การ เยี่ย ยี่ มบ้า บ้น
ความหมายของการเยี่ยยี่มบ้าน จุุดมุ่งหมายของการเยี่ยยี่มบ้าน ความสำ คัญของการเยี่ยยี่มบ้าน หลักการเยี่ยยี่มบ้านนักเรียนที่ดีที่ดี ข้อคำ นึงในการเยี่ยยี่มบ้านนักเรียน ขั้นขั้ตอนของการเยี่ยยี่มบ้าน เทคนิคการเยี่ยยี่มบ้าน ปัญหาและการบริหารเพื่อบรรลุเป้าป้หมาย ประโยชน์ของการเยี่ยยี่มบ้าน แบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนSDQ ตัวอย่างแบบบันทึกการเยี่ยยี่มบ้านนักเรียน แนวทางแก้ไขปัญหาหลัง • การจัดดำ เนินการเยี่ยยี่มบ้าน • แนวปฏิบัติในการเยี่ยยี่มบ้าน - ขั้นขั้เตรียมการก่อนไปเยี่ยยี่มบ้าน - ขั้นขั้ดำ เนินการขณะเยี่ยยี่มบ้าน • ขั้นขั้บันทึกและรายงานการเยี่ยยี่มบ้าน เเนื้นื้ นื้ อนื้ อหหาา
1)ความหมายของการเยี่ยมบ้าน การเยี่ยยี่มบ้านหมายถึง ครูประจําชั้นชั้หรือครูแนะแนวเดินทางไปพบปะผู้ปกครองหรือบิดามารดา ของนักเรียน ซึ่งซึ่อยู่ในการดูแลของตนทเพื่อให้ครูได้เห็นสภาพแวดล้อมที่อที่ยู่อาศัย วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของนักเรียน รวมไปถึงทราบเจตคติของผู้ปกครองนักเรียนที่มีที่มีต่อสถานศึกษา หรือมุมมองที่มีที่มีต่อการศึกษา นําไปสู่ความเข้าใจและการแลกเปลี่ยลี่นความรู้สร้างสัมพันธ์ที่ดีที่ดี ระหว่างบ้านและโรงเรียน อันเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนโดยตรง อีกทั้งทั้ทําให้ครูรู้จักนักเรียนและ ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยกี่วกับนักเรียนชัดเจนยิ่งยิ่ขึ้นขึ้เพื่อการจัดการแก้ไขปัญหา ดูแลช่วยเหลือ ผู้เรียน และส่งเสริมศักยภาพของผเู้รียนซึ่งซึ่มีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคลได้อย่าง เหมาะสม นักวิชาการหลายท่านได้อธิบายความหมายของการเยี่ยยี่มบ้านไว้ ดังนี้ บัวทอง สว่างโสภากลุ (2525 : 194) กล่าวว่า การเยี่ยยี่มบ้านคือการเดินทางไปเยี่ยยี่ม ผู้ปกครองและนักเรียนที่บ้ที่บ้านทุกคน ทั้งทั้นักเรียนที่มีที่มีปัญหาและไม่มีปัญหา ซึ่งซึ่ถือเป็น วัตถปุระสงค์การเยี่ยยี่มบ้านที่แที่ท้จริง นักเรียนควรได้รับการเยี่ยยี่มบ้านทกุคนแต่ในขณะเดียวกัน ครูส่วนใหญ่มักเยี่ยยี่มบ้านเฉพาะนักเรียนที่มีที่มีปัญหา เนื่อนื่งจากครสู่วนใหญ่มีภาระงานมาก ส่งผลให้มีเวลาจํากัดในการเยี่ยยี่มบ้าน อารีย์ ตัณฑ์เจริญรัตน์ (2526 : 115) กล่าวว่า การเยี่ยยี่มบ้านเป็นกระบวนกาหนึ่งนึ่ในการ เก็บรวบรวมข้อมูลนักเรียนรายบุคคล โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้ปกครอง บิดา มารดา ของนักเรียน ครู และ สถานศึกษา