บทความปรทิ ศั น์
Review Article
ความผดิ ปกติเสย่ี งมะเร็งชอ่ งปาก:
ลกั ษณะทางคลินกิ และการเปลย่ี นเปน็ มะเร็ง
Oral Potentially Malignant Disorders:
Clinical Manifestations and Malignant Transformation
พ1รนรักษศกกึรษแาสรงะแดกบั ้วบ1ัณ, จฑิตติ จศิโกึรจษนา์ อิทธชิ ยั เจริญ2, อะนัฆ เอีย่ มอรณุ 2, สงั่ สม ประภายสาธก2, สรุ วฒุ น์ พงษศ์ ริ ิเวทย2์
แขนงวทิ ยาการวนิ ิจฉัยโรคช่องปาก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
2ภาควชิ าชวี วทิ ยาชอ่ งปากและวิทยาการวินจิ ฉยั โรคชอ่ งปาก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่
Pansakorn Sangkaew1, Jitjiroj Ittichaicharoen2, Anak Iamaroon2, Sangsom Prapayasatok2, Surawut Pongsiriwet2
1Graduate student, Program in Oral Diagnostic Sciences, Faculty of Dentistry, Chiang Mai University
2Department of Oral Biology and Diagnostic Sciences, Faculty of Dentistry, Chiang Mai University
ชม. ทนั ตสาร 2562; 40(3) : 23-42
CM Dent J 2019; 40(3) : 23-42
Received: 28 May, 2019
Revised: 8 July, 2019
Accepted: 5 August, 2019
บทคัดย่อ Abstract
ความผดิ ปกตเิ สยี่ งมะเร็งช่องปาก คือรอยโรคบรเิ วณ “Oral potentially malignant disorders
เน้ือเยื่ออ่อนในช่องปากหรือสภาวะใดๆ ของผู้ป่วยท่ีส่ง (OPMDs)” are diseases or conditions that carry
ผลเพ่ิมโอกาสเส่ียงต่อการเกิดมะเร็งช่องปาก ซึ่งรอยโรค risks of oral cancer consisting of leukoplakia,
ในกลุ่มน้ีได้แก่ ลิวโคเพลเคีย อีริโทรเพลเคีย รอยโรคที่ erythroplakia, palatal lesions in reverse smoker,
เพดานในผู้สูบบุหร่ีกลับด้าน ซับมิวคัสไฟโบรซิสช่องปาก oral submucous fibrosis, lichen planus, discoid
ไลเคนแพลนสั ดสิ คอยดล์ พู สั อรี ทิ มิ าโตซสั รมิ ฝปี ากอกั เสบ lupus erythematosus, actinic cheilitis and inherited
เหตุแสงแดด และกลมุ่ อาการทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับ cancer syndromes. Each of these OPMDs has
การเกิดมะเร็ง ซึ่งรอยโรคกลุ่มน้ีมีความชุกและโอกาสการ different prevalence, clinical manifestations
เปลยี่ นเปน็ มะเรง็ ทแี่ ตกตา่ งกนั และอาจมลี กั ษณะทางคลนิ กิ and malignant potential. However, the clinical
ทค่ี ลา้ ยคลงึ กบั รอยโรคบรเิ วณเนอื้ เยอ่ื ออ่ นในชอ่ งปากอนื่ ๆ presentations of some OPMDs may resemble those
ทไ่ี มไ่ ดอ้ ยใู่ นกลมุ่ ทมี่ คี วามเสย่ี งตอ่ การเกดิ มะเรง็ ทำ� ใหก้ าร soft tissue lesions which do not carry risk of oral
วินิจฉัยรอยโรคได้อย่างถูกต้องน้ันเป็นงานท่ีท้าทายของ cancer. Therefore, they become challenges for
ทันตแพทย์ dentists to make appropriate diagnosis.
Corresponding Author: Surawut Pongsiriwet
Associate Professor, Department of Oral Biology
สุรวุฒน์ พงษศ์ ิริเวทย์ and Diagnostic Sciences, Faculty of Dentistry,
รองศาสตราจารย์ ภาควชิ าชวี วทิ ยาชอ่ งปากและวทิ ยาการวนิ จิ ฉยั โรคชอ่ งปาก Chiang Mai University, Chiang Mai 50200, Thailand
คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ 50200 E-mail: [email protected]
ชม. ทนั ตสาร ปีท่ี 40 ฉบับที่ 3 ก.ย.-ธ.ค. 2562 24 CM Dent J Vol. 40 No. 3 September-December 2019
ในการทบทวนวรรณกรรมน้ี จะมงุ่ เนน้ ถงึ ลกั ษณะทาง This literature review will mainly focus on
คลินิก และการเปลี่ยนเป็นมะเร็งของความผิดปกติเส่ียง the clinical manifestations and malignant transfor-
มะเร็งช่องปาก ไดแ้ ก่ ลิวโคเพลเคยี อรี โิ ทรเพลเคยี รอย mation of OPMDs including leukoplakia, eryth-
โรคที่เพดานในผู้สูบบุหร่ีกลับด้าน ซับมิวคัสไฟโบรซิสช่อง roplakia, palatal lesions in reverse smoker, oral
ปาก ไลเคนแพลนัส ดิสคอยด์ลูพัสอีริทิมาโตซัส และริม submucous fibrosis, lichen planus, discoid lupus
ฝีปากอกั เสบเหตแุ สงแดด erythematosus and actinic cheilitis.
คำ� ส�ำคญั : ความผิดปกตเิ ส่ยี งมะเรง็ ช่องปาก ลกั ษณะทาง Keywords: oral potentially malignant disorders,
คลินกิ การเปลยี่ นเป็นมะเรง็ clinical manifestations, malignant transformation
บทความปริทศั น์ 1) ลิวโคเพลเคยี (leukoplakia)
2) อรี โิ ทรเพลเคีย (erythroplakia)
รอยโรคบริเวณเน้อื เยอื่ ออ่ นในช่องปากน้ัน เป็นรอยโรค 3) รอยโรคที่เพดานในผู้สูบบุหร่ีกลับด้าน (palatal
ทที่ นั ตแพทยม์ โี อกาสจะตรวจพบไดจ้ ากการรกั ษาผปู้ ว่ ยประจำ�
วัน โดยท่ัวไปแล้วรอยโรคบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปาก lesions in reverse smoker)
สามารถพบไดม้ ากขน้ึ ในผปู้ ว่ ยทม่ี อี ายมุ ากขน้ึ ปจั จยั ทพี่ บบอ่ ย
ทท่ี �ำใหเ้ กดิ รอยโรคบรเิ วณเน้ือเยอื่ อ่อนในช่องปากได้แก่ การ 4) ซับมิวคัสไฟโบรซิสช่องปาก (oral submucous
สบู บหุ ร่ี การบาดเจบ็ จากฟันเทยี ม รวมไปถึงการเค้ียวหมาก
หรือยาเส้น และการใช้บหุ รี่ไร้ควนั (smokeless tobacco)(4) fibrosis)
รอยโรคบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปากบางโรคจัดอยู่ในกลุ่ม
ความผดิ ปกตเิ สย่ี งมะเรง็ ซงึ่ มลี กั ษณะทางคลนิ กิ คลา้ ยกบั รอย 5) ไลเคนแพลนัส (lichen planus)
โรคบริเวณเน้อื เยอ่ื อ่อนในช่องปากในกลมุ่ อ่ืนๆ ทไ่ี ม่ใชค่ วาม 6) ดิสคอยด์ลูพัสอีริทิมาโตซัส (discoid lupus
ผิดปกติเสี่ยงมะเร็ง(5-8) ซึ่งอาจเป็นรอยโรคสีขาว รอยโรค
สีแดง รอยโรคสีขาวปนแดง และแผล ท�ำให้การวินิจฉยั โรค erythematosus)
หรือแม้แต่การวินิจฉัยแยกโรครอยโรคบริเวณเนื้อเย่ืออ่อน
ในช่องปากนั้น นับเป็นงานที่มีความท้าทายต่อทันตแพทย์ 7) รอยโรคริมฝีปากอักเสบเหตุแสงแดด (actinic
เปน็ อยา่ งยง่ิ
ในปี ค.ศ. 2007 องค์การอนามัยโลกมีการรวมกลุ่ม cheilitis)
รอยโรคบรเิ วณเนอ้ื เยอื่ ออ่ นในชอ่ งปากทม่ี ผี ลทำ� ใหเ้ ยอื่ บชุ อ่ ง
ปากอยู่ในสถานะท่ีเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งมากข้ึน (precan- 8) กลุ่มอาการทางพันธุกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับการเกิด
cerous lesion) และสภาวะโดยท่ัวไปที่มีผลเพ่ิมโอกาสการ มะเรง็ (inherited cancer syndromes)
เป็นมะเรง็ (precancerous condition) ไวเ้ ป็นกลุม่ เดียวกนั นอกจากนี้ยังมีการศึกษาของ George และคณะในปี
เพ่ือให้เกิดความเข้าใจท่ีง่ายและตรงกันอย่างเป็นสากล โดย ค.ศ. 2011 ท่ีเสนอการจ�ำแนกความผิดปกติเส่ียงมะเร็งช่อง
เรยี กกลมุ่ รอยโรคเหลา่ นวี้ า่ ความผดิ ปกตเิ สย่ี งมะเรง็ ชอ่ งปาก ปากใหล้ ะเอยี ดมากขนึ้ ตามสาเหตขุ องรอยโรคและครอบคลมุ
(oral potentially malignant disorders; OPMDs) โดย รอยโรคที่มีรายงานการเปลยี่ นเป็นมะเร็งช่องปากมากขึน้ ดงั
รอยโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มความผิดปกติเส่ียงมะเร็งช่องปากมี แสดงไว้ในตารางท่ี 1(9) แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม การจำ� แนกความผดิ
อยู่ 8 ชนดิ (8) ไดแ้ ก่ ปกตเิ สย่ี งมะเรง็ ชอ่ งปากในการศกึ ษาดงั กลา่ วยงั ไมเ่ ปน็ ทนี่ ยิ ม
ใช้อย่างเป็นสากล โดยการจ�ำแนกความผิดปกติเส่ียงมะเร็ง
ช่องปากตามองค์การอนามยั โลกในปี ค.ศ. 2007 ยังคงเป็น
ท่ีนิยมใช้มากที่สุดในปัจจุบัน ความผิดปกติเสี่ยงมะเร็งควร
พิจารณาวินิจฉัยแยกโรคกับรอยโรคในกลุ่มอื่นที่มีลักษณะ
คล้ายกัน ดังแสดงในตารางท่ี 2(4) อย่างไรก็ตามพบว่ารอย
โรคบางชนดิ ทค่ี วรจะนำ� มาพจิ ารณาทำ� การวนิ จิ ฉยั แยกโรคกบั
ความผิดปกตเิ สยี่ งมะเร็งนน้ั มีรายงานการเปล่ียนเป็นมะเรง็
