงของโรควิสาทส่ี ามารถถา ยทอดเช้ือจากตนพชื ตน หนึ่งไปยงั อีกดานหนึ่ง โดย
วธิ ีการติดตา ตอก่งิ ได ปญ หาอยางหนึ่งท่เี กี่ยวของกบั การขยายพันธพุ ชื โดยวิธนี ค้ี ืออาจใชก่ิงพืชทเี่ ปน โรควสิ าไป
ทําการตดิ ตาตอก่งิ โดยไมร วู ากิ่งพชื นัน้ เปนโรค ทาํ ใหเชอื้ โรคนแ้ี ผข ยายไปท่ัวทัง้ สวนหรือทกุ ตน ท่ีเปน พันธุ
เดยี วกนั และการทโี่ รคนีส้ ามารถถา ยทอดไดด วยการติดตาตอกง่ิ นเ้ี อง จึงทําใหเราสามารถทจ่ี ะทําการทดสอบวา
จะมีโรคนีอ้ ยหู รอื ไม โดยการตดิ ตาตอก่งิ ตนพืชทสี่ งสัยวามีโรคนก้ี บั ตนพชื ท่อี อนแอตอโรควิสา ซึ่งถา ตน พชื ท่ี
ออนแอตอโรคนแ้ี สดงอาการเปน โรควิสาก็แสดงวาตน พชื ที่นาํ มาทาํ การทดสอบนน้ั มเี ชื้อหรอื เปนโรควสิ า
อยูแ ลว การตรวจโรควธิ นี ี้เรียกวา “การทาํ อนิ เดก็ ซงิ่ ”7(Indexing) ตนพชื ท่ีตอ งการตรวจโรควสิ าในกรณีเชนน้ีไม
จําเปน จะตองเปน คทู ่ีตอเขากันไดกบั ตน พืชทดสอบ เพราะเพยี งแตคทู ่ตี ิดกันไดเพยี งชว่ั คราวกเ็ พียงพอท่จี ะเปน ส่อื
ตดิ เชื้อโรคชนิดนี้ได ดังเชน ในกรณีของสม มะนาว พันธุอที รอกซิตรอน (Etrogcitron) ท่ีใชตรวจโรค “ตน โทรม
ไว” ในสม เกลีย้ งหรอื สม เขยี วหวาน เปน ตน
สรปุ แลววตั ถุประสงคของการตดิ ตาเพอื่ ขยายพันธุสายตน (clone)8 ที่ขยายพนั ธโุ ดยวิธีอ่ืน ไมส ะดวก
และไมป ระหยัด เชน พวกไมผ ล และสนชนดิ ตาง ๆ จะใชการปก ชําก็ได แตถา ตอ งการเปน จาํ นวนมาก ๆ
นยิ มใชก ารตดิ ตาหรือทาบกิ่ง
1. การติดตาแบบ T (T-budding) ปฏบิ ตั ดิ ังน้ี
1. เลือก Stock บรเิ วณท่ีเปนปลอง (internode) แลวกรีดเปลือกจนถงึ เนื้อไมเ ปนรูปตัว T
โดยใหหวั ตัวที (T) ท่ีกรดี มีความยาว 2/3 - 1/3 ของเสน รอบวงของ Stock และความยาวของตัวที (T)
ยาว 1 - 1.5 นิว้ ตามลาํ ดบั ทง้ั น้ีแลวแตขนาดของตน ตอ
2. ใชป ลายมีดแงะบริเวณหัวตัว T ใหเปลอื กเผยอเล็กนอ ยแลวลอ นเปลอื กของ Stock ดวย
ปลายดามมดี
3. เฉือน Scion เปน รูปโลใ หต ดิ เน้ือไมเ ล็กนอ ย ยาวประมาณ 1 นว้ิ โดยใหต า (bud) อยกู ลาง
แผน ตา
4. สอดแผน ตาลงบนแผลรูปตัว T ทเ่ี ตรยี มไว แลว คอย ๆ กดแผน ตาลงไปในแผลใหสนิทโดยให
ตา (bud) อยูกลางความยาวของตวั T
5. ถา เปลือกแผน ตายังเหลอื เลยหัวตวั T ใหต ดั สว นทีเ่ หลอื ออกพอดกี ับหวั ตวั T
6. พันดวยพลาสตกิ ใหแนนการพนั ควรพันจากดานลา งขึ้นดานบน
7. หลังจากตดิ ตาได 7 - 10 วัน จึงเปด ผาพนั ตาแลว พนั ใหครอมตา
2. Modified T-Budding I (Prong Budding)
1. เตรยี ม Stock เหมือน T-budding ตามขอ 1, 2 และ 3
2. ใช Scion ท่เี ปน Spurหรือเปนกง่ิ ออ นแทนตา (bud)
3. ปฏิบัตติ อ ไปเหมอื นขอ 4 และ 5 ในการทํา T-budding
4.แลวพันดวยพลาสติกใหครอม Spur หรือกงิ่ ออ น
3. Modified T-Budding II (Prong Budding)
1. เตรยี ม Stock เหมือนT-budding ตามขอ 1, 2
2. เฉือนเปลือกตนตอเหนอื หวั ตัว T เฉียงลงจนจรดรอยเฉอื นหัวตัว T
3. ใชตาที่เปน Spur และเฉือน Spurอยูทางสวนบนของแผนตา
4. เฉือนดา นหลังแผนตาใต Spur ใหล กึ ถึงเนอื้ ไม
5. สอดแผนตาใหสว นทเ่ี ปน Spur อยูเหนือหวั ตวั T
6. พันดวยผา พนั ตาใหค รอม Spur

