แบบทดสอบปลายภาคเรยี น
ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564 โรงเรยี นขนุ ไกรพิทยาคม
รหสั วิชา ว33225 รายวชิ า เคมี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6
คำอธิบาย
1. ข้อสอบมที ั้งหมด 2 ตอน (8 หน้า) รวม 55 คะแนน
ตอนที่ 1 แบบเลือก 1 คำตอบ : จำนวน 55 ขอ้ รวม 55 คะแนน
2. กอ่ นตอบคำถามให้เขียนชือ่ – นามสกลุ เลขที่ ชนั้ รหสั วชิ า และรายวิชา
บนกระดาษคำตอบให้ชัดเจน
3. ในการตอบแบบเลือก 1 คำตอบให้ใช้ดินสอเบอร์ 2B ระบายวงกลมตัวเลือกคำตอบให้เต็มวง (ห้าม
ระบายนอกวง) ถ้าต้องการเปล่ียนตัวเลือกใหม่ ต้องลบให้สะอาดจนหมดรอยดำ แล้วจงึ ระบายวงกลม
ตัวเลอื กใหม่
4. หากมขี ้อสงสยั ใหส้ อบถามกับผู้คุมสอบเท่านน้ั
5. หากพบการทจุ ริตในการทำแบบทดสอบ กรรมการคมุ เข้าสอบจะปรบั ตกในรายวิชานน้ั ทันที
6. หา้ มนำข้อสอบและกระดาษคำตอบออกจากห้องสอบโดยเด็ดขาด
ข้อสอบผ่านการตรวจแลว้
...............................................................ผ้อู อกข้อสอบ
...............................................................หวั หนา้ กลุ่มสาระการเรียนรู้
...............................................................คณะกรรมการวชิ าการ
...............................................................ผบู้ รหิ าร
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น ปลายภาคเรยี นที่ 1 วชิ าเคมี ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6 หนา้ 2
ตอนที่ 1 ให้นกั เรียนใช้ดนิ สอระบายลง ในกระดาษคำตอบขอ้ ทถ่ี ูกท่ีสุดเพยี งข้อเดียว
ผลการเรียนรู้ 4. ข้อใดเปน็ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอ่ิมตัว
- ระบุประเภทของสารประกอบอนิ ทรยี โ์ ดยใชห้ มู่ฟังก์ชนั 1. C6H6 2. C6H5CH3
เปน็ เกณฑ์ พร้อมทั้งยกตวั อยา่ ง 3. C9H20 4. C7H14
- บอกประเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนโดยใชพ้ นั ธะ 5. สารประกอบในข้อใดท่จี ัดอยใู่ นพวกไม่อม่ิ ตวั ซง่ึ สามารถทำ
ในโมเลกลุ และสมบตั บิ างประการเป็นเกณฑ์ พร้อมท้ัง
ยกตวั อย่าง ปฏิกริ ิยากบั Br2 ใน CCl4 ได้
- เขียนไอโซเมอรโ์ ครงสรา้ งของสารประกอบอนิ ทรีย์ 1. C4H10 , C6H6 2. C5H10 , C6H12
ประเภทตา่ งๆ 3. C4H8 , C4H10 4. C5H12 , C6H10
คำชแ้ี จง สารประกอบท่ีมีสูตรโมเลกลุ ต่อไปนีใ้ ชต้ อบคำถาม
1. ขอ้ ใด ไม่ใช่ สารอินทรยี ์ทัง้ หมด
1. เมนทอล กรดซิตริก แปง้ ขอ้ 6 – 8
2. การบูร กรดกำมะถนั พลาสตกิ
3. คาเฟอนี กรดอะมิโน แกส๊ หุงต้ม ก. C6H14 ข. C6H12
4. ลกู เหม็น กรดนำ้ สม้ น้ำมนั ถ่ัวเหลือง ค. C6H10 ง. C6H6
6. สารประกอบกล่มุ ใดเป็นสารประกอบอิ่มตวั
