The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการปลูกพืชผักสวนครัว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sanan42106016, 2021-08-10 08:31:49

คู่มือการปลูกพืชผักสวนครัว

คู่มือการปลูกพืชผักสวนครัว

คมู อื การปลูกพชื ผกั สวนครัว

สาํ หรับประกอบการเรียนการสอน
รายวชิ า

การปลกู พชื ผกั สวนครัว ระดับ
ชัน้ มัธยมศกึ ษาตอนตน

โดย
นายสนนั่ หวั แท

โรงเรียนราชประชานเุ คราะห 42 จงั หวัดสตลู
สังกัดสาํ นกั บริหารงานการศกึ ษาพเิ ศษ

สาํ นกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน
กระทรวงศกึ ษาธิการ

ค่มู ือปลกู ผกั สวนครวั

คํานํ า

เอกสารประกอบการเรยี นการสอนรายวชิ าการปลูกพืชผักสวนครวั ระดบั ชัน� มัธยมศึกษาตอนตน้
จดั ทาํ ขนึ� เพ�อื ประกอบการเรยี นการสอนในรายวชิ าการปลุกพชื ผกั ท�วั ไป เพ�อื ให้ผ้เู รยี นได้ ใช้ ในการ
ประกอบการเรยี นในเรอื� งของการปลูกพชื ผักชนิดตา่ งๆ เขา้ ใจงาน และสามารถศึกษาไดด้ ว้ ยตนเอง

คะน้า

คะน้าเป็ นผักท�นี ิยมบริโภคกันมากในทกุ ครวั เรอื น ตลาด
มีความตอ้ งการสูงมากในแตล่ ะปี

ระยะปลกู
นิยมใช้หวา่ นโดยหว่านให้สม่าเสมอ ถอนแยกให้ตน้ หา่ ง
กันประมาณ 20 เซนตเิ มตร อตั รา 1-1.5 กโิ ลกรัม/ไร่

การเตรยี มดนิ
ไถดนิ ลกึ ประมาณ 20-30 เซนติเมตร ตากดนิ ไว้ 7-
10 วัน พรวนยอ่ ยใหล้ ะเอียด ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักใหเ้ ข้ากัน
เรียบรอ้ ยแล้วปรับดนิ ใหเ้ รียบ ยกแปลงให้สูงประมาณ 20
เซนตเิ มตร กวา้ ง 1.20 เมตร

การปลกู
หวา่ นเมลด็ คะน้าใหท้ ั่วและสม่าเสมอ โดย 1 ไรใ่ ช้
เมล็ดพันธ์ุ 2 กโิ ลกรมั จากน้ันคลมุ ฟางทับ รดนา้ ตามให้ชุ่ม
เมอ่ื ตน้ กล้าอายุได้ 15-20 วัน จงึ ถอนแยกให้มีระยะห่างตามท่ี
กาหนด

การใหน้ า้
รดน้าเช้า - เย็น คะน้าเป็นพชื ที่ตอ้ งการนา้ อย่าง
เพียงพอและสม่าเสมอ เพราะต้นคะน้ามีการเจริญเตบิ โตอยา่ ง
รวดเร็ว
การใสป่ ๋ยุ
ใสป่ ยุ๋ คอกทกุ 15 วนั และรดดว้ ยนา้ สกัดชีวภาพ ใน
อตั รา 15-20 ซีซ/ี น้า 20 ลติ ร ทุก 15-20 วนั

การป้องกันกาจัดศัตรพู ืช
ควรบารงุ รกั ษาตน้ พืชใหแ้ ขง็ แรง โดยการกาจดั วัชพชื
และใหน้ ้าอยา่ งเพียงพอ หากมีโรคและแมลงระบาดควรใช้สาร
ธรรมชาติ หรือใช้วธิ กี ลตา่ งๆ ในการกาจัด เช่น หนอนตา่ งๆ ใช้
มอื จับออก ใช้สารสะเดาจากธรรมชาตผิ สมน้าฉดี ใตใ้ บ พวก มด
หอย ทาก ใชป้ ูนขาวโรยบางๆ

การเกบ็ เกีย่ ว
เก็บเก่ียวเม่ืออายุ 45 – 55 วนั หลังจากปลกู จงึ จัด
วา่ เปน็ คะน้าที่โตเต็มท่ี ส่วนคะน้าอ่อนหรอื ทเ่ี รยี กวา่ ยอดคะนา้
จะเก็บเกย่ี วไดใ้ นช่วงอายปุ ระมาณ 30 วัน

ผักบุ้งจีน

ผักบงุ้ จนี เปน็ พชื ผักที่นิยมบริโภคภายในครัวเรือนเป็น
ประจา แตใ่ นปัจจบุ ันผกั บุ้งจีนไดพ้ ัฒนาเป็นพชื ผกั ส่งออกทมี่ ี
ความสาคัญ โดยสง่ ออกทั้งในรปู ผักสดและเมล็ดพันธ์ุ

ระยะปลกู
นยิ มใชห้ วา่ นเมลด็ ลงบนพ้ืนแปลงปลูก โดยใชเ้ มล็ดพันธ์ุ

การเตรียมดิน
ไถดนิ ใหล้ ึก 30-40 เซนติเมตร ตากดินไว้ 1-2
อาทติ ย์ แลว้ ย่อยดินให้ละเอียด ใสป่ ุย๋ หมกั และปุ๋ยคอก
คลกุ เคล้าให้ท่วั
แล้วยกแปลงใหส้ ูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง 120
เซนตเิ มตร

การปลูก
รดนา้ แปลงปลูกใหช้ มุ่ แล้วนาเมลด็ ผกั บุง้ จีนหวา่ นให้
กระจายท่ัวท้ังแปลง แลว้ คลุมด้วยฟางข้าวบางๆ รดนา้

การให้นา้
ผักบงุ้ จนี เป็นพชื ทชี่ อบดนิ ชมุ่ ชนื้ แต่ไม่แฉะขงั รดน้าให้
สม่าเสมอ วันละ 1- 2 ครั้ง เว้นชว่ งฝนตก อยา่ ใหแ้ ปลงปลูก
ผกั บุ้งจีนขาดนา้ เพราะจะทาใหช้ ะงกั การเจริญเตบิ โต ต้นแข็ง
กระดา้ ง เหนียว ไม่น่ารบั ประทาน

การใสป่ ยุ๋
รดด้วยน้าสกัดชวี ภาพ ในอัตรา 15-20 ซีซี/น้า 20
ลติ ร ทกุ 15-20 วัน

การปอ้ งกนั กาจัดศตั รพู ืช
1. โรคราสนิมขาว ป้องกนั กาจดั โดยใชน้ ้าสกัดชีวภาพ
สมุนไพรป้องกนั กาจดั เช้ือรา และสูตรป้องกันกาจดั หนอน และ
แมลงในอัตรา 30- 35 ซีซี/นา้ 20 ลิตร ตามอาการของโรค
2. โรคใบไหม้ ปอ้ งกนั และรักษาโดยใช้ปูนขาวหว่านให้
ทั่ว ตากดนิ ไวอ้ ยา่ งนอ้ ย 1 เดอื น หรอื ปลูกพชื ชนดิ อืน่ หมุนเวยี น

การเกบ็ เก่ียว
หลังจากหวา่ นเมล็ดผกั บ้งุ จนี ลงแปลง 20-25 วนั ให้
ถอนต้นผักบุ้งจนี ออกจากแปลงปลูกทง้ั ตน้ และราก หลงั จากนั้น
ลา้ งรากใหส้ ะอาด เก็บใบและแขนงทโี่ คนตน้ ออก

พริกขหี้ นู

สามารถปลูกไดใ้ นดนิ แทบทุกชนิด แตด่ นิ ที่เหมาะสม
ท่ีสดุ คือดินรว่ นปนทรายท่ีมีการระบายน้าไดด้ ี มคี วามเปน็ กรด
เป็นดา่ งของดนิ 6.0 - 6.8 ปลกู ได้ตลอดทงั้ ปี เปน็ พชื ท่ีใช้ส่วน
ของผลบรโิ ภค ในรูปพรกิ สด และพริกแห้ง และสามารถใช้
ประกอบอาหารไดห้ ลายชนิด มรี สเผด็

การเพาะกล้าพริกขห้ี นู
1. ใหเ้ ตรยี มดนิ ละเอียดพรอ้ มปุย๋ คอกหรือปยุ๋ หมักใน
อัตรา 2:1 และใส่ดนิ ผสมดงั กล่าวลงในถาดพลาสติกเพาะกล้า
2. ใช้เศษไม้เล็กๆ (ขนาดเท่าไมจ้ มิ้ ผลไม้) กดลงไปในดินท่ี
บรรจุอยใู่ นถาดพลาสตกิ เพาะกล้า ขนาดความลึก 0.5 ซม.

3. นาเมล็ดพรกิ ขีห้ นูหยอดลงในหลมุ ปลูก หลมุ ละ 1-2
เมล็ด

4. กลบดินผวิ หนา้ เมล็ดพรกิ ขี้หนูแลว้ รดนา้ และควร
ปอ้ งกนั มดมาคาบเมลด็ ไปจากถาดพลาสติกเพาะกล้า โดยใชป้ ูน
ขาวโรยเป็นเสน้ รอบถาดเพาะไว้

5. หลังเพาะนานประมาณ 7 -10 วนั พริกเรม่ิ งอก หม่ัน
รดน้าต้นกลา้ พริกข้หี นูทุกวันๆละ 1- 2 คร้ัง ในชว่ งเช้าและชว่ ง
เย็น จนกระทง่ั ต้นกล้าพรกิ ขีห้ นมู อี ายุ 25 – 30 วนั จึงย้ายกลา้
พรกิ ขี้หนูลงปลูกในกระถางหรอื ในแปลงปลูก

การเตรยี มในแปลงหรือในกระถาง
1. การเตรยี มในแปลงควรเตรียมดินปลูก โดยใชจ้ อบขดุ
ย่อยหนา้ ดนิ ลึก 15- 20 ซม. และยอ่ ยดนิ ใหล้ ะเอยี ด ใส่ปุ๋ยคอก
หรือใส่ปุ๋ยหมัก หวา่ นและคลุกเคล้าให้เข้ากบั ดนิ ในแปลง
2. ในกรณีปลุกในกระถาง ให้ผสมดินปลูกในกระถางโดย
ใชด้ นิ ร่วนละเอยี ดผสมปุย๋ คอก หรอื ปยุ๋ หมัก ในอัตรา 2:1

การดแู ลรกั ษา
1. ยา้ ยกล้าพริกลงปลกู ในแปลง หรือในกระถาง
2. รดนา้ ทกุ วัน และในช่วงการติดผลตอ้ งระมัดระวงั
ให้น้าอย่างสม่าเสมอ
3. หลังย้ายปลูกแลว้ 7 – 10 วนั รดด้วยน้าสกัด

ชีวภาพ
ในอัตรา 15-20 ซซี /ี น้า 20 ลติ ร ทุก 15-20 วัน

4. หลงั ยา้ ยปลูกนาน 60 วนั พริกข้หี นเู ริ่มทยอย
ผลผลติ สามารถเก็บผลผลิตได้นาน 2 -3 เดือน
ควรหมนั่ เก็บผลผลติ พรกิ ข้ีหนูทีเ่ ริ่มแก่ออกมาใช้
บริโภค

กะเพรา

กะเพรา เป็นไมล้ ้มลกุ ขนาดเลก็ สูงประมาณ 0.8 – 1.5
เมตร สว่ นทเี่ ป็นยอดออ่ นจะมีขนปกคลุม ใบเปน็ ใบเด่ียวออก
ตรงข้าม ทุกสว่ นของตน้ มีกล่ินหอม ออกดอกเปน็ ช่อ ภายในมผี ล
ยอ่ ย 4 ผล สว่ นทีใ่ ช้บริโภคคอื ใบ

การขยายพนั ธ์ุ ขยายพันธ์โุ ดยการปกั ชา เพาะเมลด็

การปลูก
ปลกู โดยใชเ้ มล็ด ให้โรยเมลด็ บนแปลงปลูก ใชด้ ิน
ละเอียดกลบหนา 0.5 เซนติเมตร หาวัสดคุ ลมุ บางๆ อีกชั้นหนึง่
รดนา้ ใหช้ ุ่ม เมือ่ กล้าอายุ 20 วัน ยา้ ยลงปลูกในแปลง เตรยี มดิน
โดยไถพรวนดนิ พร้อมกบั การใสป่ ุ๋ยคอก ระยะปลูก 25x(50 –
80) เซนตเิ มตร ถา้ ตอ้ งการให้ใบดกต้องตัดช่อดอกท้ิง ควรรด
ด้วยน้าสกัดชีวภาพ ในอัตรา 15-20 ซซี ี/น้า 20 ลิตร ทุก 15-
20 วัน เพือ่ ใหแ้ ตกกิ่งใบเสมอกัน

โรคแมลง มนี ้อย

การเก็บเก่ียว
เมอื่ ยา้ ยกลา้ ปลูกได้ 30 วัน เรมิ่ เก็บเกย่ี ว

สะระแหน่

สะระแหน่ เปน็ พชื ลม้ ลุก ลาตน้ แตกก่ิงก้านสาขามาก
และเลอ้ื ยไปตามดิน มขี นสัน้ น่มิ ปกคลุมทุกสว่ นของลาต้น มีกลิ่น
หอม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงกนั ขา้ ม ก้านใบสนั้ เป็นพืชอย่ใู น
ตระกลู เดียวกับ กะเพรา โหระพา และแมงลัก สว่ นทีใ่ ชบ้ ริโภค
คอื ใบอ่อน ยอดอ่อน