เพื่อพบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยลี่นข้อมูล ครูสามารถเดินทาง ไปเยี่ยยี่มบ้านด้วยตนเอง ซึ่งซึ่ช่วยให้เข้าใจบริบทสังคมของผู้เรียนมากขึ้นขึ้หรือการเชิญ ผู้ปกครองมาพบครูที่โที่รงเรียน ล้วนก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อผู้เรียนทั้งทั้สองกรณี โฟรชลิศ(Froehlick,1959 : 293) กล่าวว่า การเยี่ยยี่มบ้านเปรียบเสมือนความสัมพันธ์ระหว่าง บ้านและโรงเรียน โดยมีจุดมุ่งหมาย 2 ประการ ได้แก่ 1. เรียนรู้ธรรมชาติของผู้เรียนขณะอยู่ที่บ้ที่บ้านซึ่งซึ่ครูเรียนรู้โดยการไปเยี่ยยี่มนักเรียนถึงบ้าน 2. ผู้ปกครองสบายใจที่จที่ะสื่อสื่สาร พูดคุยกับครู เนื่อนื่งจากการพูดคุยที่บ้ที่บ้านทําให้ผู้ปกครอง มีอิสระและมีความเป็นกันเองในการพูดคุยกับครูมากกว่าการพูดคุยในโรงเรียน กล่าวสรุปได้ว่าการเยี่ยยี่มบ้าน หมายถึง การเดินทางไปพบปะนักเรียนผู้ปกครอง บิดา มารดา ของนักเรียนที่บ้ที่บ้าน เพื่อเข้าใจถึงบริบทธรรมชาติของผู้เรียนผ่านสิ่งสิ่แวดล้อมที่อที่ยู่อาศัย บริบทสังคม เพื่อสร้างความเข้าใจภูมิหลังของผู้เรียน เพราะการรู้จักผู้เรียนเฉพาะในโรงเรียน อาจทําให้ครูไม่สามารถเข้าใจพฤติกรรมของนักเรียนได้อย่างถ่องแท้ อีกทั้งทั้เสริมสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีที่ดีระหว่างโรงเรียนและครอบครัว ซึ่งซึ่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียนและ ร่วมหาทางแก้ไขปัญหาสําหรับนักเรียนที่ปที่ระสบปัญหาด้านต่าง ๆ รวมไปถึงการรับมือ ป้อป้งกันปัญหาที่อที่าจเกิดขึ้นขึ้สําหรับผู้เรียนกลุ่มเสี่ยสี่งได้อย่างถูกวิธี
2)จุดมุ่งหมายของการเยี่ยมบ้าน 2.1) เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างครูและนักเรียน ซึ่งซึ่มีความหลากหลาย และมีภูมิหลังที่ต่ที่ต่างกัน 2.2) เพื่อช่วยให้ครูเห็นบริบทที่อที่ยู่อาศัย สังคมวัฒนธรรมในท้องถิ่นถิ่ที่ผู้ที่ผู้เรียนอาศัยอยู่ 2.3) เพื่อช่วยให้ครูแนะแนวทราบเจตคติของบิดา มารดา ผู้ปกครอง ที่มีที่มีต่อโรงเรียน การศึกษาและบุตรหลานของตน 2.4) เพื่อช่วยให้ครูทราบถึงสัมพันธภาพในครอบครัวของนักเรียนในสภาพจริง 2.5) เพื่อเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยลี่นข้อมูลนักเรียนระหว่างครูและผู้ปกครอง 2.6) เพื่อซักถามข้อมูลบางประการเพิ่มเติมเกี่ยกี่วกับผู้เรียน 2.7) เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการเฝ้าฝ้ระวัง ดูแลช่วยเหลือระหว่างครูและผู้ปกครอง 2.8) เพื่อประสานสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการศึกษา ชุมชนและสหวิชาชีพ ในกรณีที่มีที่มีการส่งต่อ เพื่อช่วยเหลือนักเรียน 3)ความสําคัญของการเยี่ยมบ้าน 3.1)ครูได้เห็นพฤติกรรมของนักเรียนขณะอยู่ที่บ้ที่บ้านซึ่งซึ่สามารถเปรียบเทียบเพื่อหาข้อแตกต่าง กับพฤติกรรมของนักเรียนขณะอยู่ในโรงเรียนได้ 3.2)ครูได้ทราบการเลี้ยลี้งดูของผู้ปกครองซึ่งซึ่มีผลต่อพัฒนาการทั้งทั้ด้านร่างกายจิตใจ และสติปัญญาของนักเรียน 3.3) เกิดการพูดคุยระหว่างครู ผู้ปกครอง และนักเรียน เพื่อทําความรู้จักผู้เรียนมากขึ้นขึ้เช่น ความถนัด ความสนใจ ความต้องการ 3.4) ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจความต้องการของสถานศึกษาและเกิดความเชื่อชื่มั่นมั่ว่า สถานศึกษามิได้ทอดทิ้งทิ้บุตรหลานของตน 4) หลักการเยี่ยมบ้านนักเรียนที่ดี 4.1) ข้อเท็จจริงที่ควรได้จากการเยี่ยมบ้าน 4.1.1) สภาพทั่วทั่ไปของบ้าน เช่น ลักษณะของบ้านบริเวณโดยรอบของบ้าน คนในชุมชนที่ นักเรียนอาศัยอยู่ เจตคติของนักเรียนและผู้ปกครองที่มีที่มีต่อที่มีที่มีต่อบ้านของตน เช่น น่าอยู่หรือไม่ 4.1.2) ความพร้อม เศรษฐานะในครอบครัวของนักเรียน ผู้ปกครองมีความสามารถในการ ส่งเสริมการเรียนแก่บุตรหลานมากน้อยเพียงใด มีเวลาใส่ใจบุดรหลานเพียงพอหรือไม่ สามารถช่วยเหลือหรือให้คําแนะนําแก่บุตรหลานได้หรือไม่ รวมไปถึงการสอบถามเกี่ยกี่วกับ ความพร้อม ความเหมาะสมในการทํางานพิเศษของนักเรียน
4.1.3) เจตคติของผู้ปกครองที่มีที่มีต่อครูและโรงเรียน พฤติกรรมที่นัที่นักเรียนแสดงออกขณะอยู่ ในโรงเรียนอาจเป็นผลมาจากการเลี้ยลี้งดูการปลูกฝังจากผู้ปกครอง หากผู้ปกครองมเีจตคติ ที่ดีที่ดีมักมีแนวโน้มที่นัที่นักเรียนจะมีเจตคติที่ดีที่ดีต่อครูและโรงเรียนเช่นกัน 4.1.4) เจตคติของผู้ปกครองมีอิทธิพลต่อนักเรียนในปัจจุบันและอนาคต เนื่อนื่งจากเจตคติ ของผู้ปกครองมีผลต่อการปรับตัวของนักเรียน เช่น หากผู้ปกครองมีเจตคติว่าบุตรหลาน ของตนต้องเรียนต่อในคณะแพทยศาสตรเ์ท่านั้นนั้จึงจะนับว่ามีความสามารถ และประสบความสําเร็จ ส่งผลให้นักเรียนเกิดความเครียด และกดดันตนเองหากความ ต้องการขัดแย้งกับเจตคติของผู้ปกครอง ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตของนักเรียนได้ 4.2) ข้อคํานึงในการเยี่ยมบ้านนักเรียน 4.2.1) ระบุจำ นวนบ้านที่คที่รูต้องทำ การเยี่ยยี่มบ้านให้ชัดเจน 4.2.2) กําหนดช่วงระยะเวลาการเยี่ยยี่มบ้านของนักเรียนอย่างเหมาะสมโดยคํานึงถึงฤดูกาล กําหนดการสําคัญ เช่น การสอบของนักเรียน เพื่อสะดวกในการเดินทางและสามารถ เก็บข้อมูลการเยี่ยยี่มบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.2.3) พิจารณาว่าครูคนไหนควรเยี่ยยี่มบ้านนักเรียนคนไหน ซึ่งซึ่ครูประจําชั้นชั้ควรได้เยี่ยยี่มบ้าน นักเรียนในที่ปที่รึกษาของตน 4.2.4) ควรมีครูไม่เกิน 2-3 คนในการเยี่ยยี่มบ้านนักเรียนหนึ่งนึ่คน เนื่อนื่งจากจะเป็นภาระ แก่ เจ้าของบ้าน 4.2.5) ครูควรทําบันทึกหรือรายงานการเยี่ยยี่มบ้านหลังปฏิบัติหน้าที่ เพื่อเป็นประวัติหรือ เป็นข้อมูลในการช่วยเหลือนักเรียน 5)ขั้นตอนของการเยี่ยมบา้น 5.1) การจัดดําเนินการเยี่ยมบ้าน การเยี่ยยี่มบ้านนักเรียนเป็นหน้าที่ขที่องครูทุกคน มิใช่หน้าที่ขที่องครูแนะแนวเท่านั้นนั้และทาง สถานศึกษา ควรตระหนักว่าการเยี่ยยี่มบ้านนักเรียนเป็นกระบวนการช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งซึ่ถือเป็นนโยบายหนึ่งนึ่ของสถานศึกษาที่ต้ที่ต้องการหาข้อมูลและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีที่ดีระหว่าง โรงเรียนและชุมชน โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้ 5.1.1) การจัดอบรมความรู้แก่อาจารย์ก่อนเยี่ยยี่มบ้านนักเรียนเพื่อแนวทางปฏิบัติที่ถูที่กต้อง และการปฏิบัติอย่างเหมาะสมขณะปฏิบัติหน้าที่ 5.1.2) กําหนดนโยบายในการยึดถือปฏิบัติ มีขอบข่ายที่ชัที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือ เพื่อให้เกิด ความเข้าใจที่ตที่รงกันนําไปสู่การปฏิบัติอย่างถูกต้อง 5.1.3) แต่งตั้งตั้ผู้รับผิดชอบและระยะเวลาที่ต้ที่ต้องรับผิดชอบ สามารถจัดทําในรูปแบบ ปฏิทินโรงเรียน
5.2) แนวปฏิบัติในการเยี่ยมบ้าน 5.2.1) ขั้นขั้เตรียมการก่อนไปเยี่ยยี่มบ้าน - ประชุม ชี้แชี้จง กําหนดจุดมุ่งหมายการเยี่ยยี่มบ้านนักเรียนอย่างชัดเจน - ติดต่อนัดหมาย ผู้ปกครอง บิดา มารดาของนักเรียนล่วงหน้าและกําหนดวัน เวลา อย่างชัดเจน ควรให้ผู้ปกครองเป็นผู้เลือกเวลาการเยี่ยยี่มบ้านที่เที่หมาะสม - ศึกษาเรื่อรื่งราวของนักเรียนและผู้ปกครองล่วงหน้า เพื่อทําความรู้จักนักเรียนและ ผู้ปกครองในเบื้อบื้งต้น ช่วยให้การสนทนาระหว่างการเยี่ยยี่มบ้านดําเนินไปได้อย่างราบรื่นรื่และ เป็นมืออาชีพ ซึ่งซึ่ครูสามารถหาข้อมูลได้จากระเบียนสะสมหรือเครื่อรื่งมืออื่นอื่ๆ - เตรียมหัวข้อและคําถามที่จที่ะพูดคุยใช้ในการสนทนาล่วงหน้า โดยคํานึงถึงสิทธิส่วนบุคคล เพื่อป้อป้งกันการหลงประเด็นและได้ข้อมูลครบถ้วน โดยสอดแทรกลงไปกับการสนทนา ตามปกติ 5.2.2) ขั้นขั้ดําเนินการขณะไปเยี่ยยี่มบ้าน — ทักทายด้วยวาจาที่เที่ป็นมิตร เช่น “บ้านน่าอยู่จังเลยค่ะ” เพื่อสร้างความประทับใจ — มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีที่ดีไม่จับผิดไม่ตําหนิ ควรเป็นการพบปะเพื่อหาวิธีช่วยเหลือและส่งเสริม ศักยภาพของนักเรียน — สร้างความคุ้นเคยโดยการพูดคุยเรื่อรื่งทั่วทั่ไปเพื่อสร้างความเป็นกันเอง แล้วจึงสนทนา ปรึกษาเรื่อรื่งที่ต้ที่ต้องทราบเป็นระยะ ช่วยให้ครูได้ข้อมูลซึ่งซึ่เป็นความจริงจากผู้ปกครองได้ชัดเจน มากยิ่งยิ่ขึ้นขึ้ควรเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองแสดงความคิดเห็นมากที่สุที่สุด — เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในบทสนทนา โดยเริ่มริ่จากการตั้งตั้คําถามที่มุ่ที่มุ่งไปที่ตัที่ตัว นักเรียนโดยตรง ซึ่งซึ่ครูสามารถใช้โอกาสนี้ในี้นการสังเกตท่าทีผู้ปกครองที่มีที่มีต่อบุตรหลาน ว่าเป็นอย่างไร — ชื่นชื่ชมหรือพูดถึงข้อดีของนักเรียน ไม่ควรตําหนิ เยาะเย้ย ดูถูกผู้เรียน เปรียบเทียบ หากจําเป็นต้องพูดถึงปัญหาของนักเรียน ควรใช้คําพูดอย่างระมัดระวังไม่ทําให้กระทบกระเทือนจิตใจผู้ปกครองและควรพูดหลังชื่นชื่ชมด้านดีแล้ว — ครูควรเป็นผู้ฟังฟัและสังเกตมากที่สุที่สุดอย่างรอบครอบ เพื่อไม่ให้ผู้ปกครองรู้สึกอึดอัด แต่ควรพูดน้อยที่สุที่สุดขณะเยี่ยยี่มบ้าน เพื่อช่วยให้ทราบถึงเจตคติของผู้ปกครองที่มีที่มีต่อมุมมอง ด้านต่าง ๆ รวมไปถึงข้อเท็จจริงเกี่ยกี่วกับตัวนักเรียนในสภาพความเป็นอยู่ที่บ้ที่บ้านผ่านการ สังเกตปฏิกิริยาของผู้ปกครอง — หากผู้ปกครองวิจารณ์โรงเรียน ผู้บริหาร ครู ควรรับฟังฟัแต่ไม่ควรสนับสนุนและแนะนําให้ ผู้ปกครองเสนอในที่ปที่ระชุม เช่น การประชุมผู้ปกครอง เพื่อการแก้ไขและปรับปรุง ในลําดับต่อไป — แผนปฏิบัติงานสามารถยืดหยุ่น เปลี่ยลี่นแปลงได้ตามสถานการณ์ ไม่จําเป็นต้องพิถีพิถันใน แบบแผนมากเกินไป — พยายามเริ่มริ่ต้นและสิ้นสิ้สุดการเยี่ยยี่มบ้านด้วยความรู้สึกไว้วางใจ แสดงให้ผู้ปกครองเห็นว่า ทางสถาบันการศึกษาคอยดูแลและช่วยเหลือนักเรียนทุกคน — ไม่ควรใช้เวลาในการเยี่ยยี่มบ้านนักเรียนแต่ละคนนานเกินไป เพื่อไม่ให้ไปรบกวนเวลาส่วนตัว ของผู้ปกครอง แต่ไม่ควรแสดงการรีบร้อนในการดําเนินการเยี่ยยี่มบ้าน เนื่อนื่งจากผู้ปกครอง อาจเต็มใจให้ข้อมูลเกี่ยกี่วกับนักเรียนมากขึ้นขึ้ควรดําเนินการเยี่ยยี่มบ้านประมาณ 30 นาที ถึง 2 ชั่วชั่โมง — ไม่จดบันทึกการเยี่ยยี่มบ้านขณะสนทนา เนื่อนื่งจากทําให้ผู้ปกครองเกิดความระแวง ควรบันทึกหลังเยี่ยยี่มบ้านเสร็จแล้วโดยไม่ทิ้งทิ้ช่วงนานเกินไป