2. ธาตคุ ใู่ ดไม่เป็นไอโซเมอร์ซ่ึงกนั และกนั
1. ethyl ether กับ butanol 1. ก และ ข 2. ข และ ค
2. pentanal กับ pentanone
3. formaldehyde กบั formic acid 3. ค และ ง 4. ก และ ง
4. ethyl acetate กับ methyl propanoate
7. สารประกอบใดสามารถเขียนโครงสรา้ งเป็นสารประกอบ
3. ข้อใดสรปุ ผดิ เกย่ี วกับสมบัตขิ องสาร ก-ค
ก. CH3COOCH3 ไฮโดรคาร์บอนแบบวงประเภทแอลเคนได้
ข. CH3CH2CH2OH
ค. CH3CH2COOH 1. ก 2. ข
1. สาร ค ละลายน้ำไดด้ ีท่ีสดุ 3. ค 4. ง
2. จุดเดือดของสารเรยี งลำดับดงั นี้ ค > ข > ก
3. สาร ข และ ค สามารถทำปฏกิ ริ ิยากับโซเดียมแลว้ เกดิ 8. สารประกอบในขอ้ ก สามารถเขียนแบบโครงสรา้ ง ไอโซ
ฟองแกส๊ เมอร์ไดก้ ี่ ไอโซเมอร์
1. 6 2. 5
3. 4 4. 3
9. ของสารในข้อใดท่ี ไม่ เป็นไอโซเมอร์กนั
1. (CH3)3N กบั CH3CH2NHCH3
2. CH3OCH3 กับ CH3CH2OH
4. สาร ข เมือ่ ละลายนำ้ จะเปลย่ี นสกี ระดาษลติ มัสจากสีน้ำ 3. CH3CH2C(CH3)3 กับ CH3(CH2)4 CH3
เงนิ เปน็ แดง 4. CH3CH2COOH กบั
( ตอ่ หน้า 3 )
โรงเรยี นขนุ ไกรพิทยาคม สำนกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษา มธั ยมศกึ ษา เขต ๓๘
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น ปลายภาคเรยี นที่ 1 วชิ าเคมี ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 6 หนา้ 3
10. ข้อใดต่อไปน้ีเป็นไอโซเมอร์กบั CH3CH2CH2OH 4. ให้กา๊ ซ O2 และ H2O พร้อมกับปลอ่ ยความรอ้ น
1. CH3CH = CH2 2. CH3CH2OCH3
3. 4. ออกมาดว้ ย
11. ขอ้ ใดอา่ นชื่อสารประกอบอินทรยี ์ดา้ นล่างได้ ถกู ต้องท่ีสุด ช้แี จง พจิ ารณาสารต่อไปน้ี แล้วตอบคำถามข้อ 16 – 18
a. CH3CH2COH b. CH3OCH2CH3
c. d.
1. 2,7,7-trimethyl-5-ethyl nonane e. CH3CH2CONH2 f. CH3CH2CH2OH
2. 5-ethyl-2,7,7-trimethyl nonane g. CH3CH2CH2NH2 h. CH3COCH3
3. 5-ethyl-3,3,8-trimethyl nonane 16. สารอินทรยี ป์ ระเภทใดถือเปน็ สารประเภทเดียวกนั
4. 3,3,8-trimethyl-5-ethyl nonane 1. c , d 2. e , g
12. จาก ข้อ 11 สูตรโมเลกุลทว่ั ไปของสาร คอื ข้อใด 3. c , h 4. a , f
1. C14H24 2. C14H26 17. สารอนิ ทรีย์ในข้อใดเปน็ เบสแกท่ ่สี ุด
3. C14H28 4. C14H30
13. ขอ้ ใด ไมใ่ ช่ สารอินทรยี ์ทงั้ หมด 1. a 2. e
1. เมนทอล กรดซติ ริก แป้ง 3. f 4. g
2. การบูร กรดกำมะถัน พลาสติก 18. สารอินทรยี ใ์ นข้อใดเป็นไอโซเมอร์กนั
3. คาเฟอีน กรดอะมโิ น แกส๊ หุงตม้ 1. a , f 2. a , h
4. ลกู เหมน็ กรดนำ้ สม้ นำ้ มนั ถว่ั เหลอื ง 3. b , h 4. a , b , f
14. การเกิดพนั ธะระหวา่ งอะตอมของคารบ์ อนกับคาร์บอน เกิด คำช้ีแจง ใชข้ ้อมูลตอ่ ไปน้ี ตอบคำถาม ขอ้ 19 – 20
ไดก้ ่ีชนดิ ก. ข.