การขยายพนั ธ์ุ ขยายพนั ธุโ์ ดยการแยกกอ ไหล และ ปักชา
ยอด

การปลูก
ไถพรวนและตากดนิ ไว้ 7 วัน ยกรอ่ งรดน้าให้ดินช้ืนแล้ว
ขดุ หลมุ ปลูกระยะระหวา่ งตน้ 30 – 40 เซนติเมตร นาต้นพันธ์ุ
ทีเ่ ตรยี มไวว้ างลงในหลมุ ปลูกกลบดนิ ใหแ้ ห้งแล้วรดนา้
สะระแหนช่ อบชื้น แต่ไม่ชอบแฉะ จึงต้องคอยดูแลไม่ใหด้ นิ แห้ง

การใสป่ ุย๋ รดด้วยนา้ สกัดชีวภาพ ในอัตรา 15-20 ซซี /ี
นา้ 20 ลติ ร ทกุ 15-20 วนั

โรคแมลง มนี ้อย

การเกบ็ เก่ยี ว
หลงั จากปลกู ประมาณ 45 วัน กเ็ กบ็ ผลผลติ ไดโ้ ดยใช้มดี
คมๆ ตัด หลังจากตัดแล้ว 20 วนั จะสามารถตดั ใหม่ได้อีก ก่อน
ตดั ควรงดใส่ปุย๋ เพราะต้นจะเน่า

ตะไคร้

ตะไคร้ เปน็ พชื ทม่ี ีอายุหลายปี ลาตน้ รวมกนั เปน็ กอ ใบ
เรียวยาว มกี ลิน่ หอม ออกดอกเป็นชอ่ ยาว มีดอกเลก็ ฝอยเปน็
จานวนมาก ผลมีขนาดเล็ก ตะไครป้ ลกู งา่ ย เจริญไดด้ ีในดินแทบ
ทุกชนดิ สว่ นท่ีใช้บรโิ ภค คอื ตน้ แก่

การขยายพันธ์ุ ขยายพนั ธโุ์ ดยการแยกกอ

การปลูก
ไถพรวนดนิ และตากดนิ ไว้ประมาณ 7 - 10 วนั ยอ่ ย
ดนิ ให้ละเอยี ดใสป่ ุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักคลุกเคล้าใหเ้ ข้ากับดิน ขดุ
หลมุ ปลูกระยะ 30X 30 เซนติเมตร ก่อนนาตะไคร้ไปปลูก นา
พนั ธุท์ ี่เตรียมไวต้ ดั ใบออกใหเ้ หลือตน้ ยาวประมาณ 30 – 40
เซนติเมตร แช่นา้ ประมาณ 5 -7 วนั เพ่อื ให้รากงอก รากท่แี ก่
เตม็ ที่จะมสี เี หลืองเขม้ นาไปปลกู ในแปลงวางต้นพันธุใ์ หเ้ อียง
45 องศาไปด้านใดดา้ นหนึง่ แลว้ กลบดิน จากนนั้ รดนา้ ให้ช่มุ

โรคแมลง มนี ้อย

การเก็บเก่ียว
เก็บเก่ยี วเม่ือตะไคร้อายุประมาณ 90 วนั

แตงกวา / แตงรา้ น

แตงกวา / แตงรา้ น ผักทานผลสดทอี่ ายุเก็บเกย่ี วส้นั
ผลผลติ ตอ่ ไร่สูง ตลาดมคี วามตอ้ งการสงู มาก

ระยะปลกู
ระยะปลูกระหวา่ งตน้ 60 – 80 เซนติเมตร ระหว่าง
แถว 100 เซนตเิ มตร

การเตรียมดิน
ไถดินลกึ 30-40 เซนตเิ มตร ตากดินไว้ 7 – 10 วัน
ย่อยดินใหล้ ะเอยี ด หว่านปูนขาวพรอ้ มใส่ปยุ๋ หมักหรอื ปุ๋ยคอก
คลุกเคลา้ ในแปลงยกสูงประมาณ 30 เซนตเิ มตร กว้าง 120
เซนตเิ มตร เสรจ็ รดนา้ และคลุมดว้ ยพลาสติก เพื่อรกั ษาความช้นื
และปอ้ งกนั วชั พชื

การปลกู
เจาะพลาสติกตามระยะปลูกทกี่ าหนด นาเมล็ดหยอด

ตามหลมุ 3 -4 เมล็ด กลบดนิ และรดนา้ เมื่อกล้างอกมีใบจริง 2
-3 ใบ ถอนตน้ ไมส่ มบูรณ์ออกเหลอื 2 ต้น หลงั ปลูก 14 วัน
ควรเด็ดกิ่งแขนง 5 ขอ้ แรก (ใบ) จากพนื้ ดนิ ออกแล้วจงึ เริ่มปล่อย
ใหต้ ดิ ผล หากต้องการคุณภาพผลท่ดี ี เถาที่แตกใหมค่ วรควบคมุ
ใหม้ ี 2 ขอ้ โดยตัดเหนือข้อที่ 2 ผลผลติ จะทยอยออกสมา่ เสมอ

การใหน้ ้า
พชื ตระกูลแตง ต้องการน้ามากสาหรับการเจริญเติบโต
ของลาต้นและผลตลอดอายุการปลูก แต่การให้น้ามากเกินไปจะทา
ให้ผลผลิตและขนาดลดลง เน่ืองจากน้าจะชะล้างปยุ๋ ไปจากบริเวณ
ราก จานวนครั้งในการให้น้าข้ึนอยูก่ ับชนดิ และลักษณะของดิน

การทาค้าง
ทาค้างรปู สามเหล่ียม (กระโจม) สูง 1.80- 2.00 เมตร
ควรทาการปักไม้ค้างหลังปลูกไมเ่ กิน 7 วัน หากทาชา้ อาจจะปกั
ไม้ค้างโดนราก ทาให้รากขาด กระทบต่อการเจริญเติบโตของพชื

การใสป่ ยุ๋
หลงั ปลูก 7–15 วัน รดนา้ สกัดชวี ภาพ ในอัตรา 15-
20 ซีซี/น้า 20 ลติ ร ทุก 15-20 วนั

การปอ้ งกันกาจัดศัตรูพชื
1. วัชพืช กาจัดวชั พชื ทุกคร้งั ที่มีการใส่ปุ๋ย หรือเมื่อ
เกิดวัชพืชข้ึน
2. โรครานา้ คา้ ง ป้องกันกาจัดโดยนา้ สกัดสมุนไพร
ป้องกนั กาจัดเชื้อรา ในอัตรา 30 – 50 ซซี /ี นา้ 20 ลิตร ฉดี พ่น
ป้องกันหลงั จากต้นแตงมใี บจริง 2 -3 ใบ โดยฉดี พน่ ทุกๆ 5 วนั
จนกระทัง้ พชื แข็งแรงพน้ ระยะการระบาดของโรค
3. แมลงเตา่ ทอง ป้องกันและกาจัดโดยการหมน่ั ตรวจ
ดูแลสวนแตงในเวลาเช้าทแ่ี ดดยังไม่จัด การกาจัดทาลายด้วยมือ
จะชว่ ยได้มาก หรือใช้กาวเหนียวดกั แมลง

การเก็บเกยี่ ว
เก็บเกย่ี วผลแตงในขณะท่ีเมล็ดภายในยังอ่อน หรือเก็บ
ในขณะท่ีสขี องผลเปลี่ยนจากสีเขียวออ่ นเปน็ สเี ขียวเข้ม หรือเกบ็
ในขณะทเ่ี ปลือกยังอ่อน อยา่ ปลอ่ ยให้ผลแกค่ าตน้ เพราะจะทา
ใหผ้ ลผลติ ลดลง
ระยะเวลาในการเกบ็ เกย่ี วประมาณ 5 เดือน และจะเกบ็
เก่ยี วได้ประมาณ 100 ผลตอ่ ต้น โดยทว่ั ไปแตงจะเร่ิมเก็บเกย่ี ว
ไดห้ ลังจากหยอดเมลด็ 40 - 60 วนั และจะเก็บเกย่ี วหลังจาก
ดอกบาน 10 – 40 วัน

ขา่

ข่า เป็นพชื ท่ีมีลาตน้ อยู่ใต้ดินเรยี กว่า “เหง้า” มขี ้อ และ
ปลอ้ งเห็นได้ชดั เจน เน้ือในมสี ีเหลือง และมีกลน่ิ หอมเฉพาะลาต้น
ท่ีอยู่เหนือพืน้ ดินสูงถึง 2 เมตร ใบสเี ขียวออกสลับขา้ งกัน ดอก
ออกเป็นช่อที่ยอด ส่วนที่ใชบ้ ริโภค คือ เหงา้ ดอก หน่ออ่อน

การขยายพนั ธ์ุ ขยายพันธุ์โดยหัว(เหงา้ ) ใตด้ นิ

การปลูก
ข่าชอบที่ดอน ดนิ ร่วนซุยอุดมสมบูรณ์ และชมุ่ ชืน้ แต่
ไม่ชอบน้าขงั ฤดูปลกู ที่เหมาะสมคือตน้ ฤดฝู น พรวนดนิ ใหร้ ่วน
ซยุ แลว้ จงึ ขุดเหง้าขา่ จากกอเดมิ มาแบ่งให้เหงา้ ยาวประมาณ
15- 20 เซนติเมตร มตี า 2 -3 ตา ตัดรากเก่าออกเพ่ือให้ราก
ใหมเ่ จรญิ เติบโตไดเ้ ต็มที่ ขุดหลมุ ลึกประมาณ 50 เซนติเมตร
วางเหงา้ ลงในหลมุ ๆ ละ 2 -3 เหง้า กลบดนิ และรดน้าให้ชุม่
เมื่ออายุ 2 -3 เดือน หรือเริ่มแตกหน่อเหนอื ดนิ ข้นึ มา ควรรดนา้
สกดั ชวี ภาพ สตู ร 2 ในอัตราสว่ น 30- 50 ซีซี/น้า20 ลติ ร ทกุ
5-7 วัน

โรคแมลง มีนอ้ ย

การเกบ็ เกยี่ ว
ข่าอายุ 3 เดือน เกบ็ เป็นหน่อข่า อายุ 6 – 8 เดอื น
เกบ็ เปน็ ข่าอ่อน อายุ 1 ปขี ้ึนไป เกบ็ เปน็ ขา่ แก่ ในชว่ งน้ีขา่ จะ
ให้ผลผลติ ดี มนี ้าหนกั ถ้าดนิ แหง้ ควรมีการรดน้าเพื่อสะดวกต่อ
การขดุ หรอื ถอนและลดความเสียหายตอ่ เหงา้ ขา่

มะเขอื เปราะ

มะเขือเปราะ เป็นผักท่ีปลูกง่าย โตเร็ว ใหผ้ ลตอบแทน
เรว็ และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลติ ได้นาน

ระยะปลกู
ระยะปลกู ระหว่างต้น 70 – 80 เซนติเมตร
ระหว่างแถว 90 -100 เซนติเมตร

การเตรียมดิน
ไถดินให้ลึก 30-40 เซนตเิ มตร ตากดนิ ไว้ 7-10 วนั
ย่อยดนิ ให้ละเอยี ด หวา่ นปนู ขาวพร้อมปุ๋ยหมักหรอื ปยุ๋ คอก
คลุกเคลา้ ในแปลง ยกแปลงสูงประมาณ 30 เซนตเิ มตร กวา้ ง
120 เซนตเิ มตร รดน้าและคลุมดว้ ยพลาสติก เพือ่ รักษา
ความชนื้ และป้องกันวัชพืช

การเตรียมกลา้
ใส่ดินผสมลงในถาดเพาะกลา้ ( ดินทร่ี อ่ นแลว้ 3 ส่วน
ปยุ๋ คอก 1 ส่วน ทรายหรือแกลบ 1 ส่วน ) รดน้าและหยอด
เมล็ดลงในถาดหลุมๆ ละ 1 เมลด็ รดน้าเชา้ – เย็น

การปลูก
เจาะพลาสติกตามระยะปลูก นากลา้ มะเขอื เปราะท่ีมี
อายุ 15 วนั หรือมีใบจรงิ 3-4 ใบ มาปลกู ตามหลมุ ที่กาหนด
กลบดินและรดนา้

การให้นา้
ตอ้ งการน้าสม่าเสมอ หลงั ยา้ ยกลา้ ทุกเชา้ -เย็น เมื่อกล้า
ตง้ั ตัวได้จึงรดน้าเพียงวันละครงั้

การใส่ปุย๋
รดด้วยน้าสกดั ชวี ภาพ ในอตั รา 15-20 ซีซ/ี น้า 20
ลิตร สลับกับรดนา้ ทางดินอตั รา 30-50 ซีซี/นา้ 20 ลติ ร ทุก
5-7 วนั

การป้องกนั กาจดั ศตั รูพชื
1. วัชพชื กาจดั วัชพืชทุกคร้งั ที่มีการใส่ปยุ๋ หรือเม่ือ
วชั พชื เกดิ ข้นึ
2. โรคผลเนา่ แห้งสดี า หรอื ปลายผลดา ป้องกันและ
กาจัดโดยใสห่ ินปนู หรือปนู ขาวรองก้นหลุม 1- 2 ชอ้ นแกง/หลุม
ฉีดพน่ นา้ สกัดสมุนไพรชีวภาพสูตรปอ้ งกันกาจดั เชอ้ื รา ในอัตรา
30 – 50 ซซี /ี นา้ 20 ลติ ร ทกุ 5 – 7 วัน ในชว่ งระยะตดิ ผล
ไปจนถงึ เก็บเกย่ี ว
3. โรคราแป้ง ป้องกนั และกาจดั โดยรดด้วยนา้ สกดั
ชวี ภาพสตู รสมนุ ไพรป้องกันกาจัดเช้อื รา ในอัตรา 30 -50 ซีซี/
น้า 20 ลิตร ทุก 5 – 7 วนั

