The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sirigam111, 2021-03-20 09:55:36

ใบความรู้ ม.3 เทอม1

ใบความรู้



ชื่อหน่วยการเรียนรู้ รำมาตรฐาน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓

แผนการเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง รำแม่บทนางนารายณ์ ออกต้นวรเชษฐ์ เวลา ๓๖ ชั่วโมง




ประวัติความเป็นมารำแม่บทนางนารายณ์

(แม่บทเล็ก)



การร่ายรำแม่บทเล็กนี้ ได้ปรากฏในตำราการฟ้อนรำของอินเดีย ซึ่งกล่าวถึงพระอิศวร ได้ฟอนรำ

ให้มนุษยโลกได้ชม ชาวอินเดียเชื่อว่าที่ตำบลจิทัมพรัม ในอินเดียทางตอนใต้ (ในแคว้นมัทราส) เป็นที่ซึ่ง

พระอิศวรทรงแสดงการร่ายรำ และต่อมาได้สร้างรูปปั้นพระอศวรปางนี้ และเรียกการฟอนรำนี้ ว่า “นาฏ


ราช” พวกพราหมณ์ได้ถ่ายแบบนำไปเผยแพร่ ปัจจุบันยังมีสถานที่แห่งนี้อยู่ สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ.

๑๘๐๐ เป็นรูปพระอศวรทรงแสดงการฟอนรำทั้งหมด ๑๐๘ ท่า ที่ปรากฏในตำรานาฏยศาสตร์ มีท่ารำ


ทั้งหมด ๓๒ ท่า ท่ารำต่าง ๆ ที่ไทยนำมาประดิษฐ์เป็นท่ารำแม่บทเล็ก เช่น ท่าสอดสร้อยมาลา คือ ท่า

ร้อยดอกไม้ เป็นลักษณะของมือที่จีบที่ชายพกข้างหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งตั้งวง เมื่อสอดจีบขึ้นก็เหมือน

ลักษณะการร้อยดอกไม้ เป็นต้น

แม่บทนางนารายณ์ หรือ แม่บทเล็ก เป็นการรำอยู่ในการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน

นารายณ์ปราบนนทุก ซึ่งปรากฏในพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๑ ว่า “ นนทุกเป็นยักษตนหนึ่ง มีหน้าที่ล้าง



เท้าเทวดานางฟ้าเวลาจะขึ้นเฝ้าพระอศวร เมื่อนนทุกล้างเท้าให้แล้ว เทวดานางฟาจะแกล้งนนทุกโดยการ
ดึงผมของนนทุกจนศีรษะล้าน นนทุกมีความโกรธแค้นมาก ได้นำเรื่องนี้ทูลพระอิศวร และขอพรพระ

อิศวรโดยการให้มีนิ้วเพชรซึ่งชี้ใครก็จะตาย เมื่อเทวดานางฟ้ามาขึ้นเฝ้าพระอิศวร และให้นนทุกล้างเท้า

เหล่าเทวดาได้แกล้งนนทุกเช่นเคย นนทุกโกรธจึงใช้นิ้วเพชรชี้เทวดานางฟ้าได้รับความเดือดร้อน เทวดา

นางฟ้าจึงไปเฝ้าพระนารายณ์และได้ทูลขอให้พระนารายณ์ไปช่วยปราบ พระนารายณ์ได้แปลงเป็นหญิงงาม

รำล่อให้นนทุกหลงใหล โดยการให้นนทุกรำตาม ถ้านนทุกรำตามได้ถูกต้องก็จะยอมเป็นภรรยาของนนทุก

นนทุกยอมทำตาม เมื่อถึงเนื้อร้องที่ว่า “ฝ่ายว่านนทุกก็รำตาม ด้วยความพิสมัยใหลหลง ถึงท่านาคาม้วน

หางลง ก็ชี้ลงเพลาพลันทันใด” นนทุกก็ชี้นิ้วลงที่ขาตนเองถึงแก่ความตาย แต่ก่อนที่จะถึงแก่ความตาย

นนทุกได้เห็นพระนารายณ์มี ๔ กร และได้ตัดพ้อต่อว่าพระนารายณ์ว่าเอาเปรียบตน ที่มาแปลงตัวเป็น

หญิงงามรำล่อให้ตนหลงใหล พระนารายณ์จึงได้บอกนนทุกว่า เมื่อนนทุกลงไปเกิดในโลกมนุษย์ ให้นนทุก

มี ๑๐ เศียร ๒๐ กร และพระองค์จะมีแค่ ๒ กร ก็จะสู้รบนนทุกได้ เรื่องราวข้างต้นนี้ จึงเป็นต้น

กำเนิดของเรื่องรามเกียรติ์ การร่ายรำของพระนารายณ์แปลง ก็คือ การรำแม่บทเล็ก ซึ่งใช้ทำนองเพลง

ชมตลาด ต่อมาเรียกการรำชุดนี้ว่า “แม่บทเล็ก หรือ แม่บทนางนารายณ์”





บทร้องเพลงแมบทนางนารายณ์




ปี่พาทยทำเพลงรัว
ร้องเพลงชมตลาด

เทพนมปฐมพรหมสี่หน้า สอดสร้อยมาลาเฉิดฉิน

ทั้งกวางเดินดงหงส์บิน กินรินเลียบถ้ำอำไพ (รับ)

อีกช้านางนอนภมรเคล้า แขกเต้าผาลาเพียงไหล่

เมขลาโยนแก้วแววไว มยุเรศฟ้อนในนภาพร (รับ)

ยอดตองต้องลมพรหมนิมิต อีกทั้งพิสมัยเรียงหมอน

ย้ายท่ามัจฉาชมสาคร พระสี่กรขว้างจักรฤทธิรงค์ (รับ)

ปี่พาทยทำเพลงวรเชษฐ์ เพลงเร็ว – ลา



ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง

ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า เครื่องคู่ หรือเครื่องใหญ่ ได้ตามโอกาส ประกอบด้วย ระนาดเอก ฆ้องวง

ใหญ่ ปี่ใน กลองทัด ฉิ่ง

การแต่งกาย แต่งกายแบบยืนเครื่องพระ – นาง

























โอกาสที่ใช้แสดง ใช้แสดงเป็นระบำเบ็ดเตล็ด แสดงในงานรื่นเริงต่างๆ หรือเป็นระบำประกอบการแสดง

โขน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน นารายณ์ปราบนนทุก

เครื่องแต่งกายพระ-นาง







เครื่องแต่งกายตัวพระ


(แขนขวา แสดงเสื้อแขนสั้น ไม่ต้องมีอินทรธนู แขนซ้าย แสดงเสื้อ

แขนยาว มีอินทรธนู)

กำไลเท้า 2. สนับเพลา 3. ผ้านุ่ง 4. ห้อยข้าง, เจียระบาด, ชาย

แคลง5. ฉลององค์ 6. รัดสะเอว 7. ห้อยหน้า, ชายไหว 8.ทับ

กระถอบ 9. ปั้นเหน่ง10. กรองคอ, กรองศอ

11. ตาบหน้า, ตาบทับ, ทับทรวง

12. อินทรธนู13. พาหุรัด

14. สังวาล 15. ตาบทิศ 16. ชฏา

17. ดอกไม้เพชร (ขวา)18. จอนหู,

กรรเจียก, กรรเจียกจร 19.ดอกไม้ทัด (ขวา) 20. อุบะ, พวงดอกไม้

21. ธำมรงค์ 22. แหวนรอบ 23. ปะวะหล่ำ 24. กำไลแผง, ทองกร







เครื่องแต่งกายตัวนาง

1. กำไลเท้า 2. เสื้อในนาง 3. ผ้านุ่ง 4. เข็มขัด

5. สะอิ้ง 6. ผ้าห่มนาง 7. นวมนาง, กรองศอ, สร้อยนวม

8.จี้นาง, ตาบทับ, ทับทรวง

9. พาหุรัด 10. แหวนรอบ 11. ปะวะหร่ำ 12. กำไลตะขาบ

13. กำไลสวม, ทองกร 14. ธำมรงค์ 15. มงกุฎ

16. จอนหู, กรรเจียก, กรรเจียกจร 17. ดอกไม้ทัด (ซ้าย) 18. อุบะ, พวงดอกไม้ (ซ้าย)