1. 2 ชนดิ 2. 3 ชนดิ ค.
3. 4 ชนดิ 4. 5 ชนดิ
15. สารประกอบไฮโดรคาร์บอนเกิดการเผาไหม้กับกา๊ ซ O2 ง.
19. สารในขอ้ ใดมจี ุดเดอื ด ต่ำ ทส่ี ุด
อยา่ งสมบูรณ์ จะให้กา๊ ซอะไร และพร้อมกับปล่อยอะไรออกมา
1. ก. 2. ข.
ดว้ ย 3. ค. 4. ง.
20. สารในข้อใดมจี ุดเดือด สูง ท่ีสุด
1. ใหก้ า๊ ซ CO2 และ H2O พรอ้ มกบั ปล่อยความรอ้ นออกมาฃ 1. ก. 2. ข.
3. ค. 4. ง.
ด้วย
( ต่อหน้า 4 )
2. ใหก้ า๊ ซ O2 และ H2พรอ้ มกบั ปล่อยความร้อนออกมาดว้ ย
3. ใหก้ ๊าซ C2 และ H2O พร้อมกับปล่อยความร้อนออกมา
ด้วย
โรงเรยี นขนุ ไกรพิทยาคม สำนักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศกึ ษา มัธยมศึกษา เขต ๓๘
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น ปลายภาคเรียนท่ี 1 วิชาเคมี ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6 หนา้ 4
ผลการเรียนรู้ 24. กำหนดสูตรโครงสรา้ งของสารต่างๆ ต่อไปนี้
- ทำการทดลอง รวบรวมขอ้ มูล แปลความหมายข้อมลู และ ก. CH3OCH2CH3 ข.
สรปุ ผลการทดลอง เกย่ี วกบั
21. . ในปฏิกริ ยิ า X + HBr → C5H9Br X ควรเป็นสารในข้อ ค. ง. CH3CH2NH2
ใด จ. ฉ.
1. butyne 2. pentyne
3. hexyne 4. heptyne จงเรยี งลำดบั ชนดิ ของช่ือหมู่ฟังก์ชนั ต่อไปน้ี เอสเทอร์
22. กำหนดให้ เอไมด์ คโี ตน แอลดีไฮด์ ตามลำดับ
⎯H⎯2S⎯O4→ สาร A 1. จ ค ข ฉ 2. จ ง ข ฉ
สาร A + สาร B → สาร C (มกี ลน่ิ หอม)
ชือ่ หมู่ฟงั กช์ นั ของสาร A B และ C ตามลำดบั คือข้อใด 3. ก ง จ ฉ 4. ก ค จ ข
1. เอสเทอร์ แอลกอฮอล์ คารบ์ อกซิล
2. คาร์บอกซิล แอลกอฮอล์ อเี ทอร์ 25. สารประกอบคูใ่ ดจัดเปน็ ไอโซเมอรก์ ัน
3. คาร์บอกซิล อเี ทอร์ แอลกอฮอล์
4. คาร์บอกซลิ แอลกอฮอล์ เอสเทอร์ 1. pentanol กับ pentanal
23. จากปฏิกิริยาเคมีดา้ นลา่ ง
A + H2O ⎯⎯ด่าง→B + NH2CH2CH3 2. butanoic กบั butylformate
B + เอทานอล ⎯⎯กรด→ 3. cis-1-butene กับ trans-1-butene
4. 2-methylpropene กับ methylcyclopropane
26. สารทีม่ สี ูตรโมเลกลุ C5H10 มีชือ่ เรียกใดต่อไปนี้
1. ไซโคลเพนเทน 2. เพนเทน
3. เฮกเซน 4. เพนไทน์
27. ข้อใดสรปุ เกี่ยวกบั ปฏิกริ ิยาของสารประกอบ
ไฮโดรคาร์บอนต่อไปน้ี ขอ้ ใดถูกต้อง
