The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สรุปเนื้อหาของแต่ละทฤษฎีทั้ง 8 ทฤษฎี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by rusmeneeprasankarn, 2023-07-22 11:00:26

ทฤษฎีพัฒนาการและเด็กวัยประถมศึกษา

สรุปเนื้อหาของแต่ละทฤษฎีทั้ง 8 ทฤษฎี

จัดทำ โดย 1.) นางสาวมณฑกานต์ สุมาลี รหัสนักศึกษา6611198114 เลขที่ 14 2.) นางสาวรุสมีนี ประสารการ รหัสนักศึกษา6611198118 เลขที่ 18 3.) นางสาวสลิลทิพย์ เอียดจุ้ย รหัสนักศึกษา6611198122 เลขที่ 22 4.) นางสาวอรณิชา มะอะหมีน รหัสนักศึกษา6611198124 เลขที่ 24 เสนอ อาจารย์ ภัสราภรณ์ สหะกิจ


ทฤษฎีจิตสังคม (Psychological Theory) ได้แบ่งพัฒนาทางบุคลิกภาพออกเป็น 8 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 ความไว้วางใจ – ความไม่ไว้วางใจ ขั้นที่ 2 ความเป็นตัวของตัวเองอย่างอิสระ – ความสงสัยไม่แน่ใจตัวเอง ขั้นที่ 3 การเป็นผู้คิดริเริ่ม – การรู้สึกผิด ขั้นที่ 4 ความต้องการที่จะทำ กิจกรรมอยู่เสมอ – ความรู้สึกด้อย ขั้นที่ 5 อัตภาพหรือการรู้จักว่าตนเองเป็นเอกลักษณ์ – การไม่รู้จักตนเองหรือสับสน ในบทบาทในสังคม ขั้นที่ 6 ความใกล้ชิดผูกพัน – ความอ้างว้างตัวคนเดียว ขั้นที่ 7 ความเป็นห่วงชนรุ่นหลัง – ความคิดถึงแต่ตนเอง ขั้นที่ 8 ความพอใจในตนเอง – ความสิ้นหวังและความ ไม่พอใจในตนเอง ลำ ดับชั้นการพัฒนา บุคลิคภาพของอีริคสัน ลำ ดับชั้นการพัฒนา บุคลิคภาพของอีริคสัน อิริคสัน (Erikson) ได้เน้นน้ความสำ คัญของเด็กประถมศึกษาว่าเป็น วัยที่กำ ลังเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกใหม่และน่าตื่นเต้น สำ หรับเด็ก บุคลิกภาพจะสามารถพัฒนาได้ดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าแต่ละช่วง ของอายุเด็กที่พบสิ่งที่พึงพอใจตามขั้นพัฒนาการต่าง ๆ ของแต่ละวัยมาก เพียงใด ถ้าเด็กได้รับการตอบสนองต่อสิ่งที่ตนพอใจในช่วงอายุนั้น เด็กก็จะมี พัฒนาการทางบุคลิกภาพที่ดีและเหมาะสมและพัฒนาครอบคลุมถึงวัยผู้ใหญ่ ด้วย


ทฤษฎีพัฒนาการทาง จริยธรรมของโคลเบิร์ก ทฤษฎีพัฒนาการทาง จริยธรรมของโคลเบิร์ก ภาพรวมของทฤษฎี โคลเบิร์ก ทางจริยธรรมของ ทางจริยริ ธรรมของโคลเบิร์บิกร์ เด็กยังไม่มีคุณธรรมภายในใจ ของตนเอง เด็กเข้าใจเหตุผลของการกระทำ จากการยอมรับในเรื่องการลงโทษ และการได้รับรางวัลในพฤติกรรม เช่น การขโมยไม่ดี เพราะจะโดนลงโทษ คำ จำ กัดความ คำ ว่า จริยธรรม ของโคลเบิร์บิกร์ “จริยธรรม” เป็นความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับความถูกผิด และเกิดขึ้นจากขบวนการทางความคิดอย่าง มีเมีหตุผล ซึ่งต้องอาศัยวุฒิภาวะทางปัญญา การใช้เหตุผลเพื่อการตัดสิน ใจที่จะเลือกกระทำ อย่างใดอย่างหนึ่ง จะแสดงให้เห็นถึงความเจริญของ จิตใจของบุคคล การใช้เหตุผลเชิงจริยธรรม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ ของสังคมใดสังคมหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นการใช้เหตุผลที่ลึกซึ้งยากแก่ การเข้าใจยิ่งขึ้นตามลำ ดับของวุฒิภาวะทางปัญญา ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก ทำ ให้ผู้สอนรู้ว่าเด็กเล็กมีการ ตอบสนองข้อขัดแย้งในเรื่องจริยธรรมแตกต่างจากเด็กโต ซึ่งในการจัดการเรียนรู้ นั้น ผู้สอนควรกระตุ้นให้เด็กได้สื่อแนวคิดนั้นๆออกมา โดยสร้างบรรยากาศที่ สามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนอภิปรายได้อย่างอิสระ และใช้สถานการณ์ตัณ์ ตัวอย่างหรือ เหตุการณ์จณ์ริงที่เกิดขึ้นในห้องเรียนมากระตุ้นให้ผู้เรียน ตระหนักถึงการมีจริยธรรม


