PREFACE
คำนำ
กำรจัดทำเอกสำรประกอบกำรฝึกอบรม เรื่อง อนุรักษ์นำฏศิลป์
พื้นเมืองอสี ำน : ท้องถนิ่ สกลนคร จัดทำโดย นำยวีระพงศ์ มนต์อินทร์
ครูรำงวัลสมเด็จเจ้ำฟำ้ มหำจักรี จังหวัดสกลนคร ระดับครูขวัญศิษย์
ปี พ.ศ. 2564 เพื่อประกอบกำรฝึกอบรม ที่มุ่งเน้นทักษะด้ำนควำมรู้
ควำมเข้ำใจกำรแสดงำฏศลิ ปพ์ ื้นเมอื งท้องถิ่นสกลนคร
ส่วนที่ 1 กำรแสดงนำฏศิลป์พื้นเมืองอีสำน กรณีศึกษำ : ฟอ้ นภูไท
สกลนคร และส่วนที่ 2 กำรสร้ำงสรรค์กำรแสดงพื้นเมืองอีสำน
กรณีศึกษำ : รำขิดอีสำน ซึ่งได้รับกำรสนับสนุนจำกกองทุนเพื่อควำม
เสมอภำคทำงกำรศึกษำ กศส. และ มูลนิธิสถำบันวิจัยระบบกำรศึกษำ
เพื่อดำเนินโครงกำรขยำยผลศักยภำพครูรำงวัลมูลนิธิรำงวัลสมเด็จ
เจำ้ ฟำ้ มหำจกั รี ปี 2564 สกู่ ำรพัฒนำเด็กและเยำวชนดอ้ ยโอกำส
ผู้จัดทำหวังเป็ นอย่ำงยิ่งว่ำเอกสำรประกอบกำรฝึกอบรมนี้
จะก่อใหเ้ กิดประโยชนก์ ับผู้เขำ้ อบรม และบุคคลทัว่ ไปที่สนใจ นำไปศึกษำ
ประยกุ ต์ใชเ้ พื่อประโยชน์ต่อไป
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
8 ธันวำคม 2564
APPRECIATION
คำนิยม
คุณครูวีระพงศ์ มนต์อินทร์ เป็นครูกลุ่มสำระกำรเรียนรู้ศิลปะ
โรงเรียนธำตุนำรำยณ์วิทยำ ที่สอนในสำระนำฏศิลป์ ควำมเป็นครูที่เต็ม
ครูของคุณครูวีระพงศ์ ถูกสะท้อนด้วยผลงำนที่เกิดจำกกำรจัดกำร
เรียนกำรสอนครู ดังผลงำนที่ประจักษ์อย่ำงมำกมำย นอกจำกนี้คุณครู
วีระพงศ์ ยังเป็ นผู้นำในกำรจัดตั้งชมรมวงโปงลำง มูนมังอีสำน
โรงเรียนธำตนุ ำรำยณว์ ทิ ยำ นำมำซึง่ ชื่อเสียง เกียรติยศให้แก่โรงเรียน
บรกิ ำรและใหค้ วำมร่วมมือกับองค์กรทัง้ ภำครัฐ เอกชน และชุมชน และ
ภำพสะทอ้ นทแี่ สดงถงึ กำรประสบผลสำเร็จในทุกด้ำนของคุณครู
วีระพงศ์ คือ ลูกศิษย์ทุกคนประสบผลสำเร็จในหน้ำที่กำรงำนอย่ำง
เสมอหน้ำ มีควำมรัก ศรัทธำในตัวครู รักและภูมิใจในสถำบันของ
ตนเอง นับได้ว่ำ คุณครูวีระพงศ์ มนต์อินทร์ คือแบบอย่ำงของครู
อยำ่ งแทจ้ รงิ
ดร.เอกชยั บุตรแสนคม
ผอู้ ำนวยกำรโรงเรียนธำตุนำรำยณ์วิทยำ
CONTENT
สำรบญั
1 โครงกำรอนรุ กั ษน์ ำฏศิลปพ์ ื้นเมืองอสี ำน 1-5
: ท้องถิน่ สกลนคร
2 สว่ นที่ 1 กำรแสดงนำฏศิลปพ์ ื้นเมืองอีสำน 6 - 32
กรณีศึกษำ : ฟอ้ นภไู ทสกลนคร
3 สว่ นที่ 2 กำรสรำ้ งสรรค์กำรแสดงพื้นเมอื ง 33 - 69
อสี ำน กรณีศึกษำ : รำขิดอีสำน
4 บรรณนุกรรม
5 ประวัติครูผไู้ ด้รับรำงวลั
ครรู ำงวัลสมเด็จเจ้ำฟำ้ มหำจักรี จงั หวัดสกลนคร
โครงกำรอนุรักษ์นำฏศิลปพ์ ื้นเมืองอสี ำน : ท้องถน่ิ สกลนคร 1
โครงกำร
อนรุ ักษ์นำฏศิลปพ์ ื้นเมอื งอีสำน
: ทอ้ งถิน่ สกลนคร
โครงกำรขยำยผลและยกระดับคุณภำพกำรเรยี นรู้เพื่อพัฒนำศักยภำพ
เด็กและเยำวชนด้อยโอกำส
โดยครูรำงวัล มูลนิธิรำงวัลครสู มเด็จเจ้ำฟำ้ มหำจกั รี ปี พ.ศ. 2564
สนบั สนนุ โดย กองทุนเพื่อควำมเสมอภำคทำงกำรศกึ ษำ (กสศ.)
1. ชอื่ โครงกำร : อนุรักษน์ ำฏศิลปพ์ ื้นเมอื งอสี ำน : ทอ้ งถนิ่ สกลนคร
ประเด็นท่มี งุ่ เนน้
( ) พัฒนำนวัตกรรมกำรเรยี นรเู้ พื่อดูแลและชว่ ยเหลือเดก็ ดอ้ ยโอกำส
( ) พัฒนำทักษะชีวติ และทกั ษะอำชีพใหแ้ กเ่ ดก็ และเยำวชน
( ) พัฒนำวิชำชีพครูดว้ ยกำรถ่ำยทอดประสบกำรณ์
2. ประเภทของโครงกำร
( ) โครงกำรเด่ียว (Individual)
( ) โครงกำรกลุม่ (Node) จงั หวัด.................
3. ผู้เสนอโครงกำร : นำยวรี ะพงศ์ มนตอ์ ินทร์
ครรู ำงวลั ขวญั ศิษย์ ครูรำงวัลสมเดจ็ เจำ้ ฟำ้ มหำจักรี จงั หวดั สกลนคร ปี พ.ศ. 2564
4. หลกั กำรและเหตผุ ล
นำฏศิลป์พื้นเมือง คือวัฒนธรรมอันสะท้อนควำมเป็ นท้องถ่ิน มีเอกลักษณ์เฉพำะ
ทอ้ งถิ่นนั้น ๆ แสดงออกถึงควำมเป็นกลุ่มชน ตลอดจนใช้เป็นเครื่องมือในกำรสร้ำงควำมรัก
ควำมสำมัคคีของผู้คนในสังคมได้อีกด้วย แต่สภำพสังคมท่ีเปลี่ยนแปลงไป กำรเคล่ือนย้ำย
ของผู้คนในวัยทำงำนออกจำกท้องถิ่นเพื่อหำเลี้ยงชีพ เยำวชนในท้องถิ่นขำดกำรใส่ใจ
ทำใหน้ ำฏศิลปแ์ ละกำรแสดงพ้ืนเมืองของแตล่ ะทอ้ งถ่ินไม่ไดร้ บั กำรสืบทอด เกรงวำ่ จะเกดิ กำร
สูญหำยในทส่ี ุด
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อินทร์
ครูรำงวัลมูลนธิ ิสมเด็จเจำ้ ฟำ้ มหำจักรี จงั หวดั สกลนคร
ระดับครูขวญั ศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรักษน์ ำฏศิลปพ์ ื้นเมืองอีสำน : ทอ้ งถิ่นสกลนคร 2
4. หลกั กำรและเหตผุ ล (ตอ่ )
จงั หวัดสกลนคร เป็นจังหวดั หนึง่ ทตี่ ้งั อยู่ในภำคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ตอนบนในแอ่ง
สกลนคร เป็นเมืองที่มีประวัติศำสตร์กำรต่อต้ังชุมชนโบรำณร่วมสมัยอำรยธรรมทวำรวดี
บ้ำนเชียง เป็นเมืองธรรมะ จึงทำให้สกลนคร เป็นเมืองท่ีมีควำมสำคัญหลำยๆ ด้ำน ทั้ง
ด้ำนประวัติศำสตร์ ส่ิงแวดล้อมธรรมชำติ ด้ำนภูมิศำสตร์ วัฒนธรรมประเพณีที่เป็น
เอกลักษณ์ของตนเอง ดังนั้นจังหวัดสกลนคร จึงเป็นศูนย์กลำงในกำรพัฒนำทรัพยำกร
มนุษย์และศูนย์กลำงทำงกำรศึกษำ คนสกลนคร มีวิถีชีวิตยึดม่ันในฮีตคองประเพณีและ
พระพุ ทธ ศำสนำ ดังจะเห็นจำกงำนบุญประเพณีต่ำง ๆ เช่น กำรถวำยเทียนในวัน
เข้ำพรรษำ กำรแหป่ รำสำทผึ้งในเทศกำลวันออกพรรษำ เป็นต้น
จังหวัดสกลนคร มีกำรแสดงนำฏศิลป์พ้ืนเมืองท่ีมีชื่อเสียง ได้แก่ กำรฟอ้ นภูไท
สกลนคร ฟอ้ นหำงนกยูงบนหัวเรือ รำเผ่ำไทยภูพำน รำมวยโบรำณ และรำโส้ทั่งบั้ง เป็น
ต้น โรงเรียนเป็ นหนึ่งหน่วยงำนท่ีมีหน้ำท่ีในกำรขับเคลื่อนทำงวัฒนธรรม โดยมีครู
ซ่ึงเป็ นผู้ ที่มีบทบ ำทสำคั ญในกำ รเป็ นผู้ ถ่ำยทอด สู่นักเรี ยนในฐ ำนะผู้สื บทอดม รดกทำ ง
วัฒนธรรมเหล่ำน้ี ด้วยหลักกำรและเหตุผลดังกล่ำว นำสู่กำรดำเนินโครงกำรอบรมเชิง
ปฏิบัติกำรอนุรักษ์นำฏศิลปพ์ ้ืนเมืองอีสำน : ท้องถ่ินสกลนครขึ้น เพ่ือให้เกิดกำรอนุรักษ์
และสืบทอดศลิ ปะกำรแสดงทอ้ งถนิ่ สกลนครใหค้ งอยสู่ ืบไป
5. เปำ้ หมำย (Goal)
ผเู้ ขำ้ อบรมและประชำชนมคี วำมรกั หวงแหนให้กำรแสดงนำฏศิลปพ์ ้ืนเมือง อันเป็น
เอกลักษณข์ องจังหวดั สกลนครได้รบั กำรอนรุ ักษ์ และสืบสำนดำรงอยู่ตลอดไป
6. วตั ถปุ ระสงค์ (Objective)
1. เพ่ือให้ครูและนักเรยี นนำฏศลิ ปแ์ กนนำมีควำมรคู้ วำมเข้ำใจกำรแสดงนำฏศิลป์
พื้นเมืองท้องถิน่ สกลนคร
2. เพื่อให้ครูและนกั เรยี นนำฏศิลปแ์ กนนำสำมำรถแสดงนำฏศลิ ปพ์ ื้นเมืองทอ้ งถิ่น
สกลนครได้
7. กลมุ่ เปำ้ หมำย
1. กลุ่มเปำ้ หมำยหลัก ครูผสู้ อนนำฏศลิ ปใ์ นสถำนศึกษำ 3 สหวทิ ยำเขต สงั กัด
สำนกั งำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำสกลนคร จำนวน 10 โรงเรยี น โรงเรียนละ 1
คน รวม 10 คน
2. กล่มุ เปำ้ หมำยรอง นักเรียนแกนนำนำฏศิลปพ์ ้ืนเมืองในสถำนศกึ ษำ 3 สหวิทยำ
เขต สงั กัดสำนกั งำนเขตพ้ืนท่กี ำรศึกษำมธั ยมศกึ ษำสกลนคร จำนวน 10 โรงเรียน
โรงเรยี นละ 2 คน รวม 20 คน รวมผู้เขำ้ อบรมทั้งสนิ้ 30 คน
นำยวีระพงศ์ มนต์อินทร์
ครูรำงวลั มูลนธิ สิ มเด็จเจ้ำฟำ้ มหำจกั รี จงั หวัดสกลนคร
ระดับครูขวญั ศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรกั ษ์นำฏศิลปพ์ ื้นเมอื งอสี ำน : ทอ้ งถ่ินสกลนคร 3
8. วิธีดำเนินกำร
1. แตง่ ตง้ั คณะทำงำนจัดทำคมู่ ืออบรมอนรุ กั ษน์ ำฏศิลปพ์ ้ืนเมืองอีสำน : ท้องถ่นิ
สกลนคร
2. ทำหนงั สือเชญิ อบรมตำมโครงกำรอนุรกั ษน์ ำฏศิลปพ์ ้ืนเมืองอสี ำน : ทอ้ งถน่ิ
สกลนคร
3. ฝึกอบรมครูและนักเรยี นแกนนำในสถำนศกึ ษำ จังหวดั สกลนคร ตำมโครงกำร
อนุรักษน์ ำฏศิลปพ์ ื้นเมอื งอสี ำน : ทอ้ งถิน่ สกลนคร
4. นิเทศ ตดิ ตำม กำรขยำยผลของครูและนกั เรยี นแกนนำ
5. ประชมุ แลกเปล่ียนเรยี นรกู้ ำรขยำยผลอบรมครแู ละนกั เรยี นแกนนำในสถำนศกึ ษำ
จังหวัดสกลนคร
6. สรปุ ผลกำรดำเนนิ โครงกำรอนรุ ักษน์ ำฏศิลปพ์ ื้นเมอื งอสี ำน : ทอ้ งถิ่นสกลนคร
9. แผนปฏิบัติกำรกำรดำเนินโครงกำร
เพื่อใหเ้ หน็ ควำมชดั เจนสำมำรถสรุปเป็นตำรำงกำรดำเนนิ กจิ กรรมทสี่ อดคลอ้ งกบั
วัตถุประสงคแ์ ละระยะเวลำทีด่ ำเนินกำรดงั น้ี
ลำดับ กจิ กรรม ระยะเวลำ ผลกำรดำเนนิ งำน
1 (สอดคล้องกบั วธิ ีดำเนินงำนตำม (อย่ำงนอ้ ยจะเกดิ เป็น
2 1-5
3 ขอ้ 8) ธันวำคม 2564 ผลผลิต)
4 แตง่ ต้งั คณะทำงำนจัดทำคู่มอื เอกสำรประกอบกำรอบรม
5 อบรม 13-17
6 ทำหนังสอื เชิญอบรมตำมโครงกำร ธันวำคม 2564 หนงั สือเชิญอบรม
7 อนุรกั ษน์ ำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมืองอีสำน :
8 ท้องถนิ่ สกลนคร 18-19 เตรียมกำรฝึกอบรม
คณะทำงำนเตรยี มกำรอบรมตำม ธนั วำคม 2564
โครงกำรอนรุ กั ษน์ ำฏศลิ ปพ์ ื้นเมือง รำยงำนกำรอบรม
อสี ำน : ทอ้ งถิ่นสกลนคร 25-26
จดั อบรมตำมโครงกำรอนรุ ักษ์ ธันวำคม 2564 รำยงำนกำรนเิ ทศตดิ ตำม
นำฏศิลปพ์ ื้นเมอื งอีสำน : ทอ้ งถนิ่
สกลนคร มกรำคม- เตรยี มกำรแลกเปลี่ยน
นเิ ทศ ติดตำม กำรขยำยผลของ กมุ ภำพันธ์2565 เรียนรู้
ครแู ละนักเรยี นแกนนำ แบบ
ออนไลน์ 11 มีนำคม 2565 รำยงำนผลกำรดำเนนิ งำน
คณะทำงำนเตรียมกำรแลกเปลี่ยน
เรยี นร้โู ครงกำรอนรุ ักษน์ ำฏศลิ ป์ 12 มนี ำคม รำยงำนผลกำรดำเนนิ งำน
พ้ืนเมืองอีสำน : ทอ้ งถ่นิ สกลนคร 2565
ประชมุ แลกเปลยี่ นเรยี นรู้กำรขยำย 20-31
ผลอบรมครแู ละนกั เรียนแกนนำใน
สถำนศึกษำ จังหวดั สกลนคร มนี ำคม 2565
รำยงำนผลกำรดำเนนิ โครงกำร
นำยวีระพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวลั มลู นธิ ิสมเด็จเจ้ำฟำ้ มหำจกั รี จงั หวดั สกลนคร
ระดับครูขวัญศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนรุ ักษ์นำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมอื งอสี ำน : ท้องถ่นิ สกลนคร 4
10. ผลทีค่ ำดวำ่ จะได้รับ
1) ผลผลิต (Output)
1. ครู และนกั เรยี นแกนนำ มีควำมรู้ควำมเขำ้ ใจและมที กั ษะกำรปฏบิ ัติด้ำนกำร
แสดงนำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมืองสกลนคร
2. สำมำรถปฏบิ ตั กิ ำรแสดงนำฏศลิ ปพ์ ื้นเมอื งอนรุ ักษ์ และกำรกำรแสดง
นำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมืองได้
2) ผลลพั ธ์ (Outcome)
1. ครู และนกั เรียนแกนนำสำมำรถปฏิบัตกิ ำรแสดงนำฏศิลปพ์ ื้นเมืองอนรุ กั ษ์
และกำรแสดงนำฏศิลปพ์ ้ืนเมืองในโอกำสต่ำง ๆ ได้
2. ครู และนกั เรยี นแกนนำสำมำรถเผยแพร่นำฏศลิ ปพ์ ื้นเมอื งสกลนครให้แก่ผู้
ทส่ี นใจ
3) ผลกระทบ (Impact)
1. ประชำชน คนไทยร้จู ักกำรแสดงนำฏศิลปพ์ ื้นเมืองสกลนคร
2. ประชำชนมีควำมรกั และหวงแหนนำฏศลิ ปพ์ ื้นเมืองสกลนคร
11. ผลงำนท่ีส่งมอบ
1. รำยงำนผลกำรดำเนินงำนโครงกำรอนรุ กั ษน์ ำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมอื งอีสำน : ท้องถนิ่
สกลนคร
2. คมู่ ือกำรอบรมโครงกำรอนรุ กั ษน์ ำฏศลิ ปพ์ ื้นเมืองอสี ำน : ทอ้ งถ่ินสกลนคร
3. วิดที ัศน์ชดุ กำรแสดงพ้ืนถน่ิ สกลนคร เช่น ฟอ้ นบำยศรสี ู่ขวัญ กำรรำมวยโบรำณ
ฟอ้ นภไู ทสกลนคร ฟอ้ นภไู ทสำมเผำ่ โส้ทงั่ บงั้ ฯลฯ
12. กำรประเมินผลควำมสำเรจ็ ของโครงกำร
กำรประเมินควำมสำเร็จของโครงกำรสำมำรถนำเสนอในรปู ของตำรำงได้ ดังน้ี
ตัวชีว้ ัดควำมสำเรจ็ วิธกี ำรประเมนิ เครือ่ งมอื
(สอดคลอ้ งกับจดุ ประสงค์) แบบสงั เกตกำรปฏบิ ตั ิ
1. ครแู ละนักเรียนแกนนำ มคี วำมรู้และ สงั เกตจำกทักษะกำรกำรปฏิบตั ิ
ทักษะกำรแสดงนำฏศิลปพ์ ื้นเมืองอนรุ ักษ์ ดำ้ นกำรแสดงนำฏศิลปพ์ ื้นเมอื ง
และกำรกำรแสดงนำฏศลิ ปพ์ ื้นเมือง อนุรกั ษ์ และกำรกำรแสดง
สร้ำงสรรค์ นำฏศิลปพ์ ื้นเมืองสรำ้ งสรรค์
2. ผเู้ ข้ำอบรมสำมำรถแสดงนำฏศลิ ป์ 2. สงั เกตจำกกำรแสดงนำฏศิลป์
พ้ืนเมืองของจังหวดั สกลนครได้อย่ำง
ถกู ตอ้ ง อย่ำงนอ้ ย 3 รำยกำร พ้ืนเมืองอนุรักษ์ และกำรกำรแสดง แบบสงั เกตกำรณป์ ฏิบัติ
3. ผ้เู ขำ้ อบรมมคี วำมรกั ควำมหวงแหน นำฏศิลปพ์ ื้นเมืองสรำ้ งสรรค์ แบบประเมินผลงำน
อนรุ ักษแ์ ละสบื สำนนำฏศิลปพ์ ้ืนเมืองได้
1. สอบถำม แบบสัมภำษณ์
2. ผลงำนกำรแสดง ประเมินควำมพึงพอใจ
นำยวีระพงศ์ มนต์อินทร์
ครูรำงวลั มูลนิธสิ มเดจ็ เจ้ำฟำ้ มหำจักรี จังหวัดสกลนคร
ระดับครูขวญั ศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนรุ ักษน์ ำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมอื งอีสำน : ทอ้ งถนิ่ สกลนคร 5
13. งบประมำณ
กำรดำเนนิ โครงกำรได้เสนอของบประมำณเพ่ือขอรบั กำรสนับสนนุ จำกกองทุนเพื่อ
ควำมเสมอภำคทำงกำรศกึ ษำ กสศ.