การเก็บเก่ียว
หลักจากดอกบาน 7 -10วนั จะสามารถเก็บเก่ียว
ผลผลติ ได้โดยเกบ็ ผลที่มขี นาดพอเหมาะไม่อ่อนหรือแกเ่ กนิ ไป
โดยการเกบ็ เกี่ยวให้มีขวั้ มะเขือตดิ มากับผลด้วย ผลผลติ
8,000-12,000 กิโลกรมั /ไร่

มะระจีน

มะระ ปลกู งา่ ย เติบโตเรว็ ไดผ้ ลผติ ไว สามารถปลกู ได้
ในดินแทบทุกชนดิ และทุกฤดูกาล

ระยะปลูก
ปลกู 1-2 ตน้ /หลุม ระยะปลูกระหว่างต้น 50-57
เซนติเมตร ระหว่างแถว 100-120 เซนติเมตร

การเตรยี มดิน
ไถใหด้ นิ ลึก 30-40 เซนติเมตร ตากดนิ ไว้ 7-10 วัน
ยอ่ ยดินใหล้ ะเอยี ด หวา่ นปูนขาวในอัตรา 100-200 กิโลกรัม/
ไร่ พร้อมใส่ปุย๋ หมักหรือปยุ๋ คอกอัตรา 2,000 กโิ ลกรมั /ไร่
คลกุ เคล้าในแปลง ยกแปลงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง
120 เซนตเิ มตร รดน้าและคลมุ ด้วยพลาสติก เพ่ือรักษา
ความชืน้ และป้องกันวัชพชื

การเตรียมกลา้
ทาการเพาะกล้าในถาดสาหรับเพาะกล้า โดยการบรรจุ
ดนิ ผสมสาหรบั เพาะกลา้ ซ่ึงประกอบดว้ ย ทราย ปยุ๋ หมักหรอื
ปุย๋ คอกทสี่ ลายตวั ดีแลว้ และดินละเอียด อย่างละเทา่ ๆกัน เจาะ
หลุม หยอดเมลด็ กลบด้วยดินบางๆ รดน้าเช้า-เยน็

การปลกู
ย้ายกล้าปลูกเมื่อต้นกลา้ มีใบจริง 4-5 ใบ หรืออายุ
15-20 วัน จึงยา้ ยลงปลูกในแปลง

การใหน้ ้า
ใหน้ ้าอย่างสม่าเสมอต้ังแตป่ ลูกจนถงึ เก็บเกีย่ วโดยเฉพาะ
ช่วงออกดอกและติดผล

การทาคา้ ง สามารถทาได้ 2 แบบ คือ
1. ปกั ไม้ค้างยาว 2-2.5 เมตร ทกุ หลุม เอนปลายเขา้
หากันและมัดไว้ดว้ ยกนั ใชไ้ ม้ค้างหรอื เชือกไนลอ่ นผูกขวางทุก
ระยะ 40-50 เซนตเิ มตร หรอื ใชต้ าข่ายพลาสตกิ ตาห่างขึง
แทน ดา้ นบนขา้ งใช้ไม้ค้างพาดขวาง มดั กนั ให้แนน่ เพ่ือป้องกนั
การโค่นลม้
2. ปกั ไม้คา้ งผูกเปน็ รา้ นสูงประมาณ 1.5 -2 เมตร ขึง
ตาข่ายพลาสติกตาห่างๆ

การใส่ปยุ๋
หลังการยา้ ยปลูก 7-10 วัน รดดว้ ยนา้ สกดั ชวี ภาพ
ในอตั รา 15-20 ซีซี/น้า 20 ลติ ร ทกุ 15-20 วัน

การป้องกันกาจดั ศัตรพู ืช
1. วัชพืช ใช้มือถอนเพอื่ กาจัดวัชพชื ระวงั อยา่ ให้
กระเทือนระบบราก
2. โรคราน้าค้าง รดดว้ ยนา้ สกัดชีวภาพสตู รสมนุ ไพร
ป้องกนั กาจัดเชอื้ ราในอัตรา 30-50 ซซี /ี น้า 20 ลิตร ทกุ 5-
7 วนั
3. แมลงเต่าแตง ใชก้ าวเหนียวดักแมลง

การเกบ็ เก่ียว
อายุการเกบ็ เกีย่ วของมะระประมาณ 45-50 วัน
หลังจากหยอดเมล็ด ทยอยเกบ็ ผลผลิตทไี่ ด้ขนาดทเ่ี หมาะสมทกุ
วันหรอื เวน้ วัน สามารถเกบ็ ได้ 17-20 คร้ัง อายถุ ึงเก็บเกย่ี ว
ผลผลติ ครง้ั สุดท้าย 85-90 วัน

มะเขอื ยาว

มะเขือยาว/มะเขือม่วง เป็นพชื เศรษฐกจิ อกี ชนิดหนึ่งที่
ปลูกง่าย ผลดก เก็บเกยี่ วได้นาน และปัจจุบันสามารถสง่ ออกได้

ระยะปลูก
ระยะปลกู ระหว่างต้น 70-80 เซนติเมตร
ระยะปลูกระหว่างแถว 90-100 เซนตเิ มตร

การเตรียมดิน
ไถดินให้ลึก 30-40 เซนติเมตร ตากดินไว้ 7-10 วัน
ย่อยดินให้ละเอียด หวา่ นปูนขาวในอัตรา 100-300 กโิ ลกรัม/
ไร่ พร้อมใสป่ ุ๋ยหมักหรือป๋ยุ คอกคลุกเคล้าในแปลง ยกแปลงสงู
ประมาณ 30 เซนตเิ มตร กวา้ ง 120 เซนติเมตร เสรจ็ รดน้า
และคลุมด้วยพลาสติก เพื่อรักษาความชืน้ และป้องกันวชั พืช
ก่อนปลูก 2 อาทติ ย์

การเตรียมกลา้
ใส่ดนิ ผสมลงในถาดกลา้ (ดนิ ท่ีรอ่ นแล้ว 3 ส่วน ปุ๋ยคอก
1 สว่ น ทรายหรอื แกลบ 1 ส่วน) รดน้าและหยอดเมล็ดลงใน
ถาดหลุมๆละ 1 เมลด็ รดนา้ เชา้ -เยน็

การปลูก
นากล้ามะเขือทม่ี ีอายุ 35 วนั หรือทมี่ ีใบจรงิ 3- 4 ใบ
มาปลกู ตามหลุมทก่ี าหนด กลบดินและรดนา้

การใหน้ า้
ตอ้ งให้นา้ สม่าเสมอ หลังยา้ ยกลา้ ทุกเช้า-เย็น เม่ือกลา้
ตั้งตวั ดีแลว้ จึงรดน้าเพยี งวันละ 1 ครงั้

การใสป่ ุ๋ย
หลังยา้ ยปลกู 7-10 วัน รดด้วยน้าสกดั ชีวภาพ ใน
อตั รา 15-20 ซซี /ี นา้ 20 ลติ ร ทุก 15-20 วัน

การป้องกันกาจัดศตั รูพชื
1. วชั พืช กาจัดวชั พชื ทุกคร้งั ท่ีมีการใสป่ ุ๋ย หรอื เม่ือ
วชั พืชเกิดขึ้น
2. โรคผลเน่าแห้งสีดาหรอื ปลายผลดา ป้องกนั กาจัด
โดยใส่ปนู ขาวรองก้นหลุม 1-2 ช้อนแกง/หลุม
3. โรคใบแหง้ โรคใบจดุ โรคราแป้ง ป้องกันโดยรด
ดว้ ยนา้ สกัดชีวภาพสูตรสมนุ ไพรปอ้ งกันกาจัดเชอ้ื รา ในอัตรา 30
– 50 ซซี ี/นา้ 20 ลติ ร ทกุ 5 – 7 วัน

การเกบ็ เก่ยี ว
หลงั จากดอกบาน 7-10 วนั จะสามารถเกบ็ เกี่ยว
ผลผลิตได้โดยเก็บผลทม่ี ขี นาดพอเหมาะไม่ออ่ นหรือแก่เกนิ ไป
โดยการเก็บเกย่ี วให้มีขั้วติดมากับผลด้วย

ผกั กาดหัว

ผักกาดหัว เปน็ พชื ผกั ท่ปี ลูกเพ่อื บริโภคส่วนของรากที่
ขยายใหญข่ ้นึ เน้ือในสขี าว ใชป้ ระกอบอาหารไดห้ ลายอยา่ ง
โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งอาหารประเภทแกงจดื

ระยะปลูก
หวา่ นโดยใชอ้ ัตราเมล็ดพันธ์ุ 2-3 กิโลกรัม/ไร่ ระยะ
ปลูกท่ีเหมาะสม คือ ระยะระหว่างหลุมหา่ งกนั ประมาณ 25
เซนติเมตร ระยะระหว่างแถวหา่ งกนั ประมาณ 30 เซนติเมตร

การเตรยี มดนิ
ไถดินใหล้ ึก 30-40 เซนติเมตร ตากดินไว้ 1-2
อาทิตย์ แล้วยอ่ ยดนิ ให้ละเอียด หวา่ นปูนขาว ปุ๋ยหมักหรอื ปุ๋ย
คอกคลุกเคลา้ ใหท้ ่วั ยกแปลงใหส้ ูงประมาณ 30 เซนตเิ มตร
กวา้ ง 120 เซนตเิ มตร

การปลกู
1. วิธีหยอดเมลด็ หลงั จากเตรยี มดนิ แล้วให้ทาหลมุ
เลก็ ๆตามระยะปลูกที่กาหนดไว้ หยอดเมล็ดในหลมุ หลมุ ละ 3
เมล็ด กลบดนิ หนาประมาณ 0.5 เซนตเิ มตร รดน้าใหช้ มุ่ แล้ว
คลมุ ฟางแห้งหรือหญา้ แหง้ เพ่อื ชว่ ยรักษาความชน้ื ของดินใน
ระยะแรก หลงั จากต้นกล้างอกประมาณ 15 วนั หรือมีใบจรงิ
2-3 ใบ ให้ถอนแยกให้เหลอื หลมุ ละ 1 ตน้

การให้น้า
ควรใหน้ ้าอยา่ งสม่าเสมอ และเพยี งพอทง้ั เชา้ และเย็น

การใส่ปุย๋
รดดว้ ยนา้ สกัดชีวภาพ ในอัตรา 15-20 ซีซ/ี นา้ 20
ลิตร ทกุ 5-7 วัน

การป้องกันกาจัดศัตรพู ชื
วัชพชื การพรวนดินกาจดั วัชพืช ควรทาในขณะที่วชั พืช
ยังมนี อ้ ย และต้นผักกาดหวั ยงั เลก็ อยู่ ควรทาดว้ ยความ
ระมดั ระวังอย่าให้ใกล้ตน้ เกนิ ไป อาจทาอันตรายต่อตน้ ได้

การเก็บเกยี่ ว
มีอายุการเก็บเกย่ี วประมาณ 42-60 วัน ถ้าถึงอายุ
การเก็บเก่ยี วแล้วให้รบี เก็บเก่ียวทนั ที อยา่ ปล่อยใหเ้ กินอายุ
เพราะจะทาให้คณุ ภาพของหัวลดลง

ผักชี

ผักชี เปน็ ผักที่ใช้ประโยชนไ์ ด้ทกุ ส่วน ใบและก้านใบ
รบั ประทานเปน็ ผักสด ตน้ และรากใช้เป็นเสมือนเครอ่ื งเทศ ทา
ให้มีกลิน่ หอม และรสชาติอาหารดีข้ึน

ระยะปลกู
สว่ นใหญจ่ ะหวา่ นเมลด็ ลงแปลงปลกู ท่ไี ด้เตรยี มไว้ อัตรา
5-6 กิโลกรัม/ไร่

การเตรียมดนิ
ผักชเี ป็นพชื ท่มี รี ะบบรากตืน้ ไถดนิ ลึกเพยี ง 15-20
เซนติเมตร ตากดินทง้ิ ไว้ 5-7 วัน จากน้ันใส่ป๋ยุ คอกหรือปุ๋ย
หมกั แล้วคลกุ เคลา้ ใหเ้ ขา้ กัน และย่อยดินให้ละเอยี ด เพื่อสะดวก
ในการปลกู ขนาดแปลงท่ีเหมาะสม 1x4 เมตร

การปลูก
กอ่ นปลูกรดน้าให้ทวั่ แปลงให้ช่มุ นาเมลด็ ผักชที แ่ี ช่นา้ ไว้
1 คนื แลว้ มาหว่านลงบนแปลงปลกู ทเ่ี ตรียมไว้ แลว้ กลบดิน
ลงเพยี งบางๆ คลุมด้วยฟางแหง้ ทับอีกช้ัน เพือ่ รักษาความชุม่ ชื้น
ของดิน แลว้ รดน้าอกี คร้ัง ควรรดน้าทกุ เช้า-เย็น

การใหน้ า้

ควรใหน้ ้าอยา่ งสม่าเสมอและเพยี งพอ อยา่ มากเกนิ ไป
เพราะเป็นผักที่ไมช่ อบนา้ มาก ถ้ามากเกินไปจะทาให้เนา่ ได้