5.3) ขั้นบันทึกและรายงานการเยี่ยมบ้าน มีการบันทึกข้อเท็จจริงประเด็นต่างๆดังนี้ 5.3.1) สภาพทั่วทั่ไปของบ้าน เช่น ลักษณะของบ้าน สัดส่วนบ้านต่อจํานวนสมาชิก ความเป็นส่วนตัว และการแบ่งพื้นที่ใที่ช้สอย 5.3.2) อากัปกิริยาท่าทาง เช่น ความเข้มงวดต่อนักเรียน การเลี้ยลี้งดูแบบตามใจ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและนักเรียน 5.3.3) เจตคติของบิดา มารดาหรือผู้ปกครองที่มีที่มีต่อนักเรียน 5.3.4) เจตคติของญาติพี่น้องมีต่อนักเรียน 5.3.5) เจตคติของบิดา มารดาหรือผู้ปกครองที่มีที่มีต่อโรงเรียน 5.3.6) เรื่อรื่งทั่วทั่ไป เช่น บรรยากาศในครอบครัว ความสัมพันธ์ของสมาชิก ในครอบครัวสุขอนามัยของที่อที่ยู่อาศัย 6) เทคนิคการเยี่ยมบ้าน 6.1) ครูสามารถใช้พิกัดทางภูมิศาสตร์บนGooglemapในการเดินทางไปยังบ้านของนักเรียน ได้อย่างสะดวกและมีความแม่นยํา อ้างอิง หาละติจูดกบัลองจิจูดในGoogleMaps-wikiHow 6.2) แบ่งโซนการเยี่ยยี่มบ้านจากที่นัที่นักเรียนลงชื่อชื่ในโซนของพิกัดบ้านของตนเอง เพื่อกระชับ เวลาในการเยี่ยยี่มบ้านนักเรียนแต่ละคนและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 6.3) ควรเยี่ยยี่มบ้านช่วงเวลาหลังเลิกเรียนเนื่อนื่งจากครูสามารถเดินทางพร้อมกับนักเรียน เพื่อป้อป้งกันปัญหาหลงทางได้ และสามารถพูดคุยกับนักเรียนได้ระหว่างการเดินทาง 6.4) การให้บุคคลระบายความรู้สึกในใจออกมา (Projective Technique) การเก็บข้อมูลในการเยี่ยยี่มบ้านนั้นนั้อาจได้รับข้อมูลที่เที่ป็นเท็จ แม้ได้รับข้อมูลโดยตรงจาก ผู้ปกครอง ดังนั้นนั้การให้บุคคลระบายความในใจออกมานั้นนั้จึงมีความสําคัญ เพราะสามารถ กระตุ้นให้ผู้ปกครอง นักเรียน สามารถระบายความรู้สึกที่แที่ท้จริงภายในจิตใจออกมา โดยกลวิธีที่มีที่มีการใช้อย่างแพร่หลายมี 2 วิธีได้แก่
6.4.1) แบบทดสอบของรอส์ชาค (Rorschach Test) แบบทดสอบที่ฉที่ายภาพที่ทํที่ทําจากการ หยดหมึก10ภาพ ซึ่งซึ่ประกอบไปด้วยหมึกสี5ภาพ และหมึกดํา5ภาพ ให้เด็กดูแล้วให้เขียน ความรู้สึกที่มีที่มีต่อภาพทั้งทั้หมด จากนั้นนั้จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจึงนําสิ่งสิ่ที่เที่ด็กเขียนไปวิเคราะห์ ความต้องการ ความคิดเห็นของเด็ก เพื่อทําความเข้าใจ รู้จักด้านการปรับตัวและความ ต้องการของเด็ก ที่มา https://towardsdatascience.com/rorschach-tests-for-deep-learningimage-classifiers-68c019fcc9a9 6.4.2) แบบทดสอบทีมาติก แอปเปอร์เซปชั่นชั่เทส (Thermatic Apperception Test T.A.T.) แบบทดสอบให้เด็กดูและอธิบายความรู้สึก จากรูปภาพสถานการณ์ต่างๆในสังคม 20ภาพ โดยผู้ทดสอบจะนําคําตอบของเด็กไปวิเคราะห์เพื่อหาความหมายต่อไป ที่มา : https://medium.com/col-rajvir-sharma/what-is-the-thematicapperception-test-tat- 50456e1026dc