ชอ่ งปากเชน่ กนั แมจ้ ะไมไ่ ดถ้ กู จดั อยใู่ นกลมุ่ ความผดิ ปกตเิ สย่ี ง
ชม. ทนั ตสาร ปที ่ี 40 ฉบบั ที่ 3 ก.ย.-ธ.ค. 2562 25 CM Dent J Vol. 40 No. 3 September-December 2019
มะเร็งก็ตาม ได้แก่ การติดเช้ือราแคนดิดาชนิดฝ้าขาวเร้ือรัง เฉลี่ยในการเปลี่ยนเป็นมะเร็งที่ 29.2 เดือน และยังพบว่า
(chronic hyperplastic candidiasis) รอยโรคไลเคนอยด์ ผปู้ ่วย 51 คน จาก 58 คนมีประวัตสิ บู บหุ รแ่ี ละบรโิ ภคเครอ่ื ง
(lichenoid lesions) และภาวะสเต็มเซลล์ใหมต่ ้านรา่ งกาย ดม่ื แอลกอฮอล์ โดยผปู้ ว่ ยเพศชาย และผปู้ ว่ ยทม่ี อี ายมุ ากกวา่
ผปู้ ่วย (graft-versus-host disease; GvHD) 70 ปี จะมโี อกาสพบการเปลี่ยนเปน็ มะเร็งไดเ้ รว็ ขน้ึ (10) จาก
มกี ารรายงานความชกุ ของการพบรอยโรคบรเิ วณเนอื้ เยอ่ื การศกึ ษาของ Petti ในปี ค.ศ. 2003 รายงานความชกุ โดย
ออ่ นในชอ่ งปากทอ่ี ยใู่ นกลมุ่ ความผดิ ปกตเิ สย่ี งมะเรง็ โดยรวม รวมของการเกิดความผิดปกติเสี่ยงมะเร็งช่องปาก ไว้ที่ร้อย
ในประชากรทวปี เอเชยี อยทู่ ปี่ ระมาณรอ้ ยละ10-12(1) นอกจาก ละ 1.49-2.60(11) และจากการศกึ ษาเรว็ ๆ นโี้ ดย Mello และ
นี้ยังมีการศึกษาในประเทศอินเดียและประเทศพม่าท่ีรายงาน คณะในปี ค.ศ. 2018 ทร่ี วบรวมการศึกษาความชุกของความ
ความชุกของการพบความผิดปกติเส่ียงมะเร็งอยู่ท่ีร้อยละ ผิดปกติเส่ียงมะเรง็ ชอ่ งปาก โดยการศึกษาสว่ นใหญร่ วบรวม
4.26 และร้อยละ 4.61 ตามลำ� ดบั (2,3) ในขณะทย่ี งั ไมม่ ีการ ข้อมูลจากบันทึกผู้ป่วยในสถานพยาบาล รายงานความชุก
ศกึ ษาทร่ี ายงานความชกุ ของการพบความผดิ ปกตเิ สย่ี งมะเรง็ โดยรวมอยูท่ ีร่ อ้ ยละ 4.47 และพบว่าทวีปเอเชยี ใตม้ ีความชกุ
ในประชากรชาวไทย Goodson และคณะในปี ค.ศ. 2015 สูงท่สี ดุ ที่ร้อยละ 10.51 ในขณะที่ทวปี อนื่ ๆ ไดแ้ ก่ อเมริกาใต้
ศึกษาการเปล่ียนเป็นมะเร็งของรอยโรคที่สามารถเปลี่ยน ตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกาเหนือมีความชุกอยู่ท่ี
เป็นมะเร็งช่องปากของประชากรชาวอังกฤษในเมืองนิวคาส ร้อยละ 3.93 3.72 3.07 และ 0.11 ตามลำ� ดับ(1)
เซลิ พบว่าจากผู้ปว่ ยมะเรง็ ช่องปากจ�ำนวน 1,248 คน นั้น มี ในส่วนของปัจจัยเส่ียงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนเป็น
ผู้ป่วย 58 คนที่มะเร็งช่องปากเปล่ียนแปลงมาจากความผิด มะเร็งช่องปากน้นั มีการรายงานปจั จัยตา่ งๆ ทสี่ ่งผลตอ่ การ
ปกตเิ สี่ยงมะเร็ง ซงึ่ คิดเป็นรอ้ ยละ 4.6 และคดิ เป็นระยะเวลา เปลี่ยนเป็นมะเร็งช่องปากของความผิดปกติเส่ียงมะเร็งช่อง
ตารางท่ี 1 การเสนอการจำ� แนกความผดิ ปกตเิ สี่ยงมะเร็งชอ่ งปากแบบใหม่ (ดดั แปลงจาก George และคณะในปี ค.ศ. 2011)(9)
Table 1 Proposed new classification of oral potentially malignant disorders (modified from George et al, 2011)(9)
กล่มุ ท่ี 1 รอยโรคทม่ี ีความเส่ียงสงู (high risk) 1.1 อีริโทรเพลเคยี (erythroplakia)
1.2 ลิวโคเพลเคยี (leukoplakia)
กลมุ่ ที่ 2 รอยโรคทสี่ มั พนั ธ์กบั วถิ ีชวี ติ 1.3 ซับมิวคัสไฟโบรซสิ ชอ่ งปาก (oral submucous fibrosis)
(life-style related) 1.4 ไลเคนแพลนสั ชนดิ แผล (erosive lichen planus)
กลุม่ ท่ี 3 การติดเชื้อ (infections) 2.1 เย่ือบผุ ิวดา้ นสาเหตุบุหรี่ไร้ควัน (smokeless tobacco keratosis)
2.2 รอยโรคทเี่ พดานในผู้สูบบหุ ร่ีกลับดา้ น (reverse smoker’s palate)
2.3 ริมฝปี ากอักเสบเหตแุ สงแดด (actinic cheilitis)
3.1 การตดิ เช้ือราแคนดิดาชนดิ ฝ้าขาวเรอ้ื รัง (chronic hyperplastic candidiasis;
candidal leukoplakia)
3.2 การติดเช้ือไวรสั (viral infection; HPV HIV EBV HBV HSV)
3.3 การตดิ เชอ้ื ซิฟลิ สิ ตติยภมู ิ (tertiary syphilis)
กลมุ่ ที่ 4 ภาวะภมู คิ มุ้ กนั บกพรอ่ ง (immunodeficiency) 4.1 การปลกู ถา่ ยอวัยวะ (solid organ transplantation)
4.2 ภาวะสเต็มเซลล์ใหม่ต้านรา่ งกายผปู้ ว่ ย (graft-versus-host disease)
กล่มุ ที่ 5 โรคทางพันธุกรรม (inherited disorders) 4.3 ลพู สั อรี ทิ มิ าโตซสั ผวิ หนงั ชนดิ เรอ้ื รงั (chronic cutaneous lupus erythematosus)
5.1 ซโี รเดอร์มาพกิ เมนโตซมั (xeroderma pigmentosum)
5.2 ดิสเคอราโทซสิ คอนเจนิตา (dyskeratosis congenita)
5.3 อพี เิ ดอรโ์ มไลซสิ บูลโลซา (epidermolysis bullosa)
5.4 กลมุ่ อาการบลมู (bloom’s syndrome)
5.5 โลหิตจางชนิดฟานโคนิ (fanconi’s anemia)
ชม. ทันตสาร ปที ่ี 40 ฉบบั ที่ 3 ก.ย.-ธ.ค. 2562 26 CM Dent J Vol. 40 No. 3 September-December 2019
ปาก พบว่าลักษณะทางคลินิกท่ีส่งผลมากต่อการเพิ่มโอกาส 16 ร่วมด้วยในรอยโรคเพ่ิมโอกาสการเปล่ียนเป็นมะเร็งช่อง
การเปลี่ยนเป็นมะเร็งของรอยโรคได้แก่ ขนาดของรอยโรค ปากได(้ 8,15) โดย Szarka และคณะในปี ค.ศ. 2009 ไดร้ ายงาน
ท่ีใหญ่กว่า 200 ตารางมิลลิเมตร(12,13) รอยโรคสีแดงที่ผิว ถึงโอกาสการพบเชื้อฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัสร่วมด้วยใน
ไม่เรยี บ(9,13-14) การระคายเคอื งเรือ้ รงั รวมถงึ รอยโรคที่พบ ความผดิ ปกตเิ สยี่ งมะเรง็ ชอ่ งปากและในมะเรง็ ชอ่ งปาก ไดแ้ ก่
บริเวณลิ้นและพื้นช่องปาก(14) ส�ำหรับลักษณะทางจุลพยาธิ ลวิ โคเพลเคยี มโี อกาสพบร้อยละ 40.9 ไลเคนแพลนัสชนิด
วิทยา (histopathology) ที่ส่งผลมากต่อการเพ่ิมโอกาส แผล มีโอกาสพบรอ้ ยละ 32.8 และสความัสเซลลค์ าร์ซิโนมา
การเปลี่ยนเป็นมะเร็งของรอยโรคได้แก่ การพบดิสเพลเชีย (squamous cell carcinoma) มีโอกาสพบรอ้ ยละ 47.7(16)
ของเซลล์เย่ือบุช่องปากระดับรุนแรง (severe epithelial ในการทบทวนวรรณกรรมนี้ จะรวบรวมและเรียบเรียง
dysplasia) นอกจากนั้นยังมีรายงานว่าการพบเชื้อฮิวแมน เน้ือหาเกี่ยวกับความผิดปกติเสี่ยงมะเร็งช่องปากในประเด็น
แพปพลิ โลมาไวรสั (human papilloma virus; HPV) ชนดิ ของลกั ษณะทางคลนิ กิ และการเปลย่ี นเปน็ มะเรง็ โดยจะกลา่ ว
ตารางท่ี 2 การวนิ จิ ฉยั แยกโรคของความผดิ ปกตเิ สีย่ งมะเร็งช่องปาก (ดัดแปลงจาก Regezi และคณะในปี ค.ศ. 2016)(4)
Table 2 Differential diagnosis of oral potentially malignant disorders (modified from Regezi et al, 2016)(4)
ความผิดปกตเิ ส่ียงมะเร็งชอ่ งปาก การวนิ ิจฉัยแยกโรค
ลิวโคเพลเคยี (leukoplakia) การติดเช้ือราแคนดิดาชนิดเย่ือเทียม (pseudomembranous candidiasis)
การกัดกระพุ้งแกม้ เรอื้ รงั (chronic cheek chewing)
อีริโทรเพลเคยี (erythroplakia) ไลเคนแพลนัส (lichen planus)
เย่ือบผุ ิวด้านเหตุการเสียดสี (frictional keratosis)
รอยโรคท่เี พดานในผูส้ บู บหุ ร่กี ลบั ด้าน (palatal lesions การติดเช้ือราแคนดดิ าชนิดฝ้าขาวเรื้อรงั (chronic hyperplastic candidiasis)
เลอื ดออกใตผ้ ิว (ecchymosis)
in reverse smoker) ปฏิกริ ยิ าการแพเ้ หตุสัมผัส (contact allergy)
ภาวะวิรูปของหลอดเลอื ด (vascular malformation)
ซบั มวิ คสั ไฟโบรซสิ ชอ่ งปาก (oral submucous fibrosis) ปากอักเสบเหตนุ โิ คตนิ (nicotinic stomatitis)
สความัสเซลล์คารซ์ ิโนมา (squamous cell carcinoma)
ไลเคนแพลนสั (lichen planus) ภาวะหนังแข็ง (scleroderma)
แผลไหม้ (mucosal burn)
ดิสคอยด์ลพู ัสอีรทิ มิ าโตซสั (discoid lupus เย่อื บุผวิ ด้านเหตุยาสบู (tobacco-associated keratosis)
รอยโรคไลเคนอยด์ (lichenoid lesions)
erythematosus) ดสิ คอยด์ลพู ัสอีริทิมาโตซสั (discoid lupus erythematosus)
ภาวะสเตม็ เซลล์ใหมต่ ้านร่างกายผู้ป่วย (graft-versus-host disease)
ริมฝีปากอกั เสบเหตุแสงแดด (actinic cheilitis) เพมฟกิ สั (pemphigus)
เพมฟกิ อยด์ (pemphigoid)
ไลเคนแพลนัส (lichen planus)
เพมฟกิ อยด์ (pemphigoid)
ปฏิกริ ยิ าการแพ้เหตสุ มั ผัส (contact allergy)