วธิ ที ี่ 2 การติดตาแบบเพลทและวิธคี ลายกัน (Plate budding and it’s modified) ลกั ษณะของการ
ติดตาดวยวิธนี คี้ ือ

1. Stock มกั มีขนาดโต คือราว ½ - 1 น้วิ หรือมากกวา
2. Stock ตองลอ นหรอื ลอกเปลือกได
3. มักเปนพชื ทเี่ ปลอื กหนาและเหนยี วพอสมควร
4. มกั ใชกบั พชื ท่ีมยี างมาก ๆ เชน ยางพารา มะมวง และพืชทั่วไปท่ตี ิดตอไดย ากและมขี นาดกงิ่ โต
วิธกี ารติดตา มีดังน้ี
1. Plate Budding (Forkert)

1. ใช Stock ทีม่ ีขนาดโต ½ - 1 น้ิว
2. กรดี Stock ถงึ เนือ้ ไมใ หเ ปนรปู เข็มเย็บกระดาษ (Staples) คว่ําหรอื หงาย ก็ได
แลว แตความถนดั หรือฤดกู าล โดยใหห ัวรอยกรีดกวางราว 2/3 - ½ นว้ิ และความยาวประมาณ 2 - 3 นิว้
3. ใชป ลายมีดเผยอหัวรอยกรีดแลวลอกเปลอื กขึน้ หรอื ลงตามรอยที่เตรียมไว
4. เฉือน Scion เปน รปู สเี่ หลีย่ มหรือรูปโลแ ละแกะเอาเนอ้ื ไมออก
5. ประกอบแผนตาเขากบั แผลบน Stock แลว ประกบแผนเปลอื กทับบนแผน ตา
6. พันดว ยพลาสติกแลว แกใ หต าโผลเ มอื่ ตดิ ได 2 - 3 สปั ดาห
2. Modified PlateBudding I (H.Budding)
1. เลือก Stock เหมือน PlateBudding
2. กรีด Stockเปน ตัว H
3. ลอกเปลือก Stock โดยลอกเปลอื กขึน้ ครงึ่ บนและลอกลงมาคร่งึ ลาง
4. เตรยี ม Scion เหมอื น Plate Budding
5. ประกอบแผน ตาเขา กบั รอยแผลบน Stock
6. พับเปลอื ก Stock กลบั อยางเดิมใหปด แผนตาแลว พันดวยพลาสติก
7. เม่ือครบ 2 - 3 สปั ดาห แกพลาสติกออกตดั หรอื พับแผน เปลอื กตาใหตาโผลแลว พันผา พลาสตกิ
ทบั แผน เปลอื กและใหครอมตา
3. Modified Plate Budding II (Triangular Budding)
1. เลอื ก Stock เหมอื นPlate Budding ใชก ับตน ออนขนาดเล็ก
5โรควิสา = โรคเกีย่ วกับเช้ือไวรัส
6วสิ า (Visa) = เช้อื ไวรัส
7Indexing = การตรวจดว ยเครอื่ งมือตรวจเช้อื โรคในตนพชื
8สายตน (Clone) = ตนใหมท ีไ่ ดจ ากตนแมต นเดียวในการขยายพันธุแ บบใชส ว นตาง ๆ ของลําตน
และตน ใหมทั้งหมดน้ีมีลักษณะทางพันธกุ รรมเหมือนตน แมทกุ ประการ

2. กรีด Stock เปนรปู สามเหลยี่ ม ยาว 2 - 3 นิ้ว โดยใหห วั ขึ้นหรือลง
3. ลอกเปลือก Stock ออกแบบ Plate Budding
4. ปฏิบตั ิตอไปตามขอ 4, 5 และ 6 ของ Plate Budding

