ก
รายงาน
เร่ือง หลกั พุทธธรรมาภบิ าลสำหรบั ผู้บริหารสถานศกึ ษา
จัดทำโดย
นางสาวจารรุ ัตน์ บุญฤกษ์ รหสั ประจำตวั นสิ ติ ๖๔๐๓๒๐๒๐๓๓
นางสาวอรนิ ทรญ์ า พันธุรกั ษ์ รหสั ประจำตัวนสิ ิต ๖๔๐๓๒๐๒๐๓๕
นางสาวนันทาภรณ์ เสวกวงั รหสั ประจำตวั นิสติ ๖๔๐๓๒๐๒๐๓๖
เสนอ
พระปลดั โฆษติ โฆสิโต, ดร.
พระครูประโชตกิ จิ จาภรณ์, ดร.
รายวิชาคุณธรรม จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ รหสั วชิ า ๖๑๐ ๒๐๖
หลกั สูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา
ภาคเรยี นท่ี ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๔
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตนครศรีธรรมราช
ก
ก
คำนำ
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งในการจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาโท สาขาพุทธบริหาร
การศกึ ษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั ในรายวชิ าคุณธรรม จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ
รหัสวิชา ๖๑๐ ๒๐๖ เพื่อศึกษาหาความรู้ในเรื่องหลักพุทธธรรมาภิบาลสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา โดยได้
ศึกษาผ่านแหล่งความรู้ต่าง ๆ อาทิเช่น ตำรา หนังสือ หนังสือพิมพ์ วารสาร ห้องสมุด และแหล่งความรู้จาก
เวบ็ ไซต์ตา่ ง ๆ โดยรายงานเลม่ นี้ต้องมเี นอ้ื หาเก่ยี วกับความหมายของหลักพทุ ธธรรม ความสำคัญของหลักพุทธ
ธรรม ลักษณะสำคัญของหลักพุทธธรรม หลักการของพุทธธรรม ความหมายของหลักธรรมมาภิบาล
องค์ประกอบหลักธรรมมาภบิ าล ลักษณะของธรรมาภบิ าล (ประเภท) ความสำคัญของธรรมาภิบาล เป้าหมาย
ของธรรมาภิบาล ความสำเร็จในการสร้างระบบธรรมาภิบาล ประโยชน์ของธรรมาภิบาล แนวคิดและทฤษฎี
เกี่ยวกับหลักธรรมาภบิ าล หลกั พุทธธรรมท่ีเกี่ยวข้อง ธรรมาภบิ าล-หลักพุทธธรรม ธรรมาภบิ าล:หัวใจของการ
บริหารสถานศึกษา ธรรมาภิบาลมีความสำคัญต่อสถานศึกษา ผู้บริหารกับหลักธรรมาภิบาลและงานวิจัยท่ี
เกี่ยวข้อง
ผู้จัดทำคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดทำเอกสารฉบับนี้จะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจศึกษา
หลักพุทธธรรมาภิบาลสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ผู้จัดทำจะต้องขอขอบคุณ พระปลัดโฆษิต โฆสิโต, ดร.
และพระครูประโชติกิจจาภรณ์, ดร. อาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ผู้ให้ความรู้ และแนวทางการศกึ ษา ความช่วยเหลือมาโดยตลอด
ผู้จัดทำหวังวา่ รายงานฉบับนี้จะให้ความรู้ และเป็นประโยชนแ์ กผ่ ู้ท่สี นใจ หากรายงานฉบับนี้ผดิ พลาดประการ
ใดทางผ้จู ดั ทำต้องขออภัยมา ณ ทนี่ ี้ดว้ ย
คณะผจู้ ดั ทำ
นสิ ิตปรญิ ญาโท สาขาพุทธบริหารการศกึ ษา ชัน้ ปีที่ ๑
สารบญั ขก
เรื่อง หน้า
คำนำ ก
สารบญั ข
ความหมายของหลกั พทุ ธธรรม ๑
ความสำคัญของหลกั พทุ ธธรรม ๒
ลกั ษณะสำคัญของหลกั พุทธธรรม ๔
หลกั การของพทุ ธธรรม ๗
ความหมายของหลักธรรมมาภบิ าล ๗
องค์ประกอบหลักธรรมมาภบิ าล ๘
ลักษณะของธรรมาภิบาล (ประเภท) ๑๑
ความสำคัญของธรรมาภิบาล ๑๔
เป้าหมายของธรรมาภบิ าล ๑๔
ความสำเร็จในการสร้างระบบธรรมาภิบาล ๑๕
ประโยชน์ของธรรมาภิบาล ๑๖
แนวคิดและทฤษฎเี ก่ยี วกบั หลกั ธรรมาภิบาล ๑๖
หลกั พทุ ธธรรมทีเ่ ก่ยี วข้อง ๑๙
ธรรมาภบิ าล-หลักพุทธธรรม ๒๔
ธรรมาภิบาล:หวั ใจของการบรหิ ารสถานศกึ ษา ๒๙
ผู้บรหิ ารกับหลักธรรมาภิบาล ๓๐
งานวิจยั ทีเ่ ก่ียวขอ้ ง ๓๖
บรรณานุกรม
๑
หลักพทุ ธธรรมาภบิ าลสำหรับผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
ความหมายของหลักพุทธธรรม
ความหมายของคำวา่ “พุทธธรรม” หรอื “พระธรรม” คือ ธรรมะของพระพทุ ธเจา้ น้นั มีมากมายถึง
๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์ เกี่ยวกับความจรงิ ตามธรรมชาติของมนุษย์ท่ีมีท้งั ความทุกข์ และ วธิ ีการดบั ทุกข์
คำว่า “หลักพุทธธรรม” ในที่น้ีหมายถึง หลักธรรม คำสอน ที่เชื่อกันว่า เป็นผลแห่งการค้นคว้า เป็น
ภูมิรู้ ภูมิปัญญา ของพระพุทธองค์ ที่ถูกถ่ายทอดสืบต่อมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒๕๕๐ ปี แล้ว และได้ชื่อว่า
เปน็ ภูมิปญั ญาโลก เป็นภมู ิปัญญาของมนุษยชาติ เป็นมรดกโลก ท่หี าคา่ มไิ ด้
วิกิพีเดีย กล่าวว่า “พุทธธรรม หรือ พระธรรม หมายถงึ ธรรม ซึง่ พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและนำออก
เผยแผ่ หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า เกี่ยวกับความจริงตามธรรมชาติของทุกข์และ วิธีการดับทุกข์ พุทธธรรม
ของพระพุทธเจ้านั้นแต่เริ่มสืบทอดกันด้วยวิธีท่องจำแบบปากต่อปาก สมัยต่อมาจึงได้มีการบันทึกไว้เป็น
ตัวอักษร คัมภีร์ที่บันทึกพุทธธรรมนั้น เรียกว่า พระไตรปิฎก และมีคำอธิบายจัดไว้เป็นหมวดคัมภีร์ เรียกช่ือ
ต่างๆ อาทิ อรรถกถา, ฎีกา, อนุฎีกา เป็นตน้
ธรรม ท่ีพระพุทธเจา้ ทรงคน้ พบนั้น คำว่า “คน้ พบ” ย่อมหมายถงึ “ธรรม” เป็นส่งิ ท่มี ีอย่เู ดิม มมี าก่อน
ไมไ่ ด้เกดิ ขน้ึ พร้อมพระพุทธองค์ แตเ่ ป็นธรรมชาตทิ ี่เกิดขึ้นก่อนท่ีพระพุทธองค์จะตรัสรู้ อาจพอกลา่ วได้ว่า การ
เรยี นรู้ ธรรม ก็คือการรับรู้ธรรมดาโลก เรยี นร้สู ิ่งทีเ่ ป็นปกติท่ีมีบ่อเกิดที่มาว่ามาอย่างไร และไปอย่างไร เพราะ
หลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ตรัสสอนไว้กว่าสองพันปีที่ผ่านมานั้น เป็น “สัจธรรม” เพราะ
“คนเราจะล่วงพน้ ความทุกขไ์ ด้ เพราะความเพยี รในการทำความดี” ผู้ใสใ่ จในธรรมเท่านนั้ ถึงจะรถู้ ่องแท้
ความหมายของพทุ ธธรรมในแงค่ วามคิดของนักปราชญ์ทางพระพทุ ธศาสนาจากหนังสอื พิมพม์ ติชน
รายวัน จากหวั ข้อ พทุ ธธรรม : คู่มือมนษุ ย์ศตวรรษที่ ๒๑ ดังน้ี
ศาสตราจารย์ปรีชา ช้างขวัญยืน กล่าวว่า “พุทธธรรม เป็นคำอธิบายคำสอนของพุทธศาสนาท่ี
สมบรู ณท์ ีส่ ดุ ในโลก และเป็นวชิ าการท่สี ดุ ในบรรดางานเขยี นทางพระพทุ ธศาสนาในเมืองไทยในปัจจบุ นั น้…ี ”
ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี กล่าวว่า “พุทธธรรมนั้น เป็นการรวบรวมคำสอนของ
พระพทุ ธศาสนาให้เป็นระบบอยา่ งท่ีคนในปัจจบุ ันเข้าใจได้งา่ ย…เป็นหนงั สือที่สำคัญท่ีสุดในประวัติศาสตร์ของ
คนชาติไทยทีเดียว ในพระพุทธศาสนาด้วยทั้งหมด และทั้งโลกด้วยหนังสือพุทธธรรมควรจะได้ Nobel
Prize…”
พระไพศาล วสิ าโล กล่าวว่า “พทุ ธธรรม เป็นหนังสือเล่มเดยี วท่ีแสดงถงึ หลกั ธรรมในพระพุทธศาสนา
ไดอ้ ย่างล่มุ ลึกเปน็ ระบบและรอบดา้ นทส่ี ุดเท่าที่เคยมใี นภาษาไทย”
อรรรพ โยนจิ ไดใ้ ห้ความหมายของพุทธธรรมไว้วา่ พทุ ธธรรมเปน็ ธรรมที่ เปน็ อุปกรณเ์ ปรียบเหมือน
ยานพาหนะ เป็นธรรมที่คงตัวและปรับได้เป็นกุศลธรรมและอกุศลธรรมซึ่ง ธรรมะตามที่ได้ศึกษามาแล้วมี
ความหมายว่า เป็นธรรมชาติหรือเป็นสิ่งพื้น ๆ ที่มีอยู่ในตัวของแต่ละคนเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมหรือ
เข้าถึงหลกั ธรรมชาตแิ ล้ว พระองคก์ ็ทรงนำกฎของธรรมชาติ มาตีแผ่ให้เหน็ สภาพท่ีเป็นจริง
พระสามารถ อานนฺโท ได้ให้ความหมายของคำว่า “พุทธธรรม” หรือ “พระธรรม” คือ ธรรมะของ
พระพุทธเจ้านัน้ มีมากมายถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์เกี่ยวกับความจริงตามธรรมชาติของมนุษย์ที่มีท้ังความ
๒
ทุกข์ และวธิ กี ารดับทุกข์คำว่า “หลกั พุทธธรรม” ในที่น้ีหมายถงึ หลกั ธรรมคำสอนที่เช่ือกันวา่ เป็นผลแห่งการ
ค้นคว้า เป็นภูมิรู้ ภูมิปัญญาของพระพุทธองค์ ที่ถูกถ่ายทอดสบื ตอ่ มาเป็นเวลาไม่นอ้ ยกว่า ๒๕๕๐ ปีแล้ว และ
ได้ชื่อว่าเป็นภูมิปัญญาโลก เป็นภูมิปัญญาของมนุษยชาติ เป็นมรดกโลกที่หาค่ามิได้ “พุทธธรรม หรือ พระ
ธรรม” หมายถึง ธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าทรง ค้นพบและนำออกเผยแผ่หรือคำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับ
ความจริงตามธรรมชาติของทุกข์และวิธีการดับทุกข์ พุทธธรรม ของพระพุทธเจ้านั้นแต่เริ่มสืบทอดกันด้วยวิธี
ท่องจำแบบปากต่อปาก สมัยต่อมาจึงได้มีการบันทึกไว้เป็นตัวอักษร คัมภีร์ที่บันทึกพุทธธรรมนั้น เรีย กว่า
พระไตรปฎิ ก และมีคำอธิบายจัดไว้เปน็ หมวดคมั ภีร์ เรียกชอ่ื ต่างๆ อาทิ อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา เป็นต้น
สรุปได้ว่า หลักพุทธธรรม หมายถึง หลักธรรมที่มีความสำคัญและมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนิน
ชีวิตประจำวันของคนเราทุกคนที่สั่งสอนให้คนเราประพฤติดี ปฏิบัติชอบและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตาม
ความเหมาะสมขึ้นอยู่กับบุคคลและสถานการณ์เพื่อให้สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและสร้าง
ความสงบสขุ ในสงั คม
ความสำคญั ของหลักพทุ ธธรรม
ความสำคญั ของหลักพุทธธรรมเปน็ กระบวนการทส่ี ามารถเรยี นรู้ได้ดังน้ันจงึ มีนักวชิ าการ และนักการ
ศึกษาได้ให้ความหมายของความสำคญั ของหลักพุทธธรรมไวด้ งั นี้
พระมหาจรรยา สทุ ธิญาโณ กล่าวถงึ ความสำคญั ของหลักพุทธธรรมว่า การนำพทุ ธธรรมมาช้ีนำการ
ปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายจิตใจ สติปัญญาความรู้และคุณธรรม มี
จริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชวี ิต สามารถอยู่รว่ มกบั ผูอ้ ื่นได้ อย่างมีความสขุ ตามนยั แหง่ มาตรา ๖ ของ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๔๒ (แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๔๕ นั้น จะต้องคำนึงถึง
ความเป็นมนุษยว์ ิถชี ีวิต สขุ ภาพกาย สขุ ภาพจติ และคุณภาพ ชีวติ ท่ีดขี องมนุษย์ในด้านต่าง ๆ เปน็ สำคัญ เป็น
ศูนยก์ ลางในการดำเนินการเรอื่ งอื่นที่เกีย่ วข้องกับกระบวนการพฒั นา สง่ เสริมมนุษยใ์ หม้ ีชวี ติ อยา่ งเป็นสุข สงบ
และร่มเย็น การที่จะใช้พุทธธรรมนำการศึกษาอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพจะต้องทำความเข้าใจประเด็น
เหลา่ นก้ี นั อยา่ งถอ่ งแท้
๑. ศกึ ษาทำความเข้าใจพุทธธรรมอยา่ งถ่องแท้ ทุกแงท่ กุ มมุ จนสามารถค้นพบวถิ ีทางและ วิธีการที่จะ
มาใช้กบั ชวี ติ และเรอ่ื งราวอน่ื ๆ ทเี่ กี่ยวข้องกับชีวติ อย่างถูกต้อง
๒. ในการปฏิรปู การศกึ ษาควรดำเนินการโดยใชห้ ลักแห่งอรยิ สัจส่ี และปฏิจจสมปุ บาทเป็น แสงสว่าง
นำทางเพ่อื จะได้รปู้ ัญหาตา่ ง ๆ ทางการศึกษาชดั เจน ถูกต้องตามความเปน็ จรงิ วา่ อะไรคือปัญหา อะไรคือวกิ ฤต
อะไรคือที่มาของปัญหา วิกฤตแก้ไขได้หรือไม่ ถ้าแก้ไขจะแก้ไขอย่างไร แก้ไขทั้งหมดหรือเป็นบางจุด อะไรคือ
โอกาส อะไรต้องแก้ไขในระยะสั้น อะไรต้องแก้ไขในระยะยาว อะไรปล่อยให้ดำรงอยู่อย่างเดิม อะไรควร
ส่งเสริม อะไรควรรักษา อะไรควรปรับปรุงพัฒนา แล้วหาทาง ดำเนินการอย่างถูกต้อง ทั้งนี้เร่ื องที่จะ
ดำเนินการทุกเรื่องต้องจริงแท้ๆ มิใช่ทำไปโดยการคาดคะเน หรือลอกเลียนแบบของใครที่ไหน เพราะสภาพ
ชีวิตของมนุษย์ในแต่ละท้องถิ่น แต่ละส่วนของประเทศของโลกล้วนแตกต่างกัน หากการดำเนินการใด ๆ
เป็นไปโดยใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมดแทนที่จะเป็นการจัดเรื่องราวต่าง ๆ อย่างถ่องแท้เสียก่อนจึงลงมือ
ดำเนนิ การ
๓
๓. การศึกษาทีม่ งุ่ พัฒนามนุษย์รอบดา้ นหรือองคร์ วม ในเบื้องตน้ ควรจะตอ้ งให้การศกึ ษา ขน้ั พื้นฐานที่
ทุกคน ทุกสาขาวิชาต้องศึกษาต่อเนื่อง เข้มข้น ละเอียดลึกซึ้งขึ้นตามลำดับคือ เรื่องของชีวิตคืออะไร เกิดมา
ทำไม เกดิ ข้นึ ไดอ้ ย่างไร ชวี ติ ทีส่ มบูรณ์เป็นอยา่ งไร จะมีได้โดยวธิ ีใด จะมีความสมั พนั ธป์ ฏิสัมพันธ์กบั ชีวิตอื่น ๆ
และธรรมชาติรอบ ๆ ตัวไดอ้ ยา่ งไร จะวางระบบความสัมพันธ์ท่ดี ีได้อย่างไรจึงจะทำให้ความสัมพันธน์ ้นั ๆ เป็น
ความสัมพันธ์เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป มิใช่เป็นความสัมพันธ์การศึกษาเพื่อแก้ปัญหา
กลับกลายเป็นการศึกษาเพื่อสร้างปัญหาอย่างไม่รู้ตัว ผู้มีส่วนสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาทุกคนควรได้ทำ
ความเข้าใจอย่างถ่องแท้และดำเนินการอย่างมีสติสัมปชัญญะ รู้เท่าทัน เพื่อจะให้เข้าใจชีวิตในหลาย ๆ มิติ
หลกั พทุ ธธรรมอันประกอบด้วยเรือ่ ง ขนั ธ์ ๕ ธาตุ ๔ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ ผสั สะ ๖ วิญญาณ
๖ เวทนา ๖ ปรากฏการณ์แห่งกายจิตนามรปู ควรจะได้รับการศึกษาอย่างลึกซ้ึงอย่างต่อเน่ืองตลอดเวลา โดย
ใช้เนื้อหาตื้นลึกหนักเบาตามความเหมาะสมแห่งวัยและผู้เรียน โดยใช้ปรากฏการณ์ชีวิตและสังคมมาเป็น
ตวั อยา่ งในการอธบิ ายซ่งึ เกดิ ข้ึนอยู่ตลอดเวลาอย่างเพยี งพอต่อการนำมาเปน็ บทเรยี นชวี ิต
๔. ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้เรื่อง กิเลส โทษของกิเลส ชีวิตที่ถูกมายาของกิเลสปิดบังให้เดินหลงไป
ในทางผิด ชวี ิตทถี่ กู เพลงิ กิเลสเผาอย่างเจ็บปวดด้ินรน ความสุขที่เกดิ จากการตอบสนองกิเลส เป็นความสุขบน
ความสูญเสียความเป็นมนุษย์ สูญเสียพลังงาน สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติสูญเสีย ความสมดุล สารพัดจะ
สูญเสีย ชีวิตที่ไม่มีกิเลสควบคุม ครอบงำ ความสุขแท้ที่เกิดจากจิตที่ว่างจากกิเลสแผดเผา เป็นความสงบเย็น
ไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียทำลาย แต่เป็นการส่งเสริมเพิ่มพูนพัฒนารอบด้าน และชี้ให้เห็นว่าธรรมะเป็น
ธรรมชาตฝิ า่ ยดที ี่พระพทุ ธเจ้าทรงค้นพบแล้วนำมาเผยแผใ่ ห้มนุษย์ได้นำมาไว้ใช้ป้องกนั กเิ ลส ธรรมะ คือ ความ
ถูกต้อง ความดีความงาม ทางแห่งความเจริญรุ่งเรืองที่คอยดูแลชีวิตให้ปลอดภัยเป็นเส้นทางที่เดินไปในทุก
ยา่ งก้าว
๕. เพื่อให้มนุษย์เข้าใจถึงพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งในด้านดีและด้านชั่วอย่างครบครัน ควรจะได้มี
การศึกษาเร่อื งของกรรมในแง่มุมต่าง ๆ ตามความสามารถของผเู้ รยี น โดยช้ใี หเ้ ห็นถึงรากฐานแหง่ การกระทำดี
ทำช่ัวดว้ ย กุศลมูล ๓ คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ และอกุศลมูล ๓ คอื โลภะ โทสะโมหะ พฤตกิ รรมของมนุษย์
ที่แสดงออกต่อกนั อย่างสร้างสรรค์หรือทำลายก็มาจากรากฐานแหง่ กุศลและ อกศุ ลทั้งนั้น จึงจำเป็นต้องศึกษา
กันอย่างเข้าใจสามารถวิเคราะห์เหตุการณ์ในชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และปรากฏการณ์ต่าง ๆ รอบตัวได้ทุกวัน
แล้วสามารถดำเนนิ ชวี ติ ไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง
๖. เพื่อเป็นการสร้างปราการที่แข็งแกร่งไม่ให้ชีวิตถลำลึกไปในอารมณ์ ทั้งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ
หรอื มคี วามฉลาดในอารมณ์ท้งั ปวง การศกึ ษาและปฏบิ ตั สิ ติปฏั ฐาน ๔ อยา่ งซาบซง้ึ เห็นแจ้ง ประจักษ์เป็นสิ่งที่
ต้องดำเนินการอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง เพื่อวางรากฐานให้ชีวิตมีพื้นฐานทนทานต่อ การกระทบกระทั่งของ
อารมณ์ที่จรมามากมายอย่างไม่หวั่นไหว อันเป็นที่มาของปัญหาชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และปัญหาร้อยแปดที่
กำลงั เผชิญอยูท่ ุกวนั นส้ี าเหตสุ ำคัญคือ ประการชีวิตและรากฐานชีวติ ไม่เข้มแขง็ พอนั่นเอง ตรงน้ีคอื หวั ใจสำคัญ
ของการปฏิรปู การศกึ ษา
๗. มีคำขวัญในการปฏิรูปการศึกษาที่พูดกันอย่างหนาหูว่า เก่ง ดี มีสุข แต่บางคราวพอนำมาคิด
อย่างลึกซง้ึ ยงั มหี ลายคนหว่ันไหวกับคำขวัญนี้ เพ่อื ใหค้ ำขวญั น้ีเป็นปรัชญาการศึกษาที่ถูกทาง ควรใช้ไตรสิกขา
๔
และอรยิ มรรค ซงึ่ มอี งคแ์ ปดมาเปน็ แสงสว่างนำทางก็จะทำให้ได้แนวคิดทางการศึกษา บรรลุเปา้ หมายและเกิด
ความสมบูรณ์แบบได้คือ ผู้ศึกษาจะได้ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งกายและจิตและประดับประดาไปด้วย
ธรรมะอ่ืนอยา่ งงดงาม
กล่าวโดยสรุปไดว้ า่ หลกั พุทธธรรมมีความสำคัญต่อการนำมาใช้ปฏบิ ัตใิ ห้เป็นประโยชน์ในการดำเนิน
ชีวิตจริงด้วยการพึ่งตนเองในการแก้ไขปัญหาชีวิต และถ้าได้ลงมือปฏิบัติจริง ๆ ด้วยปัญญา จะทำให้รู้และ
เขา้ ใจวา่ สง่ิ ต่าง ๆ ที่เกิดขน้ึ เปน็ ไปตามกระแสแห่งเหตปุ ัจจยั
ลกั ษณะสำคญั ของหลักพทุ ธธรรม
