ตัวอย่างท่ี 14 แกส๊ และสมบตั ิของแกส๊
กฎแกส๊ อุดมคติ
แกส๊ ชนิดหนงึ่ มีมวล 1.50 กรมั บรรจอุ ยูใ่ นภาชนะ 0.250 ลิตร ที่ความดัน 1.61 บรรยากาศ
อุณหภูมิ 300 เคลวิน แก๊สชนิดนมี ีมวลต่อโมลเทา่ ใด
วิธีทา
จาก PV = nRT
PV
แทนคา่ จะได้ n = RT (1.61 atm)(0.250 L) K)
n = (0.0821 L.atm/mol.K) (300
n = 0.0163 mol
1.50 g
หามวลตอ่ โมล มวลต่อโมล = 0.0163 mol
มวลต่อโมล = 92.0 g/mol
ดังนนั แกส๊ ชนดิ นีมมี วลต่อโมลเทา่ กับ 92.0 กรัมตอ่ โมล
ตรวจสอบความเขา้ ใจ 7.2.1 แก๊สและสมบตั ิของแกส๊
กฎแกส๊ อดุ มคติ
1. การเติมแกส๊ ไนโตรเจนในยางรถยนตท์ ีม่ ีความจุ 12 ลิตร ใหม้ คี วามดัน 29.4 ปอนด์ตอ่
ตารางนวิ (psi) ท่ีอณุ หภูมิ 27 องศาเซลเซียสตอ้ งใช้แก๊สไนโตรเจนก่กี รัม
2. ยางรถยนตเ์ ส้นหนึ่งมีปริมาตร 10 ลติ ร อดั อากาศจนมคี วามดัน 32 ปอนด์ต่อตารางนวิ ท่ี
อณุ หภมู ิ 25 องศาเซลเซยี ส เมอื่ ใชง้ านไประยะหนงึ่ พบว่า ความดันลดลงเหลือ 28 ปอนด์
ตอ่ ตารางนวิ ที่อุณหภมู ิเดยี วกนั จานวนโมลของอากาศทร่ี ว่ั ออกจากยางรถยนตเ์ ปน็ เท่าใด
เมอ่ื กาหนดใหย้ างรถยนตม์ ปี ริมาตรคงที่
3. ภาชนะใบหนึง่ มีขนาด 5.0 ลิตร บรรจุแก๊สชนิดหนึ่งได้ 3.25 กรมั ท่คี วามดนั 1.0
บรรยากาศ อณุ หภูมิ 27 องศาเซลเซียส มวลตอ่ มวลของแกส๊ ชนดิ นเี ปน็ เทา่ ใด
1. ตอ้ งใช้แก๊สไนโตรเจน 28 กรัม
2. อากาศรวั่ ออกจากยางรถยนต์ 0.1 โมล
3. มวลต่อโมลของแก๊สชนิดนเี ทา่ กบั 16 กรัมตอ่ โมล
แก๊สและสมบตั ขิ องแกส๊
ความดนั ยอ่ ยของแก๊ส
ในอากาศประกอบดว้ ยแกส๊ ตา่ ง ๆ จานวนมาก ความดนั บรรยากาศเกดิ จาก
ความดนั ยอ่ ยของแก๊สต่าง ๆ รวมกัน
Ptotal = P1 + P2 + ... + Pi
จาก PV = nRT แทนค่า Ptotal = n1RT + n2RT + ... + niRT
nRT V V V
P= V
(n1 + n1 + … + n1)RT
Ptotal = V
Ptotal = ntotalRT
V
ตวั อย่างที่ 15 แก๊สและสมบัตขิ องแก๊ส
กฎแก๊สอุดมคติ
ถา้ ผสมแกส๊ ฮีเลยี ม 4.00 กรมั และแกส๊ อารก์ อน 7.99 กรัมในภาชนะขนาด 10.0 ลติ ร ที่
อุณหภูมิ 25.0 องศาเซลเซยี ส ความดันของแก๊สผสมเปน็ กบ่ี รรยากาศ
วธิ ที า คานวณจานวนโมลของแกส๊ แตล่ ะชนดิ 1 mol He
4.00 g He
จานวนโมลของแก๊สฮเี ลียม = 4.00 g He x = 1.00 mol He
จานวนโมลของแก๊สอารก์ อน = 7.99 g Ar x 1 mol Ar = 0.200 mol Ar
39.95 g Ar
คานวณความดันของแกส๊ ผสม
ntotalRT
จาก Ptotal = (1.0V0 + 0.200 mol)(0.0821L.atm/mol.K)(25.0 + 273 K)