วิธีที่ 3 การติดตาแบบแพทธและวิธที ี่คลายกัน (Patch Budding and it’s Modified) ลักษณะที่
สาํ คญั ของการติดตาแบบน้ี คลายกบั วธิ ีตดิ ตาแบบเพลท (Plate budding) ผดิ กันเลก็ นอ ยท่ีการเปดแผน เปลือก
บนตนตอตามวธิ ีนจี้ ะเอาแผน เปลอื กออกทง้ั หมด มักใชก ับพืชท่ตี ิดงา ย ๆ เชน อาโวกาโดมะละกอ ฝรงั่ และมกั
ใชเ ครือ่ งมือติดโดยเฉพาะ คือ Patch budding
1. การตดิ ตาแบบแพทธ (Patch Budding)
1. เลือกตนตอทโ่ี ตราว 1 นิว้ หรอื มากกวา
2. กรดี ตนตอถึงเนอ้ื ไมเ ปนรปู สี่เหลยี่ มผนื ผา แลวแกะเปลอื กท่ีกรีดออก
3. เฉอื นกงิ่ พนั ธุด เี ปน รปู ส่ีเหลี่ยมผนื ผา หรือรปู โลขนาดเทา กบั แผลทเ่ี ตรียมไวบนตน ตอหรอื เลก็
กวา เล็กนอ ยแลว แกะเนอื้ ไมออก
4. ประกบแผน ตาลงบนแผลของตนตอแลวพันดวยพลาสตกิ ใหแ นน
5. เมื่อรอยตอเชือ่ มกนั สนทิ ดแี ลวจึงแกพลาสติกออกแลวพนั ใหมใ หค รอ มตา
2. Modified Patch Budding I (Ring Or Annular Budding)
1. เลอื กตน ตอและก่ิงพันธดุ ที มี่ ขี นาดพอ ๆ กนั และโตไมเกนิ ¼ นว้ิ
2. กรีดความยาวถงึ เน้อื ไมร อบตน ตอ 2 รอยใหรอยคว่ันหา งกันราว ¼ - 1/3 นิ้ว
3. กรีดความยาวถึงเนือ้ ไมเชอ่ื มรอยคว่ันท้งั สองแลวลอกเปลอื กออกจากรอยคว่ัน
4. เตรยี มแผนตาโดยปฏิบตั เิ หมอื นกบั การเตรียมแผลบนตนตอ
5. ดงึ วงเปลอื กของตน ตอออกแลว สอดวงเปลอื กของกงิ่ พันธดุ เี ขาแทนท่ี
6. พนั แผนตาดว ยพลาสตกิ ใหแ นน แลวแกออกเม่ือรอยเช่ือมตอ กนั สนทิ ดีแลว
3. Modified Patch Budding II (Ring Or Annular Budding)
1. เตรียมตนตอเหมอื นขอ 1 และ 2 ใน River budding
2. กรีดเปลือกตนตอตามยาว 2 รอย ใหเ ชื่อมรอยคว่นั ทง้ั สองดานและใหรอยกรดี หางกันราว
1/8 ของเสนรอบวง
3. แกะเอาวงเปลอื กท่ีเหลอื อกี 7/8 บนตนตอออก
4. เตรยี มแผน ตาโดยแกะวงเปลือกใหพอดกี ับแผลบนตน ตอ
5. ประกอบแผน ตาเขา กบั แผลบนตน ตอแลวปฏิบตั ติ อไปเชนเดยี วกบั 3.2
4. Modified Patch Budding (Skin Budding)
1. เตรียมแผลบนตน ตอโดยวธิ ลี อกเปลอื กใหแ ผลยาวราว 1½ น้ิว กวา งประมาณ 3/4 นว้ิ
2. เตรยี มแผน ตาบนก่งิ พันธุด โี ดยวธิ ีถลกเปลือกเชน เดยี วกัน
3. แกะแผนตาจากกงิ่ พนั ธดุ ีประกบบนแผลของตนตอ
4. พันดวยพลาสติกและปฏิบตั ิเชนเดยี วกับ Patch Budding
วิธีที่ 4 การติดตาแบบ Chip และวิธที ี่คลา ยกัน (Chip Budding and its modified) หลักการสาํ คัญ
ของการติดตาแบบนีก้ ็คอื

1. เปนวิธตี ดิ ตามทีใ่ ชก ับกงิ่ หรอื ตนพืชท่ลี อกเปลอื กไมได เปน พืชที่มีเปลอื กบางหรือเปลอื กเปราะและมกั
อยูในระยะฟกตวั