การตดิ เชอ้ื ราแคนดดิ าชนิดรอยแดง (erythematous candidiasis)
ลูพัสอีรทิ ิมาโตซัส (lupus erythematosus)
ไลเคนแพลนัส (lichen planus)
สความัสเซลล์คารซ์ โิ นมา (squamous cell carcinoma)
ชม. ทันตสาร ปที ี่ 40 ฉบบั ที่ 3 ก.ย.-ธ.ค. 2562 27 CM Dent J Vol. 40 No. 3 September-December 2019
ถงึ เฉพาะลวิ โคเพลเคีย อีรโิ ทรเพลเคีย รอยโรคทเี่ พดานในผู้ ลิวโคเพลเคียแบ่งตามลักษณะทางคลินิกออกเป็น 2
สูบบุหรก่ี ลับดา้ น ซบั มิวคสั ไฟโบรซสิ ช่องปาก ไลเคนแพลนสั ประเภท(8,9,18,19) ได้แก่
ดิสคอยดล์ ูพัสอรี ทิ มิ าโตซัสและรมิ ฝปี ากอักเสบเหตุแสงแดด 1) โฮโมจเี นียสลิวโคเพลเคยี (homogenous leuko-
plakia) พบเป็นรอยโรคสีขาวล้วน ท่ีมีผิวเรียบ อาจยกนูน
ลิวโคเพลเคยี ไดเ้ ลก็ นอ้ ย โดยมีพนื้ ผวิ และสที ีส่ ม�่ำเสมอ (รปู ที่ 1)
ในปี ค.ศ. 2007 องคก์ ารอนามยั โลกได้ใหค้ ำ� จำ� กดั ความ 2) นอนโฮโมจีเนียสลิวโคเพลเคีย (non-homoge-
ของลิวโคเพลเคยี วา่ เปน็ รอยโรคท่มี ลี กั ษณะเป็นแผ่นสขี าวที่ nous leukoplakia) ลวิ โคเพลเคยี ชนดิ นมี้ ลี กั ษณะทางคลนิ กิ
น่าสงสัยว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ซ่ึงได้ตัดโรคหรือ เปน็ รอยโรคสีขาวปนแดง ลักษณะไม่สม่ำ� เสมอ และอาจพบ
ความผิดปกติอื่นท่ีไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเป็นมะเร็งออก ลักษณะทางคลินิกไดห้ ลากหลายรปู แบบ (รูปที่ 2) ไดแ้ ก่
ไปแล้ว(8) 2.1) สเปกเคลิ ลวิ โคเพลเคยี (speckled leukoplakia)
ลิวโคเพลเคียน้ันมีความชุกของการเกิดท่ัวโลกอยู่ที่ คอื ลวิ โคเพลเคียทมี่ ีสขี าวปนแดงท่ไี มส่ ม่ำ� เสมอโดยทัว่ ไป
ประมาณร้อยละ 0.5-3(8,17) Mello และคณะในปี ค.ศ. 2.2) โนดลู ารล์ วิ โคเพลเคยี (nodular leukoplakia) คอื
2018(1) ไดร้ ายงานความชกุ ของการเกดิ ลวิ โคเพลเคยี ทว่ั โลก ลิวโคเพลเคียท่ีมีลักษณะเป็นตุ่มนูนกลมขนาดเล็ก ซ่ึงอาจมี
อยทู่ ร่ี อ้ ยละ 4.11 ลวิ โคเพลเคยี พบบอ่ ยทส่ี ดุ บรเิ วณเยอ่ื เมอื ก สขี าวหรอื สีแดงก็ได้
กระพุง้ แกม้ (buccal mucosa) และบริเวณส่วนทบของเยอื่ 2.3) แกรนลู ารล์ วิ โคเพลเคยี (granular leukoplakia)
เมือกกระพุ้งแก้ม (buccal vestibule) ลิวโคเพลเคียท่ีพบ คอื ลิวโคเพลเคียที่มลี กั ษณะพ้นื ผิวขรขุ ระ ไมเ่ รียบ
วา่ มกี ารเปลย่ี นเปน็ มะเรง็ มากทส่ี ดุ คอื รอยโรคลวิ โคเพลเคยี ที่ 2.4) เวอร์รูคัสลิวโคเพลเคีย (verrucous leukopla-
พบบรเิ วณดา้ นขา้ งลิน้ และบรเิ วณพ้ืนชอ่ งปาก (floor of the kia) คือลิวโคเพลเคียที่พ้ืนผิวของรอยโรค มีการหนาตัวข้ึน
ขนาดค่อนขา้ งใหญแ่ ละพ้ืนผวิ มคี วามขรขุ ระคล้ายลกู ฟกู
mouth)(14)
(A) (C)
(B) (D)
รูปท่ี 1 โฮโมจเี นียสลิวโคเพลเคยี บริเวณข้างและใตล้ ้ิน (A และ B) เย่อื เมอื กกระพุง้ แก้ม (C) และสนั เหงอื กวา่ ง (D)
Figure 1 Homogenous leukoplakia affecting the lateral and ventral tongue (A and B), buccal mucosa (C) and alveolar ridge (D)
ชม. ทนั ตสาร ปที ี่ 40 ฉบบั ที่ 3 ก.ย.-ธ.ค. 2562 28 CM Dent J Vol. 40 No. 3 September-December 2019
(B)
(A)
(C) (D)
รปู ที่ 2 นอนโฮโมจีเนียสลวิ โคเพลเคียบริเวณสันเหงือกว่าง (A) เยอ่ื เมอื กกระพ้งุ แก้ม (B) และเหงือก (C และ D)
Figure 2 Non-homogenous leukoplakia affecting the alveolar ridge (A), buccal mucosa (B) and gingiva (C and D)
จากการศึกษาของ Mello และคณะในปี ค.ศ. 2018(1) วนิ จิ ฉัยหลกั อยา่ งน้อย 3 ข้อ หรือตรงตามเกณฑว์ นิ ิจฉยั หลกั
พบความชกุ ของลวิ โคเพลเคยี ชนดิ โฮโมจเี นยี ส มากกวา่ ลวิ โค- อยา่ งนอ้ ย 2 ขอ้ รว่ มกบั เกณฑก์ ารวนิ จิ ฉยั รองอยา่ งนอ้ ย 2 ขอ้
เพลเคยี ชนดิ นอนโฮโมจเี นียส จงึ จะถอื วา่ รอยโรคนนั้ สามารถใหก้ ารวนิ จิ ฉยั เปน็ โพรลเิ ฟอเร-
มีการเสนอการวินิจฉัยรอยโรคโดยอ้างอิงตามระดับ ทีฟเวอรร์ ูคัสลิวโคเพลเคียได้
ความเชื่อมนั่ (Level of Certainty; C-factor) เปน็ ส�ำคัญ ลิวโคเพลเคียทุกประเภท มีโอกาสเปลี่ยนเป็นมะเร็ง
เพอื่ จะไดพ้ จิ ารณาถงึ ความนา่ จะเปน็ ของลวิ โคเพลเคยี ไดอ้ ยา่ ง โดยเฉล่ียร้อยละ 1-1.36(8,18) ยกเว้นโพรลิเฟอเรทีฟเวอร์
ชัดเจน โดย van der Waal ในปี ค.ศ. 2009 ไดแ้ บง่ ระดับ รคู ัสลิวโคเพลเคยี ซ่ึงมโี อกาสเปลีย่ นเป็นมะเร็งสงู ถงึ รอ้ ยละ
ความเชอื่ มนั่ ออกเป็น 4 ระดบั ดังแสดงในตารางที่ 3(19) 70-100(6) van der Waal ในปี ค.ศ. 2009(19) ไดท้ บทวน
นอกจากน้ี ยังมีลิวโคเพลเคียอีกชนิดหน่ึงท่ีมีลักษณะ วรรณกรรมและสรุปปัจจัยเสี่ยงในการเปล่ียนเป็นมะเร็งของ
ทางคลนิ กิ และมคี ณุ สมบตั ทิ จี่ ำ� เพาะกวา่ ลวิ โคเพลเคยี ชนดิ อนื่ ลิวโคเพลเคยี ไดแ้ ก่
ไดแ้ ก่ โพรลิเฟอเรทีฟเวอร์รูคัสลิวโคเพลเคีย (proliferative 1) ผปู้ ว่ ยเพศหญงิ
verrucous leukoplakia; PVL) ซงึ่ จัดอยูใ่ นลิวโคเพลเคยี 2) รอยโรคทเ่ี กิดมานาน
ชนดิ นอนโฮโมจเี นยี ส โดยลกั ษณะทางคลนิ กิ ทส่ี ำ� คญั คอื การ 3) ลิวโคเพลเคยี ชนิดนอนโฮโมจเี นียส
พบลวิ โคเพลเคยี ขนาดใหญ่ ลกั ษณะผวิ นนู ขรขุ ระคลา้ ยลกู ฟกู 4) รอยโรคเกดิ ข้ึนโดยไมท่ ราบสาเหตุ (idiopathic)
(verrucous) กระจายอยู่หลายต�ำแหน่งในช่องปาก เพิ่ม 5) รอยโรคบรเิ วณลนิ้ หรอื พ้ืนช่องปาก
จำ� นวนอยา่ งรวดเรว็ และรอยโรคมกั จะไมต่ อบสนองดตี อ่ การ 6) รอยโรคขนาดใหญ่กวา่ 200 ตารางมลิ ลิเมตร
รักษา (รูปที่ 3) Cerero-Lapiedra และคณะในปี ค.ศ. 2010 7) พบการตดิ เชอื้ ราแคนดดิ าอลั บแิ คนส์ (C. albicans)
ได้กล่าวถึงเกณฑ์การวินิจฉัยโพรลิเฟอเรทีฟเวอร์รูคัสลิวโค 8) พบดสิ เพลเชยี ของเยอ่ื บผุ วิ (epithelial dysplasia)
เพลเคยี ไวด้ งั แสดงในตารางท่ี 4(20) จากลกั ษณะทางจลุ พยาธวิ ทิ ยา
โดยการจะวินิจฉัยโรคโพรลิเฟอเรทีฟเวอร์รูคัสลิวโค-
เพลเคียนั้น จะต้องตรวจพบลักษณะท่ีตรงตามเกณฑ์การ
ชม. ทันตสาร ปีท่ี 40 ฉบับที่ 3 ก.ย.-ธ.ค. 2562 29 CM Dent J Vol. 40 No. 3 September-December 2019
ตารางท่ี 3 ระดับความเช่ือมัน่ ในการวินิจฉัยโรคลิวโคเพลเคยี (ดดั แปลงจาก van der Waal ปี ค.ศ. 2009)(19)
Table 3 Level of certainty for diagnosis of leukoplakia (modified from van der Waal, 2009)(19)
ระดับความเชื่อมั่น (C-factor) เกณฑก์ ารวนิ ิจฉยั
ระดับ C1
ระดับ C2 การวนิ ิจฉยั เบื้องตน้ ทางคลินิก (Provisional clinical diagnosis)
ลิวโคเพลเคยี ที่ให้การวินจิ ฉัยรอยโรคจากเพียงการดูและการคลำ� เทา่ นน้ั
ระดับ C3 การวนิ ิจฉยั ขนั้ สุดทา้ ยทางคลินกิ (Definitive clinical diagnosis)
ลวิ โคเพลเคยี ทใี่ หก้ ารวนิ จิ ฉยั รอยโรคหลงั จากการกำ� จดั ปจั จยั เฉพาะทอ่ี นื่ ๆ ออกไปเปน็ เวลา 2-4 สปั ดาห์
ระดบั C4 แล้วพบวา่ รอยโรคไมม่ ีการตอบสนองตอ่ การรักษา
การวินิจฉัยเบือ้ งต้นจากลกั ษณะทางจลุ พยาธวิ ิทยา (Provisional histopathological diagnosis)
ลิวโคเพลเคียท่ีให้การวินิจฉัยรอยโรคจากการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจลักษณะทางพยาธิวิทยาด้วยเทคนิคการ
ตดั ชน้ิ เน้อื ออกบางส่วน
การวนิ ิจฉัยขนั้ สดุ ท้ายจากลกั ษณะทางจลุ พยาธวิ ทิ ยา (Definitive histopathological diagnosis)
ลวิ โคเพลเคยี ทใี่ หก้ ารวนิ จิ ฉยั รอยโรคจากการตดั ชน้ิ เนอ้ื ไปตรวจลกั ษณะทางพยาธวิ ทิ ยาซำ้� อกี ครง้ั หลงั จาก
ตัดช้นิ เน้ือดว้ ยเทคนคิ การตดั ช้นิ เน้ือออกท้งั หมด
(A) (B) (C)
รูปที่ 3 โพรลิเฟอเรทีฟเวอรร์ คู ัสลิวโคเพลเคียหลายต�ำแหน่งในช่องปากบริเวณเยอ่ื เมือกกระพุ้งแกม้ (A, B) และเย่อื เมอื กริมฝีปากบน (C)
(อนเุ คราะหภ์ าพโดย ทพญ.ภัทรมน ธนทรัพยส์ นิ )
Figure 3 Proliferative verrucous leukoplakia affecting multiple sites including the buccal mucosa (A and B) and upper labial
