โคลงโลกนิติ
(โคลง -โลก - กะ – นิด)
สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเธอ กรมพระยาเดชาดศิ ร
สอนโดย อ.ขวญั จริ า โพธ์ทิ อง
โลกนิติ
หรือ ระเบยี บแบบแผนของโลก
(โลก + นติ )ิ
โลกนตี ิ
โคลงโลกนิ ติ (โลก – กะ -นิด) หรอื โลกนีติ เป็นคมั ภรี ์คําสอนของอินเดียท่ีโบราณจารย์
ได้รวบรวมไว้ และเป็นท่รี ู้จกั กนั มาเป็นเวลาช้านาน โดยเฉพาะในประเทศไทยท่ีได้รบั อิทธิพลจากปรชั ญา
วฒั นธรรมอนิ เดยี เป็นคมั ภรี ท์ ไ่ี ดร้ บั ความนิยมแพร่หลายมากกว่าคมั ภรี อ์ ่นื ๆ ในแนวเดยี วกนั มเี น้ือหาเป็นคติ
สอนใจและใหแ้ นวทางในการดําเนินชวี ติ ท่ถี ูกต้องดงี าม ตลอดจนเป็นหลกั ในการปกครองและบรหิ ารบ้านเมอื ง
เพราะคมั ภรี โ์ ลกนติ มิ ขี อบขา่ ยเน้ือหากวา้ งขวางครอบคลมุ วถิ ชี วี ติ ของคนทวั่ ไปมากกวา่ คมั ภรี อ์ ่นื ๆ
๑. ประวตั ผิ ูแตง
ผแู ตง
สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาเดชาดศิ ร
สมัยที่แตง
พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั (รชั กาลท่ี ๓)
๑. ประวัตผิ แู ตง (ตอ)
• เป็ นพระเจ้าลูกยาเธอลําดับท่ี ๑๕ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
กบั เจา้ จอมมารดานิ่ม
• สมเดจ็ พระเจา้ น้องยาเธอกรมขุนเดชอดศิ ร (ต่อมาไดด้ าํ รงพระยศเป็น สมเดจ็ พระเจ้าบรม
วงศเ์ ธอ กรมพระยาเดชาดิศร ในสมยั รชั กาลท่ี ๔)
• พระนามเดมิ พระองคเ์ จ้ามงั่
• ทรงเป็นหลานตาของเจา้ พระยาพระคลงั (หน)
๑. ประวัตผิ แู ตง (ตอ)
พระนพิ นธเร่อื งอืน่ ๆ • ฉนั ทก์ ลอ่ มมงคลคเชนทรชาํ นิเผอื กพลาย
• ประกาศพระราชพธิ พี ชื มงคลและจรดพระนงั คลั ใหม่
• โคลงโลกนิติ • ฉนั ทส์ งั เวยพระมหาเศวตฉตั ร
• โคลงภาพตา่ งภาษา • ฉนั ทด์ ษุ ฎสี งั เวยพระพุทธบุษยรตั น์
• โคลงนิราศเสดจ็ ไปทพั เวยี งจนั ทน์ • คาํ ฤษฎี
• ประกาศพระราชพธิ สี ารท
• ประกาศพระราชพธิ คี เชนทรศั วสนาน
๒.ประวัติความเปน มา
• พระนิพนธ์สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดศิ ร ฉบบั น้ีแต่งขน้ึ ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๗๔-
