The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงสร้างของโลก
การผุพังบนผิวโลก
การกร่อน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 61161824, 2022-11-15 22:03:44

หนังสือเรียนออนไลน์ วิชาวิทยาศาสตร์ ม.2

โครงสร้างของโลก
การผุพังบนผิวโลก
การกร่อน

Happy

Cโคhรงสaร้าrงiภtาyยใDนโaลกy

เเละการเปลี่ยนแปลงบนผิวโลก

Happy
Charity Dayหน่วยที่ 6 โลกเเละการเปลี่ยนแปลง

บทที่ 1 โครงสร้างภายในโลกเเละการเปลี่ยนแปลงบนผิวโลก
- โครงสร้างของโลก
- การผุพังบนผิวโลก
- การกร่อน
บทที่ 2 ดินเเละน้ำ
- ดิน
- แหล่งน้ำผิวดิน เเละแหล่งน้ำใต้ดิน

โครงสร้างของโลก (Struture of the Earth)

แม้ว่าโลกของเราจะเป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงเล็ก ๆ ดวงหนึ่งในจักรวาล แต่
ขนาดรัศมีประมาณ 6,370 กิโลเมตรของโลก ก็ทำให้การขุดเจาะลงไปลึกถึงใจ
กลางโลกเพื่อศึกษาโครงสร้างและองค์ประกอบต่าง ๆ ของโลกนั้นเป็นเรื่องที่
ยากยิ่ง อย่างไรก็ตาม มนุษย์ยังไม่ละความพยายามที่จะศึกษาโครงสร้างและองค์
ประกอบของโลกในชั้นลึก จึงมีการประยุกต์ความรู้ทางฟิสิกส์เพื่อนำมาสำรวจ
โลกในระดับที่ลึกลงไป โดยใช้คลื่นไหวสะเทือนประกอบกับความรู้ในเรื่อง
คุณสมบัติของคลื่นที่มีการหักเหและสะท้อนในตัวกลางคุณสมบัติต่างๆ กัน
ทำให้เราคาดคะเนได้ว่าโครงสร้างของโลกของเรานั้นแบ่งเป็น 3 ชั้น ได้แก่
แก่นโลก (Core) เนื้อโลก (Mantle) และเปลือกโลก (Crust)

ชั้นของโครงสร้างของโลก
แบ่งออกเป็น 3 ชั้นหลักๆ ดังนี้
1. ชั้นเปลือกโลก (Crust)
2. ชั้นเนื้อโลก (Mantle)
3. แก่นโลก (Core)

1.ชั้นเปลือกโลก (Crust)




เปลือกโลกส่วนทวีป





เปลือกโลกส่วนมหาสมุทร




ในปัจจุบันพบว่าประจุที่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ เป็นชั้นที่อยู่นอกสุด

มีความหนาตั้งแต่ 5-70 กิโลเมตร ประกอบไปด้วยสารประกอบของธาตุซิลิคอน

อะลูมิเนียม และออกซิเจนเป็นหลัก นอกจากนี้ยังพบสารประกอบของธาตุ

แมกนีเซียม แคลเซียม เหล็ก โซเดียม และโพแทสเซียม

ชั้นเปลือกโลกแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนคือ
1.1 เปลือกโลกส่วนมหาสมุทร (Oceanic crust)
1.2 เปลือกโลกส่วนทวีป (Continental crust)

1.1 เปลือกโลกส่วนมหาสมุทร (Oceanic crust) มีความหนาตั้งแต่ 5-10
กิโลเมตร ส่วนใหญ่เป็นหินบะซอลต์ ซึ่งประกอบด้วยแมกนีเซียม ซิลิกอน
และออกซิเจนเป็นหลัก และยังเหล็กด้วย

1.2 เปลือกโลกส่วนทวีป (Continental crust) มีความหนาตั้งแต่ 35-70
กิโลเมตร ส่วนใหญ่เป็นหินแกรนิต ซึ่งมีองค์ประกอบหลักเป็นซิลิกอน
อะลูมิเนียม ออกซิเจนเป็นหลัก และยังมีโซเดียมและโพแทสเซียมด้วย

2.ชั้นเนื้อโลก (Mantle)