นาฏยศัพท์ที่สำคัญ





 ตั้งวง เป็นอาการของมือที่เหยียดตึงทั้ง ๕ นิ้ว แต่นิ้วหัวแม่มือหักเข้าหาฝ่ามือเล็กน้อย

การตั้งวงที่สวยหรือถูกต้องนั้น จะต้องหักข้อมือเข้าหาลำแขนให้มาก และทอดลำแขนให้โค้งพองาม การ

ตั้งวงมักเรียกตามตำแหน่งที่มีอยู่ ซึ่งแบ่งเป็น

❖ วงบน เป็นวงโค้ง โดยลำแขนส่วนบนลาดไหล่เล็กน้อย ช้อนลำแขนส่วนล่างขึ้น

กันวงออกไปข้าง ๆ แยกเป็นวงสูงและวงต่ำ สำหรับพระ ให้ยกสูงระดับแง่ศีรษะ ส่วนวงนางอยู่ระดับหาง

คิ้ว

❖ วงบัวบาน ยกแขนคล้ายวงโค้ง แต่หงายท้องแขนขึ้น หงายฝ่ามือ จะเป็นข้างใด

ข้างหนึ่ง หรือ ๒ ข้างก็ได้

❖ วงกลาง คือ ส่วนโค้งของลำแขนที่มิได้อยู่ระดับวงบน หรือวงล่าง แต่อยู่ระดับกลาง

ลักษณะวงกลางนี้ คือ ยกแขนให้ส่วนโค้งอยู่ข้างคล้ายวงสูง แต่ลดระดับลงให้แขนส่วนบนลาดลงล่างมาก

ๆ นิ้วอยู่ระดับศอกให้ตรงกับเกลียวข้าง ช้อนลำแขนส่วนล่างขึ้นบนเล็กน้อย

❖ วงล่าง คือ ส่วนโค้งของลำแขนที่ทอดโค้งลงมาเบื้องล่าง ลำแขนส่วนล่างจะพลิก

หงายหรือคว่ำสุดแต่กิริยา คือ ท่าตั้งวงมือแบคว่ำ แขนส่วนล่างก็พลิกคว่ำ ท่าตั้งวงล่างนี้ ให้ทำวงแขน

เป็นช่องระหว่างข้อลำแขนกับเกลียวข้าง ลำแขนส่วนล่างโค้งเข้าหาตัว ปลายมืออยู่ระดับหน้าท้อง

❖ วงหน้า คือ วงที่ทอดลำแขนให้โค้งอยู่ข้างหน้า เช่น มือซ้าย ท่าเฉิดฉิน วงหน้าของ


พระต้องผายลำแขนไปข้าง ๆ เล็กน้อย ส่วนนางปลายนิ้วตรงกับระดับปาก วงนี้อาจสูงหรือต่ำบ้างเป็นบาง
ท่า สุดแต่ลีลาท่ารำนั้น ๆ




 จีบ เป็นอาการของมือโดยใช้นิ้วหัวแม่มือมาจรดกับข้อที่หนึ่งของนิ้วชี้ ส่วนนิ้วที่เหลือทั้ง

สามเหยียดตึง และกรีดออกไปเหมือนรูปพัด และต้องหักข้อมือเข้าหาลำแขนเสมอ จีบมี ๒ ลักษณะ คือ

❖ จีบหงาย คือ หงายข้อมือให้ปลายนิ้วชี้ขึ้นบน

❖ จีบคว่ำ คือ คว่ำข้อมือลงให้ปลายนิ้วชี้ลงล่าง





นอกจากนี้ ลักษณะจีบที่นำไปใช้ในแบบต่าง ๆ ยังแบ่งออกเป็น

❖ จีบปรกหน้า ส่วนของมือจีบนั้นคล้ายจีบหงาย เพราะลำแขนส่วนล่างเปิดหงายขึ้น

หันเข้าหาลำตัวทั้งแขนและมืออยู่ข้างหน้า หันจีบเข้าตรงหน้า

❖ จีบหลัง การตั้งจีบคว่ำไปข้างหน้า แล้วค่อย ๆ ลดจีบส่งแขนไปข้างหลัง ลักษณะ

จีบกลับหงายขึ้น

❖ จีบปรกข้าง คล้ายจีบปรกหน้า แต่ลำแขนอยู่ข้าง



 กราย เป็นกิริยาเคลื่อนไหวของมือจีบที่หงาย ซึ่งมีลำแขนเหยียดตรงค่อยๆ ม้วนข้อมือให้จีบ

คว่ำลงช้า ๆ แล้วคลายจีบจนมือแบ แล้วตั้งวงเฉียงค่อนไปข้างหน้า



 ล่อแก้ว เป็นอาการของมือที่มีลักษณะคล้ายจีบ แต่ใช้นิ้วกลางมากดที่ข้อที่หนึ่งของ

นิ้วหัวแม่มือ ให้เป็นรูปวงกลม นิ้วที่เหลือกรีดตึง



 ประเท้า เป็นกิริยาของเท้าที่วางอยู่เบื้องหน้า ใช้ในท่ารำก่อนจะยกเท้า คือ อาการเผยอ

จมูกเท้าขึ้นเพียงนิดเดียว โดยที่ส้นเท้ายังติดพื้นอยู่ครึ่งหนึ่ง แตะลงเบา ๆ แล้วยกขึ้น วิธีประนี้ต้องห่มเข่า

ก่อนทุกครั้ง




 กระทุ้ง เป็นอาการของเท้าที่วางอยู่เบื้องหลัง กระทุ้งก่อนยกขึ้นเช่นเดียวกับประ หากแต่
อยู่ข้างหลัง ซึ่งส่วนของจมูกเท้าที่วางอยู่กับพื้นส่วนส้นนั้นเปิดอยู่ การกระทุ้ง คือ การกระแทกจมูกเท้ากับ


พื้นเบา ๆ แล้วจึงยกขึ้น



 ขยั่น เป็นอาการเคลื่อนไหวเท้าทั้งสอง เพื่อพาตัวเคลื่อนไป โดยเท้าหนึ่งวางอยู่ข้างหลังด้วย

ื้
จมูกเท้า อีกเท้าหนึ่งยืนเต็มเท้าอยู่ข้างหน้า ใช้จมูกเท้าหลังยืนพน เพื่อช่วยให้เท้าหน้าเขยิบออก เมื่อเท้า
หน้ากระเถิบได้แล้ว เท้าหลังก็ตามมา ขยั่นนี้ต้องทำเร็ว ๆ ให้ส่วนของเท้าเรียบไปกับพื้น และชิด ๆ กันไป

ให้ตัวเคลื่อนเหมือนลอยไป

 ถัดเท้า กิริยาถัดเท้ามี ๒ ชนิด คือ ถัดเท้าอยู่กับที่ และถัดเท้าเคลื่อนตัวไป



❖ ถัดเท้าอยู่กับที่ แบ่งเป็นถัดเท้าไขว้ กับถัดเท้ายืนเสมอกัน สำหรับถัดเท้าไขว้นั้น

เท้าหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้า และอีกเท้าหนึ่งอยู่ข้างหลัง เปิดส้นเท้า วิธีการถัด คือ วางเท้าหลังราบลงให้