ภาพรวมของทฤษฎี 1) การจัดโครงสร้างของความรู้ให้มีความสัมพันธ์ และสอดคล้องกับพัฒนา การ ทางสติปัญญาของเด็ก มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก 2) การจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับความพร้อมของ ผู้เรียน และ สอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนจะช่วยให้การ เรียนรู้เกิดประสิทธิภาพ 3) การคิดแบบหยั่งรู้ (intuition) เป็นการคิดหาเหตุผลอย่างอิสระที่สามารถ ช่วยพัฒนาความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์ได้ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนระดับประถมศึกษา 1)ผู้เรียนต้องมีแรงจูงใจภายใน มีความอยากรู้ อยากเห็นสิ่งต่างๆรอบตัว 2) โครงสร้างของบทเรียนซึ่งต้องจัดให้เหมาะสมกับผู้เรียน 3)การจัดลำ ดับความยาก-ง่ายของบทเรียนโดยคำ นึงถึงพัฒนาการทางสติ ปัญญาของผู้เรียน 4)ในการเรียนการสอนควรส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิดอย่างอิสระให้มากเพื่อ ช่วยส่งเสริมความคิด สร้างสรรค์ของผู้เรียน บรุนเนอร์ (Bruner) เป็นนักจิตวิทยาที่สนใจและศึกษาเรื่องของ พัฒนาการทางสติ ปัญญาต่อเนื่องจากเพียเจต์ บรุนเนอร์เชื่อว่ามนุษนุย์ เลือกที่จะรับรู้สิ่งที่ตนเองสนใจ และการเรียนรู้เกิดจากกระบวนการค้น พบด้วยตัวเอง (discovery learning) ทฤษฎีพัฒนาการทางความคิด ความเข้าใจของบรุนเนอร์ ทฤษฎีพัฒนาการทางความคิด ความเข้าใจของบรุนเนอร์