2. มักใชกบั พชื ทไ่ี มมยี างและมีขนาดเสน ผาศนู ยก ลางของตน หรือกิง่ ราว ½ - 1 น้วิ
1. การตดิ ตาแบบชิพ (Chip Budding)
1. เฉอื นตนตอทห่ี ยดุ เจรญิ (Stop Growth)
2. เฉอื นตนตอเขาไปในเนื้อไมเปน รูปขวานโดยใหส วนที่เปนหัวขวานอยดู านนอก
สวนทีเ่ ปน คมขวานอยดู า นในแลว แกะเนื้อไมส ว นท่เี ฉือนออก
3. เฉอื นแผนตาใหม ีรปู และขนาดเดียวกับแผลทเี่ ตรียมบนตน ตอ
4. ประกอบแผนตาเขา กบั รอยแผลของตน ตอโดยสอดแผนตาเขา ทางดานขา งของแผล
และจัดใหแ นวเยอ่ื เจรญิ ทับกบั ดา นใดดา นหนึ่ง
5. พันดวยพลาสติกและแกพลาสตกิ ออกเม่ือรอยตอ เชื่อมกนั สนทิ แลว
2. Modified Chip Budding I
1. เลือกตน ตอเหมอื นวธิ ีที่ 1
2. เฉือนตนตอเฉยี งลงใหเขา เน้ือไมเลก็ นอ ยและใหร อยแผลยาวราว ½ - 1 นวิ้
3. ทโี่ คนแผลรอยเฉือนทําการเฉอื นขวางใหจ รดแผลที่เฉอื นครงั้ แรก โดยใหรอยเฉอื น
ทาํ มุม 45 องศา กับลาํ ตน แลวแกะสว นทเี่ ฉอื นออก
4. เตรียมแผนตาบนตน ตอโดยใหเย่ือเจริญดานใดดานหน่งึ หรือท้งั สองดา น สัมผสั กับ
เยอ่ื เจริญของตน ตอ แลวปฏิบัติไปเหมอื นกบั Chip Budding
3. Modified Chip Budding II - Yema
1. เตรยี มแผลบนตนตอเหมอื น Mod. chip I.
2. ประมาณ ¼ - 1/3 ของแผนตอนบน เฉือนขน้ึ ใหข นานไปกบั ลาํ ตน ยาวประมาณ
1/3 - 1/2 นวิ้
3. เฉอื นแผน ตาเหมอื น Mod. chip I. โดยใหมีความยาวเทากับรอยแผลที่เฉือนคร้ัง
แรก
4. ปลายบนดานนอกของแผนตาเฉือนเฉียงขึ้นไปโดยใหติดเนื้อไมเ ลก็ นอย
5. ประกอบแผน ตาโดยสอดปลายบนเขา ในรอยผา แลวดงึ แผน ตาใหเ ลอ่ื นลงมาขา งลา ง
พอดีกับแผนทเี่ ตรียมไว
6. ปฏบิ ตั ติ อ ไปเชนเดียวกับการติดตาแบบ Chip
4. Modified Chip Budding III (Jone Budding)
1. เลือกตนตอเหมอื นวธิ ีท่ี 1
2. เฉือนตน ตอเฉียงลงใหเขา เนือ้ ไมเ ลก็ นอย และใหร อยแผลยาว 1 - 1.5 นิ้ว
3. สูงจากโคนแผลรอยเฉือนราว 1/3 ทาํ การเฉือนขวาง โดยใหรอยเฉอื นทํามุม 45
องศา กบั ลาํ ตน จนจรดแผลทีเ่ ฉอื นไวครัง้ แรก
4. เตรียมแผนตาโดยเฉือนใหม ีความยาวเทา กับรอยแผลทเี่ ตรยี มไวบนตนตอ
5. สอดแผน ตาบนตนตอใหรอยเฉือนตอนบนแผน ตาทบั แผลทเี่ ตรียมบนตนตอพอดี
และพรอมกันน้กี ็จดั ใหเยอ่ื เจริญดานใดดา นหนึ่งหรอื ทัง้ สองดา นสมั ผสั กับเยอ่ื เจรญิ ของตน ตอแลว
ปฏิบัตติ อไปเหมือน Yema Budding

วิธีที่ 5 การตดิ ตาซอ น (Double working by budding)
การติดตาวิธนี ใ้ี ชในกรณีที่ตอ งการตนตอกลาง (Intermediate Stock) ในการติดตาทัว่ ไป

จะตอ งทําสองครั้ง คอื ตดิ ตน ตอกลางเสียกอ น เมื่อตน ตอกลางโตพอทีจ่ ะตดิ ตาไดอกี จงึ ทาํ การติดตากง่ิ พนั ธุดีที่
ตองการอีกคร้งั แตถ าทาํ การตดิ ตาแบบติดตาซอ นก็อาจติดไดทั้งตน ตอกลางและยอดพันธุท่ีตอ งการไปในคราว
เดยี วกัน โดยไมต องเสยี เวลาไปติดตาอกี คร้งั หนึง่ ดงั วิธีแรก จึงชวยใหไ ดต น พชื ตามทต่ี อ งการไดเ รว็ ขึ้น การติดตา
แบบตดิ ตาซอนนี้อาจทําได 2 วธิ ี คือ