ชั้นเนื้อโลก









ชั้นเนื้อโลกมีความหนาประมาณ 2,900 กิโลเมตร มีองค์ประกอบส่วนใหญ่
เป็นธาตุซิลิคอน เหล็ก แมกนีเซียม และออกซิเจน เนื้อโลกบริเวณที่อยู่ใกล้
กับเปลือกโลกมีอุณหภูมิประมาณ 870 องศาเซลเซียส ส่วนเนื้อโลกบริเวณ
ใกล้กับแก่นโลกมีอุณหภูมิประมาณ 2,200 องศาเซลเซียส บริเวณเนื้อโลกมี
ความดันสูงกว่าบริเวณเปลือกโลก จากผิวโลกประมาณ 100 กิโลเมตร มีแมก
มาปนอยู่ มีลักษณะเป็นหินเนื้อแข็ง และเป็นฐานรองรับเปลือกโลกส่วนทวีป
เรียกรวมกันว่า ธรณีภาค

3. ชั้นแก่นโลก (Core)



แก่นโลกชั้นใน







แก่นโลกชั้นนอก



เป็นส่วนที่อยู่ชั้นในสุดของโลก มีความหนาประมาณ 3,470 กิโลเมตร
สามารถแบ่งย่อยออกจากกันเป็น 2 ชั้น ประกอบด้วยโลหะผสมของธาตุเหล็ก
และนิกเกิล บริเวณแก่นโลกมีความดันสูงกว่าบริเวณเนื้อโลกและเปลือกโลก
ตามลำดับ

3.1 แก่นโลกชั้นใน (Inner Core) มีขนาดรัศมีประมาณ 1,220 กิโลเมตร
มีความหนาแน่นมากและมีสถานะเป็นของแข็ง มีอุณหภูมิประมาณ 5,000
องศาเซลเซียส คาดว่าแก่นโลกส่วนนี้จะประกอบด้วยโลหะผสมระหว่างเหล็ก
และนิกเกิล
3.2 แก่นโลกชั้นนอก (Outer Core) มีความหนาประมาณ 2,250 กิโลเมตร
มีอุณหภูมิตั้งแต่ 2,200-5,000 องศาเซลเซียส ในชั้นนี้ประกอบด้วยโลหะ
ผสมระหว่างเหล็กและนิกเกิลเช่นเดียวกับแก่นโลกชั้นใน มีสถานะเป็น
ของเหลวที่มีการเคลื่อนที่ในลักษณะหมุนวนด้วยการพาความร้อน ซึ่งการ
เคลื่อนที่เช่นนี้ได้เหนี่ยวนำให้เกิดสนามแม่เหล็กโลก

แก่นโลกชั้นในและแก่นโลกชั้นนอกหมุนไปในทิศทางเดียวกัน แต่ด้วย
ความเร็วไม่เท่ากัน ถ้าแก่นโลกชั้นในหมุนเร็วกว่าแก่นโลกชั้นนอก จะเกิดแรง
เหนี่ยวนำให้เส้นแรงแม่เหล็กโลกเคลื่อนที่จากขั้วใต้ไปยังขั้วเหนือ (Normal
magnetism) แต่ในบางครั้งแก่นโลกชั้นในขยายตัวตามแนวศูนย์สูตร (มีรูปทรง
แป้นขึ้น) เป็นสาเหตุให้แก่นโลกชั้นในหมุนช้ากว่าแก่นโลกชั้นนอก ทำให้ให้
สนามแม่เหล็กกลับขั้ว (Reverse magnetism) เส้นแรงแม่เหล็กเคลื่อนที่จาก
ขั้วเหนือไปยังขั้วใต้

ตัวอย่างแบบจำลองโครงสร้างของโลก

แบบจำลองโครงสร้างของโลก : โดยใช้ดินน้ำมัน








https://youtu.be/dK7F8z52qU8

แบบจำลองโครงสร้างของโลก : POP UP

https://shorturl.asia/7k68n

การแบ่งโครงสร้างโลกตามลักษณะกายภาพ



เมื่อเกิดแผ่นดินไหวจะทำให้เกิดคลื่นไหวสะเทือน (Seismic wave) สองแบบ
คือ คลื่นพื้นผิว (Surface wave) และคลื่นในตัวกลาง (Body wave) คลื่น
พื้นผิวเดินทางไปตามพื้นผิวโลกทำให้อาคาร สิ่งปลูกสร้าง ชำรุด พังทลายส่วน
คลื่นในตัวกลางเดินทางผ่านเข้าไปภายในของโลกผ่านไปยังพื้นผิวโลกที่อยู่
ซีกตรงข้าม นักธรณีวิทยาจึงใช้คลื่นในตัวกลางในการสำรวจโครงสร้างภายใน
ของโลก
คลื่นในตัวกลางซึ่งมี 2 ประเภท ได้แก่ คลื่นปฐมภูมิ (P wave) และ