ทฤษฎีวัฒนธรรมเชิงสังคมของไวกอตสกี้ระบุว่าชุมชนและภาษานั้นเป็น จุดศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ ในขณะที่ ฌอง เพียเจต์ สรุปว่าการพัฒนา ด้านสติปัญญาของเด็กนั้นเกิดขึ้นเป็นลำ ดับขั้นตอน ไวกอตสกี้ไม่ ยอมรับทฤษฎีนี้และเชื่อว่าเด็กแต่ละคนพัฒนาตามลำ ดับขั้นตอนของ ตัวเองผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ไวกอตสกี้ประกาศว่าทุกคนเกิดมา พร้อมกับพื้นฐานทางความคิด 4 ประการ ซึ่งก็คือ ความสนใจ ความรู้สึก การรับรู้ และความทรงจำ สภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นปัจจัย หลักที่ทำ ให้เราสามารถนำ พื้นฐานทั้ง 4 รูปแบบมาใช้เพื่อที่จะพัฒนาไปสู่ความ คิดขั้นที่สูงขึ้น ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา ของไวก็อตสกี้ ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา ของไวก็อตสกี้ พื้นที่รอยต่อพัฒนาการ หรือ (Zone of Proximal Development) การพัฒนานี้มักจะเกิดขึ้นใน “พื้นที่รอยต่อพัฒนาการ” หรือ (Zone of Proximal Development) โดยความสามารถลำ ดับแรกของ มนุษนุย์ คือสิ่งที่เราสามารถทำ ได้ด้วยตัวเอง ลำ ดับที่สองจึงเป็น “พื้นที่รอยต่อพัฒนาการ” ซึ่งรวมสิ่งที่เราสามารถทำ ได้ด้วยความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ เพื่อน เทคโนโลยี หรือสิ่งที่ไวกอตสกี้เรียกว่า ‘ผู้ที่รู้มากกว่า’ นั่นเอง ลำ ดับสุดท้ายก็คือสิ่งที่เรายังไม่มีความสามารถหรือ พัฒนาการที่ทำ ได้ในตอนนี้ ไวกอตสกี้ยังสร้างการเชื่อมต่อที่ชัดเจนระหว่างวาจาและ ความคิดไว้ว่า “คำ พูดความคิดในหัว” นั้นได้รับอิทธิพลมาจากการพูดสนทนากับบุคคลภายนอก ซึ่งถูกซึมซับกลายมาเป็นความคิดภายในของตัวเอง แปลว่าความคิดภายในของเรานั้นถูกพัฒนามา จากบทสนทนาภายนอกนั่นเอง เพราะฉะนั้นเด็กเล็กที่ยังไม่ได้พัฒนาผ่านกระบวนการนึกคิดนี้จะยังคง ‘คิดเป็นเสียงดัง’ ออกมาอยู่ ซึ่งก็คือการพูดทุกอย่างออกมา เพราะยังคิดเองในหัวไม่เป็น หากผ่าน กระบวนการนี้แล้ว เด็ก ๆ จะสามารถแยกความคิดในหัวออกจากความคิดที่เปล่งออกเป็นคำ พูดได้


ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) จิตแพทย์ชาวออสเตรีย ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) จิตแพทย์ชาวออสเตรีย ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ ฟรอยด์เชื่อว่ามนุษนุนุย์นุย์มีสัญชาตญาณติดตัวมาแต่กำ เนิด พฤติกรรมของบุคคลเป็นผลมาจากแรง จูงใจหรือแรงขับพื้นฐานที่กระตุ้นให้บุคคลมีพฤติกรรมนั่นก็คือสัญสัชาตญาณทางเพศ (sexual instinct) 2 ลักษณะคือ 1.สัญสัชาตญาณเพื่อการดำ รงชีวิต 2.สัญสัชาตญาณเพื่อความตาย ฟรอยด์ได้กล่าวถึงพลังงานพื้นฐานทางจิตที่เรียกว่า Libido ซึ่งเกิดมาพร้อมกับมนุษนุย์พลังงานเหล่านี้ เป็นแหล่งของแรงขับทางเพศของบุคคลทั้งหมด โดยเน้นน้ ว่าชีวิตทางเพศของมนุษนุย์นั้น ไม่ได้เริ่มในวัยหนุ่มนุ่สาว แต่เริ่มมาตั้งแต่วัยเด็กและจะค่อยๆ พัฒนาเปลี่ยนรูปแบบเป็นลำ ดับขั้นไป ถ้าการเปลี่ยนแปลงไม่เป็นไปตามขั้นจะมีการชะงัก (Fixation) หรือการถอยกลับ (Regression) ทำ ให้มีผลไปถึงบุคลิกภาพเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ขั้นพักหรือขั้นแฝง (Latency Stage) อายุ 6 -12ปี การกระตุ้นของลิบิโดเป็นไปอย่างสะเปะสะปะไม่อยู่ที่บริเวณ ใดบริเวณหนึ่งโดยเฉพาะ จึงไม่มีภาวะติดค้าง เด็กจะมุ่ง พัฒนาทางด้านสังคมและสติปัญญา เด็กเก็บกดความ ต้องการทางเพศหรือความต้องการทางเพศลดลง (Quiescence Period) เด็กชายมักเล่นหรือจับกลุ่มกับเด็ก ชาย ส่วนเด็กหญิงก็จะเล่นหรือจับกลุ่มกับเด็กหญิง ขั้นแสวงหาความสุขจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว (Latency stage) อายุ 7-13 ปี ในระยะนี้พลังการขับเคลื่อนนั้นได้ถูกถูกดทับอยู่ เนื่องจากพลังงานทางเพศถูกเปลี่ยนเป็นพัฒนาการด้านทักษะ การใช้ชีวิต อภิอัตตา (superego) ของเรากำ ลังพัฒนาทำ ให้เรามี ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีบุคคลในอุดมคติที่เป็นเพศ เดียวกันกับตนเอง และมีเพื่อนฝูงมากขึ้น


ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ทฤษฎีพัฒนาของกีเซล (Gesell) อธิบายถึงพัฒนาการทางกายที่มีรูปแบบที่แน่นอน และเป็น ไปตามลำ ดับขั้นสภาพแวดล้อมมีส่วนช่วยส่งเสริมและต่อเติมพัฒนาการ ของเด็ก กีเซลเน้นน้ถึงการเติบโตและลักษณะของเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน ถึงแม้เเบบแผน และขั้นตอนพัฒนาการจะเหมือนกัน พัฒนาการของเด็กด็เป็นกระบวนการที่ประสานสัมพันธ์ กันทุกด้านทั้งร่างกาย จิตใจดังนั้นการพัฒนาเด็กจึงต้องพัฒนาไปพร้อมๆกันทุกด้าน ทฤษฎีพัฒนาการทางร่างกายของกีเซลมีส่วนในการจัดสภาพแวดล้อมและการจัดกิจกรรม ให้แก่เด็ก โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาเด็กให้ครบทุกด้าน - โครงสร้างของทฤษฎีกีเซล ยึดพัฒนาการเด็ก คุณลักษณะที่พึงประสงค์ และประสบการณ์สำณ์ สำคัญ - ไม่เร่งสอนสิ่งที่ยากเกินพัฒนาการตามวัยของเด็ก - จัดกิจกรรมให้เด็กมีโอกาสเคลื่อนไหว กิจกรรมเดี่ยวและกิจกรรมกลุ่ม - จัดกิจกรรมให้เด็กได้ฟัง ได้พูด ท่องคำ คล้องจอง ร้องเพลง ฟังนิทาน ทฤษฎีพัฒนาของกีเซล (Gesell) อธิบายถึงพัฒนาการทางกายที่มีรูปแบบที่แน่นอนและเป็นไปตามลำ ดับขั้น สภาพแวดล้อมมีส่วนช่วยส่ง เสริมและต่อเติมพัฒนาการของเด็ก กีเซลเน้นน้ถึงการเติบโตและลักษณะของเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน ถึง แม้แบบแผนและขั้นตอนพัฒนาการจะเหมือนกัน พัฒนาการของเด็กเป็นกระบวนการที่ประสานสัมพันธ์ กันทุกด้านทั้งร่างกาย จิตใจดังนั้นการพัฒนาเด็กจึงต้องพัฒนาไปพร้อมๆกันทุกด้าน ทฤษฎีพัฒนาการทาง ร่างกายของกีเซลมีส่วน ในการจัดสภาพแวดล้อมและการจัดกิจกรรมให้แก่เด็ก โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาเด็กให้ครบทุกด้าน 1. พฤติกรรมด้านการเคลื่อนไหว (gross motor development) เป็นความสามารถของร่างกายที่ ครอบคลุมถึงการบังคับอวัยวะต่าง ๆ 2. พฤติกรรมด้านการปรับตัว(fine motor or adaptive development) เป็นความสามารถในการประสาน งานระหว่างระบบการเคลื่อนไหวกับระบบความรู้สึก เช่น การประสานงานระหว่างตากับมือ 3. พฤติกรรมทางด้านภาษา ( LANGUAGE DEVELOPMENT) ประกอบด้วยวิธีสื่อสารทุกชนิด เช่น การ แสดงออกทางหน้าน้ตา ท่าทาง 4. พฤติกรรมทางด้านนิสัยส่วนตัวและสังคม (personal social development) เป็นความสามารถในการ ปรับ ตัวของเด็กระหว่างบุคคลกับบุคคลและบุคคลกับกลุ่มภายใต้ภาวะแวดล้อมและสภาพความเป็นจริง นับเป็นการปรับตัวที่ต้องอาศัยการเจริญเติบโตของสมองและระบบการเคลื่อนไหว ทฤษฎีฎี ฎี วุ ฎี วุ วุ ฒิ วุ ฒิ ฒิ ภ ฒิ ภาวะของกีกี กี เ กี เซลล์ล์ ล์ล์


ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget) ได้ศึกษา เกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านความคิดของเด็กว่ามีขั้นตอนหรือกระบวน การอย่างไร ทฤษฎีของเพียเจต์ตั้งอยู่บนรากฐานของทั้งองค์ประกอบที่ เป็นพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม เขาอธิบายว่า การเรียนรู้ของเด็กเป็นไป ตามพัฒนาการทางสติปัญญา ซึ่งจะมีพัฒนาการไปตามวัยต่าง ๆ เป็น ลำ ดับขั้น พัฒนาการเป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ควรที่จะเร่งเด็ก ให้ข้ามจากพัฒนาการจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่งเพราะจะ ทำ ให้เกิดผลเสียแก่เด็ก ทฤษฎีพัฒนาการทาง สติปัญญาของเพียเจต์ ทฤษฎีพัฒนาการทาง สติปัญญาของเพียเจต์ แต่การจัดประสบการณ์ส่ณ์ ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กใน ช่วงที่เด็กกำ ลังจะพัฒนาไปสู่ขั้นที่สูงกว่า สามารถช่วยให้เด็กพัฒนา ไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เพียเจต์เน้นน้ความสำ คัญของการเข้าใจ ธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กมากกว่าการกระตุ้นเด็กให้มีพัฒนา การเร็วขึ้น เพียเจต์สรุปว่า พัฒนาการของเด็กสามารถอธิบายได้โดย ลำ ดับระยะพัฒนาทางชีววิทยาที่คงที่ แสดงให้ปรากฏโดยปฏิสัมพันธ์ ของเด็กกับสิ่งแวดล้อม - ขั้นที่ 1 ประสาทการรับรู้และการเคลื่อนไหว (อายุ 0 – 2 ปี) ในขั้นตอนนี้ เราพัฒนาประสาทสัมผัสทั้ง 5 ผ่านประสบการณ์แณ์ละการเคลื่อนไหว สมองของเราต้องการที่จะมองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รับรส และสัมผัสให้ได้มากที่สุด - ขั้นที่ 2 ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (อายุ 2 – 7 ปี) ความคิดของเรายังคงถูกจัด ประเภทตามสัญลักษณ์แณ์ละความคิดโดยสัญชาตญาณอยู่ เรายังคงมีจินตนาการ ที่เปี่ยมล้นและเชื่อว่าวัตถุต่าง ๆ นั้นมีชีวิตเพราะยังไม่สามารถแยกแยะอะไรที่ เจาะจงได้ ดังนั้นเพียเจต์จึงเรียกขั้นตอนนี้ว่า ขั้นก่อนปฏิบัติการคิดนั่นเอง -ขั้นที่ 3 ขั้นปฏิบัติการคิดแบบเป็นรูปธรรม (อายุ 7 – 11 ปี) ในที่สุดเราก็ค้นพบเหตุผลเชิงตรรกะและเริ่มพัฒนาความคิดแบบเป็นรูปธรรม เช่น การเรียงวัตถุ ตัวอย่างก็คือการใช้เหตุผลแบบอุปนัย หากเราเห็นใครคนหนึ่งกำ ลังกิน คุกกี้ เราก็สามารถหาข้อสรุปแบบคร่าวๆ ในการกระทำ ของเขาได้ -ขั้นที่ 4 ขั้นปฏิบัติการคิดแบบเป็นนามธรรม (อายุ 12 ปีขึ้นไป) เมื่อเราโตเป็นวัยรุ่น เราจะเริ่มคิดแบบเป็นนามธรรม สามารถคิดอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับแนวความ คิดที่เป็นนามธรรมและเหตุการณ์แณ์นวสมมติ ความสามารถทางปัญญาที่สูงขึ้นทำ ให้ เราเข้าใจแนวคิดแบบที่ไม่สามารถจับต้องได้มากขึ้นแล้ว


Click to View FlipBook Version