๒๓๗๘ ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกลา้ เจา้ อย่หู วั เมอ่ื ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหป้ ฏสิ งั ขรณ์
วดั พระเชตพุ วิมลมงั คลาราม(วดั โพธ์ิ) กรุงเทพมหานคร แลว้ จารกึ ตํารบั ตาํ ราต่างๆ ทงั้ ดา้ นวรรณคดี
โบราณคดี พุทธศาสนา ประเพณี ตํารายา ตลอดจนสุภาษิต ลงแผ่นศลิ าท่ปี ระดบั ผนังปูชนียสถาน
ตา่ งๆทท่ี รงปฏสิ งั ขรณ์นนั้ สาํ หรบั ใหป้ ระชาชนไดศ้ กึ ษาหาความรู้
• ในการน้ีโปรดเกลา้ ฯ ใหส้ มเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาเดชาดิศร ทรงชาํ ระโคลงโลกนิติ
สาํ นวนเก่าใหถ้ ูกต้องตามพระบาลบี างโคลงกพ็ ระนิพนธข์ น้ึ ใหม่ ปรากฏต้นฉบบั ในสมุดไทย ๔๐๘ บท
แลว้ จารกึ ไวท้ แ่ี ผน่ ศลิ าประดบั ศาลาทศิ พระมณฑป ๔ หลงั แต่จาํ นวนโคลงทจ่ี ารกึ ไวม้ มี ากกว่าน้ี เขา้ ใจ
วา่ ทรงเพม่ิ เตมิ ภายหลงั เพอ่ื ใหพ้ อดกี บั พน้ื ทท่ี จ่ี ะจารกึ
๒.ประวตั คิ วามเปน มา (ตอ )
• เช่อื กนั ว่ามมี าตงั้ แต่สมยั กรงุ ศรีอยุธยา โดยนักปราชญ์ในสมยั นัน้ ได้คดั เลอื ก หาคาถา
สุภาษิตภาษาบาลแี ละสนั สกฤตท่ปี รากฏในคมั ภีร์ต่างๆ เช่น คมั ภีรโ์ ลกนิติ คมั ภรี ์โลกนีติ
คมั ภรี ร์ าชะนีติ คมั ภรี พ์ ระธรรมบท เป็นตน้ และนํามาถอดความแลว้ เรยี บเรยี งแต่งเป็นโคลง
โลกนิติ
• โคลงสว่ นใหญ่ไมไ่ ดส้ อนแบบชถ้ี กู ชผ้ี ดิ เหมอื นสภุ าษติ ทวั่ ๆไป แต่ทกุ บทจะนําไปสคู่ วามคดิ
และการเปรยี บเทยี บอยา่ งชดั เจนมาก
• โคลงโลกนิตพิ ระนิพนธข์ องสมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาเดชาดศิ รน้ีไดร้ บั ความ
นยิ มแพรห่ ลายมากกวา่ สาํ นวนอ่นื ๆ รวมทงั้ ไดใ้ ชเ้ ป็นแบบเรยี นในโรงเรยี นดว้ ย
๒.ประวตั คิ วามเปนมา (ตอ)
• โคลงบางบทกท็ รงนิพนธข์ น้ึ ใหม่เพ่อื จารกึ ลงแผ่นศลิ าตดิ ไวใ้ นวดั พระเชตพุ น
วิมลมงั คลาราม โคลงโลกนิตติ งึ แพรห่ ลายแต่นนั้ มา ตามพระราชประสงคท์ ท่ี รง
หวงั ใหโ้ คลงโลกนิตสิ อนใจแกป่ ระชาชน
๓. จดุ ประสงคในการแตง
เพ่อื ให้ประชาชนอ่านและรูส้ ุภาษิตต่าง ๆ และตามพระราชประสงค์ใน
พระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั เพ่อื เป็นตวั อย่างของโคลงสุภาพจารกึ ไวท้ ่ี