การใส่ป๋ยุ
รดด้วยนา้ สกัดชีวภาพ ในอัตรา 15-20 ซีซ/ี น้า 20
ลิตร ทุก 15-20 วัน

การป้องกันกาจดั ศัตรูพืช
1. วัชพืช ในระยะแรกควรรีบกาจัดโดยใชม้ ือถอน อยา่
ปลอ่ ยใหล้ ุกลามเพราะวัชพชื เป็นตวั แย่งนา้ และอาหารจากพืช
2. โรคและแมลงศัตรขู องผกั ชี คอื พวกเพลยี้ ได้แก่
เพลี้ยไฟ เพลีย้ อ่อน ฯลฯ ต้งั แตร่ ะยะระบาด ให้ใช้สมนุ ไพร
ได้แก่พวก สะเดา ข่า ตะไคร้หอม อย่างละ 1 ส่วน ผสมเข้า
ดว้ ยกัน หมักทิง้ ไว้ 1 คืน กรองเอาหวั เชือ้ ทเ่ี ป็นน้า 1 ลิตร
ผสมนา้ 18 ลิตร จากนนั้ ฉีดพ่นรดนา้ ทุก 7 วัน/ครัง้

การเก็บเกี่ยว
อายุการเกบ็ เกยี่ ว ประมาณ 40-50 วัน นบั จากวนั
ปลูก ลกั ษณะท่เี หมาะสมแก่การเกบ็ คือ ในขณะทย่ี ังไม่ออก
ดอก

มะเขือเทศ

มะเขือเทศสามารถเจริญเตบิ โตได้ดีในดนิ ทกุ ชนดิ และ
สามารถใหผ้ ลผลิตไดด้ ีทุกฤดูกาล

การเพาะกล้ามะเขือเทศ
1. ใหเ้ ตรียมดนิ ละเอียดพร้อมปยุ๋ คอกหรอื ปยุ๋ หมักใน
อัตรา 2:1 และใส่ดนิ ผสมดังกล่าวลงในถาดพลาสติกเพาะกลา้
2. ใช้เศษไม้เลก็ ๆ (ขนาดเทา่ ไมจ้ ิ้มผลไม้) กดลงไปในดิน
ทบี่ รรจอุ ยใู่ นถาดพลาสติกเพาะกลา้ ขนาดความลึก 0.5 ซม.
3.นาเมล็ดมะเขือเทศหยอดลงในหลุมปลกู หลุมละ
1.2 เมล็ด
4. กลบดินบนผิวหน้าเมล็ดมะเขือเทศแล้วรดน้า และ
ควรปอ้ งกันมดมาคาบเมล็ดไปจากถาดเพราะกลา้ โดยใช้ปนู ขาว
โรยเป็นเส้นรอบรปู ลอ้ มถาดเพาะไว้
5.หลังเพาะนานประมาณ 7-10 วนั มะเขือเทศเรมิ่
งอก หมัน่ รดนา้ ต้นกลา้ มะเขือเทศทกุ วนั ๆละ 1-2 ครัง้ ในช่วง
เช้าและ เยน็ จนกระท่ังต้นต้นกลา้ มะเขอื เทศมีอายุ 20-25 วัน
จงึ ยา้ ยกล้ามะเขือเทศลงปลกู ในกระถางหรอื ในแปลงปลกู

การเตรยี มในแปลงหรือในกระถาง

1.ถา้ ปลกู ในแปลงควรเตรียมดินปลูก โดยใชจ้ อบขดุ ย่อย
ดินหนา้ ดินลกึ 15- 20 ซม. และย่อยดินใหล้ ะเอยี ด ใส่ปยุ๋ คอก
หรอื ปุย๋ หมกั หว่านและคลุกเคลา้ ใหเ้ ขา้ กบั ดนิ ในแปลง

2. ในกรณีปลกู ในกระถาง ใหผ้ สมดินปลูกในกระถาง
โดยใชด้ ินรว่ นละเอยี ดผสมป๋ยุ คอก หรือปยุ๋ หมัก ในอตั รา 2:1

การดูแลรกั ษา
1. ย้ายกล้ามะเขือเทศลงปลูกในแปลง หรือในกระถาง
2. รดนา้ ทุกวัน และในช่วงการติดผลต้องระมดั ระวัง
ใหน้ า้ อยา่ งสม่าเสมอ
3. ควรกาจัดวัชพืชอยา่ งสม่าเสมอ
4. เมอ่ื มะเขือเทศเจริญเติบโตหลังยา้ ยกลา้ ประมาณ

40
วนั สามารถเริม่ เก็บเก่ยี วผลผลิตได้

5. มะเขือเทศสามารถให้ผลผลติ ได้นาน 20-30 วัน

การเก็บเกีย่ ว
ให้เก็บเก่ียวผลมะเขือเทศเรมิ่ มสี ีชมพูแต้มผิวผล

ถวั่ พู

ถั่วพู เปน็ ผกั ท่ีใชบ้ รโิ ภคสว่ นของฝกั อ่อน ปลูกงา่ ยโต
เรว็ นิยมบรโิ ภคกนั มาก เปน็ พืชพ้ืนเมืองของเอเชยี เขตร้อน

ระยะปลูก
ขุดหลุมปลูกระยะ 1 x 1 เมตร

การเตรียมดิน
ไถพรวนดิน ตากดนิ ไว้ 5-7 วนั แล้วจงึ ไถดินครง้ั ท่ี2

การปลกู
นาเมลด็ พันธุ์หยอดหลุมละ 5 เมลด็ เมื่อเมลด็ งอกจนมี
ใบจรงิ ให้ถอนแยกเหลือหลุมละ 2 ต้นต่อหลุม เม่อื ถัว่ พมู ีอายุ
15 วัน จงึ ปกั คา้ งให้ถวั่ พู

การให้นา้
ให้น้าอยา่ งสม่าเสมอ และเพียงพอ วนั ละ 1 คร้ัง

การใส่ปุ๋ย
รดด้วยนา้ สกัดชีวภาพ ในอัตรา 15- 20 ซีซี/น้า 20
ลิตร ทุก 5 -7 วนั

การป้องกันจากดั
1. วชั พชื กาจดั วชั พืชทกุ ครั้งที่มีการใส่ปุ๋ย หรอื เมื่อ
เกิดวชั พชื ขนึ้
2. โรคราแป้งรดด้วยน้าสกัดชวี ภาพสตู รสมุนไพรป้องกนั
กาจัดเช้ือรา ในอัตรา 30 -50 ซซี ี/นา้ 20 ลิตร ทุก 5-7 วัน

การเก็บเกี่ยว
อายุการเกบ็ เก่ยี ว ประมาณ 60 วนั เก็บเก่ยี ววัน-เวน้
วัน นยิ มเกบ็ ฝักอ่อนเพราะราคาดีกวา่ ฝกั แก่

ถ่ัวฝกั ยาว

ถัว่ ฝกั ยาว เปน็ ผกั ทนี่ ยิ มบรโิ ภคทกุ ภาคของประเทศไทย
ขายง่าย ตลาดมคี วามต้องการสูง

ระยะปลูก ระหวา่ งตน้
ระหวา่ งแถว 70-80 เซนตเิ มตร
40-50 เซนตเิ มตร

การเตรียมดนิ
ไถดนิ ลกึ 20 เซนตเิ มตร ใสป่ ุย๋ คอกหรือปูนขาว (ถ้า
จาเปน็ ) ทงิ้ ไว้ 2-3 อาทิตย์ ใสป่ ยุ๋ คอกรองพ้นื

การปลกู
ปลกู โดยหยอดเมล็ด 3-5 เมลด็ / หลมุ หลังปลูกแลว้
กลบดว้ ยแกลบหรอื ปุ๋ยคอก 2-3 กามือ/หลมุ หลังปลกู 7-15
วนั เมอื่ เรมิ่ มีใบ 2-3 ใบ เลอื กตน้ ทสี่ มบรู ณ์ไว้ 2-3 ตน้ ต่อ
หลุม

การใหน้ า้
ควรใหน้ ้าอย่างสม่าเสมอ แต่ไม่ควรใหน้ ้าแฉะจะทาให้
ต้นเน่า ท้งั น้พี จิ ารณาจากสภาพพน้ื ที่ปลูก ระวงั ช่วงออกดอก
และติดฝักไม่ควรขาดนา้ เปน็ อันขาด

การทาคา้ ง
ใช้ไมท้ าคา้ งปักหลมุ ละ 1 อัน สงู 2.50 เมตร ปัก
เอียงเขา้ หากง่ึ กลางเป็นคู่ๆ แลว้ มัดเขา้ ด้วยกนั เสร็จแล้วใช้ไม้
ค้างพาดกลางมัดยึดทหี นงึ่ และคลุมดว้ ยตาข่าย

การใสป่ ุ๋ย
รดด้วยนา้ สกดั ชีวภาพ ในอัตรา 15 – 20 ซซี /ี นา้ 20
ลติ ร ทุก 5 – 7 วัน

การปอ้ งกนั จากดั
1. วัชพชื กาจดั เม่ือเกิดวชั พืช
2. โรคเหย่ี ว โรครากเนา่ และโรคราแปง้ ราสนมิ รดดว้ ย
น้าสกดั ชวี ภาพสูตรสมุนไพรป้องกันกาจัดเชือ้ รา ในอัตรา 30-50
ซซี ี/น้า 20 ลติ ร ทกุ 5-7 วัน
3. แมลงหนอนเจาะฝกั ถั่ว เพลยี้ อ่อน รดด้วยน้า
สมนุ ไพรป้องกนั กาจดั หนอนและแมลง ในอตั รา 30-50 ซซี /ี น้า
20 ลติ ร ทกุ 5-7 วนั

การเกบ็ เก่ียว
อายกุ ารเก็บเกี่ยวประมาณ 55-75 วนั หลงั จากหยอด
เมล็ดขึน้ อยู่กบั พันธุ์ และสภาพแวดลอ้ มท่เี กี่ยวข้อง การเก็บ
เกย่ี วพจิ ารณาจากลกั ษณะฝักทีต่ รงตามความต้องการของตลาด
หรอื จากอายุต้ังแต่วนั ผสมเกสรถึงเก็บเก่ียว ประมาณ 10-15
วนั ควรเกบ็ ในเวลาเช้าท่มี แี ดดอ่อนๆ และนาเข้าในทีร่ ม่ ทันที

ผักกวางต้งุ

ผกั กวางตงุ้ เป็นผกั ที่ปลกู งา่ ย ชอบสภาพแสงแดดตลอด
วนั เจรญิ เตบิ โตและสามารถปลกู ไดด้ ตี ลอดปี

การเตรยี มในแปลงปลกู หรอื ในกระถาง
1.ปลูกในแปลงควรเตรียมดินปลูก โดยใช้จอบขดุ ยอ่ ย
ดินลึก 15- 20 ซม. และย่อยดินใหล้ ะเอยี ด ใสป่ ุย๋ คอกหรอื ปุ๋ย
หมกั หว่านและคลุกเคลา้ ให้เขา้ กบั ดินในแปลง
2. ในกรณปี ลกู ในกระถาง ให้ผสมดินปลูกในกระถาง
โดยใช้ดินรว่ นละเอียดผสมปุ๋ยคอก หรือป๋ยุ หมกั ในอตั รา 2:1

การเพาะกลา้ ทาได้ 2 แบบ คือ
1. เพาะในถาดพลาสติกเพาะกลา้

1.1ให้เตรยี มดนิ ละเอยี ดพร้อมปยุ๋ คอกหรือปยุ๋
หมักในอัตรา 2: 1และใสด่ ินผสมดงั กลา่ วลงในถาดพลาสติกเพาะ
กลา้

1.2 นาเมลด็ ผักกวางตงุ้ หยอดลงในหลุม
ปลกู หลมุ ละ 1-2 เมล็ด

1.3 กลบดนิ ผวิ หน้าเมลด็ ผกั กวางตงุ้
แลว้ รดนา้ และควรปอ้ งกันมดมาคาบเมลด็ ไปจากถาดพลาสตกิ
เพาะกล้า โดยใช้ปนู ขาวโรยเปน็ เส้นรอบรปู ลอ้ มถาดเพาะไว้

1.4 หลังเพาะนาน 7-10 วนั ผักกวางตุง้
เร่ิมงอก หม่นั รดนา้ ตันผกั กวางต้งุ ทกุ วนั ๆ ละ 1-2 ครัง้ ในชว่ ง
เช้าและเยน็ จนกระท้ังตน้ ผกั กวางตุง้ มีอายุ 20-25 วัน จงึ ยา้ ย
กลา้ ผักกวางตงุ้ ลงปลกู ในกระถางหรอื ในแปลงปลกู

2. เพาะในแปลง
2.1 หลังจากเตรยี มดินในแปลงปลกู แล้ว ใช้

จอบขุดเป็นแถวปลูก ระหว่างแถว 25 เซนตเิ มตร ความลึกผวิ
ดนิ 2-3 เซนติเมตร

2.2 โรยเมลด็ พนั ธุผ์ ักกวางตุ้งบางๆ ตามแถว
ปลกู ทเ่ี ตรยี มไว้

2.3 กลบหนา้ ดนิ ในแปลง และรดนา้ ทุกวันๆ
ละ 1-2 ครงั้ ในช่วงเช้า-เยน็

2.4 หลังเพาะนาน 7-10 วัน ผกั กวางตงุ้ เริม่
งอก และควรรดน้าทุกวนั

การดแู ลรกั ษา
1. ย้ายกล้าผกั กวางตุ้งลงในแปลงหรือในกระถาง ให้รด
นา้ ทุกวนั ๆละ1-2 ครัง้ ในช่วงเชา้ และเย็น
2. ถา้ โรยเมล็ดผกั กวางตุง้ บางๆ ในรอ่ งปลูกของแปลงท่ี
เตรยี มดีแล้ว ไม่จาเปน็ ต้องถอนแยกหรือย้ายปลูกอีก แต่สามารถ
ดแู ลบารุงรกั ษาเลีย้ งให้เปน็ ต้นท่สี มบูรณจ์ นกระท่ังสามารถตัดมา
บริโภคได้

การเกบ็ เกี่ยว
ใหเ้ กบ็ เกย่ี วผักกวางต้งุ ได้หลังจากปลูกไป
แล้วนาน 40-45 วัน ควรถอนท้ังต้น