น้ำหนักอยู่ข้างหลัง แล้วใช้จมูกเท้าหน้าถัดออกไป การถัดจมูกเท้าก็คือ การเสือกจมูกเท้าไปกับพื้นเบา ๆ

แล้ววางเท้าที่ถัดราบลงให้น้ำหนักอยู่หน้า ยกเท้าหลังเหนือพื้นเล็กน้อย แล้วงวางจมูกเท้าหลังลงอกเพอให้
ื่

จมูกเท้าหน้าได้ถัดอีก ทำเช่นนี้ตามจังหวะ ส่วนถัดเท้ายืนเสมอกันนั้น คือ อาการยืนอยู่กับที่ ซึ่งเท้าทั้ง

สองวางอยู่คู่กัน การปฏิบัติก็ทำเช่นเดียวกัน



❖ ถัดเท้าเคลื่อนตัว ได้แก่ การถัดเท้าเดิน โดยใช้เท้าขวาเป็นฝ่ายถัด



 จรด คือ การใช้จมูกเท้าข้างหนึ่งแตะลงพื้น โดยยกส้นขึ้นมิให้ถูกกับพื้น จะจรดข้างไหนก็

มิได้จำกัด แต่อาศัยอีกเท้าหนึ่งเป็นฝ่ายยืนรับน้ำหนัก เพื่อให้อีกเท้าหนึ่งก้าวมาจรด



 สะดุด คือ อาการของเท้าที่ใช้เคลื่อนไหวประกอบท่ารำ โดยใช้เท้าข้างหนึ่งวางอยู่ข้างหน้า

และอีกข้างหนึ่งวางอยู่ข้างหลัง วิธีสะดุด ใช้เท้าหลังยืนด้วยจมูกเท้ารับน้ำหนัก เผยอเท้าหน้าขึ้นเล็กน้อย

พอให้ส่วนฐานเท้ายืนไปกับพื้นได้ การเสือกฐานเท้าหน้าต้องกระทำแรง ๆ และชะงักไว้เหมือนอาการสะดุด

จริง ๆ เมื่อสะดุดเท้าหน้าแล้ว ให้ยืนเท้าหน้านั้นเต็มเท้า เพื่อรับน้ำหนักให้เท้าหลังก้าวมายืนเต็มเท้า

ข้างหน้าบ้าง




 สะบัดมือ คือ อาการกิริยาของมือที่เนื่องมาจากท่าจีบจากจีบหงาย หรือจีบปรกข้าง วิธี
สะบัด ให้คลายจีบออกพร้อมกับสลัดข้อมือออกจากลำแขน พร้อมกับหงายฝ่ามือ ทำจังหวะข้อมือแผ่มือ


ออกเป็นท่ารำ แบมือคว่ำ



 คลายมือ คือ กิริยามือเนื่องมาจากจีบคว่ำ ค่อย ๆ ปล่อยจีบให้คลายออกให้ข้อมือหงายขึ้น

ปล่อยจีบออกช้า ๆจนมือแบหงาย แล้วจะกลับฝ่ามือตั้งขึ้น

 ม้วนมือ คือ กิริยาเนื่องมาจากจีบหงาย กระทำเพื่อเปลี่ยนจากมือจีบเป็นมือแบ วิธีม้วน

ค่อย ๆ ปักจีบหงายอยู่ส่งล่างด้วยการม้วนข้อมือลง แล้วคลายจีบออกให้มือแบ ทำจังหวะที่ข้อมือ แล้วตั้ง

วง



 รวมมือ คือ กิริยาที่นำมือทั้งสองมารวมไว้ใกล้ ๆ กัน จะเป็นมือหนึ่งจีบ มือหนึ่งแบก็ได้

เช่น ท่าภมรเคล้า การรวมมือรวมสูงหรือต่ำก็ได้



 ฉายมือ คือ กิริยาแบมือที่ตะแคงอยู่ในระดับต่ำ เสมออก ศอกงออยู่ก่อน วิธีฉาย เอียง

ศีรษะตรงกันข้ามกับมือที่ฉาย ค่อย ๆ แทงปลายนิ้วออกไปข้างหน้า ฝ่ามือยังตะแคงอยู่ แล้วค่อย ๆ

เหยียดออกตึง



 แตะเท้า คือ อาการเล่นเท้าชนิดหนึ่ง ที่ใช้จมูกเท้าแตะลงบนพื้นเบา ๆ



 ยกเท้า แบ่งเป็นยกหน้า ยกข้าง กระดกหลัง กระดกเสี้ยว กระดกเท้านี้เนื่องมาจากกิริยา

ประอย่างหนึ่ง กระทุ้งหลังอย่างหนึ่ง และยกโดยปราศจากการประ หรือกระทุ้งอีกอย่างหนึ่ง




❖ การยกเท้าหน้า สำหรับพระให้กันเข่าออกไปทางเท้าที่ยก ส่วนนางไม่ต้องกันเข่า



❖ กระดกหลัง คือ อาการยกเท้าออกไปข้างหลัง หักข้อเท้าเข้าหาลำเท้า กระดกนี้

เป็นท่าสืบเนื่องมาจากการกระทุ้ง แล้วยกเท้าขึ้นข้างหลังนั่นเอง และต้องถีบเข่าไปข้างหลังมาก ๆ จึงจะ

งาม



❖ กระดกเสี้ยว คล้ายกระดกหลัง แต่ผายลำขามาไว้ข้างๆ ตรงระดับไหล่ กระดกส้น

เท้าให้ฝ่าเท้าหงายอยู่ข้างตัว คือ ต่ำกว่าสะโพกเล็กน้อย กันเข่าห่างออกไปจากเข่าที่ยืน ระดับต่ำกว่าเข่า

ตึงปลายเท้าขึ้น



 โบก เป็นกิริยามือที่เนื่องมาจากท่าจีบ แบ่งเป็นโบกพักเพลง และโบกท่ารำทั่วไป วิธีการ

โบก คือ เมื่อตัวหันไปทางขวา มือขวาเป็นฝ่ายตั้งวงล่าง มือซ้ายเป็นฝ่ายจีบหงาย ตลบเข้าหาตัวทั้งสอง

มือ รวมกันอยู่ใกล้กับระดับชายพก ประกอบด้วยกิริยาเท้า ซึ่งเท้าขวาเป็นฝ่ายรับน้ำหนัก เท้าซ้ายข้าง


เดียวกับมือจีบเป็นฝ่ายประ เมื่อห่มเข่าประเท้าแล้ว ให้สาวจีบออกห่างตัว ศีรษะตัวเอยงอยู่ข้างซ้ายขณะ
สาวจีบออกชายพก แขนที่มีมือจีบยกสูงขึ้นทุกๆ ที คลายจีบออกให้อยู่ในท่าตั้งวง ตั้งวงสูงค่อนมาหน้านิด

หนึ่ง มือขวาส่งจีบหลัง เมื่อแขนทั้งสองอยู่ที่แล้วจะห่มเข่าลง วางเท้าที่ประด้วยส้นเท้า



 ลักคอ คือ การปฏิบัติให้ศีรษะที่เอียงตรงข้ามกับไหล่ที่กด





ใบความรู้



ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ระบำมาตรฐาน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓

แผนการเรียนรู้ที่ ๒ เรื่อง ระบำนันทอุทยาน เวลา ๓๖ ชั่วโมง







ประวัติความเป็นมาระบำนันทอุทยาน




เป็นระบำที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อาจารย์มนตรี ตราโมท ได้

ประพันธ์บทร้องของระบำชุดนี้ เพื่อประกอบการแสดงละครดึกดำบรรพ์ เรื่อง อณรุท และกรุงพาณชมทวีป
ซึ่งเป็นบทพระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่ได้เคยจัดแสดง ณ โรงละครดึกดำ
บรรพ์ (วังบ้านหม้อของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์) ในตอนปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งแต่เดิมจัดเป็นระบำ

