เพลงหนา้ พาทย์ ในพิธีไหวค้ รู
จดั ทาโดย
นาย ไวกูณฐ์ ดรุ ิยพาทย์
วิทยาลยั นาฏศิลปนครราชสีมา สถาบนั บณั ฑิตพฒั นศิลป์
กระทรวงวฒั นธรรม
คำนำ
ส่ือการเรียนรูฉ้ บบั น้ี เป็นส่ือการเรียนรูเ้ ก่ยี วกบั เพลงหนา้ พาทยใ์ นพิธีไหวค้ รู
พิธีครอบ พิธีรบั มอบ สาหรบั นกั เรียนนักศึกษา บคุ คลท่อี ยใู่ นแวดวงดนตรีนาฏศิลป์
หรือบุคคลท่สี นใจ ไดศ้ ึกษา
ผูจ้ ดั ทาหวงั เป็นอยา่ งย่ิงวา่ ส่ือการเรียนรูฉ้ บบั น้ีจะเป็นประโยชนต์ อ่ ผูท้ ่สี นใจเขา้
มาศึกษา
ผูจ้ ดั ทา
ไวกูณฐ์ ดุริยพาทย์
วิทยาลยั นาฏศิลปนครราชสีมา
ควำมหมำยของเพลงหนำ้ พำทย์
เพลงหน้าพาทย์ หรื อเพลงครู เป็ นเพลงท่ีมีความศักด์ิสิทธิโดยเฉพาะครู
อาจารย์ และศิลปินดา้ นนาฏศิลป์ ดนตรีใหค้ วามเคารพบูชาอยา่ งสูง เม่ือไดย้ ินเพลง
หน้าพาทยค์ ราวใด ก็จะยกมือข้ึนไหว้ เพ่ือราลึกถึงคุณครูบาอาจารยผ์ ูถ้ า่ ยทอด
ประสิทธ์ิประสาทความรูด้ า้ นทา่ ราทานองเพลง แกต่ น และไมก่ ลา้ ทาส่ิงหน่ึงส่ิงใดท่ี
แสดงวา่ เป็นการลบหลู่ หรื อขาดความเคารพทง้ั กาย วาจา ใจไมว่ า่ จะเป็นในการ
เรียนหรือการฝึกซอ้ ม สาหรับความหมายของเพลงหนา้ พาทยน์ ้ัน มีผูใ้ ห้ คาจากดั
ความไวใ้ นท่ตี า่ ง ๆ มากมาย ซ่ึงมีความหมายใกลเ้ คยี งกนั ดงั น้ี
พจนานุกรม ฉบบั เฉลิมพระเกยี รติ พ.ศ. 2530 (2531: 556) ไดใ้ หค้ วามหมาย
ของเพลงหนา้ พาทยด์ งั น้ี “หนา้ พาทย์ น. เพลงท่ีใชแ้ สดงกิริยาอาการเคล่ือนไหว
ของตวั ละคร”จากหนังสือศพั ทส์ ังคีต ซ่ึงกรมศิลปากรจัดพิมพใ์ นปี พ.ศ. 2531
หมายถึง เพลงท่บี รรเลงประกอบกิริยา ไมว่ า่ จะเป็นกิริยาของมนุษย์ สตั ว์ วตั ถุ หรือ
ธรรมชาติ ทง้ั กิริยาท่มี ีตวั ตน หรือกิริยาสมมุติ และตลอดทงั้ กิริยาท่เี ป็นปัจจุบนั หรือ
อดีต เพลงท่ีบรรเลงประกอบกิริยาทงั้ หลายเหลา่ น้ีถือวา่ เป็นเพลงหนา้ พาทยท์ ง้ั ส้ิน
ธนิต อยูโ่ พธ์ิ (2511: 211) ไดอ้ ธิบายไวใ้ นหนังสือโขนวา่ “ราหน้าพาทย์ ไดแ้ ก่
การราตามทานองดนตรีป่ีพาทย์ ท่ีบรรเลงประกอบ................................... เพลง
หนา้ พาทยต์ อ้ งทาตามรสนิยม และจงั หวะทานองเพลงดนตรี เพลงหนา้ พาทย์ จึง
อาจอธิบายไดว้ า่ เป็นเพลงท่มี ีป่ีพาทยเ์ ป็นหลกั เป็นประธาน”
มนตรี ตราโมท (2543: 396) ไดอ้ ธิบายความหมายของเพลงหนา้ พาทยไ์ วใ้ นหนังสือ
สารานุกรมไทยสาหรบั เยาวชน เลม่ ท่ี 1 วา่
“เพลงหนา้ พาทยเ์ ป็นเพลงท่บี รรเลงประกอบกิริยาเคล่ือนไหวหรื อเปล่ียนแปลง
ตา่ ง ๆ ทง้ั ของมนุษย์ สตั ว์ วตั ถุตา่ ง ๆ และอ่ืน ๆ เชน่ เดิน นอน ว่ิง กลายรา่ ง เกิดข้ึน
สูญไป เป็นตน้ ไมว่ า่ กิริยานัน้ จะแลเห็นตวั ตน เชน่ การแสดงโขน ละคร หรือกิริยา
สมมุติแลไมเ่ ห็นตวั ตน เชน่ การเชิญเทวดาใหเ้ สด็จมา ถา้ เป็นการบรรเลงประกอบ
กิริยานน้ั แลว้ ก็เรียกวา่ หนา้ พาทยท์ ง้ั ส้ิน”
เสรี หวงั ในธรรม (2521 - 2525: 240) อธิบายไวว้ า่ เพลงหนา้ พาทย์
หมายถึงเพลงท่ใี ชบ้ รรเลงประกอบอารมณแ์ ละกิริยาอาการของตวั แสดงวา่ เป็นอยา่ งไร
โดยเฉพาะทานองและจงั หวะ จะจากดั อยใู่ นแบบแผนท่กี าหนดไวเ้ ป็นแบบแผน
แนน่ อน มิบงั ควรท่จี ะปรบั ปรุงแกไ้ ขเป็นอนั ขาด
จตุพร รตั นวราหะ (2519: 9) ผูเ้ ช่ยี วชาญดา้ นนาฏศิลป์ โขน (ยกั ษ)์ ให้