14. ผู้รบั ผดิ ชอบโครงกำร
(1) นำยวีระพงศ์ มนต์อนิ ทร์ ผู้รับผดิ ชอบโครงกำรหลัก (ในฐำนะผรู้ ับทนุ )
ที่ทำงำน โรงเรยี นธำตุนำรำยณว์ ิทยำ จงั หวัดสกลนคร
ทีอ่ ยู่ 190 หมู่ 10 บำ้ นโพนยำงคำ ตำบลโนนหอม อำเภอเมือง
จงั หวัดสกลนคร
โทร 089-9401620
อเี มลล์ [email protected]
(2) นำยเอกชยั บุตรแสนคม
ที่ทำงำน โรงเรียนธำตนุ ำรำยณว์ ทิ ยำ จังหวัดสกลนคร
ที่อยู่ โรงเรยี นธำตุนำรำยณว์ ทิ ยำ ตำบลธำตเุ ชิงชมุ อำเภอเมอื ง
จงั หวัดสกลนคร
โทร 081-8728585
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อินทร์
ครูรำงวัลมลู นิธสิ มเด็จเจำ้ ฟำ้ มหำจักรี จังหวัดสกลนคร
ระดับครูขวัญศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรกั ษน์ ำฏศิลปพ์ ้ืนเมืองอีสำน : ทอ้ งถิ่นสกลนคร 6
สว่ นที่ 1 กำรแสดงนำฏศิลปพ์ ื้นเมอื งอีสำน
กรณศี ึกษำ : ฟอ้ นภไู ทสกลนคร
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวัลมูลนธิ สิ มเด็จเจำ้ ฟำ้ มหำจกั รี จงั หวัดสกลนคร
ระดับครขู วัญศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรักษ์นำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมืองอีสำน : ท้องถิ่นสกลนคร 7
อสี ำน
1. สภำพทำงภูมิศำสตร์
2. ศำสนำและควำมเช่อื
3. จำรีต ประเพณี วฒั นธรรม
1. สภำพภมู ศิ ำสตร์
1.1 สภำพทัว่ ไปของภำคอสี ำน
ภำคตะวนั ออกเฉียงเหนอื หรอื ทีเ่ รียกกันทัว่ ไปวำ่ “ภำคอีสำน” มเี น้ือทีป่ ระมำณ
168,854 ตำรำงกิโลเมตร เท่ำกบั ร้อยละ 32.91 หรอื ประมำณ 1 ใน 3 ของเนอ้ื ทีป่ ระเทศ
ไทย นอกจำกนีย้ งั มปี ระชำกรมำกกวำ่ 20 ล้ำนคน หรือประมำณ 1 ใน 3 ของจำนวน
ประชำกรทง้ั หมดในประเทศไทย
พื้นทภ่ี ำคอีสำนประกอบด้วย 19 จงั หวดั คอื กำฬสินธุ์ ขอนแก่น ชยั ภูมิ
บรุ ีรัมย์ นครพนม นครรำชสมี ำ หนองคำย อุดรธำนี ยโสธร มหำสำรคำม รอ้ ยเอด็ ศรีสะ
เกษ มกุ ดำหำร อบุ ลรำชธำนี สรุ ินทร์ เลย หนองบัวลำภู อำนำจเจริญ และสกลนคร ภมู ิ
ประเทศโดยท่ัวไปของภำคอสี ำนเป็นแอง่ ทรี่ ำบขนำดใหญ่ มีทวิ เขำกั้นเป็นขอบสูงชันทำงทิศ
ตะวันตกและทศิ ใต้ แลว้ ตะแคงลำดไปทำงทิศตะวันออกลงสูแ่ ม่น้ำโขง กำรมที วิ เขำเป็นขอบ
สูงทำงทศิ ตะวนั ตกและทศิ ใต้นีเ้ อง ทำใหค้ นเรยี กชือ่ ภูมปิ ระเทศของภำคอสี ำนวำ่ “ทรี่ ำบสงู
โครำช” (Khorat Plateau)
แนวทิวเขำทำงด้ำนตะวนั ตกของภำคอีสำน ประกอบดว้ ยทวิ เขำเพชรบรู ณแ์ ละ
ทิวเขำดงพญำเยน็ สว่ นแนวทวิ เขำด้ำนใต้ประกอบดว้ ยทวิ เขำสนั กำแพงและทวิ เขำพนมดง
รัก นอกจำกนีย้ ังมี “ทิวเขำภพู ำน” ซง่ึ เป็นทิวเขำเต้ยี ๆ ทอดผำ่ นทำงตอนในของภำคตำม
แนวทิศตะวันออกเฉยี งใต้และตะวนั ตกเฉยี งเหนอื ทำใหท้ วิ เขำภูพำนแบ่งภำคอสี ำนออกเป็น
2 สว่ น คือ “แอ่งสกลนคร” (Sakon Nakhon Basin) อยู่ทำงตอนเหนือ และ “แอง่
โครำช” (Khorat Basin) อย่ทู ำงตอนใต้
บรเิ วณแอง่ สกลนคร เป็นบรเิ วณทีร่ ำบอยรู่ ะหว่ำงทำงดำ้ นเหนือของ
เทอื กเขำภพู ำนกบั แม่น้ำโขง เรยี กอกี ชือ่ หนึง่ ว่ำ “อีสำนเหนือ” ลำน้ำสว่ นใหญ่ไหลจำกเขตท่ี
สูงของทวิ เขำภพู ำนไปยังดำ้ นทิศเหนือ และดำ้ นทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื แลว้ ไหลลงสู่แม่น้ำ
โขง เช่น ลำน้ำโมง ลำน้ำหว้ ยหลง ลำน้ำก่ำ ลำน้ำพุง ลำน้ำเลย ลำน้ำเหอื ง ฯลฯ ลำน้ำ
สำคัญของแอ่งสกลนคร คือ “ลำน้ำสงครำม” ส่วนบริเวณแอง่ โครำช เป็นบรเิ วณที่รำบ
ลุม่ แม่น้ำมลู และแม่น้ำชี อยูท่ ำงทศิ ใต้ของเทือกเขำภูพำนเรยี กอีกชอ่ื หนึ่งวำ่ “อสี ำนใต้” มี
พื้นทข่ี นำดใหญ่กว่ำพ้ืนทแ่ี อง่ สกลนครครอบคลุมพื้นทีป่ ระมำณ 3 ใน 4 ของภำค
ตะวนั ออกเฉียงเหนอื ท้ังหมด นบั วำ่ เป็นทีร่ ำบท่ีมพี ื้นที่กวำ้ งขวำงมำกที่สดุ ของประเทศไทย
มีควำมสงู เฉลีย่ ประมำณ 120-170 เมตร จำกระดับน้ำทะเลปำนกลำง ลำน้ำสำคัญของ
แอ่งโครำช คอื “ลำน้ำช”ี และ “ลำน้ำมลู ” สภำพทำงธรณขี องภำคอีสำนส่วนใหญเ่ ป็นภเู ขำ
หนิ ทรำย ส่งผลใหส้ ภำพภูมปิ ระเทศ และธรรมชำตมิ ีควำมแปลกตำไปจำกภมู ิภำคอน่ื ของ
ประเทศ โดยเฉพำะลักษณะภเู ขำหินทรำยยอดตดั ท่ีเรยี กวำ่ “ภู” ได้แก่ ภูกระดงึ ภูหลวง ภู
เรอื และภเู พ็ก เป็นต้น จำกทย่ี อดเขำทีม่ ที ่ีรำบกวำ้ งใหญอ่ ยดู่ ้ำนบน ขณะบรเิ วณท่ีอยู่ที่
ต่ำลงมำเป็นท่รี ำบลกู คล่นื (Rolling Plain) และมีทร่ี ำบท่ีมีอำณำบรเิ วณกว้ำงใหญร่ อบๆ
“ทุง่ กลุ ำรอ้ งไห้” ซ่งึ เป็นท่รี ำบต่ำบริเวณกน้ แอง่ โครำช รวมทั้งบรเิ วณที่รำบรอบๆ
หนองหำน จังหวัดสกลนครท่เี ป็นบรเิ วณที่รำบต่ำบรเิ วณกน้ แอ่งสกลนคร บริเวณท่ีรำบ
เหล่ำนีจ้ ะเป็นทอ้ งนำ ทุ่งข้ำว และพ้ืนทเ่ี กษตรกรรม
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวัลมูลนธิ สิ มเดจ็ เจำ้ ฟำ้ มหำจักรี จงั หวดั สกลนคร
ระดบั ครูขวญั ศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรักษน์ ำฏศิลปพ์ ้ืนเมอื งอีสำน : ท้องถน่ิ สกลนคร 8
จำกลักษณะสภำพทำงภูมิศำสตร์และธรณีวิทยำ ยังพบว่ำ ภำคอีสำนเป็นดินแดน ดึกดำ
บรรพ์ มีอำยุรำว 200 ล้ำนปีมำแล้ว พ้ืนที่ภำคอีสำนกว้ำงใหญ่ อุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำลำ
ธำรหลำยสำยหลจำกเทือกเขำ รวมท้ังมีหนอง บึง และทะเลสำปน้ำจืด อำกำศร้อนช้ืน
ฝนตกชุก มีปำ่ ไมห้ นำทึบ และในแหล่งน้ำเหล่ำน้นั ปรำกฏมีพืชน้ำหลำยหลำกชนดิ
สภำพแวดล้อมเช่นนี้เหมำะสมอย่ำงย่ิงต่อกำรดำรงชีวิตของสัตว์ดึกดำบรรพ์
ที่เรียกว่ำ “ไดโนเสำร์” มีหลักฐำนอยู่ในช้ันหินทรำยหลำยแห่งในภำคอีสำน มีทั้งซำก
ฟอสซิล และรอยเทำ้ ไดโนเสำร์ท่ีมที ้งั ไดโนเสำร์กินพืช และกินเนื้อหลำยชนิด เช่น ท่ีอุทยำน
แห่งชำติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น และภูกุ้มข้ำว จังหวัดกำฬสินธุ์ ทำให้ทรำบว่ำดินแดน
ภำคอีสำนของประเทศไทยแห่งนี้เคยเป็นท่ีรำบลุ่ม และทะเลสำปน้ำจืด ซ่ึงเป็นท่ีอยู่ของ
ไดโนเสำร์ สัตว์โลกดึกดำบรรพ์ และที่สำคัญของภำคอีสำนในอดีตอีกประกำรหนึ่งคือ
เคยเป็นดินแดนที่ได้รับอิทธิพลสมัยขอมมำก่อน ดังปรำกฏปรำสำทหิน ขนำดใหญ่น้อยที่มี
ควำมสวยงำมมำกมำยหลำยแหง่ เชน่ ปรำสำทเขำพระวิหำร จังหวัดศรีสะเกษ ปรำสำทหิน
พนมรุ้ง จังหวัดบรุ รี ัมย์ ปรำสำทหนิ นำรำยเจงเวง จังหวัดสกลนคร
ดินแดนแห่งนี้ยังเป็นอำรยธรรมยุคก่อนประวัติศำสตร์ มีหลักฐำนพบว่ำ คนอีสำน
พวกแรกมีชวี ิตรอ่ นเร่ อย่ใู นดนิ แดนอสี ำนมำนำนกว่ำ 5,000 ปีมำแล้ว หลังจำกนัน้ ยังพบ
หลักฐำนทำงโบรำณคดีท่ียืนยันว่ำ คนพวกนี้ปลูกเรือนอยู่เป็ นท่ี รู้จักกำรปลูกข้ำว
เล้ียงสัตว์ รู้จักทำภำชนะดินเผำ และรู้จักทำสำริดเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ฯลฯ โดยเฉพำะ
แหล่งโบรำณคดีท่ีบ้ำนเชียง จังหวัดอุดรธำนี ซ่ึงได้รับกำรข้ึนทะเบียนเป็นมรดกโลกทำง
วัฒนธรรม จำกสภำพท่วั ไป และสภำพทำงภูมิศำสตรด์ งั กลำ่ วเห็นได้ว่ำ ภำคอสี ำนหรือภำค
ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีควำมสำคัญเป็นอย่ำงยิ่ง เพรำะนอกจำกมีขนำด
พื้นท่ีและจำนวนประชำกรมีขนำดใหญ่ 1 ใน 3 ของประเทศแล้ว ภำคอีสำนยังมีลักษณะ
ภูมิสัณฐำนที่มีควำมแปลกตำไปจำกภูมิภำคอ่ืน มีทิวเขำหินทรำยที่มีลักษณะเป็นภูเขำยอด
ตัด มีพื้นที่รำบกว้ำงใหญ่ ท่ีเป็นแหล่งปลูกข้ำวท่ีสำคัญของประเทศ นอกจำกน้ีภำคอีสำน
ยังเป็นแหล่งสำคัญทำงธรณีวิทยำ พบฟอสซิลไดโนเสำร์หลำยชนิดและเป็นแหล่งอำรย
ธรรมยุคกอ่ นประวตั ิศำสตร์ ซง่ึ ไดร้ บั กำรขึ้นทะเบยี นเป็นมรดกโลกทำงวฒั นธรรมอกี ด้วย
2. ศำสนำและควำมเช่ือ
ชำวอีสำนมีควำมเล่ือมใสศรัทธำในพระพุ ทธศำสนำ เคำรพบิดำมำรดำ ครูบำ
อำจำรย์ กตญั ญตู อ่ ผู้มพี ระคุณ เช่อื ในกฎแหง่ กรรม มีควำมเมตตำกรณุ ำ เอื้อเฟ้ อื เผ่ือแผ่
ต่อกนั และมกี ำรสืบทอดควำมเช่อื มำแต่บรรพบุรษุ คนอสี ำนยังมคี วำมเชื่อท่ียังเหนียวแน่น
คนอีสำนมีควำมเชื่อที่ยังเหนียวแน่นในเร่ืองภูตผีวิญญำณ ถึงแม้ว่ำพระพุทธศำสนำจะเข้ำ
มำมีบทบำทในสังคมภำคอีสำนในปัจจุบันก็ตำม ทั้งๆที่หลักกำรของพระพุ ทธศำสนำเป็น
เรื่องของเหตุผลแตก่ ไ็ มไ่ ด้ลบลำ้ งควำมเชอื่ ของคนอีสำนได้ บำงคร้ังยังเอำพระพุทธศำสนำ
เข้ำมำร่วมกับควำมเช่ือได้อย่ำงกลมกลืน แต่ควำมเช่ือของคนอีสำนน้ัน ถือว่ำถ้ำเชื่อว่ำถ้ำ
ส่ิงใดนำเอำควำมเดือดร้อนมำให้ก็จะไม่ทำสิ่งนั้น ถ้ำทำแล้วเกิดประโยชน์ก็จะทำส่ิงนั้น
วิถีชีวิตของคนอีสำนจึงผูกพันกับควำมเช่ือตลอด ควำมเช่ือเป็นพ้ืนฐำนให้เกิดปัญญำ
ควำมเช่อื กอ่ ใหเ้ กิดกำรคดิ ค้นหำวธิ กี ำรซง่ึ กระบวนกำรคิดค้นกค็ ือกำรใช้ปัญญำนนั่ เอง
นำยวีระพงศ์ มนต์อินทร์
ครูรำงวลั มลู นิธสิ มเด็จเจ้ำฟำ้ มหำจกั รี จงั หวดั สกลนคร
ระดบั ครูขวัญศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนรุ กั ษน์ ำฏศิลปพ์ ้ืนเมอื งอีสำน : ทอ้ งถิ่นสกลนคร 9
3. จำรตี ประเพณี วัฒนธรรม
จำรีต กอ่ ประเพณี เกดิ วฒั นธรรม
ภำคอีสำนได้รับอิทธิพลจำกล้ำนช้ำง เข้ำใจว่ำวัฒนธรรมล้ำนช้ำงได้รับอิทธิพลจำก
วฒั นธรรมจีน นัน่ คอื กำรเคำรพบรรพบรุ ุษ ผปี ตู่ ำ ผแี ถน ผฟี ำ้ ผตี ำแฮก (ผีนำผีไร่) จำรีต
ประเพณีของภำคกลำงจึงมีลักษณะเป็นพรำหมณ์มำกกว่ำพุ ทธ ฮีตสิบสอง หรือ จำรีต
ประเพณี ประจำสิบสองเดือน ท่ีสมำชิกในสังคมได้มีโอกำสร่วมชุมนุมกันทำบุญ
เป็นประจำเดือนในทุกๆ เดือนของรอบปี "ฮีต" มำจำกคำว่ำ "จำรีต" ถือเป็นจรรยำของ
สงั คม ถำ้ ฝำ่ ฝืนมคี วำมผดิ เรียกว่ำ ผดิ ฮตี หมำยถงึ ผิดจำรีต
ฮีตสิบสอง มำจำกคำ 2 คำ คือ ฮีต กับ สิบสอง ฮีตมำจำกคำว่ำ จำรีต หมำยถึง
สิ่งท่ปี ฏิบัตสิ ืบตอ่ กนั มำจนกลำยเป็นประเพณที ดี่ งี ำมชำวอีสำน เรยี กว่ำ จำฮีตหรือฮีต ส่วน
คำว่ำ สิบสอง หมำยถึงเดือนทั้ง 12 เดือน ดังนั้น คำว่ำ ฮีตสิบสอง จึงหมำยถึง จำรีต
ประเพณสี ิบสองรำยกำรคอื ประเพณปี ระจำสิบสองเดอื นน่นั เอง
ผไู้ ทในสกลนคร
1) ควำมเป็นมำ
กลุ่มชำติพันธ์ุผ้ไู ทหรอื ภไู ท จดั อยูใ่ นกล่มุ ตระกูลภำษำไท-กะได (Tai Kadai
Languages Family) เดมิ มีถ่นิ ฐำนอำศัยอยู่บริเวณแคว้นสิบสองจุไททำงตอนเหนือของ
ลำวและเวียดนำม ติดต่อกับภำคใต้ของจีนโดยเฉพำะแถบบริเวณลุ่มแม่น้ำดำกับแม่น้ำแดง
โดยอำศัยอยู่รวมกับเผ่ำอื่น เนื่องจำกควำมอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำดังกล่ำว ชำวผู้ไท
บริเวณนี้แบง่ ออกเป็น 2 กลุม่ คือ
1. กล่มุ ผู้ไทบรเิ วณเมืองไล (เจำ) ประกอบดว้ ย ชำวผไู้ ททอี่ ำศยั อยู่ใน
4 เมือง คอื เมอื งเจยี น เมืองมุน เมืองบำงและเมืองไล บำงครั้งเรียกว่ำ กลุ่มผู้ไทขำวและ
ผูไ้ ทแดง
2. กลมุ่ ผ้ไู ทบริเวณเมืองแถน (เดียนเบยี นฟู)
ประกอบด้วย ชำวผู้ไทท่ีอยู่อำศัยอยู่ใน 8 เมือง คือ เมืองควำย เมืองคุง เมืองม่วย
เมืองลวย เมืองโมะ เมืองหวัด เมืองซำง และเมือแถง โดยทั่วไปเรียกว่ำกลุ่มผู้ไทดำ
นอกจำกน้ียังมีบำงกลุ่มได้อพยพเข้ำมำตั้งบ้ำนเรือนในพื้นท่ีตอนกลำงของลำวข้ึนต่อ
เวียงจนั ทนเ์ รยี กว่ำ ผู้ไทวัง ผไู้ ทกะปอง ผไู้ ทกะตำก ก่อนอพยพเข้ำมำต้ังถ่ินฐำนในประเทศ
ไทยในระยะต่อมำ
จำกหลักฐำนทำงประวัติศำสตร์ทำให้ทรำบว่ำ กลุ่มชำติพันธุ์ผู้ไทหรือผู้ไท
อพยพเข้ำมำต้ังถิ่นฐำนในสกลนครหลำยคร้ังด้วยกัน โดยเฉพำะในสมัยรัชกำลที่ 3 แห่ง
กรุงรัตนโกสินทร์มีกำรอพยพเข้ำมำมำกท่ีสุด นอกจำกน้ีพบต้ังถิ่นฐำนกระจำยตัวอยู่ใน
บริเวณตำ่ งๆ ของแอ่งสกลนคร อำทิ นครพนม มุกดำหำร กำฬสินธ์ุ ระยะต่อมำชุมชนชำว
ผ้ไู ทไดร้ บั กำรยกข้ึนเป็นบ้ำนเมอื งหลำยแหง่ ดว้ ยกัน ประกอบด้วย เมืองเรณูนคร(เมืองเว)
เมืองพรรณนำนิคม เมืองภูแล่นช้ำง(เมืองภูแดนช้ำง) เมืองหนองสูง เมืองเสนำนิคม
เมืองคำเข่อื นแก้ว และเมอื งวำริชภูมิ เป็นตน้
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวัลมลู นธิ ิสมเด็จเจำ้ ฟำ้ มหำจักรี จงั หวัดสกลนคร
ระดบั ครูขวญั ศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรักษน์ ำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมืองอีสำน : ท้องถน่ิ สกลนคร 10
ภำพผูห้ ญงิ ผู้ไทในมณฑลอดุ ร ถ่ำยเมอื่ ครัง้ สมเด็จพระเจำ้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยำดำรงรำชำนุภำพ
เสด็จตรวจรำชกำรมณฑลอุดร ในปี พ.ศ.2449ภำพจำก สำนกั หอจดหมำยเหตุแหง่ ชำติ
ภำพผหู้ ญิงผไู้ ทในมณฑลอุดร ถ่ำยเมื่อครั้ง สมเดจ็ พระเจ้ำบรมวงศเ์ ธอ กรมพระยำดำรงรำชำนุภำพ
เสด็จตรวจรำชกำรมณฑลอุดร ในปี พ.ศ.2449 ภำพจำก สำนกั หอจดหมำยเหตแุ หง่ ชำติ
ภำพกำรแต่งกำยของหญงิ สงู อำยใุ นมณฑลอดุ รถำ่ ยเมอ่ื คร้งั สมเด็จพระเจ้ำบรมวงศเ์ ธอ
กรมพระยำดำรงรำชำนุภำพ เสด็จตรวจรำชกำรมณฑลอุดร ในปี พ.ศ. 2449 จำกสำนกั หอ
จดหมำยเหตุแหง่ ชำติ กรมศิลปำกร
นำยวีระพงศ์ มนต์อินทร์
ครูรำงวลั มูลนิธิสมเดจ็ เจ้ำฟำ้ มหำจกั รี จงั หวดั สกลนคร
ระดบั ครูขวัญศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรักษน์ ำฏศิลปพ์ ื้นเมืองอสี ำน : ท้องถน่ิ สกลนคร 11
2) กำรตงั้ ถนิ่ ฐำน
กลุ่มชำติพันธุ์ผู้ไทหรือผู้ไทสกลนครส่วนใหญ่ต้ังถิ่นฐำนอำศัยอยู่เป็นหลัก
แหล่งกระจำยอยู่ตำมหมู่บ้ำนบริเวณเชิงเขำภูพำนโดยเฉพำะบริเวณพื้นที่อำเภอวำริชภูมิ
และอำเภอพรรณำนิคม แต่มีบำงส่วนตั้งถิ่นฐำนอำศัยอยู่ในแถบอำเภอพังโคน อำเภอ
วำนรนิวำส อำเภอบำ้ นม่วงและอำเภอคำตำกล้ำ โดยพบว่ำมีกำรต้ังถ่ินฐำนอยู่ในบริเวณ
แอ่งสกลนครหลำยครั้งด้วยกัน สำหรับกลุ่มชำติพันธ์ุผู้ไทในเขตจังหวัดสกลนคร
ประกอบด้วย 3 กลมุ่ หลกั ๆ ดังนี้
- ผไู้ ทวงั ต้งั ถน่ิ ฐำนอยูใ่ นแถบอำเภอพรรณนำนคิ ม
- ผู้ไทกะปอง ต้งั ถิน่ ฐำนอยู่ในแถบอำเภอวำริชภมู ิ
- ผ้ไู ทกะตำก ตง้ั ถ่ินฐำนในเขตตำบลโนนหอม อำเภอเมอื ง
จงั หวดั สกลนคร ทิศใต้ของหนองหำน เป็นตน้
3) ลักษณะชำตพิ ันธุ์
ลักษณะท่ัวไปของกลุ่มชำติพันธ์ุผู้ไทหรือภูไท คือ ส่วนใหญ่ผู้หญิงมักมี
โครงรำ่ งค่อนขำ้ งสูงสว่ นผูช้ ำยมรี ูปรำ่ งสนั ทัด ผิวขำวกว่ำกลุ่มชำติพันธุ์อื่น ใบหน้ำเรียว
รูปไข่ไม่เหล่ียมมำก จมูกมัน ผมเหยียดตรง ทั้งชำยและหญิง มีควำมโดดเด่นทำง
เอกลกั ษณท์ ำงภำษำและวัฒนธรรมประเพณี นอกจำกนี้ในนิทำนโบรำณคดี พระนิพนธใ์ น
สมเดจ็ ฯกรมพระยำดำรงรำชำนุภำพ เม่ือครั้งเสด็จตรวจรำชกำรมณฑลอุดรและมณฑล
อีสำน พ.ศ.2449 ได้กล่ำวถึงกลุ่มชำติพันธ์ุผู้ไทหรือผู้ไทว่ำ “ผิวพรรณผ่องกว่ำจำพวก
อ่ืน ผหู้ ญิงหน้ำตำก็หมดจด”
4) ลกั ษณะทำงสงั คม
ชำวผู้ไทเป็นกลุ่มชนที่มีควำมขยัน อดออม และมีวัฒนธรรมในเรื่องกำรถัก–ทอ
เด่นชัด จึงปรำกฏเส้ือผ้ำชนิดต่ำงๆ ทั้งผ้ำฝำ้ ย ไหม ในกลุ่มชำวผู้ไท เช่น ผ้ำแพรวำ ใน
ปัจจุบัน เป็นผ้ำที่ผลิตยำกใช้เวลำนำน มีควำมสวยงำม จึงนับว่ำชนกลุ่มนี้มีวัฒนธรรม
เร่ืองเสื้อผ้ำเด่นชัดมำก โดยเฉพำะกำรทอผ้ำซ่ินหมี่ ตีนต่อ เป็นตีนต่อขนำดกว้ำง 4-5
นิ้ว (มอื ) เรียกวำ่ "ตีนเตำ๊ ะ" เป็นท่ีนิยมในกลุ่มผู้ไททอเป็นหมี่สำด หมี่หม้อย้อมครำม จน
เป็นสีครำมแก่เกอื บเป็นสีดำ ชำวบ้ำนมักเรียก "ผำ้ ดำ" หรอื "ซิ่นดำ
นำยวีระพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวัลมูลนธิ สิ มเดจ็ เจำ้ ฟำ้ มหำจักรี จงั หวัดสกลนคร
ระดับครูขวญั ศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรักษน์ ำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมอื งอีสำน : ท้องถนิ่ สกลนคร 12
กำรแต่งกำย ผู้ชำย นิยมนุ่งกำงเกงขำก๊วย สีดำหรือนุ่งโสร่งตำหมำกรุก เส้ือใช้
ผำ้ สีครำมหรือดำชนิดเดียวกับกำงเกง สวมเส้ือคอกลมแคบชิดคอหรือคอจีน ตัวเส้ือผ่ำ
อกตลอด ชำยเส้ือผ่ำข้ำง จะเป็นแขนยำวหรือแขนส้ันก็ได้ มีผ้ำคำดเอว และโพกศีรษะ
ผู้ชำยโบรำณมักนิยมสักแขนขำ ลำยด้วย หมึกสีดำ แดง ถือเป็ นเครื่องรำงและ
แสดงออกถงึ ควำมเป็นชำยชำตรี
ผู้หญิง นิยมนุ่งผ้ำซิ่นท่ีทำจำกผ้ำ ซึ่งลักษณะเด่นของซิ่นผู้ไท คือ กำรทอและ
ลวดลำยเช่น ทอเป็นลำยนำคเล็กๆ นอกจำกนี้มีลำยอื่นๆ เช่น หม่ีปลำ หมี่กระจัง หม่ีข้อ
หมขี่ อ ทำเป็นหม่คี ่ันหรอื หมี่ลวด ต่อด้วยหัวซิ่นและตีนซิ่นท้ังขิดและจก นอกจำกน้ียังพบ
ผำ้ มัดหมฝ่ี ำ้ ยสขี ำวสลับดำย้อมใบครำมหรอื มะเกลือสดี ำ เย็บต่อด้วยหวั ซน่ิ ตีนซิ่น ผู้หญิง
ชำวผู้ไทมกั สวมเสอ้ื แขนกระบอก คอต้ังแบบเส้ือคอจีน ติดกระดุมกะลำ กระดุมเงิน หรือ
เหรยี ญสตำงค์ เชน่ เหรยี ญสตำงค์ห้ำ สตำงค์สิบ มำติดเรยี งเป็นแถว ตวั เสอื้ นยิ มใชผ้ ้ำ
ย้อมครำมเขม้ หรอื สีดำ บำงท้องที่นิยมตกแต่งสำบเสื้อด้วยผ้ำลวดลำยต่ำงๆ ตกแต่งไว้
อย่ำงสวยงำม ในรำว พ.ศ. 2480 โดยมีผู้นำผ้ำขลิบแดงติดชำยเส้ือ เช่น ที่คอสำบเสื้อ
ปลำยแขนเพื่อใชใ้ นกำรฟอ้ นผู้ไทสกลนคร และใช้กันมำจนถงึ ปัจจุบนั
ผู้หญิงผู้ไททุกคนไม่ว่ำสำวหรือแก่ไว้ผมยำวเกล้ำมวยสูง มีป่ ินหรือลูกประคำ
ประดับที่มวยผม สำหรับชำวผู้ไทในจังหวัดกำฬสินธ์ุ อุดรธำนี ร้อยเอ็ด และมุกดำหำร
นิยมใชผ้ ำ้ มนหรือแพรมน (แพรฟอย) ทำเป็นผำ้ ส่ีเหลี่ยมเล็กๆ ม้วนผกู มวยผม
เคร่ืองประดับของชำวผู้ไท สวมสร้อยคอ สร้อยข้อมือ ข้อเท้ำ ด้วยโลหะเงิน ทอง
หรือนำก
เคร่ืองนุ่งห่ม ชำวผู้ไทเป็ นเผ่ำท่ีทำเคร่ืองนุ่งห่ม โดยเฉพำะผ้ำห่มจนเหลือใช้
(แม้กระทั่งในปัจจุบัน ชำวผู้ไทก็ยังทำผ้ำห่มไว้มำก แขกมำเย่ียมมำพักมีให้ห่มอย่ำง
พอเพียง) ส่วนเสื้อผ้ำก็พอมีใช้ไม่ฟุ ม่ เฟือย แต่ไม่ขัดสน ด้วยฝีมือควำมสำมำรถของ
ตนเอง ซ่ึงบำงอย่ำงสวยงำมมีศิลปะ ในอดีตนั้นวัสดุในกำรผลิตผ้ำหำมำเองโดยกำร
ปลูกบ้ำง เอำจำกท่ีมีอยู่ตำมธรรมชำติบ้ำง โดยผ่ำนกระบวนกำรต่ำงๆ จนเป็ น
เครื่องนุ่งห่มล้วนหำมำเอง ทำขึ้นเองท้ังส้ิน เช่น ฝำ้ ย เร่ิมตั้งแต่กำรปลูก จนถึงขั้นทอ
เป็นผำ้ ล้วนแตท่ ำเอง ในปัจจบุ นั นี้มโี รงงำนท่ีทันสมัยท่ผี ลติ วสั ดทุ จ่ี ะทำเคร่อื งนุ่งห่มแล้ว
รำคำไม่แพง สี ลวดลำย แบบ มใี หเ้ ลือกมำกมำย
ผ้ำหม่ (จอ่ ง) ผ้ำหม่ ผืนเล็กๆ เป็นวฒั นธรรมของกลุ่มพื้นเมอื งอีสำน ใช้สำหรับห่ม
แทนเส้ือกันหนำว ใช้คลุมไหล่ เช่นเดียวกับกลุ่มไท–ลำว ท่ีนิยมใช้ผ้ำขำวม้ำพำดไหล่
ผ้ำห่มของกลุ่มชนต่ำงๆ ในเวลำต่อมำทำให้มีขนำดเล็กลง ทำเป็นผ้ำสไบ และเป็นส่วน
ประดบั แทนประโยชนใ์ ช้สอย เดมิ คือหม่ กันหนำว หรือปกติปิดรำ่ งกำยส่วนบนโดยกำรห่ม
ทับเส้ือ นอกจำกน้ียังมีผ้ำแพรวำ ซึ่งมีแหล่งใหญ่ที่บ้ำนโพน อำเภอคำม่วง จังหวัด
กำฬสินธุ์ นับเป็นผ้ำจ่องท่ีสวยงำมหำชมได้ยำกในปัจจุบันนอกจำกผ้ำจ่องแล้ว ชำวผู้ไท
ยังมีลำยผ้ำ ซึ่งใช้เป็นผ้ำกั้นห้อง หรือใช้ห่มแทนเส้ือกันหนำว หรือต่อกลำงสองผื่นเป็น
ผ้ำหม่ ขนำดใหญ่พอสมควร
วสั ดุทใ่ี ช้ในกำรทำเครื่องนุ่งห่ม วัสดุท่ีใช้ทอผ้ำมีฝำ้ ยเป็นหลัก และไหม สีย้อมผ้ำก็
เป็นสที ีไ่ ดจ้ ำกธรรมชำติ และสีท่ีชำวผู้ไทชอบใช้มำกที่สุด คือ สีดำท่ีได้จำกต้นครำม กำร
ใชผ้ ำ้ ของชำวผไู้ ทในอดีตนัน้ ผำ้ บำงชนดิ กม็ ีกำลเทศะในกำรใช้ เช่น "ผ้ำจ่อง" เป็นผ้ำท่ีทอ
อย่ำงดี สีย้อมด้วยคร่ัง จะใช้คลุมหีบศพ (ผู้มั่งมี) ผ้ำสี่เหำก็ใช้คลุมหีบศพได้เช่นกัน
เสื้อผ้ำทตี่ ัดเยบ็ ใหมๆ่ เรียกว่ำ "ส้งเอำบญุ " หรือ "ชุดเอำบุญ" จะไม่ใส่เล่นจะเก็บไว้ในหีบ
อยำ่ งดพี อมงี ำนบุญจะเอำออกมำใช้
นำยวีระพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวลั มูลนิธสิ มเดจ็ เจำ้ ฟำ้ มหำจักรี จงั หวัดสกลนคร
ระดบั ครูขวญั ศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนรุ ักษ์นำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมอื งอสี ำน : ท้องถน่ิ สกลนคร 13
โสร่งไหมเป็นผ้ำช้ันดีหำยำก จะมีเฉพำะผู้ท่ีมีภรรยำหรือแม่ท่ีเล้ียงไหม หรือผู้ท่ีมีฐำนะดี
สำมำรถนงุ่ ไปจบี สำวได้ เวลำน่งั ใกลส้ ำวจะถลกโสร่งข้นึ เลยเขำ่ อวดขำลำย หำกเมื่อสมัย
60 ปีกอ่ น บ่ำวใดมขี ำลำยผู้สำวจะรกั มำก ส่วนผำ้ ขำวมำ้ เป็นผ้ำอเนกประสงค์
ควำมเช่ือเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม จะเห็นแต่ผ้ำคลุมหีบศพ เม่ือหำมศพลงเรือนผ้ำ
คลุมหีบจะปลดออกไว้ใช้ตอ่ ไป ก่อนจะนำมำใช้จะมีพิธีโยนผ้ำก่อน ในปัจจุบันกำรโยนผ้ำก็
ยังปฏบิ ัตกิ นั อยู่ และนอกจำกนปี้ ระเพณขี องชำวผู้ไทเกี่ยวกับเครือ่ งนุ่งห่ม 4 อย่ำงน้ี คือ
ผ้ำห่ม ท่ีนอน หมอน ผ้ำขำวม้ำ หญิงสำวชำวผู้ไทยต้องจัดสร้ำงข้ึนมำไว้มำกๆ เม่ือหนุ่ม
มำขอแล้วฝำ่ ยสำวต้องเร่ง ส้ำงเค้ิง คือ สร้ำงเคร่ืองนุ่งห่มนั่นเอง ในปัจจุบันนี้ก็ยัง
ยึดถือประเพณีน้ีอยู่ เพียงแต่ว่ำหญิงสำวทุกวันนี้ต้องเรียนหนังสือ หรือไปทำงำนต่ำง
ถิ่นไม่มีเวลำทำ เมอื่ ใกล้จะแต่งงำน อำจจะใหญ้ ำติๆ ชว่ ยทำ หรอื ซ้ือสำเรจ็ รปู
ชำวผู้ไทยังมีเอกลักษณ์เป็นจุดเด่นอีกหลำยประเภท อำทิ กำรแต่งทำนองดนตรี
เรียกว่ำ “ลำย” เป็นเพลงของผู้ไท มีบ้ำนแบบผู้ไทคือ มีปอ่ งเอี้ยม เป็นช่องลม มีประตู
ปอ่ ง หน้ำตำ่ งยำวจรดพื้น มหี ้องภำยในเรือนเป็นห้องๆ ท่ีเรียกว่ำ ‘ห้องส่วม’ และในกำร
แสดงฟอ้ นผู้ไท ผู้ฟอ้ นจะสวมเล็บยำว ปลำยมีพู่สีแดง ฟอ้ นเพ่ือถวำยองค์พระธำตุ และ
ฟอ้ นในพิธีตอ้ นรบั แขกบ้ำนเมือง งำนประเพณีของชำวผู้ไทยส่วนใหญ่แล้วจะคล้ำยๆ กัน
ในส่วนของชำวผู้ไทวำรชิ ภูมิ คอื พิธบี วงสรวงเจ้ำปูม่ เหสกั ข์ ในวันท่ี 6 เมษำยน ทกุ ปี
5) ภำษำ
ภำษำที่ใช้เป็นภำษำผู้ไท และยังคงรักษำไว้ได้ด้วยดีตลอดมำ ภำษำผู้ไทเป็น
ภำษำทพ่ี ูดแปร่งไปจำกภำษำลำวและภำษำไทยภำคกลำง ซ่ึงไม่สำมำรถอธิบำยเป็นภำษำ
เขียนได้ เพรำะหลำยคำเสียงไม่ตรงกับวรรณยุกต์ใด จะยกตัวอย่ำงคำบำงคำที่พอจะ
อธิบำยเป็นภำษำเขียนไดพ้ อใกล้เคยี ง ดังน้ี
1) คำทีม่ สี ระ เ-ีย , เ-ือ , -ัว จะเป็นสระ เ-, เ-อ, โอ เช่น เมีย - เม , เขียน - เขน
, เขียด - เคด เสอื่ - เสอ , เลอื ด - เลดิ , เมือง - เมงิ , ผัว - โผ , ดว่ น - โดน
2) สระ ไ, ใ, -ัย บำงคำจะเป็นสระ เ-อ เชน่ ใต้ – เตอ้ (เสียงแปร่งอยรู่ ะหว่ำง
วรรรณยกุ ต์เอกและโท คอื .่......) ใส่ – เชอ ให้ (สงิ่ ของ) – เหอ้ (เสียงแปรง่ ) ใหม่ –
เมอ
3) พยัญชนะ ข จะเป็นตวั ห เชน่ เขียง-เหง ขำย- หำย ของเขำ- หองเหำ,เขำ
(สัตว์)- เหำ 4) พยญั ชนะ ร จะเป็น
ฮ เชน่ เรือ – เฮอื เรือน – เฮนิ รอย – ฮอย ร้อง – ฮอ้ ง
5) คำทีส่ ะกดด้วย ก. ไก่ จะไม่มเี สยี งตวั สะกด และสระจะเป็นสระเสยี งสัน้ เช่น
แตก-แต้ะ แบก – แบะ้ ผกู – พุ สำก – ซะ ปำก – ปะ้
6) บำงคำทมี่ ีเสียงสระ –ึ จะเป็นเสียงสระ เ-อ เชน่ ลึก - เลกิ๊ ผง้ึ - เผ่งิ (เสียง
แปร่ง = .่......้.)
บำงคำมคี ำเรียกเฉพำะท่ไี มม่ เี คำ้ ทำงภำษำไทยเลย เช่นสิ่งของหำย- เฮ้ / หำยเจบ็
หำยไข้ - ดเ๋ี จ็บด๋ีไข้ (แปรง่ ) / ท้ำยทอย - กะดน้ (แปร่ง) / หวั เข่ำ - โหโค้ย / ผิดไข้ -
มึไข้ (แปรง่ )/ ตำต่มุ - ปอ๋ มเพอะ /ไปไหน - ไปซ๋ เิ ลอ / ผู้ใด - ใคร - เพอ / อยำกกนิ
ขำ้ ว - เยอะกิน๋ ขำ้ ว (แปรง่ ) ฯลฯ
นำยวีระพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวลั มูลนิธิสมเด็จเจำ้ ฟำ้ มหำจักรี จังหวดั สกลนคร
ระดบั ครูขวญั ศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนรุ กั ษ์นำฏศลิ ปพ์ ื้นเมอื งอีสำน : ท้องถ่ินสกลนคร 14
ผกั ผลไม้บำงชนดิ ทเี่ รยี กตำ่ งกันมำก เป็นไปไดว้ ่ำชว่ งที่คนไทยรวมอยดู่ ้วยกัน ไม่มี
มะละกอ ฟกั ทอง ส้มโอ ต้นไม้ 3 ชนิดน้ี คนไทยอำจรับเข้ำมำภำยหลังที่แยกตัวออกไป
ตำมท่ีต่ำงๆ แล้วส่วนคู่เปรียบ เทียบคำในภำษำผู้ไทกับภำษำไทยอีสำนก็พบว่ำเหมือนกัน
ร้อยละ 37.67 คล้ำยกันร้อยละ 52.14 หำกรวมเข้ำด้วยกันเท่ำกับร้อยละ 89.81 ซึ่ง
แสดงให้เห็นว่ำ ภำษำผู้ไท กับภำษำไทยอีสำนก็เป็นภำษำตระกูลเดียวกัน และเป็นกลุ่มที่
ใกล้กันมำก มีแตกต่ำงกันเพียงร้อยละ 12.86 จึงเป็นไปได้มำกกว่ำคน 2 กลุ่มนี้อยู่
บริเวณเดียวกันมำก่อน ดังท่ีกล่ำวไว้ในพงศำวดำรเมืองแถง(เมืองเดียนเบียนฟู )
มำแยกกันเมื่อคนลำวอพยพ มำต้ังรกรำกในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง จำกหลวงพระบำงลง
มำทำงเวียงจันทน์และแอ่งสกลนคร ส่วนกลุ่มผู้ไทก็ยังอยู่บริเวณสิบสองจุไท และ
ยังขึน้ กบั ลำวตลอดมำด้วยภำษำจงึ ใกลเ้ คียงกันมำก
ฟอ้ นผู้ไทสกลนคร
1. ประวตั คิ วำมเป็นมำ
ชำวผู้ไทอพยพมำจำกบริเวณแม่น้ำดำในเขตสิบสองจุไทย เคล่ือนย้ำยเข้ำสู่
บรเิ วณเมืองน้อยอ้อยหนู ในเขตบริเวณหัวพันทั้งห้ำท้ังหก ในช่วงสมัยเจ้ำอนุวงศ์ครอง
เมืองเวียงจันทน์ (ประมำณ พ.ศ.2347 - 2369) ชำวผู้ไทกลุม่ ใหญ่ได้อพยพครอบครัว
เข้ำมำพึ่งบรมโพธิสมภำรเจ้ำอนุวงศ์ ขอทำมำหำกินในบริเวณเมืองวัง หรืออ่ำงคำ
เมืองพิณ เมอื งนอง เมอื งตะโปน และเมอื งมหำชัยกองแกว้
ในรัชสมัยพระบำทสมเด็จพระน่ังเกล้ำเจ้ำอยู่หัว ประมำณ พ.ศ.2370
เจ้ำอนุวงศ์เป็นกบฏ ยกกองทับเข้ำมำกวำดต้อน ผู้คนถึงเมืองสระบุรี แต่ก็ถูกกองทัพ
ไทยเขำ้ โจมตหี นแี ตกพ่ำยไป กองทัพไทยได้ยกทัพไปตีเวียงจันทน์ถึง 2 คร้ัง และกวำด
ต้อนผู้คนเข้ำมำอยู่ทำงฝ่ ังขวำแม่น้ำโขงเป็นจำนวนมำกโดยเฉพำะที่จังหวัดสกลนคร
นครพนม และกำฬสินธุ์ ในด้ำนวัฒนธรรมของชำวผู้ไทมีภำษำพูดเป็นของตัวเอง มีนิสัย
อ่อนโยน ขยันขนั แข็ง ในกำรทำมำหำกนิ และมนี สิ ัยชอบกำรรอ้ งรำเซง้ิ ต่ำงๆ เช่น เซ้งิ กะ
หยัง เซิ้งสวิง จึงเกิดจำกชำวผู้ไท นอกจำกนี้ชำวผู้ไทแต่ละท้องถ่ินยังมีกำรฟอ้ นของ
ตัวเองที่รู้จักเป็นสว่ นใหญ่
ภำพวัดพระธำตุเชิงชุม วรวหิ ำร ถำ่ ยเมื่อ ปี พ.ศ.2476
จำกสำนักหอจดหมำยเหตุแหง่ ชำติ กรมศิลปำกร
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อินทร์
ครูรำงวัลมูลนิธิสมเด็จเจ้ำฟำ้ มหำจักรี จงั หวดั สกลนคร
ระดับครขู วัญศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนรุ ักษ์นำฏศลิ ปพ์ ื้นเมืองอีสำน : ท้องถ่นิ สกลนคร 15
พระธำตุเชิงชุมเป็นปูชนียสถำนท่ีสำคัญของจังหวัดสกลนคร เป็นปรำสำทเขมร
เก่ำ อำยุรำวพุทธศตวรรษ ที่ 16-18 ท่ีได้รับกำรซ่อมแซมเพ่ิมเติมเป็นพระธำตุของล้ำน
ช้ำงในสมัยหลังรำวพุทธศตวรรษที่ 23-24 ตั้งอยู่ใจกลำงเมืองสกลนครซึ่งมีร่องรอย
คูเมืองรูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัสแบบเมืองของเขมร สอดคล้องกับร่องรอยโบรำณสถำนที่เป็น
ปรำสำทเขมรอีกหลำยแห่งในบริเวณจังหวัดสกลนคร
ในสมัยโบรำณน้ันต้องมีคนคอยเฝำ้ ดูแล รักษำทำควำมสะอำดอยู่ตลอดท้ังปี ซึ่งพวกท่ี
ดแู ลทำนบุ ำรุงพระธำตุเชิงชมุ นีจ้ ะไดร้ บั กำรยกเว้นไมต่ อ้ งเสียภำษรี ัษฏชปู กำร ซึ่งมีหลำย
ชนเผ่ำด้วยกัน ซึ่งในกลุ่มผู้ดูแลนั้นมีชำวผู้ไทรวมอยู่ด้วย ในตอนนั้นมักจะมีงำนบุญ
ทอดผ้ำปำ่ และฉลององค์พระธำตุเชิงชุม ชำวบ้ำนจะนำข้ำวเม่ำ ปลำย่ำง มำติดกัณฑ์
เทศน์ ชำวผู้ไทซึ่งเป็นกลุ่มท่ีอำสำเป็นผู้ปฏิบัติรักษำองค์พระธำตุ โดยเฉพำะผู้ชำยจะ
แต่งตัวนุ่งกำงเกงขำก๊วย และนุ่งโสร่งทับ สวมเส้ือดำ จะฟอ้ นด้วยลีลำอันอ่อนช้อย
สวยงำม โดยร้องและฟอ้ นกันเป็นหมู่ๆ แล้วจึงถวำยผ้ำปำ่ ต่อมำได้มีกำรดัดแปลงท่ำ
ฟอ้ นให้สวยงำมยิง่ ขน้ึ เปล่ยี นจำกผู้แสดงชำยมำเป็นหญิงล้วน
ฟอ้ นผู้ไทสกลนครเป็นกำรฟอ้ นด้ังเดิมที่เกิดข้ึนจำกกำรรังสรรค์อย่ำงไม่มี
แบบแผน นอกจำกจะเป็นกำรฟอ้ นเพื่อใชใ้ นพิธกี รรมต่ำงๆ อำทิ บูชำองค์พระธำตุเชิงชุม
บูชำสง่ิ ศักด์ิสทิ ธิ์ บชู ำเจำ้ ปูม่ เหศักดิ์ พิธีกรรมตำมฮีตสบิ สองคลองสิบส่ี ต่อมำนิยมใช้ใน
งำนพิธกี ำรต้อนรบั แขกบ้ำนแขกเมือง จนกระทั่งฟอ้ นผู้ไทสกลนครเป็นทร่ี จู้ กั ของผู้คนว่ำ
เป็นกำรแสดงที่มีท่ำฟอ้ นที่เป็นเป็นเอกลักษณ์ จะเห็นได้ว่ำจังหวัดสกลนครนำฟอ้ นผู้ไท
สกลนครมำใช้ในงำนต่ำงๆอยำ่ งแพร่หลำยและมีกำรสบื ทอดกนั มำอย่ำงตอ่ เนอื่ ง
ภำพจำก เว็บไชต์ http://district.cdd.go.th/waritchaphum/
สำนกั งำนพัฒนำชมุ ชนอำเภอวำริชภูมิ 6 เมษำยน ของทุกปี วันผไู้ ทรำลกึ ปี พ.ศ.2559
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวัลมลู นิธิสมเด็จเจำ้ ฟำ้ มหำจักรี จงั หวัดสกลนคร
ระดับครูขวัญศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนรุ ักษน์ ำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมอื งอสี ำน : ทอ้ งถ่นิ สกลนคร 16
พุ ทธศักรำช พ.ศ. 2469 ชำวผู้ไทอำเภอวำริชภูมิใช้ฟอ้ นผู้ไทเป็ นกำรแสดง
ศิลปวัฒนธรรมท่ีบ่งบอกถึงเอกลักษณ์เฉพำะของชำวผู้ไทวำริชภูมิได้อย่ำงชัดเจน
มคี วำมสัมพันธ์กับกำรดำรงชวี ติ และพิธีกรรมของคนในชุมชน มีกำรฟอ้ นผู้ไทในกำรบูชำ
เจ้ำปู่มเหสักข์ ในวันที่ 6 เมษำยน ของทุกๆ ปี ท่ำฟอ้ นมีกำรตีบท ตำมบทร้องและ