มผี ้ไู ด้ให้ความหมายเกยี่ วกบั ลักษณะสำคญั ของหลักพทุ ธธรรม ไวด้ ังนี้
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงลักษณะสำคัญของพุทธธรรมว่า พุทธธรรมเป็นคำสั่งสอนท่ี
มุง่ สำหรับคนทกุ ประเภททั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ลักษณะทั่วไปของพทุ ธ ธรรมสรุปได้ ๒ อยา่ ง คอื
๑. แสดงหลกั ความจริงสายกลาง ทีเ่ รียกวา่ มัชเฌนธรรม หรือเรยี กเตม็ ว่า “มชั เฌนธรรม เทศนา” ว่า
ด้วยความจริงตามแนวของเหตุผลบริสุทธิ์ตามกระบวนการของธรรมชาติ นำมาแสดงเพื่อประโยชน์ในทาง
ปฏบิ ตั ใิ นชีวิตจริงเท่านั้น
๒. แสดงขอ้ ปฏบิ ัติสายกลางท่ีเรียกว่า “มัชฌิมปฏปิ ทา” อันเป็นหลักการครองชีวิตของ ผู้ฝึกอบรมตน
ผู้รู้เท่านั้นชีวิตไม่หลงงมงาย มุ่งผลสำเร็จ คือ ความสุข สะอาด สว่าง สงบ เป็นอิสระที่สามารถมองเห็นได้
ในชวี ิตนี้
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ไดก้ ล่าวถงึ ลกั ษณะของพทุ ธธรรมสรปุ ไดด้ ังน้ี
๑. คำสอนเป็นกลาง ปฏิบัติสายกลาง หรือลักษณะที่เป็นสายกลาง ไม่สุดโต่งในทางความคิด หรือ
สุดโต่งในทางปฏิบัติตน เห็นความสำคัญทางด้านจิตใจ และทางด้านร่างกายซึ่งสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ได้ จึง
วางข้อปฏิบัติที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลางหรือ ข้อปฏิบัติที่เป็นสายกลาง (มรรคมีองค์ ๘)
คือ ความพอดีและทัศนะเกี่ยวกับสัจธรรมก็เป็นกลาง ความจริงที่เป็นกลาง ตามเหตุปัจจัยไม่ขึ้นกับใคร
(เรียกว่า ปฏจิ จสมุปบาท)
๒. พุทธธรรมมีหลักการเป็นสากลหรือสอนหลักความจริงที่เป็นสากล ความจริงเป็นสิ่งที่มีอยู่ตาม
ธรรมชาติ คือ ธรรมดาของสิ่งทั้งหลายเป็นเช่นนั้นเอง เรียกว่าเป็นกฎธรรมชาติ ในทางปฏิบัติสอนให้คนมี
เมตตากรุณาอยา่ งเปน็ สากล ชาวพทุ ธต้องมคี วามเมตตากรณุ าตอ่ สรรพสตั วท์ ่วั กนั หมดไม่เลอื กพวกเขาพวกใคร
๓. พุทธธรรมให้ความสำคัญของสาระ (ธรรม) และรูปแบบ (วินัย) ธรรมวินัยจึงเป็นชื่อหนึ่งของพุทธ
ศาสนา ตอ้ งมีทั้งสองอยา่ ง ธรรมเปน็ หลกั ความจริง ซึง่ มอี ย่แู ล้วตามธรรมดาของมนั และเปน็ ส่งิ ท่ผี ูศ้ กึ ษาปฏบิ ัติ
สามารถเข้าถึงได้ ส่วนวินัย เป็นกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ กติกา หรือข้อบัญญัติที่กำหนดขึ้นเพื่อให้คนในสังคม
ประพฤติปฏิบตั ิ เพอื่ ความเจริญและความสงบสขุ วินัย เปรียบไดก้ บั ศีล เชน่ ศลี ๕ เปน็ ตน้
๔. พุทธธรรมสอนหลักกรรม พระพุทธศาสนายึดเอาการกระทำหรือความประพฤติเป็นเคร่ืองจำแนก
คน ไม่แบ่งแยกด้วยชาติกำเนิด ผิวพรรณ เน้นการรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ไม่ซัดทอดสิ่งภายนอก มี
๕
การสำรวจตนเองเป็นเบื้องต้นก่อน นอกจากนี้สอนหลักกรรมให้รู้จักพึ่งตนเอง ไม่ฝากไว้กับโชคชะตา กรรม
สอนคกู่ ับความเพียร ความสำเรจ็ เกิดขน้ึ ได้จากความเพียรและจากการกระทำตามทางของเหตแุ ละผล
๕. สอนให้มองความจริงโดยแยกแยะจำแนกครบทุกด้านทุกมุม ตัวอย่างเช่น มผี ูถ้ ามเรอ่ื งการพูดว่าสิ่ง
ใดควรพูด สิ่งใดไม่ควรพูด พระพุทธองค์ตรัสแยกแยะให้ฟังว่า “วาจาใดไม่จริง ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ถูกใจผู้ฟัง
พระองค์ไม่ตรัส วาจาใดเป็นคำจริง ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ถูกใจผู้ฟัง พระองค์ไม่ตรัส วาจาใดเป็นคำจริง
เป็นประโยชน์ ไม่ถูกใจผู้ฟัง พระองค์เลือกกาลที่จะตรัส วาจาใดไม่จริง ไม่เป็นประโยชน์ ถูกใจผู้ฟัง พระองค์
ไม่ตรัส วาจาใดเป็นคำจรงิ ไม่เป็นประโยชน์ ถูกใจผู้ฟัง พระองค์ไม่ตรัส และวาจาใดเป็นคำจรงิ เป็นประโยชน์
ถูกใจผู้ฟัง พระองค์เลือกกาลที่จะตรัส” ลักษณะท่าที่ของการสนองตอบหรือปฏิกิริยาต่อสิ่งทั้งหลายแบบ
ชาวพทุ ธ ต้องมองอย่างวิเคราะห์แยกแยะ จำแนก แจกแจง ครบทุกดา้ น
๖. หลักการสำคัญของพุทธศาสนา คือ มุ่งอิสรภาพ ดังพุทธพจน์ว่า “มหาสมุทรแม้จะกว้าง ใหญ่
เพียงใดก็ตาม แต่น้ำในมหาสมุทรที่มากมายนั้นมีรสเดียวคือรสเค็มฉันใด ธรรมวินัยของพระองค์ที่สอนไว้
มากมาย ทั้งหมดก็มรี สเดียว คอื วิมุติรส ได้แก่ ความหลดุ พ้นจากทกุ ขแ์ ละปวงกิเลส ฉันนั้น”
๗. เป็นศาสนาแห่งปัญญา ดังพุทธพจน์ว่า “ธรรมทั้งหลายทั้งปวงมีปัญญาเป็นยอดยิ่ง” หลักปัญญา
สำคัญเพราะปัญญาเป็นตัวตัดสินในการเข้าถึงจดุ หมายของพระพทุ ธศาสนา โดยให้ความสำคัญ แก่ศรัทธา ศีล
สมาธิ ว่าเปน็ ปจั จัยที่ขาดไม่ได้เพื่อเข้าถงึ จดุ หมาย โดยมปี ัญญาเป็นตวั ตัดสินสูงสดุ น่นั คือ ศรัทธาก็ขาดปัญญา
ไม่ได้ ศีลก็เพื่อประคับประคองจนเกิดปัญญา สมาธิก็ต้องนำไปสู่ปัญญา มิฉะนั้นจะหลงผิด หลงทาง ปัญญา
จึงเป็นคุณธรรมสำคัญเป็นเอก ปัญญาในขั้นสูงสุด คือ ปัญญาในขั้นที่รู้เท่าทันสัจจธรรม เรียกว่า วิปัสสนา
ปญั ญา
๘. สอนหลักอนัตตา พระพุทธศาสนาประกาศหลักสำคัญเกี่ยวกับความจริงของสิ่งทั้งหลาย หรือของ
สภาวธรรมตา่ ง ๆ คือ หลักอนัตตา เป็นหลักใหมท่ โ่ี ลกไมเ่ คยค้นพบมาก่อน ความยึดตดิ ในอัตตาหรือตัวตนเป็น
สิ่งฝังลึกแนบแน่นในจิตใจมนุษย์ แต่แท้จริงผู้มีปัญญาเห็นว่าสิง่ ทั้งหลายที่ดำรงอยู่ เป็นไปตามธรรมดาของมัน
ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไมส่ ามารถบังคับให้เปน็ ไปตามใจปรารถนาไดเ้ ลย
๙. การมีทัศนคติที่มองสิ่งทั้งหลายตามความสัมพันธ์แห่งเหตุและปัจจัย เชื่อมโยงกัน อิงอาศัยกัน
เป็นไปตามธรรมดาแหง่ เหตปุ จั จัยนัน่ เอง
๑๐. ยืนยันในศักยภาพสูงสุดของมนุษย์เช่ือว่ามนุษย์ประเสริฐด้วยการฝึกฝนพัฒนาเมื่อพัฒนา แล้วก็
เป็นผู้ประเสริฐสุด ดังพุทธพจน์ว่า ผู้ที่ฝึกแล้วเป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์ และเมื่อฝึกดีแล้วมนุษย์ก็จะ
ประเสริฐกวา่ เทพทง้ั หลาย พระพทุ ธองคฝ์ กึ พระองคด์ แี ลว้ แมเ้ ทพทั้งหลายกน็ อ้ มนมัสการ
๑๑. เป็นศาสนาแห่งการศึกษา นำเอาการศึกษาเข้ามาเป็นสาระสำคัญ เป็นเนื้อแท้ของการ
ดำเนินชีวิต หลักปฏิบัติทั้งหมดในพระพุทธศาสนาเรียกว่า มรรค หมายถึงทางดำเนินชีวิต ดังนั้น วิถีชีวิตของ
ชาวพุทธ คือ การดำเนนิ ชีวติ ตาม มรรคมอี งค์ ๘ เรียกยอ่ ว่า ศลี สมาธิ ปัญญา หรือ ไตรสกิ ขา ในท่สี ุดจะบรรลุ
จดุ หมายแหง่ ชีวิตทีด่ งี าม เปน็ มนุษยท์ สี่ มบูรณ์
๑๒. ให้ความสำคัญทั้งแก่ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายใน ได้แก่ โยนิโสมนสิการ คือ
การคิดใคร่ครวญในธรรมโดยแยบคาย ลึกซึ้ง อย่างผู้มีปัญญา คือ รู้จักคิด คิดเป็น ปัจจัยภายนอก ได้แก่
๖
กัลยาณมิตรท่ดี ี มีครูอาจารย์ท่ีดี มีพ่อแม่ที่ดี ให้ความร้ทู ถ่ี ูกต้อง เป็นตัวอยา่ งทีด่ ี มีแหล่งความรู้ มีสื่อมวลชนที่
ใหส้ ติปญั ญา
๑๓. สอนให้ตื่นตัวด้วยความไม่ประมาท พระพุทธเจ้าทรงเน้นย้ำ อัปปมาทธรรม หรือ ความไม่
ประมาท ถงึ กับตรสั เป็นปจั ฉมิ วาจา คือ พระดำรสั สุดทา้ ยก่อนจะปรนิ ิพพาน วา่ “สังขารท้งั หลายมีความเสื่อม
สลายไปเปน็ ธรรมดา เธอท้ังหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถดิ ”
๑๔. สอนให้เห็นทุกข์ แต่เป็นสุข นั่นคือพระพุทธศาสนาสอนให้มองเห็นความทุกข์ แต่ให้ปฏิบัติด้วย
ความสขุ (ทกุ ข์ สอนไว้ในหลักไตรสิกขา คอื อนิจจงั ทุกขงั อนัตตา และ ทกุ ข์ ในหลัก อรยิ สัจ ๔ (ทุกขิ สมุทัย
นิโรธ มรรค) เมื่อความทุกข์มีอยู่จริง พระพุทธศาสนาก็สอนให้เผชิญหน้าความทุกข์นัน้ ไม่เล่ียงหนี แต่ให้มองดู
ทกุ ข์น้นั ดว้ ยความรู้เท่าทัน จึงทำให้มีจิตใจปลอดโปรง่ เปน็ อสิ ระมปี ัญญา ไม่ถูกทุกข์บีบคน้ั
๑๕. มุ่งประโยชน์สุขเพื่อมวลชน พระพุทธเจ้าทรงตรัสหลักนี้เสมอ เมื่อเริ่มประกาศพระ ศาสนา
ทรงตรัสแก่ภิกษุว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงจาริกไป เพื่อประโยชนเ์ กื้อกูลแก่ชนทัง้ หลาย เพื่อความสุข
แก่ชนทั้งหลาย เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก” ดังนั้นการดำเนินชีวิตของชาวพุทธ ทั้งหลายจึงควรดำเนินตาม
พระดำรัสนี้คือ การทำประโยชน์แก่ผู้อื่นและแก่สังคม เมื่อทำความเข้าใจ หลักพุทธธรรมที่สำคัญดังกล่าวแล้ว
จะทำให้สามารถเขา้ ใจแนวทางการดำเนนิ ชวี ิตตามแบบวิถพี ุทธได้ กระจ่างชัดเจนย่งิ ขนึ้
รัตนะ ปัญญาภา กล่าวถึงลักษณะของหลักพุทธธรรมว่า เนื่องจาก พระพุทธศาสนาซึ่งสถาปนาโดย
พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเปน็ นักบวชแสวงหาสัจธรรมเพื่อตรสั ร้โู ดย อาศัยสมาธจิ ิต แลว้ นำคำสอนที่พระพุทธ
องค์ตรัสรู้นั้นมาสั่งสอน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติศึกษาด้วยความสุข และหลีกเว้นโลกีย์ได้เข้าถึงความสุขอย่างยิ่ง คือ
นิพพานอันเป็นจุดหมายสูงสุด ซึ่งเน้นให้กับบุคคลมีความรู้ดีประพฤติดีแล้วนำไปสอนแก่มนุษย์ชาติให้เ กิด
คุณสมบัติเชน่ น้ันบ้าง เพื่อเข้าถึงความจรงิ อย่าง แท้จริงที่เรียกว่า “สัจธรรม” อันเป็นปัญญาขั้นโลกุตตระและ
จะเข้าถึงปัญญาขั้นนี้ได้ต้องอาศัยจิตเป็น สมาธิ ส่วนปรัชญาอาจเกิดจาก ความคิดค้นของนักบวชหรือ
ฆราวาสก็ได้ เพราะแหล่งความรู้ทางปรัชญาจะเกิดความคิดตามหลักตรรกวทิ ยา โดยมุ่งให้ผู้ศึกษาสามารถอยู่
ในโลกหรือสังคมได้อย่างมีเหตุผล บางลัทธิอาจวางทัศนะเน้นไปทางการเมือง ยั่วยุให้มีการปฏิวัติเพื่อสร้าง
ความเป็นอภิมนุษย์ขึ้นให้แก่ตน ทัศนะเช่นนี้อาจทำให้โลกสับสนวุ่นวายจนทำให้เกิดสงครามขึ้นก็ได้ เพราะ
ปรชั ญาจะสอน เนน้ หนกั ไปในทางสมชั ภาพหรือสงั คมส่วนรวมว่า ทำอยา่ งไรสังคมจึงจะอยรู่ อดได้และมีอำนาจ
เหนือผู้อื่นหรือหรือเหนือสังคมอื่นเพราะยึดมั่นอยู่ในปัญญาระดับโลกีย์ ตระหนักในวัตถุเป็นสำคัญกว่าจิตใจ
ในขณะเดียวกนั จะสำคัญว่าร่างกายหรือวัตถุจะต้องดีกว่าจิตใจ ในด้านคำสอนพระพุทธศาสนาจะคำนึงถึงผู้ฟัง
หรือผู้ศึกษาเพื่อให้เกิดประโยชน์ที่แท้จริง จึงจำเป็นต้องศึกษาจริตหรือจริยาอันหมายถึง จิตใจของผู้ฟังโน้ม
เอียงไปในทางใดที่เรียกว่า ผู้ฟังมีโทสจริต มีใจร้อน เคร่งเครียดเป็นอาจิณ มักมีโมโห โทโส พระพุทธองค์ก็จะ
สอนหนักไปในการปลูกฝังให้มีความเมตตา กรุณา เป็นต้น ดังนั้นลักษณะคำสอนของพระพุทธองค์ จึงมี ๓
ลักษณะด้วยกนั คือ
๑. คำสอนท่ที รงต้งั ขน้ึ มาเอง เช่น อรยิ สัจ, ปฏจิ จสมุปบาท เปน็ ต้น
๒. คำสอนในลักษณะปฏิรูป โดยนำคำสอนของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูซึ่งมีอยู่ก่อนมาปฏิรูป
สอนเพื่อให้ผู้ทเ่ี ล่อื มใสใ่ นทางศาสนาน้นั ไม่มีปฏกิ ริ ิยาตอ่ ตา้ นหรือขัดแยง้ เช่น การทำบุญจะตอ้ งทำกบั ผบู้ รสิ ุทธ์ิ
๗
มีศีล มีธรรม จึงจะได้บุญ ไม่จำเป็นต้องเกิดในวรรณะใด ถ้ามีคุณธรรม ศีลธรรมสมบูรณ์ ศีลธรรมย่อมได้กุศล
ผลบญุ สมบรู ณเ์ ตม็ ท่ี
๓. คำสอนในลกั ษณะปฏิวัติเช่น การฆา่ สตั วบ์ ูชายัญ ทพ่ี วกพราหมณ์-ฮินดูปฏบิ ัตกิ ันอยู่ พระพุทธองค์
ไม่เห็นด้วยเพราะการฆ่าสัตว์หรือการทำร้ายชีวิตของสัตว์อื่น เพื่อมาสร้างสุขให้แก่ตนย่อม เป็นบาปทั้งน้ัน
เนอ่ื งจากชวี ติ ใคร ๆ กร็ ักหวงแหน ไม่อยากให้ใครมาเบยี ดเบยี นหรอื ทำร้าย
พระมหาจรรยา สุทธญิ าโณ กลา่ วถงึ ลกั ษณะของหลักพุทธธรรมวา่ เปน็ หลกั คำสอนของพระพุทธเจ้า
มีลักษณะ ๒ อยา่ ง คือ
๑. แสดงหลักความจริงสายกลาง หรือที่เรียกว่า “มัชเฌนธรรม” หรือ “มัชเฌนธรรมเทศนา” คือ
หลักความจริงที่เป็นกลางตามธรรมชาติ เช่น เบญจขันธ์ หรือ ขันธ์ ๕ ไตรลักษณ์กฎแห่งกรรมเป็นต้น
หลักความจริงเหล่านี้ก็เปรียบได้กับ “ทฤษฎี” ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เพื่อให้เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติ
ตอ่ ไป
๒. แสดงข้อปฏิบตั ิสายกลาง หรือท่เี รยี กวา่ “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ หลักปฏบิ ัติตามสภาพชวี ิต ของแต่
ละคน ไมว่ ่าจะเป็นคฤหสั ถ์ (ผคู้ รองเรือน) โดยทว่ั ไปหรือบรรพชิต กส็ ามารถปฏิบัติได้
กล่าวโดยสรุปได้ว่า ลักษณะที่สำคัญของหลักพุทธธรรมมีความสำคัญต่อการนำมาใช้ปฏิบัติ ให้เป็น
ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตจริงด้วยการพึ่งตนเองในการแก้ไขปัญหาชีวิตและถ้าได้ลงมือปฏิบัติ จริง ๆ ด้วย
ปญั ญาจะทำให้รูแ้ ละเข้าใจว่าส่ิงตา่ ง ๆ ทีเ่ กิดขนึ้ เป็นไปตามกระแสแห่งเหตปุ ัจจยั
หลักการของพุทธธรรม
พทุ ธธรรมมหี ลกั การว่า ไมว่ า่ พระพุทธเจ้าจะอบุ ัตขิ ้ึนหรือไมก่ ็ตามความจริงก็ดำรงอยู่ตามธรรมดาของ
มนั อย่างเปน็ กลางๆ พระพทุ ธเจ้าทรงตรัสรู้คือ คน้ พบความจริงนัน้ แล้วนำมาเปิดเผยไว้ สาระของความจริงนี้
ก็คือ (ความเป็นไปตาม)ธรรมดาแห่งเหตุปัจจยั หรือกระบวนธรรมแห่งเหตุปัจจัย ผู้ที่มองสิ่งทั้งหลายตามที่
มันเปน็ ไม่ใช่มองตามทต่ี นอยากหรอื ไมอ่ ยากใหม้ ันเป็น จงึ จะเข้าใจความจริงทเี่ ปน็ กลางนไ้ี ด้ เมือ่ เขา้ ใจธรรมท่ี
เป็นกลางนแี้ ล้ว กย็ อ่ มมองเห็นความจริงอยา่ งกว้างๆ ครอบคลุมทวั่ ไปทั้งหมด มที ัศนะเปิดกวา้ ง หลดุ พ้นเปน็
อิสระอย่างแท้จริง โดยหลุดพ้นทั้งทางจิต คือจิตหลุดพ้นจากสิ่งบีบคั้นครอบงำที่เรียกว่ากิเลสและความทุกข์
กลายเป็นจิตที่ปลอดโปร่ง เบิกบาน เป็นสุข และด้านปัญญา คือ หลุดพ้นด้วยรู้เท่าทันธรรมดา แล้วมองเห็น
ตัวความจริงที่ล้วน ๆบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสเคลือบแคลงหรือทำให้เอนเอียงและรู้ชัดแจ้งที่ความจริงโดยตรง ไม่
ตอ้ งรูผ้ า่ นใคร ๆหรอื รู้ตามท่ีใครบอกอีกตอ่ ไป
ความหมายของหลักธรรมาภิบาล
ความหมายของหลักธรรมาภิบาล ธรรมาภบิ าล เปน็ คำท่ปี ระกอบด้วยศัพท์ ๒ ศพั ท์ดว้ ยกัน คือ ธรรม
กับ อภิบาล ความหมายตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.๒๕๔๖ได้ให้ความหมายว่า ธรรม
หมายถึง ความยุติธรรม,ความถูกต้อง,กฎ,กฎเกณฑ์,กฎหมาย,ข้อบังคับ,สิ่งดีงาม อภิบาล หมายถึง การดูแล,
การปกครอง, การบรหิ าร, การปกป้อง, การสร้างภมู ิคมุ้ กัน บำรงุ รกั ษา, ปกครองปกป้องหรือคมุ้ ครอง ธรรมาภิ
๘
บาล (Good governance) คือการปกครองการบริหาร การจัดการการควบคุมดแู ล กิจการต่าง ๆให้เป็นไปใน
ครรลองธรรมนอกจากนี้ยังหมายถึงการบริหารจัดการที่ดีซึ่งสามารถนำไปใช้ทั้งภาครัฐ และเอกชน ธรรมที่ใช้
ในการบรหิ ารงานน้ีมีความหมายอย่างกว้าง กลา่ วคือหาได้มีความหมายเพียงหลักธรรม ทางศาสนาเท่าน้ัน แต่
รวมถึงศีลธรรมคุณธรรม จริยธรรมและความถูกต้องชอบธรรมทั้งปวงซึ่งวิญญูชนพึงมี และพึงประพฤติปฏิบัติ
อาทิความโปรง่ ใสตรวจสอบได้การปราศจากการแทรกแซงจากองคก์ รภายนอก
เนื่องจากมีผู้ให้คำนิยามและความหมายของคำว่า ธรรมาภิบาลไว้มากรวมทั้งองค์กรต่าง ๆ ทั้งใน
ประเทศ และระดบั โลกไดน้ ำไปใช้มากมาย ดังน้ี
ธนาคารโลก (World Bank) ได้ให้ความหมายของ Good Governance ว่าหมายถึงการกำหนด
กลไกอำนาจของภาครฐั ในการบริหารจดั การทรัพยากรทงั้ ดา้ นเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศ เพือ่ ใหเ้ กิดการ
พฒั นา การดาเนินงานการกำหนดนโยบาย ท่ีประชาชนสามารถรับทราบและเข้าใจได้ มีลักษณะที่เปิดเผยและ
เปน็ นโยบายที่มปี ระโยชน์ เจา้ หน้าทข่ี องรัฐมีจรยิ ธรรมปฏบิ ัติหน้าท่ีเพ่อื ประโยชนแ์ หง่ สาธารณชน
มหาธีรโ์ มฮัมเหม็ด ได้ให้ความหมายของธรรมาภิบาล หมายถึงการใช้อำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ
และรัฐประศาสนศาสตร์เพื่อการบริหารกิจกรรมต่าง ๆ ของชาติบ้านเมืองและหมายรวมถึงกระบวนการ
ความสมั พนั ธแ์ ละสถาบนั ต่างๆที่เชื่อมโยงกนั อยา่ งซบั ซ้อนซง่ึ ประชาชนพลเมืองใช้เปน็ เคร่ืองมือหรอื ช่องทางใน
การบริหารจัดการกิจการต่างๆอันเก่ียวข้องกับชีวิตประเทศซึ่งมีองค์ประกอบร่วมซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้าง
หลกั ธรรมาภบิ าล อนั ไดแ้ ก่ ๑.การรับผิดชอบ ๒.ความโปร่งใส ๓.การปราบปรามทุจรติ และการประพฤติมิชอบ
๔. การมสี ว่ นรว่ มของผมู้ สี ว่ นไดส้ ่วนเสยี ๕.กรอบกฎหมายและกระบวนการยุตธิ รรม
สรุปได้ว่า ธรรมาภิบาล หมายถึงการบริหารจัดการบ้านเมืองและสังคม เพื่อการพัฒนาของประเทศ
โดยมีการเชื่อมโยงองค์ประกอบทั้ง ๓ ส่วนของสังคม คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมและให้มี
การสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจ สังคมการเมืองอย่าง