ความหมายของเพลงหนา้ พาทยไ์ วว้ า่ “เพลงหนา้ พาทยห์ มายถึงเพลงท่ใี ชใ้ นลีลาของ
เคร่ืองดนตรี โดยเฉพาะทานองและจงั หวะ จากดั อยใู่ นแบบแผนท่กี าหนดไว้ หรือ
เพลงท่ใี ชบ้ รรเลงสาหรบั ประกอบกริยาเคล่ือนไหวตา่ งๆ ไมว่ า่ จะเป็นการเคล่ือนไหว
ของมนุษย์ สตั ว์ หรือวตั ถุธรรมชาติใดๆ ก็ตาม เพลงท่ใี ชป้ ระกอบกิริยาอาการเหลา่ น้ี
เป็นเพลงหนา้ พาทยท์ งั้ ส้ิน”
สิริชยั ชาญฟกั จารูญ ไดใ้ หค้ วามหมายเพลงหนา้ พาทยไ์ วห้ ลายนยั ไดแ้ ก่
- เพลงครูท่วี งการศิลปินดา้ นนาฏศิลป์ ดนตรีเคารพนบั ถือ
- เพลงท่ใี ชก้ บั การแสดงโขน ละคร หนังใหญ่ หุน่ กระบอก และการแสดง
อ่ืน ๆ อกี หลายอยา่ ง รวมทงั้ การแสดงลิเก
- เพลงท่ใี ชใ้ นพิธีกรรมตา่ ง ๆ ทงั้ พิธีหลวง พิธีราษฎร์ รวมทงั้ พิธีสงฆอ์ กี ดว้ ย
สมศกั ด์ิ ทดั ติ (2540: 266) ครูเช่ยี วชาญดา้ นการสอนนาฏศิลป์ โขน (ยกั ษ)์ ให้
ความเห็นเก่ยี วกบั เพลงหนา้ พาทยไ์ ว้ ดงั น้ี
“เป็นเพลงท่บี รรเลงประกอบอริ ิยาบถตา่ ง ๆ ของตวั โขน ละครนน้ั ถา้ ไมม่ ีบท
รอ้ งแลว้ ยอ่ มถือวา่ เป็นเพลงหนา้ พาทยไ์ ดท้ ง้ั ส้ิน และเพลงหนา้ พาทยม์ ีความสาคญั
ศิลปินจะเคารพกนั วา่ เป็นเพลงครู การถา่ ยทอดและการร่ายราตอ้ งกระทาดว้ ยความ
เคารพอยา่ งสูง ถา้ เกิดผิดพลาดก็จะถือวา่ เป็นโทษแกต่ น จะตอ้ งมีพิธีกรรมเพ่ือขอ
สมาลาโทษกบั ครูดว้ ยวิธีตา่ ง ๆ แตเ่ ดิมจึงมีการแบง่ แยกประเภทของเพลงรอ้ งและเพลง
หนา้ พาทยไ์ วช้ ดั เจน ปจั จบุ นั นาเพลงหนา้ พาทยบ์ างเพลงมาใสท่ านองรอ้ งดว้ ย เชน่
ตระนิมิต ตระบองกนั และชานาญ ซ่ึงบางครัง้ ใสเ่ น้ือรอ้ งไวห้ น่ึงเท่ยี วและรา อกี หน่ึง
เท่ยี ว”
ประเมษฐ์ บุณยะชยั (ม.ป.ป: 63) ไดก้ ลา่ วถึงเพลงหนา้ พาทยไ์ วใ้ นเอกสาร
ประกอบการสอนจารีตนาฏศิลป์ ไทยวา่ “เพลงหนา้ พาทย์ หมายถึง เพลงท่ใี ช้
ประกอบกิริยาอาการของ ตวั ละครหรือประกอบการสมมุตภิ าพเหตุการณท์ าง
ธรรมชาติ เชน่ ลมพายพุ ดั ฟ้ารอ้ ง ฟา้ ผา่ ฝนตกหนกั เป็นตน้ ”
นฤมล ขนั สมั ฤทธ์ิ (2545: 3) อธิบายความหมายของเพลงหนา้ พาทยไ์ วว้ า่
หมายถึงเพลงท่ใี ชบ้ รรเลงประกอบกิริยาอาการเคล่ือนไหวของตวั แสดงทงั้ ท่เี ป็นตวั ตน
และกริ ิยาสมมุติแลไมเ่ ห็นตวั ตน ทงั้ ท่เี ป็นอดีตและปัจจบุ นั โดยกาหนดทว่ งทานอง
และจงั หวะไวอ้ ยา่ งมแี บบแผน เพลงหนา้ พาทยท์ ว่ั ไปไมม่ บี ทรอ้ ง ดงั นนั้ ทา่ ราจึงไมม่ ี
ความหมายเก่ยี วกบั การตีบท หรือแสดงอารมณอ์ ยา่ งตรงไปตรงมา แตใ่ นปจั จุบนั ได้
มีการบรรจุเพลงหนา้ พาทยล์ งในบทรอ้ งบา้ ง ไดแ้ ก่ บทถวายพระพร บทอวยพร
ประเภทตา่ ง ๆ เพ่ือใหเ้ กิดความสุขสวสั ดิมงคล ประสพผลสาเร็จ แกผ่ มู้ าร่วม
งาน เชน่ เพลงตระนิมิต ตระบองกนั ชานาญ บางครั้งบรรจุเน้ือรอ้ งไวห้ น่ึงเท่ียว
ราหนา้ พาทยอ์ กี หน่ึงเท่ยี ว รวมทง้ั การบรรจุเพลงหนา้ พาทยล์ งในบทรอ้ งประกอบการ
แสดงโขน ละครบางตอน เพ่ือเป็นการแสดงอิทธิฤทธ์ิปาฏิหาริย์ การนิรมิตแปลงกาย
เป็นตน้ นอกจากน้ัน เพลงหนา้ พาทยย์ งั ใชบ้ รรเลงประกอบพระราชพิธี รฐั พิธี และ
ราษฎร์พิธีตา่ ง ๆ การเทศนมหาชาติ ตลอดจนใชบ้ รรเลงประกอบพิธีไหวค้ รูอกี ดว้ ย
สรุปไดว้ า่ เพลงหนา้ พาทย์ หมายถึง เพลงท่มี ีป่ีพาทยเ์ ป็นหลกั เป็นประธาน