แทนคา่ Ptotal =
10.0 L
= 2.94 atm
ดงั นนั ความดนั ของแก๊สผสมเทา่ กบั 2.94 บรรยากาศ
กรณีหาความดนั ยอ่ ยจากความดนั รวม แก๊สและสมบัติของแก๊ส
ความดันยอ่ ยของแกส๊ ผสม ไม่สามารถวดั ไดโ้ ดยตรง แตส่ มารถ
คานวณได้จากความดนั รวม ซงึ่ วัดไดง้ ่ายกวา่ ดังสมการ Ptotal = RTtotal
ntotal Vtotal
ความดนั รวมแกส๊ ผสม PtotalV = ntotalRT
ความดันย่อยแก๊สใด ๆ PiV = niRT และอยnPู่ใiiนอุณ=หRภVTูมiiเิ ท่ากัน ดังนัน
เน่อื งจากเป็นภาชนะเดียวกนั
คา่ คงทข่ี องมคี า่ เทา่ กนั
RTi = RTtotal Pi = ni ni คอื เศษส่วนโมล แทนค่าเปน็ Xi
Vi Vtotal Ptotal ntotal ntotal
Pi = Ptotal Pi = (ntnotial) Ptotal Pi = Xi Ptotal
ni ntotal
อย่าลืมนะ สัดสว่ นโมล คอื
โมลของแกส๊ ยอ่ ยใด ๆ หาร โมลรวม
ตัวอยา่ งที่ 16 แกส๊ และสมบัตขิ องแก๊ส
กฎแกส๊ อดุ มคติ
ถา้ แก๊สผสมท่ีประกอบดว้ ยแก๊สไฮโดรเจน 2.02 กรัม และแก๊สฮเี ลยี ม 12.00 กรัม ที่อุณหภูมิ
25.0 องศาเซลเซียส มคี วามดันรวม 8.00 บรรยากาศ ความดนั ของแก๊สแต่ละชนดิ เป็นเทา่ ใด
วิธีทา (เป็นกรณหี าความยอ่ ยจากความดันรวมทโี่ จทยใ์ หม้ า) 1 mol H2
x21.410m.20mo0glogHl 2HH22
คานวณโมลของแก๊สต่าง ๆ โมล H2 = 2.02 g H2 x = 1.00 mol
คานวณหาสดั ส่วนโมล H2 = 12.00 g H2 = 3.00 mol
โมล He = 0.250
= 1.00
XH2 = nH2 + 3.00 moll
ntotal
หาความดนั ย่อย H2 จาก PH2 = XH2 Ptotal = 0.250 x 8.00 atm = 2.00 atm
ความดนั ของแก๊สไฮโดรเจน = 2.00 แสดงว่าความดันของแกส๊ ฮีเลียม = 8.00 – 2.00 = 6.00
ดงั นนั แก๊สไฮโดรเจนมีความดนั เท่ากับ 2.00 บรรยากาศ และแก๊สฮีเลียมมีความดันเทา่ กับ 6.00 บรรยากาศ
ตัวอยา่ งที่ 17 แกส๊ และสมบตั ิของแกส๊
กฎแก๊สอดุ มคติ
แก๊สผสมชนิดหนึ่งประกอบด้วยแกส๊ Y และแก๊ส Z โดยความดันของแกส๊ Y เท่ากับ 0.5 บรรยากาศ
และความดันของแก๊ส Z เทา่ กบั 1.0 บรรยากาศ ถา้ มแี กส๊ Y อยู่ 3 โมล จะมีแก๊ส L อยูท่ ่ีโมล
วิธีทา
จาก แทนค่า
PY = XY Ptotal 0.5 atm = 3 mol
(0.5 atm + 1.0 atm) 3 mol + nZ
PY = nY (PY + PZ)
nY + nZ
nZ = 6 mol
PY nY
(PY + PZ) = nY + nZ
ดังนัน ในแกส๊ ผสมจะมแี กส๊ Z อยู่ 6 โมล
ตรวจสอบความเขา้ ใจ 7.2.2 แก๊สและสมบัตขิ องแกส๊
กฎแกส๊ อดุ มคติ
1. ถ้าผสมแก๊สไฮโดรเจน (H) 1.00 กรมั แกส๊ ฮีเลยี ม (He) 2.60 กรมั และแก๊สอาร์กอน (Ar)
11.19 กรัม ในภาชนะขนาด 10.0 ลิตร ทีอ่ ณุ หภูมิ 25 องศาเซลเซยี ส จงคานวณความดนั