เทคนิคและวิธีการปลกู ผักสวนครวั
ให้มคี ุณภาพ และผลผลติ สงู

ผักสวนครัว เป็นผกั ทป่ี ลูกไวใ้ นบรเิ วณบ้านหรือทีว่ ่าง
ตา่ งๆ ในชมุ ชน โดยมีวัตถปุ ระสงคท์ ่ีปลูกไวส้ าหรับรับประทาน
เองภายในครอบครัวหรอื ชุมชน การปลูกผกั สวนครัวไว้
รบั ประทาน จะทาใหผ้ ู้ปลกู ได้รับผกั สดทอี่ ดุ มไปด้วยวติ ามนิ และ
เกลอื แรต่ า่ งๆ มคี วามปลอดภัยจากสารเคมี ลดรายจ่ายใน
ครอบครวั และท่ีสาคัญทาใหส้ มาชิกในครอบครวั มีกิจกรรมร่วมกัน
ในการปลูกผกั เพ่ือเกิดความสัมพันธท์ ดี่ ภี ายในครอบครัว
โดยทว่ั ไปคนต้องบริโภคผักอย่างน้อย วนั ละ 200 กรัม เพอ่ื ให้
ได้สารอาหารครบถ้วน

ประโยชน์ของการปลกู ผกั สวนครวั
- ปลกู เปน็ ร้ัวบา้ น (ร้วั กินได)้ ผักที่สามารถนามาปลูกทา
เปน็ รัว้ ได้แก่ กระถนิ บ้าน ชะอม ตาลึง ผกั หวาน ผักปลงั ต้น
แค ถว่ั พู มะระ ฯลฯ ซ่งึ เปน็ ผักทีป่ ลูกง่ายและใหผ้ ลผลิตตลอด
ปี มคี ุณคา่ ทางอาหารสูงและปลอดภยั จากสารเคมี
- สามารถใช้ประดบั ตกแต่งบริเวณบา้ น เชน่ จดั สวนผัก
สวนครวั การปลกู ต้นแคเป็นรั้วกินไดก้ ารนาผักสวนครวั ท่ีปลกู ใน
กระถางแบบห้อย-แขวนมาตกแต่งบริเวณรอบๆบ้าน
- ใช้พน้ื ท่สี ่วนท่ีว่างเปลา่ ให้เป็นประโยชน์
- ลดค่าใชจ้ ่ายในการซื้อผกั มาประกอบอาหารประจาวนั
และปลอดภยั จากสารเคมี
- ครอบครัวไดร้ ับประทานผักท่ีมีคุณค่าทางอาหาร
ครบถ้วนและปลอดภยั จากสารเคมี
- สร้างความสมั พันธแ์ ละสารสายใยรกั ทดี่ ใี นครอบครวั
และใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ ป็นประโยชน์

ขอ้ พจิ ารณาในการปลกู ผกั สวนครัว

1. การเลอื กสถานท่ีหรือทาเลปลกู
ควรเลือกพ้นื ที่ที่มคี วามอุดมสมบูรณ์ทสี่ ุด อยู่ใกลแ้ หลง่
น้าไม่ไกลจากที่พักอาศัยมากนัก เพอ่ื ความสะดวกในการ
ปฏิบตั งิ านดา้ นการปลูก การดูแลรักษา และสะดวกในการเก็บ
มารับประทานอาหารได้ทันทีตามความต้องการ

2. การเลอื กประเภทผกั สาหรับปลกู ควรเลอื กปลูก
ผักให้มากชนดิ ท่ีสดุ เพ่ือให้ได้คุณคา่ ทางอาหารท่ีหลากหลาย เป็น
ผักทส่ี มาชกิ ในครอบครวั ชอบบรโิ ภค และเลอื กปลกู ผักให้
เหมาะสมกับสภาพแวดลอ้ มและปลูกให้ตรงกบั ฤดูกาล

3. สภาพแสงและร่มเงา มีความจาเปน็ ในการ
สงั เคราะหแ์ สงของพืชเพ่อื สร้างอาหาร ปริมาณแสงท่ีไดร้ ับใน
พน้ื ท่ปี ลูกแตล่ ะวนั นั้นจะมผี ลต่อชนิดของผกั ที่ปลูก แบ่งความ
ตอ้ งการแสงในการปลกู ผกั ดังนี้

- สภาพพ้นื ที่ท่ีไม่ไดร้ ับแสงแดดตลอดท้งั วนั
ควรปลกู พืชทเี่ จรญิ เติบโตได้ในรม่ เชน่ ชะพลู สะระแหน่
ตะไคร้ โหระพา ขิง ข่า และกะเพรา เปน็ ต้น

- สภาพพื้นทท่ี ี่ไดร้ บั แสงแดดตลอดทั้งวนั ควร
เลอื กผักที่สามารถเจริญเตบิ โตไดใ้ นแสงปกติ เช่น ถ่วั ฝกั ยาว
คะน้า ผกั กาดเขยี วกวางตงุ้ พรกิ ต่างๆ ยกเว้น พริกขีห้ นูสวน

4. ความพรอ้ มของผู้ปลกู
- ผปู้ ลกู ควรกาหนดวา่ จะปลกู ผักโดยมี

วัตถุประสงค์อะไร เชน่ ปลกู เพื่อต้องการไดผ้ ักมาบรโิ ภค
ประจาวนั ปลูกเพ่อื งานอดิเรก ปลกู เพ่ือจัดสวนตกแต่งบริเวณ
บ้าน

- ผู้ปลกู ตอ้ งมีความรู้ ความเข้าใจธรรมชาติของ
ผกั ตลอดจนการดูแลรักษา

- แรงงานในการปลูกผกั ควรมีแรงงานในการ
ดูแลรักษาเฉลย่ี วนั ละประมาณ 2-3 ชม. เนื่องจากผักสวนครัว
ต้องการความพิถีพิถนั ในการดูแลรักษา

- ความชานาญในการปลกู ผัก การปลูกให้
ได้ผลผลิตดี ผูป้ ลูกจาเปน็ ตอ้ งมคี วามชานาญ รู้จกั สังเกตการ
เจรญิ เติบโตของผัก และการเปล่ียนแปลงต่างๆ

5. ชนดิ ของผักทจี่ ะปลกู ผักแตล่ ะชนิดมีความแตกต่าง
กันในเรอ่ื งอายุการเก็บเก่ียว และฤดูกาลเพาะปลูก การวางแผน
การปลกู ท่ีเหมาะสม จะทาให้มีผลผลติ ผักออกสมา่ เสมอ และใช้
พื้นท่ใี หเ้ กิดประโยชนไ์ ดเ้ ต็มที่

น้าสกดั ชีวภาพ

ไดจ้ ากการสกัดนา้ เลีย้ งออกจากเซลล์พืช และเซลล์สัตว์
โดยใช้นา้ ตาลหรอื กากน้าตาล ด้วยกระบวนการหมกั แบบไม่
ตอ้ งการอากาศโดยจลุ ินทรีย์ ไดน้ า้ สกดั ชีวภาพสีนา้ ตาลใส ที่มี
จลุ นิ ทรียห์ ลายชนิด และสารประกอบจากเซลลพ์ ชื และเซลล์สตั ว์
ชนิดตา่ งๆ ไดแ้ ก่ สารพวก คาร์โบไฮเดรต โปรตีน กรดอะมโิ น
ฮอรโ์ มน และธาตุอาหารตา่ งๆ ซึง่ มีปรมิ าณแตกต่างกนั ข้นึ อยู่กับ
วตั ถดุ ิบที่นามาใชท้ าน้าสกัดชีวภาพ ซึง่ มดี ้วยกันหลากหลายสูตร
ได้แก่

1. น้าสกดั ชีวภาพสูตร 1
พืชสด : กากน้าตาล
3 กก. : 1 กก.

พืชสด ได้แก่ ผักบงุ้ กวางตุ้ง คะนา้ ผักกาดขาว ตาลึง

2. นา้ สกัดชีวภาพสตู ร 2
พืชสด : ผลไม้สุก : กากนา้ ตาล
1 กก. : 2 กก. : 1 กก.

ผลไมส้ กุ ได้แก่ กลว้ ยน้าว้า มะละกอ ฟักทอง

3. นา้ สกัดชีวภาพสตู ร 3
พืชสด : ผลไมส้ ุก : ปลาสด : ยาคูลย์ : กากน้าตาล
หรือ หรือ
หอยเชอรี่ โยเกิร์ต
1 กก. : 1 กก. : 1 กก. : 1 กก. : 2

กก.

4. น้าสกดั ชีวภาพสูตร 4
พืชสด : ผลไมด้ ิบ : ผลไม้สุก : ปลาสด : เหงา้ กลว้ ย : กากน้าตาล

หรอื หอยเชอร่ี
5 กก. : 1 กก. : 1 กก. : 1 กก. : 1 กก. : 1
กก

5. น้าสกดั ชวี ภาพปลาสด
ปลาสด : กากนา้ ตาล
3 กก. : 3 กก.

6. นา้ สกัดสมนุ ไพรป้องกันกาจัดหนอนและแมลง ผล
- เหลา้ ขาว 1 ขวด
- น้าส้มสายชู 250 ซซี ี หรอื มะกรดู ผา่ ซีก 5
- หางไหล 3 กก.
- หนอนตายหยาก 3 กก.

- ยาเสน้ ½ กก.
- สมุนไพรกลิน่ ฉุนหรือมรี สเผ็ด : สาบเสอื ขงิ แก่ ข่า
แก่ ตะไคร้หอม พรกิ ไทย บอระเพด็ กะเพรา กระชาย ดีปลี
พริก ใบสะเดาแก่ เทยี นทอง ลาโพง รวม 3 กก.

7. นา้ สกดั สมุนไพรป้องกนั กาจัดเช้อื รา
- พชื สมุนไพรรสขมหรือรสฝาด : เปลอื กตน้ แค

เปลือกต้นข่อย เปลือกต้นหว้า เปลือกมังคุด เปลือกเงาะ
เปลอื กทับทมิ ใบยาสูบ ใบเสือหมอบ แสยก ขาไก่ หน่อไม้
ใบยคู าลิปตสั กระเทยี ม กานพลู ชะพลู ใบมะขามเทศแก่
บอระเพด็ ตะไคร้หอม กลว้ ยดบิ ลกู ตะโก ลูกมะพลับดิบ
รวม 3 กก.

- กากนา้ ตาล 3 กก.
- น้าสะอาด เตมิ จนทว่ มสมนุ ไพร

วิธที านา้ สกดั ชีวภาพ
การทาน้าสกัดแต่ละสูตร ให้นาสว่ นผสมทีเ่ ปน็ พชื สด

ผลไม้ ปลาสด หอยเชอรี่ ถั่วเหลือง มาสบั บด โขลก หรอื หัน่

การนาไปใชป้ ระโยชน์
- น้าสกัดชวี ภาพสูตร 1 : ฉีดพ่นพชื ผักระยะเติบโตทาง

ใบ อัตรา 15-20 ซซี /ี นา้ 20 ลิตร ควบคู่กบั ให้ทางดนิ อัตรา
30-50 ซซี ี/นา้ 20 ลิตร ทกุ 15-20 วนั

- น้าสกดั ชีวภาพสูตร 2 : ฉีดพน่ ผกั กนิ ดอก ผกั กินผล
และไมผ้ ลต่างๆ (ระยะติดผล) ทางใบอัตรา 15-20 ซีซ/ี นา้ 20
ลิตร สลบั กับรดทางดนิ อัตรา 30-50 ซีซ/ี น้า 20 ลิตร ทุก 15-
20 วนั

- น้าสกัดชวี ภาพสตู ร 3 และสตู ร 4 : ฉีดพ่นพืชผักพืช
ไร่ ผลไม้ (ระยะติดผล) และข้าวอายุ 45 วนั จนถงึ ระยะออก
รวง อัตรา 30-50 ซซี ี/น้า 20 ลิตร ทกุ 5-7 วนั

- น้าสกดั ชีวภาพปลาสด : ฉีดพน่ พืชผกั และผลไม้
เพ่ือบารุงต้น (ก่อนออกดอก) อตั รา 30-50 ซซี ี/น้า 20 ลิตร

- น้าสกัดชวี ภาพถ่ัวเหลืองหรอื นมสด : ฉดี พน่ พืชผัก
และผลไม้ (ระยะตดิ ผล) อัตรา 30-50 ซีซ/ี นา้ 20 ลิตร

- น้าสกดั ชวี ภาพสูตรสมนุ ไพรปอ้ งกนั กาจัดเช้ือราและ
สตู รป้องกันกาจดั หนอนและแมลง ใชฉ้ ดี พน่ อตั รา 30-50 ซี
ซี/น้า 20 ลติ ร

ขอ้ ควรระวงั ในการใชน้ ้าสกัดชีวภาพ
นา้ สกัดชวี ภาพเป็นของเหลวท่เี กิดจากการย่อยสลายสิ่ง

ต่างๆ ภายในเซลลพ์ ชื และสตั ว์ ซ่ึงมคี วามเข้มข้นของสารละลาย
สูง เมอ่ื นาไปฉีดพ่นตน้ พชื จงึ ผสมน้าใหเ้ จือจาง ถ้าใชค้ วาม
เข้มขน้ สูง จะทาให้พชื ชะงักการเจริญเตบิ โต ใบรว่ งและตายได้
จงึ ควรใช้เพอ่ื เสรมิ สร้างการเจรญิ เตบิ โตให้กับต้นพืช โดยใช้
ร่วมกบั การใส่ป๋ยุ อินทรีย์ทางดิน เพื่อให้เป็นแหลง่ ของธาตุอาหาร