คลื่นทุติยภูมิ (S wave) ดังภาพ

ภาพ คลื่นปฐมภูมิ (P wave) และคลื่นทุติยภูมิ (S wave)

1. คลื่นปฐมภูมิ (P wave) เป็นคลื่นตามยาวที่เกิดจากความไหวสะเทือนใน
ตัวกลาง โดยอนุภาคของตัวกลางนั้นเกิดการเคลื่อนไหวแบบอัดขยายในแนว
เดียวกับที่คลื่นส่งผ่านไป คลื่นนี้สามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่เป็นของแข็ง
ของเหลว และแก๊ส เป็นคลื่นที่สถานีวัดแรงสั่นสะเทือนสามารถรับได้ก่อนชนิด
อื่น โดยมีความเร็วประมาณ 6 – 7 กิโลเมตร/วินาที คลื่นปฐมภูมิทำให้เกิด
การอัดหรือขยายตัวของชั้นหิน

2. คลื่นทุติยภูมิ (S wave) เป็นคลื่นตามขวางที่เกิดจากความไหวสะเทือนใน
ตัวกลาง โดยอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนไหวตั้งฉากกับทิศทางที่คลื่นผ่าน มีทั้ง
แนวตั้งและแนวนอน คลื่นชนิดนี้ผ่านได้เฉพาะตัวกลางที่เป็นของแข็งเท่านั้น
ไม่สามารถเดินทางผ่านของเหลวคลื่นทุติยภูมิมีความเร็วประมาณ 3 – 4
กิโลเมตร/วินาที คลื่นทุติยภูมิทำให้ชั้นหินเกิดการคดโค้ง

ภาพ การเดินทางของ P wave (เส้นสีขาว) และ S wave (เส้นสีดำ)

Kola Superdeep Borehole (KSDB)

เป็นหลุมเจาะที่มีระดับความลึกจากผิวโลกมากที่สุด ประมาณ 12 กิโลเมตร
จากระดับผิวโลก การขุดเจาะหลุมได้หยุดชะงักลง เนื่องจากประสบปัญหาเกี่ยว
กับอุณหภูมิและความดันภายในโลกที่สูงมาก นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลจากหลุม
เจาะมากมาย เช่น มีการพบหินชนิดต่าง ๆ น้ำและแก๊สชนิดต่าง ๆ ที่อยู่ภายใน
โลก ซึ่งข้อมูลต่างๆ นี้เป็นหลักฐานสำคัญที่นำมาใช้สนับสนุนว่า สสารภายใน
โลกมีสถานะทั้งของแข็งของเหลว และแก๊ส และภายในโลกมีอุณหภูมิและ
ความดันสูง

การผุพังบนผิวโลก (Weathering)

เราทราบมาแล้วว่าภายในโลกมีอุณหภูมิและความดันสูง จนทำให้ภายใน
โลกเกดการเปลี่ยนแปลงมากมายและส่งผลวิทยาขึ้นมากมาย จนทำให้ผิวโลก
เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปพรรณสัณฐานต่างๆ

การผุพังอยู่กับที่ (Weathering) หมายถึง การที่หินผุพังทำลายลงด้วย
กรรมวิธีต่างๆ จากลมฟ้าอากาศกับน้ำฝน รวมทั้งการกระทำของต้นไม้กับ
แบคทีเรียตลอดจนการแตกตัวทางกลศาสตร์ มีการเพิ่ม-ลดอุณหภูมิสลับกัน
เป็นต้น สาเหตุของการผุพังอยู่กับที่ ได้แก่ ความร้อน ความเย็น น้ำ น้ำแข็ง
แก็สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ

ประเภทของการผุพังอยู่กับที่

ประเภทของการผุพังอยู่กับที่ การผุพังอยู่กับที่แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
ซึ่งการผุพังทั้งสองประเภทนี้จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่เมื่อผ่านไปนานๆก็สามารถ
ทำให้หินหรือสสารอื่นๆพังทลายลงได้

1. การผุพังอยู่กับที่ทางกายภาพ (Mechanical Weathering)
คือกระบวนการอยู่กับที่ที่ทำให้หินหือสสารอื่นๆแตกออกเป็นชิ้นๆได้

2. การผุพังอยู่กับที่เชิงเคมี (Chemical Weathering) เป็นกระบวนการที่ทำให้
หินแตกสลายออกเป็นชิ้นเล็กๆ โดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางเคมี

1. การผุพังอยู่กับที่ทางกายภาพ (Mechanical Weathering)
ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการผุพังอยู่กับที่ทางกายภาพ
- ความร้อนและความเย็น โดยความร้อนจากดวงอาทิตย์หรือไฟป่าทำให้ด้าน
นอกของหินร้อนกว่าด้านในของหิน ทำให้ด่านนอกของหินหลุดออกมาเป็น
แผ่นๆ ส่วนความเย็นได้มาจากฝน ซึ่งทำให้หินที่ร้อนตัวเย็นลงอย่างรวดเร็ว จึง
ทำให้หินแตกออกเป็นรอยแยกได้
- การแข็งตัวและการละลาย เกิดจากน้ำที่อยู่ในรอยแตกของหินแข็งตัว น้ำจะ
ขยายตัวออกทำให้รอยแยกของหินใหญ่มากขึ้นทำให้ถนนเกิดเป็นหลุมเป็นบ่อ
- การเจริญเติบโตของต้นไม้ โดยเกิดจากการไชชอนของรากต้นไม้ไปตามรอย
แยกของหิน เมื่อรากต้นไม้ใหญ่ขึ้น ก็สามารถทำให้หินแตกออกได้
- การครูดถู เป็นการเสียดสีกันระหว่างหินกับทรายและเศษหินเล็กๆ ที่มากับ
น้ำ น้ำแข็ง ลมและแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้หินที่ถูกเสียดสีเกิดการ
เปลี่ยนแปลงได้
- การกระทำของสัตว์ พบว่าสัตว์ที่ขุดรูอยู่ในพื้นดิน เช่น หนู ตัวตุ่น แมลงบาง
ชนิด ช่วยทำให้หินที่ถูกเสียดสีเกิดการเปลี่ยนแปลงได้
- การกัดเซาะของแม่น้ำ แม่น้ำมักมีแหล่งต้นน้ำอยู่บริเวณภูเขาสูงซึ่งอาจไหล
มาจากธารน้ำแข็งละลายหรือมีฝนตกหนักในเขตป่าเขา แม่น้ำตอนบนจะมี
กระแสไหลเชี่ยว เกิดการกัดเซาะพื้นดินในแนวตั้งทำให้มีฝั่งเป็นหุบเขารูปตัววี
เกิดขึ้น ตอนกลางของแม่น้ำเป็นระยะหน่วง ทำให้หุบเขากว้างขึ้น ฝั่งชันน้อยลง
มีคุ้งน้ำมากขึ้น ในขณะที่แม่น้ำไหลไปตามคุ้งกระแสน้ำทางฝั่งด้านนอกของวง
โค้ง จะไหลเร็ว จึงเกิดการกัดเซาะ

2. การผุพังอยู่กับที่เชิงเคมี (Chemical Weathering)
ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการผุพังอยู่กับที่ทางเคมี ได้แก่
- น้ำเป็นตัวการสำคัญที่สุด ที่ทำให้เกดการผุพังโดยการละลาย
- แก็สออกซิเจน หินที่มีเหล็กเป็นองค์ประกอบจะทำปฏิกิริยากับแก๊ส
ออกซิเจนในสภาวะที่มีน้ำอยู่ด้วย และเกิดเป็นสนิม สนิมทำให้หินอ่อนตัวลง
และแตกเป็นชิ้นเล็กๆ และให้สีน้ำตาลหรือสีแดง
- แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สนี้จะเละลายรวมตัวกับน้ำฝนและน้ำที่อยู่ใน
ชิ่งอากาศในดินทำให้เกิดเป็นกรดอ่อน เรียกว่า กรดคาร์บอนิก ซึ่งจะทำให้หิน
อ่อนและหินปูนผุพังลงได้
- สิ่งมีชีวิต พบว่ารากพืชที่เติบโตขึ้นจะผลิตกรดอ่อนที่ละลายหินรอบๆรากได้
และสิ่งที่คลายพืชที่เรียกว่า ไลเคน ที่เติบโตบนหิน จะสร้างกรดอ่อนที่ทำให้
หินผุพังได้

ปัจจัยทำให้เกิดการผุพังอยู่กับที่ มีดังนี้



1. การผุพังทางกายภาพ เป็นกระบวนการที่ทำให้แร่และหินแตกตัวมีขนาดเล็ก
ลง รูปร่างเปลี่ยนไป แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างทางเคมี เช่น การผุพังเนื่อง
มาจากการหายไปของความดันที่เคยกดทับ ทำให้หินแตกเป็นกาบมน (พบมาก
กับหินแกรนิต) - การผุพังเนื่องจากน้ำมีการแข็งตัว เกิดในสภาพภูมิอากาศ
หนาว น้ำเมื่อเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง ปริมาตรจะขยายตัว 9%

2. การผุพังทางเคมี เป็นกระบวนการผุพังที่ทำให้แร่และหิน เปลี่ยนแปลง
สมบัติทางเคมี และ/หรือละลายจากวัสดุต้นกำเนิด บริเวณสภาพภูมิอากาศร้อน
ชื้นกระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ดี ผลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการดังกล่าว จะ
ได้ตะกอน (แร่ใหม่) และสารละลาย

ปฏิกิริยาที่เกิดจากกระบวนการผุพังทางเคมี ที่พบโดยทั่วไป คือ
- ปฏิกิริยาการละลาย และปฏิกิริยาจากน้ำฝนที่เป็นกรดอ่อน เป็นปฏิกิริยา
ระหว่าง แร่ประกอบหิน เป็นแร่ที่สามารถละลายน้ำได้ (แร่เฮไลต์ ในหินเกลือ
หรือแร่ยิปซัม ในหินยิปซั่ม) หรือแร่ แคลไซต์ ในหินปูน เช่น เกลือสินเธาว์
และแร่ยิปซั่ม ที่ละลายโดยน้ำใต้ดิน หินปูน ที่ละลายจากน้ำฝน และน้ำใต้ดิน
- ปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส เป็นปฏิกิริยาระหว่างแร่ประกอบหิน กับน้ำฝน หรือน้ำ
ใต้ดิน ทำให้เกิดแร่ใหม่ที่มีความแข็งแรงน้อยลง เช่น การเปลี่ยนของแร่
โพแทสเซียมเฟลด์สปาร์ เปลี่ยนไป เป็นแร่เคลย์
- ปฏิกิริยาออกซิเดชัน เป็นปฏิกิริยาที่ธาตุโลหะที่เป็นส่วนประกอบของแร่ ทำ
ปฏิกิริยากับออกซิเจน เกิดเป็นแร่ใหม่ เช่น การเปลี่ยนของแร่แมกนีไทต์ ไป
เป็นแร่ฮีมาไทต์ และการเปลี่ยนแปลงของแร่ไพไรต์ ไปเป็น ไลมอไนต์ (ข้าว
ตอกพระร่วง ) เป็นต้น

3. การผุพังทางชีวะ กระบวนการผุพังทางชีวะ เป็นกระบวนการผุพังที่เป็นผล
มาจากกิจกรรมของสิ่งมีชีวิต ที่เคลื่อนย้ายวัตถุต้นกำเนิด ออกจากบริเวณเดิม
และ/หรือ การย่อยสลายวัตถุต้นกำเนิด กระบวนการผุพังทางชีวะสามารถจำแนก
เป็น 2 กลุ่มตามขนาดของสิ่งมีชีวิต
- กระบวนการผุพังทางชีวะจากสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่สามารถมองเห็นด้วยตา
เช่น พืชที่โตในรอยแตกของหิน
- กระบวนการผุพังทางชีวะจากสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กไม่สามารถมองเห็นด้วยตา
เช่นไลเคนที่เจริญเติบโตบนหิน

วีดีโอ : เรื่องการผุพังอยู่กับที่ทางกายภาพของหินเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง
อุณหภูมิอากาศ

https://shorturl.asia/fOVSW

การกร่อน
















การกร่อน คือ อาการของกระบวนการที่ทำให้พื้นผิวดิน หิน หลุดออก หรือทำละลายออก
จากตำแหน่งใด ๆ ของเปลือกโลก ให้เคลื่อนย้ายไปสู่ตำแหน่งอื่น ๆ

การกร่อนตามธรรมชาตินั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยขับดันทางธรรมชาติ ซึ่งทำให้เกิดอัตรา
และรูปแบบการกร่อนที่แตกต่างกัน เช่น การไหลของน้ำ การกร่อนของชั้นหินดินดานใน
แม่น้ำ การกัดเซาะชายฝั่งทะเลโดยคลื่น การกระทบกระแทกโดยธารน้ำแข็ง การกร่อน
โดยกระแสลม การไหลของน้ำใต้ดิน หรือการไถล ถล่มของดิน เป็นต้น

นอกจากการกร่อนทางธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ทำให้เกิดการกร่อนด้วยเช่น
กัน ยกตัวอย่างเช่น การทำการเกษตรอย่างเข้มข้น การทำลายป่าไม้ การสร้างถนน การ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการกัดกร่อนมี
ดังนี้
1. การกร่อนของเปลือกโลกเนื่องจากกระแสน้ำ
2. การกร่อนของเปลือกโลกเนื่องจากปฏิกิริยาเคมี
3. การกัดกร่อนเปลือกโลกเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ
4. การกัดกร่อนเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก
5. การกัดกร่อนเนื่องจากกระแสลม