สมดุล ตามหลักธรรมาภบิ าล นอกจากยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทยแล้ว ยังใช้หลักธรรมภิบาลการ
กำกับดูแลองค์การของส่วนราชการต่าง ๆเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีความเป็นสากลเทียบเท่าหน่วยงาน
ในต่างประเทศและภาคเอกชน
องค์ประกอบหลักธรรมาภิบาล
จากวิกฤตเิ ศรษฐกจิ ทเี่ กิดข้ึนในประเทศไทย เมอ่ื ปี พ.ศ.๒๕๔๐ ได้สง่ ผลกระทบเชงิ ลบต่อ ทกุ ภาคส่วน
ของสังคม โดยสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากการบริหารจัดการในระดับชาติ และระดับองค์กรทั้ง ในภาครัฐ
และเอกชนที่มีความบกพร่องและ ขาดประสิทธิภาพรวมถึงการกระท าผิดทุจริตและขาดจริยธรรม ส่งผลให้
ประเทศไทยมกี ารบังคับใชแ้ ละปรบั แกก้ ฎหมายตา่ ง ๆ เพอ่ื ก่อให้เกดิ และเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการ บริหาร
จดั การทุกภาคสว่ นภายในประเทศดงั ปรากฏในรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ ระเบยี บ ส านัก
นายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีพ.ศ. ๒๕๔๒ (ยกเลิกเมื่อวันที่ ๙
สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๗) พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๔๕ มาตรา ๓/๑
พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.๒๕๔๖ และรัฐธรรมนูญแห่ง
๙
ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ สำนกั งานคณะกรรมการพฒั นาระบบราชการ ในฐานะที่เปน็ หน่วยงานหลักใน
การส่งเสริม ให้การพัฒนา ระบบราชการดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน จึงได้ก าหนดยุทธศาสตร์และ
นโยบายที่ชดั เจนไว้ ในแผนยุทธศาสตร์การพฒั นา ระบบราชการไทย พ.ศ.๒๕๕๑-พ.ศ.๒๕๕๕ เพ่ือมุ่งเน้นและ
สง่ เสริมใหห้ น่วยงาน ภาครฐั ต่างๆ ไดแ้ ก่ สว่ นราชการ จังหวดั องคก์ ารมหาชนและสถาบันอุดมศึกษา มคี วามรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับ การกำกับดูแลองค์การภาครัฐตามหลักธรรมาภิบาลของ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
(Good Governance) และน าไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมสู่มาตรฐานสากลเพื่อบรรลุเป้าประสงค์ประโยชน์
สุขของประชาชนและ รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ๓๘ องค์ประกอบที่จะนำมาจัดทำเกณฑ์การจัด
ระดับการกำกับดูแลองค์การภาครัฐตามหลักธรร มาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ประกอบด้วย
๑๐ องค์ประกอบ ได้แก่ ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ การตอบสนอง ภาระรับผิดชอบ ความโปร่งใส การมีส่วน
ร่วม การกระจายอำนาจ นิติธรรม และความเสมอภาค หลกั ม่งุ เนน้ ฉันทามติ
๑.หลักประสิทธิผล (Effectiveness) ผลการปฏิบัติราชการที่บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของ
แผนการปฏิบัติราชการตามที่ได้รับงบประมาณมาดำเนินการ รวมถึงสามารถเทียบเคียงกับส่วนราชกา รหรือ
หน่วยงานที่มีภารกิจคลา้ ยคลึงกัน และมีผลการปฏิบัติงานในระดับชั้นนำของประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์สขุ
ต่อประชาชน โดยการปฏิบัติราชการจะต้องมีทิศทาง ยุทธศาสตร์และเป้าประสงค์ที่ชัดเจน มีกระบวนการ
ปฏิบัติงานและระบบงานที่เป็นมาตรฐาน รวมถึงมีการติดตามประเมินผล และพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
และเป็นระบบ คือ
- การบรรลุผลสำเร็จตามเปา้ หมายของแผนปฏบิ ัติราชการตามท่ีได้รับงบประมาณ
- ผลสำเร็จตามเป้าหมายของแผนปฏิบัติราชการสามารถเทียบเคียงได้กับหน่วยงานที่มีภารกิจ
คลา้ ยคลงึ กนั
- มผี ลการปฏบิ ัติงานในระดบั ประเทศ
- มกี ารปฏิบัติราชการที่มที ศิ ทางยุทธศาสตร์และเป้าประสงค์ทช่ี ัดเจน
- มีกระบวนการปฏิบตั ิงานและระบบงานท่ีเปน็ มาตรฐาน
- มกี ารตดิ ตาม ประเมนิ ผล และพฒั นาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและเปน็ ระบบ
๒.หลักประสิทธิภาพ (Efficiency) การบริหารราชการตามแนวทางการกำกับดูแลที่ดีที่มีการ
ออกแบบกระบวนการปฏิบัติงานโดยการใช้เทคนิคและเครื่องมือการบริหารจัดการที่เหมาะสมให้องค์การ
สามารถใช้ ทรัพยากรทั้งด้านต้นทุนแรงงานและระยะเวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาขีด
ความสามารถในการปฏิบัติราชการตามภารกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วน
เสยี ทุกกล่มุ ดังคำอธบิ ายน้ี
- มวี ธิ ีการบรหิ ารจดั การทีส่ ่งผลให้องคก์ ารประหยดั ต้นทนุ (ค่าใช้จา่ ย)
- มกี ารบริหารจดั การทีส่ ง่ ผลใหอ้ งค์การประหยัดแรงงาน
- มวี ธิ ีการบรหิ ารจดั การที่สง่ ผลให้องค์การประหยดั ระยะเวลา
- มีวิธีการพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติราชการตามภารกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการของ
ประชาชนและผู้มีส่วนไดส้ ว่ นเสียทกุ กล่มุ
๑๐
๓.หลกั การตอบสนอง (Responsiveness) การใหบ้ รกิ ารทส่ี ามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาท่ี
กำหนด และสร้างความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ รวมถึงตอบสนองตามความคาดหวัง/ ความต้องการของ
ประชาชนผ้รู ับบริการ และผมู้ ีส่วนได้สว่ นเสียทมี่ ีความหลากหลายและมคี วามแตกตา่ ง ดงั คำอธิบายนี้
- สามารถใหบ้ ริการได้ภายในระยะเวลาทีก่ ำหนด
- สามารถสรา้ งความเชื่อม่นั และความไวว้ างใจต่อผ้รู ับบริการ
- สามารถตอบสนองความคาดหวังหรือความต้องการของผูร้ ับบรกิ าร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไดค้ วาม
หลากหลาย และความแตกตา่ ง
๔.หลักภาระรับผิดชอบ (Accountability) การแสดงความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่และ
ผลงานต่อเป้าหมายที่กำหนดไวโ้ ดยความรับผิดชอบน้นั ควรอยูใ่ นระดบั ที่สนองต่อความคาดหวังของสาธารณะ
รวมทั้ง การแสดงถึงความสำนกึ ในการรับผดิ ชอบตอ่ ปัญหาสาธารณะ คอื
- มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่และผลงานต่อเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยความรับผิดชอบน้ัน
อยู่ในระดับทสี่ นองต่อความคาดหวังของสาธารณะ๕.หลักความโปร่งใส (Transparency) กระบวนการเปิดเผย
อย่างตรงไปตรงมา ชแี้ จงไดเ้ ม่ือมีขอ้ สงสยั และสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอันไมต่ ้องหา้ มตามกฎหมายได้อย่าง
เสรีโดยประชาชน สามารถรู้ทุกขั้นตอนในการดำเนินกิจกรรมหรือกระบวนการต่าง ๆ และสามารถตรวจสอบ
ได้ ดังคำอธบิ ายตอ่ ไปนี้
- มกี ระบวนการเปดิ เผยอยา่ งตรงไปตรงมา สามารถช้ีแจงไดเ้ ม่ือมีข้อสงสัย
-ใหป้ ระชาคมในองคก์ รสามารถเขา้ ถึงข้อมลู ข่าวสารอันไม่ต้องห้ามกฎหมายไดอ้ ย่างเสรี
-ประชาคมในองค์กรสามารถรูท้ ุกขน้ั ตอนในการด าเนนิ กจิ กรรมหรอื กระบวนการตา่ ง ๆ
- ประชาคมในองค์กรสามารถตรวจสอบได้
๕.หลักความโปร่งใส (Transparency) คือ กระบวนการเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาชี้แจงได้ เมื่อมี
ข้อสงสัยและสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอันไม่ต้องห้ามตามกฎหมายได้อย่างเสรี โดยประชาชนสามารถรู้ทุก
ขน้ั ตอนในการดำเนินกจิ กรรมหรอื กระบวนการต่างๆ และ สามารถตรวจสอบได้
๖.หลักการมสี ว่ นร่วม (Participation) กระบวนการทขี่ ้าราชการ ประชาชนและ ผมู้ สี ่วนไดส้ ่วนเสีย
ทุกกลมุ่ มโี อกาสไดเ้ ขา้ รว่ มในการรบั รู้เรยี นรู้ทำความเข้าใจ ร่วมแสดง ทัศนะ ร่วมเสนอปัญหา/ประเด็นท่ีสำคัญ
ที่เกี่ยวข้อง ร่วมคิดแนวทาง ร่วมการแก้ไขปัญหา ร่วมในกระบวนการตดั สินใจ และร่วมกระบวนการพฒั นาใน
ฐานะหนุ้ ส่วนการพฒั นา ดังคำอธบิ ายนี้
- ไดเ้ ขา้ รว่ มในการรบั รู้ เรยี นรู้ ทำความเขา้ ใจ ร่วมแสดงทัศนะ รว่ มเสนอปัญหา หรือประเด็นท่ีสำคัญ
ท่เี กย่ี วข้อง
- ไดร้ ว่ มคิดแนวทาง ร่วมการแกไ้ ขปัญหา รว่ มในกระบวนการตัดสินใจ
- ได้รว่ มกระบวนการพฒั นาในฐานะหุน้ สว่ นการพัฒนา
๗.หลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) การถ่ายโอนอำนาจการตัดสินใจ ทรัพยากรและ
ภารกิจ จากส่วนราชการส่วนกลางให้แก่หน่วยการปกครองอื่น (ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น) และภาค
ประชาชนดำเนินการแทน โดยมีอิสระตามสมควร รวมถึงการมอบอำนาจและความรับผิดชอบในการตัดสินใจ
๑๑
และการดำเนินการให้แก่บุคลากร โดยมุ่งเน้น การสร้างความพึงพอใจในการให้บริการต่อผู้รับบริการและผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสีย การปรับปรุงกระบวนการ และเพิ่มผลิตภาพ เพื่อผลการดำเนินงานที่ดีของส่วนราชการ ดัง
คำอธิบายนี้
- มีการถ่ายโอนอำนาจการตัดสินใจ ทรัพยากร และภารกิจให้แก่หน่วยงานย่อยในสังกัดเพื่อ
ดำเนนิ การแทน โดยมีอิสระตามสมควร
- มีการมอบอำนาจและความรับผิดชอบในการตัดสินใจและดำเนินการให้แก่บุคลากร โดยมุ่งเนน้ การ
สร้างความพงึ พอใจในการบริการและผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี
- มกี ารปรับปรงุ ระบบการ และเพม่ิ ผลิตภาพ เพอ่ื ผลการดำเนนิ งานท่ดี ีของหนว่ ยงาน
๘.หลักนิติธรรม (Rule of Law) การใช้อำนาจของกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ ในการบริหาร
ราชการด้วยความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติและคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย ดังคำอธิบาย
ต่อไปนี้
- สามารถใช้อำนาจของกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับในการบริหารราชการด้วยความเป็นธรรม ไม่
เลอื กปฏิบตั ิ และคำนึงถงึ สิทธเิ สรภี าพของผมู้ ีส่วนได้ส่วนเสยี
๙.หลักความเสมอภาค (Equity) การได้รับการปฏิบัติและได้รับ บริการอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มี
การแบ่งแยกด้าน ชาย/หญงิ ถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายคุ วามพกิ าร สภาพทางกายหรือสุขภาพสถานะ
ของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษา การฝึกอบรม และอื่น ๆ ดัง
คำอธบิ ายตอ่ ไปนี้
- สามารถปฏิบัติและให้บริการได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่แบ่งแยกด้าน เพศ ถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ
ภาษา อายุ ความพิการ สภาพทางกายภาพ หรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม
ความเช่อื ทางศาสนา การศกึ ษา การฝึกอบรมและอ่ืน ๆ
๑๐.หลักม่งุ เนน้ ฉนั ทามติ (Consensus Oriented) การหาข้อตกลงทวั่ ไปภายในกลุ่มผู้มสี ว่ นไดส้ ่วน
เสียทเ่ี กี่ยวข้อง ซง่ึ เปน็ ขอ้ ตกลงท่เี กิดจากการใช้กระบวนการเพ่ือหาข้อคิดเห็นจากกลุ่มบุคคลท่ีได้รับประโยชน์
และเสียประโยชน์ โดยเฉพาะ กลุ่มทไี่ ด้รบั ผลกระทบโดยตรงซง่ึ ตอ้ งไม่มขี ้อคดั ค้านที่ยตุ ิไมไ่ ด้ในประเด็นที่สำคัญ
โดยฉนั ทามตไิ มจ่ ำเปน็ ต้องหมายความวา่ เปน็ ความเหน็ พ้องโดยเอกฉันท์
ลักษณะของธรรมาภบิ าล (ประเภท)
ระเบยี บสำนกั นายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสงั คมที่ดี พ.ศ.๒๕๔๒
ระบุว่า ธรรมาภิบาลมีองค์ประกอบ ๖ ประกอบ คือ หลักนิติธรรม (Rule of Laws) หลักคุณธรรม (Ethics)
หลักความโปร่งใส (Transparency) หลักการมีส่วนร่วม ( Participation) หลักความรับผิดชอบ
(Accountability) และหลักความคุ้มค่า (Effectiveness) รายละเอียดดงั ตอ่ ไปนี้
หลักนิติธรรม (Rule of Laws) คือ การบริหารตามหลักกฎหมาย มีความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย มี
กฎเกณฑ์ที่มี ความเที่ยงตรงเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ใช้กฎระเบียบข้อบังคับในการบริหารราชการด้วยความเป็น
ธรรม มีความยุติธรรม ในการบังคับกฎหมายอย่างเสมอภาคกันไม่เลือกปฏิบัติ การกำหนดหน้าที่ความ
๑๒
รับผิดชอบ โดยมอบหมายงานให้ บุคลากรได้ทำงานตามความรู้ ความสามารถที่เหมะสมเป็นไปตามระเบียบ
ของทางราชการ และตามเกณฑ์การ ประเมินผลการปฏบิ ตั ิงาน
หลักคุณธรรม (Ethics) หมายถึง การยึดมั่นในทางที่ถูกต้องดีงาม การไม่ทุจริต ไม่ประพฤติผิดวินัย
ไม่กระทำผิด มาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณ มีคุณธรรมซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติงาน มีความเป็นผู้นำ
ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง ที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ส่งเสริมให้บุคลากรปฏิบัติงานด้วยหลักคุณธรรม รวมถึงการ
ประพฤติปฏิบัติตนที่พึงประสงค์ ปลอดการคอร์รัปชั่นหรือฉ้อราษฎร์บังหลวง การไม่ละเมิดจริยธรรม หรือ
ธรรมเนียมปฏิบัติ มีการบริหารงานโดยยึด หลักคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม ให้กับสนับสนุน
บคุ ลากรอยา่ งท่วั ถึง
หลักความโปร่งใส (Transparency) หมายถึง การบริหารงานเป็นไปด้วยความชัดเจน โปร่งใส การ
เปิดข้อมูล แบบโปร่งใสตรงไปตรงมาสามารถตรวจสอบได้ ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอันไม่ต้องห้าม
ตามกฎหมายได้ อย่างเสรี การบริหารให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การ
ดำเนินงานให้บุคลากร ภายในและภายนอกได้รับทราบ รวมถึงการบริหารงานมีความชัดเจนโปร่งใสตรวจสอบ
ไดท้ ุกเวลา
หลักการมีส่วนร่วม (Participation) หมายถึง การทำให้ประชาชนมีส่วนรับรู้ และร่วมเสนอ
ความเห็นในการ ตดั สนิ ใจสำคัญ ๆ ของสงั คมโดยเปดิ โอกาสใหป้ ระชาชนมชี อ่ งทางในการเข้ามามีสว่ นรว่ ม การ
บริหารแบบมีส่วนร่วม หมายความว่า การที่ผู้บริหารหรือผู้นำได้เปิดโอกาสหรือให้ โอกาสผู้ใต้บังคับบัญชาได้
เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ในเรื่องบางประการขององค์การที่ ผู้บริหารได้พิจารณาแล้วว่าจะช่วยทำให้
เกดิ ประโยชน์แกอ่ งค์การมากกว่าที่ ผ้บู รหิ ารจะตดั สนิ ใจเพียงผู้เดยี ว
หลักความรับผิดชอบ (Accountability) หมายถึง การมีจิตสำนึกในหน้าที่ร่วมรับผิดชอบต่อสังคม
สิทธิและหน้าที่ และปัญหาสาธารณะของบ้านเมือง และเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างตามหลักประชาธิปไตย
“ความรับผิดชอบ” เป็นเรื่องท่ีสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง เพราะความรับผิดชอบทำให้งานประสบ ความสำเร็จ
แม้ในบางครั้งงานที่สำคัญของสถานศึกษาเกิดความบกพร่อง ผิดพลาด ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา
จำเป็นต้องยอมรบั ทงั้ ผดิ และชอบโดยไมโ่ ยนความผดิ ไปให้ผูอ้ ืน่
ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชน กาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรม
นาถบพติ ร ท่ีทรงพระราชทานแกข่ า้ ราชการพลเรอื น เพือ่ นำมาเปน็ ข้อคดิ “สำหรบั ข้าราชการครแู ละบุคลากร
ทางการศกึ ษา” ให้นำหลักธรรมะมาใช้เป็นแนวทางปฏบิ ตั ิงานให้เกิดประสิทธิผล และประสิทธภิ าพ เนือ่ งในวัน
ข้าราชการพลเรือนวันอาทิตย์ที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๐ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันที่ ๓๑ มีนาคม
พุทธศักราช ๒๕๕๐ ความว่า งานของแผ่นดินนั้นเป็นงานส่วนรวม มีผลเกี่ยวเนื่องถึงความเจริญขึ้นหรือเสื่อม
ลงของบ้านเมืองและสุขทุกข์ ของประชาชนทุกคน ข้าราชการผู้ปฏิบัติบริหารงานของแผ่นดิน จึงต้องสำนึก
ตระหนักในความรับผิดชอบที่มีอยู่ และตั้งใจพยายามปฏิบัติหน้าที่โดยเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความ
เขม้ แขง็ สจุ ริต และด้วยปัญญารู้คิด พิจารณาว่าสง่ิ ใดเป็นความเจริญ สิ่งใดเปน็ ความเส่ือมอะไรเป็นส่ิงที่ต้องทำ
อะไรเป็นสงิ่ ท่ีตอ้ งละเว้นและกำจัด อย่างชดั เจนถูกตรง
๑๓
หลักความคุ้มคา่ (Effectiveness) หมายถึง การบรหิ ารจดั การและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อยา่ งจำกัดให้
เกิด ประโยชน์สูงสุด ผลิตสินค้าอย่างมีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก พัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและ
รักษา ทรัพยากรธรรมชาติ ความหมายหลักความคุ้มค่า ผู้บริหารจะต้องใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ในการ ดำเนินการกับทรัพยากรทางการศึกษาอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยใช้หลักการ PDCA เข้า
มาตรวจสอบ คุณภาพของระบบงานทั้ง ๔ งานอย่างครบถ้วน หากผู้บริหารสถานศึกษาได้ใช้หลัก “ธรรมาภิ
บาล” นี้ ในการบรหิ าร ๑๒ Chandrakasem Rajabhat University Journal of Graduate School Vol ๑๖
No.๑ (January - June ๒๐๒๑) วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๑
(มกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๔) จัดการสถานศึกษา และกระจายเป็นข้อปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ พึงใช้ประกอบใน
การปฏิบัติงานของแต่ละบุคคล ให้บรรลุ ความสำเร็จตามเป้าหมายของการจัดการศึกษา สามารถนำมาแปร
เป็นวิธีปฏิบัติสำหรับองค์กร เพราะเมื่อองค์กรมีการปฏิบัติที่ดีต่อบุคคลในองค์กร สมาชิกก็มีความสุขมีขวัญ
และกำลังใจในการทำงาน สง่ ผลใหท้ กุ คนรักและทมุ่ เทในการทำงาน และพรอ้ มมีสว่ นรว่ มในความกา้ วหน้าของ
บริษัท ดังนั้น การนำธรรมภิบาลมาใช้เป็นแนวทางในการบริหารงาน จึงมีความสำคัญและจำเป็นต่อ
ความสำเร็จขององคก์ รทุกประเภททุกระดับ
๑. การสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นทุกระดับจะทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยมีคนเป็นศูนย์กลาง
อย่างแท้จริง ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมเสถียรภาพ พัฒนา และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข สร้างความเข้มแข็งให้
ประชาคมและเพ่มิ การมสี ว่ นร่วม
๒. เป็นหลักการพื้นฐานในการสร้างความเป็นธรรมในสังคมเอผลประดยชน์ให้กับคนทุกระดับไม่ ว่า
คนรวยหรอื คนจนในเรอ่ื งการมีงานทำ การมรี ายได้ การพัฒนาทเ่ี ทา่ เทียมกัน และการมคี ณุ ภาพชีวิตท่ีดีขน้ึ
๓. ธรรมาภิบาลช่วยลดบรรเทาหรือแก้ปัญหาถึงแม้ปัญหาที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงก็ยังชว่ ยลด หรือ
บรรเทาความรนุ แรงลงไป และปัญหาที่ไมร่ นุ แรงกอ็ าจจะไมเ่ กดิ ข้นึ อีก อกี ท้ังทำใหส้ ังคมมีความเข้มแข็งทุกด้าน
ท้ังทางคุณค่าและจติ สำนกึ ทางสงั คม การเมอื ง
๔. ธรรมาภิบาลจะชว่ ยลดปัญหาการฉ้อราษฎรบ์ งั หลวงและส่งเสรมิ ให้คนมคี วามซื่อสตั ย์สจุ ติ
๕. ธรรมาภิบาลเปน็ แนวคิดที่เกือ้ หนุนสังคมประชาธปิ ไตยจะทำใหป้ ระชาชนมสี ่วนรว่ มในการตัดสินใจ
และมีการตรวจสอบการทำงานของรัฐโดยประชาชนและองค์กรท่เี ก่ียวข้อง
๖. ธรรมาภิบาลจะช่วยใหร้ ะบบบริหารของรฐั มคี วามยุติธรรม เป็นท่ีนา่ เชื่อถอื ทัง้ ในและตา่ งประเทศ
๗. ธรรมาภิบาลเป็นแนวทางสำคัญในการจัดระเบียบให้สังคมทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชนและภาค
ประชาชน สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมีความรู้รักสามัคคีและร่วมกันเป็นพลัง ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่าง
ย่งั ยืน และเป็นส่วนเสรมิ สรา้ งความเข้มแขง็ หรือสรา้ งภูมิคุ้มกันแกป่ ระเทศ
กล่าวโดยสรุป การบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาล ทั้ง ๖ หลัก ซึ่งประกอบด้วย หลักนิติธรรม หลัก
คุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักความมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่าจึงเป็นแนว
ทางการบริหารจัดการ ที่สอดคล้องพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
ภายใต้การปกครองแบบ ประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นแนวทางหน่ึงที่จะช่วยให้
ผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษาได้ทำหน้าที่ ของตนเองได้อยา่ งถูกต้องอยา่ งมืออาชีพ โดยการนำหลกั ธรรมาภบิ าลไปใช้ใน
๑๔
การวางแผน (Planning) ดำเนินการ (Proceed) ตรวจสอบ (Check) ปรบั ปรงุ (Improve) และพัฒนาคณุ ภาพ
การศกึ ษาของสถานศึกษาอยา่ งต่อเนอ่ื งเป็น รปู ธรรมและยั่งยนื
ความสำคัญของธรรมาภิบาล
ธรรมาภิบาล เป็นหลักเกณฑ์การปกครองบ้านเมือง การบริหาร การจัดการการควบคุมดูแล กิจการ
ต่าง ๆ ใหเ้ ปน็ ไปในครรลองธรรม นอกจากน้ยี ังหมายถงึ การบรหิ ารจดั การท่ดี ี สามารถนำไปใชไ้ ดท้ ้งั ภาครัฐและ
เอกชน ธรรมที่ใช้ในการบริหารงานธรรมาภบิ าล เป็นหลักการที่นำมาใช้บริหารงานในปัจจุบันอย่างแพร่หลาย
เพราะ ช่วยสร้างสรรค์และส่งเสริมองค์กรให้มีศักยภาพและประสิทธิภาพ อาทิ พนักงานต่างทำงานอย่าง
ซ่ือสัตย์สุจริตและขยันหมั่นเพียร ทำให้ผลประกอบการขององค์กรธุรกิจนั้นขยายตัว นอกจากนี้แล้วยังทำให้
บุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง ศรัทธาและเชื่อมั่นในองค์กรนั้น ๆ อันจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น
องค์กรที่โปร่งใส ย่อมได้รับความไว้วางใจในการร่วมทำธุรกิจ รัฐบาลที่โปร่งใสตรวจสอบได้ ย่อมสร้างความ
เชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและประชาชน ตลอดจนส่งผลดีต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและความเจริญก้าวหน้าของ
ประเทศ
พลเอกเปรม ตณิ สูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรฐั บรุ ษุ กลา่ วปาฐกถาพเิ ศษเรื่อง จริยธรรมของการ
บริหารภาครัฐเมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ในการจัดงานครบรอบ ๕๐
ปี คณะรัฐประศาสนศาสตร์ ว่าการบริหารต้องพูดถึงผู้บริหารเพราะเป็นเรื่องที่ความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกัน บาง
กรณีเป็นเรื่องเดียวกัน จริยธรรมของการบริหารภาครัฐจะไม่มีทางเกิดผลสำเร็จได้ ถ้าผู้บริหารไม่มีจริยธรรม
การใช้จริยธรรมและคุณธรรมในการบริหารงานภาครัฐ ภาคเอกชนผู้บริหารจะต้องมีจติ สำนึกที่จะนำสิ่งที่ดีไป
ใช้และขจัดสง่ิ ที่ไม่ดีให้หมดไป สงิ่ เหลา่ นี้ คือ
๑. ความซือ่ สตั ย์
๒. กฎหมาย
๓. ความเปน็ ธรรม
๔. ประสทิ ธภิ าพ
๕. ความโปร่งใส
๖. ความม่ันคงของรัฐ
๗. ค่านิยมของคนไทย
เปา้ หมายของธรรมาภบิ าล
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้สร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีอัน
เรียกเปน็ ศัพท์ภาษาองั กฤษวา่ “ good governance” โดยมเี ปา้ หมายรว่ มกนั อยู่ ๓ประการ ประกอบดว้ ย
ประการแรก การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์เพื่อให้การบริหารงานภาครัฐ มีคุณภาพได้มาตรฐานตามท่ี
ประชาชนต้องการ มีความโปร่งใสในการตัดสนิ ใจและในกระบวนการทำงาน ให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสาร
๑๕
รว่ มแสดงความคิดเห็นและมีสว่ นรว่ มในการทำงาน รวมทั้งการประหยดั มีประสิทธิภาพต่อผลงานนั้นแทนการ
เน้นทำให้ถกู ต้องตามกฎระเบยี บและวิธกี ารเพยี งอยา่ งเดยี ว
ประการที่สอง การปรบั เปล่ียนบทบาทการทำงานของภาครัฐ โดยเนน้ งานในหนา้ ทีห่ ลักของภาครัฐซ่ึง
ได้แก่ การกำหนดนโยบายที่มองการณ์ไกลการมีบังคับใช้กฎหมายที่ให้ความเสมอภาคเป็นธรรมและองค์การ
บรหิ ารอยา่ งเป็นอิสระ มีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการดำเนินการ
ประการที่สาม การบริหารแบบพหุภาคีได้แก่ การบริหารที่ให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนร่วมในการ
กำหนดเปา้ หมายตดั สนิ ใจ หรอื รว่ มปฏิบัติงานโดยไมผ่ ูกขาดหรือรวมศูนยอ์ ำนาจ
พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้กำหนด
ขอบเขตเป้าหมายของคำว่า การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีว่า ได้แก่ การบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมาย
ดังต่อไปนี้
๑. เกดิ ประโยชน์สุขของประชาชน
๒. เกิดผลสมั ฤทธิต์ อ่ ภารกจิ ของรัฐ
๓. มีประสิทธิภาพและเกดิ ความคมุ้ ค่าในเชิงภารกจิ รัฐ
๔. ไม่มขี ้นั ตอนการปฏบิ ัติงานเกินความจำเป็น
๕. มกี ารปรับปรงุ ภารกจิ ของส่วนราชการให้ทนั ตอ่ สถานการณ์
๖. ประชาชนได้รบั การอำนวยความสะดวกและได้รบั การตอบสนองความต้องการ
๗. มีการประเมินผลการปฏบิ ตั ิราชการอย่างสม่ำเสมอ
ความสำเร็จในการสรา้ งระบบธรรมาภบิ าล
ในการนำหลักธรรมาภิบาลไปใช้ในการบริหารจัดการทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดผลสำเร็จ
หน่วยงานตอ้ งดำเนนิ การ ดงั น้ี
๑. ต้องร่วมมือกันบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้น หมายถึง ทุกภาคในสังคม ได้แก่
ภาครฐั ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน ต้องร่วมมอื กันบริหารกิจการบา้ นเมืองและสังคมไทยให้ดีย่ิงขึ้นๆ
ไป
๒. ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง หมายถึง การบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีต้องดำเนินการ
อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสำคัญ คือ ผู้นำและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ต้องเข้าใจมีจิตสำนึก เห็นความจำเป็นและ
ความสำคัญของการดำเนินการในเร่ืองนี้
๓. หลักการและวิธีการใช้อำนาจ หมายถึง กระบวนการสร้าง การบริหารกิจการบ้านเมือง และสังคม
ที่ดีในสังคมใดๆ ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้อำนาจ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ผู้ใช้อำนาจและผู้ถูกใช้อำนาจหากทั้ง
สองผ่ายพอใจในวิธีการบริหารกินการบ้านเมืองและสังคม ย่อมหมายความว่า สังคมนั้นมีการบริหารจัดการ
บา้ นเมอื งและสังคมทด่ี ี
๔. ดำเนินการให้เป็นไปตามองค์ประกอบ องค์ประกอบการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมือง และ
สงั คมท่ดี มี ี ๔ ประการ คือ
๑๖
- ความเชื่อของผ้มู ีอำนาจวา่ อำนาจสามารถแบง่ ปนั ได้
- กลไกการแบ่งปนั อำนาจ
- กลไกการคานอำนาจ
- ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจและการคานอำนาจ
ประโยชนข์ องธรรมาภิบาล
ประโยชนข์ องธรรมาภิบาล แยกออกตามลกั ษณะองค์กรได้ ๒ ประเภท คอื
๑. ประโยชน์ของธรรมาภิบาลต่อภาครัฐหลักธรรมาภิบาลจึงถือเป็นหลักพื้นฐานในการปกครอง
ผู้ใต้บังคับบัญชาในการบรหิ ารจัดการ เพราะจะช่วยให้สามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธภิ าพ อีกทั้งยังทำ
ให้พนักงานทุกคนมีความสุขในการทำงาน และยังช่วยสร้างขวัญและกำลังใจที่ดี พร้อมปฏิบัติหน้าที่ตามที่ตน
ไดร้ บั มอบหมายอย่างเต็มกำลงั ความสามารถ ซ่งึ จะสง่ ผลดีโดยรวมกบั การดำเนินงานใหเ้ จริญก้าวหน้าต่อไปได้
อีกในอนาคต หลักธรรมาภิบาลมีประโยชนต์ ่อภาครฐั
๒. ประโยชน์ของธรรมาภิบาลต่อภาคธุรกิจ หลักธรรมาภิบาลจึงถือเป็นหลักพื้นฐานในการปกครอง
ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ผู้ประกอบการ SMEs ไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนาใช้ในการบริหารจัดการ เพราะจะช่วย
ให้สามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังทำให้พนักงานทุกคนมีความสุขในการทำงาน และยัง
ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีพร้อมปฏิบัติหน้าที่ตามท่ีตนได้รับมอบหมายอย่างเต็มกำบังความสามารถ ซึ่งจะ
ส่งผลดีโดยรวมกับการดำเนินงานให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้อีกในอนาคต โดยสิ่งที่ส่งผลต่อกิจการธุรกิจ SMEs
ไทยจากการนำหลักธรรมาภิบาลไปใช้ในกิจการ
แนวคดิ และทฤษฎเี กย่ี วกับหลักธรรมาภิบาล
แนวทางปฏิบัติตามหลัก “ธรรมาภิบาล” ธรรมาภิบาลมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างชัดเจน เพราะ
หลักทั้ง ๖ ประการ สามารถนำมาแปรเป็นวิธีปฏิบัติสำหรับองค์กร เพราะเมื่อองค์กรมีการปฏิบัติที่ดีต่อ
พนักงาน พนักงานก็มีความสุขมีขวัญและกำลังใจในการทำงาน ส่งผลให้พนักงานทุกคนรักและทุ่มเทในการ
ทำงาน และพร้อมมีส่วนร่วมในความก้าวหน้าของบริษัท ดังนั้น การนำธรรมภิบาลมาใช้เป็นแนวทางในการ
บรหิ ารงาน จึงมคี วามสำคัญและจำเป็นต่อความสำเร็จขององคก์ รทุกประเภททุกระดับ
๑. การสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นทุกระดับจะทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยมีคนเป็นศูนย์กลาง
อย่างแท้จริง ทำให้สังคมไทยเป็นสังคมเสถียรภาพ พัฒนา และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข สร้างความเข้มแข็งให้
ประชาคมและเพิม่ การมสี ว่ นร่วม
๒. เป็นหลกั การพื้นฐานในการสร้างความเปน็ ธรรมในสังคมเอผลประโยชนใ์ ห้กับคนทุกระดับไม่ว่าคน
รวยหรือคนจนในเร่ืองการมงี านทำ การมรี ายได้ การพฒั นาทีเ่ ท่าเทียมกัน และการมคี ุณภาพชวี ิตท่ีดขี ้ึน
๓. ธรรมาภิบาลช่วยลดบรรเทาหรือแก้ปัญหาถึงแม้ปัญหาที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงก็ยังช่วยลดหรือ
บรรเทาความรนุ แรงลงไป และปญั หาท่ีไม่รุนแรงก็อาจจะไม่เกดิ ข้ึนอีก อกี ทงั้ ทำให้สังคมมคี วามเขม้ แข็งทุกด้าน
ท้ังทางคุณคา่ และจิตสำนึกทางสงั คม การเมอื ง
๑๗
๔. ธรรมาภิบาลจะช่วยลดปัญหาการฉอ้ ราษฎรบ์ ังหลวงและสง่ เสริมใหค้ นมคี วามซ่อื สตั ยส์ จุ ิต
๕. ธรรมาภบิ าลเป็นแนวคิดทเ่ี กือ้ หนุนสงั คมประชาธปิ ไตยจะทำให้ประชาชนมสี ่วนรว่ มในการตดั สินใจ
และมกี ารตรวจสอบการทำงานของรัฐโดยประชาชนและองค์กรที่เกย่ี วข้อง
๖. ธรรมาภบิ าลจะช่วยให้ระบบบรหิ ารของรฐั มคี วามยตุ ิธรรม เป็นที่นา่ เชือ่ ถือทัง้ ในและตา่ งประเทศ
๗. ธรรมาภิบาลเป็นแนวทางสำคัญในการจัดระเบียบให้สังคมทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชนและภาค
ประชาชน สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมีความรู้รักสามัคคีและร่วมกันเป็นพลัง ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่าง
ยั่งยนื และเปน็ ส่วนเสรมิ สรา้ งความเข้มแข็งหรือสรา้ งภมู คิ ุม้ กันแก่ประเทศ
ความเป็นมาของหลักธรรมาภิบาล ธรรมาภิบาลเป็นแนวคิดที่มีมาแต่โบราณกาลนับแต่สมัยเพลโต
(Plato) และอรสิ โตเติล(Aristotle) นกั ปราชญ์หลายท่านได้พยายามค้นหารูปแบบการปกครองท่ีดีแต่ก็ยังไม่ได้
ความหมาย และขอบเขตที่ชัดเจนอาจกล่าวได้ว่ารูปแบบและวิวัฒนาการรูปแบบธรรมาภิบาลที่ดีที่เกิดขึ้น
ในช่วง หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อมีการค้นหารูปแบบการปกครองที่สามารถนำประเทศไปสู่การปกครอง
แบบประชาธิปไตยตะวันตกของประเทศที่ได้รับการปลดปล่อยจากอาณานิคมและสามารถฟื้นฟูประเทศจาก
ความเสียหายหลังสงครามซึ่งต่อมาระบบการปกครองดังกล่าวผสมผสานกับระบบราชการเวบเบอร์
(Weberian)ได้ถูกนำไปใช้ในประเทศต่าง ๆท่วั โลกซ่งึ ลักษณะของระบบดังกลา่ วเป็นการปกครองที่มีโครงสร้าง
เป็นลำดบั ขั้นมกี ารเมอื งท่เี ป็นกลางมีเป้าหมายท่ีปฏบิ ตั ิได้และมีการประสมประสานของระบบคุณธรรมอย่างไร
ก็ตามรูปแบบของเวบเบอร์(Weberian)ยากที่จะนำไปประยุกต์ใช้และสานต่อเนื่องจากการขยายตัวของระบบ
ราชการทำให้ยากต่อการจัดการขาดความยืดหยุ่นในการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลก
นอกจากโครงสร้างระบบราชการท ำให้การปกครองบ้านเมืองขาดประสิทธิภาพและประสิท ธิผลและยัง
ก่อให้เกิดช่องทางการบิดเบือนการใชอ้ ำนาจและการคอรัปชัน่ ในช่วงต้น พ.ศ.๒๕๒๓ นักวิชาการส่วนใหญ่ต่าง
เห็นพร้อมว่าแนวทางการบริหารภาครัฐที่เป็นอยู่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลง
ตลอดเวลาจึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปและการปรับปรุงรูปแบบของการปกครองใหม่ในช่วงดังกล่าวมีองค์กร
ระหว่างประเทศที่สำคัญๆ เช่น ธนาคารโลก(World Bank)และกองทุนนานาชาติได้เข้ามามีบทบาทในการ
สนับสนุนพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับการปกครองที่ดีหรือที่เรียกกันว่า(GoodGovernance) ธรรมาภิบาลดังน้ัน
แนวคิด ธรรมาภิบาลจึงไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นการสะสมความรู้ที่เป็นวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันในบ้านเมือง
และสังคมอย่างมีความสงบสุขสามารถประสานประโยชน์และคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและ
สังคมทม่ี ีการพัฒนาทย่ี งั่ ยืน
หลักธรรมาภิบาลได้เข้ามาเผยแพร่สู่สังคมไทยในช่วงปีพ.ศ. ๒๕๓๙ - ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นช่วงของการเกิด
วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอันเป็นผลมาจากความบกพร่องและการหย่อนประสิทธิภาพของกลไกด้านการ
บริหารจัดการในระดับชาติและระดับองค์กร ทั้งในภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงการทุจริตและการกระท ำผิด
จริยธรรมในวิชาชีพหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นผลมาจากการขาดการบริหารจัดการท่ีดี หรือที่เรียกว่า “อธรรมาภิ
บาล (Bad Governance)”นั่นเองจากวิกฤตการณ์ในครั้งนั้นทำให้ไทยต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุน
การเงินระหว่างประเทศ(IMF) เป็นจำนวนเงนิ ถงึ ๗.๒ พันล้านบาทเพ่ือน ามาฟ้นื ฟูและพัฒนาประเทศประกอบ
๑๘
กับสถานการณ์ในขณะนั้น ได้เกิดกระแสการตื่นตัวในเรื่องของการบริหารจัดการที่ดีจากองค์กรพัฒนาทั้งใน
ประเทศและต่างประเทศรวมทง้ั นกั วิชาการที่ตระหนักถึงความสำคญั ของการบรหิ ารจัดการท่ีดใี นการสนบั สนุน
การพัฒนาอยา่ งย่งั ยืนจึงท าใหอ้ งค์กรต่างประเทศท่ีให้เงินกู้และเงนิ ชว่ ยเหลอื เช่น ธนาคารโลก (World Bank)
ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB)กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และองค์การสหประชาชาติ
(United Nations) ได้นำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือสนับสนุน เพื่อให้ประเทศกำลัง
พัฒนาเป็นแนวทางในการปฏิบัติและในการนำเงินไปใช้นั้นมีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่ง
สถานการณ์ที่ได้กล่าวไปนี้ส่งผลให้การขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) นั้น ไทย
ตอ้ งนำหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) มาใช้ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกจิ และการบรหิ ารงานภาครัฐ
โดยมีหลักการพื้นฐานที่สำคัญคือ หลักการมีส่วนร่วม หลักความโปร่งใส หลักความสำนึกรับผิดชอบ และหลัก
ประสทิ ธิภาพประสิทธิผล
แนวคิดเรื่อง “ธรรมาภิบาล” มีบทบาทอย่างมากต่อหน่วยภายในประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน มี
การนำแนวคิดไปปรบั ใช้กบั หน่วยงานอยา่ งเห็นได้ชดั มกี ารปรับลดขนาดของหนว่ ยงาน ปรบั ปรงุ การบริหารให้
มีคุณภาพมีการบริการสาธารณะต่างๆ เป็นที่พึงพอใจของประชาชนหลักธรรมาภิบาลมีกำหนดไว้ในระเบียบ
สำนักนายกรัฐมนตรีวา่ ด้วยกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๒ คือ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลัก
ความโปร่งใส หลักการ มีส่วนรว่ ม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า โดยกำหนดให้หนว่ ยงานของรฐั
ทกุ แห่งกำหนดแผนโครงการเพ่ือปรับปรุงในความรับผดิ ชอบให้สอดคล้องกบั หลักธรรมาภิบาล
จากที่กล่าวมาข้างต้นนั้น สามารถสรุปสาเหตุที่นักวชิ าการ และองค์กรทั้งภายในและต่างประเทศน้ัน
ให้ความสนใจในหลักธรรมาภิบาลได้ว่าเป็นเพราะในขณะนั้นสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศก ำลังพัฒนา
และดอ้ ยการพฒั นา สว่ นใหญ่ประสบปัญหากับการบรหิ ารกิจการบ้านเมอื งทไ่ี ม่เปน็ ระบบและไมม่ ีความโปร่งใส
เกิดการทุจริตคอรปั ชั่นข้ึนอีกทั้งผู้บริหารทั้งองค์กรภาครฐั ภาคเอกชน เกิดการเห็นแก่ตัว ตักตวงผลประโยชน์
เข้าตัวเองจนทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกจิ ข้ึน จึงนำมาสูก่ ารหนั มาให้ความสนใจในหลักธรรมาภบิ าล ซึ่ง
หลกั ธรรมาภิบาลน้เี ป็นวิถที างท่ีนำไปส่ผู ล เชิงปฏิบตั ิในการช่วยเสริมให้แนวทางของประชาธิปไตยสัมฤทธิ์ผล
มากยิ่งขึ้น รวมทั้งน าไปสู่การปฏริ ูประบบต่าง ๆของสังคม เพื่อผลักดันใหเ้ กิดกระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ ข้ึน
อันเน่อื งมาจาก ธรรมาภิบาลนจ้ี ะครอบคลุมถึงทุก ๆ ด้านของกระบวนการปฏิบัตทิ างสังคมทง้ั ในด้านการเมือง
การบรหิ ารราชการแผ่นดนิ การดำเนินการทางธุรกิจ ระบบการศึกษารวมท้ังภาคประชาชนและสงั คม
ปาริชาติ เทพอารักษ์ (๒๕๕๐, หน้า ๕๐) ไดก้ล่าวว่า ธรรมาภิบาลแบบสากลเน้นกฎเกณฑ์(Norm)
ท่วี างระบบ โครงสร้าง กระบวนการและความสัมพันธ์ของภาคส่วนต่าง ๆ ๕ ภาคส่วน ท่ีมีบทบาทรว่ มกนั เพื่อ
การบริหารจดัการเศรษฐกิจ สงั คม และการเมอื ง โดยภาคท่เี ปน็ หลกั ๔ ภาค คือภาครฐั ภาคธุรกิจเอกชน ภาค
ประชาคม ภาคประชาชน และครอบครัวโดยคณุ ลกัษณะสำคัญดงั นี้
เป้าหมายของธรรมาภิบาล คือ การพัฒนาและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของทุกภาคในสังคมหรือธรร
มาภิบาลมีจดุ มุง่ หมายเพ่ือสรา้ งความเปน็ ธรรมในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับทกุ ภาคในสังคมไม่ใช่
ภาคใดภาคหน่ึงโดยสาระของธรรมาภิบาล(Substance) คือ การบริหารจัดการทางเศรษฐกิจ สังคม และ
๑๙
การเมือง ต้องสรา้ งความสมดลุ ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ของสังคมให้อยู่ร่วมกนั อยา่ งสันติและมีเสถียรภาพ
ความสมดุล ที่สำคัญคือการจดัสรรทรัพยากรของสังคมให้ทุกภาคมีส่วนได้อย่างเหมาะสม และยอมรับได้โดย
ขึ้นกับ ๒ ปัจจัยคือ (๑) โครงสร้างหรือกระบวนการที่ทุกภาคมีส่วนร่วมในกระบวนการตดัสินใจเพื่อจัดสรร
ทรัพยากร (๒) เครื่องมือท่ีใช้คือ กฎหมายต้องยตุ ธิ รรม และกระบวนการที่มีธรรมาภิบาลซ่ึงมีลักษณะสำคัญ ๔
ประการ คอื
การมีส่วนร่วมของสาธารณชน ( Public participation) ความสุจริตโปร่งใส ( Honesty
andtransparency) ความรับผดชิ อบต่อสังคม (Accountability) และกฎเกณฑ์ที่ยุติธรรมและชัดเจน
(Fair legal framework and predictability)
จากแนวคิดดังกล่าวข้างต้นสรุปไดว้ ่า แนวคิดธรรมาภิบาล สามารถนำ มาใช้ในการบริหารโรงเรียน
เพื่อจะพัฒนาระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยนำการบริหารโรงเรียนโดยใช้หลักธรรมาภิบาล
ตามระเบยี บสำนกั นายกรัฐมนตรวี า่ ด้วยการสร้างระบบบริหารกจิ การบ้านเมืองและสงั คมที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๒โดย
ยึดหลักการ ๖ หลัก ได้แกหลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักความมีส่วนร่วม หลักความ
รบั ผดชิ อบ และหลักความคมุ้ คา่
หลักพทุ ธธรรมท่เี กีย่ วขอ้ ง
หลกั ธรรมเพ่อื การพฒั นาคน
ศาสนาทุกศาสนามีจุดมุ่งหมายหลักคือ การพัฒนาคนหรือการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ให้เป็น ผู้
เพียบพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ในอันที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข ความเจริญ และประสบความสำเร็จ
ตามเปา้ หมายท่ีวางไว้ ภายใตร้ ะเบยี บคำสอนและจดุ มุง่ หมายของแตล่ ะศาสนา ในสว่ นของพระพุทธศาสนาได้
กำหนดหลักธรรมในการพัฒนาคนที่สำคัญ คือ โอวาท ๓ ไตรสิกขา ๓ สันโดษ ๓ สุขของคฤหัสถ์ ๔ เบญจศีล-
เบญจธรรม สัปปรุ ิสธรรม ๗ และเวสารชั ชกรณธรรม ๕ ซึง่ มรี ายละเอยี ดในแตล่ ะขอ้ ดงั นี้
๑. โอวาท ๓ โอวาท หมายถึง ประมวลคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นหลักใหญ่ ๓ ข้อ หลักการ
ส่วนใหญ่ ของโอวาท ๓ มุ่งเน้นให้มนุษย์พัฒนาตนเองในทุกด้าน เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มีหลักการ
สำคญั ๓ ประการ ดังนี้
๑.๑ ไม่ทีความชวั่ ท้ังปวง
๑.๒ ทำแตค่ วามดี
๑.๓ ทำจิตใจของตนใหส้ ะอาด
๒. ไตรสิกขา หรือสิกขา ๓ หมายถึง ข้อที่จะต้องศึกษา ข้อปฏิบัติที่เป็นหลกั สำรับศึกษา ให้ยิ่งขึ้นไป
จนบรรลุจดุ หมายสูงสขุ ของชีวติ มี ๓ ประการ คอื
๒.๑ ศลี (อธิสีลสิกขา)
๒.๒ สมาธิ (อธิจิตตสิกขา)
๒.๓ ปัญญา (อธปิ ญั ญาสิกขา)
๒๐
๓. สันโดษ ๓ สันโดษ หมายถึง ความยินดี ความพอใจ ความยินดีด้วยของของตนซึ่งได้มาด้วย
เรี่ยวแรงความเพียรโดยชอบธรรม ความยินดีด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้ ความรู้จักอิ่มรู้จักพอ มี ๓ ประการ
คอื
๓.๑ ยถาลาภสันโดษ
๓.๒ ยถาพลสันโดษ
๓.๓ ยถาสารุปปสันโดษ
๔. สุขของคฤหัสถ์ ๔ สุขของคฤหสั ถ์ หมายถงึ สุขของชาวบา้ น หรือสขุ ทช่ี าวบา้ นควรพยายามเข้าถึง
ใหไ้ ดอ้ ย่างสมำ่ เสมอ สขุ อันชอบธรรมท่ผี ้คู รองเรือนควรมี มี ๔ ประการ คือ
๔.๑ อัตถสิ ขุ
๔.๒ โภคสุข
๔.๓ อนณสขุ
๔.๔ อนวัชชสุข
๕. เบญจศีล หมายถึง ความประพฤติชอบทางกาย วาจา การักษากาย ว่าจาให้เรียบร้อย การรักษา
ปฏิบัติตามระเบียบวินัย ข้อปฏิบัติในการเว้นจากความชั่ว การควบคุมตนให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทและ
เบยี ดเบยี นซง่ึ กันและกนั ทง้ั คนและสตั ว์ มี ๕ ประการคือ
๕.๑ การละเว้นจากการฆ่า การประทุษร้าย การทำร้าย การทำลาย และการนเบียดเบียน
ชวี ิตซงึ่ กนั และกันในมนษุ ยแ์ ละสัตว์
๕.๒ การละเว้นจากการถือเอาทรัพย์สิ่งของของคนอื่นที่เจ้าของไม่ได้ให้หรืออนุญาตมาเป็น
ของของตน หรือการแสดงความเป็นเจ้าของในทรัพย์สินของคนอื่น รวมถึงการละเมินในลิขสิทธิ์และทรพั ย์สิน
ทางปญั ญา
๕.๓ การละเว้นจากกการประพฤติผิดในคู่ครอง หรือสิ่งของอันเป็นที่รักหวงแหนของผู้อ่ืน
หรอื การละเว้นจากกการประพฤติผดิ ประเพณที างเพศด้วยประการตา่ งๆ
๕.๔ กระละเวน้ จากกการพดู เทจ็ พูดโกหก พูดหลอกลวง พดู สอ่ เสียด พดู ยุแหย่ พูดคำหยาบ
และพดู เพ้อเจอ้ ไรส้ าระ
๕.๕ ละเว้นจากการดมื่ เสพส่งิ เสพตดิ และของมึนเมาทุกชนดิ อนั เป็นทต่ี ัง้ แหง่ ความแระมาท
๖. เบญจธรรม เบญจธรรมอันดงี ามหา้ อยา่ ง คณุ ธรรมห้าประการ ซึง่ เปน็ ธรรมท่ีปฏิบัติไปพร้อมๆกับ
เบญจศีล เบญจธรรม ถอื เปน็ ธรรมเก้ือกลู แก่ การรักษาเบญจศลี คือ ช่วยใหก้ ารรักษาเบญจศลี สมบรู ณ์ขนึ้ มี ๕
ประการ ดงั นี้
๖.๑ เมตตาและกรุณา
๖.๒ สัมมาอาชีวะ
๖.๓ กามสังวร
๖.๔ สจั จะ
๖.๕ สติสัมปชัญญะ
๒๑
๗. เวสารัชชกรณธรรม ๕ เวสารชั ชกรณธรรม หมายถึง ธรรมท่ที ำให้แกล้วกล้า กล้าหาญ คุณธรรมที่
ทำให้เกิดความมัน่ ใจในการดำเนนิ ชีวิตให้ประสบความสำเรจ็ มี ๕ ประการ คอื
๗.๑ ศรทั ธา
๗.๒ ศีล
๗.๓ พาหุสจั จะ
๗.๔ วริ ิยารัมภะ
๗.๕ ปัญญา
๘. สัปปุริสธรรม ๗ สัปปุริสธรรม หมายถึง ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ หรือธรรมที่ทำให้เป็นคนดี เป็น
คณุ ธรรมสำหรบั ผู้ต้องการพฒั นาตนเอง มี ๗ ประการ คอื
๘.๑ ธมั มัญญตุ า
๘.๒ อตั ถญั ญตุ า
๘.๓ อัตตญั ญุตา
๘.๔ มตั ตญั ญุตา
๘.๕ กาลญั ญตุ า
๘.๖ ปริสัญญตุ า
๘.๗ ปคุ คลัญญุตา หรอื ปคุ คลปโรปรัญญตุ า
หลักธรรมเพ่อื การพฒั นางาน
หมวดธรรมข้อนี้ เป็นฯหมวดธรรมที่ใช้ในการบริหารจัดการองค์กรให้มีความมั่นคงเจริญก้าวหน้า
โดยเฉพาะอย่างยง่ิ เน้นความผูกพันระหว่างคนกับคนได้เปน็ อย่างดี จนสามารถก่อให้เกิดความสามัคคีขึ้นในหมู่
คณะอีกดว้ ย พระพทุ ธศาสนากำหนดหลกั ธรรมสำคัญสำหรับเพื่อการพัฒนางาน เช่น กุลจิรัฏฐิติธรรม ๔ สมชวี ิ
ธรรม ๔ อปรหิ านิยธรรม ๗ และกลั ป์ยาณมิตตธรรม ๗
๑. กุลจิรัฏฐิติธรรม ๔ กุลจิรัฏฐิติธรรม หมายถึง ธรรมสำหรับการดำรงความมั่นคง มั่งคั่งของวงศ์
ตระกูลให้ยั่งยืนเหตุที่ทำให้ตระกูลมั่งคั่งตั้งอยู่ได้นาน กุลจิรัฏฐิติธรรม นอกจากจะเน้นในเรื่องของการพัฒนา
ครอบครัววงศ์ตระกูลแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ไดก้ ับการพัฒนางาน หรือพัฒนาองค์กร โดยการสร้างให้สมาชิก
ในมีคณุ ธรรมตามหลกั กุลจริ ฏั ฐิตธิ รรม ๔ ประการ ดังน้ี
๑.๑ นัฏฐคเวสนา
๑.๒ ชิณณปฏสิ ังขรณา
๑.๓ ปริมิตปานโภชนา
๑.๔ อธปิ จั จสลี วนั ตสถาปนา
๒. สมชีวิธรรม ๔ สมาชีวิธรรม หมายถึง หลักธรรมของคู่ชีวิต ธรรมที่จะทำคู่สมรสมีชีวิตสม่ำเสมอ
กลมกลนื กัน อยู่ครองกันยดื ยาว แมว้ า่ โดยหลกั แล้วสมชีวธิ รรมจะเนน้ ในเรื่องของค่รู ักหรือครอบครวั ก็ตามแต่ก็
สามารถประยุกต์ให้กับองค์การหรือหน่วยงานได้ ซึ่งไม่ว่าในครอบครัวหรือในองค์กรสมาชิกทุกคนต้องมี
คุณธรรมจำเปน็ ๔ ประการ ดงั น้ี
๒๒
๒.๑ สมศรัทธา
๒.๒ สมสลี า
๒.๓ สมจาคา
๒.๔ สมปัญญา
๓. อปริหานิยธรรม ๗ อปรหิ านิยธรรม หมายถึง ธรรมอนั ไม่เปน็ ทีต่ ง้ั ของความเสื่อม ธรรมเป็นไปเพื่อ
ความเจริญฝ่ายเดียว อปริหานิยธรรม ถือเป็นคำสอนที่สมาชิกในองค์กรต้องยึดถือเป็นคุณธรรมประจำใจ
เพราะหากสมาชิกทุกคนยึดถือปฏิบัติตามหลักอปริหานิยธรรม จะช่วยส่งเสริมให้องค์กรพัฒน าและบรรลุ
เปา้ หมายตามทอี่ งค์กรต้ังไว้ มหี ลกั ปฏบิ ัติ ๗ ประการ ดงั นี้
๓.๑ หมัน่ ประชมุ ปรึกษาหารอื กันบ่อยๆ
๓.๒ พร้อมเพียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุมพร้อมกัน พร้อมเพรียงในการช่วย
กิจการงานท่ีเกิดขน้ึ
๓.๓ ไม่ลแุ กอ่ ำนาจบญั ญัติในสงิ่ ที่หน่วยงานไม่ไดบ้ ัญญตั ิไว้ หรือไมถ่ อดถอนยกเลิกในสิ่งที่ตก
ลงร่วมกันและที่ได้บญั ญัติไวแ้ ล้ว
๓.๔ เคารพผู้เปน็ ใหญ่ทเี่ ปน็ ประธานที่เป็นใหญ่ มปี ระสบการณ์มามาก ปละเคารพเชอ่ื ฟงั แล้ว
ถือปฏิบตั ิ
๓.๕ ให้เกยี รติและคมุ้ ครองสตรี ไม่ข่มแหงรงั แก ไมล่ อุ ำนาจแกค่ วามอยากทเ่ี กดิ ขึน้
๓.๖ เคารพบูชาสักการะปชู นียสถาน อนุสรณส์ ถาน อนั เปน็ ศนู ย์รวมใจของประชาชนและทำ
การบชู าตามประเพณี
๓.๗ จัดการใหค้ วามอารกั ขา บำรงุ คมุ้ ครองแก่บรรพชติ ผู้ทรงศีล
๔. กัลยาณมิตตธรรม ๗ กัลยาณมิตตธรรม หมายถึง องค์คุณของกัลยาณมิตร คุณสมบัติของมิตรดี
หรอื มติ รแท้ คือทา่ นที่คบหรือเข้าหาแลว้ จะเป็นเหตใุ ห้เกิดความดีงามและความเจริญ ในท่ีน้ีหมายเอาเพ่ือนใน
หน่วยงานซง่ึ ทุกคนตอ้ งประพฤติปฏิบัตติ นเปน็ เพื่อนทด่ี ีต่อกนั ซง่ึ มีหลักปฏิบตั ิ ๗ ประการ ดังนี้
๔.๑ ปโิ ย
๔.๒ ครุ
๔.๓ ภาวนโี ย
๔.๔ วัตตา
๔.๕ วจนกั ขโม
๔.๖ คัมภีรัญ จะ กะถัง กตั ตา
๔.๗ โน จฏั ฐาเน นโิ ยวะเย
หลักธรรมเพ่ือการพัฒนาสงั คม
๑. ธรรมโลกปาล หรือธรรมค้มุ ครองโลก ๒ ประการ
๑.๑ หริ ิ
๑.๒ โอตตปั ปะ
๒๓
๒. สังคหวัตถุ ๔ สังคหวัตถุ แปลว่า หลักการสงเคราะห์ ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยว คือ ยึดเหนี่ยวจิตใจ
ของคนและประสานหมคู่ ณะไวส้ ามัคคี
๒.๑ ทาน
๒.๒ ปยิ วาจา
๒.๓ อตั ถจรยิ า
๒.๔ สมานตั ตตา
๓. พรหมวหิ าร ๔ พรหมวิหาร หมายถงึ ธรรมเคร่ืองอยู่อย่างประเสริฐ ธรรมประจำใจอันประเสริฐ
ธรรมประจำใจของผู้ประเสริฐ หลักความประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์ธรรมที่ต้องมีไว้เป็นหลักใจและกำหับ
ความแระพฤติจึงจะชื่อว่าดำเนินชีวิตหมดจด และปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ อันจะนำมาซึ่ง
ความสุขสงบ และสันติ ตลอดถึงมีความรักความผูกพันกัน มีความเอื้ออาทรต่อกันและกัน มีหลักการสำคัญ๔
ประการ ดงั นี้
๓.๑ เมตตา
๓.๒ กรุณา
๓.๓ มทุ ติ า
๓.๔ อุเบกขา
๔. อคติ ๔ อคติ หมายถงึ ความอำเอยี ง ความไม่เที่ยงธรรม ทง่ ความประพฤตทิ ี่ผิด
๔.๑ ฉันทาคติ
๔.๒ โทสาคติ
๔.๓ โมหาคติ
๔.๔ ภยาคติ
๕. ฆราวาสธรรม ๔ ฆราวาสธรรม หมายถึง ธรรมสำหรับฆราวาส ธรรมสำหรับผู้เรอื น ธรรมสำหรับ
ชาวบ้าน หรือ หลักการครองชีวิตของคฤหสั ถ์ (ชาวบา้ น)
๕.๑ สจั จะ
๕.๒ ทมะ
๕.๓ ขันติ
๕.๔ จาคะ
๖. มิตรแท้ ๔ มิตรแท้ หมายถึง มิตรมีใจดีต่อกัน มิตรที่จริงใจต่อกันทั้งต่อหน้าและลับ ในการอยู่
ร่วมกันในสังคม สมาชิกในสังคมต้องแสดงออกถึงความเป็นมิตรแท้ต่อกัน ไม่หน้าไหว้หลังหลอก หรือคบหา
สมาคม เพยี งเพราะผลประโยชน์อยา่ งใดอยา่ งหน่งึ เพราะถา้ สมาชกิ ในสังคมมีความจรงิ ใจตอ่ กัน ยอ่ มส่งผลดีต่อ
สังคมโดยรวม หลกั การประพฤตติ นเป็นมิตรแทม้ ี ๔ ประการ ดังนี้
๖.๑ มิตรมีอปุ การะ
๖.๒ เพ่ือนรว่ มสุข รว่ มทกุ ข์
๖.๓ มิตรแนะประโยชน์
๒๔
๖.๔ มิตรมีน้ำใจ
๗. สารณียธรรม ๖ สารณียธรรม หมายถึง ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ธรรมเป็นเหตุให้
ระลึกถึงกันธรรมที่ให้เกิดความสามัคคี หรือหลักการอยู่ร่วมกันในการอยู่รว่ มกันในสังคม สมาชิกในสังคมต้อง
แสดงออกถึงความรักความสามัคคี และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข โดยการประพฤติตามหลักสารณีย
ธรรม ๖ ประการ ดงั น้ี
๗.๑ เมตตากายกรรม
๗.๒ เมตตาวจีกรรม
๗.๓ เมตตามโนกรรม
๗.๔ สาธารณโภดี
๗.๕ สีลสามัญญตา
๗.๖ ทฏิ ฐสิ ามัญญตา
ธรรมาภิบาล - หลกั พุทธธรรม
ธรรมมาภิบาลถูกใช้กับสังคมไทยมายาวนานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ใช้ว่าธรรมาภิบาลเท่านั้นเอง หลักธรร