ปยุ๋ หมกั แหง้ ชีวภาพ

มูลสตั ว์ : ขเ้ี ถาแกลบ : ราละเอยี ด :
กากนา้ ตาล

: น้าสะอาด : หวั เช้อื จลุ ินทรยี ์
400 กก. : 100 กก. : 30 กก. : 1 กก.: 200 กก. :
5 ลิตร

วธิ ีทาปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ ผสมมลู สตั ว์ ข้เี ถ้าแกลบ ราละเอียด
ให้เขา้ ดว้ ยกนั รดด้วยหวั เชื้อจุลนิ ทรีย์ ผสมกากน้าตาล และนา้
ให้มีความชืน้ 40 % เกลย่ี กองปุย๋ หมักสงู 30 ซม. คลุมดว้ ย
กระสอบชบุ น้า ท้ิงไว้ 7 วนั

การนาไปใชป้ ระโยชน์ ผสมคลุกเคล้ากับดนิ ในแปลงปลูกอัตรา
2 กก./ตรม. และโรยแตง่ หน้าในแปลงพืชผักอตั รา 50-100
กรัม/ตน้ หรือไม้ผลอัตรา 5-10 กก. /ต้น โดยใช้ 2 ครัง้
ก่อนออกดอกและในระยะติดผล

หัวเช้อื จลุ นิ ทรีย์

สับปะรด : กากน้าตาล : นา้ สะอาด
2 ผล : 5 กก. : 20 ลิตร

วธิ ที าหัวเชื้อจลุ นิ ทรีย์ นาสบั ปะรดมาห่นั เปน็ ชิ้นใส่ในถังหมกั เติม
กากนา้ ตาลผสมนา้ คนใหเ้ ข้ากนั หมกั ไว้อย่างน้อย 7 วัน

การปอ้ งกนั และกาจดั ศัตรูพชื แบบผสมผสาน

การปอ้ งกันและกาจัดศัตรูพืชผกั เพ่ือให้ไดผ้ ลผลิต
พชื ผักที่ปลอดภัยจากสารพิษ ควรใชห้ ลายๆ วิธผี สมผสานกนั
วิธกี ารป้องกันและกาจดั ศตั รูพืชผักท่ไี ดผ้ ลดี มดี ังนี้

1. การป้องกนั กาจดั โดยวิธีกล

1.1การใช้กับดักกาวเหนยี วสีเหลอื ง

กับดักกาวเหนียว มีคณุ สมบัติไมม่ สี ี ไมม่ ีกลน่ิ

และไมม่ พี ิษต่อสง่ิ แวดล้อม จะใช้ในการควบคมุ ปริมาณตวั เต็มวัย

ของแมลงศตั รูพืชได้หลายชนิด เช่น เพล้ียไฟ แมลงวนั เจาะผล

แมลงวนั หนอนชอนใบ ผเี สอื้ กลางวันชนิดตา่ งๆ ทั้งผีเส้อื

หนอนคืบและหนอนใย เป็นต้น โดยทวั่ ไปมักนยิ มใชก้ าวเหนยี ว

มาทาบวสั ดุท่มี สี ีเหลือง เช่น กระปอ๋ งนา้ มันเคร่ือง แผน่

พลาสติก ถุงพลาสตกิ เน่ืองจากแมลงชอบสีเหลือง โดยกับดกั นี้

จะใช้ลอ่ แมลงใหบ้ ินมาติดกับดักกาวเหนียวท่ีทาไว้

สาหรับการติดตง้ั กับดักน้ัน ควรตดิ ต้งั ใหอ้ ยู่ใน

ระดับเหนอื ยอดผักท่ปี ลกู ประมาณ 1 ฟุต โดยจะใชก้ ับดัก

ประมาณ 60-80 กับดักต่อพ้นื ที่ 1 ไร่ ในช่วงทมี่ ีการระบาด

มากคือช่วงฤดรู ้อนและฤดฝู น ส่วนในฤดูหนาวมกี ารระบาดน้อย

อาจใช้เพยี ง 15-20 กับดักตอ่ พ้นื ท่ี 1 ไร่

วิธีทากาวเหนียว

1. นา้ มนั ละหุ่ง 500 ซซี ี

2. น้ามันยางสน 380 กรมั

3. ไขคาร์นัวบา้ ( Carnuaba Wax) 60 กรัม

ขน้ั แรกเค่ียวน้ามันละหงุ่ จนเดือด แลว้ จึงเติมนา้ มันยาง

สนและไขคาร์นัวบ้าลงไป คนชา้ ๆ ใหเ้ ข้ากนั ดีแลว้ จึงยกออก

จากเตา ตงั้ ท้ิงไวใ้ หเ้ ย็นก่อนนาไปใช้เปน็ กบั ดักกาวเหนยี ว

1.2การใช้กับดักแสงไฟ

กับดักแสงไฟ สามารถดักจับผีเสอ้ื กลางคืน

เช่น ผเี ส้ือหนอนกระทูห้ อม หนอนกระท้ผู กั หนอนคบื กะหลา่

แสงไฟทเ่ี หมาะสมในการลอ่ แมลงควรใชห้ ลอดไฟแสงสมี ว่ ง หรือ

แสงสีนา้ ทะเล อย่างไรก็ตามเกษตรกรสามารถใช้แสงไฟจาก

หลอดนีออน หรือหลอดไฟแบลค็ ไลท์แทนไดเ้ ชน่ กนั โดยใชล้ อ่

แมลงในเวลากลางคนื การติดตง้ั กบั ดักแสงไฟต้องวางสงู จาก

พ้นื ดินประมาณ 150 เซนตเิ มตร มภี าชนะใส่นา้ รองรับอยขู่ า้ ง

ใตห้ า่ งจากหลอดไฟประมาณ 30 เซนตเิ มตร ควรปดิ สว่ นอนื่ ๆ

เพือ่ ป้องกันไม่ให้แสงไฟกระจายเป็นบรเิ วณกว้าง เพ่ือลอ่ จับแมลง

เฉพาะบริเวณแปลง มใิ ช่ลอ่ แมลงจากที่อ่นื ให้เขา้ มาในแปลง

อตั ราทใ่ี ช้ 2 กับดักต่อพน้ื ที่ 1 ไร่

1.3การใชพ้ ลาสตกิ สีเทา-เงนิ หรอื ฟางขา้ ว

ใชพ้ ลาสตกิ สเี ทา-เงิน หรือฟางข้าวคลุมแปลง

ปลกู เหมาะกับพชื ผกั ทม่ี รี ะยะปลูกทีแ่ นน่ อน ซึ่งจะเป็นการชว่ ย

รกั ษาความช้นื ในดิน ควบคุมวชั พชื และยังช่วยลดการระบาด

ของแมลงพวกปากดูด เชน่ เพลย้ี อ่อน และไร

ในแปลงที่พบการระบาดของโรค ท่มี เี ชอ้ื ไวรัส

เปน็ สาเหตุ และมีเพล้ยี อ่อน หรอื แมลงเป็นพาหะ แนะนาให้ใช้

พลาสตกิ สเี ทา-เงนิ โดยใหด้ ้านทม่ี ีสีเทาอยดู่ า้ นบน เนื่องจากสี
เทาจะทาให้เกิดการสะทอ้ นแสง จงึ ชว่ ยไล่แมลงพาหะได้

1.4การใชโ้ รงเรือนมุ้งตาขา่ ยไนลอน
พน้ื ทท่ี ี่ใช้ปลูกผกั ในโรงเรอื น ควรเปน็ พ้ืนทที่ ี่

สามารถปลกู ผกั ได้อยา่ งต่อเนื่องไมน่ อ้ ยกวา่ 3 ปี เพือ่ จะได้
คมุ้ ค่าต่อการสร้างโรงเรือนและการใชม้ ุ้งตาขา่ ยไนลอ่ น โครงสร้าง
ของโรงเรือนอาจทาด้วยเหลก็ หรือไม้กไ็ ด้อยู่กับเกษตรกรวา่
ต้องการใช้พ้นื ทน่ี ้ีปลูกผักนานเท่าใด

ตาขา่ ยทใ่ี ช้ ควรใช้มงุ้ ตาข่ายไนลอ่ นที่มคี วามถี่
ขนาด 16 ช่องต่อความยาว 1 นวิ้ โดยม้งุ สขี าวมีความ
เหมาะสมกบั การปลูกผัก เนื่องจากแสงผ่านไดเ้ พยี งร้อยละ 70
เท่าน้ัน

การปลกู ผักในโรงเรือนมุ้งตาข่ายน้ี ไมส่ ามารถ
ป้องกันแมลงศัตรูพชื ผักไดท้ ุกชนดิ มเี พยี งหนอนผเี สอ้ื และดว้ ง
หมัดผักเท่านัน้ ทสี่ ามารถป้องกนั ได้ ส่วนเพลี้ยอ่อน เพลย้ี ไฟ
หนอนแมลงวนั ชอนใบ แมลงหวี่ขาว และไร ซึง่ เปน็ แมลงขนาด
เลก็ จะไมส่ ามารถปอ้ งกนั ได้รอ้ ยเปอร์เซนต์ ซึ่งถ้าหากใชม้ ุ้งไน
ลอ่ นทม่ี คี วามถเี่ พิ่มขึน้ เปน็ 24 และ 32 ชอ่ งตอ่ น้วิ จะ
สามารถป้องกนั ได้ แตอ่ าจมีปญั หาเรอื่ งอุณหภูมทิ ่ีสงู ขน้ึ และ
ความชนื้ ภายในม้งุ

ขอ้ ควรระวังสำหรับกำรปลกู ผักในโรงเรือนมุ้งตำ
ข่ำย

1) อยา่ ใหห้ นอนผีเสื้อ หรือหนอนต่างๆ หลุด
เข้าไปในโรงเรือนได้ เพราะหนอนต่างๆ เหล่าน้จี ะสามารถ
ขยายพนั ธ์ุได้อย่างรวดเรว็

2) ในการยา้ ยกล้า จะตอ้ งตรวจดกู ลา้ ผกั อย่า
ใหม้ ีไข่ ตัวหนอน หรือดักแด้ติดเข้าไปในโรงเรอื น

3) ควรดูแลอย่าให้มุ้งตาข่ายชารุดฉกี ขาด
เพราะอาจทาใหด้ ว้ งหมัดผกั เล็ดลอดเขา้ ไปได้ อาจจะมีการรอง
ด้วยผา้ หรือแผน่ ยาง บริเวณที่มีการเสยี ดสรี ะหวา่ งตาขา่ ยกบั
โครงสรา้ ง เพื่อป้องกันการฉีกขาด

4) มุง้ ตาข่ายจะต้องปิดมิดชดิ ตลอดเวลา และ
ควรทาประตูเปน็ แบบสองชัน้

5) การปลกู ผกั ในโรงเรือนมงุ้ ตาขา่ ยไม่สามารถ
ป้องกันแมลงขนาดเล็กได้ ดงั น้ันจงึ อาจจะต้องใชว้ ธิ ีการกาจดั
ศัตรูพชื อืน่ ๆ รว่ มดว้ ย

2. การปอ้ งกันกาจัดโดยอาศัยศัตรูธรรมชาติ
เป็นการใช้สิ่งมีชีวติ ควบคมุ ศัตรูพชื ไดแ้ ก่ แมลงตวั

หา้ ตัวเบียน ทที่ าลายแมลงศัตรูพชื ชนดิ อ่นื หรอื อาจใช้

สิง่ มชี ีวติ ขนาดเล็กๆ เช่น เชือ้ แบคทเี รีย เชื้อไวรัส เชื้อรา
ไส้เดือนฝอย เปน็ ตน้

2.1 เช้อื แบคทีเรยี ทีน่ ยิ มใช้ในการควบคุมแมลง
คือ เช้อื บที ี(BT) โดยแมลงทไ่ี ด้รับเชอ้ื แบคทเี รยี ชนดิ นี้เข้าไปแล้ว
ทาให้เกดิ สารพษิ ทาลายระบบยอ่ ยอาหาร และอวัยวะของแมลง
ทาให้ขากรรไกรแข็ง กินอาหารไม่ได้ เคลอ่ื นไหวชา้ ลง และตาย
ไปในทส่ี ดุ

เช้อื แบคทีเรียทข่ี ายเป็นการค้า มี 2 กลุ่ม คอื
- กลุ่ม Kurstaki มีประสทิ ธิภาพใน

การกาจดั หนอนใยผกั หนอนกระทู้หอม และหนอนคืบกะหลา่
- กลมุ่ Aizawai มปี ระสทิ ธิภาพใน

การกาจดั หนอนใยผัก และหนอนคบื กะหลา่
ดงั นนั้ การทีจ่ ะใชเ้ ช้ือแบคทีเรยี ใหไ้ ด้ผล ควร

เลือกชนิดของเชอ้ื ใหต้ รงกับแมลงศัตรู และควรฉีดพ่นเมื่อแมลง
ศตั รูพืชอยู่ในระยะวัยอ่อน หรือตัวหนอน ควรผสมสารท่ีจับใบ
และฉดี พ่นในเวลาเย็นหลกี เลี่ยงแสงในขณะฉีดพ่น ฉีดให้กระจาย
ทัว่ ท้งั ต้นพืช ทง้ั บนผวิ ใบและใต้ใบ และไม่ควรให้นา้ หลังจากฉีด
พน่ เชอ้ื แบคทีเรยี แลว้

2.2 เช้ือไวรัส ทีใ่ ชใ้ นการควบคมุ คือ เอ็นพีวี
(NPV) ซึง่ เปน็ ไวรัสทีม่ ปี ระสิทธิภาพในการกาจดั แมลงมากทีส่ ดุ
เมอ่ื แมลงกินอาหารที่มไี วรสั ปะปนเขา้ ไป เชอ้ื ไวรสั ชนดิ นี้จะเข้า
ไปทาลายระบบตา่ งๆ ในร่างกายของแมลง ไวรสั เอน็ พีว(ี NPV) น้ี
สามารถใช้กาจัดหนอนกระทู้หอม หนอนเจาะสมอฝา้ ย