mucosa (C) (Courtesy of Dr.Pattaramon Tanasabsin)
ตารางท่ี 4 เกณฑ์การวนิ จิ ฉัยโพรลิเฟอเรทีฟเวอร์รคู สั ลวิ โคเพลเคีย (ดัดแปลงจาก Cerero-Lapiedra และคณะในปี ค.ศ. 2010)(20)
Table 4 Diagnosis criteria of proliferative verrucous leukoplakia (modified from Cerero-Lapiedra et al, 2010)(20)
เกณฑ์การวินจิ ฉัยหลกั เกณฑก์ ารวินจิ ฉัยรอง
A : รอยโรคมากกวา่ 2 ต�ำแหนง่ ในชอ่ งปาก A : รอยโรคมีขนาดโดยรวมมากกว่า 3 ตารางเซนติเมตร
B : ลกั ษณะรอยโรคผิวขรุขระคลา้ ยลกู ฟูก B : รอยโรคในผ้ปู ว่ ยเพศหญงิ
C : รอยโรคมกี ารขยายขนาดเม่ือได้เฝ้าตดิ ตาม C : รอยโรคในผู้ปว่ ยทไ่ี ม่มปี ระวตั สิ บู บหุ รี่
D : การกลับมาเปน็ ซ้ำ� ของรอยโรคในตำ� แหน่งเดมิ ภายหลังให้การรักษา D : มปี ระวตั ิเป็นรอยโรคมานานกวา่ 5 ปี
E : ลกั ษณะทางจลุ พยาธวิ ิทยาพบการหนาตวั ของชั้นเยือ่ บุผวิ (hyperkeratosis)
หรอื ดิสเพลเชยี ของเซลล์เยอ่ื บุผิว (epithelial dysplasia) หรอื มะเร็งทมี่ ีลกั ษณะ
คล้ายหดู (verrucous carcinoma) หรอื คารซ์ โิ นมาอนิ ซติ ู (carcinoma in situ)
หรือสความสั เซลลค์ าร์ซโิ นมา
ชม. ทันตสาร ปที ่ี 40 ฉบับท่ี 3 ก.ย.-ธ.ค. 2562 30 CM Dent J Vol. 40 No. 3 September-December 2019
นอกจากนน้ั การศึกษาของ Narayan และคณะ ในปี อีริโทรเพลเคียมักพบเป็นรอยโรคเด่ียวๆ บริเวณใดก็ได้ใน
ค.ศ. 2016(21) ยังพบว่า ลิวโคเพลเคียท่ีมีโอกาสเปล่ยี นเปน็ ชอ่ งปาก โดยพบเปน็ รอยโรคสแี ดง ผวิ เรียบ ขอบเขตชดั เจน
มะเร็งได้สูงไดแ้ ก่ โดยสามารถพบขอบของรอยโรคอยู่ต�่ำกว่าเนื้อเยื่อบริเวณ
1) รอยโรคสขี าวปนแดง ข้างเคียงได้เลก็ นอ้ ย (รปู ที่ 4) ซงึ่ อาจเป็นผลมาจากการท่รี อย
2) รอยโรคบรเิ วณลิ้น เหงอื ก และพนื้ ชอ่ งปาก ท่ีเกิด โรคมีการลอกถลอกออกไปของชั้นเย่ือบุผิว (erosion)(22)
ในผู้ป่วยสูบบุหร่ี โดยอาจมีลักษณะทางจุลพยาธิวิทยาเป็น ต�ำแหน่งที่เกิดอีริโทรเพลเคียมากที่สุดคือ เยื่อเมือกกระพุ้ง
ดิสเพลเชียของเซลล์เยื่อบชุ อ่ งปากร่วมด้วยหรอื ไมก่ ็ได้ แก้ม และพบวา่ 2 ใน 3 ของผปู้ ว่ ยท่ีตรวจพบอรี ิโทรเพลเคยี
3) ผู้ป่วยเพศหญิงที่ไม่มีประวัติปัจจัยเส่ียงอ่ืนๆ ท่ี ในชอ่ งปากนนั้ จะตรวจพบรอยโรคทมี่ โี อกาสเปลยี่ นเปน็ มะเรง็
ชัดเจน ท่ีมีลักษณะทางจุลพยาธิวิทยาเป็นดิสเพลเชียของ อ่นื ๆ รว่ มด้วยในชอ่ งปาก(23)
เซลลเ์ ย่อื บุช่องปากรว่ มด้วย อีริโทรเพลเคียเป็นรอยโรคที่มีโอกาสเปล่ียนเป็นมะเร็ง
4) รอยโรคเป็นตุ่มนูนหรือลักษณะคล้ายลูกฟูกที่เกิด มากท่ีสุดในบรรดาความผิดปกติเส่ียงมะเร็งท้ังหมด(8,10,18)
ในผู้ปว่ ยสูบบุหร่ี โดยเมอ่ื ตรวจเพม่ิ เติม อาจพบทางลักษณะ โดยมีโอกาสการเปล่ียนเป็นมะเร็งอยู่ท่ีประมาณร้อยละ
ทางจลุ พยาธวิ ทิ ยาเปน็ ดสิ เพลเชยี ของเซลลเ์ ยอ่ื บชุ อ่ งปากรว่ ม 14-50(24,25) แต่ในบางการศึกษามีรายงานว่ามีโอกาสสูง
ดว้ ยหรอื ไม่กไ็ ด้ ถึงร้อยละ 90(9) นอกจากน้ันยังมีการศึกษาท่ีรายงานว่า
Warnakulasuriya และ Ariyawardana ในปี ค.ศ.2016 ประมาณร้อยละ 40 ของผู้ป่วยท่ีได้รับการวินิจฉัยโรคทาง
ไดท้ ำ� สรปุ การศกึ ษาการเปลยี่ นเปน็ มะเรง็ ของลวิ โคเพลเคยี ใน คลินิกว่าเป็นอีริโทรเพลเคีย จะพบลักษณะทางจุลพยาธิ
แต่ละการศึกษาไว้ โดยรวบรวมข้อมูลในประเด็นชนิดของ วิทยาเป็นดิสเพลเชียชนิดรุนแรงมาก (severe dysplasia)
ลิวโคเพลเคยี ต�ำแหนง่ ท่ีเกดิ และอตั ราการเปลย่ี นเป็นมะเร็ง หรือ คาร์ซิโนมาอินซิตู (carcinoma in-situ)(9)
ดังแสดงในตารางท่ี 5(13) Reichart และ Philipsen ในปี ค.ศ. 2005 ได้สรปุ
อัตราการเปลี่ยนเป็นมะเร็งของอีริโทรเพลเคียจากการศึกษา
อรี โิ ทรเพลเคยี ต่างๆ ไว้ ดงั ตารางที่ 6(25)
องคก์ ารอนามยั โลก ปี ค.ศ.1997 ได้ใหค้ ำ� จำ� กดั ความของ
อีรโิ ทรเพลเคียวา่ เป็นรอยโรคทม่ี ีลกั ษณะเป็นปน้ื สีแดงเพลงิ รอยโรคที่เพดานในผสู้ ูบบหุ รก่ี ลบั ดา้ น
ท่ีไม่สามารถให้การวินิจฉัยโรคทางคลินิกและทางพยาธิวิทยา รอยโรคทเี่ พดานในผสู้ บู บหุ รก่ี ลบั ดา้ นมกั พบในประชากร
ว่าเป็นโรคอ่ืนได(้ 8) และยังไม่มีแนวคิดเปลี่ยนแปลงค�ำนิยาม แถบทวปี เอเชยี ใต้ โดยเฉพาะประเทศอินเดยี มีลกั ษณะทาง
ดังกล่าวในปัจจุบัน อีริโทรเพลเคียเป็นรอยโรคที่พบได้น้อย คลินิกเป็นรอยโรคสีขาวปนแดงบริเวณเพดาน อันมีสาเหตุ
โดยมคี วามชกุ ทว่ั โลกนอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ1(9) ในแถบทวปี เอเชยี ใต้ มาจากการระคายเคืองของต่อมน�้ำลายขนาดเล็ก (minor
และเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตพ้ บอยทู่ รี่ อ้ ยละ 0.02 ถงึ 0.83(18) salivary gland) การให้การวินิจฉัยรอยโรคนี้ท�ำได้ไม่ยาก
(A) (B) (C)
รูปที่ 4 อีรโิ ทรเพลเคียบรเิ วณสันเหงอื กวา่ งดา้ นบน (A) และอรี ิโทรลวิ โคเพลเคียบริเวณดา้ นขา้ งล้ิน (B และ C)
Figure 4 Erythroplakia at the upper alveolar ridge (A) and erythroleukoplakia at the lateral surface of the tongue (B and C)
ชม. ทันตสาร ปที ี่ 40 ฉบับที่ 3 ก.ย.-ธ.ค. 2562 31 CM Dent J Vol. 40 No. 3 September-December 2019
ตารางที่ 5 การศกึ ษาการเปลย่ี นเป็นมะเรง็ ของลวิ โคเพลเคยี (ดดั แปลงจาก Warnakulasuriya และ Ariyawardana ในปี ค.ศ. 2016)(13)
Table 5 Studies of malignant transformation of leukoplakia (modified from Warnakulasuriya and Ariyawardana, 2016)(13)
ระยะเวลา อัตราการ อตั ราการเปลยี่ นเป็นมะเรง็ ตามตำ� แหน่ง
ตดิ ตาม เปลี่ยนเปน็
การศกึ ษา จ�ำนวน ผลเฉล่ีย มะเร็งโดยรวม จำ� นวนตวั อยา่ ง จำ� นวนท่เี ปล่ยี น อัตราการเปลยี่ นเป็นมะเร็ง
ตวั อยา่ ง (ร้อยละ) ตามตำ� แหน่ง เปน็ มะเร็ง ตามชนิดของรอยโรค (ร้อยละ)
(คน) (ป)ี (รอ้ ยละ)
(ร้อยละ)
Pindborg, et al. 214 3.7 3.73 ล้นิ (ไม่มขี อ้ มลู ) 2 (ไม่มขี อ้ มลู ) ไมม่ ีขอ้ มลู
(1968) เย่ือเมอื กกระพงุ้ แกม้ 5 (ไม่มีข้อมลู ) ไมม่ ีข้อมลู
13 (ไมม่ ีขอ้ มลู )
Gangadharan and 1411 ไม่มขี ้อมลู 4.5 (ไมม่ ีข้อมลู ) 30 (ไมม่ ขี ้อมูล)
Paymaster (1971) ล้นิ (ไมม่ ีขอ้ มูล)
Silverman, et al. 4762 2 0.13 เย่ือเมอื กกระพ้งุ แกม้ 2 (ไมม่ ขี อ้ มูล) ไมม่ ีข้อมูล
(1976) (ไมม่ ีขอ้ มลู ) 3 (ไมม่ ขี อ้ มูล)
มุมปาก
Banoczy (1977) 670 9.8 5.97 (ไม่มีขอ้ มลู ) 3 (1.2) - ชนิดโฮโมจีเนยี ส 0/371 (0)
15 (27.3) - ชนิดนอนโฮโมจเี นยี ส 40/299 (13.4)
เย่ือเมอื กกระพงุ้ แกม้
(ไม่มีขอ้ มลู ) 5 (2.9)
Lind (1987) 157 9.3 8.91 มุมปาก (251) 4 (ไมม่ ขี ้อมูล) - ชนิดโฮโมจเี นียส 1/35 (2.8)
6 (ไมม่ ขี ้อมูล) - ชนดิ นอนโฮโมจีเนยี ส 13/97 (13.4)
ลิ้น (55)
เยื่อเมอื กกระพุง้ แก้ม
(170)
ลน้ิ (ไมม่ ขี ้อมูล)
เยื่อเมอื กกระพุง้ แก้ม
(ไมม่ ขี ้อมูล)
มุมปาก (6) 0 (0)
ลน้ิ (10)
Hogewind, et al. 46 2.5 6.52 เยอ่ื เมอื ก 3 (30) - ชนิดโฮโมจีเนียส 1/11 (9.1)
(1989) กระพุ้งแกม้ (12) - ชนดิ นอนโฮโมจเี นียส 2/22 (9.1)
ล้นิ (69)
เย่อื เมอื ก 0 (0)
กระพ้งุ แก้ม (68)
Arduino, et al. 207 4.5 7.24 9 (13) - ชนดิ โฮโมจีเนยี ส 3/73 (4.1)
(2009) ไมม่ ีขอ้ มลู 3 (4.4) - ชนดิ นอนโฮโมจีเนยี ส 12/144 (8.3)
9.04 6.9
Warnakulasuriya, 335 5.1 17.8 ลนิ้ (121) ไม่มีขอ้ มูล ไมม่ ีขอ้ มลู
et al. (2011) 320 38 (31.4) - ชนดิ โฮโมจเี นียส 19/301 (6.3)
- ชนิดนอนโฮโมจเี นยี ส 11/52 (21.1)
Liu, et al. (2012)
เน่ืองจากผู้ป่วยมีประวัติและลักษณะทางคลินิกท่ีชัดเจน(8) ในสว่ นของการเปลยี่ นเปน็ มะเรง็ ชอ่ งปากนน้ั มกี ารศกึ ษา
ลักษณะทางคลินิกท่ีพบนั้นมีหลากหลาย(26) ได้แก่ การพบ จ�ำนวนนอ้ ย แต่อย่างไรกต็ าม Ramesh และคณะ ในปี ค.ศ.