1. แอลเคนเกิดปฏิกิริยาเผาไหม้ใหค้ วนั สดี ำมากกว่า
สาร A และ B มีสตู รโครงสรา้ งดังข้อใด ตามลำดับ แอลคีน
2. แอลคนี เกิดปฏิกิริยาการเตมิ ไดด้ ีกวา่ ปฏิกริ ยิ าแทนท่ี
1. และ 3. แอลเคนฟอกจางสีสารละลาย KMnO4 ไดด้ ีกวา่
แอลคนี
2. และ 4. สารประกอบแอลไคน์มีสมบัติทางเคมีท่วั ไปเหมือน
แอลเคน
3. และ
4. และ ( ต่อหน้า 5 )
โรงเรียนขุนไกรพิทยาคม สำนักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษา มัธยมศึกษา เขต ๓๘
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน ปลายภาคเรยี นที่ 1 วชิ าเคมี ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 6 หนา้ 5
ผลการเรยี นรู้ 3. น้ำมนั ดบิ และน้ำมันหนิ เมอื่ นำมากลนั่ จะได้สารบาง
- อธบิ ายผลทีเ่ กิดจากการผลิตและการใช้ผลติ ภัณฑจ์ ากเชื้อเพลงิ ชนิดเหมอื นกนั คอื น้ำมันเบนซิน นำ้ มนั ดเี ซล นำ้ มัน
ซากดึกดำบรรพ์ ต่อชีวิตและส่งิ แวดล้อม เตา และบทิ เู มน
- อธิบายวิธกี ารนำผลติ ภัณฑ์จากเช้อื เพลงิ ซากดกึ ดำบรรพไ์ ปใช้ 4. การเผาถ่านหินชนิดแอนทราไซต์ ไมเ่ กิด CO NO2
อยา่ งเหมาะสม เพ่อื ให้เกดิ ความปลอดภัยต่อตนเอง ผ้อู ่นื และ และ SO2 ซ่งึ เป็นก๊าซพิษ เพราะแอนทราไซต์ไมม่ ี
ส่งิ แวดล้อม ธาตุ N และ S
- อธิบายความหมายของเช้ือเพลิงซากดึกดำบรรพ์ ปโิ ตรเลยี ม เลข 31. สารท่ีเติมลงไปในน้ำมันไรส้ ารตะกั่วเพ่ือเพมิ่ ค่าออกเทน
ออกเทน เลขซีเทน ปิโตรเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีข้นั ตน้ แทนเตตระเมทิลเลด คือข้อใด
อุตสาหกรรมปิโตรเคมขี ั้นต่อเนอื่ ง พอลเิ มอร์ มอนอเมอร์ พลาสตกิ 1. ไอโซออกเทน
เส้นใยธรรมชาติ เสน้ ใยสงั เคราะห์ ยางธรรมชาติ ยางสงั เคราะห์ 2. แอลฟาเมทิลแนฟทาลีน
และกระบวนการวลั คาไนเซชัน
3. เมทลิ เทอรเ์ ชยี ร์บิวทลิ อีเทอร์
28. แหลง่ เชอ้ื เพลงิ ซากดกึ ดำบรรพ์ในข้อใดทยี่ งั ไมไ่ ด้นำมาใช้ 4. ไอโอโดฟอรม์
32. กำหนดให้
ประโยชน์ในประเทศไทย
ก. CH3(CH2 )4 CH3 ⎯ต⎯ัวเร่ง⎯ปฏิก⎯ริ ยิ า→
1. หนิ นำ้ มัน 2. ถ่านหินซบั บิทูมนิ ัส
3. ก๊าซธรรมชาติ 4. ถ่านหนิ บทิ ูมนิ ัส
29. น้ำมันเบนซนิ โดยทัว่ ไปที่ใช้เป็นเชื้อเพลงิ สำหรบั เคร่ืองยนต์ ข . ⎯ต⎯ัวเรง่ ⎯ปฏิก⎯ริ ิยา→