จากดั อยใู่ นแบบแผนท่กี าหนดไวเ้ ป็นแบบแผนแน่นอน ใชบ้ รรเลงประกอบกิริยา
เคล่ือนไหวหรือเปล่ียนแปลงตา่ งๆ ทงั้ ของมนุษย์ สตั ว์ วตั ถุ หรือ ธรรมชาติ ทง้ั กิริยาท่ี
มีตวั ตน หรือกิริยาสมมุติแลไมเ่ ห็นตวั ตน ทงั้ กิริยาท่เี ป็นอดีตและปจั จุบนั และใน
ปจั จบุ นั ไดม้ ีการบรรจุเพลงหนา้ พาทยล์ งในบทรอ้ ง อาทิ บทรอ้ งประกอบการแสดง
โขน ละคร บทถวายพระพร บทอวยพรประเภทตา่ ง ๆ เป็นตน้
พิธีครอบ
เม่ือผูเ้ รียนนาฏศิลป์ โขน ละคร ศึกษาอยใู่ นระดบั ประกาศนียบตั รวิชาชีพปีท่ี 3
(ชนั้ กลางปีท่ี 3) อายปุ ระมาณ 17-18 ปี สามารถแสดงเป็นตวั ประกอบโขนละครได้
เม่ือถึงพิธีไหวค้ รูประจาปี จะตอ้ งผา่ นการประกอบ “พิธีครอบ” เพ่ือตอ่ ทา่ ราเพลงหนา้
พาทยช์ น้ั กลาง หรือท่เี รียกวา่ “เพลงครู” โดยครูผูใ้ หญซ่ ่ึงไดร้ บั มอบใหเ้ ป็นผปู้ ระกอบ
พิธีมาดาเนินพิธีไหวค้ รูตามขนั้ ตอนตา่ ง ๆ เร่ิมตงั้ แตก่ ารกลา่ วโองการบูชาครู การ
เชิญครูเขา้ สูม่ ณฑลพิธี และรบั เคร่ืองสงั เวย การประกอบพิธีครอบ พิธีมอบ รวมทงั้
การสง่ ครูกลบั เขา้ ท่เี ป็นอนั จบพิธี
พิธีครอบน้ีมีความสาคญั มาก ผูป้ ระกอบพิธีทาหนา้ ท่คี รอบศรี ษะครู ไดแ้ ก่ ศีรษะ
พระภรตฤษี ศีรษะพระพิราพ และศีรษะเทริด ใหแ้ กศ่ ิษยผ์ ูเ้ ขา้ พิธี พรอ้ มทงั้ จุณเจิม
สวมมงคล ใหใ้ บไมม้ งคล คือ ใบเงิน ใบทอง ใบนาก ใบมะตมู หญา้ แพรกมดั รวมกนั
เป็นชอ่ ทดั หูศิษย์
แลว้ จึงประพรมน้าพระพุทธมนต์ จากน้ัน ครูตอ่ ทา่ ราเพลงหนา้ พาทยช์ น้ั กลาง คือ
เพลงตระนิมิต เน่ืองจากเป็นเพลงหนา้ พาทยท์ ่มี ีทว่ งทานองเพลงสนั้ และฟงั จงั หวะ
งา่ ยไมซ่ บั ซอ้ น การถา่ ยทอดทา่ ราเพลงหนา้ พาทยต์ ระนิมิตในมณฑลพิธีไหวค้ รูน้ี ถือ
เป็นการยอมรบั วา่ ผูเ้รียนหรือศิษยไ์ ดก้ า้ วเขา้ สูภ่ าวะการเป็นศิลปิน มคี วามสามารถใน
การแสดงบทบาทสาคญั ได้
ประเมษฐ์ บุณยะชยั (2540: 116) ไดก้ ลา่ วถึงความหมายและ
ความสาคญั ของศีรษะครูท่ใี ชค้ รอบในพิธีไหวค้ รู ดงั น้ี
1. พระภรตฤษี เป็นครูทา่ นแรกท่จี ดจาทา่ ราของพระอศิ วร
ลงมาถา่ ยทอดในมนุษยโ์ ลก และเป็นผูร้ จนาตารานาฏยศาสตรข์ ้ึน
2. พระพิราพ เป็นปางหน่ึงของพระอิศวร ผูใ้ หก้ าเนิดการ
ฟอ้ นรา
3. เทริด เป็นสญั ลกั ษณข์ องละครแบบแรก คือ ละคร
โนราห์ หรืออกี ความหมายหน่ึงนนั้ เทริด เป็นเคร่ืองประดบั ศีรษะท่ใี ชไ้ ดท้ งั้ พระ และ
นาง (ละครโนราหด์ ง้ั เดิมใชเ้ ทริดทงั้ พระและนาง) การครอบดว้ ยเทริดจึงเทา่ กบั วา่ ไดร้ บั
การครอบใหร้ บั บทบาทไดท้ งั้ พระและนาง
พิธีรบั มอบ
ขน้ั ตอนสุดทา้ ย ผูเ้ รียนนาฏศิลป์ โขน ละคร ศึกษาอยใู่ นระดบั ปริญญาตรี อายุ
ประมาณ 19-21 ปี จะไดเ้ ขา้ ทาพิธีมอบ เพราะผูเ้ รียนระดบั น้ีตอ้ งทาหนา้ ท่เี ป็นครู
ฝึกสอนตามโรงเรียนตา่ ง ๆ ดงั น้ัน ในพิธีไหวค้ รูประจาปีไดจ้ ดั ใหม้ ี “พิธีมอบ” ซ่ึง
ดาเนินตอ่ จากพิธีครอบ โดยผูป้ ระกอบพิธีสมมุติเป็นพระภรตฤษีมอบอาวุธตา่ ง ๆ ท่ใี ช้
ในการแสดง ไดแ้ ก่ พระขรรค์ จกั ร คฑา ตรี ดาบ พลอง ศร กระบองเงาะ ไมค้ ลี ฯลฯ
มดั รวมเป็นกา บางครง้ั เรียก “เคร่ืองโรง” สง่ มอบใหแ้ กผ่ ูเ้รียน พรอ้ มทงั้ ประสิทธ์ิ