1. Nicolieren Method of Budding or Intershield Budding
1. เตรียมแผลบนตน ตอเปน รูปตัว T (T-budding)
2. เฉือนตนตอกลางเปน รูปโลโ ดยเฉือนแผนเปลอื กติดเนอื้ ไมอ อกครึ่งหนึง่ (ไมใ ช) แลว เฉอื น

แผน รปู โลต รงรอยเฉอื นครัง้ แรก
3. เตรยี มแผน ตาก่งิ พันธดุ ีเปน รูปโลใ หม ีขนาดเทา กับชิน้ สว นของตน ตอกลางท่ีเฉอื นท้ิง
4. นาํ แผนตากิง่ พนั ธุด ซี อ นบนเนือ้ ไมข องตน ตอกลาง โดยใหแ นวเย่ือเจรญิ ซอนกัน
5. สอดแผน ตาซอนลงบนแผนรูปตัว T ของตนตอกลางใหสนิท
6. พันดวยพลาสตกิ และปฏิบตั ิเชนเดียวกบั การติดตาแบบ T-budding

2. Double Shield Budding
1. ทําแผลบนตนตอเปนรูปตัวT
2. เตรยี มตนตอกลางโดยเฉือนเปน รปู โล
3. ตดั ตนตอกลางออกครงึ่ หนงึ่ โดยตัดทาํ มุม 45 องศา
4. สอดตน ตอกลางลงบนตัว T ของตนตอใหลกึ ครึง่ หนง่ึ ของแผลบนตวั T
5. เฉอื นแผนตาก่งิ พันธดุ ใี หมขี นาดเดยี วกันกับตน ตอกลาง
6. ตดั แผน ตากง่ิ พนั ธดุ ี (Scion) ทางดา นลางออกครึ่งหน่งึ โดยตดั ใหเฉียงทาํ มมุ 45 องศา และ

ใหรับกบั ตนทต่ี ัดของตนตอกลาง
7. สอดแผน ตากิง่ พนั ธุดใี หป ระกบกบั ตนตอกลางและพอดกี ับหัวตวั T
8. พนั ดวยพลาสตกิ และปฏบิ ัติตอ ไปเชน เดียวกับการติดตาแบบรูปตัว T
บทปฏบิ ตั ิการ เรื่อง การตดิ ตา

จุดประสงคเชงิ พฤตกิ รรม
หลงั จากท่ีนักเรียนไดเ รียนเร่อื งน้จี บแลว นกั เรยี นสามารถแสดงพฤติกรรมได ดังตอไปน้ี

1. บอกอปุ กรณแ ละเครอื่ งมอื ทใ่ี ชในการติดตาได
2. บอกวธิ กี ารเลอื กกิง่ และตาทีจ่ ะนาํ ไปตดิ ได
3. บอกวิธีการเตรียมตน ตอได
4. บอกข้ันตอนของการติดตาไดถกู ตอง
5. แสดงวิธีการติดตากุหลาบได
เน้อื หาท่ีสอน
การติดตาแบบตวั ที (T-Budding) เปน วธิ ที ่นี ิยมใชกับพืชในขณะท่ลี อกเปลือกออก เชน กหุ ลาบ ติดตา
พืชตระกูลสม
1. อุปกรณท ่ีใชใ นการตดิ ตา