รวมของแก๊สผสม
2. ในถงั อากาศดานาจะอดั อากาศผสมทีเ่ รียกวา่ Enriched Air Nitrox (EANx) ซ่ึง
ประกอบด้วยแกส๊ ออกซเิ จนและแกส๊ ไนโตรเจนจนมีความดัน 200 บรรยากาศ ทอ่ี ณุ หภูมิ 25
องศาเซลเซียส ถ้า Enriched Air Nitrox ถงั หนึ่งมีขนาด 11.5 ลติ ร และมแี ก๊สออกซเิ จน
ร้อยละ 32 โดยปรมิ าตร ความดันยอ่ ยของแกส๊ แต่ละชนดิ มีค่าเท่าใด
1. แกส๊ ผสมมคี วามดนั รวม 3.49 บรรยากาศ
2. ภายในถงั อากาศดานาแกส๊ ออกซิเจนมีความดนั 64 บรรยากาศ และแกส๊ ไนโตรเจนมีความดนั 136 บรรยากาศ
7.3 แก๊สและสมบัตขิ องแกส๊
ทฤษฎจี ลน์การแพรข่ องแก๊ส
แกส๊ และสมบัตขิ องแกส๊
ทฤษฎีจลน์
ทฤษฎีจลนข์ องแกส๊ (Kinetic theory gases)
1. แก๊สประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กจานวนมาก โดย
ปรมิ าตรของแกส๊ น้อยมากเมื่อเทยี บกบั ปริมาตรของ
ภาชนะทีบ่ รรจุ
2. อนภุ าคของแก๊สอย่หู า่ งกนั มาก แรงยดึ เหน่ยี วระหว่าง
โมเลกลุ น้อยจนถือวา่ ไม่มีแรงกระทาต่อกนั
3. อนภุ าคแก๊สเคลอื่ นท่เี ป็นเส้นตรง ด้วยอตั ราเร็วคงท่ี การ
ชนจะกันมกี ารถา่ ยเทพลังงานซงึ่ กันและกนั โดยไมม่ กี าร
สญู เสียพลังงาน ทาใหพ้ ลงั งานจลนเ์ ฉลย่ี มีคา่ คงท่ี
4. พลังงานจลน์เฉล่ียขนึ อยกู่ ับอณุ หภูมเิ ทา่ นนั หากเพมิ่
อณุ หภูมิจะทาใหอ้ นภุ าคเคล่อื นทเ่ี ร็วขนึ จึงทาให้พลังงาน
จลน์สงู ขึน
แก๊ส7.3 การแพรข่ อง
แกส๊ และสมบัติของแกส๊
การแพร่ของแก๊ส แกส๊ และสมบตั ขิ องแกส๊
ลองคิดดูวา่
นกั เรียนได้กลิน่ นาหอมจากเพ่อื นนกั เรียนได้อย่างไร
กจิ กรรม 7.4 การทดลองการแพรข่ องแก๊สแอมโมเนีย NH3
r = อัตราการแพร่ของแก๊ส และแก๊สไฮโดรเจนคลอไรด์ HCl
จดุ ประสงค์การทดลอง สารเคมี/วัสดุ อุปกรณ์
1. ทดลองเพ่อื ศกึ ษาการแพรข่ องแก๊สแอมโมเนีย 1. สารละลายกรดไฮโดรคลอริกเข้มขน้ (HCl)
กับแก๊สไฮโดรเจนคลอไรด์ 2. สารละลายแอมโมเนียเข้มขน้ (NH3)
3. หลอดแก้ว ขนาด Ø 1.0 cm ยาว 30 cm
2. เปรยี บเทยี บอัตราการแพรข่ องแกส๊ 4. สาลีท่ีพันกบั ไมท้ ีเ่ สยี บอยู่กบั จกุ ยางเบอร์ 1
แอมโมเนียกับแกส๊ ไฮโดรเจนคลอไรด์ 5. บีกเกอร์ขนาด 50 mL
6. กระจกนาฬกิ า
3. บอกความสมั พนั ธ์ระหวา่ งอตั ราการแพร่ของ 7. หลอดหยด
แกส๊ กบั มวลต่อโมลของแกส๊ 8. ที่ยดึ หลอดแกว้ หรอื ขาตังพร้อมท่ีจบั
วธิ ที ดลอง กิจกรรม 7.5 การทดลองการแพรข่ องแกส๊ แก๊สและสมบัตขิ องแกส๊