1. การกร่อนของเปลือกโลกเนื่องจากกระแสน้ำ การกัดเซาะของกระแสน้ำเกิดบริเวณริม
ฝั่งแม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ ซึ่งมีผลทำให้เปลือกโลกเกิด
การเปลี่ยนแปลง การกัดกร่อน การพัดพา และการทับถมของตะกอน

ภาพ แสดงการกัดกร่อนของกระแสน้ำ
2. การกร่อนของเปลือกโลกเนื่องจากปฏิกิริยาเคมี เกิดจากน้ำฝนละลายแก๊ส
คาร์บอนไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในอากาศ ทำให้
เกิดฝนกรดไปกัดกร่อนเปลือกโลกให้ผุพัง

ภาพ การเกิดหินงอกหินย้อย

3. การกัดกร่อนเปลือกโลกเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ทำให้เกิดการ
กัดกร่อนของเปลือกโลกได้ เนื่องจากอุณหภูมิของอากาศทำให้เปลือกโลกเกิดการขยาย
ตัวและหดตัว ถ้าการขยายตัวของหินชั้นในกับหินชั้นนอกไม่เท่ากันอาจทำให้หินเกิดการ
แตกร้าวได้ และในบางครั้งน้ำในโพรงก้อนหินกลายเป็นน้ำแข็ง อาจทำให้เกิดการขยาย
ตัวดันให้ก้อนหินแตกเป็นชิ้นเล็กๆได้

ภาพ หินเเตก
4. การกัดกร่อนเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก ในธรรมชาติแรงโน้มถ่วงของโลกจะ
พยายามดึงดูดสิ่งต่างๆ ให้ตกลงสู่พื้นผิวโลก และดึงดูดวัตถุให้เกิดการเคลื่อนที่จากที่สูง
ลงสู่ที่ต่ำกว่า เรียกว่า “ธารน้ำแข็ง” ขณะเคลื่อนที่ก้อนน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่และมีมวล
มากจะกระแทกและขัดสีกับก้อนหินในลำธาร ทำให้เปลือกโลกเกิดการกัดกร่อนได้

ภาพ ก้อนน้ำเเข็งเคลื่อนที่ชนหิน

5. การกัดกร่อนเนื่องจากกระแสลม เช่น บริเวณที่ราบสูง ทะเลทราย ภูเขาสูงซึ่งได้รับ
อิทธิพลจากกระแสลมเป็นประจำ กระแสลมจะทำให้เปลือกโลกเกิดการกัดกร่อนได้เช่น
กัน

ภาพ หินที่ถูกการกัดกร่อนจากกกระเเสลม
วีดีโอ : เรื่องผลของกระบวนการผุพังอยู่กับที่

https://shorturl.asia/Nj3yh

ดิน

ดิน หมายถึง วัตถุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการสลายตัวทางกายภาพและทางเคมีของหิน
และแร่ รวมกับสารอินทรีย์
• สารอินทรีย์ หมายถึง สารที่มีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ โดยสามารถเกิดขึ้นได้ตาม
ธรรมชาติหรือเกิดจากการสังเคราะห์คาร์บอนเกือบทั้งหมดถูกจัดให้เป็นสารประกอบ
อินทรีย์แต่ก็มีบางตัว ถูกกำหนดชัดเจนว่าเป็นสารประกอบอนินทรีย์ เช่น
คาร์บอนมอนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอเนต
• สารอนินทรีย์ คือ สารที่ได้จากสิ่งไม่มีชีวิตเช่น หิน แร่ธาตุ เป็นต้น หรือสารที่ไม่ใช่
สารที่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอนเป็นหลัก
• ดินเกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยอาศัยการผุพังอยู่กับที่ทั้งทางกายภาพและทางเคมีของ
หิน จนทำให้หินมีขนาดเล็กลง กลายเป็นวัตถุต้นกำเนิดดิน จากนั้นมีการผสมคลุกเคล้า
กับอินทรียวัตถุที่เกิดจากการสลายตัวของซากพืชและ ซากสัตว์กลายเป็นดินที่มีลักษณะ
และสมบัติที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ กระบวนการเกิดดินอาศัยระยะเวลาที่ ต่อเนื่อง
กันเป็นเวลานาน เมื่อเวลาผ่านไปเริ่มมีชั้นดินเกิดขึ้น และเมื่อระยะเวลาในการเกิดดิน
เพิ่มมากขึ้นจำนวน ชั้นดินและความหนาของชั้นดินก็จะเพิ่ม
มากขึ้น