7) ปัญหาและการบริหารจัดการเพื่อบรรลุเป้าป้หมายเยี่ยมบ้านนักเรียนทุกคน 7.1) ปัญหาอปุสรรคที่พบในการเยี่ยมบ้าน 7.1.1) ไม่ทราบเส้นทางหรือหลงทางไปบ้านนักเรียน 7.1.2) นักเรียนไม่ได้แจง้ ใหผู้ปกครองทราบ แม้ครูชี้แชี้จง นัดหมายวันเยี่ยยี่มบ้านล่วงหน้าแล้ว 7.1.3) เดินทางไปยังบ้านของนักเรียนได้ยากเนื่อนื่งจากบ้านของนักเรียนอยู่ในซอยเล็ก 7.1.4) ไม่พบผู้ปกครองเนอื่งอื่จากผู้ปกครองไปทํางาน 7.2) วิธีแก้ไขปัญหา 7.2.1) ศึกษาเส้นทางก่อนเดินทางหรือสอบถามเส้นทางจากบ้านเพื่อนของนักเรียน ชาวบ้านใน ชุมชนนั้นนั้ๆ 7.2.2) นัดหมายกับผู้ปกครองโดยตรง เช่น การนัดหมายผ่านโทรศัพท์มือถือการพูดคุยกับผู้ ปกครองที่โที่รงเรียน 7.2.3) เดินทางโดยใช้รถจักรยานยนต์หรือการเดินหากนักเรียนอยู่ใกล้บริเวณโรงเรียน 7.2.4) นัดหมายการเยี่ยยี่มบ้านในช่วงเวลาหลังเลิกงาน หรือ ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ 8)ประโยชนข์องการเยี่ยมบ้าน 8.1) ประโยชน์ต่อครู — ได้รู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลมากยิ่งยิ่ขึ้นขึ้ — เห็นสภาพที่อที่ยู่อาศัย สภาพแวดล้อม ชุมชนของนักเรียน — สามารถช่วยเหลือนักเรียนที่ปที่ระสบปัญหาได้ทันท่วงที — สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างครูกับผู้ปกครอง 8.2) ประโยชน์ต่อผู้ปกครอง — ทราบพฤติกรรมของบุตรหลานขณะอยู่ในโรงเรียน — สามารถแลกเปลี่ยลี่นข้อมูลสอบถามหรือปรึกษาปัญหาของบุตรหลานกับครูได้โดยตรง — สอดส่องพฤติกรรมและอบรมเลี้ยลี้งดูบุตรหลานได้เหมาะสม — ให้ความร่วมมือกับครูในการร่วมหาทางการป้อป้งกัน และแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างครูและ ผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมศักยภาพให้นักเรียนความพร้อมในทุกด้าน 8.3) ประโยชน์ต่อนักเรียน — นักเรียนได้รัยการส่งเสริมและพัฒนาสอดคล้องกับความถนัดความสนใจและความต้องการ ของตนเอง — นักเรียนได้รับความช่วยเหลืออย่างตรงจุด — มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างครูและนักเรียน — นักเรียนสามารถปรับตัว พัฒนา เปลี่ยลี่นแปลงพฤติกรรมขณะอยู่ที่บ้ที่บ้านและโรงเรียนได้อย่าง เหมาะสม
แบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน SDQ (Strength and Difficulties Questionnaire) 1.ครูประเมินนักเรียน
2.ผู้ปกครองประเมินนักเรียน
3.นักเรียนประเมินตนเอง
ตัวอย่างแบบบันทึกการเยี่ยมบ้านนักเรียน
แนวทางการให้ความช่วยเหลือหลังจากการเยี่ยมบ้าน