ประสาทพรเสมือนเป็นการประกาศอนุญาตใหผ้ ูเ้ รียนน้นั ไปเป็นครูถา่ ยทอดวิชา
นาฏศิลป์ ไทยแกผ่ ูอ้ ่ืนตอ่ ไปได้ อาวธุ ตา่ ง ๆ ท่มี อบให้ มีความหมายวา่ เม่ือผูเ้ รียนนา
อาวุธไปฝึกฝนจนชานาญก็จะเป็นผูม้ คี วามสามารถสูง เพราะอาวุธ แตล่ ะชนิดมีกล
วิธีการใชแ้ ตกตา่ งกนั พิธีมอบมกั ดาเนินตอ่ จากพิธีครอบ (ตามขน้ั ตอนท่ี 2) เม่ือถึงพิธี
มอบ ผูป้ ระกอบพิธีจะทาพิธีครอบศีรษะครูแกผ่ ูเ้ รียนซา้ อีกคร้ังหน่ึงแลว้ จึงประกอบพิธี
มอบอาวธุ ตา่ ง ๆ เป็นอนั เสร็จส้ินกระบวนการ
การเรียนเพลงหนา้ พาทย์ ซ่ึงเป็นสว่ นหน่ึงของวิชานาฏศิลป์ ไทย
มีกระบวนการปฏิบตั ิกอ่ นการถา่ ยทอดทา่ ราในแตล่ ะระดบั ชน้ั ประกอบดว้ ยพิธีสาคญั
ตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ พิธีคานบั ครู
พิธีครอบ และพิธีมอบ พิธีตา่ ง ๆ เหลา่ น้ีถือเป็นจารีตในการปฏิบตั ิท่เี ครง่ ครดั ของ
บรรดานาฏศิลปิน จะละเลยเสียมิไดเ้ พ่ือความเป็นสิริมงคลแกต่ นเอง และความ
เจริญกา้ วหนา้ ในการศึกษาดา้ นนาฏศิลป์ ตอ่ ไป
วิธีกำรและขน้ั ตอนกำรถ่ำยทอดท่ำรำเพลงหนำ้ พำทย์
การศึกษาทา่ ราเพลงหนา้ พาทย์ มีวิธีการและขนั้ ตอนการถา่ ยทอดทา่ รา
ตามลาดบั ความสาคญั ของเพลงหนา้ พาทย์ ซ่ึงเร่ิมตงั้ แตเ่ พลงหนา้ พาทยธ์ รรมดา หนา้
พาทยช์ นั้ กลาง และหนา้ พาทยช์ น้ั สูง กอ่ นการถา่ ยทอดทา่ ราแตล่ ะประเภทนนั้ ลาดบั
แรกผูเ้ รียนตอ้ งศึกษาและทาความเขา้ ใจเก่ยี วกบั ลกั ษณะจงั หวะและทานองเพลงกอ่ น
มนตรี ตราโมท (2538: 11) ศิลปินแหง่ ชาติ สาขาดนตรีไทยไดอ้ ธิบายเก่ยี วกบั เพลง
หนา้ พาทยว์ า่ นา่ จะมาจากศิลปินฝ่ายโขน ละครเป็นผูเ้รียกกอ่ น เพราะการร่ายราเขา้
กบั เพลงประเภทน้ี ผูร้ าจะตอ้ งยึดถือจงั หวะ ทานองเพลง หนา้ ทบั และไมก้ ลองของ
เพลงเป็นส่ิงสาคญั ตอ้ งราใหม้ ีทที า่ เขา้ กนั สนิทกบั ทานองและจงั หวะ มีความสน้ั ยาว
พอดีกบั เพลง
จตุพร รัตนวราหะ (2519: 9 - 13) ผูเ้ ช่ยี วชาญนาฏศิลป์ โขน (ยกั ษ์) ไดแ้ สดง
ทศั นะ
เก่ยี วกบั วิธีการตอ่ หนา้ พาทยไ์ ว้ ในหนังสือหนา้ พาทย์ สรุปความไดว้ า่ การขอตอ่ เพลง
หนา้ พาทยจ์ ากครู แตเ่ ดิมน้นั ลว้ นเป็นเร่ืองท่ตี อ้ งมีกฎเกณฑ์ พิธีตา่ ง ๆ มากมาย ไมใ่ ช่
ของท่จี ะปฏิบตั ิหรือกระทากนั เลน่ งา่ ย ๆ ครูตอ้ งพิจารณาลกู ศิษยว์ า่ จะเป็นผทู้ ่สี ามารถ
รับวิชาและรกั ษาไวไ้ ดห้ รือไม่ ครูศิลปินผูใ้ หญม่ กั จะหวงแหน เพราะถือวา่ เพลงหนา้
พาทยเ์ ป็นของสูงของศกั ด์ิสิทธ์ิ เป็นท่คี วรเคารพบูชา ศิลปินโขนท่จี ะไดท้ า่ รามานน้ั
ไมใ่ ชข่ องงา่ ย ๆ ครูศิลปินผูใ้ หญม่ กั จะหวงแหน ในการฝึกหดั ส่งั สอน
แตล่ ะคร้ัง ตอ้ งแสดงความเคารพตอ่ คุณพระรตั นตรัยและครูอาจารยอ์ ยเู่ สมอ
อยา่ งนอ้ ยตอ้ งมีดอกไม้ ธูปเทียนเป็นเคร่ืองสกั การะตอ่ หนา้ พระพุทธรูป และตอ่ หนา้
ครูฤษี ไมว่ า่ จะเป็นการฝึกหดั รา หรือฝึกหดั เพ่ือหาความชานาญก็ดี เม่ือจะตอ่ ทา่ รา
หนา้ พาทยต์ อ้ งมีของสาหรบั บูชาคานับครูมาดว้ ย เป็นตน้ วา่ ขนั ลา้ งหนา้ หน่ึงใบ
ผา้ เช็ดหนา้ หน่ึงผืน ดอกไม้ ธูปเทียน หญา้ แพรก ดอกมะเขือ พรอ้ มดว้ ยเงิน 6 บาท
หรือ 12 บาท เงินน้ีจะนาไปทาบุญอทุ ิศใหบ้ รู พาจารยเ์ หนือข้นึ ไป มิฉะนน้ั จะผิดครู