นน้ั จัดเป็นสารประกอบประเภทใด
1. ไฮโดรคาร์บอนซึง่ เรียกว่าเบนซีน (C6H6)
2. ไฮโดรคารบ์ อนทมี่ ีจำนวนคารบ์ อน 7 – 9 อะตอม ค. ⎯ต⎯วั เร่งป⎯ฏิก⎯ิริย→า
3. ไฮโดรคาร์บอนที่ผสมกับเอทลิ แอลกอฮอล์ 20%
4. ไฮโดรคาร์บอนท่ปี ระกอบดว้ ยไอโซออกเทนผสมกับ ปฏกิ ริ ยิ าทัง้ สามมชี ื่อเรยี กว่าอย่างไร ตามลำดับ
เฮปเทน 1. รีฟอรม์ มิง โอลิโกเมอไรเซชนั แอลคิเลชัน
30. ข้อความในข้อใด ถูกต้อง 2. รีฟอร์มมงิ รวมตัว รวมตวั
1. ปริมาณคารบ์ อน และออกซิเจนในถ่านหนิ มผี ลต่อ 3. รฟี อร์มมงิ รวมตัว แอลคเิ ลชัน
พลังงานความรอ้ นที่ไดจ้ ากการเผาไหมถ้ ่านหิน คอื ถ้า 4. โอลโิ กเมอไรเซชัน แอลคิเลชัน รฟี อรม์ มิง
มคี าร์บอนมาก ออกซิเจนนอ้ ยจะใหพ้ ลงั งานความรอ้ น
น้อย 33. จะใช้วิธใี ดในการเปลยี่ นไฮโดรคารบ์ อนแบบวงปิด ให้ เปน็
2. เมื่อเผาหินนำ้ มันท่ี 500 C สารเคโรเจนจะละลาย ไฮโดรคาร์บอนชนดิ อะโรมาติก
ตัวในน้ำมันดบิ และก๊าซธรรมชาติ
1. รฟี อร์มมิง 2. แอลคเิ ลชนั
3. โอลิโกเมอไรเซชนั 4. แตกสลาย
( ต่อหน้า 6 )
โรงเรียนขนุ ไกรพิทยาคม สำนกั งานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษา มธั ยมศึกษา เขต ๓๘
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น ปลายภาคเรียนท่ี 1 วชิ าเคมี ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 6 หน้า 6
34. ข้อความใดกล่าว ผดิ ในกระบวนการแตกสลายน้ำมนั ดบิ 38. น้ำมันดีเซลทม่ี เี ลขซีเทนเท่ากบั 55 หมายความว่า
1. ในอตุ สาหกรรมมักให้กระบวนการนี้เกิดข้ึนท่ีอุณหภมู ิ
ไม่สูงนกั แต่ต้องมีตวั เร่งปฏิกริ ิยา อยา่ งไร
2. ผลิตภัณฑท์ ไี่ ดบ้ างชนิดอาจเปน็ สารไมอ่ ิ่มตวั
3. ในปฏิกริ ิยาน้ีอาจมีปฏกิ ริ ยิ าการสญู เสยี ไฮโดรเจน 1. ประกอบดว้ ยซีเทน 55% และเบนซีน 45%
เกดิ ขน้ึ ดว้ ย
4. แอลเคนทีโ่ มเลกุลเปน็ สายทมี่ ีสาขาจะถูกเปน็ แอลเคน 2. น้ำมนั ดเี ซลท่เี ตมิ MTBE ลงไป 45%
ท่ี โมเลกุลเปน็ สายตรง ซึง่ ใช้ในนำ้ มนั เช้อื เพลิงรถยนต์
3. มสี มบัติในการเผาไหม้เหมอื นกบั มแี อลฟาเมทิลแนฟ-
35. นำ้ มนั เบนซินทม่ี ีค่าออกเทนเทา่ กบั 90 มสี มบตั ิการเผาไหม้