ทำนองเพลง มที ่ำฟอ้ นหลักๆอยู่ 4 ท่ำ และมีกำรสืบทอดจนเกิดเป็นพัฒนำกำรมำจนถึง
ปัจจุบัน มี 2 ประเภท คือ ฟอ้ นผู้ไทในพิธีกรรม และฟอ้ นผู้ไทในงำนเฉพำะกิจ ฟอ้ นผู้ไท
ในพิธีกรรม ปรำกฏกำรฟอ้ นในพิธีกรรมบูชำเจ้ำปู่มเหสักข์ ในงำนประเพณีผู้ไทรำลึก
มีพัฒนำกำรแบ่งเป็น 3 ยคุ คอื
1. ยุคด้ังเดิม พ.ศ. 2469-2596 เป็นกำรฟอ้ นท่ีมีรูปแบบอิสระ ท่ำฟอ้ นมี 4 ท่ำ
ได้แก่ ท่ำเดนิ ทำ่ ดอกบวั ตมู บวั บำน ท่ำลอยน้ำ และทำ่ ยอขำเดยี ว
2. ยุคฟ้ นื ฟู พ.ศ. 2498 - 2520 เป็นกำรนำท่ำฟอ้ นที่มีอยู่เดิม มำจัด ระเบียบท่ำ
ฟอ้ นให้มีรูปแบบชัดเจน และประดิษฐ์ทำ่ ฟอ้ นขนึ้ ใหม่ ซึ่งทำ่ ฟอ้ นเป็นกำรฟอ้ นตบี ท
3. ยุคปัจจุบัน พ.ศ. 2521 - ปัจจุบัน รูปแบบ และองค์ประกอบกำรฟอ้ น มีกำร
ปรับเปล่ียนเพ่ือ ควำมเหมำะสม ท่ำฟอ้ นยังคงยึดท่ำฟอ้ นเดียวกันกับกำรฟอ้ นผู้ไทใน
พิธกี รรมยุคฟ้ นื ฟู ฟอ้ นผูไ้ ทเฉพำะกิจ ปรำกฏกำรฟอ้ น 2 รูปแบบ คือ
1. ฟอ้ นผไู้ ทเฉพำะกิจเพ่ือควำมบนั เทิงสำหรับถวำยหน้ำพระท่นี งั่ กษัตรยิ ์
ในปี พ.ศ. 2514 ยังคงยึดท่ำฟอ้ นเดียวกันกับกำรฟอ้ นผู้ไทในพิธีกรรมยุคฟ้ ืนฟู
2. กำรฟอ้ นผไู้ ทเฉพำะกจิ เพื่อควำมบนั เทิงโดยทัว่ ไป ปรำกฏกำรฟอ้ นอยู่
2 โอกำส คอื
1. ฟอ้ นผู้ไทสำหรับถ่ำยทอดทำงโทรทัศน์ช่อง 4 บำงขุนพรม ในปี พ.ศ. 2521
รปู แบบ และทำ่ ฟอ้ นยงั ยดึ ทำ่ ฟอ้ นเช่นเดยี วกนั กบั ยุคฟ้ นื ฟู
2. ฟอ้ นผู้ไท ในงำนรวมน้ำใจสกลนคร ในปี พ.ศ. 2535 ยังคงยึดท่ำฟอ้ น
เชน่ เดยี วกันกับกำรฟอ้ นผู้ไทในพิธกี รรม
ภำพ OTOP นวัติวถิ ี ประเพณีชำวผไู้ ทบำ้ นโนนหอม
23 พฤศจิกำยน 2561 จำก เว็บไซต์ https://www.iotopsakon.com/โนนหอม/
นำยวีระพงศ์ มนต์อินทร์
ครูรำงวลั มูลนธิ ิสมเด็จเจ้ำฟำ้ มหำจักรี จงั หวัดสกลนคร
ระดับครูขวัญศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนรุ กั ษ์นำฏศิลปพ์ ้ืนเมอื งอีสำน : ท้องถ่นิ สกลนคร 17
พุทธศักรำช 2492 อำจำรย์บุญปัน วงศ์เทพ ครูโรงเรียนระดับประถมศึกษำใน
ขณะน้ัน ได้รับบทบำทให้เป็นต้นแบบในกำรฝึกซ้อมกำรฟอ้ นรำ ให้กับกลุ่มครูในเขต
เทศบำลเมืองสกลนคร เพื่อทำกิจกรรมของกลุ่มชำวบ้ำนในชมุ ชนละแวกนน้ั จนเป็นที่รู้จัก
และยอมรบั และยังมีคณะดนตรพี ื้นเมอื งโดยมหี ัวหนำ้ คือ อำจำรย์ถวัลย์ สวุ รรณเจรญิ
เป็นผรู้ ่วมฝึกซอ้ มใหก้ บั กลมุ่ ชำวบ้ำน
ภำพ “รอยพระบำทยำตรำยงั จำรึกสกลนคร” ในวนั ศุกรท์ ่ี 11 พฤศจิกำยน 2498
พระบำทสมเดจ็ พระเจำ้ อยูห่ วั ภูมิพลอดลุ ยเดชและสมเด็จพระนำงเจำ้ สิรกิ ติ ์ิ พระบรมรำชินนี ำถ
เสดจ็ พระรำชดำเนินทรงเย่ยี มรำษฎร สกลนคร จำกสถำนีประมงน้ำจืดจังหวดั สกลนคร
พุ ทธศักรำช 2498 จังหวัดสกลนครได้มอบหมำยให้อำจำรย์บุญปัน วงศ์เทพ
จดั ฟอ้ นถวำยพระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนำงเจ้ำสิริกิต์ิ
พระบรมรำชินีนำถ โดยได้รวบรวมและฟ้ นื ฟู ฟอ้ นผู้ไทสกลนครให้เป็นรูปแบบที่ชัดเจน
โดยรวบรวมคำร้อง ทำนอง ประดิษฐ์ท่ำรำ และได้เข้ำอบรมนำฏศิลป์เพิ่มเติมท่ี
กรุงเทพมหำนคร ฝึกทำ่ ฟอ้ นจำกกรมศิลปำกร โดยฝึกจำกครเู ชียงใหม่ สำหรับผู้ฟอ้ นได้
มีกำรรวบรวมกลุ่มครขู องโรงเรยี นต่ำงๆในเขตเทศบำลเมอื งสกลนครจำนวนมำกมำรว่ ม
ฝึกซ้อม พร้อมคณะดนตรีโดยมีหัวหน้ำในขณะนั้น คือ อำจำรย์ถวัลย์ สุวรรณเจริญ
ครูสอนดนตรีพื้นเมอื งทกุ ชนิดเป็นถำ่ ยทอดใหล้ กู ศษิ ย์หลำยตอ่ หลำยรุ่น และผทู้ ี่ไดร้ บั กำร
ถ่ำยทอดในปัจจุบันคือ อำจำรย์สุขสันต์ สุวรรณเจริญ (ลูกชำย) ในกำรฟอ้ นรับเสด็จ
นั้นกลุ่มชำวเมืองสกลนครได้มีโอกำสต้อนรับพระองค์ท่ำน ท่ีสนำมบินเชียงเครือ มีสตรี
เป็นผู้ฟอ้ นจำนวนท้ังหมด 215 คน โดยพระองค์ทรงทอดพระเนตรฟอ้ นผู้ไทสกลนคร
จนเสร็จและตรัสให้โอวำทแก่ผู้ที่มำรับเสด็จ (เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกำยน ปีพุ ทธศักรำช
2562) ในกำรฟอ้ นถวำยคร้ังน้ันได้รับกำรสนพระทัยเป็นอย่ำงมำก และได้รับคำชมจำก
ผู้ติดตำม และเป็นทีก่ ลำ่ วถงึ มำโดยตลอด และในภำยหลงั มีกำรนำออกไปเผยแพร่จนเป็น
ท่ีรู้จักกันทั่วไป ต่อมำชำวผู้ไทในท้องถ่ินอ่ืนในจังหวัดสกลนครได้มำพบเห็นจึงได้นำไป
ประยุกต์ท่ำฟอ้ นขึ้นอีก จะเห็นได้ว่ำกำรฟอ้ นผู้ไทสกลนครมีบทบำทต่อสังคมในท้องถิ่น
เป็นอย่ำงมำก มีกำรสืบทอดจำกรุ่นสู่รุ่น ท่ำฟอ้ นผู้ไทสกลนครจึงมีผู้สืบทอดต่อและ
ปรับปรุงกันมำกมำยหลำยท่ำ แต่ละท้องถิ่นมีท่ำฟอ้ นที่แตกต่ำงกันไปบ้ำง ในกำร
บรรเลงดนตรีใช้ลำยผู้ไทเลำะตูบในกำรแสดง และกำรแต่งกำยท่ีแตกต่ำงกันไปตำม
เอกลกั ษณ์เฉพำะของแตล่ ะทอ้ งถ่ิน
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวลั มูลนิธสิ มเด็จเจ้ำฟำ้ มหำจกั รี จงั หวัดสกลนคร
ระดบั ครขู วัญศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรกั ษ์นำฏศิลปพ์ ื้นเมืองอีสำน : ทอ้ งถนิ่ สกลนคร 18
เนือ้ ร้องฟอ้ นผู้ไทสกลนคร (แต่งคำร้องและขับรอ้ งโดย อำจำรยบ์ ญุ ปัน วงศ์เทพ)
ไปเยอ้ เฮำไป ไปโหเ่ อำชัยเอำซอง(ซ้ำ) ไปโฮมพี่โฮมน้อง ไปร่วมแซ่ฮอ้ งอวยชยั
เชิงเขำแสนจน หนทำงก็ลำบำก(ซ้ำ) ตัวขอ้ ยสูท้ นยำก มำฟอ้ นรำให้เพิ่นชม
ขอ้ ยอยเู่ ทงิ เขำ ข้อยยังเอำใจมำชว่ ย(ซ้ำ) พวกขอ้ ยขออำนวย อวยชยั ให้ละเนอ้
ขออำนำจไตรรตั น์ จงปกปักฮกั ษำ(ซ้ำ) ชำวไทยทวั่ หน้ำ ให้วัฒนำสืบไป
เวลำก็จวน ขอ้ ยสิดว่ นไป(ซ้ำ) ขอควำมมีชัย แด่ทกุ ทำ่ นเทอญ
ขอ้ ยลำละเนอ้ ขอ้ ยสลิ ำละเน้อ...
พุ ทธศักรำช 2505 พัฒนำกรชุมชนหมู่บ้ำนโนนหอม อำเภอเมือง จังหวัด
สกลนคร ได้ทำกำรเปิดเขตพัฒนำหมู่บ้ำน และมีกำรจัดต้ังกลุ่มสันทนำกำรขึ้นเพื่อฝึก
เยำวชนในหมบู่ ้ำน มีกำรเล่นดนตรี กำรฟอ้ นรำตำ่ งๆ อำทิ รำเซิ้ง รำแคน และฟอ้ นผู้ไท
สกลนคร โดย มีอำจำรย์บุญปั น วงศ์เทพ เป็ นผู้มำถ่ำยทอด ปั จจุบันยังรักษำ
ขนบธรรมเนียมประเพณีของชำวผู้ไทไว้ เช่น กำรต้อนรับแขกด้วยกำรจัดพำแลง
(พำแลง หมำยถึง กำรร่วมรับประทำนอำหำรเย็นกับชำวผู้ไท ) กำรทำหัตถกรรม
กำรทอผ้ำ และกำรฟอ้ นรำของชำวผ้ไู ท
พุทธศักรำช 2517 ถึง พุทธศักรำช 2520 กลุ่มครูผู้นำในเขตอำเภอเมือง
สกลนคร อำทิ โรงเรียนนำอ้อย โรงเรียนนำแก โรงเรียนนำมน โรงเรียนเทศบำล 1
โรงเรียนเทศบำล2 (โรงเรียนเชิงชุมรำษฎร์นุกูลในปัจจุบัน) โรงเรียนเทศบำล 3
โรงเรียนเทศบำลสกลนคร สืบสำนต่อฟอ้ นผู้ไทสกลนครนำไปถ่ำยทอดในกำรเรียนกำร
สอนให้กับนกั เรียนในโรงเรยี น
ภำพถำ่ ยฟอ้ นผู้ไทสกลนคร (ปฏิทินธนำคำรกรงุ เทพ จำกดั จัดทำ ส.ค.ส. ปี 2521)
จำก อำจำรย์มลฤดี บษุ ยกุล
นำยวีระพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวลั มลู นธิ สิ มเด็จเจ้ำฟำ้ มหำจกั รี จังหวดั สกลนคร
ระดับครูขวญั ศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนรุ ักษ์นำฏศลิ ปพ์ ื้นเมืองอีสำน : ท้องถ่นิ สกลนคร 19
พุทธศักรำช 2521 คณะครูและนักศึกษำเอกนำฏศิลป์ หลักสูตรประกำศนียบัตร
วิชำกำรศึกษำชั้นสูง วิทยำลัยครูสกลนคร ขอรับกำรถ่ำยทอดท่ำฟอ้ นผู้ไทสกลนคร
จำกอำจำรย์ บุญปัน วงศ์เทพ และปรับปรุงเน้ือร้องข้ึนใหม่ โดยอำจำรย์วิรัช บุษยกุล
อธิกำรบดีวิทยำลัยครูสกลนคร ผู้ขับร้อง คือ คุณครูสุดใจ สุนทรส นักศึกษำเอก
ภำ ษ ำ ไ ท ย ห ลั ก สู ต ร ป ร ะ ก ำ ศ นี ย บั ต ร วิ ช ำ ก ำ ร ศึ ก ษ ำ ช้ั น สู ง เ พ่ื อ น ำ ม ำ ใ ช้ แ ส ด ง
ศิลปวัฒนธรรม ในงำนมนู มงั อีสำน ครง้ั ที่ 1 ระหวำ่ งวนั ที่ 14 - 16 มกรำคม 2521
เน้อื ร้องฟอ้ นผ้ไู ทสกลนคร (ฉบับปรับปรุง คำร้องโดย อำจำรย์วิรัช บุษยกุล และ
ขบั ร้องโดย อำจำรยส์ ดุ ใจ สุนทรส)
ซุมข้ำน้อยเป็ นชำวภูไท ถิ่นอยู่ไกลอีสำนบ้ำนเกิด แดนประเสริฐอุดม
สมบูรณ์ ศนู ย์โฮมใจคือองคพ์ ระธำตุ
(สรอ้ ย) สำวนอ้ ยนำงเอย สำวภไู ทเอย (ดนตรีและกลองให้จังหวะรบั เทำ่ กับ 1 เนอื้ รอ้ ง)
มีหนองใหญ่ ชอื่ วำ่ หนองหำน มภี ูพำนเป็นรำชนิเวศน์ อยู่ในเขตสกลนคร ทำงสัญจรไป
มำบย่ ำก
(สร้อย) สำวน้อยนำงเอย สำวภไู ทเอย (ดนตรแี ละกลองให้จังหวะรับเท่ำกับ 1 เนอื้ ร้อง)
ซุมข้ำน้อยโฮมจิตโฮมใจ เป็นคนไทยมีควำมฮักชำติ เอกรำชคือดังดวงใจ บ่ให้ไผมำดึง
เอำได้
(สรอ้ ย) สำวน้อยนำงเอย สำวภไู ทเอย (ดนตรีและกลองใหจ้ งั หวะรบั เทำ่ กับ 1 เนอื้ รอ้ ง)
สำมัคคีเป็นของเลิศล้ำ จะบังเกิดให้แต่ทำงดี เฮำจงมีสำมัคคีกันไว้ ไทยจักได้อยู่สุข
สบำย
(สรอ้ ย) สำวนอ้ ยนำงเอย สำวภไู ทเอย (ดนตรแี ละกลองใหจ้ ังหวะรับเทำ่ กับ 1 เนอื้ ร้อง)
ซุมข้ำน้อยขออำนวย ให้ถำวรมีสุขทั่วหน้ำให้ได้สิ่งสมปรำรถนำ แด่ทุกบรรดำทุกๆท่ำน
เทอญ
(สร้อย) สำวนอ้ ยนำงเอย สำวภไู ทเอย (ดนตรีและกลองใหจ้ งั หวะรบั เทำ่ กบั 1 เนอื้ รอ้ ง)
ภำพฟอ้ นผูไ้ ทสกลนคร จำกหนงั สือวิพิธทัศนำ สถำบนั นำฏดุริยำงคศิลป์ ปี พ.ศ.2542
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวัลมลู นธิ สิ มเดจ็ เจ้ำฟำ้ มหำจักรี จังหวดั สกลนคร
ระดบั ครูขวญั ศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรกั ษ์นำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมืองอีสำน : ทอ้ งถิ่นสกลนคร 20
พุ ทธศักรำช 2522 กรมศิลปำกร มีนโยบำยท่ีจะเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอีสำน
จึงได้จัดส่งคณำจำรย์พร้อมนักเรียนจำกวิทยำลัยนำฏศิลปร้อยเอ็ด ลงพื้นท่ีภำคสนำม
ในจังหวัดกำฬสินธุ์ สกลนคร และนครพนม (ต่อมำมีพ้ืนที่แยกตัวเป็นจังหวัดออกจำก
นครพนมคือ มุกดำหำร) โดยรวบรวมเอำท่ำฟอ้ น กลอนลำ ดนตรีและกำรแต่งกำย
จนเป็นผลงำน “ฟอ้ นผู้ไท 3 เผ่ำ” ขึ้นมำครั้งแรก ฟอ้ นผู้ไท 3 เผ่ำ จะเร่ิมจำกกำรฟอ้ น
ของชำวผู้ไทจังหวัดกำฬสินธ์ุ ผู้ไทจังหวัดสกลนคร และผู้ไทจังหวัดนครพนม ในกำร
ฟอ้ นผไู้ ทท้ัง 3 เผ่ำนี้ จะมีผู้ชำยเข้ำมำฟอ้ นประกอบทั้งสำมเผ่ำ มีกำรแสดงกำรฟอ้ นมวย
โบรำณต่อสู้แสดงเชิงมวยกันระหว่ำงเผ่ำ และตลอดจนกำรฟอ้ นเกี้ยวพำรำสีของชำย
หญิงอีกด้วยหลังจำกนั้นไม่นำนวิทยำลัยนำฏศิลป์กำฬสินธ์ุ ก็ได้ประดิษฐ์ ฟอ้ นผู้ไท
3 เผ่ำ ในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะมีลักษณะท่ีแตกต่ำงกัน คือ จะเริ่มกำรฟอ้ นด้วยเผ่ำ
สกลนครก่อน ตำมมำด้วยผู้ไทจังหวัดกำฬสินธ์ุ และผู้ไทจังหวัดนครพนม ซึ่งจะฟอ้ น
เฉพำะผู้หญิงล้วนสำหรับ “ฟอ้ นผู้ไท 3 เผ่ำ” ของ ชมรมนำฏศิลปแ์ ละดนตรีพ้ืนเมือง
(วงแคน) จะใช้วิธีกำรนำเสนอคล้ำยกับฟอ้ นผู้ไท 3 เผ่ำ ของวิทยำลัยนำฏศิลปร์ ้อยเอ็ด
เพียงแตม่ ที ำ่ ฟอ้ นทแ่ี ตกตำ่ งกนั เล็กน้อย
ภำพนำเสนอฟอ้ นภไู ทสกลนคร ไขประตปู อ่ งเอ้ยี มเยยี่ มเมืองสกลคร้ังที่ 7 เมอื่ วันที่ 17 มกรำคม
2560 จำก ศูนยอ์ นุรักษ์วฒั นธรรมพ้ืนบ้ำนหทยั ภูพำนสกลนคร
พุ ทธศักรำช 2536 พระครูปลัดศรีธรรมวัฒน์ (หลวงปู่ภูพำน) ประธำนศูนย์
อนรุ กั ษว์ ัฒนธรรมพื้นบำ้ นหทยั ภพู ำนจงั หวัดสกลนคร ทำกำรรวบรวมกำรแสดงพื้นบ้ำน
ของชำวจงั หวัดสกลนคร จัดทำกำรแสดงศิลปวัฒนธรรมชุดฟอ้ นไทภูวำนำกระแด้งขึ้น
ซ่ึงประกอบด้วยฟอ้ นผู้ไทสกลนครและรำมวยโบรำณ (ในที่น้ีนำมำเฉพำะฟอ้ นผู้ไท
สกลนคร) โดยมอบใหค้ ุณครูนนั ทนำ มติ รสภุ ำพ นำกำรแสดงฟอ้ นผู้ไทสกลนครฉบับต้น
ตำหรับดั้งเดิมของแท้ของชำวผู้ไทจังหวัดสกลนคร ที่ได้รับกำรถ่ำยทอดจำกรุ่นสู่รุ่น
ซึ่งในสมัยก่อนนั้นใช้แสดงเฉพำะเทศกำลงำนสำคัญๆ เช่น งำนนมัสกำรพระธำตุเชิงชุม
งำนบุญประจำปีหรือต้อนรับแขกบ้ำนแขกเมือง ฟอ้ นผู้ไทสกลนครประกอบไปด้วยท่ำ
ต่ำงๆ ซ่ึงเลียนแบบกิริยำอำกำรต่ำงๆของนก,สัตว์ในควำมเช่ือ,ดอกไม้หรือกำร
ดำรงชีวิตของชำวผู้ไทเช่น ท่ำดอกบัวตูม ดอกบัวบำน นำงไอ่เลียบดอน แซงแซวเลำะ
หำด นำคีม้วนหำง บังแสงสรุ ิยำ เป็นต้น
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อินทร์
ครูรำงวัลมลู นิธิสมเด็จเจำ้ ฟำ้ มหำจักรี จังหวดั สกลนคร
ระดับครูขวญั ศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนรุ ักษ์นำฏศลิ ปพ์ ื้นเมอื งอสี ำน : ทอ้ งถิน่ สกลนคร 21
ภำพ กำรรับเสดจ็ และทูลเกล้ำถวำยกำรแสดงศลิ ปวัฒนธรรมท้องถ่ิน
เม่ือวนั ที่ 29 พฤศจิกำยน 2547 จำก สำนกั รำชเลขำธกิ ำร สำนักพระรำชวัง
พุ ทธศักรำช 2547 สมเด็จพระนำงเจ้ำสิริกิติ์ พระบรมรำชินีนำถ เสด็จฯ เยี่ยม
บ้ำนรำษฎรที่จังหวัดสกลนคร ในงำนประกวดผ้ำไหมท่ีจะส่งเสริมอำชีพกำรทอผ้ำไหม
มดั หมี่ ใหแ้ กผ่ ู้คนในภำคอีสำน ใหร้ ำษฎรมคี วำมเป็นอยู่ท่ีดีข้ึนอย่ำงยั่งยืน กลุ่มชำวเมือง
สกลนครได้มีโอกำส นำกำรแสดงศิลปวัฒนธรรมขึ้นทูลเกล้ำถวำยกำรแสดง
ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ประกอบด้วย ฟอ้ นบำยศรีสู่ขวัญ ฟอ้ นวิถีชีวิต และฟอ้ นผู้ไท
สกลนคร นำกำรแสดงโดย คุณครูนันทนำ มิตรสุภำพ โรงเรียนร่มเกล้ำ และคุณครู
ไพจติ ร โคตรวิชัย โรงเรียนสกลรำชวิทยำนุกูล ณ ลำนคำหอม พระตำหนักภูพำนรำช
นเิ วศน์ อำเภอเมือง จงั หวดั สกลนคร (พระองคท์ ำ่ นไดท้ รงรับบำยศรเี ชิญพระขวัญตำม
ขนมธรรมประเพณีของชำวอสี ำน)
ภำพฟอ้ นผ้ไู ทโบรำณ ในงำนกำรประชุมวิชำกำรและแลกเปลีย่ นเรยี นรู้ เสียงทค่ี นอื่นไมไ่ ด้ยิน
: ประชำกรกลุม่ เฉพำะ “Voice of the voiceless: the vulnerable populations”
ในวนั ท่ี 12-13 มิถุนำยน 2562 ณ อมิ แพค เมอื งทองธำนี
จำก นำงศศมณ วงศ์กำฬสินธ์ุ พรอ้ มกับคณะนำงรำสกลนคร
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อินทร์
ครูรำงวัลมลู นธิ สิ มเด็จเจำ้ ฟำ้ มหำจักรี จังหวดั สกลนคร
ระดับครูขวัญศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรักษ์นำฏศิลปพ์ ื้นเมอื งอีสำน : ทอ้ งถ่นิ สกลนคร 22
พุ ทธศักรำช 2551 นำงศศมณ วงศ์กำฬสินธ์ุ หรือแม่เพ็ญ อำยุ 70 ปี อดีต
ข้ำรำชกำรบำนำญพยำบำลวิชำชีพ โรงพยำบำลจุฬำลงกรณ์ เป็นผู้ท่ีมีควำมชื่นชอบใน
กำรแสดงศิลปวัฒนธรรมฟอ้ นผู้ไทสกลนครมำโดยตลอด หลังจำกวัยเกษียณได้มำ
ทำงำนจิตอำสำร่วมเป็ นคณะกรรมกำรบริหำรโครงกำรศูนย์อเนกประสงค์สำหรับ
ผู้สูงอำยุในชุมชน เทศบำลเมืองสกลนคร ภำยใต้โครงกำรส่งเสริมผู้สูงอำยุด้วยภูมิ
ปัญญำพ้ืนบำ้ นสกลนคร และไดร้ ิเริม่ ศึกษำ อนุรักษ์ และถ่ำยทอดฟอ้ นผู้ไทสกลนครฉบับ