แ ผ่ น ศิล า ป ร ะ ดับผ นัง ศ า ล า พร ะ ม ณ ฑ ป ๔ ห ลัง เ ม่ือ ค ร า ว ป ฏิสัง ข ร
วดั เชตุพนวมิ ลมงั คลาราม (วดั โพธ)ิ ์
๔. ลักษณะคาํ ประพันธ
• แต่งเป็นโคลงสส่ี ภุ าพและโคลงกระทใู้ นบางบท จาํ นวน ๔๓๕ บท
• เป็นวรรณกรรมคาํ สอน
• กวเี ลอื กใชค้ าํ ทง่ี า่ ยๆ ทาํ ใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจ และเป็นคาํ สอนทใ่ี ชไ้ ดก้ บั ทุกยุคทุกสมยั
ตวั อย่างบทประพนั ธ์ ๏ พระสมทุ รสดุ ลึกล้น คณนา
สายด่ิงทิ้งทอดมา หยงั่ ได้
เขาสงู อาจวดั วา กาํ หนด
จิตมนุษยน์ ี้ไซร้ ยากแท้หยงั่ ถึง
๔. ลกั ษณะคาํ ประพนั ธ
แผนผงั โคลงสี่สภุ าพ
๕. บทวเิ คราะห ๕.๑ คุณคาดา นคาํ สอน
โคลงโลกนิตมิ ลี กั ษณะคําสอนอยู่ ๒ ลกั ษณะ คอื สอนอย่างตรงไปตรงมา
และสอนอยา่ งเปรยี บเทยี บ
• การสอนอย่างตรงไปตรงมา จะใชถ้ อ้ ยคาํ เพ่อื สงั่ สอน แนะนํา ใหข้ อ้ คดิ อยา่ ง
ตรงไปตรงมา มคี วามหมายตรงตามถอ้ ยคาํ นนั้ ๆ ไมต่ อ้ งตคี วาม
• การสอนแบบเปรียบเทียบ กวจี ะหยบิ ยกสงิ่ ต่างๆ มาเปรยี บเทยี บกบั สาระ
หรอื คติสอนใจต่างๆ วธิ ีน้ีช่วยเน้นย้ําคําสอนหรอื คตเิ ตือนใจต่างๆ ให้เด่นชดั
ยงิ่ ขน้ึ
สอนใหท ําความดี
๏ สนิมเหลก็ เกดิ แตเ่ น้ือ ในตน
กนิ กดั เน้ือเหลก็ จน กรอ่ นขร้าํ
บาปเกดิ แตต่ นคน เป็นบาป
บาปยอ่ มทาํ โทษซ้าํ ใสผ่ บู้ าปเอง
สอนใหร้ จู้ กั ความดคี วามชวั ่ การทเ่ี ราไดร้ บั ผลอย่างไรย่อมมเี หตุจากการกระทาํ ของเรา
ทงั้ สน้ิ ผทู้ ําดยี ่อมไดร้ บั ผลดตี อบแทนส่วนผูท้ ําชวั ่ ผลท่เี กดิ จากการทําชวั่ นัน้ ย่อมกดั กร่อนใจซ่งึ
เปรยี บเทยี บไดก้ บั สนิมกดั กร่อนเน้ือเหลก็ ใหผ้ ุพงั ไป ซ่งึ บทประพนั ธ์ขา้ งตน้ ตรงกบั สาํ นวนไทย
คอื กงเกวียนกาํ เกวียน, ทาํ ดีได้ดี ทาํ ชวั่ ได้ชวั่
สอนใหรูจกั ประมาณตน
๏ นกน้อยขนน้อยแต่ พอตวั
รงั แตง่ จุเมยี ผวั อยไู่ ด้
มกั ใหญ่ยอ่ มคนหววั ไพเพดิ
ทาํ แตพ่ อตวั ไซร้ อยา่ ใหค้ นหยนั
สอนใหร้ จู้ กั ประเมนิ ความสามารถและประมาณกาํ ลงั ของตน นับเป็นคาํ สอนทส่ี อดคลอ้ งกบั แนว
พระราชดํารขิ องพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั ภูมพิ ลอดุลยเดช เร่อื งเศรษฐกจิ พอเพยี ง ดงั คําสอนทใ่ี ช้ใน