เชน่ เดยี วกับเชอื้ เพลงิ ทมี่ อี งค์ประกอบตามขอ้ ใด ทาลนี 55%
1. ไอโซออกเทน 90% และเฮปเทน 10% โดยมวล 4. มีสมบัติในการเผาไหม้เหมือนกบั นำ้ มันดีเซลท่ีมี
2. เฮปเทน 90% และไอโซออกเทน 10% โดยมวล
3. ไอโซออกเทน 90% และเตตระเอทิลเลด 10% โดยมวล CH3(CH2)12 CH3 55%
4. เฮปเทน 90% และเตตระเอทิลเลด 10% โดยมวล 39. การผลิตโพลสี ไตรีนโดยเริ่มต้นจากน้ำมนั ดบิ จะขาด
36. ขอ้ ความใดต่อไปนี้กลา่ วได้ ถูกต้อง
1. ไอโซเมอร์หน่ึงของออกเทนซึง่ มสี ตู รโครงสรา้ ง กระบวนการในข้อใดไมไ่ ด้
(CH3)2 CH − CH2 − CH2 − CH(CH3)2 มีคา่ 1. แตกสลาย 2. รฟี อร์มมิง
ออกเทนเป็น 100
2. น้ำมันเป็นซนิ ซึง่ เป็นเช้อื เพลิงในเครอื่ งยนต์ประเภท 4. แอลคิลเลชนั 4. โอลิโกเมอไรเซชัน
สนั ดาปภายในนนั้ มีคา่ ออกเทนตำ่ มาก
3. นำ้ มันกา๊ ดเปน็ เช้ือเพลิงสำหรบั เครือ่ งบนิ ไอพ่น มีจำนวน 40. ขอ้ ใด ไม่ใช่ ผลติ ภณั ฑ์อุตสาหกรรมปิโตรเคมีข้นั ต้น
คารบ์ อนในโมเลกลุ ตง้ั แต่ 10 – 14 อะตอม
4. แก๊สปิโตรเลียมเมอื่ นำมาทำการแตกสลายจะใหน้ ำ้ มัน ก. อีเทน ข. น้ำก๊าด ค. เอทิลนี
เบนซินซ่ึงใช้เป็นนำ้ มันเชอ้ื เพลงิ
37. สารทีเ่ ติมลงไปในน้ำมันไรส้ ารตะกวั่ เพื่อเพิ่มค่าออกเทน ง. พอลเิ อทิลีน จ. สไตรีน
แทนเตตระเมทลิ เลด คือข้อใด
1. ไอโซออกเทน 1. ก และ ง 2. ข และ ง
2. แอลฟาเมทลิ แนฟทาลีน
3. เมทิลเทอรเ์ ชียร์บวิ ทิลอเี ทอร์ 3. ก ข และ ง 4. ข ค และ จ
4. ไอโอโดฟอร์ม
41. ขอ้ ใดต่อไปนี้ ไมใ่ ช่ ผลติ ภัณฑ์จากอตุ สาหกรรมปิโตรเคมี
ทั้งหมด
1. ยางสงั เคราะห์ สีทาบ้าน สบู่
2. พีวซี ี แกส๊ หุงต้ม โฟม
3. ป๋ยุ เคมี โพลเี อทิลีน เสน้ ใยสงั เคราะห์
4. เมด็ พลาสตกิ ผงซกั ฟอก ยาฆ่าแมลง
ผลการเรียนรู้
- การเกิดพอลเิ มอรแ์ ละความสมั พันธร์ ะหว่างโครงสร้างกบั
สมบัตขิ องพอลิเมอร์
- อธิบายสมบัติของผลิตภัณฑ์พอลเิ มอรแ์ ต่ละชนิด รวมทงั้ การ
นำไปใช้ประโยชน์
- อธิบายความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยีท่นี ำมาใช้ในการพัฒนา
ผลติ ภณั ฑ์พอลเิ มอร์สังเคราะห์ และยกตวั อยา่ งการใช้ประโยชน์
จากผลิตภัณฑ์พอลเิ มอร์สงั เคราะห์