หรือไดร้ บั ภยั เสนียดจญั ไรตา่ ง ๆ
สมศกั ด์ิ ทดั ติ (2540: 27-273) กลา่ วถึงวิธีการตอ่ ทา่ ราเพลงหนา้ พาทยไ์ วว้ า่
การแบง่ ประเภทของเพลงหนา้ พาทยแ์ บง่ ออกเป็น 3 ประเภท ไดแ้ ก่ หนา้ พาทยธ์ รรมดา
หนา้ พาทยช์ น้ั กลาง และหนา้ พาทยช์ น้ั สูง ในการศึกษาทา่ ราของเพลงหนา้ พาทยก์ ็จะ
มีขน้ั ตอนการตอ่ ทา่ ราไปตามลาดบั ความสาคญั ของเพลงหนา้ พาทย์ ซ่ึงดาเนินไป
ลกั ษณะเดียวกนั แตก่ อ่ นกลา่ วถึงวิธีการตอ่ ทา่ ราเพลงหนา้ พาทยแ์ ตล่ ะประเภท ควร
ไดท้ าความเขา้ ใจลกั ษณะจงั หวะของเพลงหนา้ พาทยเ์ สียกอ่ น การกาหนดจงั หวะใน
การรา่ ยราเพลงหนา้ พาทยน์ น้ั กระทาไดส้ องลกั ษณะ
ลกั ษณะแรก คือ การฟงั จากจงั หวะของกลองและตะโพน ซ่ึงเป็นเคร่ืองดนตรี
ประกอบจงั หวะหลกั ของป่ีพาทยท์ ่บี รรเลงควบคูก่ นั การกาหนดหรือจบั จงั หวะของ
เพลงในลกั ษณะน้ี มกั ไดแ้ กเ่ พลงหนา้ พาทยธ์ รรมดาท่เี ป็นทา่ พ้ืนฐานของทา่
รา เชน่ เพลงกราวใน เชิด ปฐม เสมอ รัว โอด เสียงตะโพนและกลองทดั ท่ใี ชใ้ น
การกาหนดจงั หวะของทา่ รานน้ั ครูอาจารยท์ างนาฏศิลป์ โขนเรียกกนั วา่ “ไมเ้ ดิน”
และ “ไมล้ า”
“ไมเ้ ดิน” หมายถึง จงั หวะการตีกลองทดั ท่ีดงั สม่าเสมอตอ่ เน่ืองกนั ไปเชน่ เพลง
กราวใน เชิด ปฐม
“ไมล้ า” หมายถึง จงั หวะการตีกลองทดั ท่ดี าเนินการยกั เย้ือง ไมส่ ม่าเสมอ มกั
ตีตอ่ จาก ไมเ้ ดิน
เพลงหนา้ พาทยท์ ่ปี ระกอบดว้ ยไมเ้ ดินและไมล้ าน้ี ไดแ้ ก่ เพลงประเภทเสมอตา่ ง
ๆ ตวั อยา่ ง เชน่ เพลงเสมอธรรมดา ประกอบดว้ ยไมเ้ ดิน 5 ไม้ แลว้ ลงลา
ซ่ึงครูทางนาฏศิลป์ เรียกวา่ 4 ไม้ เม่ือรวมเป็นราแลว้ เสมอจะมี 9 ไม้ หรือ 9
จงั หวะ เรียกกนั วา่ ข้นึ หา้ ลงส่ี คือ ทา่ ราท่กี า้ วสืบเทา้ ไปขา้ งหนา้ 5 กา้ ว และถอย
หลงั 4 กา้ ว ฉะน้ัน การราเพลงประเภทเสมอจะกาหนดนบั จากไมก้ ลอง และใช้
จงั หวะในการราใหล้ งกบั ไมก้ ลองเป็นสาคญั เฉพาะจงั หวะของไมเ้ ดิน ซ่ึง
แตล่ ะเพลงเสมออาจแตกตา่ งกนั ไปบา้ ง เชน่ เสมอธรรมดาและเสมอมารมี 5 ไมล้ า
เสมอเถรมี 9 ไมล้ า บาทสกุณีมี 14 ไมล้ า เป็นตน้ มขี อ้ สงั เกตวา่ สว่ นท่เี รียกวา่ “ลา”
นั้นมีจงั หวะการตีกลองทดั ท่ี
ยกั เย้ืองถึง 12 ครงั้ แตผ่ ูร้ ามิไดใ้ ชจ้ งั หวะกลองท่ดี ีเป็นเคร่ืองกาหนดทา่ รา คงจะใช้
จงั หวะสามญั หรือจงั หวะฉ่ิงซ่ึงมีอยู่ 4 จงั หวะแทนแตก่ ็นบั และเขา้ ใจกนั วา่ มี 4 ไม้
ลกั ษณะท่สี อง การกาหนดทา่ ราฟงั จากจงั หวะสามญั รวมทงั้ ทว่ งทานองของ
เพลง เพลงหนา้ พาทยบ์ างเพลงไมใ่ ชต้ ะโพนและกลองทดั บรรเลง เชน่ เชิดฉ่ิง
สาธุการ คุกพาทย์ รวั สามลา การราเพลงลกั ษณะน้ีใหล้ งจงั หวะงดงาม อาจตอ้ งมี
ทกั ษะในการฟงั ประโยคของเพลงหรือทอ่ นเพลงประกอบดว้ ย แมผ้ ูร้ าจะราจงั หวะฉ่ิง
แตถ่ า้ คลอ่ มกบั ทอ่ นเพลงความงามและคุณคา่ ของทา่ รา ก็จะลดลง นอกจากนน้ั เพลง
หนา้ พาทยป์ ระเภทตระจะมจี งั หวะของไมเ้ ดินและไมล้ า แตท่ า่ ราก็มิไดย้ ึดถือตาม
จงั หวะไมก้ ลองดงั กลา่ ว ตวั อยา่ งเชน่ เพลงตระนิมิตซ่ึงประกอบดว้ ยไมเ้ ดิน 4 ไม้
และลงลา บรรเลง 2 เท่ียวตอ่ เน่ืองกนั ไป ในการตอ่ ทา่ ราครูอาจารยท์ างนาฏศิลป์ ก็