อำจำรยบ์ ญุ ปัน วงศ์เทพ เป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้องและประดิษฐ์ท่ำรำข้ึน 6ท่ำ ประกอบด้วย
ท่ำบัวตูม ท่ำบัวบำน ท่ำแซงแซวเลำะหำดและมยุเรศรำแพน ท่ำบังแสงสุริยำ ท่ำนำงไอ่
เลียบดอน ท่ำนำคีม้วนหำง ถือว่ำเป็นท่ำมำตรฐำนในกำรฟอ้ นต่อจำกสร้อยเพลงแต่ละ
ท่อนในขณะที่กลองรับ ให้กับสำขำสมำคมสภำผู้สูงอำยุแห่งประเทศไทยฯ ประจำจังหวัด
สกลนคร ซึ่งได้รับกำรสนับสนุนจำกกองทุนผู้สูงอำยุ ด้วยเห็นควำมสำคัญท่ีศูนย์มีภูมิ
ปัญญำ จำกผู้สูงวัย คือคุณค่ำของสังคม ทำให้ศูนย์มีกิจกรรมอย่ำงต่อเนื่องเป็ น
รูปธรรมในกำรบริกำรผู้สูงอำยุท่ีช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ช่วยเหลือตนเองได้ และ
ช่วยเหลือตนเองได้ช่วยเหลือผู้อ่ืนได้ เป็นกำรเผยแพร่ภูมิปัญญำ แบ่งปันแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ โดยผู้สงู อำยุเป็นศูนย์กลำง ทำให้ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้ำนได้รับกำรฟ้ นื ฟู ฝึกฝน
และถ่ำยทอดมำจนถงึ ปัจจบุ ัน
2. กลมุ่ ผู้ฟอ้ น
ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่ำในชุมชนท้องถ่ินหรือในหน่วยงำนอ่ืนๆ ของภำครัฐ
และเอกชน มกี ำรนำฟอ้ นผูไ้ ทสกลนครไปปรับใช้ใหเ้ หมำะสมกับโอกำสงำนพิธีกรรม และ
พิธีกำรต่ำงๆ มำกมำยแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ทำงวัฒนธรรมของชำวจังหวัด
สกลนคร และจะสังเกตได้ว่ำเกิดกลุ่มผู้ฟอ้ นขึ้นหลำยกลุ่ม นิยมฟอ้ นกันเป็ นหมู่
ส่วนใหญใ่ ชผ้ หู้ ญงิ ล้วนในกำรฟอ้ น
3. กำรเผยแพร่
จะเห็นได้วำ่ จำกอดีตสปู่ ัจจุบนั ฟอ้ นผูไ้ ทสกลนครมีกำรสงั่ สม สบื สำนกนั มำเป็นระยะ
เวลำนำน จึงมคี วำมสมั พันธ์ตอ่ กำรดำเนินชีวิต สร้ำงควำมภูมิใจ ควำมรัก ควำมสำมัคคี
ใหเ้ กดิ ขน้ึ ในสังคม และเกดิ ควำมหวงแหนในเป็นมรดกภูมปิ ัญญำทำงวฒั นธรรมของตน
โดยม่งุ สร้ำงพื้นฐำน ทำงศลิ ปวัฒนธรรมใหแ้ ขง็ แกร่งและเจรญิ งอกงำม เพื่อธำรงไว้ซึง่
ศิลปวัฒนธรรมท่ีดีงำมของท้องถ่ิน ตลอดจนกำรจัดและส่งเสริมให้มีกำรเผยแพร่
แลกเปลย่ี นเรียนรศู้ ลิ ปวฒั นธรรมระหว่ำงท้องถนิ่ ระหว่ำงภำค และระหว่ำงประเทศ ให้มี
ควำมเขำ้ ใจในเร่อื งวฒั นธรรมของทอ้ งถิ่น โดยใช้เอกสำรส่ิงพิมพ์ และส่ือต่ำงๆ ศึกษำ
ค้นคว้ำและหำรูปแบบวิธีกำร เนื้อหำท่ีใช้ในกำรเผยแพร่ ให้คำปรึกษำ แนะนำ ส่งเสริม
และสนับสนุนในกำรดำเนินกิจกรรมทำงวัฒนธรรมเพ่ือควำมเข้ำใจอันดีต่อกัน ปลูกฝัง
ค่ำนิยมแก่เยำวชนคนรุ่นหลัง ทำให้เห็นว่ำมีควำมสำคัญต่อสังคมในท้องถิ่นของชำว
จงั หวดั สกลนครสบื ไป
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวัลมูลนธิ สิ มเดจ็ เจ้ำฟำ้ มหำจกั รี จังหวดั สกลนคร
ระดบั ครขู วัญศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนรุ ักษ์นำฏศิลปพ์ ้ืนเมอื งอีสำน : ท้องถ่ินสกลนคร 23
อตั ลักษณฟ์ อ้ นผู้ไทสกลนคร
(ฉบบั สภศ.มรสน.สรำ้ งสรรคฟ์ อ้ นผไู้ ทสกลนคร ปี พ.ศ.2562)
ทม่ี ำและควำมสำคัญ
ในปัจจุบันพบว่ำมีข้อมูลทำงด้ำนศิลปะและวัฒนธรรมกระจำยอยู่ตำมชุมชนใน
ท้องถิ่นบริเวณแอ่งสกลนครมำกมำย ควรนำมำศึกษำ ค้นคว้ำ และรวบรวมข้อมูลจัดทำ
เป็นองค์ควำมรู้ไว้เผยแพร่ โดยเฉพำะวัฒนธรรมประเพณี กลุ่มผู้ไท มีเอกลักษณ์เป็น
จดุ เดน่ เช่น กำรแต่งทำนองดนตรี เรยี กวำ่ “ลำย” เป็นเพลงของผู้ไทและมกี ำรฟอ้ นผูไ้ ท
ในจังหวัดสกลนคร หรือท่ีเรียกกันว่ำ “ฟอ้ นผู้ไทสกลนคร” เกิดข้ึนตำมชุมชนต่ำงๆ
เป็นกำรฟอ้ นผู้ไทท่ีมีลีลำแตกต่ำงจำกฟอ้ นผู้ไทในจังหวัดอ่ืน เนื่องจำกฟอ้ นผู้ไทจังหวัด
สกลนครจะสวมเล็บ ปลำยเล็บจะมีพู่ไหมพรมสีแดงประดับ ใช้กลุ่มผู้หญิงฟอ้ นล้วนๆ
ท่ำฟอ้ นผู้ไทสกลนครที่มีผู้ประดิษฐ์ข้ึนน้ันมีเน้ือเพลงสลับกับทำนอง กำรฟอ้ นจึงใช้ตีบท
ตำมคำร้องและฟอ้ นรับช่วงทำนองเพลง ท่ำฟอ้ นมีดังน้ี ท่ำดอกบัวตูม ท่ำดอกบัวบำน
ทำ่ แซงแซวลงหำด ทำ่ บังแสง ท่ำนำงไอ่เลำะดอน หรือนำงไอ่เลียบหำด ท่ำนำคีม้วนหำง
ดนตรีใช้กลองกิ่ง แคน กลองตุ้ม กลองแตะ กลองยำว ฆ้องโหม่ง พังฮำด ไม้ก๊ับแก๊บ
เคร่ืองแต่งกำยจะใส่เสื้อสีดำ ผ้ำถุงดำขลิบแดง สวมเล็บทำด้วยโลหะหรือบำงแห่งใช้
กระดำษทำเป็นเส้นมีพู่ตรงปลำยสีแดง ห่มผ้ำเบี่ยงสีแดง ผมเกล้ำมวยทัดดอกไม้สีขำว
บำงครั้งผูกดว้ ยผ้ำสแี ดงแทน เส้อื ผ้ำฟอ้ นผู้ไทจังหวัดสกลนครได้เปล่ียนไปบ้ำงตำมกำร
ใช้งำนของแต่ละท้องถิ่น นิยมสวมเส้ือสีแดงขลิบสีดำ ผ้ำถุงสีดำมีเชิง ผ้ำเบี่ยงขิดผู้ไท
ฟอ้ นผู้ไทในจังหวัดสกลนครจึงเป็นกำรแสดงที่มีควำมสำคัญกับชำวจังหวัดสกลนคร
มีกำรสืบทอดต่อกันมำ อย่ำงต่อเน่ืองและแพร่หลำย จัดเป็ นส่ิงที่งดงำมทำง
ศลิ ปวัฒนธรรมควรแกก่ ำรอนรุ กั ษไ์ ว้เป็นมรดกภมู ิปัญญำทำงวัฒนธรรม มกี ำรเผยแพร่
และปลูกฝังคำ่ นิยมใหแ้ กเ่ ยำวชน โดยกำรเลือกสรรภูมิปัญญำท่ีกำลังสูญหำยหรือที่สูญ
หำยไปแลว้ นำกลับมำทำใหม้ ีคณุ คำ่ ตอ่ สังคมในท้องถน่ิ
ในปี พ.ศ.2562 สถำบันภำษำ ศิลปะและวัฒนธรรม มหำวิทยำลัยรำช ภัฏ
สกลนครเป็นหน่วยงำนท่ีมี พันธกิจในกำรศึกษำและวิจัยทำงด้ำนภำษำ ศิลปะและ
วฒั นธรรมในแอง่ สกลนคร ทำหนำ้ ท่ีส่งเสรมิ บูรณำกำร พัฒนำ และบรหิ ำรจดั กำรงำน
ด้ำนทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อบริกำรให้แก่ บุคลำกร นักศึกษำ และส่วน
รำชกำรต่ำงๆ รวมไปถึงประชำชนท่ัวไปท่ีมีควำมสนใจ และได้เล็งเห็นควำมสำคัญ
ศิลปวัฒนธรรม “ฟอ้ นผู้ไทสกลนคร” ท่ีเป็นภูมิปัญญำทำงวัฒนธรรมของชำวจังหวัด
สกลนครที่มีภูมิหลังมำนำน จึงได้ลงพื้นท่ีเก็บข้อมูล นำมำถอดองค์ควำมรู้ ให้ได้มำซ่ึง
งำน อัตลักษณ์ฟอ้ นผู้ไทสกลนคร (ฉบับ สภศ.มรสน.สร้ำงสรรค์ฟอ้ นผู้ไทสกลนคร
ปี พ.ศ.2562) โดยมจี ดุ ประสงค์หลกั คือ
1. เพื่อสร้ำงควำมเข้ำใจและมีทัศนคติทิศทำงเดียวกันต่อกำรแสดงพื้นบ้ำนฟอ้ นผู้
ไทสกลนคร
2. เพื่อศึกษำข้อมูลและถอดองค์ควำมรู้กำรแสดงศิลปวัฒนธรรมกำรฟอ้ นผู้ไท
ส ก ล น ค ร ใ ห้ ไ ด้ ม ำ ซ่ึ ง อั ต ลั ก ษ ณ์ ฟ ้อ น ผู้ ไ ท ส ก ล น ค ร ท่ี มี รู ป แ บ บ ม ำ ต ร ฐ ำ น
3. เพ่ืออนุรักษ์สืบสำนศิลปวัฒนธรรมกำรแสดงฟอ้ นผู้ไทสกลนครไว้ให้มีกำร
เผยแพร่ และปลูกฝังคำ่ นยิ มแกเ่ ยำวชน ทำใหเ้ กดิ คณุ คำ่ และสำมำรถพัฒนำควบคู่ไปกับ
ควำมเจริญก้ำวหนำ้ ทำงสังคมท่ีมีกำรปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลำได้
นำยวีระพงศ์ มนต์อินทร์
ครูรำงวัลมลู นธิ สิ มเดจ็ เจำ้ ฟำ้ มหำจักรี จังหวดั สกลนคร
ระดับครูขวัญศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนรุ ักษน์ ำฏศลิ ปพ์ ื้นเมืองอสี ำน : ท้องถ่ินสกลนคร 24
อัตลักษณ์ฟอ้ นผู้ไทสกลนคร (ฉบับ สภศ.มรสน.สร้ำงสรรค์ฟอ้ นผู้ไทสกลนคร
ปี พ.ศ.2562) จงึ เป็นกำรเลือกสรร ฟอ้ นผู้ไทในจงั หวัดสกลนคร ซึ่งพบว่ำกำรฟอ้ นผู้ไท
ในแต่ละพ้ืนท่ีของกลุ่มชำติพันธุ์ผู้ไทในจังหวัดสกลนครนั้น มีกำรฟอ้ นผู้ไทโดยกลุ่มคน
ชำติพันธ์ุผู้ไทของแต่ละพื้นท่ีอยู่แล้ว และแต่ละพ้ืนท่ีนั้นมีกำรฟอ้ นท่ีมีลักษณะคล้ำยเคียง
กนั แต่ไม่มกี ำรเรยี กชื่อทำ่ ฟอ้ น จำกกำรสอบถำมข้อมูลจำกผู้ฟอ้ นในแตพ่ ื้นท่ีไดอ้ ธิบำยวำ่
มีกำรถ่ำยทอดถอดจำกรุ่นสู่รุ่น บำงพื้นท่ีก็ไม่ทรำบว่ำใครเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้น ใช้ลำย
เพลงลักษณะคล้ำยคลึงกัน กลุ่มคนทุกพ้ืนท่ีจะสำมำรถฟอ้ นและปรับท่ำเป็ นรูปแบบ
เดยี วกนั ได้อย่ำงลงตัว ในกำรนำมำสร้ำงสรรคใ์ หมค่ รง้ั นี้ จึงได้รวบรวม เรียบเรียง และ
จดั ระเบยี บ ทำให้เป็นรูปแบบที่ชัดเจนมีควำมเป็นมำตรฐำน ทำให้มีสำมำรถนำมำปรับใช้
กบั วิถีชีวิตและบทบำทอ่ืนๆไดอ้ ย่ำงเหมำะสม
ฟ้อนผู้ไทสกลนคร (ฉบับ สภศ.มรสน.สร้ำงสรรค์ฟอ้ นผู้ไทสกลนคร
ปี พ.ศ.2562) จึงเป็นกำรแสดงศิลปวัฒนธรรมที่นิยมนำมำใช้แสดงในงำนพิธีกรรม
งำนพิธีกำร และงำนต่ำงๆ ของชำวจังหวัดสกลนคร มีกำรบรรเลงดนตรีลำยผู้ไทน้อย
(ผู้ไทเลำะตูบ) มีรูปแบบท่ำฟอ้ นและรูปแบบกำรแต่งกำยท่ีเป็นอัตลักษณ์เฉพำะบ่งบอก
ควำมเป็นชำตพิ ันธขุ์ องกลุ่มผู้ไทในจังหวัดสกลนคร เป็นภูมิปัญญำท้องถิ่นที่ซึมซับผ่ำน
กำรใช้กระบวนท่ำฟอ้ นท่ีได้บันทึกเร่ืองรำว คติธรรม แนวคิด ปัจจุบันจึงมีควำมจำเป็น
อย่ำงย่ิงในกำรอนุรักษ์และสืบทอดเพ่ือให้คนรุ่นหลังได้ศึกษำเรียนรู้ นับได้ว่ำเป็นสมบัติ
ทำงวฒั นธรรมทที่ รงคุณคำ่ อย่ำงย่งิ ตอ่ ชำวจังหวดั สกลนคร
ผ้ฟู อ้ น
ฟอ้ นผู้ไทสกลนคร เป็นกำรฟอ้ นหม่โู ดยใช้ผหู้ ญงิ ลว้ น
ภำพถำ่ ยบนั ทกึ ท่ำฟอ้ นผู้ไทสกลนคร
เมือ่ วนั ที่ 14 กรกฎำคม 2562 ณ สถำบนั ภำษำ ศิลปะและวฒั นธรรม มหำวทิ ยำลยั รำชภัฏสกลนคร
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวัลมลู นิธสิ มเด็จเจำ้ ฟำ้ มหำจกั รี จงั หวัดสกลนคร
ระดับครูขวญั ศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรกั ษ์นำฏศิลปพ์ ื้นเมืองอีสำน : ทอ้ งถ่ินสกลนคร 25
โอกำสทฟ่ี อ้ น
ฟอ้ นผู้ไทสกลนคร สำมำรถปรับรูปแบบกำรแสดงได้ตำมควำมเหมำะสมของเวลำ
สถำนที่ และโอกำส ซงึ่ จำแนกออกเป็นประเภทได้ดังตวั อย่ำงต่อไปนี้
1. งำนพิธกี รรม เช่น งำนบูชำสิ่งศักดิ์สิทธ์ิต่ำงๆ เช่น พิธีเล้ียงเจ้ำปูม่ เหศักดิ์ของ
ชำววำรชิ ภูมิ งำนนมสั กำรหลวงพ่อพระองคแ์ สนวัดพระธำตเุ ชงิ ชุมวรวิหำร
2. งำนพิธกี ำร เช่น งำนตอ้ นรับแขกบำ้ นแขกเมือง งำนเฉพำะกจิ เพ่ือควำมบันเทิง
สำหรบั ถวำยหนำ้ พระทนี่ ่ังพระมหำกษัตรยิ ์
3. งำนอนื่ ๆ งำนขบวนแห่ประเพณี งำนเทศกำล งำนสงั สรรค์รน่ื เริงท่ัวไป
ดนตรแี ละลำยประกอบ
ดนตรีที่ใช้บรรเลงในกำรฟอ้ นผู้ไทสกลนครน้ันจะประกอบด้วยเคร่ืองดนตรี
พ้ืนเมือง ได้แก่ กลองเส็ง (กลองก่ิง) กลองหำง กลองตุ้ม (ตะโพน) พิณ แคน
โปงลำง ฉำบ กรับ (หมำกกั๊บแก๊บ) และ พังฮำด กำรแสดงจะบรรเลงดนตรีผู้ไทลำย
น้อย หรือท่ีเรียกกันว่ำ ลำยผู้ไทเลำะตูบ ใช้จังหวะหรือห้องกลองเป็นพ้ืนฐำนในกำรนับ
ในกำรฟอ้ นให้นบั 8 จังหวะเป็น 1 หอ้ ง (1 2 3 4 5 6 7 8 เทำ่ กบั 1 ห้องจงั หวะ)
กำรแตง่ กำย
ผหู้ ญิงสวมเสือ้ แขนกระบอกสีดำ (ผำ้ ยอ้ มครำมเข้ม) แต่งขอบเสื้อด้วยผ้ำสี
แดง มีแนวกระดุมเงินหรือสีขำวเรียงยำวตำมแนวเส้ือ 2 แถว นุ่งซิ่นพ้ืนสีดำ (ผ้ำย้อม
ครำมเข้ม ต่อแถบสีแดง เชิงผ้ำซิ่นกว้ำงประมำณ 4 น้ิว (มือ) หรือเรียกว่ำ ตีนเต๊ำะ)
ยำวกรอมเท้ำ พำดผ้ำสไบขิดสีแดงเฉียงไปทำงไหล่ซำ้ ยแลว้ ไปมดั ทข่ี ำ้ งเอวด้ำนขวำ
ผมเกล้ำมวยตรงกลำงศีรษะ ตกแตง่ ด้วยฝำ้ ยสขี ำวทำเป็นพู่พันรอบมวยผม
ภำพถ่ำยบนั ทึกทำ่ ฟอ้ นผูไ้ ทสกลนคร
เมื่อวนั ที่ 14 กรกฎำคม 2562 ณ สถำบนั ภำษำ ศลิ ปะและวฒั นธรรม มหำวทิ ยำลัยรำชภฏั สกลนคร
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวลั มูลนธิ สิ มเด็จเจำ้ ฟำ้ มหำจักรี จังหวดั สกลนคร
ระดับครูขวญั ศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนรุ กั ษ์นำฏศลิ ปพ์ ื้นเมืองอสี ำน : ท้องถิ่นสกลนคร 26
สวมเงิน เช่น สร้อยคอ ต่ำงหู กำไลข้อมือ และสวมเล็บมือท่ีทำจำกกระดำษหรือ
พลำสติกพันด้วยด้ำยสีขำวสลับสีแดงมีพู่ตรงปลำยเล็บสีแดง จำนวน 8 เล็บ (ไม่นิยม
สวมใสห่ ัวแม่มือทั้ง 2 ข้ำงเนอ่ื งจะทำใหก้ ำรจบี มอื ฟอ้ นไมช่ ดั เจน)
ในกรณีหำกใชผ้ ชู้ ำยเป็นผู้ฟอ้ น ผูช้ ำยสวมเส้อื สดี ำ (ผำ้ ยอ้ มครำมเข้ม) มีกำรแต่ง
ขอบเสอื้ ดว้ ยผ้ำสแี ดง นุง่ ผำ้ พื้นโจงกระเบนสอดเต่ยี วท้ิงหำง ใช้ผำ้ ขิดสแี ดงมัดที่เอว
ทำ่ ฟอ้ น
ท่ำมำตรฐำนของฟอ้ นผไู้ ทสกลนคร ประกอบดว้ ย 6 ท่ำหลกั มีชอ่ื เรยี กดงั นี้
ท่ำท่ี รูปภำพ จังหวะ อธิบำยรำยละเอียด
ทำ่ ท่ี 1 ท่ำบัวตูม 1234 ย่ำเทำ้ ขวำและเท้ำซำ้ ยตอ่
ประดิษฐท์ ่ำรำจำกกริ ยิ ำ 5678 กนั ตำมจงั หวะ
ของดอกบัวในขณะทห่ี บุ
กระบวนทำ่ ที่ 1 1 2 มอื ซ้ำยตงั้ ทบั มอื ขวำหัก
ขอ้ มอื ข้ึนแบมือออก ข้อมอื
ชดิ กัน
กระบวนทำ่ ท่ี 1
กระบวนทำ่ ที่ 1 3 4 มอื ขวำจบี หงำยม้วนมือ
แทงปลำยนิ้วมอื ลง
5 6 มือซ้ำยหมนุ มอื แทงลงแบ
มอื ออก แขนสองขำ้ ง
เหยียดตึงขนำนไหล่ ปลำย
นวิ้ มอื สูงระดับปำก
7 8 ศีรษะเอียงขวำตำมมือจบี
ศีรษะเอียงซำ้ ยตำมมอื ซำ้ ย
หมุนแทงมอื ลง
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวลั มลู นิธสิ มเดจ็ เจำ้ ฟำ้ มหำจกั รี จงั หวัดสกลนคร
ระดบั ครขู วญั ศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรักษ์นำฏศิลปพ์ ้ืนเมืองอสี ำน : ท้องถ่ินสกลนคร 27
ท่ำที่ รปู ภำพ จงั หวะ อธิบำยรำยละเอียด
ทำ่ ที่ 2 ทำ่ บัวบำน 123456 ย่ำเทำ้ ขวำและเทำ้ ซ้ำยตอ่
ประดิษฐ์ทำ่ รำจำกกิรยิ ำ 78 กันตำมจังหวะจังหวะท่ี
ของดอกบัวในขณะท่ี
กำลงั บำนออก มือซำ้ ยตัง้ วงระดบั ศรี ษะ
กระบวนทำ่ ที่ 1 1 2 มอื ขวำจบี คว่ำแขนตึง
ระดับสะดือ
กระบวนทำ่ ท่ี 1 34 หงำยมือจบี เดนิ มอื ไปข้ำง
5678 ลำตวั คลำยจบี ออกแทง
ท่ำท่ี มอื ลงระดับเอว งอแขน
ทำ่ ที่ 3 ท่ำแซงแซวเลำะ เลก็ นอ้ ย
หำดและมยุเรศรำแพน
ประดษิ ฐท์ ่ำรำจำกกิริยำ มือขวำต้ังวงระดบั ศรี ษะ
ของนกทก่ี ำลังบินไปมำ ศรี ษะเอยี งขวำตำมมอื ตงั้
เกำะอยู่ตำมทอ้ งทงุ่ รมิ วง (ทำสลับกันไปมำขวำ
แม่น้ำ และกริ ยิ ำของ ซ้ำย)
นกยูงตวั ผูท้ ก่ี ำลังรำ
แพนหำงกำงปีกออก ชู รปู ภำพ จงั หวะ อธบิ ำยรำยละเอยี ด
คอขึน้ แลว้ ยำ่ งก้ำวเกีย้ ว
พำรำสีกนั กับนกยูงตวั 1 2 3 4 5 6 7 ย่ำเท้ำขวำและเท้ำซ้ำยตอ่
เมีย 8 กนั ตำมจงั หวะ
1234 มือขวำและมือซำ้ ยจีบหงำย
ข้ำงเอวขวำ งอแขน
เล็กน้อย ม้วนมือปล่อยจบี
คลำยออกตงั้ มือ ศีรษะ
เอียงขวำ
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวัลมลู นิธสิ มเด็จเจำ้ ฟำ้ มหำจกั รี จงั หวดั สกลนคร
ระดบั ครขู วัญศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรักษน์ ำฏศิลปพ์ ้ืนเมอื งอีสำน : ทอ้ งถิ่นสกลนคร 28
ท่ำท่ี รูปภำพ จังหวะ อธิบำยรำยละเอียด
กระบวนทำ่ ที่ 1
5678 มอื ซ้ำยและมือขวำจบี หงำย
กระบวนท่ำท่ี 2 ขำ้ งเอวซำ้ ย งอแขน
เลก็ นอ้ ย ม้วนมือปล่อยจบี
คลำยออกตงั้ มอื ศีรษะ
เอียงซำ้ ย
1234 มือท้ังสองข้ำงแทงไปขำ้ ง
หลัง แขนตงึ ลำตัวตรง
ย่อขำลง ก้มหนำ้ เล็กนอ้ ย
ศีรษะเอยี งขวำ
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวัลมูลนธิ สิ มเด็จเจำ้ ฟำ้ มหำจักรี จงั หวดั สกลนคร
ระดับครูขวัญศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนรุ ักษน์ ำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมืองอีสำน : ทอ้ งถิ่นสกลนคร 29
ท่ำที่ รปู ภำพ จงั หวะ อธบิ ำยรำยละเอยี ด
ทำ่ ท่ี 5 ท่ำบังแสงสรุ ิยำ 1 2 3 4 5 6 ย่ำเท้ำขวำและเทำ้ ซำ้ ย
ประดษิ ฐท์ ่ำรำจำกกริ ยิ ำ 7 8 ต่อกันตำมจงั หวะ
บงั แสงแดดไม่ใหส้ ่อง
ตำเวลำชะแงม้ องสิง่ ที่
อยูบ่ นเหนอื ศีรษะขน้ึ ไป
กระบวนทำ่ ที่ 1
123 4 มือซำ้ ยจบี สง่ หลงั แขน
ตงึ มือขวำจบี ข้ึนตัง้
ฉำกแบมือหงำยออก
ระดบั ศรี ษะ เอยี งศีรษะ
ขวำ
5678 ทำสลับไปมำปฏบิ ัติ
เชน่ เดยี วกันกับจังหวะ
1234
ท่ำที่ รปู ภำพ จงั หวะ อธิบำยรำยละเอยี ด
ท่ำท่ี 6 ท่ำนำคมี ้วนหำง 123456 ย่ำเท้ำขวำและเท้ำซำ้ ย
ประดิษฐท์ ำ่ รำจำกกิริยำ 78 ต่อกนั ตำมจังหวะ
พญำนำคตัวเมียทก่ี ำลงั
ปรำกฏกลำยเลื้อยไปมำ 1234 มือขวำและมือซ้ำยจีบ
บนผิวหนองน้ำแหง่ 5678 หงำย งอขอ้ ศอก ขำ้ ง
ควำมอุดมสมบรู ณ์ เอวขวำ เอียงศีรษะขวำ
วำดมอื มำด้ำนหนำ้ สลับ
กระบวนทำ่ ท่ี 1 ซ้ำยขวำ งอแขน
เลก็ น้อยเอียงศีรษะ
ตำมมือต่ำสำยตำมอง
มอื ต่ำ
มือซ้ำยวำดออกตงั้ วง
หกั ข้อศอกเข้ำหำแง่
ศรี ษะ มือขวำจีบสง่
หลังแขนตึง เอยี ง
ศรี ษะมอื ตั้งวง
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวลั มลู นธิ สิ มเด็จเจำ้ ฟำ้ มหำจักรี จงั หวดั สกลนคร
ระดบั ครขู วัญศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
แถวรูปสามเหล่ียมหนา้ เปิด
โครงกำรอนรุ กั ษ์นำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมอื งอีสำน : ท้องถน่ิ สกลนคร 30
รปู แบบแถว กำรจัดกำรรปู แบบแถวกำรแสดงฟอ้ นผไู้ ทสกลนครสำมำรถจัดได้ตำม
ควำมเหมำะสมของจำนวนผแู้ สดง และ ตำมขนำดรูปแบบสถำนท่ใี นกำรจดั แสดง
(ตวั อยำ่ งรูปแบบแถวจำนวนผฟู้ อ้ น 6 คน)
ทำ่ ที่ 1
แถวออก แถวตอนเรียงหนึง่ (แยกผ้แู สดงออกสองฝ่ ังใหเ้ ท่ำๆกนั )
แถวรูปสำมเหลยี่ มหน้ำปิด
ทำ่ ท่ี 2
แถวตอนลกึ
แถวรปู สำมเหลยี่ มหน้ำเปิด
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อินทร์
ครูรำงวัลมลู นธิ สิ มเด็จเจ้ำฟำ้ มหำจักรี จังหวดั สกลนคร
ระดับครขู วญั ศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
แถวรูปสามเหล่ียมหนา้ เปิด
โครงกำรอนุรักษน์ ำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมอื งอสี ำน : ท้องถ่ินสกลนคร 31
ทำ่ ท่ี 3
กำรจบั คู่
ท่ำท่ี 4
กำรจับคู่
ทำ่ ที่ 5
แถวตอนลกึ
แถวรปู สำมเหลี่ยมหน้ำเปิด
นำยวีระพงศ์ มนต์อินทร์
ครูรำงวลั มูลนธิ ิสมเด็จเจำ้ ฟำ้ มหำจักรี จงั หวดั สกลนคร
ระดับครขู วญั ศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
แถวรูปสามเหล่ียมหนา้ เปิด
โครงกำรอนรุ ักษ์นำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมอื งอีสำน : ท้องถ่ินสกลนคร 32
ทำ่ ท่ี 6
แถวหน้ำกระดำน (แถวเดยี่ ว)
รูปทแยงมมุ
นำยวีระพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวลั มูลนธิ ิสมเดจ็ เจำ้ ฟำ้ มหำจักรี จังหวดั สกลนคร
ระดับครูขวัญศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรักษน์ ำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมืองอีสำน : ท้องถ่นิ สกลนคร 33
สว่ นที่ 2 กำรสร้ำงสรรคก์ ำรแสดงพื้นเมือง
อีสำน กรณีศกึ ษำ : รำขิดอสี ำน
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อินทร์
ครูรำงวัลมลู นธิ ิสมเด็จเจ้ำฟำ้ มหำจกั รี จงั หวดั สกลนคร
ระดับครูขวญั ศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนรุ กั ษ์นำฏศิลปพ์ ้ืนเมอื งอสี ำน : ท้องถน่ิ สกลนคร 34
ชุดฝกึ ทักษะปฏบิ ัติรำขดิ อสี ำน
ชดุ ท่ี 1
เร่อื ง นำฏศิลป์พื้นเมืองอสี ำน
ผลกำรเรยี นรูท้ คี่ ำดหวงั
นกั เรียนมคี วำมรคู้ วำมเขำ้ ใจเกย่ี วกับประวัตคิ วำมเป็นมำ ควำมหมำย ประเภท
ควำมสำคญั ของนำฏศิลปพ์ ื้นเมืองอสี ำน และเห็นคณุ คำ่ ของนำฏศิลปพ์ ื้นเมอื งอสี ำน
จดุ ประสงคก์ ำรเรียนรู้
1. นักเรียนอธิบำยควำมหมำยและบอกประเภทของนำฏศลิ ปพ์ ื้นเมืองได้
2. นักเรยี นอธิบำยบอกควำมสำคญั และคณุ คำ่ ของนำฏศิลปพ์ ื้นเมอื งได้
3. นักเรียนกำหนดแนวทำงกำรสบื ทอดวฒั นธรรมของกลมุ่ ชนอสี ำนรูปแบบ
ต่ำงๆ ได้
1. ควำมหมำยของคำว่ำ นำฏศิลป์พ้ืนเมอื งอีสำน
นำฏศิลปพ์ ื้นเมืองอีสำนเป็นคำประสมระหว่ำงคำว่ำ นำฏศิลปก์ ับคำว่ำ พื้นเมือง
และคำว่ำ ภำคอีสำน “นำฏศิลป์” เป็ นคำสมำสแยกได้เป็ น นำฏ + ศิลป์ แต่ละคำมี
ควำมหมำยเฉพำะดงั นี้
นำฏ หมำยถึง กำรร่ำยรำและกำรเคล่ือนไหวไปมำในภำษำบำลีใช้คำว่ำ “นจจ”และ
ภำษำสันสกฤตใช้คำว่ำ “นฤตย” เป็นช่อื อยำ่ งหนึง่ ของกำรร่ำยรำบวงสรวงเทพเจ้ำในเท
วลัยจึงเป็นท่ำรำท่ีแสดงถึงควำมศรัทธำ ส่วนคำว่ำ “นจจ” ได้แก่กำรฟอ้ นรำต้ังแต่กำร
ฟอ้ นรำแบบชำวบ้ำน ตลอดจนกำรฟอ้ นรำระดบั สูง (อมรำ กล่ำเจริญ,2531,10)
“ศิลป”์ เป็นคำสันสกฤต ภำษำบำลีใช้ “สิปป” หมำยถึงกำรแสดงฝีมือยอดเยี่ยม
เป็นกำรแสดงออกให้ปรำกฏขนึ้ อย่ำงงดงำม นำ่ ชน่ื ชม และกอ่ ให้เกิดอำรมณ์สะเทือนใจ
“พ้ืนเมือง” พจนำนุกรมฉบับรำชบัณฑิตยสถำน พ.ศ.2525 ได้ให้ควำมหมำยว่ำ
ว. เฉพำะเมือง เฉพำะท้องถิ่น (พจนำนุกรมฉบบั รำชบัณฑิตยสถำน, 2525, 601)
“อีสำน” ว.ตะวันออกเฉียงเหนือ (พจนำนุกรมฉบับรำชบณั ฑติ ยสถำน, 2525,951)
นำฏศิลปพ์ ้ืนเมอื งอีสำน จึงหมำยถึงศิลปะกำรฟอ้ นรำประจำถ่นิ ทม่ี คี วำมสวยงำม
และน่ำชืน่ ชม ของภำคตะวันออกเฉยี งเหนอื หรือภำคอีสำน
2. ประวตั ิควำมเป็นมำ ของนำฏศิลป์พื้นเมอื งอสี ำน
ควำมเป็นมำของนำฏศิลปพ์ ื้นเมืองอีสำนมีพื้นฐำนมำจำกหลำยสำเหตุ เช่น ภำค
อสี ำนเป็นพ้ืนท่รี ำบสูงและเป็นที่รู้จักกันในนำมดินแดนของควำมแห้งแล้งประชำชนจะตั้ง
ถ่ินฐำนอยู่ในท่ีรำบใกล้กับแหล่งน้ำ สังคมของชำวอีสำนจะอยู่ในแบบแผนคือมี “ฮีตสิบ
สองคองสิบส่ี” คือจำรีตประเพณีที่ทำให้คนอีสำนร่วมมือร่วมใจกระทำเพื่อบุญกุศล
นอกจำกน้ียังมี “ขะลำ” ท่ีเป็นข้อห้ำมต่ำงๆ เช่นกำรยกย่องสำมีของสตรีท่ีมีครอบครัว
แล้ว ข้อปฏิบัติหนุ่มสำว กำรรับประทำนอำหำรของผู้หญิงที่คลอดบุตรใหม่ ขะลำ
จึงเป็นกฎข้อบังคับไม่ให้คนอีสำนกระทำผิดจำกส่ิงท่ีสังคมไม่ต้องกำร จึงกลำยเป็น
สงั คมแบบพ่ีแบบน้องอยดู่ ้วยควำมเอ้อื อำทรต่อกัน
ดินแดนภำคอีสำนร่ำรวยไปด้วยแหล่งอำรยธรรมโบรำณคดีหลำกหลำย วิถีกำร
ดำรงชีวิตของผู้คนในแถบน้ี มีแบบอย่ำงผสมกลมกลืนกันทั้งควำมเชื่อที่มำจำกศำสนำ
พุ ทธ ฮินดู ภูตผี วิญญำณ ควำมเชื่อดังกล่ำวเป็นคติควำมเช่ือที่มีควำมหมำยต่อกำร
ดำรงชีวติ ของมนุษย์ จำกขอ้ มูลทอ้ งถิ่น
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวลั มูลนธิ สิ มเดจ็ เจ้ำฟำ้ มหำจกั รี จงั หวดั สกลนคร
ระดับครขู วัญศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรักษน์ ำฏศลิ ปพ์ ื้นเมอื งอีสำน : ท้องถ่นิ สกลนคร 35
ด้ำนภำษำ วรรณกรรม พิธีกรรม ตลอดจนแบบแผนในกำรดำรงชีวิตของชำว
อีสำน โดยเฉพำะหลักฐำนทำงพุ ทธศำสนำไม่สำมำรถสนองตอบควำมต้องกำรทำงใจ
หรือสำมำรถเป็นที่พ่ึงทำงใจได้ในขณะที่เกิดภัยพิบัติ ซึ่งเกิดจำกธรรมชำติ เช่น น้ำท่วม
ฟำ้ ผ่ำ ควำมแห้งแล้ง หรือหนำวเหน็บ ชำวอีสำนจึงหันไปพ่ึงพำเทวดำ ฟำ้ ดิน ภูตผี
วิญญำณ อันได้แก่ ผีฟำ้ ผีแถน ผีปูต่ ำ ผีตำแฮก ตลอดจนผีมเหสักข์หลักเมืองแทน
มูลเหตุแห่งควำมเช่ือว่ำ ธรรมชำติทั้งหลำยไม่ว่ำจะเป็นแผ่นดิน ผืนน้ำ พืช สัตว์
มนุษย์อุบัติขึ้นในโลกด้วยอำนำจแห่งผีฟำ้ หรือผีแถน ชำวอีสำนจึงยึดมั่นในลัทธิภูตผี
วิญญำณตลอดมำจึงพบได้ว่ำ มีพิธีกรรมจำนวนมำกมำยท่ีพยำยำมติดต่อกับวิญญำณ
โดยผ่ำน กระจ้ำ หรือ หมอจ้ำ และมีกำรเซ่นสรวงบวงพลีเพ่ือให้เป็นท่ีช่ืนชอบของ
วิญญำณเหล่ำนั้น กระจ้ำ หรือ หมอจ้ำ จึงมีบทพรรณนำเนื้อควำมที่วิงวอนขับไล่
วญิ ญำณและสิง่ ชั่วร้ำย ซง่ึ กลำยมำเป็นลำนำ หรอื ทีเ่ รียกว่ำ หมอลำ โดยมีเคร่ืองดนตรี
นำมำประกอบจังหวะเช่น กลองตุ้ม แคน เพ่ือควำมสนุกสนำน ทำให้เกิดกำรฟอ้ นรำ
ประกอบ
ดนตรีและกำรฟอ้ นรำของชำวอีสำน ส่วนใหญ่ใช้เพื่อประกอบพิธีกรรม และเป็น
กำรรนื่ เริงหลังกำรเกบ็ เกย่ี วข้ำว ในงำนเทศกำลต่ำงๆ
3. ประเภทของนำฏศิลป์พ้ืนเมืองอสี ำน
นำฏศิลปพ์ ้ืนเมืองอีสำนแบ่งได้ ดังน้ี
3.1 แบง่ ตำมลักษณะกำรแสดง แบง่ เป็น 3 ประเภท
3.1.1 เพลงพื้นบ้ำน ไดแ้ ก่ เพลงเซ้งิ บง้ั ไฟ เพลงหมอลำ เพลงโครำช
กันตรมึ เจรียงต่ำงๆ
3.1.2 ละครพื้นบ้ำน ไดแ้ ก่ หมอลำหมู่ หนังปะโมทยั ลิเกเขมร
3.1.3 กำรฟอ้ นพื้นบำ้ น ได้แก่ ฟอ้ นบำยศรี ฟอ้ นผไู้ ทย ฟอ้ นศรีโคตรบรู ณ์
(เรณู โกศินำนนท,์ 2535, 1-4)
3.2 แบ่งตำมลักษณะของที่มำ แบง่ เป็น 8 กลุ่มใหญๆ่ คือ
3.2.1 กำรฟอ้ นเลียนแบบกิริยำของสตั ว์ ไดแ้ ก่ กะโน้บติงตอง ฟอ้ นแมง
ตับเตำ่ ฯลฯ
3.2.2 กำรฟอ้ นชุดโบรำณคดี ไดแ้ ก่ ระบำบำ้ นเชียง รำศรโี คตรบูรณ์ ระบำ
พนมรุ้ง ระบำจำปำศรี ฯลฯ
3.2.3 กำรฟอ้ นประกอบทำนองลำ ได้แก่ ฟอ้ นสีทนั ดร ฟอ้ นมหำชัย ฟอ้ นไท
พวน ฟอ้ นตังหวำย ฟอ้ นคอนสะหวนั ฟอ้ นสำระวัน ฯลฯ
3.2.4 กำรฟอ้ นชดุ ชุมนมุ เผำ่ ต่ำงๆ ได้แก่ ฟอ้ นผ้ไู ทยสำมเผำ่ ฟอ้ นเผ่ำไทยภู
พำน ฟอ้ นชนเผ่ำชำวบุรีรัมย์ ฯลฯ
3.2.5 กำรฟอ้ นอันเนือ่ งมำจำกวรรณกรรม ได้แก่ รำมโนรำหเ์ ลน่ น้ำ จำก
เร่ืองพระสุธน มโนรำห์ รำสังสินชัย จำกเร่ืองสงั ขศ์ ลิ ปไ์ ชย
3.2.6 กำรฟอ้ นเพื่อเซน่ บวงสรวงบดั พลีหรือบชู ำ แบ่งเป็น 2 ประเภท
1) กำรฟอ้ นเพื่อบูชำ เชน่ โส้ท่ังบั้ง เซง้ิ บงั้ ไฟ ฟอ้ นบำยศรี รำหมอเหยำฯลฯ
2) กำรฟอ้ นเพ่ือเสยี่ งทำย เช่น เซิง้ นำงดง้ ดงึ ครกดึงสำก รำเชยี งขอ้ ง
3.2.7 กำรฟอ้ นศิลปำชีพ ได้แก่ เซง้ิ สำวไหม เซง้ิ ทำนำ รำไทภูเขำ รำศรีไผท
สมันต์ รำแพรวำ รำป้ ันหม้อ เซงิ้ สวงิ ฯลฯ
3.2.8 กำรฟอ้ นเพ่ือควำมสนกุ สนำนรน่ื เริง ไดแ้ ก่ ฟอ้ นกลองตุม้ เซงิ้ กะโป๋
ซันตรจู น์เต้นสำก รำเฮอื สว่ ง รำโกยมือ ฯลฯ (ชชั วำล วงศป์ ระเสรฐิ , 2535, 60)
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อินทร์
ครูรำงวลั มลู นิธสิ มเดจ็ เจำ้ ฟำ้ มหำจักรี จังหวัดสกลนคร
ระดบั ครูขวัญศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรกั ษ์นำฏศิลปพ์ ้ืนเมืองอีสำน : ทอ้ งถ่ินสกลนคร 36
4. ลีลำท่ำฟอ้ นรำของนำฏศลิ ป์พื้นเมืองอีสำน
ภำคอีสำนมีประชำกรท่ีประกอบด้วยกลุ่มชำติพันธ์ุหลำยกลุ่ม จึงมีศิลปะกำรเล่น
ดนตรีท่ีหลำกหลำยทำนอง ทำให้เกิดลีลำท่ำฟอ้ นตำมท่วงทำนองของดนตรี ท่ีมีชื่อเสียง
มำกคือ กำรเซิ้งลีลำท่ำรำออกมำแบบกระชับรวดเร็วสนุกสนำน กำรฟอ้ นที่มีลีลำปำน
กลำง เช่น รำศรีโคตรบูรณ์ ส่วนกำรรำท่ีมีลีลำท่ำรำเนิบช้ำอ่อนช้อยงดงำมเช่น ฟอ้ น
บำยศรี ฟอ้ นผ้ไู ทย (เรณู โกศินำนนท,์ 2535, 54)
ท่ำฟอ้ นรำของชำวอีสำนได้จำกกำรปรงุ แตง่ จำกธรรมชำติ มคี วำมเป็นอิสระในกำร
ใช้มอื และเทำ้ ทั้งนี้ข้นึ อยู่กบั ลลี ำของผ้ฟู อ้ นท่จี ะขยับมอื เคล่ือนกำยอย่ำงไร จะสงั เกตได้
จำกกำรใช้มือ และเทำ้ ดงั นี้
กำรใชม้ ือ กำรจีบมือของชำวอีสำนนัน้ นิ้วหวั แม่มอื กับน้ิวชี้จะไม่จรดกัน โดยจะห่ำง
กันเล็กนอ้ ย ซ่ึงต่ำงจำกกำรจีบของภำคกลำง
ลักษณะกำรใช้วงแขน กำรต้ังวงจะอยู่ระดับไหล่ ถ้ำเป็นวงสูงจะอยู่เลยระดับ
ศีรษะขึ้นไป ท่ำฟอ้ นส่วนใหญ่จะเป็นท่ำอิสระซึ่งมำจำก กำรเลียนแบบกิริยำท่ำของสัตว์
เชน่ ท่ำแฮง้ ตำกขำ ทำ่ กำตำกปีก ท่ำนกยงู รำแพน ท่ำเสือออกเหลำ่ ทำ่ เตำ่ ลงหนอง ฯลฯ
กำรใช้เท้ำ มีลักษณะกำรเดนิ หลำยแบบ เช่น
- กำรเดนิ สบั เทำ้ คอื กำรก้ำวเท้ำไปเร่ือยๆ
- กำรเดินสับเท้ำกระทบ โดยกำรสับเท้ำสำมครั้ง จังหวะท่ีสก่ี ระทบเท้ำหรือลำกเท้ำ
มำแตะ
- กำรเดินแตะเทำ้ ขยม่ กำ้ วเท้ำโดยกำรแตะเทำ้ ขยม่ ชักเท้ำมำข้ำงหลงั พร้อมกับ
แตะเทำ้ ไปดำ้ นหน้ำ
- กำรเดินตบู เดินเชน่ เดยี วกับสับเท้ำกระทบ
- กำรเดินคลำ้ ยจงั หวะตะลุง (ก้ำวชิด กำ้ วชดิ กำ้ วชดิ กำ้ ว)
- กำรเดนิ แตะเทำ้ เชน่ ชกั เทำ้ ไปดำ้ นหลงั แตะเท้ำขวำไปขำ้ งหน้ำ
- กำรเดินสบั เทำ้ กระโดด เดินสับเท้ำสำมครัง้ จงั หวะท่ีส่ีกระโดด
- กำรเดินย่ำเท้ำ จะยนื ในลกั ษณะถำ่ ยน้ำหนักตัว
- กำรเดินยอ้ นเท้ำ กำ้ วเท้ำและยอ้ นเทำ้ เดิม
5. ควำมสำคัญของนำฏศลิ ป์พื้นเมืองอสี ำน
นำฏศิลปพ์ ื้นเมืองอีสำนมีควำมสำคัญต่อชีวติ ควำมเป็นอยู่ของคนไทยในฐำนะเป็น
มรดกทำงวฒั นธรรมหลำยประกำร คือ
1. ควำมสำคัญต่อบุคคลที่สนใจและช่ืนชมกำรแสดงนำฏศิลป์พ้ืนเมืองอีสำน
กำรได้ชมย่อมเป็นควำมสุข ควำมบันเทิงในชีวิต ส่วนผู้ที่รักกำรแสดงและศิลปินพื้นบ้ำน
ซึ่งเคยฝึกฝนกำรแสดงย่อมจะเหน็ ควำมสำคญั ของกำรแสดงนำฏศิลปท์ ี่มีต่อตนเองมำก
ย่ิงข้ึน เพรำะส่งเสริมและพัฒนำบุคลิกภำพทำงกำย บุคลิกภำพทำงจิตใจ และสำมำรถ
ยึดเป็นอำชีพได้
2. ควำมสำคญั ตอ่ สงั คมไทย เพรำะนำฏศลิ ปไ์ ทยมีควำมเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของ
คนและพิธีกรรมตำ่ งๆ
3. ควำมสำคัญต่อประเทศชำติ เพรำะนำฏศิลปไ์ ทยและนำฏศิลป์พื้นเมืองเป็น
เคร่ืองแสดงถึงเอกลักษณ์และกำรพัฒนำของชำติ บทขับร้องในกำรฟอ้ นรำเป็ น
วรรณกรรม ดังนั้น นำฏศิลปพ์ ื้นเมืองอีสำน จึงเป็นแหล่งรวมศิลปะหลำกหลำยแขนง
ไดแ้ ก่ ดุริยำงคศิลป์ วรรณกรรม หตั ถกรรม จิตรกรรม ประตมิ ำกรรม สถำปัตยกรรม
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวัลมูลนิธิสมเดจ็ เจ้ำฟำ้ มหำจกั รี จงั หวดั สกลนคร
ระดับครขู วัญศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนรุ ักษน์ ำฏศลิ ปพ์ ื้นเมืองอสี ำน : ทอ้ งถิ่นสกลนคร 37
4. ควำมสำคัญต่อกำรศึกษำและจริยธรรม ศิลปะช่วยกล่อมเกลำจิตใจของบุคคล
ให้เป็นคนทมี่ ีควำมประณตี ละเอียดอ่อน และสำมำรถสมั ผัสส่งิ ท่ดี งี ำมท้ังปวง นำฏศิลป์
พ้ื นเมืองอีสำน จึงถือเป็ นเอกลักษณ์ของชำติไทยและเป็ นศิลปะชั้นยอดท่ีรวม
ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมเข้ำไว้ด้วยกัน นำฏศิลปไ์ ทยในท้องถิ่นนับว่ำเป็น
ส่วนหน่ึงของวัฒนธรรมไทย และถือเป็นสมบัติแห่งภูมิปัญญำซ่ึงได้รับกำรรักษำไว้เป็น