แนวเทียบกบั นกตัวน้อยท่ีหากินตามกําลังของตนและทํารงั แต่พอตวั ซ่ึงบทประพนั ธ์ข้างต้น ตรงกบั
สาํ นวนไทย คอื นกน้อยทาํ รงั แต่พอตวั
สอนใหร ูจักพิจารณาคนและรูจ กั คบเพอ่ื น
๏ ก้านบวั บอกลกึ ตน้ื ชลธาร
มารยาทสอ่ สนั ดาน ชาตเิ ชอ้ื
โฉดฉลาดเพราะคาํ ขาน ควรทราบ
หยอ่ มหญา้ เหย่ี วแหง้ เรอ้ื บอกรา้ ยแสลงดนิ
สอนใหร้ จู้ กั พจิ ารณาเลอื กคบคน โดยกลา่ วเปรยี บเทยี บว่า กา้ นบวั สามารถบอกความต้นื ลกึ ของ
น้ําไดฉ้ นั ใด กริ ยิ ามารยาทของคนกส็ ามารถบ่งบอกถงึ การอบรมเลย้ี งดไู ดฉ้ นั นัน้ คาํ พดู กส็ ามารถบ่งบอกใหร้ ู้
ว่าคนพูดนัน้ ฉลาดหรอื โง่ เช่นเดยี วกบั หย่อมหญ้าท่เี ห่ยี วแหง้ ย่อมบอกใหร้ ู้ว่าดนิ ในบรเิ วณนัน้ ไม่ดซี ่งึ บท
ประพนั ธข์ า้ งตน้ ตรงกบั สาํ นวนไทย คอื สาํ เนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกลุ
สอนไมใหท าํ ตามอยา งผูอ ืน่
๏ เหน็ ทา่ นมอี ยา่ เคลม้ิ ใจตาม
เรายากหากใจงาม อย่าครา้ น
อตุ สาหพ์ ยายาม การกจิ
เอาเยย่ี งอยา่ งเพอ่ื นบา้ น อยา่ ทอ้ ทาํ กนิ
เม่อื เหน็ ผอู้ ่นื มงั่ มกี ว่ากไ็ มค่ วรโลภ ไม่ควรอยากมอี ยากไดต้ ามคนอน่ื แมจ้ ะยากจนกใ็ หห้ มนั่ ทาํ
มาหากนิ อยา่ เกยี จครา้ นและทอ้ แท้ ใหร้ จู้ กั ใชช้ วี ติ อยา่ งพอเพยี ง ซง่ึ บทประพนั ธข์ า้ งตน้ ตรงกบั สาํ นวนไทย
คอื เหน็ ช้างขี้ อย่าขี้ตามช้าง
สอนใหม คี วามกตัญู
๏ คณุ แมห่ นาหนกั เพย้ี ง พสธุ า
คณุ บิดรดุจอา- กาศกวา้ ง
คณุ พี่พา่ งศขิ รา เมรุมาศ
คณุ พระอาจารยอ์ า้ ง อาจสสู้ าคร
สอนใหร้ ะลกึ ถงึ พระคุณของบดิ ามารดาและครู โดยกล่าวเปรยี บวา่ พระคุณของมารดานนั้ ยง่ิ ใหญ่
เปรยี บไดก้ บั แผน่ ดนิ พระคณุ ของบดิ าเลา่ กก็ วา้ งขวางเปรยี บเทยี บไดก้ บั อากาศ พระคุณของพน่ี นั้ สงู เท่ากบั
ยอดเขาพระสเุ มรุ และพระคุณของครบู าอาจารยก์ ล็ ้าํ ลกึ เปรยี บไดก้ บั แมน่ ้ําในแมน่ ้ําทงั้ หลาย ซง่ึ บทประพนั ธ์
ขา้ งตน้ ตรงกบั สาํ นวนไทย คอื ความกตญั �เู ป็นเครื่องหมายของคนดี
สอนใหเปน คนมีวาจาออนหวาน
๏ อ่อนหวานมานมติ รลน้ เหลอื หลาย
หยาบบม่ เี กลอกราย เกลอ่ื นใกล้
ดจุ ดวงศศฉิ าย ดาวดาษ ประดบั นา