1.1 ตน ตอกุหลาบปาท่ีสมบูรณพ รอมท่ีจะตดิ ตาได
1.2 กงิ่ พนั ธุกุหลาบที่มีความสมบรู ณพ รอมทจี่ ะใชตดิ
1.3 มดี กรรไกร
1.4 เชือกฟางหรอื พลาสตกิ พันตา
1.5 ปูนหรือยาปอ งกนั เชื้อรา
1.6 ปา ยบอกชือ่ พนั ธุ เดือน ป ที่ปฏบิ ตั ิ
2. วธิ ดี ําเนินการ ทาํ เปน ชั้น ๆ ดังน้ี
2.1 เตรยี มกง่ิ พันธุท ม่ี คี วามสมบูรณ โดยปกตจิ ะใชต าทอ่ี ยูกับกง่ิ ทม่ี ดี อกบานเต็มทด่ี อกท่ี 1, 2
และ 3 (นับจากยอดลงมา) ไมน ิยมนาํ ไปตดิ เพราะเม่ืองอกแลว จะเปนดอกเลย (เรยี กวา เปนตาดอก)
นอยมใชต าทอี่ ยถู ดั จากตาที่ 3 ลงไป และจะตอ งเปน ตาท่พี รอ มจะแตกยอด (ตาท่ปี ริแตกยอดแลว ใช
ไมได) เตรยี มกงิ่ พนั ธุโ ดยตดั ใบออกใหเหลอื แตก า นไวจ ับแผน ตาสอดใสตนตอเอาหนามทก่ี ิ่งพนั ธุออกให
หมดเพือ่ สะดวกในขณะปฏบิ ตั ิ
2.2 เตรียมเชือกฟางหรอื พลาสตกิ ปกนยิ มใชเ ชอื กฟาง (ปอแกว) เพราะสะดวกและหาไดง าย
เตรียมโดยตัดเชือกฟางใหยาวประมาณ 15 น้ิว ฉกี ใหเปนเสนเลก็ ๆ ขนาดกวางประมาณ ½ ซ.ม.
2.3 ตดั แตง กหุ ลาบปา ใหเ หลอื เฉพาะกง่ิ ท่ีสมบรู ณที่จะใชติดตา
2.4 เลอื กติดตาตรงบริเวณโคนกิง่ ท่ีสามารถลอกเปลอื กได (สงั เกตดสู ขี องก่ิงจะมีสเี ขยี วนวล)
เอาใบและหนามบริเวณท่จี ะติดตาออก ตดั สวนปลายของก่งิ ของตน ตอออกเพื่อชวยเรงใหตาทตี่ ิดแตกเรว็
ขึ้น กงิ่ ท่ตี ดั แลว ควรทาดวยปูนกนิ หมากหรอื ยาปอ งกนั เชอื้ ราตา ง ๆ
2.5 ทําแผลทต่ี น ตอโดยใชม ีดกรดี ใหเ ปน รปู ตวั ที ตรงบริเวณทีเ่ รียบและตรง ความยาวของแผล
ประมาณ 1 นิว้
2.6 ใชส ว นของมดี ทเี่ ปน เขาหรือใชค มมดี (ในกรณที ไ่ี มใ ชมีดตดิ ตา) เผยอเปลือกออก
2.7 เฉือนตาจากก่งิ พันธุดี โดยเฉอื นจากโคนกงิ่ ไปหาปลายกิง่ เพราะเปนการปอ งกนั ไมใ หมีด
เฉือนไปถกู ตา
2.8 ใชม อื จับหูใบนาํ ตาสอดใสแ ผลท่ตี น ตอดว ยความรวดเร็ว ตอ งระวังอยาใหมดี ถกู บรเิ วณรอย
เฉอื นเดด็ ขาด ในกรณีตดิ ตากุหลาบหรอื พืชตระกูลสมไมจําเปนตอ งลอกเอาเนอ้ื ไมออก
2.9 พันตาดวยเชือกฟางทเี่ ตรยี มไว โดยพันจากลางขนึ้ บน เวนตา (green bud) และความ
ยาวของเชอื กฟางจะยงั เหลือยาวพอท่จี ะพันกลบั จากบนลงลา ง ในการพันตอ งพนั ใหแนน พอสมควร
2.10 หลงั จากตดิ ตาไดประมาณ 2 สปั ดาห ตาจะเร่ิมแตกยอดรอใหตาท่ีแตกออกมาเจริญ มีใบ
เขยี ว ยาวประมาณ 1 คบื จงึ ตดั ก่ิงของตนตอเหนอื รอยตดิ ตาออกใชป ูนกนิ หมากหรอื ยาปอ งกนั ราทา
รอยแผล แลว ใชม ดี กรดี เอาเชอื กฟางท่พี ันตาออก ทาํ ไมหลกั ปกยดึ กิ่งตาทแ่ี ตกออกมาใหม ผกู มัดกิ่งติด
กบั ไม ปองกันการฉกี ของกิ่ง
2.11 หม่ันกําจัดกง่ิ ของตน ตอที่จะแตกออกมาแยงอาหารจากกิง่ ตดิ ตา
การดแู ลรักษาภายหลงั การตดิ ตา9
ภายหลังการติดตาไดเสร็จเรยี บรอยแลว จะตองดแู ลรกั ษาไวใ หแผนตานนั้ สญู เสยี ตาน้าํ เน่อื งจากการ
ระเหยใหน อยที่สุด ซึง่ ในบางครัง้ อาจใชก าบกลวยปดแผนตาไวช วั่ ระยะหนึ่งกไ็ ด นอกจากนก้ี ต็ องปอ งกันมิใหนํ้า
เขา ไปในบริเวณท่ีติดตา อนั จะทําใหเกดิ การเนาของแผน ตาขึน้ อนั จะเปนอันตรายถึงตาท่จี ะใหกาํ เนดิ เปน กิ่งพืช
กิง่ ใหมในอนาคต ภายหลงั จากทก่ี ิ่งใหมโผลอ อกมาแลว จาํ เปนตองตดั ยอดของตนตอเหนอื แผนตานั้นออกไปและ
เปดโอกาสใหกง่ิ พชื ทเ่ี กิดจากแผนตาใหมน ้ันไดเ จรญิ เติบโตอยางรวดเร็ว