มิไดบ้ อกศิษย์ ลงไมเ้ ดินและลงลาของเพลงตระนิมิต ทง้ั น้ีเพราะการราตระนิมิตมิได้
กาหนดทา่ ราตามไมก้ ลองน่นั เอง แตก่ าหนดจากจงั หวะสามญั หรือจงั หวะฉ่ิงเป็น
สาคญั
สว่ นเพลงหนา้ พาทยช์ านาญ เป็นเพลงท่ใี ชห้ นา้ ทบั เฉพาะ เรียกวา่ หนา้ ทบั
ชานาญซ่ึงดาเนินทานองเพลงซา้ 2 เท่ียวตอ่ เน่ืองจนจบ นอกจากน้ีกอ่ นการถา่ ยทอด
ทา่ ราเพลงหนา้ พาทยช์ านาญ ครูผูส้ อนแนะนาใหผ้ ูเ้ รียนฝึกสงั เกตทานองเพลง ฟัง
เสียงจงั หวะไมก้ ลอง คือ ตะโพน และกลองทดั รวมทง้ั ฟงั จงั หวะสามญั หรือเรียกวา่
จงั หวะฉ่ิงท่บี รรเลงประกอบใหเ้ ขา้ ใจชดั เจนกอ่ น จากนนั้ ครูจึงถา่ ยทอดทา่ ราใหผ้ ูเ้ รียน
โดยมิไดก้ าหนดทา่ ราตามจงั หวะหนา้ ทบั แตเ่ ป็นการกาหนดจากจงั หวะทา่ ราซ่ึง
หมายถึงกาหนดตามจงั หวะการใชต้ วั ของทา่ ราเป็นหลกั เชน่ ทา่ ไหว้ เย้ืองตวั มี 2
จงั หวะ ทา่ ไหวย้ กั ตวั มี 8 จงั หวะ เป็นตน้ ทงั้ น้ี โดยฟงั จากทานองเพลงจงั หวะตะโพน
กลองทดั ท่ตี ีดงั เทง่ - ท้ิง - ตอ้ ม - ตอ้ ม ๆ ๆ ๆ จนหมดจงั หวะทา่ รา นอกจากนนั้ ผูร้ า
ตอ้ งกาหนดทา่ ราจากการฟงั จงั หวะสามญั หรือจงั หวะฉ่ิงซ่ึงมีหนา้ ท่คี วบคุมจงั หวะ
ทง้ั หมดอีกดว้ ย จะเห็นไดว้ า่ ทา่ นผูเ้ ช่ยี วชาญทางดา้ นนาฏศิลป์ ไทย ไดใ้ หค้ วามสาคญั
เก่ยี วกบั ลกั ษณะของจงั หวะและทานองเพลงโดยใหผ้ ูเ้ รียนฝึกทกั ษะในการสงั เกต และ
กาหนดจงั หวะทา่ ราวา่ ทา่ ราแตล่ ะทา่ มีจานวนจงั หวะเทา่ ใด ตอ้ งใหส้ อดคลอ้ งกบั
ทานองเพลงจงั หวะไมก้ ลอง ตลอดจนจงั หวะสามญั หรือท่เี รียกวา่ จงั หวะฉ่ิง ผูเ้ รียน
ตอ้ งจดจาใหแ้ มน่ ยา เพ่ือป้องกนั การราคลอ่ มจงั หวะ หรือ คลอ่ มกบั ทานองเพลง และ
เม่ือราไดถ้ ูกตอ้ งตรงตามจงั หวะและทานองเพลงแลว้ คุณคา่ และความงดงามของ
กระบวนทา่ ราก็ย่ิงทวีเพ่ิมข้นึ ดว้ ย
สรุปไดว้ า่ วิธีการถา่ ยทอดทา่ ราเพลงหนา้ พาทย์ ตามลาดบั ความสาคญั คือ
1. วิธีการถา่ ยทอดทา่ ราเพลงหนา้ พาทยธ์ รรมดา
2. วิธีการถา่ ยทอดทา่ ราเพลงหนา้ พาทยช์ นั้ กลาง
3. วิธีการถา่ ยทอดทา่ ราเพลงหนา้ พาทยช์ นั้ สูง
1. วิธีการถา่ ยทอดทา่ ราเพลงหนา้ พาทยธ์ รรมดา
เป็นเพลงหนา้ พาทยท์ ่สี ว่ นใหญม่ ีจงั หวะไมก้ ลองไดช้ ดั เจน เชน่ กราวใน เชิด
ปฐม ครูสามารถตอ่ ทา่ ราใหผ้ ูเ้ รียนไดโ้ ดยปกติ โดยการเรียงลาดบั ไปตามทา่ ราในขน้ั
แรกอาจตอ่ ทา่ โดยใชไ้ มเ้ คาะจงั หวะกอ่ น เม่ือฝึกฝนจนเกิดความชานาญแลว้ ครูจึงให้
ราเขา้ กบั ดนตรี ซ่ึงในระยะแรกครูอาจใชไ้ มเ้ คาะจงั หวะตีควบคูไ่ ปดว้ ย เพ่ือชว่ ยเนน้
การใชจ้ งั หวะตา่ งๆ ตอ่ มาเม่ือผูเ้ รียนเกิด
ความเขา้ ใจและแมน่ ยาในจงั หวะเพลงแลว้ จึงใหป้ ฏิบตั ิดว้ ยตนเอง
2. วิธีการถา่ ยทอดทา่ ราเพลงหนา้ พาทยช์ นั้ กลาง
หนา้ พาทยใ์ นขน้ั น้ีเร่ิมตงั้ แตเ่ พลงตระนิมิตข้นึ ไป โดยผูเ้ รียนตอ้ ง
ผา่ นพิธีครอบครูเสียกอ่ น และเพลงหนา้ พาทยใ์ นระดบั น้ีก็ถือวา่ มีความศกั ด์ิสิทธ์ิ และมี
ความสาคญั มากใชส้ าหรบั ตวั ดีแสดง ครูอาจารยท์ างนาฏศิลป์ มกั จะเรียกกนั วา่ “เพลง
ครู” การตอ่ เพลงครูจะตอ้ งอธิบายให้
ผูเ้ รียนไดท้ ราบวา่ เพลงน้ันมีความสาคญั ความศกั ด์ิสิทธ์ิและความหมายอยา่ งไร
สามารถนาไปใชใ้ นโอกาสใดบา้ ง การตอ่ ทา่ จะตอ่ ทา่ ใหท้ ่ลี ะทา่ เรียกกนั วา่ “ตอ่ ทา่ ดิบ”