มาภิบาลมีลักษณะคล้ายกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา อันได้แก่ หลักทศพิธราชธรรม เป็นหลักสำหรับ
ผู้ปกครอง รวมถงึ จักรวรรดวิ ัตร ๑๒ ราช สังคหวตั ถุ ๔ และอคต๔ิ
หลกั ทศพธิ ราชธรรม
หลักทศพิธราชธรรม หรือ ราชธรรม ๑๐ ธรรมของพระราชา, กิจวัตรที่พระเจ้าแผ่นดินควรประพฤติ,
คุณธรรมของผปู้ กครองบ้านเมือง, ธรรมของนักปกครอง ได้แก่
ทาน (ทานํ) การให้ คือ สละทรัพย์สิ่งของ บำรุงเลี้ยง ช่วยเหลือประชาราษฎร์ และบำเพ็ญ
สาธารณประโยชน์
ศีล (สีลํ) ความประพฤติดีงาม คือ สำรวมกายและวจีทวาร ประกอบแต่การสุจริต รักษากิตติคุณ ให้
ควรเป็นตัวอยา่ งและเป็นทเ่ี คารพนบั ถือของประชาราษฎร์ มิให้มีขอ้ ทใ่ี ครจะดแู คลน
ปริจจาคะ (ปริจฺจาคํ) การบริจาค คือ เสียสละความสุขสำราญ เป็นต้น ตลอดจนชีวิตของตน เพ่ือ
ประโยชน์สุขของประชาชน และความสงบเรยี บร้อยของบา้ นเมอื ง
อาชชวะ (อาชฺชวํ) ความซื่อตรง คือ ซ่ือตรงทรงสัตย์ไร้มารยา ปฏิบัติภารกิจโดยสุจริต มีความจริงใจ
ไมห่ ลอกลวงประชาชน
มัททวะ (มทฺทวํ) ความอ่อนโยน คือ มีอัธยาศัย ไม่เย่อหยิ่งหยาบคายกระด้างถือองค์ มีความงามสง่า
เกดิ แต่ทว่ งทีกิริยาสภุ าพนมุ่ นวล ละมุนละไม ให้ได้ความรกั ภกั ดี แตม่ ิขาดยำเกรง
ตปะ (ตปํ) ความทรงเดช คือ แผดเผากิเลสตัณหา มิให้เข้ามาครอบงำย่ำยีจิต ระงับยับยั้งข่มใจได้ ไม่
ยอมใหห้ ลงใหลหมกมนุ่ ในความสุขสำราญและความปรนเปรอ มคี วามเป็นอยู่สม่ำเสมอ หรอื อย่างสามัญ ม่งุ ม่ัน
แตจ่ ะบำเพ็ญเพยี ร ทำกจิ ใหบ้ รบิ รู ณ์
๒๕
อักโกธะ (อกฺโกธํ) ความไม่โกรธ คือ ไม่กริ้วกราด ลุอำนาจความโกรธ จนเป็นเหตุให้วินิจฉัยความและ
กระทำกรรมต่างๆ ผิดพลาดเสียธรรม มีเมตตาประจำใจไว้ระงับความเคืองขุ่น วินิจฉัยความและกระทำการ
ด้วยจติ อันราบเรยี บเป็นตวั ของตนเอง
อวิหิงสา (อวิหึสญฺจ) ความไม่เบียดเบียน คือ ไม่บีบคั้นกดขี่ เช่น เก็บภาษีขูดรีด หรือเกณฑ์แรงงาน
เกินขนาด ไม่หลงระเริงอำนาจ ขาดความกรุณา หาเหตุเบียดเบียนลงโทษอาชญาแกป่ ระชาราษฎร์ผู้ใด เพราะ
อาศยั ความอาฆาตเกลียดชงั
ขันติ (ขนฺติญจฺ ) ความอดทน คือ อดทนต่องานทต่ี รากตรำ ถงึ จะลำบากกายน่าเหนอ่ื ยหน่ายเพียงไร ก็
ไมท่ ้อถอย ถึงจะถกู ยั่วถกู หยันดว้ ยคำเสียดสีถากถางอยา่ งใด ก็ไมห่ มดกำลงั ใจ ไม่ยอมละท้ิงกรณยี ท์ ่บี ำเพ็ญโดย
ชอบธรรม
อวิโรธนะ (อวิโรธนํ) ความไม่คลาดธรรม คือ วางองค์เป็นหลักหนักแน่นในธรรม คงที่ ไม่มีความเอน
เอียงหวั่นไหวเพราะถ้อยคำที่ดีร้าย ลาภสักการะ หรืออิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ใดๆ สติมั่นในธรรม ทั้งส่วน
ยุติธรรม คือ ความเที่ยงธรรม ก็ดี นิติธรรม คือ ระเบียบแบบแผนหลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียม
ประเพณีอนั ดีงาม กด็ ี ไม่ประพฤตใิ หเ้ คล่อื นคลาดวบิ ตั ไิ ป
จักรวรรดิวตั ร ๑๒
คือ ธรรม อันเป็นพระราชจริยานุวัตร สำหรับพระมหาจักรพรรดิ และพระราชาเอกในโลก ทั้งนี้ โดย
พระมหากษตั รยิ ์ ผ้ปู กครองประชาชน ทรงถือ และอาศยั ธรรมขอ้ นเี้ ปน็ ธงชยั สำหรับ การดำเนนิ กุศโลบายและ
วิเทโศบาย ดังพระราชกรณียกิจท่ปี รากฎ ๑๒ ประการคอื
๑. ควรอนเุ คราะห์คนในราชสำนัก และคนภายนอก ให้มคี วามสขุ ไม่ปล่อยปละละเลย
๒. ควรผกู ไมตรกี บั ประเทศอ่ืน
๓. ควรอนุเคราะหพ์ ระราชวงศานวุ งศ์
๔. ควรเกอื้ กูลพราหมณ์ คหบดี และคฤหบดีชน คือเก้อื กูลพราหมณ์และผูท้ ี่อยู่ในเมือง
๕. ควรอนุเคราะห์ประชาชนในชนบท
๖. ควรอนุเคราะห์สมณพราหมณผ์ ู้มศี ลี
๗. ควรจักรกั ษาฝงู เนอื้ นก และสัตวท์ ง้ั หลายมใิ หส้ ูญพนั ธุ์
๘. ควรหา้ มชนทง้ั หลายมใิ ห้ประพฤตผิ ิดธรรม และชกั นำด้วยตัวอย่างให้อย่ใู นกศุ ลสุจรติ
๙. ควรเลย้ี งดคู นจน เพือ่ มใิ หป้ ระกอบการทจุ ริต กุศลและอกุศลต่อสงั คม
๑๐. ควรเข้าใกลส้ มณพราหมณ์ เพื่อศกึ ษาบญุ และบาป กศุ ล และอกศุ ลให้แจง้ ชดั
๑๑. ควรห้ามจติ มใิ หต้ อ้ งการไปในทที่ ี่พระมหากษัตริยไ์ ม่ควรเสดจ็
๑๒. ควรระงบั ความโลภมิใหป้ รารถนาในลาภท่พี ระมหากษัตริย์มคิ วรจะได้
พระบรมจักรพรรดิ คอื พระราชาผูม้ ีบุญญาธิการและบญุ ฤทธส์ิ งู สดุ ประมาณ ทรงเปน็ พระราชายง่ิ กว่า
พระราชา จัดเป็น ๑ ใน ๔ บุคลควรบูชาอันหาได้ยากยิ่งในโลก คือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระ
อรหันต์ และพระบรมจักรพรรดิ คำว่าพระบรมจักรพรรดินั้น บางครั้งก็เรียกว่า พระเจ้าจักรพรรดิ พระบรม
๒๖
จักร หรือ พระเจ้าธรรมิกราช การที่จะได้เป็นพระบรมจักรพรรดินั้น ไม่ใช่ได้มาด้วยตระกูล ไม่ได้มาด้วย
อำนาจ และไม่ได้มาด้วยกำลัง แต่ได้มาด้วยบุญบารมีที่สร้างสมไว้อย่างเพียงพอในอดีต รักษาทศพิธราชธรรม
ในปัจจบุ นั และสามารถรักษาจักรวรรดวิ ัตรอนั เปน็ วัตรปฏิบัตสิ ำหรับพระบรมจักรพรรดโิ ดย เฉพาะได้สมบูรณ์
พระบรมจักรพรรดิทุกพระองค์ จะทรงอุบัติขึ้นในชมพูทวีปเท่านั้น และทรงอุบัติในช่วงที่อายุขัยของชาวชมพู
ทวปี ยืนยาวระหวา่ ง ๘๐,๐๐๐ ปี ข้ึนไปถงึ อสงไขยปี
เนื่องจากพระบรมจักรพรรดิไม่ได้อุบัติโดยตระกูล ดังนั้น พระบรมจักรพรรดิทุกพระองค์จึงเริ่มจาก
การเป็นพระราชาธรรมดาก่อน เมื่อรักษาทศพิธราชธรรมและรักษาจักรวรรดิวัตรได้สมบูรณ์แล้ว รัตนะ ๗
ประการค่บู ุญบารมีก็จะบังเกิดขึน้ คือ จักรแก้ว ช้างแกว้ มา้ แกว้ แกว้ มณี นางแก้ว คหบดแี ก้ว และขุนพลแก้ว
จักรแก้ว เป็นยานพิเศษสำหรับพระบรมจักรพรรดิ สามารถนำพาพระบรมจักรพรรดิเสด็จดำเนินไปได้ในนภา
กาศ และสามารถเสด็จราชดำเนินไปยังทวีปใหญ่ทั้งสี่ และทวีปน้อยสองพันได้โดยง่ายดาย ช้างแก้ว เป็นช้าง
มงคลอันประเสริฐ สีขาวสะอาด มีอิทธิฤทธิ์พาพระบรมจักรพรรดิเหาะไปไดม้าแก้ว เป็นม้ามงคล ลักษณะ
งดงาม มีอิทธิฤทธิ์พาพระบรมจักรพรรดิเหาะไปได้ แก้วมณี เป็นดวงแก้วขนาดโต ๔ ศอก แวดล้อมด้วยดวง
แกว้ เล็กๆ ๘๔,๐๐๐ ดวง มีรศั มีสอ่ งสว่างดจุ กลางวนั มีอทิ ธิฤทธ์ชิ ่วยบันดาลใหม้ หาชนสำเรจ็ สมความปรารถนา
นางแก้ว เป็นสตรคี ู่บารมีของพระบรมจักรพรรดิคหบดีแกว้ หรือขุนคลังแก้ว เป็นผู้มีตาทพิ ย์ สามารถมองเหน็
ขุมทรัพย์ได้ชัดเจนท้ังในดนิ และในน้ำ ขุนพลแก้ว เป็นบัณฑิต มีปัญญาเฉลียวฉลาดเกินคนทั้งหลาย เป็นผู้มีเจ
โตปริยญาน เป็นผู้รู้ใจของมหาชนในขอบเขต ๑๒ โยชน์ได้อย่างชัดเจน ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็น
พระราชาในกุสาวดีนคร ทรงพระนามว่า พระเจ้ามหาสุทัสสนะ เมื่อพระเจ้ามหาสุทัสสนะขึ้นครองราชสมบัติ
นั้น พราหมณ์ปุโรหิตก็แนะนำให้พระองค์ทรงรักษาจักรวรรดิวัตร เพื่อจะได้สำเร็จเป็นพระเจ้าบรมจักรพรรดิ
เมื่อพระเจ้ามหาสุทัสสนะบำเพ็ญจักรวรรดิวัตรได้ครบถ้วนสมบูรณ์ รัตนะทั้ง ๗ ประการก็บังเกิดแก่พระองค์
เริ่มจากการอุบัติของจักรแก้วที่ลอยล่องมาจากนภากาศ ตามด้วยช้างแก้ว ม้าแก้ว และแก้วมณี เมื่อพระเจ้า
มหาสุทัสสนะทรงมจี ักรแก้วแลว้ พระองค์ก็เสด็จไปยังทวีปใหญ่ทั้งสี่ คือ ปุพพวิเทหทวปี ชมพทู วปี อปรโคยาน
ทวีป และอุตตรกุรุทวีป ซึ่งพระราชาในแดนต่างๆ ในทวีปทั้งสี่นั้นต่างก็ยอมสามิภักดิ์ในบุญญาธิการของ
พระองค์
หลักสงั คหวัตถุ๔
ได้มีผู้ให้ความหมายของการศกึ ษาหลักสังคหวตั ถุ๔ เพือ่ การครองคน ไวด้ งั นี้
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ความหมายของสังคหวัตถุ ๔ ได้ให้ ความหมายของ สังคหวัตถุ๔
คือ เครอื่ งยดึ เหน่ยี ว คอื ยึดเหนย่ี วใจบุคคล และประสานหมชู่ นไว้ ในสามคั คีหลักการสงเคราะห์ประกอบด้วย
ธรรม ๔ ประการดงั น้ี
๑. ทาน คือ การให้หมายถึง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของตลอด ถึงให้
ความร้แู ละแนะนำสั่งสอน
๒. ปิยวาจา หมายถึง การมีวาจาเป็นที่รัก วาจาดูดดื่มน้ำใจ หรือวาจาซาบซึ้งใจ คือกล่าวคำสุภาพ
ไพเราะอ่อนหวานสมานสามัคคีให้เกิดไมตรีและความรักใคร่นับถือ ตลอดถึงคำแสดงประโยชน์ประกอบด้วย
เหตุผลเป็นหลกั ฐานจูงใจให้นิยมยอมตาม
๒๗
๓. อัตถจริยา หมายถึง การประพฤติประโยชน์ คือ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการบำเพ็ญ
สาธารณประโยชนต์ ลอดถึงช่วยแก้ไขปรบั ปรุงสง่ เสริมในทางจรยิ ธรรม
๔. สมานัตตตา คือ ความมีตนเสมอ หมายถึง ทำตนเสมอด้วยปลาย ปฏิบัติสม่ำเสมอกันในชน
ทั้งหลาย และเสมอในสุขทุกข์โดยร่วมรับรู้ร่วมแก้ไข ตลอดถึงวางตนเหมาะแก่ฐานะ ภาวะบุคคล เหตุการณ์
และสิ่งแวดลอ้ ม ถกู ต้องตามธรรมในแตล่ ะกรณี
ดำรงค์ ชลสุข กล่าววา่ พระพุทธเจา้ ทรงสอนหลักการสรา้ งมนุษยสัมพันธไ์ วเ้ รียกว่า หลกั สงั คหวตั ถุ ๔
หมายถึง วิธีผูกใจคน พระองค์ตรัสว่า รถม้าแล่นไปได้เพราะมีลิ่ม สลักคอยตรึงส่วนประกอบต่าง ๆ ของรถม้า
เข้าด้วยกัน ฉันใด คนในสังคมก็ฉันนั้น คือรวมกันเป็นกลุ่ม หรือองค์กรได้ก็เพราะลิ่มสลักทำหน้าที่เป็นกาวใจ
เช่ือมประสานคนทั้งหลายเขา้ ด้วยกนั ลมิ่ สลกั ดังกล่าวนน้ั คือ สังคหวตั ถุ แปลวา่ กำลงั แห่งการสังเคราะห์หรือ
มนุษยสัมพันธ์ซึ่งเป็นธรรมที่สำคัญ มากสำหรับนักบริหารผู้ทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยคนอื่น ถ้านักบริหาร
บกพร่องเรื่องมนุษยสัมพันธ์ก็จะไม่มีคนมาช่วยทำงาน เมื่อไม่มีใครช่วยทำงานเขาก็เป็นนักบริหารไม่ได้ นัก
บรหิ ารจะสามารถผกู ใจ เพ่อื นรว่ มงานและผู้ใตบ้ ังคับบญั ชาไว้ได้
รตั นะ ปัญญาภา กล่าวว่า สงั คหวตั ถธุ รรมเปน็ หลกั ของการประสานใจ สงั คหวตั ถุธรรมคือ การบำเพ็ญ
การสงเคราะห์คือ ปฏิบัติตามหลักการสงเคราะห์หรือธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวใจคน และประสานหมู่ชนไว้ใน
สามัคคี ท่ีเรียกว่า สังคหวตั ถุ ๔ อย่าง ได้แก่
๑. ทาน ให้ปัน คือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ ช่วยเหลือหรือสงเคราะห์กันด้วยปัจจัย ๔ ตลอดจน
ใหค้ วามรู้ความเขา้ ใจ และศลิ ปวทิ ยา
๒. ปยิ วาจา พูดอย่างรักกัน คือ กล่าวคำสภุ าพ ไพเราะ น่าฟงั ชแ้ี จง แนะนำสงิ่ ท่ีเปน็ ประโยชน์ชักจูง
ในทางที่ดีงาม พูดให้กำลังใจ ให้เกิดความเข้าใจกัน สมานสามัคคีเกิดไมตรีรักใคร่นบั ถือและช่วยเหลือเกือ้ กลู
กัน
๓. อัตถจริยา ทำประโยชน์แก่กัน คือ ช่วยเหลือด้านแรงกายและขวนขวาย ช่วยเหลือกิจการ ต่าง ๆ
บำเพ็ญสาธารณประโยชนร์ วมทง้ั แก้ไขปญั หาและช่วยปรบั ปรงุ สง่ เสริมในด้านจรยิ ธรรม
๔. สมานัตตตา เอาตัวเข้าสมาน คือ ทำตัวให้เข้ากับคนอื่นได้ วางตนเสมอต้นเสมอปลายให้ความ
เสมอภาคปฏิบัติตนสม่ำเสมอต่อคนทั้งหลาย ร่วมสุข ร่วมทุกข์ ร่วมรับรู้ ร่วมแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดประโยชน์
สุขร่วมกนั
อรอนงค์ มหามิตร กล่าวว่า สังคหวัตถุ ๔ เป็นหลักคุณธรรมในศาสนาพุทธ โดยเป็นภาษาบาลีแยก
ออกเป็น ๒ ศัพท์คือ สังคห ๑ วัตถุ ๑ สังคห แปลเป็นภาษาไทยว่า สงเคราะห์ มีความหมายว่า ช่วยเหลือ
อุดหนุน วัตถุ ในที่นี้หมายความว่า เรื่อง เมื่อนำคำศัพท์ทั้ง ๒ คำมารวมกัน จะมีความหมายว่า เรื่องความ
ช่วยเหลือ จะช่วยเหลือกันด้วยวิธีอย่างไรบ้างมี ๔ อย่าง จึงจะถือว่าเป็น เครื่องยึดเหนี่ยวใจของผู้อื่นได้สังคห
วัตถุ แปลว่า หลักการสงเคราะห์หรือหลักสังคมสงเคราะห์ หมายความว่า เมื่อมนุษย์อยู่รวมกันเป็นหมู่ เป็น
สังคม คนในสังคมจะต้องรู้จกั สงเคราะห์อนเุ คราะหก์ ันตามฐานะ คนในสังคมจึงจะมีความรักใคร่ปรองดองกัน
ซึง่ จะทำใหส้ ังคมราบรนื่ มีความสงบ ธรรม ทีเ่ ป็นหลักการสงเคราะหน์ ม้ี ีอยู่ ๔ อยา่ ง คอื
๒๘
๑. ทาน เป็นการให้ส่ิงของแก่คนที่ควรให้ หมายความวา่ คนเราเกิดมามชี วี ิตอยู่ได้กเ็ พราะอาศัยการให้
จะเห็นได้ชัดก็คือ บิดา มารดา ให้ปัจจัยดำรงชีพทุกอย่างแก่บุตรธิดา ครูอาจารย์ให้วิชา ความรู้แก่ลูกศิษย์ซึ่ง
การใหข้ องมีอยู่ ๒ อย่าง คอื อามสิ ทาน เปน็ การใหว้ ัตถุสง่ิ ของ กับ ธรรมทาน เป็นการใหธ้ รรมหรือวิชาความรู้
แกผ่ ู้อนื่ ซึ่งการแบง่ ปนั วตั ถุเพื่อเปน็ ปจั จัยรว่ มกนั
๒. ปิยวาจา เจรจาด้วยถ้อยคำน่ารัก ไพเราะอ่อนหวาน หมายความว่า การพูดจาน่ารัก พูดจาด้วย
ถ้อยคำที่ไพเราะ การพูดนอกจากจะเป็นวาจาที่ไพเราะอ่อนหวานแล้ว ต้องเป็นวาจาที่เป็นสัจจะ และมี
ประโยชนแ์ กผ่ ูฟ้ งั และยงั จะเปน็ สงิ่ ยดึ เหนี่ยวนำ้ ใจได้มั่นคง
๓. อัตถจรยิ า ประพฤติตนให้เป็นประโยชนต์ ่อผู้อ่ืน หมายความว่า การทำประโยชน์แก่คนอ่นื
๔. สมานัตตตา ความเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ถือตัว หมายความว่า มีจิตใจคงเส้นคงวา ต่อคน
ทวั่ ไป รู้จักรว่ มสุขร่วมทกุ ข์กบั คนอ่ืน เห็นคนอ่นื ไดร้ ับทกุ ขต์ อ้ งไม่ทอดท้ิง หรอื รังเกียจ เหน็ คนอื่นได้ดมี ีความสุข
ก็ไม่ริษยา แรกคบเป็นอย่างไร ต่อไปก็เป็นอย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง การวางตัวอย่างน้ีย่อมเป็นท่ีรักใคร่นับถอื
ของคนท่วั ไป
โดยสรุป หลักสังคหวัตถุ ๔ ว่าด้วยการครองคน เป็นธรรมยึดเหนี่ยวใจบุคคลและประสานหมู่ชน ไว้
สามัคคีมีข้อธรรม ๔ ข้อ ประกอบด้วย ทาน คือ การให้ปิยวาจา คือ วาจาอันเป็นที่รัก อัตถจริยา คือ การ
ประพฤตปิ ระโยชน์ สมานัตตตา คือ ความมีตนเสมอหรือทำตนเสมอต้นเสมอปลาย ผูบ้ รหิ าร การศกึ ษาควรยึด
หลักธรรม สงั คหวัตถุ ๔ เพือ่ การครองคนและประยุกต์ใชก้ บั ทักษะภาวะผนู้ ำ
อคติ ๔ หมายถงึ วิถใี นทางที่ผดิ หรือการดำเนินไปในทางที่ผิด ทงั้ น้ี อนั เกดิ จากทศั นะหรอื ความคดิ เหน็ ในทางที่
ผิด ซ่ึงตอ่ มาจึงใชค้ ำให้เขา้ ใจงา่ ยเป็น ความลำเอียง หรอื ความไม่เท่ยี งธรรม ประกอบด้วย ๔ ประการ คอื
๑. ฉนั ทาคติ คอื ความลำเอียงเพราะชอบพอ
๒. โทสาคติ คือ ความลำเอยี งเพราะโกรธหรอื ชิงชงั
๓. โมหาคติ คอื ความลำเอยี งเพราะหลง หรอื ความลำเอยี งเพราะความเขลา
๔. ภยาคติ คือ ความลำเอยี งเพราะกลัว
หลกั อคติ ๔
หลักอคติ ๔ เป็นธรรมสำหรับปุถุชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า ผู้ที่ทำหน้าที่ฝ่าย
ปกครอง หรือเป็นข้าราชการ เพราะธรรมเหล่านี้ เป็นสัจจะความจริงที่มักเกิดขึ้นกับบุคคลเหล่านี้ และมีผล
อย่างมากต่อการบริหารงาน ต่อการปกครอง และความสงบสุขของสังคม ผู้นำ หัวหนา้ งานหรือฝ่ายปกครองที่
ละเว้นจากอคติ ๔ ประการนี้ได้ ย่อมทำให้ลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือประชาชนเกิดความสุข อันส่งผลต่อ
ความเจริญของสังคม และความสงบสุขของสังคมตามมา อคติ มาจากภาษาบาลี คำว่า อะ หมายถึง ผิด, ไม่,
ไม่ถูกต้อง, ไม่ดีงาม, ไม่สมควร คติ หมายถึง วิถี, แนวทาง, สิ่งที่เป็นไป, การดำเนินไป, ความเป็นไป, การ
ตอบสนอง, การแสดงออก คติ มีความแตกต่างกับ ทัศนะ คือ ทัศนะ หมายถึง ความเห็น, ความคิดเห็น,
มมุ มอง ส่วน คติ หมายถงึ ดังขา้ งต้น ดังนนั้ ทศั นคติ จึงหมายถงึ การแสดงออก หรอื วถิ ที ด่ี ำเนินไปอันเกิดจาก
ความคิดหรอื ความเห็นความหมายทีค่ รอบคลมุ ของอคติ
– วถิ ใี นทางทผ่ี ิด
๒๙
– แนวทางที่ผิด
– ส่ิงท่เี ป็นไปในทางท่ีไมด่ งี าม
– การดำเนินไปในทางทีผ่ ิด
– ความลำเอียง
– ความไมเ่ ทย่ี งธรรม
– ความไม่เปน็ กลาง
ความหมายของอคติแต่ละประการ
๑. ฉันทาคติ คือ ความลำเอียงเพราะชอบพอ ฉันทาคติ มาจากคำว่า ฉันทะ + อคติ ฉันทะ หมายถึง
ความชอบใจ หรือ ความพอใจ
๒. โทสาคติ คือ ความลำเอียงเพราะโกรธหรือชิงชัง โทสาคติ มาจากคำว่า โทสะ + อคติ โทสะ
หมายถงึ ความโกรธ
ปจั จยั ท่กี ่อเกดิ ความโกรธหรอื ชงิ ชังในคัมภีรป์ รวิ าร
– โกรธเพราะได้ทำแล้วซึง่ ส่งิ ทไี่ มเ่ ป็นประโยชน์หรอื กอ่ โทษแกต่ นเอง
– โกรธเพราะกำลงั ทำซ่งึ ส่งิ ท่ไี มเ่ ปน็ ประโยชนห์ รอื กอ่ โทษแกต่ นเอง
– โกรธเพราะคดิ จะทำซึง่ สง่ิ ที่ไมเ่ ป็นประโยชนห์ รือกอ่ โทษแก่ตนเอง
– โกรธเพราะไดท้ ำแลว้ ซ่ึงสงิ่ ทีไ่ มเ่ ป็นประโยชน์หรอื ก่อโทษแก่คนท่ีตนรัก
– โกรธเพราะกำลังทำซึง่ ส่งิ ท่ีไม่เป็นประโยชน์หรอื กอ่ โทษแก่คนทีต่ นรัก
– โกรธเพราะคดิ จะทำซึง่ สงิ่ ทีไ่ มเ่ ปน็ ประโยชนห์ รอื ก่อโทษแก่คนทต่ี นรัก
– โกรธเพราะไดท้ ำแลว้ ซง่ึ ประโยชนต์ อ่ ผทู้ ี่ตนชงิ ชงั
– โกรธเพราะกำลังทำซึง่ ประโยชนต์ ่อผู้ที่ตนชงิ ชัง
– โกรธเพราะคดิ จะทำซึ่งประโยชนต์ ่อผู้ทีต่ นชงิ ชัง
๓. โมหาคติ คือ ความลำเอียงเพราะหลง หรือ ความลำเอียงเพราะความเขลา โมหาคติ มาจากคำว่า