เอกลกั ษณ์ของชำติ
6. คุณคำ่ ของนำฏศิลป์พื้นเมืองอสี ำน
1. คณุ ค่ำแห่งควำมเป็นเอกลกั ษณข์ องชุมชนและท้องถน่ิ
ศิลปินชำวอีสำนมีควำมมุ่งม่ันท่ีจะศึกษำศิลปะทำงด้ำนนำฏศิลปแ์ ละดำเนินงำน
ศิลปวัฒนธรรมเพ่ือจรรโลงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของชุมชนและท้องถ่ิน ศิลปินพ้ืนบ้ำนหลำย
ท่ำนในสำขำศิลปะกำรแสดงและสำขำภำษำและวรรณกรรม ได้แก่ นำยเคน ดำเหลำ
นำงฉวีวรรณ พันธุ นำยเปลื้อง ฉำยรัศมี นำยทุย เรืองศรีอรัญ นำงรำตรี ศรีวิไล
นำยจำลอง นวลมณี ฯลฯ ผู้ท่ปี รำกฏนำมในทำเนยี บศิลปินล้วนเป็นผตู้ ระหนักในบทบำท
สำคญั ที่จรรโลงศลิ ปวัฒนธรรมไทยพื้นบ้ำนให้ดำรงอยู่ โดยเป็นแหล่งข้อมูลทจ่ี ะสำมำรถ
ถ่ำยทอดภมู ปิ ัญญำท้องถิน่ ใหแ้ ก่เยำวชน
ภู มิ ปั ญ ญ ำ ท้ อ ง ถ่ิ น ที่ ช ำ ว ชุ ม ช น ส ร้ ำ ง ส ร ร ค์ ขึ้ น จ ะ แ ส ด ง อ อ ก ด้ ว ย ค ว ำ ม อ่ อ น โ ย น
ประณีต เพ่ือเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนตนเอง โดยยึดเอำวัฒนธรรมมำปรุงแต่งเพื่อให้
เกิดควำมทัดเทียมกับชุมชนอ่ืน เม่ือมีโอกำสแสดงเพื่อประชันขันแข่งในช่วงท่ีมีเทศกำล
หรือประเพณีหรือรับแขกบ้ำน แขกเมืองเช่น ฟอ้ นผู้ไทยเรณู ของชำวอำเภอเรณูนคร
จังหวัดนครพนม รำแพรวำ ของชำวกำฬสินธ์ุ ฟอ้ นนครจำปำศรี ของชำวมหำสำรคำม
ฟอ้ นเผ่ำไทภูพำน ของชำวสกลนคร รำมวยโบรำณ ของชำวสกลนคร ฟอ้ นกลองตุ้ม
ของชำวศรสี ะเกษ ฯลฯ
2. คณุ ค่ำแห่งกำรเสรมิ สรำ้ งขวญั และกำลังใจ
ครำวใดทชี่ มุ ชนไดร้ ับภัยพิบตั ิจำกธรรมชำตทิ เ่ี ป็นสภำวะแหง่ ควำมหวำดกลวั
มกี ำรหนีหรืออพยพถน่ิ ฐำน ชำวชุมชนจะขจดั ปัดเปำ่ ด้วยกำรเซ่นสรวงบวงพลี หรอื ครำว
ประสบกับสงครำม กจ็ ะมพี ิธีตดั ไมข้ ่มนำมด้วยกำรบชู ำเทพเจำ้ และสง่ิ ศกั ด์สิ ิทธทิ์ ้งั หลำย
ซ่ึงเป็นกำรบำรุงขวญั กำลงั ใจแก่นกั รบชำวอีสำนและเป็นควำมเชอ่ื วำ่ จะมีชยั ชนะศัตรู
พิธีกรรมเก่ียวกับประเพณีบวงสรวงศำลเจ้ำ เป็นควำมเช่อื ถือทีว่ ำ่ ศำลเจำ้ เป็นผู้
คมุ้ ครองรักษำชำวบ้ำนให้ปรำศจำกอนั ตรำย ดงั ประเพณีของชำวแสกซ่งึ เป็นประเพณี
เสย่ี งทำยฝน เช่น กำรดงึ ครก พิธเี ซ้งิ นำงด้ง หรอื พิธีเหยำ พิธขี องชำวผู้ไทยซงึ่ ป็น
กำรสร้ำงขวัญลำลังใจแกผ่ ปู้ ว่ ยในชมุ ชน กำรฟอ้ นกลองเลง (กลองตุ้ม) เป็นกำร
เสริมสรำ้ งขวญั และกำลังใจให้แก่ทหำรในครำวออกศึกได้เป็นอย่ำงดี
3. คุณค่ำแหง่ กำรสร้ำงสรรค์เพื่อบูชำเทพเจำ้ และศำสนำพุทธ
ธรรมเนียมท่ชี ำวชมุ ชนอสี ำนยึดถือปฏบิ ตั อิ ยำ่ งเครง่ ครดั สบื ตอ่ กันมำจำกอดตี
สู่ปัจจบุ นั สะท้อนออกมำจำกกำรแสดงนำฏศิลปเ์ พรำะมคี วำมเชอ่ื ว่ำเทพเจำ้ และส่ิง
ศกั ดสิ์ ิทธิจ์ ะอำนวย สวัสดิมงคลและดลบนั ดำลให้พ้นจำกอนั ตรำยทัง้ ปวง กำรแสดงท่ี
เกิดขึ้นจำกกำรบชู ำเทพเจำ้ มีมำกมำย เช่น ฟอ้ นกลองตมุ้ รำพิมำยปรุ ะ รำบ้ำนเชยี ง
รำผฟี ำ้ รำตงั หวำย รำโส้ท่งั บง้ั เรอื มอนั เร ฯลฯ
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อินทร์
ครูรำงวลั มลู นธิ สิ มเดจ็ เจ้ำฟำ้ มหำจกั รี จงั หวัดสกลนคร
ระดบั ครูขวัญศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนรุ ักษน์ ำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมืองอีสำน : ทอ้ งถิ่นสกลนคร 38
4. คณุ ค่ำแหง่ กำรสร้ำงสรรคเ์ พื่อควำมร่นื เรงิ บันเทงิ ใจ
นำฏศิลปข์ องชนทุกชำตินับเป็นกิจกรรมส่วนหน่ึงท่ีลดภำวะตึงเครียดอันเกิดจำก
ปัญหำด้ำนเศรษฐกิจ สังคม กำรเมืองและกำรปกครอง กำรแสดงนำฏศิลปส์ ำมำรถ
แสดงออกได้มำใหเ้ หน็ อยำ่ งเดน่ ชัดและเป็นรูปธรรมมำกทีส่ ุด
กำรละเล่นยุคแรกๆ นั้นมิได้มีข้ึนเพื่อควำมสนุกสนำนหรือเพื่อคลำยควำมตึง
เครียดเพียงอย่ำงเดียวเพรำะผู้เล่นและผู้ร่วมกำรแสดงต่ำงมีควำมมุ่งมั่นอย่ำงใดอย่ำง
หน่ึงร่วมกัน เช่น จัดให้มีกำรละเล่นเพื่อควำมสุขหรือเพื่อควำมมั่นคง และควำมมั่งคั่ง
ท้ังในแง่ส่วนบุคคลและส่วนรวม กำรละเล่นดังกล่ำวมักเก่ียวข้องกับพิธีกรรมตำมระบบ
ควำมเชื่ออันศักด์ิสิทธิ์ เช่น พิธีกรรมเก่ียวกับชีวิต พิธีกรรมเก่ียวกับกำรทำมำหำกิน
และพิธีกรรมเกี่ยวกับชุมชนหรือสังคม อน่ึง กำรแสดงนำฏศิลป์พ้ืนเมืองอีสำนได้
พัฒนำขึน้ มำอกี ระดับหนง่ึ มคี วำมละเอียดอ่อนและสวยงำมมำกขึ้น เน่ืองจำกได้ให้ศิลปิน
ผู้ มี ค ว ำ ม ช ำ น ำ ญ ด้ ำ น น ำ ฏ ศิ ล ป์ม ำ ป รั บ ป รุ ง ใ ห้ ดี ขึ้ น แ ล ะ น ำ ฏ ศิ ล ป์ใ น ชุ ม ช น เ มื อ ง ก็ ไ ด้
กลำยเป็นเอกลักษณข์ องแตล่ ะชมุ ชนไปโดยอัตโนมัติ
7. กำรสบื ทอดวัฒนธรรมของกลมุ่ ชนอสี ำน
จะเห็นว่ำวัฒนธรรมพ้ืนบ้ำนโดยเฉพำะกำรแสดงพ้ืนบ้ำนเป็นควำมสุขท่ีชำวบ้ำนจะ
รว่ มสนกุ สนำนกันได้ ซ่ึงเป็นจุดสำคัญจุดหน่ึงท่ีเห็นได้ว่ำสังคมใดท่ีค่อนข้ำงจะเรียบร้อย
จะมีกำรละเล่นมำก ในปัจจุบันน้ีศิลปะกำรแสดงพ้ืนบ้ำนยังมีอิทธิพลต่อชนบทมำก แต่มี
ปัญหำกำรสืบทอดทีข่ ำด
ช่วงลงเพรำะอิทธพิ ลของสื่อสมัยใหม่และอุปสรรคหลำยประกำรคือ
1. วิธกี ำร ลักษณะของกำรถ่ำยทอดต้องอำศัยเวลำในกำรฝึกฝน ตลอดจนควำม
อดทนและกำรเอำใจใสอ่ ย่ำงจรงิ จงั
2. ผู้เชี่ยวชำญมกั เป็นผ้สู ูงวัย ปัจจบุ นั มีเหลอื น้อย
3. ผรู้ บั กำรถ่ำยทอด มกี ลุม่ สนใจน้อย
4. อิทธพิ ลวัฒนธรรมสมยั ใหม่ ซ่ึงทำใหเ้ บี่ยงเบนควำมสนใจไปจำกวฒั นธรรมเดิม
5. เทคโนโลยีสมยั ใหม่ มกั จะบ่นั ทอนอำรมณผ์ ้ชู มลงไปมำก
กำรท่ีเรำจะส่งเสริมและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้ำนได้ต้องอำศัยกำรค้นคว้ำ
และอนุรักษ์ไว้เพ่ือคนรุ่นหลังทรำบว่ำ ชีวิตของคนไทยในสมัยบรรพบุรุษเป็นอย่ำงไร
วัฒนธรรมพ้ืนบำ้ อะไรบำ้ งท่ีเรำตอ้ งสนบั สนุน กำรอนรุ กั ษ์และเผยแพร่มำส่ชู นรุ่นหลงั
วัฒนธรรมพื้นบ้ำนเป็ นสิ่งท่ีอำจจะสืบทอดกันมำแบบปำกต่อปำก พ่อสอนลูก
พ่ีสอนน้องปูย่ ่ำตำยำยสอนหลำน บอกเล่ำสืบทอดกันมำจำกควำมจำ อำจจะมีเขียนเป็น
ลำยลักษณ์อักษรบ้ำงอำจจะมีในรูปของวัตถุบ้ำง หรือ รูปของกำรแสดงดนตรี ฟอ้ นรำ
ซ่ึงมหี ลำยรูปแบบ กำรสืบทอดวัฒนธรรมโดยไม่มีลำยลักษณ์อักษร เนื่องจำกสมัยก่อน
ไม่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่บันทึก ไว้ทำให้ข้อมูลทำงวัฒนธรรมที่สืบทอดมำอำจจะ
เปลย่ี นแปลงไป ดังนัน้ เรำต้องพยำยำมท่ีจะบันทึก
ข้อมูลดำ้ นวฒั นธรรมไว้ใหต้ รงกบั ควำมเป็นจริงมำกทสี่ ดุ
นำฏศิลป็-ดนตรี เป็นมรดกทำงวัฒนธรรมท่ีต้องส่งเสริมเผยแพร่ให้เกิดควำม
สมดุล ไม่ควรเน้นหนักไปทำงกำรแสดงท่ีถ่ำยทอดมำจำกรำชสำนักอย่ำงเดียว แต่ต้อง
คำนึงถึงกำรแสดงที่มำจำกชำวบ้ำนให้สมดุลกันด้วย ในสถำบันกำรศึกษำของรัฐ เช่น
โรงเรียน วิทยำลัยนำฏศิลป์ มหำวิทยำลัยรำชภัฎ หรือมหำวิทยำลัยอ่ืนๆ ต้องมีกำร
เผยแพรไ่ ปสู่นกั ศึกษำ คอื มกี ำรบรรจุไวใ้ นหลกั สตู ร เพ่ือทีจ่ ะได้มีกำรสอนและถ่ำยทอดใน
เรื่องนี้ คนภำคอ่ืนๆ ก็สำมำรถเรยี นรู้แลกเปล่ยี น ซ่ึงกันและกนั ได้
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวัลมลู นิธสิ มเดจ็ เจำ้ ฟำ้ มหำจกั รี จังหวดั สกลนคร
ระดับครูขวญั ศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนรุ ักษน์ ำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมืองอสี ำน : ทอ้ งถิน่ สกลนคร 39
ชุดฝกึ ทักษะปฏิบตั ิรำขดิ อสี ำน
ชุดที่ 2
เรอื่ ง ประวัติควำมเป็นมำของรำขดิ อีสำน
ผลกำรเรียนร้ทู ี่คำดหวงั
นกั เรียนมีควำมรูค้ วำมเขำ้ ใจประวตั คิ วำมเป็นมำของผำ้ ขิดอสี ำน และกำรแสดง
รำขิดอีสำน
จดุ ประสงคก์ ำรเรยี นรู้
1. นกั เรียนบอกควำมเป็นมำของผำ้ ขดิ อีสำนได้
2. นกั เรียนบอกลำดบั ข้ันตอนกำรทอผ้ำขิดอีสำนได้
3. นกั เรยี นบอกควำมเป็นมำของรำขดิ อีสำนได้
ผำ้ ขิดอีสำน
กำรทำผ้ำนงุ่ ผำ้ หม่ ผ้ำสไบ หมอน หรืออ่ืนๆ แต่เดมิ ชำวอสี ำนได้ใช้สิ่งของท่ีทำขึ้น
เองโดยเฉพำะฝำ้ ยซ่ึงปลูกกันไว้แต่พอใช้ในกำรทำผ้ำนุ่งผ้ำห่ม(ต่ำหูก) กำรปลูกก็จะเริ่ม
ลงมือปลูกไปพร้อมๆกับกำรปลูกข้ำว คือ เมื่อชำวนำ(ชำวบ้ำน)ได้หว่ำนข้ำวในนำแล้ว
ขณะท่ีรอให้กล้ำโตก็จะใช้เวลำท่ีรอทำกำรปลูกฝำ้ ยไปพลำงๆก่อน เพื่อไม่ให้เวลำว่ำง
หลังจำกกำรหว่ำนขำ้ ว เมื่อเสร็จจำกกำรปลูกฝำ้ ยก็จะถึงเวลำกล้ำโตพอดี ชำวนำจึงเร่ิม
ถอนกลำ้ ลงดำนำต่อไป พรอ้ มกันนก้ี ็ได้บำรุงรกั ษำฝำ้ ยทป่ี ลูกไว้ โดยใชเ้ วลำแห่งกำรทำนุ
บำรุงต้ังแต่กำรปลูกจนถึงกำรเก็บดอกฝำ้ ย รวมเป็นเวลำ 6-7 เดือน ฝำ้ ยก็จะแก่และ
แตกเป็นปุย ในฤดูหนำวพอดี เม่ือเห็นว่ำฝำ้ ยแตกสมอและมีปุยฝำ้ ยฟู เต็มท่ีแล้วก็ลงมือ
เก็บไดท้ ันที ควรเลือกเกบ็ แต่ปยุ ทสี่ ะอำดและปยุ ในสมอทแ่ี ตกปุยดเี ท่ำน้ัน
กำรทำฝำ้ ยเป็นเส้น นำฝำ้ ยท่ีเก็บไว้ออกผ่ึงแดดให้ปุยท่ีเก็บไว้นั้นฟูขึ้น เพื่อสะดวก
ในเวลำแยกเมด็ ฝำ้ ยออกจำกปยุ กำรแยกน้ีใช้เครื่องมือชนิดหนึ่งมีลักษณะเหมือนกันกับ
เฟืองรถจำนวน 2 เฟือง(เฟืองกลมคล้ำยกับสว่ำน) เคร่ืองมือชนิดน้ีเรียกว่ำ“อ้ิว”
ใช้สำหรับแยกเม็ดฝำ้ ยออกจำกปุยจำกนั้นนำเอำปุยฝำ้ ยที่อ้ิวเรียบร้อยแล้วมำดีดกับ
เคร่อื งมือดีดฝำ้ ย เพื่อให้ฝำ้ ยทีน่ ำมำดดี เป็นเน้ือเดียวกัน
จนละเอียดเหมือนกับสำลี หรือจะเรียกว่ำ “สำลี” เลยก็ได้ ต่อจำกนั้นก็จะเอำฝำ้ ยท่ีดีด
อยำ่ งละเอยี ดแลว้ ไปล้อใหเ้ ป็น “ด้วิ ” กลมๆ ยำวประมำณ 9 นิ้ว หรอื แลว้ แต่ควำมพอใจ
กำรทำแบบนี้ เรยี กวำ่ “กำรลอ้ ฝำ้ ย” จำกนนั้ กน็ ำไปทำใหเ้ ป็นเส้นฝำ้ ยหรอื เสน้ ดำ้ ย คือเอำ
ไปป่ ันน่ันเองกำรป่ ันน้ีเรียกวำ่ “กำรเข็นฝำ้ ย” เครือ่ งมือท่จี ำเป็นในกำรเขน็ ฝำ้ ยเรำเรยี กวำ่
“หลำ” กำรป่ ันฝำ้ ยนัน้ จะสม่ำเสมอดีหรือไม่น้ันข้ึนอยู่กับอยู่กับควำมชำนำญของผู้ป่ ันด้ำย
เม่ือป่ ันจนเต็มเหล็กในก็จะใช้ไม้ซ่ึงเรียกว่ำ “เปีย” เปียออกจำกเหล็กใน เพ่ือจะทำให้เป็น
ไนฝำ้ ย จำกน้ันเอำไปลงน้ำข้ำว เพื่อจะได้ให้เส้นด้ำยเหนียวและไม่ลุ่ย ตลอดจนทำให้
เส้นด้ำยเล็กลงกว่ำเดิมนำเอำไปล้ำงน้ำให้สะอำดเล็กน้อย นำไปตำกแดดให้แห้ง แต่อย่ำ
ให้แห้งจนเกินไป เพรำะจะทำให้เส้นด้ำยกรอบขำดง่ำยเวลำ “กวัก” แต่ถ้ำหำกผู้ทำ
ต้องกำรใหฝ้ ำ้ ยมีสีต่ำงๆ ก็จะใช้สีย้อมตอนลงน้ำข้ำว นับว่ำเป็นอันเสร็จวิธีกำรทำฝำ้ ยให้
เป็นเส้น เม่ือนำเส้นฝำ้ ยท่ีย้อมตำกแดดจนแห้งสนิทแล้วนำเอำไปใส่กงป่ ันฝำ้ ยโดยมีเสำ
2 เสำตั้งอยู่ด้ำนละต้น ที่ปลำยเสำมีรูสำหรับสอดแกนของกงเข้ำไป เวลำหมุนตอนนี้เรำ
เรียกว่ำ “กำรกวักฝำ้ ย” กำรกวักฝำ้ ยคือกำรดึงเอำเส้นด้ำยจำกกงไปยังกวักกวักฝำ้ ย
ตรงทห่ี มุนกวกั ฝำ้ ยนน้ั มชี ่ือวำ่ “หำงเห็น”
นำยวีระพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวลั มลู นิธสิ มเด็จเจำ้ ฟำ้ มหำจักรี จังหวัดสกลนคร
ระดบั ครขู วญั ศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรักษน์ ำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมืองอีสำน : ท้องถิน่ สกลนคร 40
เม่ือกวักฝำ้ ยได้มำกพอที่จะเตรียมทำให้เป็นผืนผ้ำก็คือเอำเส้นฝำ้ ยท่ีกวักนั้นไปขึง
กับ “เฝือ”เพ่ือจะทำใหด้ ้ำยเป็นเสน้ โดยไมย่ งุ่ กำรวำงเฝือนั้นควรวำงระดบั เดียวกันกบั เอว
พอดี เพ่ือจะได้เดินไปเกำะเส้นด้ำยกับเฝือได้สะดวก เม่ือเกำะได้พอแล้วก็จัดหำหลอดไม้
เล็กๆทำด้วยแขนงไม้ไผ่ ต้นงำ ต้นปอแก้ว ก็นำมำตัดให้ยำวประมำณ 2 นิ้วครึ่ง เพื่อจะ
ได้ใช้หลอดฝำ้ ยป่ ันเสน้ ฝำ้ ยเสยี บเขำ้ ทปี่ ลำยเหล็กในให้แน่นเอำเส้นด้ำยเกำะตรงหลอดป่ ัน
“หลำ” จนเส้นด้ำยเต็มหลอดก็ดึงเอำออก เสร็จแล้วเอำหลอดใหม่เข้ำแทนท่ีทำเช่นนี้
เรื่อยๆไป จนกว่ำจะได้พอกับควำมต้องกำรแล้วจึงเอำเส้นด้ำยที่เฝือน้ันไปต่อเข้ำกับ
“ฟมื ” โดยกำรกรอจนเต็มฟมื และถ้ำกรอให้เต็มฟมื 9 ก็จะต้องกรอให้ครบ 9 ลบ. โดย
จับต่อไปทีละเส้นจนหมดทุกเส้นกำรทำแบบนี้เรียกว่ำ “กำรสืบหูก” คือ กำรร้อยเส้นฝำ้ ย
จำกรูเขำ้ แล้วนำมำสอดกับฟนั ฟมื ถ้ำหำกว่ำฟนั ฟมื น้ันมีเส้นฝำ้ ยท่ีทออยู่ก่อนแล้วก็นำเอำ
ปลำยฝำ้ ยท้ังสองมำผูกต่อกันได้เลย แต่ถ้ำหำกว่ำที่เขำหูกน้ันยังไม่มีเส้นฝำ้ ยอยู่ก็ใช้เส้น
ฝำ้ ยท่ีสอดจำกรูเขำตอนแรกน้ันลอดฟนั ฟมื มำขมวดเป็นคู่ๆ กันไปตลอดจนครบ เม่ือสืบ
หกู เสร็จแล้วตอ้ งหำไมเ้ ล็กๆ บำงๆ ขนำดเทำ่ ก้ำนไมข้ ีดไฟรอ้ ยทปี่ ลำยฝำ้ ยที่ผกู ไว้กับไม้กำ
พั่น สว่ นฝำ้ ยทีฟ่ มื ไมล่ ักรูฟมื ไมข่ ำดไม่เกิน ก็เริม่ ต้นทอได้เลย
กำรทอผ้ำเก็บดอก ชำวพ้ืนเมืองเรียกว่ำ “กำรทอผ้ำเก็บขิด” หมำยถึง กำรทอผ้ำ
ฝำ้ ยทำงยืน จะเอำสีอะไรกไ็ ดแ้ ล้วแต่ผูท้ อชอบ แตท่ ำงพุ่งจะเอำลวดลำยอยำ่ งใดหรอื ดอก
จะเป็ นสีอะไรก็ต้องย้อมฝำ้ ยให้ได้ดังที่ต้องกำร ถ้ำขิดหลำยไม้ก็ต้องก่อเขำหน้ำฟืม
ดงึ 6 – 7 เขำกม็ ี ทอไปเกบ็ ขดิ ไปตำมลำยตวั อยำ่ งท่ตี ้องกำร กำรทอผำ้ ขิดเก็บดอก
เช่นน้ีต้องมีไม้ค้ำอันหนึ่งกว้ำงประมำณ 4 นิ้ว ยำวขนำด 2 ศอก เป็นไม้บำงๆและมีไม้
เล็กๆ ขนำดก้ำนมะพร้ำวเป็นไม้สอดตำมไม้ขนำด 4 นิ้ว ยำว ขนำด 2 ศอก ไม้เล็กๆ น้ี
เอำไว้สำหรับเกบ็ ขดิ ให้เป็นลำยต่ำงๆ ในบำงครง้ั กอ็ ำจใช้ไม้เกบ็ ขดิ 30 – 40 อนั
ก็มี แล้วแต่ควำมยำกง่ำยของลำย ฉะนั้นถ้ำหำกว่ำใช้ไมเ้ ก็บขิดจำนวนดังกล่ำวจะทำได้
ช้ำมำกเพรำะตอ้ งเก็บดอกทีละเส้นๆ
กำรเกบ็ ขิด สำมำรถแบ่งลำยได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ดว้ ยกนั คอื
1 .ขดิ ลำยสัตว์
2. ขิดลำยพันธ์ุไม้
3. ขดิ ลำยสงิ่ ของ เครื่องใช้
4. ขดิ ลำยเบด็ เตลด็
ประวัติควำมเป็นมำของรำขิดอีสำน
รำขิดอีสำน เป็นนำฏศิลปพ์ ื้นเมืองสร้ำงสรรค์ท่ีนำยวีระพงศ์ มนต์อินทร์ ได้
คิดค้นขึ้นมำเป็นกำรนำเอำวิธีกำรทอผ้ำขิดของชำวอีสำนมำประดิษฐ์เป็นท่ำรำ โดยเร่ิม
จำกกำรเก็บฝำ้ ย กำรตำกฝำ้ ย กำรอิ้วฝำ้ ย กำรดีดฝำ้ ย กำรกรอฝำ้ ย กำรเข็นฝำ้ ย
กำรเปียฝำ้ ย กำรย้อมฝำ้ ย กำรค้นหูกสืบหูก กำรต่ำหูก(ทอผ้ำ) จนกระทั้งทอผ้ำสำเร็จ
เป็นทำ่ แสดงควำมดีใจ ควำมภมู ิใจ นำผลงำนทที่ ำได้สำเรจ็ มำแสดงเป็นทำ่ รำ
รำขิดอีสำนชุดน้ี ไดป้ ระดิษฐ์ขน้ึ เพื่อเขำ้ รว่ มแข่งขนั นำฏศลิ ปพ์ ้ืนเมืองสร้ำงสรรค์ใน
งำนมหกรรมวิชำกำร สำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำ สกลนคร เขต 1 เมื่อ ปี พ.ศ.