เทวดา นางฟ้า ใช้เพลงหน้าพาทย์ประกอบการรำ ไม่มีบทร้อง

ครั้นต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๙ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๐ กรมศิลปากรได้จัดแสดงละครตอนนี้ให้
ประชาชนชม ณ โรงละครศิลปากร ในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จึงได้มีการปรับปรุงการแสดงโดย


เพิ่มชุดระบำนันทอุทยานนี้ แทนระบำเทวดานางฟาชุดเดิม
ระบำชุดนี้ ถือเป็นระบำมาตรฐานชุดหนึ่ง ในรูปแบบของระบำสมัยรัตนโกสินทร์ ผู้แสดงแต่งกาย

ยืนเครื่องพระ นาง ปัจจุบันระบำชุดนี้ไม่สู้แพร่หลายนัก ทั้งนี้เพราะว่า บทร้องมีความหมายเฉพาะตัว ไม่

เหมาะที่จะนำไปแสดงในโอกาสอื่น วิทยาลัยนาฏศิลปะเห็นความสำคัญว่าเป็นระบำมาตรฐาน ที่มีรูปแบบ
เฉพาะตัว และได้ปรับปรุงขึ้นใหม่ สมควรที่จะสืบทอดอนุรักษ์ไว้ จึงได้บรรจุไว้ในหลักสูตรเพื่อให้นักเรียน

ได้เรียนรู้

ลักษณะเฉพาะของระบำชุดนี้ คือ บทร้องแรกของเพลงชมตลาด ท่ารำจะต้องตีบทตาม
ความหมายของบทร้อง สำหรับบทร้องเพลงต้นวรเชษฐ์ ใช้ท่ารำของเพลงวรเชษฐ์ของเก่าแทนการตีบทตาม

ความหมาย ท่ารำเพลงต้นวรเชษฐ์ของเดิมนั้น เข้าใจว่า หม่อมเข็ม กุญชร (หม่อมของเจ้าพระยาเทเวศร์)

เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ ส่วนท่ารำระบำนันทอุทยาน ประดิษฐ์ท่ารำโดย หม่อมครูต่วน (ศุภลักษณ์) ภัทร
นาวิก คุณครูลมุล ยมะคุปต์ และคุณครูมัลลี คงประภัสร์

บทร้องเพลงระบำนันทอุทยาน




ร้องเพลงชมตลาด


แดนเกษมเปรมใจใดจะทัน นันทวันของเราชาวแมนสรวง

สารพัดงามสะพรั่งไปทั้งปวง แลละลวงละลานพิศติดหทัย
มีสระแก้วแวววาววะวาววับ แลระยับรุ้งปลั่งรังสีใส

อุบลบานตระการล้ำผ่องอำไพ ชูไสวแข่งฉวีนฤมล


ร้องเพลงต้นวรเชษฐ ์


ที่แถวทางหว่างวิถีมณีลาด งามโอภาสผ่องแผ้วแนวสถล

พุ่มไม้ดอกออกอร่ามงามตระกล ต่างต่างต้นต่างสลับสีสับกัน


มีน้ำพพุ่งซ่าธาราไหล แลวิไลวิลาศล้วนสวนสวรรค์
สำหรับองศอมรินทร์ปิ่นเทวัญ ที่รังสรรค์สร้างสมอบรมมา




เพลงหน้าพาทย์และเพลงร้อง ปี่พาทย์ทำเพลงเหาะ รัว ร้องเพลงชมตลาด และต้นวรเชษฐ์

คลอปี่พาทย์ ออกเพลงเร็ว-ลา


ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง

ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า เครื่องคู่ หรือเครื่องใหญ่ ได้ตามโอกาส ประกอบด้วย ระนาดเอก ฆ้องวง
ใหญ่ ปี่ใน กลองทัด ฉิ่ง

การแต่งกาย แต่งกายแบบยืนเครื่องพระ – นาง




























โอกาสที่ใช้แสดง ใช้แสดงเป็นระบำเบ็ดเตล็ด แสดงในงานรื่นเริงต่างๆ

เครื่องแต่งกายพระ-นาง






เครื่องแต่งกายตัวพระ


(แขนขวา แสดงเสื้อแขนสั้น ไม่ต้องมีอินทรธนู แขนซ้าย แสดงเสื้อ

แขนยาว มีอินทรธนู)


1. กำไลเท้า 2. สนับเพลา 3. ผ้านุ่ง 4. ห้อยข้าง, เจียระบาด, ชาย

แคลง


5. ฉลององค์ 6. รัดสะเอว 7. ห้อยหน้า, ชายไหว 8.ทับกระถอบ

9. ปั้นเหน่ง


10. กรองคอ, กรองศอ 11. ตาบหน้า, ตาบทับ, ทับทรวง 12.

อินทรธนู


13. พาหุรัด 14. สังวาล 15. ตาบทิศ 16. ชฏา 17. ดอกไม้เพชร (ขวา)


18. จอนหู, กรรเจียก, กรรเจียกจร 19. ดอกไม้ทัด (ขวา) 20. อุบะ, พวงดอกไม้



21. ธำมรงค์ 22. แหวนรอบ 23. ปะวะหล่ำ 24. กำไลแผง,
ทองกร

เครื่องแต่งกายตัวนาง


1. กำไลเท้า 2. เสื้อในนาง 3. ผ้านุ่ง 4. เข็มขัด



5. สะอิ้ง 6. ผ้าห่มนาง 7. นวมนาง, กรองศอ, สร้อย
นวม



8.จี้นาง, ตาบทับ, ทับทรวง


9. พาหุรัด 10. แหวนรอบ 11. ปะวะหร่ำ 12. กำไล

ตะขาบ


13. กำไลสวม, ทองกร 14. ธำมรงค์ 15. มงกุฎ


16. จอนหู, กรรเจียก, กรรเจียกจร



17. ดอกไม้ทัด (ซ้าย) 18. อุบะ, พวงดอกไม้ (ซ้าย)

นาฏยศัพท์ที่สำคัญ




 ตั้งวง เป็นอาการของมือที่เหยียดตึงทั้ง ๕ นิ้ว แต่นิ้วหัวแม่มือหักเข้าหาฝ่ามือเล็กน้อย

การตั้งวงที่สวยหรือถูกต้องนั้น จะต้องหักข้อมือเข้าหาลำแขนให้มาก และทอดลำแขนให้โค้งพองาม การ
ตั้งวงมักเรียกตามตำแหน่งที่มีอยู่ ซึ่งแบ่งเป็น

❖ วงบน เป็นวงโค้ง โดยลำแขนส่วนบนลาดไหล่เล็กน้อย ช้อนลำแขนส่วนล่างขึ้น

กันวงออกไปข้าง ๆ แยกเป็นวงสูงและวงต่ำ สำหรับพระ ให้ยกสูงระดับแง่ศีรษะ ส่วนวงนางอยู่ระดับหาง
คิ้ว

❖ วงบัวบาน ยกแขนคล้ายวงโค้ง แต่หงายท้องแขนขึ้น หงายฝ่ามือ จะเป็นข้างใด

ข้างหนึ่ง หรือ ๒ ข้างก็ได้
❖ วงกลาง คือ ส่วนโค้งของลำแขนที่มิได้อยู่ระดับวงบน หรือวงล่าง แต่อยู่

ระดับกลาง ลักษณะวงกลางนี้ คือ ยกแขนให้ส่วนโค้งอยู่ข้างคล้ายวงสูง แต่ลดระดับลงให้แขนส่วนบน