สรุ ยิ สอ่ งดาราไร้ เมอ่ื รอ้ นแรงแสง
คนท่พี ูดจาสุภาพไพเราะย่อมมเี พ่อื นมาก เปรยี บได้กบั ดวงจนั ทร์ท่มี ดี าวจํานวนมากรายล้อม
ประดบั ต่างกบั คนพูดจากกระดา้ งหยาบคาย ทําให้ไม่มใี ครปรารถนาจะคบหรอื สมาคมด้วย เปรยี บได้กบั
ดวงอาทติ ยแ์ สงรอ้ นแรงทบ่ี ดบงั แสงของดาวดวงอน่ื
๕. บทวิเคราะห ๕.๒ คณุ ค่าสงั คมและค่านิยม
• สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ พฤตกิ รรมของความเป็นมนุษย์ทด่ี ตี ่อสงั คม ส่งผลใหเ้ กดิ การปรบั เปลย่ี น
พฤตกิ รรมของคนในสงั คมใหด้ ขี น้ึ
• แสดงใหเ้ หน็ วธิ กี ารใชช้ วี ติ ใหเ้ ป็นสขุ และสามารถปฏบิ ตั ติ นใหอ้ ยใู่ นกรอบทด่ี ขี องสงั คม
• สะทอ้ นคา่ นยิ มเรอ่ื งวาจาหรอื คาํ พดู ชใ้ี หเ้ หน็ วา่ คาํ พดู สามารถบอกถงึ วงศต์ ระกลู ของตนได้
๕. บทวเิ คราะห ๕.๓ คณุ ค่าด้านการนําไปใช้ในชีวิต
โคลงโลกนิติเป็นวรรณคดคี ําสอนซ่ึงแสดงให้เห็นวธิ ีการใช้ชวี ติ ให้เป็นสุข และ
สามารถปฏบิ ตั ติ นใหอ้ ย่ใู นกรอบทด่ี ขี องสงั คม สาระทป่ี รากฏอย่ใู นโคลงผอู้ ่านสามารถนําไป
ประยุกตใ์ ชก้ บั ชวี ติ ได้ เช่น การเลอื กคบเพอ่ื น และการปฏบิ ตั ติ น มารยาทต่าง ๆ เป็นตน้ สง่ิ
เหล่าน้ีเป็นแนวทางท่คี วรปฏบิ ตั ิตาม หากสามารถเรยี นรู้ท่จี ะเลอื กใช้ให้เหมาะสมกบั การ
ดาํ รงชวี ติ กจ็ ะทาํ ใหไ้ ดป้ ระโยชน์จากการอา่ นวรรณคดอี ยา่ งแทจ้ รงิ
๕. บทวเิ คราะห ๕.๔ คณุ ค่าด้านวรรณศิลป์
โคลงโลกนิตมิ กี ารใชโ้ วหารภาพพจน์ลกั ษณะต่าง ๆ ทท่ี าํ ผอู้ ่านไดเ้ ขา้ ถงึ สาระของบทกวดี ยี ง่ิ ขน้ึ เชน่
๕.๔.๑ • อปุ มา (simile)
๕.๔.๒ • การซาํ้ คาํ
๕.๔.๓ • สญั ลกั ษณ์ (symbol)
๕.๔.๔ • ปฏิพจน์ (paradox)
๕.๔.๕ • การเลน่ เสียง
๕.๔.๑ • อปุ มา (simile)
๏ คุณแมห่ นาหนกั เพีย้ ง พสธุ า
คุณบดิ รดจุ อา- กาศกวา้ ง
คณุ พพ่ี ่างศขิ รา เมรมุ าศ
คณุ พระอาจารยอ์ า้ ง อาจสสู้ าคร
จะเหน็ ไดว้ ่า กวใี ชค้ ําเปรยี บ คอื เพี้ยง คอื พระคุณของผเู้ ป็นแมน่ ัน้ ยง่ิ ใหญ่เหมอื นผนื แผ่นดนิ
พระคุณของพ่อเปรยี บดงั่ ท้องฟ้า พระคุณของพ่เี ปรยี บเหมอื นขุนเขาใหญ่ พระคุณของครูบาอาจารย์นัน้
เปรยี บเหมอื นหว้ งมหาสมทุ ร