2550 และได้นำไปแสดงเผยแพร่ในงำนต่ำงๆมำกมำย เป็นกำรแสดงที่สวยงำม ที่
สำคัญเป็นกำรสง่ เสรมิ ภมู ปิ ัญญำของชำวบ้ำน
นำยวีระพงศ์ มนต์อินทร์
ครูรำงวลั มลู นิธสิ มเด็จเจำ้ ฟำ้ มหำจกั รี จงั หวดั สกลนคร
ระดบั ครขู วญั ศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรักษน์ ำฏศิลปพ์ ื้นเมอื งอีสำน : ท้องถ่นิ สกลนคร 41
ลีลำท่ำรำขิดอีสำน
ท่ำรำขิดอีสำน ซ่ึงนำยวีระพงศ์ มนต์อินทร์ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ำรำประกอบกับลำย
เพลงดนตรี มีแมท่ ำ่ ทโ่ี ดดเด่น ดังนี้
1. ทำ่ เดินออก
2. ท่ำเกบ็ ดอกฝำ้ ย
3. ทำ่ ตำกฝำ้ ย
4. ท่ำอิว้ ฝำ้ ย
5. ทำ่ ดีดฝำ้ ย
6. ท่ำกรอฝำ้ ย
7. ท่ำเข็นฝำ้ ย
8. ท่ำเปียฝำ้ ย
9. ท่ำคน้ หูกสืบหูก
10. ท่ำตำหูก
11. ทำ่ รื่นเรงิ ยินดี
เครื่องดนตรแี ละลำยเพลงประกอบกำรรำขิดอีสำน
เคร่ืองดนตรีที่ใช้ในกำรบรรเลงประกอบกำรแสดงรำขิดอีสำนน้ัน เป็นเคร่ือง
ดนตรพี ื้นเมืองอสี ำน ท่เี รียกวำ่ วงโปงลำง โดยใชเ้ ครือ่ งดนตรีหลำยชิ้นบรรเลงร่วมกัน
ไดแ้ ก่ พิณ แคน โหวด โปงลำง กลองหำง กลองตมุ้ ฉำบเล็ก
พิณ เป็นเครือ่ งดนตรีประเภทเครอื่ งดีด ซงึ่ มชี ื่อเรียกแตกตำ่ งกันออกไป เช่น ซุง ซึง
หมำกกระจบั ป่ ี หมำกตดโตง่ หมำกตับเต่ง พิณทำดว้ ยไม้เน้อื แขง็ เช่น ไม้ประดู่
ไม้พะยูง แต่ที่นิยมทำกันมำกคือ ไม้ขนุน เพรำะมีน้ำหนักเบำ และให้เสียงทุ้มกังวำน
ไพเรำะกวำ่ ไมช้ นิดอ่นื
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวัลมูลนิธสิ มเด็จเจำ้ ฟำ้ มหำจกั รี จงั หวัดสกลนคร
ระดบั ครูขวญั ศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรักษน์ ำฏศิลปพ์ ื้นเมอื งอสี ำน : ทอ้ งถ่ินสกลนคร 42
แคน เป็นเครื่องดนตรีประเภทเคร่ืองเปำ่ ทำด้วยไม้อ้อ หรือไม้เห้ียน้อย แต่
เดยี วนไี้ ม้อ้อหำยำก จึงนยิ มทำจำกไม้เหยี้ นอ้ ยแทน กำรทำลกู แคนตอ้ งทำให้ยำวลดหล่ัน
กันไปตำมลำดับ เช่น แคน 7 คู่ หรือ แคน 8 คู่ ประกอบเข้ำกันกับเต้ำ ติดสูด (ข้ีสูด)
ขำ้ งบนและขำ้ งลำ่ งเตำ้ และตอ้ งมีลิ้นแคนจงึ จะทำใหเ้ กิดเสียง วิธีเปำ่ แคน ต้องใช้อุ้งมือ
ทงั้ สองข้ำง อมุ้ เต้ำแคนไว้แล้วเปำ่ หรือ ดดู สบู ลมทีร่ เู ตำ้ ส่วนนว้ิ มือก็นบั ไลเ่ สียงไปด้วย
โห วด เ ป็ น เ ครื่ อ ง ด น ต รี ป ร ะเ ภท เ ครื่ อ ง เ ป่ำ ท่ี ท ำ ด้ ว ย ลู กแ คน แ ต่ ไ ม่ มี ล้ิ น
โดยนำเอำกู่แคนจำนวน 7 ถึง 12 อัน มำตัดให้ได้ขนำดลดหล่ันกันให้ปลำยท้ังสองข้ำง
เปิด ปลำยด้ำนล่ำงใช้ขี้สูดปิดให้สนิท ส่วนปลำยบนเปิดไว้สำหรับเป็นรูเปำ่ โดยนำเอำกู่
แคนมำรวมกันเข้ำกับแกนไม้ไผ่ท่ีอยู่ตรงกลำง จัดลูกแคนล้อมรอบในลักษณะทรงกลม
ตรงหวั โหวดใชข้ ้ีสูดก่อเป็นรูปกรวยแหลม เพื่อใช้เป็นฐำนสำหรับจรดฝีปำกด้ำนล่ำงและ
ใหโ้ หวดหมุนไดร้ อบทศิ เวลำเปำ่
โปงลำง เป็นเคร่ืองดนตรีประเภทเคร่ืองตี มีลักษณะคล้ำยระนำดมีลูก 12-13
ลูก เป็นท่อนไม้กลมถำกตรงกลำง 2 ขำ้ ง เพ่ือปรับระดบั เสยี ง นิยมทำด้วยไม้มะหำด
โดยเรียงลำดบั จำกลกู ใหญไ่ ปหำลูกเล็ก แล้วเจำะรทู ป่ี ลำยท้งั สองใช้เชือกร้อยผูกเป็นผืน
เวลำบรรเลงจะแขวนหรือผูกโยงเข้ำเอำด้ำนเสียงต่ำ ไว้บนสุด นิยมตี หรือ เคำะด้วยไม้
2 อัน นำยวีระพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวลั มลู นิธสิ มเด็จเจ้ำฟำ้ มหำจกั รี จงั หวัดสกลนคร
ระดับครูขวญั ศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรักษ์นำฏศิลปพ์ ้ืนเมืองอสี ำน : ทอ้ งถ่นิ สกลนคร 43
กลองหำงหรือกลองยำว เป็นเครื่องดนตรีประเภทตี เป็นกลองหน้ำเดียวหุ้ม
ด้วยหนงั สตั ว์ ซึ่งในปัจจบุ นั ใช้หนงั วัวออ่ นท่ีบำง ขึงให้ตงึ ดว้ ยเชอื กไนลอนหรอื เสน้ หนัง
ควำย เส้นผำ่ ศนู ย์กลำงยำวประมำณ 24 เซนติเมตร ถ่วงหนำ้ กลองดว้ ยขำ้ วเหนียวสกุ
คลกุ กับขเ้ี ถำ้ นำไปตดิ หน้ำกลอง เพื่อปรับระดบั เสยี งกลองใหเ้ ข้ำกัน
กลองตุ้ม มีลักษณะเหมือนกลองรำมะนำ แต่มีขนำดโตกว่ำ วิธีกำรทำคล้ำย
กลองหำง ใช้ตีด้วยมือหรือไม้นวมหุ้มผ้ำให้แน่น สมัยก่อนจะมีคนหำม 2 คน ตี
ผลดั เปลีย่ นกันนยิ มใช้ตใี นขบวนแห่ตำ่ ง ๆ หรอื ในงำนเลย้ี งผี พิธเี หยำ
วงดนตรีพ้ืนเมืองอีสำน หรอื วงโปงลำง
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวลั มูลนิธิสมเดจ็ เจ้ำฟำ้ มหำจักรี จังหวดั สกลนคร
ระดับครขู วญั ศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรักษ์นำฏศิลปพ์ ื้นเมอื งอสี ำน : ท้องถนิ่ สกลนคร 44
ทำนองเพลง จงั หวะดนตรี
โน้ตเพลง รำขดิ อสี ำน
ท่อนท่ี 1 เกรน่ิ ลำยแคน
ทอ่ นที่ 2 ลำยขิดอีสำน (จังหวะปำนกลำง)
-มซล ดรมร - ด-ล -ซ–ล ---ด -ร–ม ซลดล ซมรม
-มซล -ทดร มซมร ดลซล -มซล -ทดร มซมร ดลซล
ดํล ซ ล ลซลด -ลซม รมซล ดํล ซ ล ลซลด -ล ล - ซ -มรม
-มซล -ทดร มซมร ดลซล -มซล -ทดร มซมร ดลซล
-มซล -ทดร มซมร ดลซล -มซล -ทดร มซมร ดลซล
ท่อนที่ 3 ลำยลำเพลิน(จงั หวะเรว็ )
-ม-ม -ดรม -ซมร -ดรม -ล-ม -ดรม -ซมร -ดรม
-ฟมร -ฟมล -ฟมร -ฟ-ม ---ม -ดรม -ซมร ดรมด
-ม-ร -ดรม -ดมร ดลซล -ด-ท -ด-ร -ดมร ดลซล
-ล-ม -ร-ซ -ร-ม -ล-ด -ซมร -ด-ร -ม-ซ ---ล
กำรแต่งกำย
กำรแต่งกำยรำขิดอีสำน เป็ นกำรแต่งกำยประยุกต์ให้เข้ำกับชุดกำรแสดงท่ี
สร้ำงสรรค์ แต่ยงั คงไวซ้ ึง่ ควำมเป็นเอกลกั ษณ์ของกำรแสดงพ้ืนเมืองอีสำน ใสเ่ สือ้ เกำะ
อกด้ำนใน รัดอกด้วยผ้ำสไบขิดอีสำน พำดทับบ่ำไหล่ด้วยสไบขิดอีสำน นุ่งผ้ำถุงด้วย
ผ้ำขิดยำว สวมเคร่ืองประดับ คอ หู แขน ด้วยเคร่ืองเงิน มวยผมเหน็บดอกไม้ หรือ
เครอื่ งประดับแต่พองำม
ผแู้ สดง
ผแู้ สดงเป็นหญิงลว้ น จำนวนผูแ้ สดง 6 - 12 คน ตำมควำมเหมำะสมกับ
สถำนท่ี
โอกำสทีใ่ ช้ในกำรแสดง
นยิ มแสดงในงำนมงคลท่ัวไป งำนประเพณี งำนนกั ขัตฤกษ์
เวลำทใ่ี ช้ในกำรแสดง
ประมำณ 10 นำที
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อินทร์
ครูรำงวัลมลู นธิ ิสมเด็จเจ้ำฟำ้ มหำจกั รี จงั หวัดสกลนคร
ระดบั ครขู วัญศิษย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนุรักษน์ ำฏศลิ ปพ์ ื้นเมืองอีสำน : ท้องถิน่ สกลนคร 45
กำรแตง่ กำยรำขิดอีสำน
ชดุ ฝกึ ทกั ษะปฏิบตั ิรำขดิ อสี ำน
ชดุ ที่ 3
เรอ่ื ง นำฏยศัพท์ทใี่ ช้ในกำรรำขิดอสี ำน
ผลกำรเรียนรทู้ ี่คำดหวัง
นักเรียนมคี วำมรู้ ควำมเขำ้ ใจและมที ักษะในเรอื่ งนำฏยศพั ท์ทจ่ี ำเป็นตอ่ กำรแสดง
นำฏศลิ ปไ์ ทยทกุ ประเภท
จดุ ประสงคก์ ำรเรียนรู้
1. นักเรยี นอธบิ ำยควำมหมำยของนำฏยศัพทพ์ ื้นฐำนไดถ้ กู ตอ้ ง
2. นักเรียนปฏิบัตนิ ำฏยศัพทท์ ี่จำเป็นสำหรบั กำรแสดงนำฏศิลปไ์ ด้ถูกต้อง สวยงำม
3. นักเรียนนำนำฏศัพท์ไปประดษิ ฐ์ท่ำรำได้อยำ่ งถกู ต้องสวยงำม
ควำมหมำยของนำฏยศัพท์
นำฏยศัพท์ หมำยถึง ศัพทเ์ ฉพำะในทำงนำฏศลิ ป์ เป็นชอ่ื ของลักษณะกำรำของ
ไทย นำฏยศพั ท์ทีใ่ ชเ้ กยี่ วกบั ท่ำรำไทย แยกตำมลักษณะกำรใช้ ดงั นี้
ประเภทของนำฏยศพั ท์
นำฏยศพั ทแ์ บง่ ออกได้เป็น 3 ประเภท ดงั นี้
1. นำมศพั ท์ หมำยถึง ศพั ท์ท่ีใช้เรียกทำ่ รำ หรือช่ือท่ำท่บี อกกิรยิ ำกระทำ
ของผนู้ ั้น เชน่ วง จีบ ประเท้ำ แตะเทำ้ ก้ำวไขว้ ตไี หล่ โยต้ ัว ฯลฯ
2. กริ ิยำศัพท์ หมำยถงึ ศพั ทท์ ่ีใช้เรยี กในกำรปฏิบัติบอกอำกำรกิรยิ ำ
2.1 ศพั ท์เสริม หมำยถงึ ศพั ท์ทใ่ี ชเ้ รยี กเพื่อปรบั ปรงุ ท่ำทถี่ ูกต้อง
สวยงำม เช่น กนั วง ส่งมือ เปิดคำง กดเกลียวขำ้ ง เปิดสน้
2.2 ศัพท์ทใ่ี ชเ้ รยี กเฉพำะขณะท่ีใช้ เชน่ เอียง ลกั คอ กล่อมไหล่
เอยี งไหล่ สะบัดมอื ม้วนมือ คลำยมือ กรำยมือ ฉำยมือ ปำดมอื ยดื -ยบุ กระทบ ตบ
เท้ำ วำงสน้ ขยั้นเท้ำ ฯลฯ
3. นำฏยศพั ท์เบ็ดเตล็ด หมำยถึง ศัพทต์ ำ่ งๆทใ่ี ช้เรยี กในภำษำนำฏศลิ ป์
นอกเหนือจำกนำมศพั ทแ์ ละกิรยิ ำศพั ท์ เช่น จีบยำว เดนิ ทำงมอื เอียงทำงวง ฯลฯ
ในกำรฝึกปฏิบัติรำขิดอสี ำน เพ่ือให้ผเู้ รยี นมพี ้ืนฐำนในกำรรำและสำมำรถปฏบิ ตั ิได้
อย่ำงถกู ต้องมีขัน้ ตอน ผ้เู รยี นไดแ้ ยกนำฏยศพั ท์ทใ่ี ชใ้ นกำรปฏิบตั ิรำขิดอสี ำนเพื่อให้
ผู้เรยี นได้ฝึกปฏิติบัติตำมข้ันตอนกำรปฏบิ ัตินำฏศลิ ป์ โดยมีนำฏยศัพทท์ ีใ่ ช้ดงั น้ี
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวลั มูลนธิ สิ มเดจ็ เจำ้ ฟำ้ มหำจกั รี จังหวดั สกลนคร
ระดบั ครขู วญั ศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564
โครงกำรอนรุ กั ษ์นำฏศิลปพ์ ้ืนเมอื งอสี ำน : ท้องถิ่นสกลนคร 46
แบบฝกึ กำรรำขิดอีสำน ที่ 3
กระบวนท่ำรำขดิ อีสำน (ทำ่ ท่ี 1- 10)
ผลกำรเรยี นรู้ที่คำดหวงั
นกั เรยี นมคี วำมรู้ ควำมเข้ำใจและมีทักษะในเรือ่ งนำฏยศพั ทท์ ่จี ำเป็นต่อกำรแสดง
นำฏศิลปไ์ ทยทุกประเภท
จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1. นกั เรยี นอธิบำยควำมหมำยของนำฏยศพั ท์พ้ืนฐำนได้ถกู ต้อง
2. นกั เรยี นปฏิบัตินำฏยศัพทท์ ่ีจำเป็นสำหรบั กำรแสดงนำฏศิลปไ์ ดถ้ ูกต้อง สวยงำม
3. นกั เรยี นนำนำฏศพั ทไ์ ปประดิษฐท์ ำ่ รำได้อยำ่ งถกู ตอ้ งสวยงำม
ทำ่ รำขดิ อีสำน
ชดุ ฝึกทกั ษะกำรปฏบิ ตั ิทำ่ รำ รำขดิ อสี ำน เป็นชดุ กำรแสดงสรำ้ งสรรค์ทผ่ี เู้ ขยี น
นำมำให้ผเู้ รยี นได้ฝึกปฏิบัติ เพ่ือให้เกดิ ทักษะในกำรปฏิบัติ ซง่ึ มที ่ำรำในกำรฝึกปฏิบัติ
29 ท่ำ โดยมีรำยละเอยี ดของท่ำฟอ้ นแต่ละทำ่ ดังตอ่ ไปน้ี
ทำ่ รำขิดอีสำนทำ่ ท่ี 1 - 10
ทำ่ ที่ 1 ท่ำเดนิ ออก
มอื มือขวำตัง้ วงบน มอื ซำ้ ยจบี สง่ หลัง
เทำ้ ย่ำเท้ำขวำ สลับเท้ำซ้ำย เดินไปตำม
จังหวะเสียงแคน
ศรี ษะ เอยี งขวำ-เอยี งซ้ำย ตำมเทำ้ ทก่ี ้ำวไป
ขำ้ งหน้ำ ปฏิบตั ิรำ ท่ำที่ 1 ตำมภำพที่ 1
จนกวำ่ จะจบลำยเกรน่ิ นำ
ภำพที่ 1
ทำ่ ท่ี 2 ทำ่ เกบ็ ดอกฝำ้ ย
มอื มือขวำจีบคว่ำแขนตงึ ดำ้ นข้ำง มอื ซ้ำยจีบ
คว่ำทไ่ี หลซ่ ำ้ ย
เท้ำ เท้ำขวำก้ำวขำ้ ง เท้ำซ้ำยจรดเท้ำตำม
นบั จงั หวะ 1 – 2 – 3 – 4
ศีรษะ เอียงซำ้ ยนับเป็น 1
ภำพที่ 2 มอื มือซ้ำยจบี คว่ำแขนตงึ ดำ้ นข้ำง มอื ขวำจีบ
ภำพท่ี 3 คว่ำทีไ่ หล่ซ้ำย
เท้ำ เท้ำซ้ำยก้ำวขำ้ ง เทำ้ ขวำจรดเท้ำตำม
ศรี ษะ เอียงขวำนับเป็น 2
ปฏบิ ัติรำ ทำ่ ที่ 2 ตำมภำพท่ี 2 และ
ภำพที่ 3 ทัง้ หมด 8 ครั้ง
นำยวรี ะพงศ์ มนต์อนิ ทร์
ครูรำงวัลมลู นธิ สิ มเด็จเจ้ำฟำ้ มหำจักรี จังหวัดสกลนคร
ระดบั ครขู วัญศษิ ย์ ปี พ.ศ. 2564