โมหะ + อคติ โมหะ หมายถึง ความหลง ความล่มุ หลง
๔. ภยาคติ คือ ความลำเอียงเพราะกลัว ภยาคติ มาจากคำว่า ภยะ + อคติ ภยะ หมายถึง ความกลวั
ความหวาดหวน่ั หรอื มักเรียกกลายเป็นศพั ทว์ า่ ภัย
ธรรมาภบิ าล : หวั ใจของการบรหิ ารสถานศกึ ษา
ผู้บริหารเป็นหวั ใจสำคญั ของหนว่ ยงานหรือองค์กร ทุกหน่วยงานย่อมปรารถนาและใหก้ ารยอมรับนับ
ถอื ผู้บรหิ ารทีม่ ีคุณภาพนัน่ ก็คือเปน็ บุคคลทีม่ ีความร้คู วามสามารถมที ักษะ ความชำนาญ งานมีประสบการณ์ มี
วิสัยทัศน์กว้างไกล แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใด คือ ต้องเป็นผู้มีคุณธรรมในจิตใจ และมีจริยธรรมที่น่าเลื่อมใส ศรัทธา
เพราะการบริหารองค์กรต้องอาศัยคุณธรรมจรยิ ธรรมเป็นเครื่องควบคุมความคดิ และการปฏิบัติของผู้คนไมใ่ ห้
ไปคิดและกระทำอันเป็นการละเมิดผู้อื่น ถ้าหน่วยงานใมีสมาชิกที่ประกอบไปด้วยคุณธรรม จริยธรรมแล้ว
หน่วยงานน้นั กจ็ ะเป็นหน่วยงานทม่ี ีคุณภาพ และประสทิ ธิภาพ เพราะคุณธรรมทีด่ ีในตวั แต่ละคนน้นั จะเปน็ ตัว
๓๐
บ่งบอกถึงความเป็นผู้มีคุณภาพพร้อมที่จะดำเนินงานได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ ส่วนจริยธรรมนั้นเป็นตัวบง่ บอก
ถึงความเป็นผู้ที่สามารถในการปฏิบัติที่ดีที่ถูกต้อง ทำให้เกิดผลงานที่ มีคุณภาพ คุณธรรมจริยธรรมเป็น
คุณสมบัติที่ดีของทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำหรือผู้บริหารจำเป็นต้องมีคุณธรรม จริยธรรม
มากกว่าตำแหน่งอื่น ๆ เนื่องจากผู้บริหารเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการดำเนินงานขับเคลื่อนไป ข้างหน้าตาม
วัตถุประสงค์ ต้องมีการปริหารงาน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม คุณธรรมจริยธรรม
เป็นลักษณะของความดีถ้าผู้บริหารมีความดีมีคุณธรรมจริยธรรมก็จะได้รับการยอมรับนับถือ ดังนั้นคุณธรรม
จรยิ ธรรมทผี่ ู้บริหารสถานศึกษา ควรคำนงึ ถึงคือหลักธรรมาภิบาลการนำธรรมาภิบาลมาใช้เปนแนวทางในการ
บริหารจัดการเป็นสิ่งที่จำเป็น และมีความสำคัญตอความสำเร็จขององค์กรทุกประเภทและทุกระดับ ทั้งนี้
เพราะธรรมาภิบาลเป็นการบริหารจัดการทีต่ ี่ที่สร้างประโยชน์ และความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวของ และ
นำไปสคู่ วามเจริญรงเรอื งทง้ั มวล
ผูบ้ ริหารกับหลกั ธรรมาภิบาล
ระเบยี บสำนกั นายกรฐั มนตรี วา่ ดว้ ยการสร้างระบบบริหารกิจการบานเมืองและสังคมทด่ี ี พ.ศ. ๒๕๔๒
ระบุว่าธรรมาภิบาลมีองค์ประกอบ ๖ ประกอบ คือ หลักนิติธรรม (Rule of Lows) หลักคุณธรรม (Ethics)
หลักความโปร่งใส (Transparency หลักการมีส่วนร่วม ( Porticpation) หลักความรับผิดชอบ
(Accountibility) และหลกั ความคุม้ ค่า(Effectiveness) รายละเอียดดังต่อไปน้ี
หลักนิติธรรม (Rule Of Laws) คือ การบริหาตามหลักกฎหมาย มีความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย มีความ
ยุติธรรมต่อทุกฝ่าย มีกฏเกณฑ์ที่มีความเที่ยงตรงเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ใช้กฎระเบียบข้อบังคับในการบริหาร
ราชการด้วยความเป็นธรรม มีความยุติธรรมในการบังคับกฎหมายอย่างเสมอภาคกันไม่เลือกปฏิบัติ การ
กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยมอบหมายงานให้บุคลากรได้ทำงานตามความรู้ความสามารถที่เหมะสม
เป็นไปตามระเบียบของทางราชการและตามเกณฑ์การประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ิงาน มกี ารเปิดโอกาลให้บุคลากรมี
ส่วนร่วมในการวางแผนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยตั้งคณะกรรมการสถนศึกษา มีการประชุมอย่าง
สม่ำเสมอ ด้านหลักนิติธรรม บุคลากรยังไม่ทราบข้อบังดับ ระเบียบ และคำสั่งต่าง ๆเกี่ยวกับ การบริหารงาน
ดังนั้น ผู้บริหารควรแจ้งให้บุคลากรได้ทราบในข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่งต่าง ๆ เกี่ยวกับการบริหารงานเพื่อให้
การบริหารงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในการบริหารสถานศึกษานั้นผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องยืด กฎ
ระเบียบ ข้อบังคับ วินัยข้าราชการและจรรบาบรรณ์ครู ซึ่งเป็นข้อบังคับภายใต้ข้อตกลร่วมกัน ในการปฏิบัติ
หน้าที่ในสถานศึกษาและในการปฏิบัติทุกขณะตามหลักศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีของสังค ม
รวมทั้งต้องปฎิบัติตนตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาหน่วยเหนือ ในกำหนดนโยบายเกี่ยวกับธรรมาภิบาล
จะต้องมีการวางกรอบนโยบายของสถานศึกษาไว้อย่างชัดเจนและมีมาตรการผลักดันให้มีการปฎิบัติตามด้วย
การกำหนดนโยบายที่ชัดเจน โดยมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมทั้ง การนิเทศ กำกับ ติดตาม อย่าง
ต่อเนื่องนั้น จะทำให้การดำเดินงานของสถานศึกษาทั้ง ๔ งาน อันได้แก่ งานบริหารวิชาการ งานบริหาร
งบประมาณ งานบริหารบุคคล และงานบริหารทั่วไป เป็นไปด้วยความถูกต้อง โดยต้องมีการกำกับ ดูแล
ติดตามบุคลากรทุกฝ่ายในสถานศึกษา มีคารแต่งตั้งคณะกรรมการทำงาน การนิเทศโครงการหรือกิจกรรมใน
๓๑
สถานศกึ ษา มกี ารนำค่มู ือการดำเนนิ งาน กฎหมาย ขอ้ บงั คบั ต่าง ๆ มาใช้ในการบริหารสถานศึกษา และมีการ
ทบทวนกฎเกณฑ์ กติกา และระเบียบก่อนการดำเงินงานในสถานศึกษา
ในการกำหนด ทิศทางการบริหารงาน เพราะปัจจุบันนี้เราจะพบปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ใน
สถานศึกษาที่หลากหลาย โดยเฉพาะ ข่าวเรื่องการทุจริตอาหารกลางวันของนักเรียน ผู้บริหารใช้เงินผิด
ประเภท ไม่ถูกต้อง ตามระเบียบการเงินการบัญชี ทั้งที่เจตนา และไม่เจตนา มีบางรายที่อาจทำโดย
รู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยรับโอนเงินเข้าบัญชีของตนเอง ในการระดม ทรัพยากร ผู้บริหารสถานศึกษาบางแห่ง
ทุจริตในการรับนักเรียนเข้าเรียนฯ การทุจริตคอร์รัปชันดงั กล่าวเปน็ ปัญหาที่ ทำลายสงั คมอยา่ งรุนแรง และฝัง
รากลึก เป็นปัญหาที่สะท้อนวิกฤตการณ์ด้านคุณธรรมจริยธรรมของคนในสังคม ซึ่ง การที่จะแก้ไขปัญหาได้
อย่างยั่งยืนนั้น คนในสังคมต้องมีค่านิยมในการรักความดีและรู้สึกไม่ยอมรับพฤติกรรมทุจริต คอร์รัปชันและ
การโกงทุกรูปแบบ โดยเฉพาะผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตาม
กฎเกณฑ์ มีการบริหารตามหลักกฎหมาย มคี วามยุตธิ รรมต่อทุกฝา่ ย มกี ฎเกณฑท์ ม่ี ีความเท่ียงตรงเปน็ ธรรมต่อ
ทุก ฝ่าย ใช้กฎระเบียบข้อบังคับในการบริหารราชการด้วยความเป็นธรรม มีความยุติธรรมในการบังคับ
กฎหมายอย่าง เสมอภาคกันไม่เลือกปฏิบัติ การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยมอบหมายงานให้บุคลากร
ได้ทำงานตามความรู้ ความสามารถที่เหมาะสมเป็นไปตามระเบียบของทางราชการ และตามเกณฑ์การ
ประเมนิ ผลการปฏิบตั ิงาน มกี ารเปดิ โอกาสใหบ้ คุ ลากรมีสว่ นร่วมในการวางแผนการพฒั นาคุณภาพการศึกษา
โดยตั้งคณะกรรมการสถานศึกษาและมีการ ประชุมอย่างสม่ำเสมอ ย่อมจะทำให้สถานศึกษาประสบ
ความสำเรจ็ ตามเปา้ หมายท่ีต้ังไวอ้ ยา่ งแนน่ อน
หลักคุณธรรม (Ethics) หมายถึง การยดึ ม่นั ในทางทีถ่ ูกตอ้ งดีงาม การไมท่ จุ ริต ไม่ประพฤตผิ ิดวินยั ไม่
กระทำผดิ มาตรฐานวชิ าชพี และจรรยาบรรณ มีคณุ ธรรมซอ่ื สตั ย์สุจริตในการปฏิบัตงิ าน มคี วามเป็นผนู้ ำปฏิบัติ
ตนเป็นแบบอย่าง ทีด่ ีแก่ผู้ใต้บังคับบญั ชา ส่งเสริมให้บุคลากรปฏิบัติงานดว้ ยหลักคุณธรรม รวมถึงการประพฤติ
ปฏิบัติตนที่พึงประสงค์ ปลอดการคอร์รัปชั่นหรือฉ้อราษฎร์บังหลวง การไม่ละเมิดจริยธรรม หรือธรรมเนียม
ปฏิบัติ มีการบริหารงานโดยยึด หลักคุณธรรม มีความซื่อสัตยส์ ุจริต เที่ยงธรรม ให้กับสนับสนุนบุคลากรอย่าง
ทวั่ ถงึ
คณุ ธรรม ๔ ประการ ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัว รัชกาลท่ี ๙ ทย่ี ึดถือปฏิบัติ
มีอยู่ ๔ ประการ คือ ประการแรก คือ การรักษาความสัจ ความจริงใจต่อตัวเองที่จะประพฤติปฏิบัติแต่ สิ่งท่ี
เป็นประโยชน์และเป็นธรรม ประการที่สอง คือ การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเอง ให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ใน
ความสจั ความดีน้ัน ประการทสี่ าม คอื การอดทน อดกลั้น และอดออมท่ีจะไม่ประพฤติล่วงความสจั สุจริต ไม่
ว่าจะด้วยเหตุ ประการใด ประการที่สี่ คือ การรู้จักละวางความชั่ว ความสุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วน
น้อยของตนเพื่อประโยชน์ ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง คุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิด
ความสขุ รม่ เย็น โดยเฉพาะผ้ทู เ่ี ป็นครู จำเป็นตอ้ งยดึ ถอื ปฏบิ ัติเพ่อื ประโยชน์ของตนเองและผู้อืน่ จากคุณธรรม
ทง้ั ๔ ประการ ผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษากส็ ามารถท่ีจะต้องยดึ หลักดงั กลา่ ว เพอื่ ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
เช่นกัน นอกจากนั้น ผบู้ รหิ ารสถานศึกษาจะต้องยดึ หลักความเหมาะสม คอื รจู้ ักคิด พดู ทำ กจิ การงาน และ
ปฏิบัติงานได้เหมาะสม ถูกกาลเทศะ บุคคล สังคม และ สถานการณ์ ตามหลักสัปปุริสธรรม ๗ และหลักความ
๓๒
ยุติธรรม คือ มีการวินิจฉัย สั่งการ และปฏิบัติต่อผู้อยู่ใต้ปกครอง และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ด้วยความชอบธรรม
บนพื้นฐานแห่งหลักธรรม หลักการ เหตุผล และข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และตรงประเด็น และด้วยความ
เที่ยงธรรม คือ ไม่อคติ หรือลำเอียงด้วยความหลงรัก หลงชัง ด้วยความกลัวเกรง และ ด้วยความหลง ไม่รู้จรงิ
คือขาดข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ และสมบูรณ์ เป็นเครื่องประกอบการวินิจฉัย ตัดสินใจ ให้ ความเที่ยงธรรม
คุณธรรมทีผ่ ู้บรหิ ารสถานศึกษาจำเป็นต้องมีและใชเ้ ป็นประจำสม่ำเสมอ เป็นธรรมะในการบรหิ าร บุคลากรใน
สถานศึกษา ได้แก่ ฆราวาสธรรม ๔ ซง่ึ อธบิ ายรายละเอียดได้ดังนี้
ฆราวาสธรรม ๔ ธรรมของผู้ครองเรือน ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาพึ่งมีและปฏิบัติ อันได้แก่ (๑) สัจจะ
หมายถงึ ความซื่อสัตย์ ซื่อตรง ด้วยกายจริง คอื ประพฤตดิ ้วยความสจุ รติ ไมค่ ดโกง ไมห่ ลอกลวง วาจาจริง คือ
พดู ความจริง และใจจรงิ คอื มีความจริงใจ (๒) ทมะ หมายถงึ การฝกึ ฝน การฝึกตน ให้มกี ารปรับปรุงตัวทั้งใน
ด้านจิตใจ และการกระทำ ด้วยปัญญาเพื่อปรับปรุง แก้ไขข้อบกพร่องในหน้าที่การงานหรือสิ่งที่กระทำอยู่น้ัน
๓. ขันติ หมายถึง ความอดทน อดกลั้นต่อปัญหาอุปสรรค รวมถึงอดทน อดกลั้นต่อสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาทางใจ
อาทิ ความยากลำบากใน การงาน คำด่าทอจากผู้อื่น (๔) จาคะ หมายถึง การบริจาคหรือความเสียสละจาก
ความสขุ และผลประโยชน์ของตน รวมถงึ การละจากกเิ ลส ทำใหเ้ ปน็ ผมู้ ีความใจกวา้ ง รู้จกั เอ้อื เฟื้อเผื่อแผ่ และ
พรอ้ มที่จะเผชญิ กบั ความทุกข์รว่ มกับผ้อู นื่ หลกั ฆราวาสธรรม ๔ มีความสำคญั และจำเป็นอยา่ งย่ิงตอ่ การสร้าง
ความสงบสุขในสังคม หากคนในสังคมทุกคน ปฏิบัติตามหลักธรรมนี้แล้ว ย่อมอำนวยคุณประโยชน์ให้แก่ผู้
ปฏิบตั ติ ามท้งั ในชาตนิ แี้ ละในชาตหิ นา้ ก่อให้เกิดความสุข สวัสดี มีความราบร่ืนในการดำเนินชวี ติ และยังทำให้
องคก์ รตา่ ง ๆ ตลอดจนสังคมเกดิ ความสงบเรียบรอ้ ย
หลักความโปร่งใส (Transparency) หมายถึง การบริหารงานเป็นไปด้วยความชัดเจน โปร่งใส การ
เปิดข้อมูล แบบโปร่งใสตรงไปตรงมาสามารถตรวจสอบได้ ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอันไม่ต้องห้าม
ตามกฎหมายได้ อย่างเสรี การบริหารให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การ
ดำเนนิ งานให้บุคลากร ภายในและภายนอกได้รับทราบ รวมถึงการบริหารงานมีความชัดเจนโปร่งใสตรวจสอบ
ได้ทุกเวลา ผู้บริหารสถานศึกษาจะตอ้ งยดึ หลักความบริสุทธิ์ คือ มีการวินจิ ฉัย สั่งการ กระทำกิจการงาน ด้วย
ความบริสุทธิ์ใจ คือ ด้วย เจตนา ความคิดอ่าน ที่บริสุทธิ์ โปร่งใส ใช้ระบบสารสนเทศสามารถตรวจสอบได้
ตลอดเวลา โดยใช้หลกั การ PDCA ในระบบงานของสถานศึกษาท้งั ๔ งาน ความโปรง่ ใส เป็นการตดั สินใจและ
การดำเนินการตา่ ง ๆ อยู่บนกฎระเบยี บ ชดั เจน การดำเนนิ งานของสถานศึกษาในด้านนโยบายต่าง ๆ นั้น ผู้มี
ส่วนได้เสียทุกฝา่ ยสามารถรบั ทราบ และมีความมนั่ ใจไดว้ า่ การดำเนินงานของสถานศกึ ษานนั้ มาจากความต้ังใจ
ในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายของ นโยบาย ความโปร่งใสในสถานศึกษามีหลายด้าน ในการ
ดำเนินการนั้นต้องมีการตรวจสอบภายในที่เข้มแข็ง ได้แก่ มี คณะกรรมการตรวจสอบ โปร่งใส เห็นระบบงาน
ทั้งหมดได้อย่างชัดเจน ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม รับรู้การทำงาน และ ต้องมีฝ่ายจัดทำบัญชีต่าง ๆ ในด้านการ
บริหารงบประมาณที่เข้มแข็ง มีการวางแผน กำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงาน แต่งตั้งบุคลากรเป็นที่ยอมรับของ
องค์กรสามารถตรวจสอบได้ มีการรายงานข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ให้แก่ บุคลากรในสถานศึกษา มี
การเปิดเผยรายละเอียด ชี้แจง ข้อมูลข่าวสาร แจ้งผลประโยชน์ท่ีสถานศึกษาไดร้ ับให้ บุคลากรในสถานศึกษา
และมีระบบการตรวจสอบการดำเนินงานของบุคลากรภายในสถานศึกษา ในการบริหาร จัดการของผู้บริหาร
๓๓
สถานศึกษาหลายแห่งยังไม่ยึดหลักความโปร่งใส มักตัดสินใจด้วยตนเองโดยไม่รับฟังความคิดเห็น ของ
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้เกิดปัญหาตามมา ผู้บริหารสถานศึกษา
ดังกล่าวถูกร้องเรียน เมื่อรู้ว่าถูกร้องเรียนไปยังต้นสังกัดแล้ว จึงนำเรื่องดังกล่าวย้อนกลั บมาเสมอ
คณะกรรมการ สถานศกึ ษาขั้นพื้นฐาน เพ่อื ขอความเหน็ ชอบในภายหลังท่ีถกู ร้องเรียนไปแลว้ นัน้ ถือวา่ เปน็ การ
ทำงานที่ไม่ยึดขั้นตอน กระบวนการทำงานที่ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการในเรื่องของคุณธรรมความ
โปร่งใสที่ทุกคนจะต้องรับรู้ ร่วมกัน ทำให้ผู้บริหารสถานศึกษาบางคนถูกดำเนินการทางวินัยหมดอนาคตต้อง
ออกจากราชการไปแล้วก็มี ดังนั้น การดำเนินการของผู้บริหารสถานศึกษาต้องระมัดระวังประการหนึ่งก็คือ
ความโปร่งใสในรูปของคณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐานและเครือข่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชน จะ
กอ่ ใหเ้ กิดผลดตี อ่ การบริหารสถานศกึ ษาทีใ่ ห้ ความสำคัญตอ่ ทุกฝ่ายได้มีส่วนรว่ ม รว่ มคดิ รว่ มทำ และในที่สุดก็
จะเกิดความรัก ความผูกพันและหวงแหน สถานศึกษาแห่งนั้นเสมือนทุกคนเป็นเจ้าของ ให้ความร่วมมือและ
รับผิดชอบคณุ ภาพการศกึ ษาของลกู หลานผูเ้ รียนใน ชมุ ชนแหง่ นัน้ ให้มคี ณุ ภาพการศึกษาอย่างย่ังยืนต่อไป
หลักการมีส่วนร่วม (Participation) หมายถึง การทำให้ประชาชนมีส่วนรับรู้ และร่วมเสนอ
ความเหน็ ในการ ตดั สนิ ใจสำคญั ๆ ของสังคมโดยเปดิ โอกาสให้ประชาชนมชี อ่ งทางในการเขา้ มามีส่วนรว่ ม การ
บริหารแบบมีส่วนร่วม หมายความว่า การที่ผู้บริหารหรือผู้นำได้เปิดโอกาสหรือให้ โอกาสผู้ใต้บังคับบัญชาได้
เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ในเรื่องบางประการขององค์การที่ ผู้บริหารได้พิจารณาแล้วว่าจะช่วยทำให้
เกิดประโยชน์แก่องค์การมากกว่าที่ ผู้บริหารจะตัดสินใจเพียงผู้เดียว อีกทั้งยังเป็นการทำให้ช่องว่างระหว่าง
ผู้บริหารกับบุคลากรในองค์การลดนอ้ ยลงจากหลกั การมีส่วนร่วม การทํางาน ในบางเรื่องไมค่ ่อยเปิดโอกาสให้
บุคลากรมีส่วนร่วม ผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการ บริหารงานเพื่อให้การ
บริหารงานมีความชัดเจน และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้บริหารจะต้องให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย กับการจั ด
การศึกษา ทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครอง ตลอดทั้งชุมชนมีส่วนร่วมดำเนินการจัดการศึกษาในโครงการและ