ลาดลงล่างมาก ๆ นิ้วอยู่ระดับศอกให้ตรงกับเกลียวข้าง ช้อนลำแขนส่วนล่างขึ้นบนเล็กน้อย
❖ วงล่าง คือ ส่วนโค้งของลำแขนที่ทอดโค้งลงมาเบื้องล่าง ลำแขนส่วนล่างจะพลิก

หงายหรือคว่ำสุดแต่กิริยา คือ ท่าตั้งวงมือแบคว่ำ แขนส่วนล่างก็พลิกคว่ำ ท่าตั้งวงล่างนี้ ให้ทำวงแขน


เป็นช่องระหว่างขอลำแขนกับเกลียวข้าง ลำแขนส่วนล่างโค้งเข้าหาตัว ปลายมืออยู่ระดับหน้าท้อง
❖ วงหน้า คือ วงที่ทอดลำแขนให้โค้งอยู่ข้างหน้า เช่น มือซ้าย ท่าเฉิดฉิน วงหน้าของ

พระต้องผายลำแขนไปข้าง ๆ เล็กน้อย ส่วนนางปลายนิ้วตรงกับระดับปาก วงนี้อาจสูงหรือต่ำบ้างเป็นบาง

ท่า สุดแต่ลีลาท่ารำนั้น ๆ


 จีบ เป็นอาการของมือโดยใช้นิ้วหัวแม่มือมาจรดกับข้อที่หนึ่งของนิ้วชี้ ส่วนนิ้วที่เหลือทั้ง


สามเหยียดตึง และกรีดออกไปเหมือนรูปพัด และต้องหักขอมือเข้าหาลำแขนเสมอ จีบมี ๒ ลักษณะ คือ
❖ จีบหงาย คือ หงายข้อมือให้ปลายนิ้วชี้ขึ้นบน

❖ จีบคว่ำ คือ คว่ำข้อมือลงให้ปลายนิ้วชี้ลงล่าง


นอกจากนี้ ลักษณะจีบที่นำไปใช้ในแบบต่าง ๆ ยังแบ่งออกเป็น

❖ จีบปรกหน้า ส่วนของมือจีบนั้นคล้ายจีบหงาย เพราะลำแขนส่วนล่างเปิดหงายขึ้น

หันเข้าหาลำตัวทั้งแขนและมืออยู่ข้างหน้า หันจีบเข้าตรงหน้า
❖ จีบหลัง การตั้งจีบคว่ำไปข้างหน้า แล้วค่อย ๆ ลดจีบส่งแขนไปข้างหลัง ลักษณะ

จีบกลับหงายขึ้น

❖ จีบปรกข้าง คล้ายจีบปรกหน้า แต่ลำแขนอยู่ข้าง


 กราย เป็นกิริยาเคลื่อนไหวของมือจีบที่หงาย ซึ่งมีลำแขนเหยียดตรงค่อยๆ ม้วนข้อมือให้จีบ

คว่ำลงช้า ๆ แล้วคลายจีบจนมือแบ แล้วตั้งวงเฉียงค่อนไปข้างหน้า


 ล่อแก้ว เป็นอาการของมือที่มีลักษณะคล้ายจีบ แต่ใช้นิ้วกลางมากดที่ข้อที่หนึ่งของ

นิ้วหัวแม่มือ ให้เป็นรูปวงกลม นิ้วที่เหลือกรีดตึง


 ประเท้า เป็นกิริยาของเท้าที่วางอยู่เบื้องหน้า ใช้ในท่ารำก่อนจะยกเท้า คือ อาการเผยอ

จมูกเท้าขึ้นเพียงนิดเดียว โดยที่ส้นเท้ายังติดพื้นอยู่ครึ่งหนึ่ง แตะลงเบา ๆ แล้วยกขึ้น วิธีประนี้ต้องห่มเข่า
ก่อนทุกครั้ง



 กระทุ้ง เป็นอาการของเท้าที่วางอยู่เบื้องหลัง กระทุ้งก่อนยกขึ้นเช่นเดียวกับประ หากแต่
อยู่ข้างหลัง ซึ่งส่วนของจมูกเท้าที่วางอยู่กับพื้นส่วนส้นนั้นเปิดอยู่ การกระทุ้ง คือ การกระแทกจมูกเท้ากับ

พื้นเบา ๆ แล้วจึงยกขึ้น


 ขยั่น เป็นอาการเคลื่อนไหวเท้าทั้งสอง เพอพาตัวเคลื่อนไป โดยเท้าหนึ่งวางอยู่ข้างหลังด้วย
ื่

จมูกเท้า อกเท้าหนึ่งยืนเต็มเท้าอยู่ข้างหน้า ใช้จมูกเท้าหลังยืนพื้น เพื่อช่วยให้เท้าหน้าเขยิบออก เมื่อเท้า
ื้
หน้ากระเถิบได้แล้ว เท้าหลังก็ตามมา ขยั่นนี้ต้องทำเร็ว ๆ ให้ส่วนของเท้าเรียบไปกับพน และชิด ๆ กันไป
ให้ตัวเคลื่อนเหมือนลอยไป


 ถัดเท้า กิริยาถัดเท้ามี ๒ ชนิด คือ ถัดเท้าอยู่กับที่ และถัดเท้าเคลื่อนตัวไป



❖ ถัดเท้าอยู่กับท แบ่งเป็นถัดเท้าไขว้ กับถดเท้ายืนเสมอกัน สำหรับถัดเท้าไขว้นั้น
ี่


เท้าหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้า และอีกเทาหนึ่งอยู่ข้างหลัง เปิดส้นเท้า วิธีการถัด คือ วางเท้าหลังราบลงให้

น้ำหนักอยู่ข้างหลัง แล้วใช้จมูกเท้าหน้าถัดออกไป การถัดจมูกเท้าก็คอ การเสือกจมูกเท้าไปกับพื้นเบา ๆ
ื่
แล้ววางเท้าที่ถัดราบลงให้น้ำหนักอยู่หน้า ยกเท้าหลังเหนือพื้นเล็กน้อย แล้วงวางจมูกเท้าหลังลงอีกเพอให้
จมูกเท้าหน้าได้ถัดอก ทำเช่นนี้ตามจังหวะ ส่วนถัดเท้ายืนเสมอกันนั้น คือ อาการยืนอยู่กับที่ ซึ่งเท้าทั้ง

สองวางอยู่คู่กัน การปฏิบัติก็ทำเช่นเดียวกัน


❖ ถัดเท้าเคลื่อนตัว ได้แก่ การถัดเท้าเดิน โดยใช้เท้าขวาเป็นฝ่ายถัด

 จรด คือ การใช้จมูกเท้าข้างหนึ่งแตะลงพื้น โดยยกส้นขึ้นมิให้ถูกกับพื้น จะจรดข้างไหนก็


มิได้จำกัด แต่อาศัยอกเท้าหนึ่งเป็นฝ่ายยืนรับน้ำหนัก เพื่อให้อกเท้าหนึ่งก้าวมาจรด


 สะดุด คือ อาการของเท้าที่ใช้เคลื่อนไหวประกอบท่ารำ โดยใช้เท้าข้างหนึ่งวางอยู่ข้างหน้า
และอกข้างหนึ่งวางอยู่ข้างหลัง วิธีสะดุด ใช้เท้าหลังยืนด้วยจมูกเท้ารับน้ำหนัก เผยอเทาหน้าขึ้นเล็กน้อย


พอให้ส่วนฐานเท้ายืนไปกับพนได้ การเสือกฐานเท้าหน้าต้องกระทำแรง ๆ และชะงักไว้เหมือนอาการสะดุด
ื้
จริง ๆ เมื่อสะดุดเท้าหน้าแล้ว ให้ยืนเท้าหน้านั้นเต็มเท้า เพื่อรับน้ำหนักให้เท้าหลังก้าวมายืนเต็มเท้า