๕.๔.๑ • การซา้ํ คาํ เตม็ ดี
อยา่ ผรอ้ ง
๏ นํ้าใชใ้ สต่ ุม่ ตงั้ อยา่ ขาด
นํ้าอบอา่ อนิ ทรยี ์ ขดั น้ําใจใคร
นํ้าปนู ใสเ่ ตา้ มี
น้ําจติ อยา่ ใหข้ อ้ ง
จะเหน็ ไดว้ า่ กวใี ชก้ ารซ้ําคาํ โดยใชค้ ําว่า “น้ํา” เพอ่ื สรา้ งความงาม ดา้ นความหมายและความ
งามด้านเสยี งโดยการซ้ําคําในบทประพนั ธ์ และเพ่อื เน้นย้ําความหมายท่ผี ูแ้ ต่งต้อง การถ่ายทอดออกมา
ชดั เจนยง่ิ ขน้ึ
๕.๔.๑ • สญั ลกั ษณ์ (symbol)
๏ สนิมเหลก็ เกดิ แตเ่ น้ือ ในตน
กนิ กดั เน้ือเหลก็ จน กรอ่ นขรา้ํ
บาปเกดิ แต่ตนคน เป็นบาป
บาปยอ่ มทาํ โทษซ้าํ ใสผ่ ู้
จะเห็นได้ว่า กวีใช้คําว่า “สนิ ม” ซ่ึงมีความหมายโดยปริยายว่า มลทิน เช่น สนิมในใจ
โดยนําสญั ลกั ษณ์ทบ่ี ่งบอกถงึ ลกั ษณะของสนิมเหลก็ มาเปรยี บเทยี บกบั ผลของการกระทํา ในการทาํ ความดี
ความชวั ่
๕.๔.๑ • ปฏิพจน์ (paradox)
๏ รกั กนั อยขู่ อบฟ้า เขาเขยี ว
เสมออยหู่ อแหง่ เดยี ว รว่ มหอ้ ง
ชงั กนั บแ่ ลเหลยี ว ตาตอ่ กนั นา
เหมอื นขอบฟ้ามาป้อง ป่าไมม้ าบงั
จะเหน็ ไดว้ ่า กวใี ชค้ าํ คเู่ ปรยี บทต่ี รงขา้ ม โดยใชค้ าํ วา่ “รกั ” และ “ชงั ” ซง่ึ เป็นการใชถ้ อ้ ยคาํ ทม่ี ี
ความหมายตรงกนั ขา้ มกนั
๕.๔.๑ • การเล่นเสียง
สมั ผสั พยญั ชนะ สมั ผสั สระ
๏ มติ รพาลอยา่ คบให้ สนิทนกั ๏ พระสมทุ รสดุ ลกึ ลน้ คณนา
พาลใชม้ ติ รอยา่ มกั กล่าวใกล้ สายด่ิงทิ้งทอดมา หยงั่ ได้
ครนั้ คราวเคียดคมุ ชกั เอาโทษ ใสน่ า เขาสงู อาจวดั วา กาํ หนด
รเู้ หตุสง่ิ ใดไซร้ ส่อสิ้นกลางสนาม ยากแทห้ ยงั่ ถงึ
จติ มนุษยน์ ้ีไซร้
จะเห็นได้ว่า กวีใช้สัมผัสพยัญชนะต้น จะเหน็ ได้ว่า กวใี ช้สมั ผสั พยญั ชนะต้น
เสยี งเดยี วกนั คอื พยญั ชนะ “ก” “ค” และ “ส” เสยี งเดยี วกนั คอื สระ “อ”ุ และ “อิ”
๖. สรปุ
“โคลงโลกนิติ เป็นโคลงสภุ าษติ ทม่ี สี าํ นวนคมคาย ใชภ้ าษาเปรยี บเทยี บได้
สละสลวย แนวคดิ สามารถนํามาใชเ้ ป็นขอ้ คดิ คตสิ อนใจและเป็นแนวทาง
ในการดาํ เนินชวี ติ ในสงั คมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม”
Û¨ ®¹â˝ ³ ˾®Ófl
๑. โคลงโลกนิตฉิ บบั ต่าง ๆ มจี ํานวนไม่เท่ากนั เช่น โคลงโลกนิติ ฉบบั จารกึ วดั โพธิ ์ มี ๔๓๕ บท