ครูจะกวดขนั ทา่ ทางและทว่ งทใี หส้ วยงามมากท่สี ุด แลว้ จึงใหร้ าเขา้ กบั เพลง ครูจะขดั
เกลาทา่ ราใหผ้ ูเ้ รียนจนเป็นท่พี อใจ โดยเนน้ เร่ืองจงั หวะและการออกทา่ ใหค้ รบถว้ น
ทา่ ราและจงั หวะตอ้ งพอดีกนั ในสมยั โบราณเพลง
หนา้ พาทยเ์ ป็นส่ิงท่คี รูหวงแหน และถือวา่ มีความสาคญั สูงมิไดถ้ า่ ยทอดกนั ไดอ้ ยา่ ง
พร่าเพร่ือ ผทู้ ่มี ีโอกาสตอ่ ทา่ รา ผนู้ ้ันจะตอ้ งมีหนา้ ท่แี สดงในตอนท่ใี ชเ้ พลงหนา้ พาทย์
นน้ั และการตอ่ ทา่ ก็มีจารีตอยวู่ า่ ผูท้ ่มี ีโอกาสตอ่ ทา่ รา ผูน้ น้ั จะตอ้ งมีหนา้ ท่แี สดงใน
ตอนท่ใี ชเ้ พลงหนา้ พาทย์ และการถา่ ยทอดทา่ ราในสมยั โบราณ ครูจะตอ่ ทา่ ราเพลง
หนา้ พาทยโ์ ดยครูรานาหนา้ แลว้ ผูเ้ รียนราตามใหค้ รบสามครง้ั เพ่ือสรา้ งศรทั ธาและ
ความเช่ือมน่ั อีกทง้ั ทาใหผ้ ูเ้ รียนสามารถจดจาทา่ ราและปฏิบตั ิตามได้ จากนน้ั จึงเป็น
การประเมินความสามารถของผูเ้ รียนวา่ มีความสามารถในการปฏิบตั ิทา่ ราและการฟงั
จงั หวะดนตรีไดใ้ นระดบั ใด
3. วิธีการถา่ ยทอดทา่ ราเพลงหนา้ พาทยช์ น้ั สูง
มีความพิถีพิถนั และละเอยี ดออ่ นมากกวา่ การถา่ ยทอดทา่ ราเพลงหนา้ พาทยใ์ น
ระดบั ท่ผี า่ นมา โดยพิจารณาคุณสมบตั ิของผูร้ ับถา่ ยทอดเพ่ิมข้ึน เชน่ ฝีมือรา วยั วฒุ ิ
คุณวุฒิ และความจาเป็นในการนาไปใช้ เพลงหนา้ พาทยส์ าคญั เชน่ พราหมณเ์ ขา้
พราหมณอ์ อก ศิษยอ์ าจตอ้ งมอบขนั กานลเพ่ือบูชาคุณครูอีกคร้งั หน่ึง สว่ นเพลงหนา้
พาทยอ์ งคพ์ ระพิราพนนั้ เป็นเพลง
หนา้ พาทยส์ ูงสุดซ่ึงศิลปินใหค้ วามเคารพและยาเกรงกนั อยา่ งมาก แมก้ ารแสดงเพลง
หนา้ พาทยน์ ้ีก็จะตอ้ งหาโอกาสท่เี หมาะสมและตอ้ งตง้ั เคร่ืองสงั เวยทุกคร้ัง การตอ่
เพลงหนา้ พาทยอ์ งคพ์ ระพิราพคร้งั สุดทา้ ยพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ทรงพระมหา
กรุณาโปรดเกลา้ ใหต้ อ่ ทา่ ในพระท่นี ่งั ดุสิตาลยั เม่ือวนั ท่ี 25 ตลุ าคม 2527
ปจั จบุ นั กระบวนการเรียนการสอนมีการปรบั เปล่ียนเป็นแบบหน่วยกิต มีหลกั สูตร
กาหนดเน้ือหาของแตล่ ะระดบั ชน้ั เรียน การเรียนการสอนตอ้ งดาเนินตามหลกั สูตร
กาหนด จึงจะบรรลุวตั ถุประสงคใ์ นการเรียนโดยสมบูรณ์ ดงั นน้ั วิธีการถา่ ยทอดทา่
ราเพลงหนา้ พาทยต์ อ้ งมีการปรบั รูปแบบการสอนใหส้ อดคลอ้ งกบั ผูเ้ รียนและหลกั สูตร
ซ่ึงมีหลายวิธีการท่คี รูในปัจจบุ นั ไดป้ ฏิบตั ิกนั ดงั น้ี
สมศกั ด์ิ ทดั ติ ครูเช่ียวชาญดา้ นนาฏศิลป์ โขน(ยกั ษ)์ ประจาภาควิชานาฏศิลป์
ไทย วิทยาลยั นาฏศิลป ไดใ้ หส้ มั ภาษณเ์ ก่ยี วกบั วิธีถา่ ยทอดทา่ ราเพลงหนา้ พาทย์ โดย
จดั เป็นขนั้ ตอน เรียงตามลาดบั ดงั น้ี
ขน้ั ท่ี 1 ครูตอ่ ทา่ ราทลี ะทา่ หรือเรียกวา่ “ตอ่ ทา่ ดิบ” โดยไมม่ ีดนตรีประกอบ
ขนั้ ตอนน้ี ครูตอ้ งอธิบายและสาธิตใหผ้ ูเ้ รียนเขา้ ใจในเร่ืองของจงั หวะทา่ ราวา่ ทา่ ราแต่
ละทา่ เชน่ ทา่ ไหว้ ทา่ ผาลาเพยี งไหล่ ทา่ สูง ปฏิบตั ิอยา่ งไร มลี กั ษณะการใชต้ วั
และการนบั จงั หวะอยา่ งไร ครูจะตอ่ ทา่ ราทลี ะทา่ ตง้ั แตต่ น้ จนจบเพลง เพ่ือใหผ้ ูเ้ รียน
จดจาทา่ ราไดก้ อ่ น โดยไมค่ านึงถึงลีลาทา่ ทาง