• กระบวนการเกิดดินนอกจากอาศัยวัตถุต้นกำเนิดดินแล้ว ยังต้องอาศัยตัวนำพาต่าง ๆ
เช่น น้ำ สิ่งมีชีวิต ลม ใน การหมุนเวียนสารหรือวัตถุต่าง ๆ รวมถึงอาศัยปัจจัยอื่น ๆ

ปัจจัยในการเกิดดิน
1.อุณหภูมิอากาศ
2.ปริมาณฝน
3.ความชื้น
4.การเกิดปฏิกิริยาเคมี

• ชั้นดินในพื้นที่หนึ่ง ๆ มีลักษณะแบ่งออกเป็นชั้น ๆ ขนานหรือเกือบขนานไปกับผิว
หน้าดิน ชั้นดินแต่ละชั้นในพื้นที่ หนึ่ง ๆ มีลักษณะและสมบัติที่แตกต่างกัน เช่น สี
โครงสร้างดิน เนื้อดิน การยึดตัว ความเป็นกรด-เบส สิ่งต่าง ๆ ที่ ปนอยู่ในดิน ความ
หนาของชั้นดิน ลักษณะและสมบัติของชั้นดินแต่ละชั้นจะมีความแตกต่างกันเพิ่มมากขึ้น
ตาม ระยะเวลาในการเกิดดิน และเมื่อระยะเวลาในการเกิดดินเพิ่มมากขึ้นจำนวนชั้นดิน
ที่พบก็จะมีมากขึ้น

• ชั้นหน้าตัดดินในแต่ละพื้นที่มีลักษณะและสมบัติแตกต่างกัน เช่น จำนวนชั้นดิน
ความหนาของชั้นดิน สีดิน เนื้อดิน ความเป็นกรด-เบส ความแตกต่างนี้เกิดขึ้นเนื่องด้วย
ปัจจัยในการเกิดดินต่าง ๆ เช่น ชนิดของวัตถุต้นกำเนิดดิน ภูมิอากาศ สิ่งมีชีวิตในดิน
ภูมิประเทศ และระยะเวลาในการเกิดดิน • ชั้นหน้าตัดดินที่มีการพัฒนาอย่างสมบูรณ์จะ
มีชั้นดินหลักจำนวน 6 ชั้น เรียงจากชั้นบนสุดลงไปสู่ชั้นล่างสุด ได้แก่ ชั้นโอ ชั้นเอ ชั้น
อีชั้นบีชั้นซีและชั้นอาร์ตามลำดับ

ชั้นของอินทรีย์วัตถุ คือชั้น O จะอยู่ตอนบนสุดของรูปด้านข้างของดิน โดยจะประกอบ
ด้วยอินทรีย์วัตถุเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะทำให้ดินชั้นนี้มีสีค่อยข้างดำ ประกอบด้วยซากพืช
และซากสัตว์ ทั้งที่ผุพังไปแล้วและยังไม่ผุพัง ดินโดยทั่วไปจะมีชั้นนี้บางมาก

ชั้นดิน A เป็นชั้นดินแร่ธาตุที่อยู่บนสุดของรูปด้านข้าง มีอินทรีย์ผสมคลุกเคล้า
อยู่มากกว่าชั้นดินอื่น ชั้นดิน O และชั้น A รวมเรียกว่า ดินชั้นบน

ชั้นดิน B เป็นดินชั้นล่างที่สะสมส่วนที่ถูกชะล้างมาจากชั้นดิน A และมักจะมี
ความหนามากกว่าชั้นอื่นๆ

ชั้นดิน C เป็นชั้นของวัตถุต้นกำเนิดดิน ซึ่งประกอบด้วยส่วนที่สลายตัวแตกหัก
ผุกร่อนของหินและแร่

ชั้นหิน R เป็นชั้นหินแข็งที่อยู่ใต้ชั้นดิน C

ชนิดของเนื้อดิน
จำแนกดินตามลักษณะของเนื้อดินแบ่งได้ 3 ชนิด
1 ดินทราย เป็นที่ประกอบด้วยทรายตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป โดยน้ำหนักมีสมบัติ
เหมือนทราย น้ำซึมผ่านได้ง่ายมาก
2 ดินร่วน เป็นดินที่ประกอบด้วย ทราย โคลนตม และดินเหนียว โดยมีปริมาณดิน
ทรายและดินเหนียวไม่มากนัก ดังนั้น น้ำและอากาศจึงไหลผ่านดินร่วนได้ดีกว่าดิน
เหนียว
3 ดินเหนียว เป็นดินที่มีเนื้อละเอียดแน่น อุ้มน้ำได้ดี และไม่ยอมให้น้ำซึมผ่านได้ง่าย
ไม่เหมาะสมในการเพาะปลูกพืช