กิจกรรมของสถานศึกษาที่จัดขึ้นตลอดปีการศึกษา ในรูปแบบของคณะกรรมการ การมีส่วนร่วมของบุคลากร
ในสถานศึกษาทุกฝ่าย รวมทั้งชุมชนเป็นกระบวนการซึง่ บุคลากร ผู้ปกครอง ชุมชน หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะ
ได้มี โอกาสแสดงความคิดเห็น และเข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของบุคลากรและ
ชุมชน รวมทั้ง มีการนำความคิดเห็นดังกล่าวไปประกอบการพิจารณากำหนดนโยบาย และการตัดสินใจของ
สถานศึกษา การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายเป็นกระบวนการสื่อสารสองทาง ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็น
ทางการ เป็นการเสริมสร้างความ สามัคคีในสังคม หลักการมีส่วนร่วมประกอบไปด้วยหลักการสำคัญ ๔
หลักการ ได้แก่ (๑) การใหข้ ้อมลู เปน็ วธิ ีการ ท่งี า่ ยที่สุดของการติดต่อส่ือสารระหวา่ งสถานศึกษากับผู้ปกครอง
คณะกรรมการสถานศกึ ษา และชุมชน เพือ่ ให้ข้อมูลและเปดิ โอกาสใหแ้ สดงความคดิ เหน็ หรือเข้ามาเกย่ี วข้องใน
กิจกรรมต่าง ๆ ของสถานศึกษา (๒) การเปิดรับความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อให้ได้ขอ้ มูลมากขึน้ และประเดน็
ในการประเมินข้อดีข้อเสียชัดเจนยิ่งขึ้น รวมไปถึงการร่วมปรึกษาหารือ (๓) การวางแผนร่วมกัน และการ
ตัดสินใจ เป็นเรื่องการมีส่วนร่วมที่มีขอบเขตกว้าง มากขึ้น มีความรับผิดชอบร่วมกันในการตัดสินใจ และ
วางแผนเตรียมกิจกรรม โครงการ และเตรียมรับผลที่จะเกิดขึ้น จากการดำเนินโครงการ และ (๔) การพัฒนา
ศักยภาพในการมีส่วนร่วม สร้างความเข้าใจให้กับทุกฝ่าย ที่จะตระหนัก ถึงความสำคัญและประโยชน์ที่จะ
๓๔
ได้รับจากการมีส่วนร่วมมากข้ึนจนทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสถานศึกษา มีการเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วน
ร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ วางแผนการดำเนินงานในสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษามีส่วน
ร่วมในการบริหารสถานศึกษา มีการเตรียมวาระการประชุมก่อนการดำเนินงาน มีการสรุปผลการประชมุ หลัง
การดำเนินงาน มีการติดตาม ตรวจสอบการดำเนินงานของบุคลากรในสถานศึกษา และมีการแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ สร้างเครือข่ายการ ดำเนินงานทัง้ ภายในและภายนอกสถานศกึ ษา
หลักความรับผิดชอบ (Accountability) หมายถึง การมีจิตสำนึกในหน้าที่ร่วมรับผิดชอบต่อสังคม
สิทธิและหน้าท่ี และปญั หาสาธารณะของบ้านเมอื ง และเคารพความคิดเห็นทีแ่ ตกตา่ งตามหลักประชาธปิ ไตย
“ความรับผิดชอบ” เป็นเรื่องที่สำคัญยิง่ อีกประการหนึ่ง เพราะความรับผิดชอบทำให้งานประสบ ความสำเรจ็
แม้ในบางครั้งงานที่สำคัญของสถานศึกษาเกิดความบกพร่อง ผิดพลาด ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา
จำเป็นต้องยอมรับทั้งผิดและชอบโดยไม่โยนความผิดไปให้ผู้อื่น ผู้บริหารจะต้องให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในการ
ดำเนินการจัดการศึกษาได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบร่วมกันในผลของ การจัดการศึกษาที่มีผลผลิตคือตัว
ผู้เรียนที่มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่แตกต่างกันมีการชี้แจงเป้าหมายที่ต้องการ ให้เกิดการยอมรับใน
สถานศกึ ษา มกี ารจัดโครงการ/กิจกรรมให้แก่บุคลากรในสถานศึกษา มกี ารติดตาม นเิ ทศ ประเมนิ ผล และทำ
การสรุปผลการ ดำเนนิ งานอย่างสม่ำเสมอ สรา้ งข้อตกลงเบื้องต้น ปรบั ความเข้าใจและให้เกดิ การ ตระหนักใน
หน้าที่ที่รับผิดชอบ มีการมอบหมายงานที่ตรงกับความรู้ และความสามารถของบุคลากรในสถานศึกษา และมี
การกำหนดวัตถุประสงค์ วางเป้าหมายการดำเนินงานที่ชัดเจนและมอบบทบาทหน้าที่ให้แก่บุคลากร ใน
สถานศกึ ษา
หลักความคุ้มค่า (Effectiveness) หมายถึง การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้
เกิด ประโยชน์สูงสดุ ผลิตสินค้าอย่างมีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก พัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและ
รักษา ทรัพยากรธรรมชาติ ความหมายหลักความคุ้มค่า ผู้บริหารจะต้องใช้หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ในการดำเนินการกบั ทรพั ยากรทางการศึกษาอยา่ งคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สงู สุด โดยใช้หลักการ PDCA เข้ามา
ตรวจสอบ คุณภาพของระบบงานท้ัง ๔ งานอย่างครบถ้วน หากผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษาไดใ้ ชห้ ลัก “ธรรมาภิบาล”
นี้ ในการบริหารจัดการสถานศึกษา และกระจายเป็นข้อปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ พึงใช้ประกอบในการปฏิบัติงาน
ของแตล่ ะบุคคล ใหบ้ รรลุ ความสำเร็จตามเปา้ หมายของการจัดการศึกษาแลว้ น้ัน จะกอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์สุขแก่
ส่วนรวมได้เป็นอย่างดีและยั่งยืน ตลอดไป หลักการนี้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวมในการบริหารการ
จัดการและการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่าง จำกัด สิ่งเหล่านี้เป็นผลในการปฏิบัติอันเกิดจากการใช้หลักธรรมาภิ
บาล ประกอบด้วย (๑) การประหยัด หมายถึง การ ทำงานและผลตอบแทนบุคลากรเป็นไปอย่างเหมาะสม
การไม่มีความขัดแย้งเร่ืองผลประโยชน์ การมีการตรวจสอบ ภายในและการจัดทำรายงานการเงนิ การมีการใช้
เงินอย่างมีประสิทธิภาพ (๒) การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด หมายถึง มีการใช้ทรัพยากรอย่างมี
ประสิทธิภาพ มีการพัฒนาบุคลากรในสถานศึกษา (๓) ความสามารถในการแข่งขัน หมายถึง การมีนโยบาย
แผน วิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมาย การมีการประเมินผลการทำงาน มีการใช้ทรัพยากรให้ เกิดความคุ้มค่า
ที่สดุ โดยยดึ หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง มีบุคลากรทีม่ ีความรู้ความสามารถ และมีความ ชำนาญในงาน
๓๕
ที่รับผิดชอบ มีการบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สถานศึกษา มีขั้นตอน การ
จัดสรรงบประมาณอย่างเป็นระบบ และมีการนำเทคโนโลยสี มยั ใหมม่ าใชใ้ นการบริหารงานในสถานศึกษา
สรุป การบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาล ทั้ง ๖ หลัก ซึ่งประกอบด้วย หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม
หลักความโปรง่ ใส หลักความมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่าจึงเป็นแนวทางการบริหาร
จัดการ ที่สอดคล้องพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีภายใต้การ
ปกครองแบบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้บริหาร
สถานศึกษาได้ทำหน้าที่ ของตนเองได้อย่างถูกต้องอย่างมืออาชีพ โดยการนำหลักธรรมาภิบาลไปใช้ในการ
วางแผน (Planning) ดำเนินการ (Proceed) ตรวจสอบ (Check) ปรับปรุง (Improve) และพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาของสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็น รูปธรรมและยั่งยืน อาจกล่าวได้ว่า ถ้าผู้บริหารสถานศกึ ษามีหลัก
คุณธรรมเปน็ ที่ตง้ั อยู่ในกรอบของศลี ธรรมเชื่อได้วา่ หลกั ธรรมาภบิ าล อ่นื ๆ อีก ๕ หลัก ทีเ่ หลือกจ็ ะตามมาเป็น
เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้บริหารสถานศึกษาให้ปฏิบัติ หน้าที่ได้อย่างครบถ้วนตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งจะ
ก่อให้เกิดสังคมที่มีคุณค่าและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มี ความรู้รักสามัคคี ส่งผลให้งานนั้นมี
ประสิทธิภาพและเกิดประสิทธผิ ล อันเป็นพลังก่อให้เกดิ การพัฒนาอย่างยั่งยืน เกษียณอายุราชการอย่างเกษม
สมประโยชนข์ องทางราชการ และทส่ี ำคญั ทส่ี ุดของการจดั การศึกษาของผบู้ ริหาร สถานศึกษาที่บริหารจัดการ
ดว้ ยหลกั ธรรมาภบิ าลนั้นก็คือการก่อใหเ้ กิดผลดีต่อคุณภาพผู้เรียน เปน็ คนดี คนเกง่ และ อยใู่ นสังคมได้อย่างมี
ความสขุ จากบทกลอน ต่อไปน้ี
คณุ ค่าล้ำ “ธรรมาภบิ าล”คมุ้ ช่วยโอบอ้มุ ความสขุ ทกุ ย่างกา้ ว
จากเริม่ ตน้ สู่เสน้ ชัยไปถงึ ดาว ไรก้ ลนิ่ ฉาววนิ ยั ตามไล่ทัน
หลักคณุ ธรรมนติ ธิ รรมนำโปร่งใส ร้อยรวมใจ มีสว่ นรว่ มรวมสรา้ งสรรค์
รับผดิ ชอบคอื คำตอบมอบใหกัน สมานฉันท์คุ้มคา่ สง่างาม
(นิม่ นวล หารทะนง, ๒๕๖๒)
การศกึ ษางานวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง
การศกึ ษางานวิจยั ที่เกยี่ วข้องกับการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมาภิบาลสำหรับผ้บู รหิ ารสถานศึกษา ใน
การปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษา ได้มีนักการศึกษา นักวิชาการ หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในประเทศและ
ต่างประเทศ ได้ ศกึ ษาวิจัยในเรอื่ งดงั กล่าวดงั น้ี
เพ็ญนภา พิลึก (๒๕๕๖) ได้ศึกษาเรื่องการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการบริหารสถานศึกษา
กรณีศึกษาผู้บริหาร ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีการนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ในการ
บริหารสถานศึกษาและใช้เป็นตัวขับเคลื่อนที่จะนำพาตนเองและผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นบุคคลที่มีคุณธรรม
ได้แก่ หลักสัปปุริสธรรม ๗ ในด้านการครองตน หลักสังคหวัตถุ ๔ ในด้านการครองคน และ หลักอิทธิบาท ๔
ในด้านการครองงาน ความคิดเห็นต่อการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการบริหาร สถานศึกษาของผู้บริหาร
สถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารมีการประยุกต์ใช้หลักสัปปุริสธรรม ๗ ในด้านการครองตน หลักสังคหวัตถุ ๔ ใน
ด้านการครองคน และหลักอิทธิบาท ๔ ในด้านการครองงาน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ปัญหา อุปสรรค
๓๖
ของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีต่อการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการ บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมเป็นไป
ด้วยความเรียบร้อย แต่ยังคงมีบางสถานศึกษาที่ประสบกับปัญหาต่าง ๆ คือ ความรู้สึกท้อแท้และเบื่อหน่าย
เมื่อเผชิญปญั หาตา่ ง ๆ ทำให้ขาดความละเอยี ดรอบคอบ ในการวิเคราะห์ปญั หาหรอื สถานการณต์ ่าง ๆ ที่อาจ
เกิดขึ้นได้ บุคลากรในสถานศึกษาไม่ยอมปรับเปลี่ยน พฤติกรรมเนื่องจากความเคยชินที่ได้รับ และ
ผู้ใต้บังคับบัญชาบางคนขาดจรรยาบรรณในวิชาชีพ ขาดคุณธรรมตามหลักพุทธธรรมจึงทำให้ไม่ตั้งใจในการ
ทำงานและบางคนยังไม่เขา้ ใจในบทบาทหน้าที่และภาระงานของตน
สมศักดิ์ ทับทิมหิน (๒๕๕๖) ทำการศึกษาเรื่อง การปฏิบัติตนตามคุณธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา
ตามความคิดเห็นของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต ๔ ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริหาร
สถานศึกษามีการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งในและนอกโรงเรียน ในเรื่องการครองตน ครองคน ครองงาน
บริหารแบบยดื หยุ่นไม่เคร่งครัดจนเกินไป มีการวางตัวให้เหมาะสมน่านับถือ ให้ความเป็นกันเองแบบพี่น้อง มี
ความจริงใจกับครู ไมห่ วงั แต่ความก้าวหน้าของตนเพียงอยา่ งเดียวและสร้างความสามคั คแี ละใหค้ วามสำคัญกับ
ครูควบคไู่ ปกบั ความสำเรจ็ ของงาน
พงษ์กฤตย์ นามปพนอังกูรและคณะ (๒๕๖๒) การบริหารสถานศึกษาหากนำหลักธรรมาภิบาลไป
ปรับใช้ให้สอดคลอ้ งกบั บริบทของสถานศึกษา จะทำใหก้ าร บรหิ ารงานนัน้ สำเร็จลลุ ว่ งไปด้วยดี เพราะหลักธรร
มาภิบาลประกอบไปด้วย (๑) หลักนิติธรรมผู้บริหารจะต้องยึดหลัก ความถูกต้อง ตามกฎหมาย ระเบียบ
ข้อบังคับ วินัย และจรรยาบรรณ (๒) หลักคุณธรรมผู้บริหารจะต้องยึดหลักความ เหมาะสม คือ รู้จักคิด พูด
ทำ กิจการงาน และปฏิบัติงานได้เหมาะสม ถูกกาลเทศะ (๓) หลักความโปร่งใสผู้บริหาร จะต้องยึดหลกั ความ
บริสุทธิ์ คือ มีการวินิจฉัย สั่งการ กระทำกิจการงาน ด้วยความบริสุทธิ์ใจ โปร่งใส ( ๔) หลักการ มีส่วนร่วม
ผู้บริหารจะต้องให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการจัดการศึกษา มีส่วนร่วมดำเนินการจัดการศึกษา(๕) หลักความ
รับผิดชอบผู้บริหารจะต้องให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในการดำเนินการจัดการศึกษาได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบ
ร่วมกันในผลของการจัดการศึกษาและ (๖) หลักความคุ้มค่า ผู้บริหารจะต้องใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง ในการดำเนนิ การกับทรพั ยากรทางการศึกษาอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งทั้งหกหลกั การน้ี
จะบูรณาการ อยู่ในการบริหารงานของสถานศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ สำหรับการแก้ไขปัญหาการบริหารงาน
ภายในสถานศึกษา ได้อีกด้วย และนำไปสู่จุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ คือ การทำให้ผู้เรียน
เปน็ คนดี คนเก่ง และมีความสุข
จากการค้นคว้างานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศจะเห็นได้ว่าการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรม าภิ
บาลสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาในสถานศึกษานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญและเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่จะต้องกระทำ
และต้องประสานสัมพันธ์กันทั้งระบบ ครอบครัว โรงเรียน ศาสนา และระบบอื่นในสังคม เพื่อให้ผู้บริหาร
สถานศึกษา สามารถนำหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาที่ว่าด้วยการบริหารทั้งในด้านการบริหารตนเองของ
ผู้บริหาร การบริหารบุคคลและการบริหารงานในองค์กร นำไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับหลักการ ครองตน
ครองคน และครองงาน ในการบริหารจัดการสถานศึกษาได้
๓๗
บรรณานุกรม
ขวัญฤทัย อนสุทธิ์. หลกั ธรรมภิบาลในองค์กร. [ออนไลน์]. แหล่งท่มี า:https://sites.google.com/site/
khwayvthaymdtanxy/chiwit-kab-sangkhm-thiy/bth-thi-๗-santi-wathnthrrm.
[๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๔].
คณุ ากรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต),พระพรหม พุทธธรรม. ฉบับพมิ พ์ครั้งท่ี ๔.
ชาญวิทย์ ปรีชาพาณิชพัฒนา, ทศพิธราชธรรม ๑๐: พระไตรปิฎกฉบับประชาชน, [ออนไลน์], แหล่งที่มา:
https://๘๔๐๐๐.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=๓๒๖ [ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔].
นันท์นัทธฉัตร ศรีวิเศษ, "การประยุกต์ใช้หลักพุธธรรมในการปฏิบัติงานของผู้บริหารและครูในสถานศึกษาข้ัน
พื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต ๒”, วิทยาพนธ์ครุศาสตร
มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี,
๒๕๕๘), หนา้ ๘-๕๘.
น่ิมนวล หาญทะนง. (๒๕๖๒). บทกลอน : คณุ คา่ ลำ้ ธรรมาภิบาล
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโฺ ต). พทุ ธธรรม ฉบบั ปรับขยาย. พิมพ์ครง้ั ที่ ๓๙. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๗.
วิกิพีเดีย. พุทธธรรม. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://th.wikipedia.org/wiki/พุทธธรรม [๒๖ พฤศจิกายน
๒๕๖๔].
วรภาส ประสมสุข และ นิพนธ์ กินาวงศ์, “หลักการบริหารการศึกษาตามแนวพุธธรรม”, วารสาร
ศึกษาศาสตร์, ปที ่ี ๑๘ ฉบบั ท่ี ๒ (พฤศจิกายน ๒๕๔๙ - มีนาคม ๒๕๕๐):, ๖๓-๘๑.
สุภาคย์ อินทองคง. “การใช้หลักพุทธธรรมนำการวิจัยและพฒั นาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสูส่ ขุ ภาพองค์
รวม”. บทความวิจัย, ศูนย์เรียนรูช้ ุมชนภาคใต้ (ศรช.), ๒๕๕๐.
๓๘
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี, พุทธธรรมนำการศึกษาได้อย่างไร, พิมพ์
ครง้ั ที่ ๑ (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แหง่ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย, ๒๕๔๔).