โรงเรียนขนุ ไกรพทิ ยาคม สำนกั งานเขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษา มัธยมศึกษา เขต ๓๘
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น ปลายภาคเรียนท่ี 1 วิชาเคมี ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 หน้า 7
- ทำการทดลอง รวบรวมขอ้ มูล แปลความหมายข้อมูล และ จ. CH2 = CH − C(CH3) = CH2
สรุปผลการทดลอง เกย่ี วกบั สมบตั บิ างประการของพลาสติกชนิด ข้อใดสรปุ ผดิ
ต่างๆ และการเตรียมเสน้ ใยสังเคราะห์
1. สาร ก และ สาร ข ใช้เตรยี มพอลเิ มอร์แบบควบแน่น
42. วัตถดุ บิ ในข้อใด ไมใ่ ช่ วัตถุดบิ ทนี่ ำมาสังเคราะห์ และแบบเตมิ ตามลำดับ
พอลเิ มอร์ 2. พอลเิ มอร์ท่เี กิดจากสาร ค รปู หนึ่งคอื โฟม เคยใช้เป็น
วสั ดทุ ำกระทง ซึ่งข้ันตอนการผลติ มีการใชส้ ารทำลาย
1. เซลลโู ลส 2. ก๊าซธรรมชาติ โอโซน
3. แนพทา 4. ปโิ ตรเลียม 3. สาร ง และ สาร จ ใชท้ ำเปน็ ยางสังเคราะห์ได้
4. พอลเิ มอร์แบบกิ่งจะเกดิ จากสาร ข ค และ จ
43. ขอ้ ใดจบั คชู่ นิดของสารทางซ้ายมือ กบั สารทเี่ ป็นตัวอย่าง 47. ข้อใดให้ตวั อยา่ งของพอลิเมอร์ชนิด โคพอลเิ มอร์ ฮอโมพอ
ลเิ มอร์ และพอลเิ มอร์ธรรมชาติ ได้ถกู ต้องตามลำดบั
ทางขวามอื ไดถ้ ูกต้อง 1. เอนไซม์ ไนลอน ไหม
2. เจลลาตนิ พีวีซี บกุ
ก. มอนอเนอร์ A แป้ง เซลลูโลส 3. สำลี พอลิไอโซปรีน นนุ่
4. ยางพารา พอลเิ อทลิ ีน ฝา้ ย
ข. โฮโมพอลิเมอร์ B กลโู คส กรดอะมิโน 48. ขอ้ ใดเปน็ การเลือกปฏบิ ัตไิ ดเ้ หมาะสมที่สดุ
1. เกบ็ ขวดน้ำพลาสตกิ ไมใ่ ชแ้ ล้วไว้ใสน่ ้ำมันเบนซนิ
ค. โคพอลเิ มอร์ C พอลเิ อสเทอร์ 2. ใชถ้ ว้ ยชามที่ผลิตจากพอลเิ อทลิ ีนอนุ่ อาหารในเตา
1. ก,A ข,B ค,C 2. ก,B ข,A ค,C ไมโคเวฟ
3. ใชพ้ ลาสติกที่เคลอื บดว้ ยพอลิเตตระฟลูออโรเอทิลีน
3. ก,C ข,A ค,B 4. ก,A ข,C ค,B
ในการทอดปลา
44. ในการสงั เคราะหพ์ ลาสติกนน้ั ต้องใชต้ ัวเรง่ ปฏกิ ิรยิ า 4. เก็บรวบรวมถว้ ยชามประเภทเมลามีนท่ชี ำรดุ ไวเ้ พื่อ
ที่เหมาะสมทำหนา้ ท่ีตามข้อใด การนำกลบั ไปใช้ใหม่
49. มอนอเมอร์ชนิดใดท่ีเม่ือนำไปทำพอลิเมอร์แล้วต้องเป็นโค-
1. เป็นตวั เรม่ิ ตน้ ในการทำใหเ้ กิดกระบวนการพอลิเมอ- พอลเิ มอรเ์ ท่านั้น
ไรเซชัน 1. CH2=CH2
2. HO–CH=CH–OH