หลังจากติดตาไดป ระมาณ 2 สัปดาห10 ตาจะเรม่ิ แตกยอดรอใหต าทแ่ี ตกออกมาเจริญ มใี บสเี ขยี วยาว
ประมาณ 1 คืบ จงึ ตัดก่ิงของตน ตอเหนือรอยตดิ ตาออกใชป นู กินหมากหรือยาปอ งกันราทารอยแผล แลวใชใ บมดื
กรีดเอาเชอื กฟางทีพ่ นั ตาออก ทาํ ไมห ลักปกยึดกิ่งตาท่ีแตกออกมาใหม ผูกมัดก่งิ ท่ตี ิดกับไมป อ งกนั การฉกี หักของ
กิง่ หมั่นกาํ จัดก่งิ ของตน ตอท่ีจะแตกออกมาแยง ชงิ อาหารจากกิง่ ติดตา
จากความคดิ เห็นของผูเขียนในเรอื่ งการติดตา (Budding) นัน้ เปนเทคนคิ การขยายพันธุพ ชื อยางหนงึ่ ที่
เราใหผ บู ริโภคนน้ั ตกตลึง คือสามารถทาํ ใหไ มดอกและไมผ ลเปนพืชแฟนซีไปได ซง่ึ เปน ผลมาจากการติดตา เชน
การตดิ ตาตน กหุ ลาบ ตนเดยี วอาจจะมีหลายสี ซง่ึ เปน ความตองการของผูซือ้ อยแู ลว นอกจากน้นั ไมผ ลก็
เชนเดยี วกนั แตอยางไรกต็ ามการตดิ ตานั้นเปน เรอ่ื งละเอยี ดออนที่ผปู ฏิบัติจะตอ งมีความรูเร่ืองการติดตาอยาง
ละเอียดจงึ จะทําใหประสบผลสาํ เรจ็ ได ซงึ่ กม็ ปี จจัยหลาย ๆ ดา น เชน การทพ่ี ืชท้ังสองเขากันไมไดบ า ง ชนดิ
ของพชื อณุ หภูมิ ฯลน ซงึ่ ผปู ฏบิ ตั จิ ะตอ งศกึ ษาใหล ะเอียดและเขา ใจการติดตา ขอ ควรคาํ นึงถงึ ส่งิ แรกก็คอื
ตองทําเมือ่ เปลอื กลอ น คือเปลือกสามารถแยกออกจากเนื้อไมไ ดงา ย การตดิ ตาตอ งอาศยั การเล้ยี งดตู นตอใหอยู
ในสภาพท่เี หมาะดว ย และวิธที ่เี กษตรนิยมทําการตดิ ตามากทสี่ ุด คือ การติดตาแบบตวั ที (T) เพราะเปนวิธที ่ที ํา
ไดรวดเร็ว เปอรเ ซ็นตก ารติดตาสงู และทาํ รายไดใ หแ กเ กษตรกรเปน อยา งมาก ซ่ึงเห็นวาการติดตาน้นั มี
ความสําคัญตอเกษตรกรซ่ึงเกษตรกรควรจะไดศ กึ ษาถงึ ปญ หาตา ง ๆ ทอี่ าจจะเกดิ ขึน้ แลว ทําการแกไขใหด ขี ้ึนจงึ
จะประสบผลสาํ เรจ็

9สนั่น ใจดี. คูม ือประกอบการบรรยายวิชาการขยายพนั ธพุ ืช. หนา 139
10กรมอาชวี ศึกษา กระทรวงศึกษาธกิ าร. คมู ือการเรยี นการสอนวชิ าเกษตรกรรมหลักการขยายพันธุพืช
กษ 216. หนา 82

ใบงานท่ี 5.1

เรอื่ ง การขยายพนั ธพุ ชื โดยการติดตา
กลมุ ท.่ี ......................เลขที่...........................................................................ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 3
จุดประสงคการเรียนรู
- บอกความหมายและวตั ถปุ ระสงคของการติดตาได
คาํ ช้ีแจงใหน ักเรียนเตมิ คําลงในชอ งวางใหไ ดใจความครบถวนสมบูรณ (5 คะแนน)
1. การติดตา หมายถึง ....................................................................................................
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
2.การตดิ ตา มคี วามสาํ คัญดงั นี้ คอื ................................................................................
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
3. วธิ ีการติดตาแบง ออกเปนดงั นคี้ อื ...............................................................................
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................