แต่ประชุมโคลงโลกนิติ ฉบบั หอสมุดแห่งชาติ ซ่งึ เป็นฉบบั ทร่ี าชการไดช้ ําระและรวบรวมฉบบั ต่าง ๆ
มาไวใ้ นทเ่ี ดยี ว จะมจี าํ นวนทงั้ หมด ๙๑๑ บท
๒. ศาลาทศิ พระมณฑปวดั พระเชตุพนฯ ซง่ึ มศี ลิ าจารกึ โคลงโลกนิตปิ ระดบั ไวด้ า้ นนอกศาลาทศิ
๓. โคลงโลกนิติจําแลง พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่ (รชั กาลท่ี ๖)
ทรงดดั แปลงจาก โคลงโลกนิตขิ องเดมิ มาเปลย่ี นตอนทา้ ยใหเ้ ป็นเร่อื งขาํ ขนั ยวั่ ลอ้ ความเป็นไปในยุค
สมยั นนั้ บา้ ง ขอยกมาเพยี งบางบท ดงั น้ี
โคลงโลกนิติจาํ แลง : รชั กาลท่ี ๖ บวั บาน
กบเกดิ ในสระใต้
หน่ึงน้อย
ฤๅหอ่ นรรู้ สมาลย์ จึ่งโง่ ฉะนัน้ แล
นัน่ คือกบโบราณ พดู โอ้ปราชญง์ นั
กบใหม่มนั ช่างผล้อย
โคลงโลกนิติ : สมเดจ็ พระเดชา ฯ บวั บาน
กบเกดิ ในสระใต้
หน่ึงน้อย
ฤๅหอ่ นรรู้ สมาลย์ นับโยชน์ กด็ ี
ภมุ ราอยไู่ กลสถาน เกลือกเคล้าเสาวคนธ์
บินโบกมาค้อยค้อย
บรรณานุกรม
กรมวชิ าการ, กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (๒๕๔๓). โคลงโลกนิติ พระนิพนธ์สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอกรมพระยาเดชาดิศร. กรงุ เทพฯ:
โรงพมิ พค์ ุรสุ ภาลาดพรา้ ว.
กรมวชิ าการ, กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (๒๕๔๙). แนวการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรม ๓. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พค์ รุ สุ ภาลาดพรา้ ว.
กรมวชิ าการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๕๙). วรรณคดีวิจกั ษ์ ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ที่ ๑. พิมพ์ครงั้ ท่ี ๙. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ สกสค.
ลาดพรา้ ว.
นิยะดา เหลา่ สนุ ทร. (๒๕๓๗). โคลงโลกนิติ : การศึกษาท่ีมา. กรงุ เทพฯ: แมค่ าํ ผาง.
ปราชญา กลา้ ผจญั . (๒๕๕๔). โคลงโลกนิติ ถอดความเป็นรอ้ ยแก้ว. กรงุ เทพฯ: ปราชญา.
เดชาดศิ ร, สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยา. (๒๕๔๕). โคลงโลกนิติ. พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๑๐.
กรงุ เทพฯ: เรอื นปัญญา.