2. เป็นวตั ถเุ สรมิ กำลังทำให้พลาสตกิ มีความแขง็ แรงมากขึ้น 3. NH2–CH–COOH
3. ชว่ ยให้พลาสติกหลอมเหลว CH3
4. CH2=CHCl
4. ชะลอให้กระบวนการพอลเิ มอไรเซชนั เกดิ ชา้ ลงเพ่ือผล
( ต่อหน้า 8 )
ทางการควบคมุ
45. สารจากธรรมชาตติ อ่ ไปนี้ สารใดจัดเป็น โคพอลิเมอร์
1. แป้ง 2. เซลลโู ลส
3. ยางธรรมชาติ 4. โปรตีน
46. กำหนดสารเคมใี หด้ ังนี้
ก. ข. CH2 = CHCl
ค. ง. CH2 = CH − CH = CH2
โรงเรยี นขนุ ไกรพทิ ยาคม สำนกั งานเขตพนื้ ที่การศึกษา มัธยมศกึ ษา เขต ๓๘
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น ปลายภาคเรยี นท่ี 1 วชิ าเคมี ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 หนา้ 8
50. โครงสร้างของสารใดจัดเปน็ โคพอลิเมอร์
1. แป้ง 2. โปรตีน
3. ยางพารา 4. เซลลโู ลส
51. พอลิเมอร์ท่ีเกดิ จากมอนอเมอร์ชนิดเดยี วกนั มารวมกนั จดั เป็นโฮโมพอลิเมอร์ ข้อใดเปน็ ตวั อยา่ งของโฮโมพอลเิ มอร์ทีพ่ บใน
ธรรมชาติ
1. โปรตีน 2. แปง้
3. พอลิเอสเทอร์ 4. พอลิเอไมด์
52. ข้อความเก่ยี วกับเสน้ ใย ขอ้ ใดไม่ถูกต้อง
1. ใยหินจดั เปน็ เส้นใยธรรมชาติ 2. พอลิเอสเทอรจ์ ัดเป็นพอลเิ มอร์ทำเปน็ เส้นใยสงั เคราะห์
3. พอลเิ อไมด์จัดเป็นพอลิเมอร์ที่เปน็ เส้นใยสังเคราะห์ 4. เมลามนี จดั เป็นพอลิเมอรท์ ่ีเป็นเส้นใยสงั เคราะห์
53. พอลเิ มอรใ์ นข้อใดท่จี ัดเปน็ เสน้ ใยธรรมชาติ
1. เซลลโู ลส โปรตีน 2. โปรตีน พอลิแซก็ คาไรด์
3. พอลิแซก็ คาไรด์ ใยหนิ 4. ใยหิน เรยอน
54. ขอ้ ความเก่ียวกบั ยางพาราและยางกตั ตา ข้อใดไม่ถูกต้อง
1. ยางพารามคี วามยดื หยุ่นดกี วา่ ยางกัตตา
2. ยางพารามโี ครงสร้างแตกต่างจากยางกัตตา
3. ยางพาราเปน็ ยางสงั เคราะห์ สว่ นยางกัตตาเปน็ ยางธรรมชาติ
4. มอนอเมอร์มีสูตรโครงสร้างเป็น CH2=CH–C(CH3)=CH2
55. ขอ้ ใดเปน็ พอลิเมอร์อนนิ ทรีย์
1. พอลิยเู รยี ฟอร์มาลดีไฮด์ 2. เมลามีน
3. ซิลโิ คน 4. เบเคไลต์
##################################
“บุคคลทเ่ี จริญแล้ว ย่อมกระทำแต่ในสง่ิ ที่มีประโยชน์ เพ่ือพัฒนาตนเองอย่เู สมอ”
โรงเรยี นขนุ ไกรพทิ ยาคม สำนกั งานเขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษา มธั ยมศึกษา เขต ๓๘