สีของเน้ือเย่อื ทีเ่ ข้มขนึ้ หรอื ออ่ นลงบรเิ วณเพดาน การพบการ 2014 รายงานการเปล่ียนเป็นมะเร็งของผู้ป่วยในประเทศ
บวมข้ึนบริเวณเพดาน การพบรอยแผลบริเวณเพดาน และ อนิ เดียจำ� นวน 3 รายจาก 77 ราย ซงึ่ คิดเป็นร้อยละ 3.9(27)
การพบลวิ โคเพลเคยี บรเิ วณเพดาน โดยลกั ษณะทางคลินกิ ท่ี ขณะทก่ี ารศกึ ษาของ Reddy ในปี ค.ศ. 1974 รายงานวา่ การ
พบบ่อยท่สี ดุ คอื การพบสีของเนอื้ เยื่อท่เี ขม้ ข้นึ บรเิ วณเพดาน พบลักษณะทางคลินิกเป็นรอยแผลบริเวณเพดานอันเนื่องมา
ชม. ทันตสาร ปที ่ี 40 ฉบบั ท่ี 3 ก.ย.-ธ.ค. 2562 32 CM Dent J Vol. 40 No. 3 September-December 2019
ตารางท่ี 6 การศกึ ษาการเปลยี่ นเปน็ มะเร็งของอรี โิ ทรเพลเคีย (ดัดแปลงจาก Reichart และ Philipsen ในปี ค.ศ. 2005)(25)
Table 6 Studies of malignant transformation of erythroplakia (modified from Reichart and Philipsen, 2005)(25)
การศกึ ษา ประเทศ จ�ำนวนท่พี บการเปลยี่ นเปน็ มะเรง็ (คน) อัตราการเปลย่ี นเปน็ มะเร็ง (ร้อยละ)
สหรฐั อเมริกา 16 18.8
Mincer, et al. (1972) 23 21.8
Banoczy and Csiba (1976) ฮังการี 22 36
สหรัฐอเมริกา 12 50
Silverman, et al. (1984) 14 35.7
Amagasa, et al. (1985) ญี่ปุ่น 32 15.6
Vedtofte, et al. (1987) เดนมารก์ 7 14.3
Bouqout, et al. (1988) สหรัฐอเมรกิ า
Lumerman, et al. (1995) สหรัฐอเมรกิ า
จากการสูบบุหรี่กลับด้านนั้น ท�ำให้ความเส่ียงของการเกิด นั้นมีความไวต่อสารก่อมะเร็ง (carcinogen) มากขึ้น(19)
มะเรง็ ช่องปากบรเิ วณเพดานนนั้ เพม่ิ ขึ้นถงึ 47 เทา่ (28) โดยการศึกษาในประเทศอินเดียของ Hazarey และคณะ ใน
ปี ค.ศ. 2007(33) รายงานโอกาสการเปลยี่ นเปน็ มะเรง็ สงู ทส่ี ดุ
ซับมิวคัสไฟโบรซิสชอ่ งปาก อยทู่ ร่ี อ้ ยละ 7.6 สำ� หรบั ในประเทศไตห้ วนั Wang และคณะใน
ซับมิวคสั ไฟโบรซิสชอ่ งปาก เปน็ รอยโรคทพ่ี บไดเ้ ฉพาะ ปี ค.ศ. 2014(34) รายงานว่าโอกาสการเปล่ยี นเป็นมะเรง็ ของ
ในแถบทวปี เอเชยี โดยเฉพาะในประเทศอินเดยี ไต้หวนั และ ซับมวิ คสั ไฟโบรซิสช่องปากอยูท่ ร่ี ้อยละ 1.9 และมเี วลาเฉล่ีย
พมา่ เนอ่ื งจากปจั จยั หลกั ของการเกดิ รอยโรคนค้ี อื พฤตกิ รรม ในการเปลีย่ นเปน็ มะเร็งอยูท่ ี่ 52.3 เดอื น
การเคีย้ วหมาก (betel quid chewing) มีการศึกษารายงาน
ถงึ ความชกุ ของซบั มวิ คสั ไฟโบรซสิ ชอ่ งปากในประเทศอนิ เดยี ไลเคนแพลนสั ชอ่ งปาก
อยทู่ ปี่ ระมาณรอ้ ยละ 10.9(29) และรอ้ ยละ 17.6(30) ในประเทศ ไลเคนแพลนัสช่องปาก เป็นรอยโรคท่ีเกิดจากความ
ไตห้ วนั ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันชนิดควบคุมโดยทีเซลล์
ลักษณะทางคลินิกของซับมิวคัสไฟโบรซิสช่องปาก ใน (t cell-mediated immunity) ส่งผลให้เกิดการสะสม
ระยะแรกผู้ป่วยมักมีอาการแสบร้อน เวลารับประทานอาหาร ของเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (lymphocyte) ที่
รสจัด(31) รว่ มกบั พบตุม่ น้ำ� หรอื จุดเลอื ดออก และมักพบเยอื่ บริเวณใต้ต่อชั้นเยื่อฐาน (basement membrane) ของ
เมือกขาวซีด (blanching) เมื่อเวลาผ่านไปเนื้อเย่ือบริเวณ บริเวณเย่ือที่เป็นรอยโรค(31) ไลเคนแพลนัสช่องปากมี
นั้นจะเกิดพังผืด (fibrosis) ข้างใต้ มีลักษณะคล�ำแข็ง ซึ่ง ความชุกประมาณร้อยละ 0.5-2(35-37) โดยมีโอกาสพบ
จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการอ้าปากได้น้อยลง (รูปที่ 5) หาก ไลเคนแพลนัสผิวหนังร่วมด้วยในผู้ป่วยท่ีพบไลเคนแพลนัส
ปล่อยไว้โดยไม่ได้รักษาจะท�ำให้รอยโรคมีการขยายขอบเขต ชอ่ งปากประมาณร้อยละ 15(36) มักพบรอยโรคในผู้ป่วยเพศ
ไปบริเวณเพดานอ่อน (soft palate) คอหอย (pharynx) หญิงทีม่ อี ายุอยู่ในชว่ ง 30-70 ปี ลักษณะทางคลินกิ ทส่ี �ำคญั
หรือหลอดอาหารส่วนบน (upper esophagus) ได้ และจะ ได้แก่ การพบลักษณะร่างแหหยาบสีขาวเรียกว่า ร่างแหวิก
ทำ� ใหผ้ ปู้ ว่ ยมกี ารกลนื ลำ� บาก (dysphagia) และพดู ลำ� บาก(32) แฮม (Wickham’s striae)(9,17,31) ดังแสดงในรูปท่ี 6
ซับมิวคัสไฟโบรซิสช่องปากมีโอกาสเปล่ียนเป็นมะเร็ง ไลเคนแพลนัสสามารถพบได้ท้ังในชอ่ งปาก และผิวหนัง
เนื่องจากการศึกษาลักษณะทางจุลพยาธิวิทยาของรอยโรค โดยรอยโรคบริเวณผวิ หนงั มักพบบริเวณหนังศีรษะ ผม เลบ็
พบว่า พังผืดที่เกิดขึ้นบริเวณช้ันลามินาโพรเพรีย (lamina ข้อพับ และข้อมือ ไลเคนแพลนัสช่องปากน้ันมีลักษณะทาง
propria) สง่ ผลใหเ้ กดิ การตงึ ของเนอ้ื เยอ่ื ชอ่ งปาก รวมถงึ กอ่ คลนิ กิ ทต่ี รวจพบได้ 5 ชนดิ ไดแ้ ก่ ชนดิ รา่ งแห (reticular) ตมุ่
ใหเ้ กดิ การฝอ่ ลบี ของชนั้ เยอ่ื ผผุ วิ ชอ่ งปาก ทำ� ใหเ้ นอื้ เยอ่ื บรเิ วณ ตัน (papular) ปื้นขาว (plaque-like) ฝ่อลบี (atrophic)
ชม. ทนั ตสาร ปที ี่ 40 ฉบับท่ี 3 ก.ย.-ธ.ค. 2562 33 CM Dent J Vol. 40 No. 3 September-December 2019
(B)
(A)
(C) (D)
รูปที่ 5 ลกั ษณะขาวซดี บรเิ วณเยอื่ เมือกกระพุ้งแกม้ ทง้ั สองข้าง (Aและ B) และเพดาน (C) ในผูป้ ่วยซบั มิวคัสไฟโบรซสิ ผูป้ ว่ ยรายนีม้ อี าการ
อา้ ปากไดน้ ้อยลงร่วมด้วย (D)
Figure 5 Blanching of the bilateral buccal mucosa (A and B) and palate (C) in a patient with oral submucous fibrosis. The patient
also has limited mouth opening (D)
และแผล (ulcerative)(37) ดงั แสดงในรูปที่ 7 โดยมกั พบรอย เติมจากเกณฑ์การวินิจฉัยรอยโรคไลเคนแพลนัสและรอย
โรคท้ังสองข้างอย่างสมมาตรกัน (bilateral distribution) โรคไลเคนอยดช์ อ่ งปากขององคก์ ารอนามัยโลก (modified
และพบมากที่สุดบริเวณเยื่อเมือกกระพุ้งแก้ม แต่อาจจะพบ
รอยโรคบริเวณอ่ืนได้ เช่น บริเวณเหงือก และลิ้น เป็นต้น WHO diagnostic criteria for oral lichen planus and
โดยรอยโรคบริเวณเหงือกสามารถแสดงลักษณะทางคลินิก
เป็นเหงือกอักเสบหลุดลอก (desquamative gingivitis) oral lichenoid lesions) ดังแสดงในตารางท่ี 8(39)
เป็นต้น ทั้งนี้ผู้ป่วยที่พบเป็นไลเคนแพลนัสอาจจะมีอาการ
แสดงอ่ืนร่วมด้วย เช่น อาการแสบหรือความรู้สึกไม่สบาย รูปท่ี 6 รา่ งแหวิกแฮมในผู้ป่วยไลเคนแพลนัส
บริเวณเน้ือเย่ือในช่องปากท่ีเป็นรอยโรค โดยที่อาการแสดง
จะรุนแรงมากข้ึนเม่ือผู้ป่วยทานอาหารรสจัดหรืออาหารท่ีมี Figure 6 Wickham’s striae in a patient with lichen planus
อุณหภมู สิ งู (32)
ไลเคนแพลนัสช่องปากสามารถให้คะแนนลักษณะทาง
คลนิ ิกได้ตามระบบของ Thongprasom และคณะในปี ค.ศ.
1992 ดงั แสดงในตารางที่ 7(38)
ในส่วนของการวินิจฉัยไลเคนแพลนัส van der Meij
และ van der Waal ในปี ค.ศ. 2003 ได้เสนอเกณฑ์การ
วินิจฉัยโรคไลเคนแพลนัสช่องปาก โดยดัดแปลงและเพ่ิม
ชม. ทนั ตสาร ปที ี่ 40 ฉบับที่ 3 ก.ย.-ธ.ค. 2562 34 CM Dent J Vol. 40 No. 3 September-December 2019
(C)
(A) (B)
(D) (E) (F)
รูปท่ี 7 ไลเคนแพลนัสทั้งหา้ ชนดิ ประกอบดว้ ย ไลเคนแพลนสั ชนดิ รา่ งแห (A) ตมุ่ ตนั (B) ป้ืนขาว (C) ฝ่อลีบ (D) และแผล (E และ F)
Figure 7 Five types of lichen planus including reticular (A), papular (B), plaque-type (C), atrophic (D) and ulcerative lichen
planus (E and F)
ตารางที่ 7 ระบบการใหค้ ะแนนลักษณะทางคลินิกของไลเคนแพลนสั ช่องปาก (ดดั แปลงจาก Thongprasom และคณะในปี ค.ศ. 1992)(38)
Table 7 Clinical scoring system for oral lichen planus (modified from Thongprasom, et al. 1992)(38)
ระดบั ความรุนแรง ลักษณะทางคลินกิ
คะแนน 0 เย่อื เมอื กช่องปากปกติ ไม่พบรอยโรค
คะแนน 1 พบร่างแหสขี าวเล็กน้อย โดยไม่พบพื้นผวิ สแี ดงปน
คะแนน 2 พบรา่ งแหสีขาวชัดเจน ร่วมกบั การฝ่อลบี ของเน้อื เย่อื ขนาดไม่เกนิ 1 ตารางเซนตเิ มตร
คะแนน 3 พบร่างแหสีขาวชดั เจน ร่วมกับการฝ่อลีบของเน้ือเยอ่ื ขนาดเกิน 1 ตารางเซนตเิ มตร
คะแนน 4 พบร่างแหสขี าวชดั เจน รว่ มกบั แผลบนเน้ือเยื่อขนาดไมเ่ กิน 1 ตารางเซนติเมตร
คะแนน 5 พบรา่ งแหสีขาวชดั เจน ร่วมกับแผลบนเนื้อเย่ือขนาดเกนิ 1 ตารางเซนติเมตร
ตารางที่ 8 เกณฑ์การวนิ จิ ฉัยโรคไลเคนแพลนัสชอ่ งปาก (ดัดแปลงจาก van der Meij และ van der Waal ในปี ค.ศ. 2003)(39)
Table 8 Diagnosis criteria for oral lichen planus (modified from van der Meij and van der Waal, 2003)(39)
ลกั ษณะทางคลนิ ิก เกณฑก์ ารวนิ ิจฉยั
ลกั ษณะทางจุลพยาธิวทิ ยา รอยโรคปรากฏสองข้างในช่องปาก โดยอาจสมมาตรกันหรอื ไมก่ ็ได้