ขน้ั ท่ี 2 เม่ือผูเ้ รียนจดจาทา่ ราไดแ้ ลว้ ครูนาเพลงหนา้ พาทยท์ ่สี อนมาใหผ้ ูเ้ รียน
ฟงั เพ่ือฝึกสงั เกตจงั หวะ โดยครูอธิบายเก่ยี วกบั จงั หวะทา่ รา แตล่ ะทา่ จะตอ้ ง
สอดคลอ้ ง และตรงกบั จงั หวะดนตรี ซ่ึงฟงั ไดจ้ ากทานองเพลง จงั หวะหนา้ ทบั
ประกอบดว้ ยตะโพนและกลองทดั เป็นตน้ การฟงั จงั หวะสามญั หรือท่เี รียกวา่ จงั หวะ
ฉ่ิง ครูควบคมุ จงั หวะดว้ ยการตบมือ หรือใชไ้ มเ้ คาะจงั หวะ พรอ้ มทง้ั เนน้ ใหผ้ ูเ้ รียน
สามารถปฏิบตั ิทา่ ราไดถ้ ูกตอ้ ง ตรงกบั ทว่ งทานอง และจงั หวะของดนตรี โดยเฉพาะ
เม่ือจบเพลงทา่ ราและดนตรีตอ้ งจบลงพรอ้ มกนั
ขน้ั ท่ี 3 ครูและผูเ้ รียนราพรอ้ มกนั โดยมีดนตรีบรรเลงประกอบ วิธีถา่ ยทอดทา่
ราในขนั้ ตอนน้ี ครูใหผ้ ูเ้ รียนราตามหลายครงั้ เพ่ือใหผ้ ูเ้ รียนฝึกปฏิบตั ิกระบวนทา่ ราให้
คลอ่ งแคลว่ ฝึกการเคล่ือนไหวของรา่ งกาย ใหเ้ ป็นไปอยา่ งนุม่ นวล สงา่ งาม หรือน่า
เกรงขามข้ึนอยกู่ บั ประเภทของเพลงหนา้ พาทยน์ ้นั ๆ ผูเ้รียนสงั เกตลลี าทา่ ราประกอบ
ดนตรีจากครูหลายครั้งจนเกิดความชานาญ ครูจึงถา่ ยทอดทา่ ราในขนั้ สุดทา้ ยตอ่ ไป
ขน้ั ท่ี 4 หรือ ขน้ั สุดทา้ ย เม่ือผูเ้ รียนสามารถจดจาและปฏิบตั ิทา่ ราได้
คลอ่ งแคลว่ ดีแลว้ ครูจึงเร่ิมสอนลลี าทา่ รา โดยใชว้ ิธีการสอนเฉพาะจุด หรือสอน
เฉพาะทา่ รานน้ั ๆ เชน่ การเย้ืองตวั ผูเ้ รียนตอ้ งเร่ิมปฏิบตั ิตงั้ แตว่ ิธีการทรงตวั การกด
เกลียวขา้ ง หรือกดเอว การกดไหล่ สะดงุ้ ตวั ลกั คอ ลกั ษณะการตง้ั วง การกรายมือ
การประเทา้ และการวางเทา้ ใหไ้ ดเ้ หล่ียมสวยงาม เป็นตน้ การสอนเฉพาะจุดหรือ
เฉพาะทา่ ราน้ีเป็นการฝึกใหผ้ ูเ้ รียนปฏิบตั ิซา้ หลาย ๆ ครั้งจนเกิดความชานาญสามารถ
ปฏิบตั ลิ ีลาทา่ ราไดส้ วยงามถูกตอ้ งอีกดว้ ย
ลำดบั กำรตอ่ หนำ้ พำทยส์ ำคญั ของยกั ษ์
การศึกษาทางภาคปฏิบตั ิทา่ ราทา่ เตน้ ของผูเ้ รียนตวั ยกั ษ์มีการสืบทอดตอ่ มาวา่
เม่ือเรียกหลกั แมท่ า่ ยกั ษท์ ง้ั 5 ทา่ จบแลว้ ครูจะตอ่ หนา้ พาทยเ์ ชิดและปฐมใหแ้ กศ่ ิษย์
เพราะถือวา่ เป็น หนา้ พาทยพ์ ้ืนฐาน สว่ นหนา้ พาทยส์ าคญั ท่เี ป็นเพลงครูนน้ั
จะตอ่ เม่ือผูเ้ รียนไดเ้ ขา้ พิธีครอบครู เม่ือเรียนในระดบั ประกาศนียบตั รวิชาชพี ปี
ท่ี 1 (ระดบั นาฏศิลป์ ชน้ั กลางปีท่ี 1) หรือมีอายปุ ระมาณ 15 ปี ตามหลกั สูตร
การศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2544 กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิชาชีพเฉพาะ
นาฏศิลป์ โขน(ยกั ษ)์ จดั หลกั สูตรในการเรียนหนา้ พาทยส์ าคญั ดงั น้ี
1.ตระนิมิต
2.ตระเชิญ
3.ตระสนั นิบาต
4.ตระบรรทมไพร
5.ตระบองกนั
6.ชานาญ
7.พญาเดิน
8.โอด
9.รุกรน้ เสมอขา้ มสมุทร
10.เสมอมาร
11.เสมอสามลา
12.เชิดฉ่ิง (แผลงศร)
วิธีการและขนั้ ตอนการถา่ ยทอดทา่ ราของครู ทา่ นผูเ้ ช่ยี วชาญแตล่ ะทา่ นสว่ น
ใหญเ่ ป็นไปในแนวทางเดียวกนั อาจมีความแตกตา่ งกนั บา้ งเพียงเล็กนอ้ ย ทงั้ น้ีข้ึนอยู่
กบั ทกั ษะ ความสามารถและวฒุ ิภาวะของผูเ้ รียนเป็นสาคญั ครูตอ้ งเป็นผคู้ ิดคน้
วิธีการถา่ ยทอดใหผ้ ูเ้ รีย นเขา้ ใจ สามารถ
ปฏิบตั ิไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ และมีประสิทธิผลมากท่สี ุด