ประเภทของดิน

โดยทั่วไปแบ่งดินออกเป็น 2 ประเภทง่ายๆ คือดินชั้นบนและดินชั้นล่าง
1 ดินชั้นบน เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีแร่ธาตุหลายชิดและมีซากพืชซากสัตว์เน่า
เปื่อย (ฮิวมัส) ที่พืชต้องการทับถมกันอยู่มาก ลักษณะของเนื้อดินเป็นสีดำคล้ำเม็ดดิน
หยาบหรือเม็ดดินมีขนาดใหญ่ร่วนซุย เป็นดินที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช
2 ดินชั้นล่าง อยู่ถัดจากดินชั้นบนลงไป มีความอุดมสมบูรณ์น้อยมาก เนื้อดินแน่น เม็ด
ละเอียด สีจาง

ดินชั้นบน
ดินชั้นล่าง

สมบัติของดิน
ดินเป็นสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เกิดจากหินและแร่ที่แตกหักสลายตัวด้วย
กระบวนการผุพังรวมกับซากพืชซากสัตว์ น้ำ และอากาศ ประกอบด้วยส่วนที่เป็นของแข็ง
ของเหลว และก๊าซ ดินแต่ละแห่งจะมีลักษณะและสมบัติแตกต่างกันขึ้นอยู่กับปริมาณ
ส่วนประกอบของดิน ทำให้ดินมีเนื้อดิน สีของดิน และปริมาณแร่ธาตุแตกต่างกัน จาก
การศึกษาเรื่องลักษณะของดิน โดยการขุดดินชั้นบน (ลึกจากผิวดินประมาณ 20
เซนติเมตร) นำมาศึกษา พบว่า

2.1 ลักษณะเนื้อดิน คือ คุณสมบัติทางกายภาพ
ของเนื้อดินที่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า บาง
ชนิดเนื้อละเอียด บางชนิดเนื้อหยาบ ชิ้นส่วน
เล็กๆ ของดินประกอบด้วยกรวด ทราย ดิน
ตะกอน ดินเหนียวและฮิวมัส

2.2 สีของดิน คือ สีที่เกิดจากสารประกอบในดิน
ทำให้ดินมีสีต่างกัน เช่น ดินที่มีฮิวมัสปนอยู่มา
จะมี สีคล้ำ ดินที่มีเหล็กปนอยู่มากจะมีสีน้ำตาล
แดง

2.3 ความพรุน (Porosity) คือ ช่องว่างระหว่าง
เม็ดดิน เป็นที่สำหรับให้น้ำและอากาศผ่าน
เข้าไปในเนื้อดิน ดินชั้นบนมีความพรุนมากกว่า
ดินชั้นล่าง

สีของดิน



1. ดินสีแดง เป็นดินที่มีอายุมากผ่านการสลายตัวอย่างรุนแรง มีสภาพการ
ระบายน้ำ และถ่ายเทอากาศได้ดี ดินที่ปลูกพืชอยู่เสมอจะสูญเสียสารอินทรีย์ไป
ทำให้ดินมีสีจางลง
2. ดินสีเหลือง เป็นดินที่มีสภาพระบายน้ำและอากาศไม่ดี
3. ดินที่มีแถบสีเหลือง สีแดง หรือน้ำตาลเทา เป็นดินที่ระบายน้ำไม่ดี เช่น
ดินท้องนา เป็นต้น
4. ดินสีเทาจัด หรือสีเขียวคล้ำปนน้ำเงิน เป็นดินชั้นล่างที่มีน้ำขังมีการระบาย
น้ำไม่ดี
มักจะพบในดินชั้นล่างที่มีน้ำขังหรือแช่น้ำ
***สีของดินเกิดจากกระบวนการเกิดดิน และวัตถุต้นกำเนิดที่เป็นองค์
ประกอบ สารประกอบที่ให้สีแก่ดิน***

สารประกอบในดิน สีของดิน

เหล็ก
เขียว เขียวปนน้ำเงิน

แมงกานีส
ดำ



สารอินทรีย์
ดำ สีคล้ำ



สารประกอบเปอร์ออกไซด์
เหลืองปนน้ำตาล หรือเทา




ตาราง แสดงสีดินและสารประกอบในดิน


Click to View FlipBook Version