รอยโรคลกั ษณะเป็นรา่ งแหสีขาวหรอื เทา อาจยกนนู เล็กน้อย
รอยโรคลกั ษณะทเี่ ปน็ แผล ฝ่อลบี ตมุ่ นำ้� และปน้ื ขาว จะวินจิ ฉยั โรคเปน็ ไลเคนแพลนสั ไดต้ อ้ งปรากฏลกั ษณะ
ลายเสน้ รา่ งแหสขี าวท่บี ริเวณเดียวกนั หรอื บรเิ วณอืน่ ในชอ่ งปากรว่ มดว้ ย
พบการสะสมของเซลล์ในลักษณะเป็นแถบขอบเขตชัดเจนบริเวณรอยต่อของเน้ือเย่ือเกี่ยวพันกับช้ันเย่ือบุผิว
โดยเซลล์สว่ นมากเปน็ ลิมโฟไซต์
พบลักษณะการสลายตัวของเบซลั เซลลแ์ บบกลายเป็นของเหลว (liquefaction degeneration)
ไม่พบการดสิ เพลเชียของเซลล์เยือ่ บุผวิ
หากลักษณะทางจุลพยาธิวิทยาปรากฏลักษณะดังกล่าวแต่ไม่ชัดเจน ให้ใช้ค�ำนิยามลักษณะที่พบว่า “มีความ
สอดคลอ้ งกบั ไลเคนแพลนัส”
ชม. ทันตสาร ปที ี่ 40 ฉบับท่ี 3 ก.ย.-ธ.ค. 2562 35 CM Dent J Vol. 40 No. 3 September-December 2019
ส�ำหรับโอกาสการเปลี่ยนเป็นมะเร็งช่องปากของไลเคน กับไลเคนแพลนัส(14,48) ถึงแม้ว่าจะไม่ได้จัดอยู่ในความผิด
แพลนัสนั้น พบว่ามีรายงานค่อนข้างต�่ำ เฉลี่ยอยู่ท่ีต่�ำกว่า ปกตเิ สย่ี งมะเรง็ กต็ าม แตม่ รี ายงานการเปลย่ี นเปน็ มะเรง็ ชอ่ ง
รอ้ ยละ 1(8,17,19) โดยชนดิ ทมี่ รี ายงานโอกาสเปลย่ี นเปน็ มะเรง็ ปากเชน่ กนั (14,49,50) โดยปจั จยั ทส่ี ง่ เสรมิ การเปลย่ี นเปน็ มะเรง็
มากที่สุดได้แก่ ไลเคนแพลนัสชนิดแผล โดยมีโอกาสการ ของรอยโรคดังกล่าวคือ การท่ีรอยโรคเป็นมานาน การพบ
เปลย่ี นเปน็ มะเรง็ อยทู่ รี่ อ้ ยละ 0.4-3.7 ในขณะทไี่ ลเคนแพลนสั ภาวะการอกั เสบและรอยแผลเปน็ บรเิ วณรอยโรครว่ มดว้ ย และ
ชนิดอื่นมีการรายงานการเปลี่ยนเป็นมะเร็งน้อยมาก ซ่ึงใน การใช้ยาทางระบบบางชนิดร่วมด้วย ได้แก่ สเตียรอยด์ทาง
การเสนอการจ�ำแนกความผิดปกติเสี่ยงมะเร็งช่องปากแบบ ระบบ (systemic steroid) อะซาไทโอพรนี (azathioprine)
ใหม่ โดย George และคณะในปี ค.ศ. 2011(9) ไดร้ ะบุเฉพาะ และไซโคลสปอรนิ (cyclosporin)(49,50)
ไลเคนแพลนัสชนิดแผลเป็นหนึ่งในความผิดปกติเสี่ยงมะเร็ง
ช่องปาก ต�ำแหนง่ ท่ีมกั พบการเปล่ียนเป็นมะเร็งชอ่ งปากของ ดิสคอยด์ลพู สั อีรทิ มิ าโตซัส
ไลเคนแพลนัสมากท่ีสุดคือบริเวณลิ้น(9,35) การศึกษาของ ลพู สั อรี ทิ มิ าโตซสั เปน็ ภาวะทเี่ กดิ จากการตอบสนองทไี่ ว
Bombeccari และคณะในปี ค.ศ. 2011(35) รายงานอัตรา เกินปกติของระบบภูมิคุ้มกันโดยหาสาเหตุไม่ได้ ผู้ป่วยภาวะ
การเปลย่ี นเปน็ มะเรง็ ตอ่ ปขี องไลเคนแพลนสั อยทู่ ร่ี อ้ ยละ 0.36 นี้มักพบความผิดปกติของการสร้างคอลลาเจน (collagen)
โดยมรี ะยะเวลาเฉลยี่ ในการเปลยี่ นไปเปน็ มะเรง็ ที่ 81.7 เดอื น หลอดเลอื ด และเนอ้ื เย่ือเกีย่ วพัน (connective tissue)(32)
ซงึ่ มผี ลการศกึ ษาทค่ี อ่ นขา้ งสอดคลอ้ งกบั การศกึ ษาของ Hol- ลูพสั อรี ทิ ิมาโตซสั แบ่งออกเป็นสองชนิด ได้แก่ ลพู สั อีรทิ ิมา
mstrup และคณะในปี ค.ศ. 1988(40) รวมถึงการศึกษา โตซัสทางระบบ (systemic lupus erythematosus; SLE)
ของ Silverman และคณะในปี ค.ศ. 1991(41) ที่รายงาน ซ่ึงมักพบความผิดปกติของอวัยวะอ่ืนๆ ทางระบบร่วมด้วย
โอกาสการเปลย่ี นเปน็ มะเรง็ ตอ่ ปอี ยทู่ รี่ อ้ ยละ 0.31 และรอ้ ยละ เชน่ ความผิดปกตขิ องไต เสน้ ประสาท เม็ดเลือด ขอ้ อกั เสบ
0.22 ตามลำ� ดับ ทัง้ นีโ้ อกาสการเปลีย่ นเป็นมะเร็งของไลเคน เป็นต้น และดิสคอยด์ลูพัสอีริทิมาโตซัส ซึ่งมักพบความผิด
แพลนัสนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านพฤติกรรมของผู้ป่วย ได้แก่ ปกตบิ รเิ วณผวิ หนงั และเยอ่ื เมอื กของผปู้ ว่ ยรว่ มดว้ ย(51) ความ
การสบู บหุ ร่ี การดม่ื เครอื่ งดม่ื แอลกอฮอล์ และการตดิ เชอ้ื ไวรสั ชกุ ของการเกิดดิสคอยด์ลพู สั อรี ทิ มิ าโตซัสนนั้ อยทู่ ี่ประมาณ
ตับอกั เสบชนิดซี (hepatitis C virus)(42) โดยการพบปัจจัย ประชากร 5 คนตอ่ 10,000 คน และมกั พบรอยโรคในผู้ปว่ ย
เหล่านี้ร่วมด้วยในผู้ป่วยจะส่งเสริมโอกาสการเปลี่ยนเป็น เพศหญงิ มากกวา่ เพศชาย(52) โดยมกั พบรอยโรคในผูป้ ่วยวัย
มะเรง็ ของไลเคนแพลนสั ใหม้ ากขนึ้ โดยเฉพาะไลเคนแพลนสั กลางคน และมักพบท่บี ริเวณผวิ หนงั มากกว่าภายในชอ่ งปาก
ชนิดแผล นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่รายงานถึงการติดเช้ือ โดยมรี ายงานวา่ มผี ปู้ ว่ ยดสิ คอยดล์ พู สั รทิ มิ าโตซสั เพยี งรอ้ ยละ
ฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัส ว่าอาจเป็นหน่ึงในปัจจัยเสี่ยงต่อ 20 เทา่ นั้นทพี่ บรอยโรคในช่องปากร่วมดว้ ย(17,51)
การเปลี่ยนเป็นมะเร็งของไลเคนแพลนัสได้ โดยเฉพาะเช้ือ ลักษณะทางคลินิกของดิสคอยด์ลูพัสอีริทิมาโตซัสมี
ฮวิ แมนแพปพลิ โลมาไวรัส ชนดิ 16 และ 18(43-45) นอกจากน้ี ความคล้ายคลึงกับไลเคนแพลนสั และอีรโิ ทรเพลเคยี ทำ� ให้
ยงั พบวา่ การตดิ เชอื้ เอชไอวี (HIV infection) การตดิ เชอ้ื รา การวินิจฉัยแยกโรคระหว่างรอยโรคที่กล่าวมาจากการตรวจ
แคนดดิ ารว่ มดว้ ยในรอยโรค และไลเคนแพลนสั ทเี่ กดิ ตำ� แหนง่ ทางคลินิกท�ำได้ค่อนข้างยาก(8) โดยลักษณะทางคลินิกท่ี
ลิ้น ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเปล่ียนเป็นมะเร็งของไลเคน พบในดิสคอยด์ลูพัสอีริทิมาโตซัสคือ พบเป็นรอยโรควงสี
แพลนัสเช่นกนั (15,46) แดง ขอบเขตชดั เจน มขี นาดได้ต้ังแตไ่ ม่กีม่ ิลลเิ มตรถงึ หลาย
มีการศึกษาที่สรุปการเปล่ียนเป็นมะเร็งของไลเคนแพ เซนติเมตร หากพบรอยโรคบริเวณผิวหนังของผู้ป่วยผิวคล�้ำ
ลนัสโดย Giuliani และคณะในปี ค.ศ. 2019 โดยรวบรวม อาจพบสีของรอยโรคมีความต่างกับสีผิวของผู้ป่วย โดย
ขอ้ มูลในประเด็นชนดิ ของไลเคนแพลนัส ตำ� แหน่งท่ีเกิด และ บรเิ วณกลางรอยโรคมกั พบผวิ หนงั มสี จี างลงในขณะทบี่ รเิ วณ
อตั ราการเปลี่ยนเป็นมะเรง็ ดังแสดงในตารางท่ี 9(47) ขอบรอยโรคจะพบสีที่เข้มข้ึน และหากพบลักษณะจุดหลอด
สำ� หรบั ภาวะสเตม็ เซลล์ใหมต่ า้ นรา่ งกายผปู้ ว่ ย และรอย เลือดด�ำฝอยโปง่ พองขนาดเลก็ (telangiectasia) รว่ มด้วย
โรคไลเคนอยด์ ที่พบอาการแสดงในช่องปากลักษณะคล้าย โดยเฉพาะบรเิ วณผิวหนังรอบๆ เลบ็ (periungual) อาจบ่งชี้
ชม. ทนั ตสาร ปีที่ 40 ฉบับที่ 3 ก.ย.-ธ.ค. 2562 36 CM Dent J Vol. 40 No. 3 September-December 2019
ตารางท่ี 9 การศกึ ษาการเปล่ยี นเป็นมะเร็งของไลเคนแพลนสั ช่องปาก (ดดั แปลงจาก Guiliani และคณะ ในปี ค.ศ. 2019)(47)
Table 9 Studies of malignant transformation of oral lichen planus (modified from Guiliani et al, 2019)(47)
จ�ำนวน ระยะเวลา ชนดิ ที่พบการ ต�ำแหนง่ ทพี่ บการเปล่ยี น อตั ราการเปลีย่ น อัตราการเปล่ียน
การศกึ ษา ตัวอยา่ ง เปลี่ยนเปน็ มะเร็ง เปลี่ยนเป็นมะเร็ง เป็นมะเรง็ (จำ� นวน) เป็นมะเร็งตอ่ ปี เปน็ มะเรง็ โดยรวม
(คน) เฉลย่ี (เดอื น) (จ�ำนวน) (รอ้ ยละ) (ร้อยละ)
Thorn, et al. เยอ่ื เมอื กกระพุ้งแก้ม (1)
(1988) 611 121 ปน้ื ขาว (1) ลิ้น (5) 0.2 1.47
ฝ่อลบี (8) เหงอื ก (3)
Silverman, et al. เยอ่ื เมอื กกระพุ้งแก้ม (1)
(1991) ร่างแห (1) ลิน้ (2) 0.31 2.34
Voûte, et al. 214 9 ฝ่อลบี (1) เหงือก (2) 0.04 2.65
(1992) เยื่อเมือกกระพงุ้ แกม้ (2) ไมม่ ีขอ้ มลู 3.73
Barnard, et al. แผล (3) ลิน้ (1)
(1993) เยือ่ เมอื กกระพงุ้ แก้ม (2)
113 84 ร่างแห (1) ลิ้น (6)
Eisen แผล (2) เหงือก (1)
(2002) เยอ่ื เมอื กกระพุง้ แก้ม (1)
ปน้ื ขาว (2) ลิน้ (2)
241 69 ฝอ่ ลบี (1) เหงือก (2)
แผล (6) พน้ื ชอ่ งปาก (1)
723 41 แผล (6) 0.18 0.83
Rode and 55 0 ไมพ่ บ ไมพ่ บ 0 0
Kogoj-Rode (2002) 200 52 0.15 1.5
647 108 รา่ งแห (2) เยื่อเมอื กกระพุ้งแก้ม (1) ไม่มีขอ้ มลู 0.59
Laeijendecker, 67 ไมม่ ีขอ้ มูล แผล (1) ลิ้น (2) 0.45 3.30
et al. (2005) 163 ไมม่ ีข้อมูล ฝอ่ ลีบ (1) เยอ่ื เมอื กกระพุ้งแก้ม (3) ไม่มขี ้อมลู 1.23
แผล (3) ลน้ิ (1)
Xue, et al. 52 รา่ งแห (2) ลิ้น (3) 0.21 1.86
(2005) แผล (2) เหงือก (1)
แผล (2) เยอื่ เมอื กกระพ้งุ แกม้ (2)
van der Meij, รา่ งแห (2)
et al. (2007) ปืน้ ขาว (2) เยอ่ื เมือกกระพุง้ แกม้ (8)
ฝอ่ ลบี (2) ลิ้น (6)
Kesić, et al. (2009) แผล (9) เหงือก (1)
Carbone, et al. 808
(2009)
Torrente-Castells, 65 24 แผล (1) ล้ิน (4) 1.01 1.54
et al. (2010) 550 24 ร่างแห (2) 0.45 0.91
Bermejo-Fenoll, 327 39 ฝอ่ ลบี (3) เยื่อเมอื กกระพงุ้ แกม้ (2) 0.36 2.45