2.3 เชอ้ื รา ท่ีใชใ้ นการควบคุมคือ ไตรโครเดอร์มา
จะใช้ควบคุมโรคพชื ทีม่ สี าเหตุของโรครากเนา่ โคนเน่า ลาต้นเน่า
เนา่ คอดนิ ของมะเขือเทศ และผักกาดหวั

โดยจะใชเ้ ชอ้ื ราไตรโครเดอรม์ า ผสมกบั ราขา้ ว
และปุ๋ยอินทรีย์ ในอัตรา 1 : 5 : 25 แล้วใช้รองก้นหลมุ
หรอื โรยรอบโคนต้น ปจั จุบันมจี าหนา่ ยเป็นชุด ให้ใช้อตั ราตาม
คาแนะนาของผู้จาหนา่ ยได้ ในการใชเ้ ชอื้ ราไตรโคเดอร์มา ควรใช้
อยา่ งน้อย ปีละ 2 ครั้ง คือ ตน้ ฝนและปลายฝน เชือ้ ราจะถกู
ทาลายได้จากสารเคมีในกลมุ่ เบนซิมิดาโซล ดังนั้น หาก
จาเปน็ ต้องใชส้ ารเคมี ควรทงิ้ ชว่ งหา่ งประมาณ 2 สัปดาห์เปน็
อย่างต่า

2.4 ไส้เดอื นฝอย จะช่วยควบคมุ ดว้ งหมัดผัก โดย
ชอนไชเข้าสรู่ ะบบเลือด หรอื กระเพาะอาหาร เมือ่ เข้าไปแล้ว
จะถกู ย่อยทาลาย จากน้ันจะปลดปล่อยเชื้อแบคทีเรียทีเ่ ป็น
อนั ตรายต่อแมลงออกมา ทาให้แมลงตายในท่ีสุด

ในการใช้ไส้เดือนฝอยน้นั ควรเกบ็ ในทเี่ ย็น
อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส ใชไ้ ส้เดอื นฝอยโดยราดหรือพ่น

หลงั จากการใหน้ า้ แกต่ ้นพืช ขณะมคี วามชืน้ ช่วงเวลาเย็นๆ
เนอ่ื งจากไสเ้ ดือนฝอยจะไม่ทนทานตอ่ สภาพทีแ่ หง้ แล้งหรือถกู
แสงแดด

การพ่นไส้เดือนฝอย ควรปรับหวั ฉดี ให้เป็นฝอย
ละเอียดพน่ ชา้ ๆ ทงั้ บนผิวใบและใตใ้ บ

2.5การใชแ้ มลงตัวหา้ ตัวเบียน
ตวั ห้า เป็นส่งิ มชี ีวิตที่ทาใหศ้ ัตรพู ชื ตายด้วยการ

กดั กนิ ดดู กนิ ศัตรูพืชเปน็ อาหาร มักมีขนาดใหญ่กวา่ ศัตรพู ืช
ไดแ้ ก่ มวนพฆิ าต มวนเพชรฆาต ดว้ งเต่าตัวหา้ แมลงช้างปีก
ใส ไรตวั หา้ แมลงหางหนบี กบ

ตวั เบียน ทาใหศ้ ตั รูพืชตายโดยการอยู่อาศัย
และขยายพนั ธ์ภุ ายในหรือบนตัวศัตรูพชื มขี นาดเล็กกวา่ ศัตรพู ืช
ทาลายศัตรูทีล่ ะตัวและขยายพันธุ์ได้มาก ไดแ้ ก่ แตนเบยี นชนิด
ตา่ งๆ

3. การปอ้ งกนั กาจดั โดยใชส้ ารสกดั จากพชื
พชื ที่นยิ มนามาใชส้ กดั เป็นสารควบคมุ โรคและ

แมลง คอื สะเดา เน่ืองจากในสะเดามีสารอะซาดิแรคติน
(Azadirachtin) ซึ่งมคี ุณสมบัตชิ ว่ ยในการปอ้ งกนั และกาจัดแมลง
ได้ ดังน้ี

สามารถใชฆ้ ่าแมลงได้บางชนิด ใชเ้ ป็นสารไลแ่ มลง
ทาใหแ้ มลงไม่กินอาหาร ทาใหก้ ารเจริญเติบโตของแมลงผิดปกติ
ยบั ยง้ั การวางไขแ่ ละการลอกคราบของแมลง ยับย้ังการสร้าง
เอนไซม์ในระบบยอ่ ยอาหารของแมลง

ชนิดของแมลงท่สี ามารถกาจัดไดด้ ้วยสะเดา
1) ชนิดทใ่ี ช้แล้วไดผ้ ลดี

ไดแ้ ก่ หนอนใยผัก หนอนหนังเหนียว หนอน
กระทู้ชนดิ ตา่ งๆ หนอนกัดกินใบ หนอนเจาะยอด หนอนชอนใบ
หนอนมว้ นใบ หนอนหัวกะโหลก

2) ชนดิ ทใ่ี ชแ้ ลว้ ไดผ้ ลปานกลาง
ไดแ้ ก่ เพลย้ี จ๊ักจ่นั หนอนเจาะสมอฝ้าย

หนอนตน้ กล้าถั่ว หนอนเจาะดอกกล้วยไม้ แมลงหว่ีขาว
แมลงวันทอง เพลี้ยไก่แจ้ เพลีย้ อ่อน

3) ชนดิ ที่ใช้แลว้ ได้ผลนอ้ ย
ไดแ้ ก่ หนอนเจาะฝักถ่ัว เพลี้ยไฟ ไรแดง

ตวั เต็มวัยของมวน และด้วงชนิดต่างๆ
พืชผกั ทใ่ี ช้สารสกัดจากสะเดาไดผ้ ล ได้แก่ คะน้า

กวางตงุ้ ผกั กาดหอม กะหล่าปลี กะหลา่ ดอก แตงกวา แตงโม
แตงเทศ มะเขือยาว หนอ่ ไม้ฝรั่ง ขา้ วโพดอ่อน พริกขี้หนู
ตาลงึ มะนาว มะกรูด

ขอ้ จากดั ในการใชส้ ารสกดั จากสะเดา
1. ในเมล็ดของสะเดามีสารเคมีท่ใี ช้ควบคุมแมลง
ศตั รูพืชสะสมอยู่มากกวา่ สว่ นอืน่ ๆ ของสะเดา แตส่ ะเดาไม่
สามารถออกผลไดต้ ลอดท้ังปี
2. สารสกัดจากสะเดาเปน็ พิษต่อพืชผักบางชนดิ ทา
ให้มีใบสีม่วงดา่ ง จุดไหม้อาจเกิดอาการเหยี่ วย่นและแคระแกรน
จงึ หา้ มฉีดพน่ สารสกดั จากสะเดาบนพชื ที่ยังไม่เคยมีการทดลอง
และแนะนามากอ่ น
3. แสงแดดจะทาลายคุณสมบตั ิของสารสกัดจาก
สะเดาใหส้ ลายตวั ภายในเวลา 1 สัปดาห์ แต่การใช้ผงเมลด็ ของ
สะเดาทางดนิ จะอยไู่ ด้นานถงึ 1 เดือน
4. การใช้สารสกัดจากสะเดาในการควบคมุ แมลง
ศัตรูพชื แต่ละชนิดจะแตกตา่ งกนั และไม่ครอบคลุมอย่างกว้างขวาง
จาเป็นตอ้ งพจิ ารณาใช้รว่ มกับวธิ ีการอื่นๆ ทเี่ หมาะสมอีกดว้ ย

วิธีการเก็บเมล็ดสะเดาแหง้
1. ใช้ตาข่าย ถุงผา้ หรือแผน่ พลาสตกิ ปรู องรบั โคน
ตน้ เพ่อื รองรับผลสะเดาทีร่ ว่ งหล่นลงมาในขณะทต่ี ัดช่อสะเดาแก่
บนต้น
2. รวบรวมผลสะเดาสุกมาขย้ีกบั ทราย ตะแกรง
หรือกระดง้ ตาถ่ี เพือ่ ใหเ้ นอื้ ผลหลดุ ออกไป หรืออาจใช้เครื่อง
แยกเนื้อผลออกจากเมลด็ ซง่ึ สามารถทาไดใ้ นปริมาณมากและ
รวดเรว็
3. นาเมลด็ ท่ีได้ไปผ่ึงลมไว้ประมาณ 3 – 5 วนั
หรอื จนกว่าเมลด็ แห้งสนิทดี ไม่ควรตากแดดโดยตรงเพราะจะทา
ใหค้ ณุ ภาพของสารเคมีในเมล็ดลดลง
4. แยกเมลด็ ที่เนา่ เสยี หรอื ข้ึนราออกท้ิง สว่ นเมลด็
ที่ดีและแห้งแล้วให้บรรจลุ งในถุงตาขา่ ยพลาสติก หรือภาชนะที่
ระบายความชน้ื ได้ดี
5. จดั เกบ็ ถุงบรรจุเมล็ดสะเดาไวบ้ นไม้ยกพืน้ ในที่มี
อากาศถา่ ยเทได้สะดวก ไม่ควรวางซอ้ นกันหลายชนั้ จนเกินไป
เพราะจะทาใหม้ คี วามช้ืนสูง อาจเกดิ เช้ือราขนึ้ ได้
6. หากพบว่าถงุ ใดมีเชื้อราเกิดขน้ึ ให้แยกออกแล้ว
คดั เมล็ดเสียทง้ิ และนาเมลด็ ทเี่ หลือไปผ่ึงลมให้แหง้ สนิทอีกครงั้ (
เมลด็ สะเดาแหง้ ราคาซ้ือขาย กก.ละ 10 บาท)

วิธีสกัดสารจากเมลด็ สะเดา
1. นาเมลด็ สะเดามาตา หรอื บดให้ละเอยี ดแล้วใส่
ผงสะเดาท่ีไดล้ งในถัง
2. ใส่น้าลงในถงั อตั ราสว่ น สะเดาผงละเอียด 1กก.
ตอ่ น้า 20 ลติ ร แลว้ กวนใหเ้ ข้ากนั แชท่ ง้ิ ไว้ 1 คืน

3. กรองด้วยผา้ ขาวบางเน้ือละเอยี ด หากยังคงมี
เศษผงให้กรองซ้าจนไดส้ ารละเอียดที่สะอาดเพ่ือป้องกนั หวั ฉดี อดุ
ตัน สารละลายท่ไี ด้ต้องปราศจากตะกอน มีสีเหลืองขุ่น และ
กล่ินฉุน

4. ผสมสารจับใบลงไปในอัตราส่วน 1 ช้อนโตะ๊
ตอ่ สารละลายของสะเดา 20 ลติ ร หรือ 1 ปี๊บ คนใหเ้ ขา้ กนั
แลว้ นาไปฉดี พ่นทันที

5. ควรใชห้ ัวฉดี ฝอยปลายงอ เพอื่ ให้ละอองปลวิ จบั
ทั้งดา้ นลา่ งและดา้ นบนของใบพืชอยา่ งท่วั ถึง

6.ผงสะเดาท่ีเหลอื นามาผง่ึ ให้แห้ง ใช้เป็นอาหาร
สตั ว์ หรือนาไปโรยดนิ รอบโคนต้น เพื่อปรงั ปรุงสภาพดนิ ใหด้ ีข้ึน
และยงั มผี ลต่อการป้องกนั กาจดั ศัตรพู ชื บางชนดิ ในดนิ ได้ดีดว้ ย

4. การปอ้ งกันและกาจัดศัตรพู ชื โดยใช้สารเคมี
ในการปอ้ งกนั และกาจัดศตั รูพชื นน้ั เกษตรกรต้อง

หม่ันตรวจแปลงปลูกพชื ของตนอย่างสม่าเสมอ เพื่อการพยากรณ์
สถานการณ์ของศัตรูพชื ในแปลงของตน แล้วจึงพิจารณาเลือก
วธิ ีการปอ้ งกนั และกาจัดท่เี หมาะสม ในกรณีทใี่ ช้เช้อื จุลินทรยี ์
หรอื สารสกัดจากพืชธรรมชาตแิ ลว้ ยงั ไม่สามารถยับยง้ั การระบาด
ของศตั รูพชื ได้ จึงใช้สารเคมใี นการควบคมุ ศตั รูพชื นัน้ ๆ โดย
พจิ ารณาจาก

- เปน็ สารเคมที เ่ี หมาะสมกับศัตรพู ืชชนดิ นน้ั
- สารเคมีนนั้ สลายตัวเรว็
- ใชอ้ ตั ราทเี่ หมาะสมตามคาแนะนา
- เว้นระยะการเกบ็ เกี่ยวผลผลติ ตามคาแนะนา เพ่ือ
ไม่ใหม้ สี ารพษิ ตกค้างในพชื ผัก

การวนิ จิ ฉยั โรคพืช

1. โรคพืช
หมายถึง พืชทแ่ี สดงอาการผิดปกติจนทาให้

ปริมาณและคุณภาพของผลผลิตลดลง โรคพืชจะเกิดไดจ้ ากพืช
อ่อนแอต่อการเกิดโรคเชอื้ สาเหตขุ องโรค และสภาพแวดล้อมท่ี
เหมาะสมต่อการเกดิ โรค

สาเหตุการเกดิ โรค
สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คอื จาก
สิง่ ไมม่ ีชีวิตและสงิ่ มชี ีวติ
1.1สาเหตจุ ากส่งิ ไม่มีชวี ติ ได้แก่