ข้างหน้าบ้าง


 สะบัดมือ คือ อาการกิริยาของมือที่เนื่องมาจากท่าจีบจากจีบหงาย หรือจีบปรกข้าง วิธี

สะบัด ให้คลายจีบออกพร้อมกับสลัดข้อมือออกจากลำแขน พร้อมกับหงายฝ่ามือ ทำจังหวะข้อมือแผ่มือ

ออกเป็นท่ารำ แบมือคว่ำ


 คลายมือ คือ กิริยามือเนื่องมาจากจีบคว่ำ ค่อย ๆ ปล่อยจีบให้คลายออกให้ข้อมือหงายขึ้น

ปล่อยจีบออกช้า ๆจนมือแบหงาย แล้วจะกลับฝ่ามือตั้งขึ้น


 ม้วนมือ คือ กิริยาเนื่องมาจากจีบหงาย กระทำเพอเปลี่ยนจากมือจีบเป็นมือแบ วิธีม้วน
ื่

ค่อย ๆ ปักจีบหงายอยู่ส่งล่างด้วยการม้วนข้อมือลง แล้วคลายจีบออกให้มือแบ ทำจังหวะที่ขอมือ แล้วตั้ง
วง



 รวมมอ คือ กิริยาที่นำมือทั้งสองมารวมไว้ใกล้ ๆ กัน จะเป็นมือหนึ่งจีบ มือหนึ่งแบก็ได้

เช่น ท่าภมรเคล้า การรวมมอรวมสูงหรือต่ำก็ได้



 ฉายมือ คือ กิริยาแบมือที่ตะแคงอยู่ในระดับต่ำ เสมออก ศอกงออยู่ก่อน วิธีฉาย เอียง
ศีรษะตรงกันข้ามกบมือที่ฉาย ค่อย ๆ แทงปลายนิ้วออกไปข้างหน้า ฝ่ามือยังตะแคงอยู่ แล้วค่อย ๆ

เหยียดออกตึง


 แตะเท้า คือ อาการเล่นเท้าชนิดหนึ่ง ที่ใช้จมูกเท้าแตะลงบนพื้นเบา ๆ



 ยกเท้า แบ่งเป็นยกหน้า ยกข้าง กระดกหลัง กระดกเสี้ยว กระดกเท้านี้เนื่องมาจากกิริยา
ประอย่างหนึ่ง กระทุ้งหลังอย่างหนึ่ง และยกโดยปราศจากการประ หรือกระทุ้งอีกอย่างหนึ่ง

❖ การยกเท้าหน้า สำหรับพระให้กันเข่าออกไปทางเท้าที่ยก ส่วนนางไม่ต้องกันเข่า


❖ กระดกหลัง คือ อาการยกเท้าออกไปข้างหลัง หักขอเท้าเข้าหาลำเท้า กระดกนี้

เป็นท่าสืบเนื่องมาจากการกระทุ้ง แล้วยกเท้าขึ้นข้างหลังนั่นเอง และต้องถีบเข่าไปข้างหลังมาก ๆ จึงจะ
งาม



❖ กระดกเสี้ยว คล้ายกระดกหลัง แต่ผายลำขามาไว้ข้างๆ ตรงระดับไหล่ กระดกส้น
เท้าให้ฝ่าเท้าหงายอยู่ข้างตัว คือ ต่ำกว่าสะโพกเล็กน้อย กันเข่าห่างออกไปจากเข่าที่ยืน ระดับต่ำกว่าเข่า

ตึงปลายเท้าขึ้น


 โบก เป็นกิริยามือที่เนื่องมาจากท่าจีบ แบ่งเป็นโบกพักเพลง และโบกท่ารำทั่วไป วิธีการ

โบก คือ เมื่อตัวหันไปทางขวา มือขวาเป็นฝ่ายตั้งวงล่าง มือซ้ายเป็นฝ่ายจีบหงาย ตลบเข้าหาตัวทั้งสอง
มือ รวมกันอยู่ใกล้กับระดับชายพก ประกอบด้วยกิริยาเท้า ซึ่งเท้าขวาเป็นฝ่ายรับน้ำหนัก เท้าซ้ายข้าง

เดียวกับมือจีบเป็นฝ่ายประ เมื่อห่มเข่าประเท้าแล้ว ให้สาวจีบออกห่างตัว ศีรษะตัวเอยงอยู่ข้างซ้ายขณะ

สาวจีบออกชายพก แขนที่มีมือจีบยกสูงขึ้นทุกๆ ที คลายจีบออกให้อยู่ในท่าตั้งวง ตั้งวงสูงค่อนมาหน้านิด
หนึ่ง มือขวาส่งจีบหลัง เมื่อแขนทั้งสองอยู่ที่แล้วจะห่มเข่าลง วางเท้าที่ประด้วยส้นเท้า



 ลักคอ คือ การปฏิบัติให้ศีรษะที่เอียงตรงข้ามกับไหล่ที่กด






ใบความรู้



ชื่อหน่วยการเรียนรู้ รำหน้าพาทย์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓

แผนการเรียนรู้ที่ ๓ เรื่อง รำหน้าพาทย์สีนวล เวลา ๒๔ ชั่วโมง





ประวัติความเป็นมาเพลงหน้าพาทย์สีนวล




เพลงหน้าพาทย์ หรือเรียกอกอย่างหนึ่งว่า “เพลงครู” เป็นเพลงที่ใช้บรรเลงในพิธีไหว้ครู หรือ
กำหนดไว้เพื่อประกอบบทบาทของตัวละคร เพลงหน้าพาทย์ มีจังหวะหน้าทับและท่วงทำนองเฉพาะ

ตายตัว ผู้รำต้องยึดถือการบรรเลงเป็นหลักตามจังหวะหน้าทับ
เพลงหน้าพาทย์สีนวล เป็นเพลงที่นำท่ารำจากแม่บทใหญ่ มาประดิษฐ์ให้มีลีลาต่อเนื่องกันอย่าง

สวยงาม ได้แก่ ท่าสอดสร้อยมาลา บัวชูฝัก ผาลาเพียงไหล่ กินนรรำ ช้านองนอน ยอดตองต้องลม เป็น
ต้น

ผู้ประดิษฐ์ท่ารำ คือ คุณครูเฉลย ศุขะวณิช

การแต่งกาย นุ่งผ้าจีบหน้านาง ห่มสไบพลีท ห่มผ้ากรองทองทับสไบ สวมเครื่องประดับ
สร้อยคอ สร้อยข้อมือ สร้อยตัว ต่างหู กำไลเท้า ปล่อยผมยาวประดับดอกไม้ด้านซ้าย

ทำนองเพลง ใช้เพลงสีนวล ออกเพลงเร็ว - ลา
ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง

ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า เครื่องคู่ หรือเครื่องใหญ่ ได้ตามโอกาส ประกอบด้วย ระนาดเอก

ฆ้องวงใหญ่ ปี่ใน กลองทัด ฉิ่ง













โอกาสที่ใช้แสดง ใช้แสดงในงานรื่นเริงต่างๆ

ใบความรู้



ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ระบำเบ็ดเตล็ด ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓

แผนการเรียนรู้ที่ ๔ เรื่อง ญวนรำกระถาง เวลา ๓๖ ชั่วโมง





ประวัติความเป็นมาเพลงญวนรำกระถาง




รำโคมญวน หรือญวนรำกระถาง เป็นนาฏศิลป์ที่ดัดแปลงมาจากการรำโคมของพวกญวน ซึ่งโคม

ของพวกญวนที่ใช้ถือนั้นมีลักษณะเหมือนกระถาง การรำโคมญวนหรือญวนรำกระถางนี้ เป็นการละเล่น
อย่างหนึ่งในงานพระราชพิธีของหลวงที่สืบต่อกันมาช้านาน ตามประวัติกล่าวว่า เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๑

(พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) องเชียงสือ กษัตริย์ของญวน ได้หลบหนีกบฏไตเซิน เข้ามาพง ึ่
พระบรมโพธิสมภาร เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๖ องเชียงสือ (ภายหลังพระนามว่า พระเจ้าเวียดนามญาลอง) ได้

อพยพครอบครัวพวกญวนเข้ามาด้วย และได้ฝึกพวกญวนอพยพเล่นญวนรำกระถาง และมังกรคาบแก้ว

หรือล่อแก้ว ถวายให้ทอดพระเนตรหน้าพลับพลาเวลากลางคืน เป็นการสนองพระเดชพระคุณ และได้เล่น
ในงานฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๗ ปีมะโรง นอกจากนี้ ยังได้เล่นในงาน

พระราชพิธีหลวงต่าง ๆ เป็นประเพณีสืบต่อมา
รูปแบบการแสดงแต่เดิมนั้น ผู้เล่นรำโคมจะขับร้องบทพร้อมกับออกทารำเต้นตามจังหวะเข้ากับ

เพลงล่อโก๊ะ และแปรแถวเป็นรูปต่าง ๆ เช่น ต่อตัวเป็นรูปเรือสำเภา รูปป้อม รูปมังกร รูปซุ้ม ในปัจจุบัน

ได้เปลี่ยนแปลงใช้ปี่พาทย์บรรเลงประกอบแทนล่อโก๊ะ
การเล่นรำโคมญวน หรือญวนรำกระถางนี้ ถือเป็นต้นเค้าการรำโคมของไทย ลักษณะของโคม

ญวนเป็นรูปกระถางต้นไม้สี่เหลี่ยม ก้นสอบ มีด้ามถือ โครงทำด้วยไม้ ปิดกระดาษบางใส ปัจจุบันใช้ผ้า

แทน ติดเทียนไขแล้วจุดไฟในกระถาง

ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง
ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า เครื่องคู่ เครื่องใหญ่ หรือวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ได้ตามโอกาส

ประกอบด้วย ระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ ปี่ใน กลองทัดหรือตะโพน ฉิ่ง















การแต่งกาย

แต่งแบบญวนโบราณ คือ นุ่งกางเกงแพรขายาว เสื้อป้ายข้างแขนยาว ปักไหมและดิ้นเป็น
ลวดลายตามขอบปลายกางเกง แขนเสื้อ ชายเสื้อ และคอ มีผ้าแพรคาดเอว ผูกชายด้านหน้า และผ้า

แพรโพกศีรษะ ผูกทิ้งชายไปด้านหลัง


บทร้อง

ที่ใช้รำในปัจจุบัน และนำมาใช้เป็นบทเรียนสำหรับฝึกหัดนักเรียน เป็นการแสดงที่สมเด็จเจ้าฟ้า
กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ทรงปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะแก่การแสดง

ละครดึกดำบรรพ์ เรื่อง สังข์ศิลป์ชัย ต่อมา หม่อมครูต่วน (ศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก) ได้นำมาฝึกซ้อมให้

นักเรียนโรงเรียนนาฏศิลป เพื่อแสดงเป็นระบำเบ็ดเตล็ด เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓ และได้บรรจุเป็นหลักสูตรวิชา
นาฏศิลป์ ต่อมาจนถึงปัจจุบัน

บทร้องเพลงญวนรำกระถาง





ปี่พาทยทำเพลงญวนทอดแห
ร้องเพลงญวนรำกระถาง


ที โห้ เหิน เจือง ที โห้ เหิน เจือง

กึ๊ก กรุง เมือง ฮอ...... โกร๊ก กร๊าง โกร๊ก ผ่อง เกรือง

อัน ย่า อัน หนู โห โฮ.... หนู โห ต๋าว บ่าง เตือง

วิ กาว บาง กื๋อ ผัด ผัง เกียม กิ๊บ กิ่ม เชือง

กิน เหมียง เกียง กี ก๋าว ฮือ จาง ฮอ ก๊ง

ด่าว เฮ้ย ด่าว ซั้น หลวง จิ๊ หาน ติ๋น เหมียง หยาง หยู ฉ่าง จี

กรุง เตรียม ที ยาม ท่าน กวี โน สัน บี กิม โฮย กรำ เหล โฮ่ย กวี
เตรียม บิน โดย หา กวี สวาง กง กวี ฮือ ..........

เดือง คู กำ ดาว กวา หา หะ ยาย ทู้ เทียน ฮือ..ย้า หยู บ่าง ล้า

เตรียม สัน ยา ฮา ........ เจียม ดำ รั้ง ร้า กวา หา หะ
ดำ รั้ง กุน ฮือ....เดียว พวะ พู มิน เทียน สือ ลือ ที สะ

ตวัด เตียว ตัด เมา มา เจียว ต่าย บาง เรือ ขลาบ พูยา ฮาหะ
ฮัน ทอ เตียว เต้า เชือง กร๊าบ ได่ กราบ เตียว เยือง

ตะ วา หะ ฉัน กรุง ฮึง ที เมี้ยง เมียง

ฮัน ทอ เตียว เต้า เชือง กร๊าบ ได่ กราบ เตียว เยือง
ตะ วา หะ ฉัน กรุง ฮึง ที เมี้ยง เมียง

บทถวายดอกไม้ประทีป


หาว ยือ ตัน ยู่ นง นง ฮือ ..... หาว ยือ เต ไง อัน กุน ฮือ......
กุ๋น ทั่น นง ทัน ก๋าว รู เลิน รำ ร่าย ร่าย ตุ้ย หงา หะ

กาน ทู กุม เตียว กุ๋น ทั่น ยาย ก๊ง

ก๊ง ลา หา ลัก อระ ฉุด กง ลี ฮือ .........
กุ๋น ทั่น ยาย ก๊ง ก๊ง ลา หา ลัก อระ ฉุด กง ลี ฮือ .

กื๋อ บาง กวาง เตรียม ตี อ๋อง ก้าน อ๋อง

กื๋อ บาง กวาง เตรียม ตี อ๋อง ก้าน อ๋อง
ฮั่น ฮัน เฮย เฮย ฮั่น ยวง ฮั่น ฮัน เฮย เฮย ฮั่น ยวง

ลี ลี ยุด หยุด ลาย อ่อง ก้าน ออง

ลี ลี ยุด หยุด ลาย อ่อง ก้าน ออง
โก เกียว สือ หลาย โล่ กุง โก เกียว สือ หลาย โล่ กุง

บิน โฮย สือ หลาย หาง เสือง เลื่อง เสือง ล้า มุง โล กำ ลุง สี โล กุง
สะวาย เตรียม ฟุง เอย น่ง นง สะวาย เตรียม ฟุง เอย โน่ง นง



เพลงบรรเลงและขับร้อง ปี่พาทย์ทำเพลงญวนทอดแห นำหนึ่งเที่ยว แล้วร้องเพลงญวนรำกระถาง
และถวายดอกไม้ประทีป จบแล้วปี่พาทย์ทำเพลงพญาเดิน และรัวทำนองเพลงญวน


โอกาสที่ใช้ในการแสดง ใช้แสดงในโอกาสงานรื่นเริงต่าง ๆ





ใบความรู้



ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ระบำเบ็ดเตล็ด ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓

แผนการเรียนรู้ที่ ๕ เรื่อง ระบำจีนรำพัด เวลา ๓๖ ชั่วโมง







ประวัติความเป็นมาเพลงจีนรำพัด




ระบำจีนรำพัด เป็นการแสดงที่ได้เค้าแบบมาจากการแสดงของจีน สันนิษฐานว่ามีมาแต่สมัย
รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในครั้งนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดการแสดงต่าง ๆ ณ สนามหน้าจักรวรรดิ