et al. (2010) ปื้นขาว (3) ลน้ิ (3)
70 ฝอ่ ลบี (4) 0.29 0.97
Bombeccari, et al. ไม่มีขอ้ มลู แผล (1) เยือ่ เมอื กกระพุ้งแกม้ (3) ไมม่ ขี อ้ มลู 0.98
(2011) รา่ งแห (1) ล้ิน (5) ไม่มขี อ้ มูล 0.27
24 แผล (4)
Shen, et al. (2012) 518 แผล (2) เยือ่ เมือกกระพุ้งแกม้ (3)
ลน้ิ (1)
Bardellini, et al. 204 แผล (1) ริมฝีปาก (1)
(2013) 370 เยื่อเมือกกระพุ้งแก้ม (1)
Gümrü (2013) เหงอื ก (1)
เยือ่ เมือกกระพุ้งแก้ม (1)
Radochová, et al. 171 0 ไม่พบ ไมพ่ บ 00
(2014) 21 13 ฝ่อลีบ (3) ลิ้น (1) 0.59 9.52
เหงือก (2)
Gonzalez-Moles,
et al. (2017)
ชม. ทันตสาร ปที ่ี 40 ฉบับท่ี 3 ก.ย.-ธ.ค. 2562 37 CM Dent J Vol. 40 No. 3 September-December 2019
วา่ ผปู้ ว่ ยอาจจะเปน็ ลพู สั อรี ทิ มิ าโตซสั ทางระบบ สว่ นดสิ คอยด์ และการศกึ ษาของ Ee และคณะในปี ค.ศ. 2006(54) ทร่ี ายงาน
ลพู สั อรี ทิ มิ าโตซสั ในชอ่ งปากมกั พบเปน็ รอยแดงหรอื แผลทมี่ ี วา่ การสมั ผสั แสงแดดเปน็ ตวั กระตนุ้ ใหร้ อยโรคมโี อกาสเปลยี่ น
ลักษณะการฝ่อลีบของเนอื้ เยอ่ื ลอ้ มรอบด้วยลักษณะร่างแห เป็นมะเร็งได้มากขึ้น โดยเฉพาะรอยโรคบริเวณหนังศีรษะ
ละเอยี ดสขี าว (radiated delicate white striae) ดงั แสดงใน ท้องแขน และแก้ม นอกจากน้ันแล้ว Liu และคณะยังพบว่า
รปู ท่ี 8 โดยพบไดม้ ากทสี่ ดุ บรเิ วณรมิ ฝปี าก (lip vermillion) ยงิ่ ลกั ษณะทางจลุ พยาธวิ ทิ ยาของรอยโรคปรากฏลกั ษณะดสิ -
ในลกั ษณะของแผลทตี่ กสะเกด็ (crusted) ลอ้ มรอบดว้ ยรอย เพลเชียของเซลล์เย่ือบุช่องปากระดับรุนแรงข้ึนมากเท่าใด
โรคสีขาว นอกจากนั้นยังสามารถมักพบรอยโรคบริเวณเย่ือ จะยิ่งท�ำให้รอยโรคนั้นมีโอกาสเปลี่ยนเป็นมะเร็งได้มากขึ้น
เมอื กกระพุง้ แก้ม และเหงือกได(้ 17,32) เทา่ นน้ั (51)
โอกาสการเปล่ียนเป็นมะเร็งของดิสคอยด์ลูพัสอีริทิมา-
โตซสั นน้ั ยงั ไมม่ ขี อ้ สรปุ ทแี่ นช่ ดั แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม มกี ารศกึ ษา รมิ ฝปี ากอักเสบเหตุแสงแดด
ทร่ี ายงานตำ� แหนง่ ทพี่ บการเปลยี่ นไปเปน็ มะเรง็ มากทส่ี ดุ ไดแ้ ก่ ริมฝีปากอักเสบเหตุแสงแดดนั้นเป็นรอยโรคท่ีเกิดจาก
บริเวณริมฝีปาก ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากบริเวณดังกล่าวเป็น การเปลย่ี นแปลงของเซลลช์ ้นั เยอ้ื บุผิวบริเวณรมิ ฝีปาก อนั มี
บริเวณนอกร่มผ้าท่ีมีการสัมผัสรังสีอัลตราไวโอเลตโดยตรง สาเหตุมาจากการสัมผัสกับรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดด
มากกวา่ จงึ ทำ� ใหม้ โี อกาสเปลย่ี นเปน็ มะเรง็ มากกวา่ บรเิ วณใน เป็นระยะเวลานาน โดยมักพบในผู้ป่วยสูงอายุเพศชายท่ีมี
รม่ ผา้ หรอื บรเิ วณทไี่ มไ่ ด้โดนแสงแดด(51) ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั ผล ประวัติอยู่กลางแจ้งหรือท�ำงานกลางแจ้งเป็นประจ�ำ(8,17,19)
การศกึ ษาการเปลยี่ นไปเปน็ มะเรง็ ของดสิ คอยดล์ พู สั อรี ทิ มิ า- ริมฝีปากอักเสบเหตุแสงแดดพบมากท่ีริมฝีปากล่าง โดยมี
โตซสั บรเิ วณผวิ หนงั ของ Dieng และคณะในปี ค.ศ. 2001(53) ลักษณะทางคลนิ ิกท่สี ำ� คัญคือ ผปู้ ว่ ยจะมีอาการตงึ บริเวณริม
(A) (B)
(C) (D)
รูปที่ 8 แผลตกสะเก็ดบริเวณริมฝีปากในผู้ป่วยดิสคอยด์ลูพัสอีริทิมาโตซัส (A) ดิสคอยด์ลูพัสอีริทิมาโตซัสบริเวณริมฝีปาก (B) และเย่ือ
เมือกกระพงุ้ แก้ม (C และ D) แสดงลกั ษณะเปน็ แผลหรอื รอยแดงล้อมรอบดว้ ยร่างแหละเอียดสขี าว
Figure 8 Crusted lips in a case of discoid lupus erythematosus (A). Discoid lupus erythematosus affecting the lip (B) and buccal
mucosa (C and D) presenting as ulcers or erythema with radiated delicate white striae.
ชม. ทันตสาร ปีท่ี 40 ฉบบั ท่ี 3 ก.ย.-ธ.ค. 2562 38 CM Dent J Vol. 40 No. 3 September-December 2019
ฝปี ากทเี่ ปน็ รอยโรค และพบรอยโรคสขี าวบรเิ วณรมิ ฝปี าก รว่ ม สรุป
กับอาการริมฝีปากแห้ง และมีพื้นผิวที่หยาบกระด้างมากขึ้น
ลกั ษณะทางคลนิ กิ ทสี่ ำ� คญั อกี ประการหนง่ึ คอื บรเิ วณรอยตอ่ รอยโรคบริเวณเนื้อเย่ืออ่อนในช่องปากท่ีจัดอยู่ในกลุ่ม
ระหวา่ งรมิ ฝปี ากกบั ผวิ หนงั (vermillion border) จะมคี วาม ความผิดปกติเส่ียงมะเร็งช่องปาก ล้วนแล้วแต่มีปัจจัย
จางลง ทำ� ให้ไมส่ ามารถระบขุ อบเขตไดช้ ดั เจน(17,19,32) เส่ียงที่มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนเป็นมะเร็งร่วมกัน เช่น
การเปล่ียนเป็นมะเร็งของริมฝีปากอักเสบเหตุแสงแดด พฤติกรรมการสูบบุหรี่หรือยาเส้น พฤติกรรมการด่ืมเครื่อง
นน้ั ยงั ไมแ่ นช่ ดั (19) เนอื่ งจากยงั ไมม่ กี ารศกึ ษาทม่ี กี ารตดิ ตาม ดม่ื แอลกอฮอล์ การตดิ เชอ้ื ฮวิ แมนแพปพลิ โลมาไวรสั เปน็ ตน้
ผลระยะยาวมากเพียงพอ แต่อย่างไรก็ตามบางการศึกษา นอกจากน้ี ลักษณะทางคลินิกท่ีปรากฏบางประการของรอย
รายงานว่า ริมฝีปากอักเสบเหตุแสงแดดอาจใช้เวลานานกว่า โรคอาจเปน็ ตวั บง่ บอกถงึ ความเสยี่ งตอ่ การเปลยี่ นเปน็ มะเรง็
20 ปี ในการเปล่ียนเปน็ มะเรง็ (17) โดยหากพบลกั ษณะรอย ชอ่ งปาก เชน่ รอยโรคทม่ี ขี นาดใหญ่ รอยโรคทมี่ สี ไี มส่ มำ่� เสมอ
โรคที่เป็นก้อนโต หรือเป็นแผลเรื้อรังบริเวณริมฝีปาก อาจ รอยโรคทีผ่ ิวไม่เรียบ ต�ำแหน่งของรอยโรค รวมถงึ รอยโรคที่
เปน็ ขอ้ มลู ทบี่ ง่ บอกวา่ รอยโรคนน้ั ไดม้ กี ารพฒั นาไปเปน็ มะเรง็ ไมต่ อบสนองตอ่ การรกั ษา เปน็ ตน้ อกี ทงั้ รอยโรคเหลา่ นี้ ลว้ น
แล้ว(17,55) แต่อย่างไรก็ตาม Dancyger และคณะในปี ค.ศ. แต่มรี ายงานการเปลย่ี นเป็นมะเร็งชอ่ งปากทัง้ สิน้ เมอ่ื ท�ำการ
2018(56) ไดท้ ำ� การทบทวนวรรณกรรมแบบเปน็ ระบบเกยี่ วกบั ตดิ ตามอาการไปในชว่ งระยะเวลาหนง่ึ ทงั้ นท้ี นั ตแพทยค์ วรจะ
การเปลย่ี นเปน็ มะเรง็ ของรมิ ฝปี ากอกั เสบเหตแุ สงแดด พบวา่ ตอ้ งทราบถงึ ลกั ษณะทางคลนิ กิ ของความผดิ ปกตเิ สยี่ งมะเรง็
มีการศึกษาเพียงการศึกษาเดียวที่มีการรายงานถึงอัตราการ ช่องปาก เพื่อให้สามารถตรวจพบรอยโรคในระยะเร่ิมแรก
เปลยี่ นเปน็ มะเรง็ ของรมิ ฝปี ากอกั เสบเหตแุ สงแดด ไดแ้ กก่ าร ตงั้ แตย่ ังไมม่ กี ารเปล่ยี นเปน็ มะเรง็ ซึ่งจะส่งผลใหท้ นั ตแพทย์
ศึกษาของ Markopoulos และคณะในปี ค.ศ. 2004 โดย ผู้ตรวจพบสามารถวางแผนการรักษา ตดิ ตามผล หรือท�ำการ
เปน็ การศึกษาท่ีเฝ้าตดิ ตามผปู้ ว่ ยในระยะยาวจำ� นวน 65 คน ส่งต่อผปู้ ว่ ยได้อย่างเหมาะสม
ในประเทศกรีซ เป็นระยะเวลา 10 ปี พบว่ามีผู้ป่วยจ�ำนวน สำ� หรบั ประเดน็ การจำ� แนกความผดิ ปกตเิ สย่ี งมะเรง็ ชอ่ ง
11 คน จาก 65 คนนัน้ ได้รบั การวนิ ิจฉยั ขั้นสุดท้ายเปน็ สควา- ปาก ผเู้ ขยี นมคี วามเหน็ วา่ ยงั มรี อยโรคบรเิ วณเนอื้ เยอื่ ออ่ นใน
มสั เซลลค์ ารซ์ โิ นมา แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม พบวา่ ผปู้ ว่ ยเพยี ง 2 ราย ชอ่ งปากอนื่ ๆ ทสี่ ามารถพบลกั ษณะทางคลนิ กิ ทคี่ ลา้ ยกบั กลมุ่
ที่รายงานว่ามะเร็งที่เกิดขึ้นนั้นเปลี่ยนแปลงมาจากริมฝีปาก ความผิดปกติเส่ียงมะเร็งช่องปาก และมีรายงานการเปล่ียน
อกั เสบเหตุแสงแดด ซง่ึ คิดเป็นรอ้ ยละ 3.1(57) เป็นมะเร็งช่องปาก เช่น ภาวะสเต็มเซลล์ใหม่ต้านร่างกาย
ผปู้ ว่ ย รอยโรคไลเคนอยด์ และการติดเชือ้ ราแคนดดิ าชนดิ ฝ้า
(A) (B)
รูปที่ 9 รอยต่อของริมฝีปากกบั ผวิ หนังท่ีไม่ชดั เจนในผปู้ ่วยรมิ ฝปี ากอกั เสบเหตุแสงแดด (A) (อนเุ คราะหโ์ ดย ทพญ.ภทั รมน ธนทรัพย์สนิ )
และรมิ ฝปี ากอักเสบเหตแุ สงแดดบริเวณริมฝีปากล่างแสดงลกั ษณะเป็นรอยขาวปนแดงร่วมกบั แผล (B)
Figure 9 Blurring of the vermillion margin in a patient with actinic cheilitis (A) (courtesy of Dr. Pattaramon Tanasabsin) and
actinic cheilitis of the lower lip presenting as erythema and white patch with ulceration (B)
ชม. ทนั ตสาร ปที ี่ 40 ฉบบั ท่ี 3 ก.ย.-ธ.ค. 2562 39 CM Dent J Vol. 40 No. 3 September-December 2019
ขาวเรอื้ รงั เปน็ ตน้ ซง่ึ หากในอนาคตมกี ารศกึ ษาเพมิ่ เตมิ อยา่ ง 8. Warnakulasuriya S, Johnson NW, van der Waal
เพียงพอ รอยโรคดังกล่าวเหล่านี้อาจได้รับการพิจารณาเพิ่ม I. Nomenclature and classification of potentially
เข้ามาอยูใ่ นกลมุ่ ความผดิ ปกติเสย่ี งมะเร็งก็เปน็ ได้ malignant disorders of the oral mucosa. J Oral
Pathol Med 2007; 36(10): 575-580.