1) สิ่งแวดล้อมเป็นพษิ ทางอากาศ
อาการท่ีพบ เป็นแผลชมุ่ น้าบนผวิ พืช

เนอ้ื เยอ่ื ตาย ขอบใบเหลอื ง ซงึ่ เป็นมากน้อยขนึ้ กบั ความทนทาน
ของพืชชนิดนนั้ ๆ

2) ผลจากการใชส้ ารเคมีกาจัดพืช
อาการท่พี บ แบง่ ออกเปน็ 2

ลักษณะ
- สารเคมีประเภทดดู ซึม ใบเหลืองแห้ง

ตายลามส่สู ว่ นต่างๆ ทาให้รากแห้งตาย บางชนิดทาให้ใบเลก็
เรยี ว ปลายใบเป็นเสน้ ยาว

- สารเคมปี ระเภททาลายเฉพาะใบ
วัชพชื ใบเปน็ จดุ แห้งตาย และมักมีเชอื้ ราเข้าไปทาลายซา้ เตมิ

3) การไดร้ บั แรธ่ าตุอาหารมากหรือน้อยเกินไป
อาการทพี่ บ แบง่ ออกเปน็ 2 กลุ่ม

คอื
- อาการหลกั คือ ใบเหลือง ไดแ้ ก่

เหลอื งทงั้ ใบ เหลอื งระหวา่ งเส้นใบ
- อาการหลักไมใ่ ช่ใบเหลือง อาจเป็นสี

เขียวเขม้ จัด ใบอ่อน ตายอดเสียหาย
4) สภาพดินเคม็
อาการทพ่ี บ ใบสเี ขียวเขม้ ขอบใบ

แห้งตาย มักพบในบรเิ วณที่แหง้ แล้ง พบอาการท้ังตน้ และ
ผลผลติ ลดลง

5) สภาพอากาศหนาวเยน็
อาการทพ่ี บ แห้งตายระหวา่ งเสน้ ใบ

เปน็ วงโตๆ และเช้ือราเขา้ ทาลายซา้
6) ลมพดั แรง
อาการทีพ่ บ ตน้ พืชเสยี ดสีกัน เกดิ

แผลและใบหักพบั ฉีกขาด

1.2 สาเหตุทเี่ กิดจากสิ่งมชี ีวิต ได้แก่
1) เช้ือรา ( Fungi )
พบอาการมากมายหลายแบบ ถา้

อากาศมคี วามชน้ื มากอาจจะพบเส้นใยและสปอรข์ องเชื้อราได้
ตวั อยา่ งโรคทเ่ี กิดกบั พชื เช่น โรคใบจุด โรคสแคป โรครากเน่า-
โคนเน่า โรคเน่าระดบั ดนิ โรคแอนแทรกโนส โรคใบไหม้ โรค
เหีย่ ว โรคราสนิม โรคราแปง้ โรคราน้าคา้ ง

2) แบคทเี รีย ( Bacteria )
อาการทพ่ี บ โดยมากมักเป็นจุดฉ่าน้า

เนา่ ถ้าในอากาศมคี วามชน้ื สูง อาจพบเมอื กแบคทีเรยี ทะลัก
ออกมาจากแผล ตัวอย่างโรคทีเ่ กิดกบั พืช เช่น โรคเห่ยี ว
โรคเนา่ เละ โรคเนา่ ดา โรคขอบใบแห้ง โรคแคงเกอร์

3) ไส้เดอื นฝอย ( Nematode )
อาการที่พบ ตน้ ชะงักการเจริญเตบิ โต

รากถกู ทาลาย เกิดรากปม รากเป็นแผล หรือบิดเบ้ยี ว เป็นตน้
ตัวอยา่ งโรคที่เกดิ กบั พชื เช่น โรครากปม

4) ไวรสั ( Virus )
อาการที่พบ พืชแสดงอาการซีดเหลือง

ด่าง ใบบิดเบยี้ วเสียรปู ร่าง พบแมลงปากดดู เปน็ พาหะของโรค
ตัวอยา่ งโรคทเ่ี กิดกับพชื เชน่ โรคใบด่าง โรคใบหงิกเหลือง

5) ไฟโตพลาสมา ( Phytoplasma )
อาการที่พบ ต้นพืชชะงกั การ

เจริญเติบโต เหลือง การแตกยอด ใบ ตา ผดิ ปกติ ตวั อย่าง
โรคทีเ่ กิดกับพชื เช่น โรคใบขาว โรคพุ่มไม้กวาด

6) สาหรา่ ย (Algal disease )
อาการท่ีพบ พบสาหร่ายเปน็ กลุ่มๆ สี

คล้ายสสี นิมบนสว่ นของพืช เช่น ใบ ซ่ึงจะดูดกินนา้ เลยี้ งจากพืช
อาศยั และทาให้พชื สงั เคราะหแ์ สงนอ้ ยลง

7) พืชชนั้ สูง เช่น กาฝาก ฝอยทอง
อาการที่พบ สว่ นของรากพชื เหลา่ นี้ฝงั

ลกึ ลงไปดูดกนิ นา้ เล้ียงจากพชื อาศัย ทาให้ชะงักการเจรญิ เติบโต
ยอดบิดเบี้ยวและเหลอื งตายในท่ีสดุ

8) แมลงและสตั ว์ศตั รูอื่นๆ
อาการทีพ่ บ รอ่ งรอยการกดั กนิ ตาม

ส่วนตา่ งๆ ของพชื หรอื บางชนิดอาจดูดกนิ น้าเล้ียง ทาให้
เนอ้ื เย่ือบิดเบีย้ ว

2. การวินิจฉยั โรคพชื
2.1 โรคท่เี กิดจากเชอื้ รา
เชอ้ื รา จดั ว่าเป็นสาเหตขุ องโรคพชื ทสี่ าคญั มี

ลักษณะการทาลายได้หลายแบบ สามารถเข้าทาลายพืชได้แทบ

ทุกชนิด ทั้งที่อยใู่ นแปลงปลูกและผลผลติ ที่เกบ็ เกีย่ วแล้ว
สามารถปรบั ตวั ให้มชี วี ิตอยู่ในอากาศ ดิน และน้า ได้ ดงั นั้น
การวนิ จิ ฉัยโรคทเ่ี กิดจากเช้อื ราใหถ้ กู ต้องและชดั เจน จะส่งผลถึง
การป้องกนั กาจัดทถ่ี ูกต้องเหมาะสมต่อไป

ลักษณะอาการของโรค มีอาการใบจุด ราก
เนา่ -โคนเนา่ เน่าระดับดนิ ( เนา่ คอดนิ ) เหี่ยว แอนแทรคโนส
แห้งหรอื ไหม้ ราสนมิ ราเขม่าดา ราแป้ง ราน้าคา้ ง

2.2โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย
แบคทเี รีย เปน็ สาเหตทุ ่ีมีขนาดเลก็ มาก

สามารถทาลายพืชไดเ้ กอื บทุกชนิด ลกั ษณะอาการคอ่ นข้าง
จาเพาะชดั เจน ดังนน้ั การวินจิ ฉยั โรคที่เกี่ยวกบั เชื้อแบคทีเรยี
เบ้ืองต้น จึงสามารถดไู ดจ้ ากอาการท่ีแสดงบนพชื ได้

ลักษณะอาการของโรค มีอาการใบจุด เนา่ เละ
ไหม้ เหีย่ ว แคงเกอร์ และปุ่มปม

2.3โรคท่ีเกดิ จากไส้เดือนฝอย
ไสเ้ ดอื นฝอย เปน็ สาเหตขุ องโรคพืชมีขนาด

ใหญ่ทส่ี ดุ แต่ก็ยังไมส่ ามารถมองเหน็ ไดด้ ว้ ยตาเปล่า การ
วนิ ิจฉัยโรคที่เกดิ จากไสเ้ ดือนฝอยสามารถวนิ จิ ฉัยไดโ้ ดยใช้ กล้อง
จลุ ทรรศน์ หรอื ดูจากอาการทเ่ี กิดขนึ้ บนพชื ก็ได้

ลักษณะอาการของโรค อาการรากปม รากมี
แผล มีการแตกแขนงของรากมากกวา่ ปกติ ปลายรากถูกทาลาย
พืชชะงักการเจริญเติบโต ตน้ แคระแกรน็ ใบเหลอื งรว่ งหล่น ใบ
มว้ นงอผดิ รปู ร่าง พืชเห่ยี วเฉาในเวลากลางวนั ชอ่ ดอกสนั้ เมล็ด
เปลย่ี นเป็นสีน้าตาล หรือดา

2.4โรคทเี่ กิดจากเชื้อไวรัส
ไวรัส เป็นสาเหตโุ รคพชื ทีม่ ีขนาดเลก็ มาก

สามารถเข้าทาลายพืชไดม้ ากมายหลายชนดิ ลักษณะอาการ
คลา้ ยๆกับการขาดธาตุอาหาร และเกดิ จากสารพษิ แต่พืชทเี่ ปน็
โรคจากเชอื้ ไวรสั น้ีจะสามารถติดตอ่ ไปยังพชื อ่นื ๆได้โดยการสัมผัส
น้าค้ันจากตน้ เปน็ โรค แมลงพาหะ เช่น เพล้ียอ่อนตดิ ไปกบั
เมล็ด การตดิ ตาต่อกิง่ หรือแมก้ ระท่งั ต้นฝอยทอง เชื้อรา และ
ไส้เดือนฝอย กส็ ามารถถ่ายทอดโรคได้

ลักษณะอาการของโรค
- พืชแคะแกร็น ใบ ดอก ผล มขี นาดเล็กกวา่
ปกติ รปู ร่างบิดเบีย้ ว หงิกงอ ม้วน กา้ นใบ ข้อและปล้องสัน้
- พชื แสดงอาการเปล่ยี นสี หรอื สไี ม่สม่าเสมอ
- เกดิ ใบจดุ แผลบนใบ ผล ลกั ษณะของ
แผลเปน็ วงขอบไม่เรยี บ
- พชื แตกพุ่ม หรอื แตกตามากมายกว่าปกติ
หรือเป็นหมัน

2.5 โรคที่เกิดจากไฟโตพลาสมา
เช้ือไฟโตพลาสมาเป็นเช้ือสาเหตุโรคพชื ทม่ี ี

รปู รา่ งไม่แนน่ อนมีขนาดใหญ่กวา่ ไวรัส แต่เล็กกว่าแบคทีเรีย
สามารถทาให้พชื เกดิ โรคไดม้ ากมายหลายชนิด แต่ลักษณะอาการ
ท่ีเกดิ ขน้ึ มีไม่มากนกั ค่อนข้างจาเพาะและแนน่ อน

ลักษณะอาการของโรค
- อาการสเี ปลย่ี นแปลง เช่น ใบเหลือง ใบขาว
และดอกเขียว เปน็ ตน้
- ท่ตี าหรอื ใบยอด แสดงอาการแตกเปน็ ฝอยๆ
ขนาดเลก็ หรอื แตกเปน็ เกลด็ เลก็ ๆ
- ตน้ พืชชะงกั การเจริญเติบโต แคระแกรน็
ยอดตาย
- ยอดหรือตาข้างแตกมากกว่าปกติ เปน็ พุ่ม
แนน่ ขอ้ ปลอ้ งสัน้ ผดิ ปกติ รวมเรยี กอาการเหล่าน้วี ่า อาการ
แตกพุ่มแจ้ หรอื พุม่ ไมก้ วาด

การอนุรักษแ์ มลงทม่ี ีประโยชน์

เป็นการใช้ประโยชน์จากแมลงศตั รูธรรมชาติ ได้แก่
1) ตัวเบียน สว่ นใหญห่ มายถงึ แมลงเบยี นท่ี

อาศยั แมลงศตั รูพชื เพ่ือการดารงชีวติ และการสืบพันธุ์ซึง่ ทาให้
แมลงศัตรูพชื ตายในระหวา่ งการเจริญเตบิ โต

2) ตัวหา้ ได้แก่ สิ่งมีชวี ติ ที่ดารงชีวติ โดยการ
กนิ แมลงศัตรพู ชื เปน็ อาหารเพ่ือการเจริญเติบโตจนครบวงจรชวี ติ
ตวั หา้ พวกน้ีได้แก่

สตั วท์ ่ีมกี ระดูกสนั หลัง ไดแ้ ก่ สตั วป์ กี เช่น
นก สัตว์เลอื่ ยคลาน เช่น งู กงิ้ ก่า สตั วค์ รึง่ บกคร่ึงน้า เชน่
กบ

ตวั ห้าส่วนใหญ่ทีม่ ีความสาคัญในการควบคุม
แมลงและไรศตั รูพืช ไดแ้ ก่ สัตวม์ ีกระดูกสันหลัง เชน่ แมงมุม
ไรตวั ห้า และตัวห้าส่วนใหญ่ ได้แก่ แมลงห้า ซ่ึงมีมากชนดิ และมี
การขยายพันธไุ์ ดร้ วดเรว็

การอนรุ กั ษแ์ มลงทม่ี ีประโยชนส์ ามารถทาไดโ้ ดย
1) การไม่ใชส้ ารเคมี เนอื่ งจากสารเคมที าลายท้ังแมลง
ศัตรูพืชและแมลงศัตรธู รรมชาตทิ ี่มีประโยชน์ด้วย
2) ปลูกตน้ ไม้สีสดๆ เช่น บานชนื่ ทานตะวนั
บานไมร่ ู้โหย ดาวเรอื ง ดาวกระจาย เปน็ ต้น โดยปลูกไว้รอบ
แปลง หรือปลกู แซมลงในแปลงเพาะปลูก สขี องดอกไม้จะดึงดดู
แมลงนานาชนดิ และจานวนนั้นก็มแี มลงศัตรูธรรมชาติดว้ ย จึง


Click to View FlipBook Version