(สนามชัยปัจจุบัน) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้เสด็จทอดพระเนตรบนพลับพลาสูง (พระ
ที่นั่งพุทไธสวรรค์ปัจจุบัน) แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ครูละคร และพวกละครหลวง โดยเสด็จดูการละเล่นครั้งนี้

ด้วย พระยาโชฎึกราชเศรษฐี เจ้ากรมท่าซ้าย (ผู้บังคับบัญชาคนต่างด้าวชาวจีน) ได้นำการแสดงจีนรำพัด

มาแสดงถวาย หลังจากนั้นจึงได้โปรดให้เจ้าฟ้ากรมหลวงพทักษ์มนตรี ซึ่งเป็นบรมครูทางนาฏศิลป์ไทยใน

สมัยนั้น ฝึกหัดพวกละครหลวงให้รำระบำพด โดยดัดแปลงท่ารำเป็นแบบไทย และได้ถ่ายทอดกันต่อ ๆ มา

การแสดงชุดนี้ เดิมทีเดียวเพลงดนตรีที่บรรเลงเวลารำพัดนั้น เป็นสำเนียงจีน ชื่อว่า “จีนดาวดวง
เดียว” และเนื่องจากได้นำเอามาประกอบรำพัดจนฝังตัว จึงเรียกเพลงนี้ว่า “จีนรำพัด” และเมื่อแสดงรำ

พัดก็มักใช้บทที่ขึ้นต้นว่า “ชื่นใจ” ซึ่งคัดมาจากบทละคร เรื่อง “เงาะป่า” พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕

ครั้นต่อมากรมศิลปากรต้องการจะนำออกแสดงให้ประชาชนชม และต้องการจะให้มีบทเฉพาะการแสดงรำ
พัด จึงมอบให้อาจารย์มนตรี ตราโมท เป็นผู้แต่งบทขึ้น แต่คงใช้เพลงจีนดาวดวงเดียว หรือจีนรำพัดอย่าง

เดิม และต่อท้ายด้วยจีนรัว

การแต่งกาย แต่งเป็นหญิงสาวชาวจีน สวมเสื้อคอกลม แขนยาว ติดกระดุมป้ายข้าง ตัวเสื้อ
ยาวคลุมสะโพก สวมกางเกงขายาวพับขอบด้านหน้า คาดเอวปล่อยชายยาว ผมเกล้ามวย ๒ ข้าง ประดับ

ด้วยดอกไม้รอบมวยผม


อุปกรณ์ประกอบการแสดง พัดด้ามจิ๋ว ๒ เล่ม


ผู้ประดิษฐ์ท่ารำ คือ คุณครูลมุล ยมะคุปต์ และหม่อมครูต่วน (ศุภลักษณ์) ภัทรนาวิก

เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า หรือเครื่องคู่ อาจเพิ่มขิมบรรเลง

เพื่อให้มีสำเนียงจีน

















โอกาสที่ใช้ในการแสดง ใช้แสดงในงานรื่นเริงต่าง ๆ

บทร้องเพลงจีนรำพัด


ร้องเพลงจีนดาวดวงเดียว


ชื่นใจ ที่เงาไม้ราบร่มลมพัดฉิว

หอมกระถินกลิ่นไกลใจริ้วริ้ว หรือใครลิ่วลมแฉลบมาแอบมอง

- รับ -
ในโลกนี้มีอะไรที่ไม่คู่ ได้เห็นอยู่ทั่วถ้วนล้วนเป็นสอง

ดวงจันทร์นั้นยังมีอาทิตย์ปอง เดินพบพองบางคราวเมื่อเช้าเย็น


ดนตรีทำเพลงจีนรัว




ใบความรู้



ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ระบำเบ็ดเตล็ด ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓

แผนการเรียนรู้ที่ ๖ เรื่อง ระบำมยุราภิรมย์ เวลา ๒๔ ชั่วโมง




ประวัติความเป็นมาระบำมยราภิรมย ์


ระบำมยุราภิรมย์ เป็นระบำที่กรมศิลปากรมอบหมายให้ นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญด้าน
ดุริยางค์ไทย กรมศิลปากร และศิลปินแห่งชาติ แต่งทำนองเพลงประกอบท่าร่ายรำของหมู่นกยูงในการ

แสดงละครใน เรื่อง อิเหนา ตอน สียะตราพบนางเกนหลง ตั้งชื่อเพลงนี้ว่า ”เพลงมยุราภิรมย์” จอม

พลสฤษด์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีจัดแสดงในโอกาสรับรองประธานาธิบดีซูการ์โน แห่งสาธารณรัฐ
อินโดนีเซีย ราชอาคันตุกะ ณ หอประชุมกระทรวงวัฒนธรรม สนามเสือป่า เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน

๒๕๐๕ ผู้ประดิษฐ์ท่ารำ คือ นางลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย กรมศิลปากร
ดนตรีที่ใช้บรรเลง ใช้วงปี่พาทย์ไม้นวมเครื่องห้า หรือเครื่องคู่ หรือเครื่องใหญ่ ทำนองเพลง

มยุราภิรมย์ เป็นเพลงประเภทอัตราสองชั้นและชั้นเดียว ใช้กลองแขกตีหน้าทับลาว ไม่มีบทร้อง















การแต่งกาย แต่งกายแบบเบ็ดเตล็ด เสื้อ กางเกงคนละทอนสีเขียว ปีก หาง เล็บ หัวนกยูง

เปิดหน้า

ลักษณะท่ารำ ท่ากรีดกรายของนกยูง ผสมผสานกับลีลาท่ารำ พร้อมกับการแปรแถวรูปแบบ
ต่าง ๆ การแสดงชุดนี้ใช้เวลาแสดงประมาณ ๙ นาที


โอกาสที่ใช้ในการแสดง ใช้แสดงในงานรื่นเริงต่าง

ใบความรู้



ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ระบำเบ็ดเตล็ด ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓

แผนการเรียนรู้ที่ ๗ เรื่อง ระบำมฤคระเริง เวลา ๒๔ ชั่วโมง



ประวัติความเป็นมาระบำมฤคระเริง




ระบำมฤคระเริง เป็นระบำที่สร้างสรรค์ประกอบการแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน ลักสีดา ซึ่ง

กรมศิลปากรได้ปรับปรุงบทใหม่ เพื่อนำไปแสดงเผยแพร่และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ณ สหภาพพม่า เมื่อ

พ.ศ. ๒๔๙๘ ผู้แต่งทำนองเพลง คือ นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดุริยางค์ไทย ผู้ประดิษฐ์ท่ารำ คือ
คุณครูลมุล ยมะคุปต์ และนางผัน โมรากุล

ดนตรีที่ใช้บรรเลง ใช้วงปี่พาทย์ไม้นวมเครื่องห้า หรือเครื่องคู่ หรือเครื่องใหญ่ ทำนองเพลง
มฤคระเริง เป็นเพลงประเภทอัตราสองชั้นและชั้นเดียว ใช้กลองแขกตัวเมียตีหน้าทับลายแขก ไม่มีบทร้อง

















การแต่งกาย แต่งกายแบบเบ็ดเตล็ด เสื้อกางเกงคนละทอนสีน้ำตาลอมแดง กระบังหน้ายอดหัว
กวาง



ลักษณะท่ารำ ลีลาย่างเยื้องเหลียวชำเลืองตามท่าทีธรรมชาติของกวาง ผสมลีลานาฏศิลป์ การ
แปรแถวต่างรูปแบบเพื่อเพมความงาม
ิ่

ที่ใช้ในการแสดง ใช้แสดงในงานรื่นเริงต่าง ๆ


Click to View FlipBook Version