ใบงานที่ 5.2

เรือ่ ง การขยายพนั ธุพชื โดยการติดตา
กลมุ ท่.ี ......................เลขท.ี่ ..........................................................................ชน้ั มัธยมศึกษาปที่ 3

จดุ ประสงคการเรยี นรู
- บอกความหมายและวตั ถุประสงคของการติดตาได

- บอกวิธีการติดตาแบบตาง ๆ ได

คําช้แี จง ใหนกั เรยี นเลือกตัวอกั ษรหนา ขอ ความทางขวามือมาใสห นาหมายเลขขอ ความ ทางซา ยมอื
โดยใหม ีความสมั พันธก นั (5 คะแนน)

..........1. การตดิ ตาที่นิยมมากที่สุดคือแบบใด ก. สม
..........2. ไมผลท่นี ิยมติดตา ข. Indexing
..........3. ศลิ ปะในการเช่อื มหรือประสานสว นของพชื เขา ดว ยกัน ค. การติดตาแบบ Chip
..........4. การตรวจดวยเครอ่ื งมือตรวจเช้ือโรคในตนพชื ง. Stock
..........5. ตนใหมทไี่ ดจากตน แมตน เดยี วในการขยายพันธแุ บบใช
สว นตางๆของลาํ ตน จ. มดี กรรไกร
..........6. มกั ใชก บั พืชที่มียางมากๆ เชน ยางพารา ฉ. การตดิ ตาแบบเพลท..........7.
เฉือนกง่ิ พนั ธุดีเปนรปู ส่ีเหลีย่ มผืนผา หรอื รปู โลข นาดเทา กบั
แผลทเ่ี ตรยี มไว ช.การตดิ ตาแบบแพทธ
..........8. ใชก ับก่ิงหรือตนพืชทีล่ อกเปลอื กไมได เปน พืชท่ีมีเปลือก
บางหรอื เปลอื กเปราะ พชื ทไ่ี มม ยี าง ซ. แบบตวั T
..........9. ขอ ควรคาํ นงึ ถงึ การตดิ ตา ฌ. Budding
..........10. วสั ดุอุปกรณใ นการติดตา ญ. Seion
ฎ. Cambium
ฏ. สายตนั

แบบทดสอบหลังเรียน

เรื่อง การขยายพนั ธพุ ืชโดยการติดตา
คําช้แี จง ใหน กั เรียนทาํ เครอ่ื งหมายกากบาท ( x) ทับตัวพยัญชนะหนาขอ ที่นกั เรยี นเลอื กตอบ

เพยี งขอเดยี ว
11. การตดิ ตาแบบใดที่นยิ มมากที่สุด

ก. แบบประกับ
ข. แบบตวั H
ค. แบบตัว T
ง. แบบเสียบยอด
12. ไมผ ลในขอใดทนี่ ิยมขยายพันธโุ ดยการตดิ ตา
ก. สม
ข. ลาํ ไย
ค. ลิ้นจี่
ง. มะขาม
13. ขอใดคือเครอ่ื งมอื และอปุ กรณท ่จี ําเปนทสี่ ุดในการขยายพันธุดว ยวธิ ตี ิดตา
ก. กรรไกร
ข. ฮอรโ มน
ค. มีด
ง. เล่ือยแตงก่งิ
14. ศลิ ปะในการเชื่อมหรอื ประสานสวนของพืชเขา ดว ยกัน เรยี กวา
ก. Layering
ข. Budding
ค. Grafting
ง. Cutting

15. การตดิ ตาแบงออกเปน ประเภทใหญ ๆ ไดกี่แบบ
ก. 2 แบบ
ข. 3 แบบ
ค. 4 แบบ
ง. 5 แบบ

16. ขอควรคาํ นึงถึงการติดตา คอื ขอ ใด
ก. การ “ลอน” ของเปลอื ก
ข. Stock
ค. Scion
ง. Cambium

17. ขอใดเปน วตั ถุประสงคข องการตดิ ตา
ก. ไมสามารถขยายพนั ธพุ ชื โดยวธิ อี ่นื ได
ข. เพ่อื ประโยชนจากตนตอบางชนดิ
ค. เพ่ือประโยชนในการเปลย่ี นยอดพันธุเ ดมิ
ง. ถูกทุกขอ

18. การตดิ ตาแบบใดที่ใชก ับพืชท่ลี อกเปลอื กยาก
ก. แบบตวั T
ข. แบบตัว H
ค. แบบ Chip
ง. แบบปะ Patch

19. ขอ ใดเปนวัสดุอปุ กรณในการติดตา
ก. เชือกฟางหรือพลาสตกิ
ข. ปูนหรือยาปอ งกนั เช้ือรา
ค. มดี กรรไกร
ง. ถูกทุกขอ

20. หลงั จากการติดตาแลวประมาณกี่สัปดาหต าจะเริม่ แตกยอด
ก. 1 สปั ดาห
ข. 2 สปั ดาห
ค. 3 สัปดาห
ง. 4 สัปดาห
****************************


Click to View FlipBook Version