กิตตกิ รรมประกาศ
9. George A SB, Sunil S, Varghese SS, Thomas J,
ขอขอบคุณ ทันตแพทย์หญิงภัทรมน ธนทรัพย์สิน Gopakumar D, Mani V. Potentially malignant
ทันตแพทย์ปฏิบัติการโรงพยาบาลสระแก้ว ส�ำหรับการ disorders of oral cavity. J Oral Maxillofac Pathol
เอ้ือเฟื้อข้อมูลรูปภาพประกอบบทความ และขอขอบคุณ 2011; 2(1): 95-100.
เจ้าหน้าที่คลินิกเวชศาสตร์ช่องปาก คณะทันตแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายโสตทัศนศึกษา 10. Goodson ML, Sloan P, Robinson CM, Cocks
คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส�ำหรับ K, Thomson PJ. Oral precursor lesions and
การอ�ำนวยความสะดวกตลอดการจัดท�ำบทความปริทัศน์ malignant transformation–who, where, what, and
วรรณกรรมฉบับน้ี when? Br J Oral Maxillofac Surg 2015; 53(9):
831-835.
เอกสารอา้ งองิ
11. Petti S. Pooled estimate of world leukoplakia
1. Mello FW, Miguel AFP, Dutra KL, et al. Pre- prevalence: a systematic review. Oral Oncol
valence of oral potentially malignant disorders: 2003; 39: 770-780.
A systematic review and meta-analysis. J Oral
Pathol Med 2018; 47(7): 633-640. 12. Holmstrup P, Vedtofte P, Reibel J, Stoltze K.
Long-term treatment outcome of oral premalig-
2. Manthapuri S, Sanjeevareddygari S. Prevalence nant lesions. Oral Oncol 2006; 42(5): 461-474.
of potentially malignant disorders: An institution-
al study. Int J App Dent Sci 2018; 4(4): 101-103 13. Warnakulasuriya S, Ariyawardana A. Malignant
transformation of oral leukoplakia: a systematic
3. Zaw K-K, Ohnmar M, Hlaing M-M, et al. Betel review of observational studies. J Oral Pathol
quid and oral potentially malignant disorders in Med 2016; 45(3): 155-166.
a periurban township in Myanmar. PLoS One
2016; 11(9): e0162081. 14. Warnakulasuriya S. Clinical features and pre-
sentation of oral potentially malignant disorders.
4. Regezi JA, Scuibba JJ, Jordan RCK. Oral Oral Surg Oral Med Oral Pathol Oral Radiol
Pathology : Clinical Pathologic Correlations. 7th Endod 2018; 125(6): 582-590.
ed. St. Louis: Elsevier; 2016 15. Agha-Hosseini F SN, SadrZadeh-Afshar MS.
5. Felix DH, Luker J, Scully C. Oral medicine: 1. Evaluation of potential risk factors that contribute
to malignant transformation of oral lichen planus:
ulcers: aphthous and other common ulcers. Dent a literature review. J Contemp Dent Prac 2016;
Update 2012; 39(7): 513-519. 17: 692-701.
6. Scully C, Felix DH. Oral Medicine–update for the
dental practitioner: oral white patches. Br Dent J 16. Szarka K TI, Fehe´r E, Ga´ll T, et al. Progressive
2005; 199(9): 565-572. increase of human papillomavirus carriage rates
7. Scully C, Felix DH. Oral Medicine–update for in potentially malignant and malignant oral dis-
the dental practitioner: red and pigmented lesions. orders with increasing malignant potential. Oral
Br Dent J 2005; 199(10): 639-645. Microbiol Immunol 2009; 24: 314-318.
ชม. ทันตสาร ปที ่ี 40 ฉบบั ท่ี 3 ก.ย.-ธ.ค. 2562 40 CM Dent J Vol. 40 No. 3 September-December 2019
17. Mccormick NJ, Peter JT, Carrozzo M. The clin- 27. Ramesh T, Reddy RS, Kiran CH, Lavanya R,
ical presentation of oral potentially malignant Kumar BN. Palatal changes in reverse and
disorders. Prim Dent J 2016; 5: 52-57. conventional smokers – A clinical comparative
study in South India. Indian J Dent 2014; 5:
18. Kramer IRH, Lucas RB, Pindborg JJ, Sobin LH, . 34-38.
Definition of leukoplakia and related lesions: An
aid to studies on oral precancer. Oral Surg 1978; 28. Reddy CR. Carcinoma of hard palate in India
46(6): 518-539. in relation to reverse smoking of chuttas. J Natl
Cancer Inst 1974; 53(3): 615-619.
19. van der Waal I. Potentially malignant disorders of
the oral and oropharyngeal mucosa; terminology, 29. Wollina U, Verma SB, Ali FM, Patil K. Oral sub-
classification and present concepts of manage- mucous fibrosis: an update. Clin Cosmet Investig
ment. Oral Oncol 2009; 45(4-5): 317-323. Dermatol 2015; 8: 193-204.
20. Cerero-Lapiedra R, Balade-Martinez D, More- 30. Yang PY, Chen YT, Wang YH, Su NY, Yu HC,
no-Lopez LA, Esparza-Gomez G, Bagan JV. Chang YC. Malignant transformation of oral
Proliferative verrucous leukoplakia: A proposal submucous fibrosis in Taiwan: a nationwide
for diagnostic criteria. Med Oral Patol Oral Cir population-based retrospective cohort study.
Bucal 2010; 15(6): e839-e845. J Oral Pathol Med 2017; 46(10): 1040-1045.
21. Narayan TV, Shilpashree S. Meta-analysis on 31. Awadallah M, Idle M, Patel K, Kademani D.
clinicopathologic risk factors of leukoplakias Management update of potentially premalignant
undergoing malignant transformation. J Oral oral epithelial lesions. Oral Surg Oral Med Oral
Maxillofac Pathol 2016; 20(3): 354-361. Pathol Oral Radiol Endod 2018; 125(6): 628-
636.
22. Holmstrup P. Oral erythroplakia-What is it? Oral
Dis 2018; 24(1-2): 138-143. 32. Neville BW, Damm DD, Allen CM, Chi AC. Oral
and Maxillofacial Pathology. 4th ed. St. Louis:
23. Yang SW, Lee YS, Chang LC, Hsieh TY, Chen Elsevier; 2016
TA. Outcome of excision of oral erythroplakia.
Br J Oral Maxillofac Surg 2015; 53(2): 142-147. 33. Hazarey VK ED, Mundhe KA, Ughade SN. Oral
submucous fibrosis: study of 1000 cases from
24. Bouquot JE, Ephros H. Erythroplakia: the dan- central India. J Oral Pathol Med 2007; 36: 12-17.
gerous red mucosa. Pract Periodontics Aesthet
Dent 1995; 7(6): 59-68. 34. Wang YY, Tail YH, Wang WC, et al. Malignant
transformation in 5071 southern Taiwanese
25. Reichart PA, Philipsen HP. Oral erythroplakia--a patients with potentially malignant oral mucosal
review. Oral Oncol 2005; 41(6): 551-561. disorders. BMC Oral Health 2014; 14(99).
26. Bharath TS, Kumar NG, Nagaraja A, Saras- 35. Bombeccari GP, Guzzi G, Tettamanti M, et al.
wathi TR, Babu GS, Raju PR. Palatal changes of Oral lichen planus and malignant transformation:
reverse smokers in a rural coastal Andhra popula- a longitudinal cohort study. Oral Surg Oral Med
tion with review of literature. J Oral Maxillofac Oral Pathol Oral Radiol Endod 2011; 112(3):
Pathol 2015; 19(2): 182-187. 328-334.
ชม. ทนั ตสาร ปีที่ 40 ฉบบั ที่ 3 ก.ย.-ธ.ค. 2562 41 CM Dent J Vol. 40 No. 3 September-December 2019
36. Cheng YS, Gould A, Kurago Z, Fantasia J, Muller 43. Gorsky M, Epstein JB. Oral lichen planus: malig-
S. Diagnosis of oral lichen planus: a position nant transformation and human papilloma virus:
paper of the American Academy of Oral and a review of potential clinical implications. Oral
Maxillofacial Pathology. Oral Surg Oral Med Surg Oral Med Oral Pathol Oral Radiol Endod
Oral Pathol Oral Radiol Endod 2016; 122(3): 2011; 111(4): 461-464.
332-354.
44. Ostwald C, Rutsatz K, Schweder J, Schmidt W,
37. Lodi G, Scully C, Carrozzo M, Griffiths M, Gundlach K, Barten M. Human papillomavirus
Sugerman PB, Thongprasom K. Current contro- 6/11, 16 and 18 in oral carcinomas and benign
versies in oral lichen planus: report of an interna- oral lesions. Med Microbiol Immunol 2003;
tional consensus meeting. Part 1. Viral infections 192(3): 145-148.
and etiopathogenesis. Oral Surg Oral Med Oral
Pathol Oral Radiol Endod 2005; 100(1): 40-51. 45. Furrer VE, Benitez MB, Furnes M, Lanfranchi
HE, Modesti NM. Biopsy vs. superficial scraping:
38. Thongprasom K, Luangjarmekorn L, Sererat T, detection of human papillomavirus 6, 11, 16, and
Taweesap W. Relative efficacy of fluocinolone 18 in potentially malignant and malignant oral
acetonide compared with triamcinolone ace- lesions. J Oral Pathol Med 2006; 35: 338-344.
tonide in treatment of oral lichen planus. J Oral
Pathol Med 1992; 21: 456-458. 46. Aghbari SMH, Abushouk AI, Attia A, et al. Ma-
lignant transformation of oral lichen planus and
39. van der Meij, van der Waal. Lack of clinico- oral lichenoid lesions: A meta-analysis of 20095
pathologic correlation in the diagnosis of oral patient data. Oral Oncol 2017; 68: 92-102.
lichen planus based on the presently available
diagnostic criteria and suggestions for modifi- 47. Giuliani M, Troiano G, Cordaro M, et al. Rate of
cations. J Oral Pathol Med 2003; 32: 507-512. malignant transformation of oral lichen planus:
A systematic review. Oral Dis 2019; 25(3): 693-
40. Holmstrup JT, Rindum J, Pindborg JJ. Malig- 709.
nant development of lichen planus-affected oral
mucosa. J Oral Pathol Med 1988; 17: 219-225. 48. Imanguli MM, Alevizos I, Brown R, Pavletic SZ,
Atkinson JC. Oral graft-versus-host disease. Oral
41. Silverman S GM, Lozada-Nur F, Giannotti K. A Dis 2008; 14(5): 396-412.
prospective study of findings and management in
214 patients with oral lichen planus. Oral Surg 49. Curtis RE, Metayer C, Rizzo JD, et al. Impact
Oral Med Oral Pathol 1991; 72: 665-670. of chronic GVHD therapy on the development
of squamous-cell cancers after hematopoietic
42. Manomaivat T, Pongsiriwet S, Kuansuwan C, stem-cell transplantation: an international
Thosaporn W, Tachasuttirut K, Iamaroon A. case-control study. Blood 2005; 105(10): 3802-
Association between hepatitis C infection in Thai 3811.
patients with oral lichen planus: A case-control
study. J Investig Clin Dent 2018; 9(2): e12316.
ชม. ทนั ตสาร ปีท่ี 40 ฉบับที่ 3 ก.ย.-ธ.ค. 2562 42 CM Dent J Vol. 40 No. 3 September-December 2019
50. Shimada K, Yokozawa T, Atsuta Y, et al. Solid 54. Ee HL, Ng PPL, Tan SH, Goh CL. Squamous cell
tumors after hematopoietic stem cell transplan- carcinoma developing in two Chinese patients
tation in Japan: incidence, risk factors and prog- with chronic discoid lupus erythematosus: the
nosis. Bone Marrow Transplant 2005; 36(2): need for continued surveillance. Clin Exp Der-
115-121. matol 2006; 31(4): 542-544.
51. Liu W, Shen ZY, Wang LJ, et al. Malignant 55. Wood NH, Khammissa R, Meyerov R, Lemmer
potential of oral and labial chronic discoid lupus J, Feller L. Actinic cheilitis: a case report and
erythematosus: a clinicopathological study of a review of the literature. Eur J Dent 2011; 5:
87 cases. Histopathology 2011; 59(2): 292-298. 101-106.
52. Jemec GB, Ullman S, Goodfield M, et al. A 56. Dancyger A, Heard V, Huang B, Suley C, Tang
randomized controlled trial of R-salbutamol for D, Ariyawardana A. Malignant transformation of
topical treatment of discoid lupus erythematosus. actinic cheilitis: A systematic review of observa-
Br J Dermatol 2009; 161(6): 1365-1370. tional studies. J Investig Clin Dent 2018; 9(4):
e12343.
53. Dieng MT, Ndiaye B. Squamous cell carcinoma
arising on cutaneous discoid lupus erythema- 57. Markopoulos A, Albanidou-Farmaki E, Kayavis
tosus. Report of 3 cases. Dakar Medical 2001; I. Actinic cheilitis: clinical and pathologic charac-
46(1): 73-75 teristics in 65 cases. Oral Dis 2004; 10: 212-216.