แอมโมเนีย NH3และแกส๊ ไฮโดรเจนคลอไรด์ HCl
https://www.youtube.com/watch?v=k0dV84nPDns&feature=emb_title
แก๊สและสมบตั ิของแก๊ส
กิจกรรม 7.5 การทดลองการแพรข่ องแกส๊ แอมโมเนยี คาถามทา้ ยการทดลอง
NH3และแกส๊ ไฮโดรเจนคลอไรด์ HCl
1 เขยี นสมการเคมีอธบิ ายการเปลี่ยนแปลงทเ่ี กดิ ขนึ ในหลอดแกว้
2 แกส๊ ใดแพร่ไดเ้ รว็ กว่า และมีความสมั พนั ธก์ ับมวลตอ่ โมลของ
แกส๊ อย่างไร
ผลการทดลอง กิจกรรม 7.5 การทดลองการแพรข่ องแกส๊ แอมโมเนยี แก๊สและสมบัตขิ องแก๊ส
อภิปรายผลการทดลอง NH3และแก๊สไฮโดรเจนคลอไรด์ HCl
ผลการทดลอง
เมอื่ นาไมพ้ นั สาลที ่ีชบุ กรดไฮโดรคลอริก
เข้มข้นและสารละลายแอมโมเนียเข้มข้นไป
อดุ ท่ปี ลายท้ังสองของหลอดแก้วพร้อม ๆ กัน
เมื่อเวลาผ่านไปจะเห็นวงแหวนสีขาวเกิดขึ้น
ภ า ย ใ น ห ล อ ด แ ก้ ว ใ ก ล้ ป ล า ย ห ล อ ด แ ก้ ว
ทางด้านกรดไฮโดรคลอริกมากกว่าปลายด้าน
แอมโมเนยี
ผลการทดลอง กิจกรรม 7.5 การทดลองการแพรข่ องแกส๊ แอมโมเนยี แก๊สและสมบัติของแกส๊
อภปิ รายผลการทดลอง NH3และแกส๊ ไฮโดรเจนคลอไรด์ HCl
อภปิ รายผลการทดลอง
แก๊สไฮโดรเจนคลอไรด์และแก๊สแอมโมเนยี เป็นแกส๊ ไมม่ สี ี เมื่อมวี งแหวนสีขาวเกิดขน้ึ ภายใน
หลอดแสดงว่าสารทงั้ 2 ชนดิ ทาปฏกิ ริ ิยากนั ไดส้ ารใหม่ท่ีมีสีขาว ดังสมการเคมี
HCl(g) + NH3(g) → NH4Cl(s)
เนอ่ื งจากวงแหวนสีขาวที่เกิดข้นึ อยู่ใกลก้ บั สาลที ่ชี ุบสารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ แสดงว่าใน
เวลาที่เทา่ กนั แกส๊ ไฮโดรเจนคลอไรด์แพรไ่ ดร้ ะยะทางท่นี อ้ ยกว่าแก๊สแอมโมเนียและ เม่ือพิจารณา
มวลต่อโมล พบวา่ มวลต่อโมลของแกส๊ ไฮโดรเจนคลอไรดม์ ากกวา่ แกส๊ แอมโมเนีย แสดงว่า
แก๊สทม่ี มี วลตอ่ โมลมากกวา่ จะแพรช่ า้ กว่า
กจิ กรรม 7.5 การทดลองการแพรข่ องแกส๊ แอมโมเนยี แกส๊ และสมบตั ขิ องแกส๊
NH3และแก๊สไฮโดรเจนคลอไรด์ HCl
สรปุ ผลการทดลอง
สรปุ ผลการทดลอง
อตั ราการแพร่ของแก๊สไฮโดรเจนคลอ
ไรดม์ ีคา่ น้อยกวา่ อตั ราการแพรข่ องแก๊ส
แอมโมเนยี
เนือ่ งจากแก๊สไฮโดรเจนคลอไรดม์ มี วล
ต่อโมลมากกวา่ ดงั นัน แก๊สท่ีมีมวลตอ่
โมลมากกว่าจะแพร่ไดช้ า้ กวา่ แกส๊ ทมี่ มี วล
ตอ่ โมลน้อยกวา่
แกส๊ และสมบตั ิของแก๊ส
เกรแฮม นักเคมี ชาวออสเตรเลีย
ได้ทดลองการแพรข่ องแก๊สผา่ นรเู ล็ก เพอื่ ลดการชนกัน พบว่า
ทีอ่ ุณหภมู แิ ละความดันเดยี วกัน อตั ราการแพร่ของแก๊ส (r) แปรผกผนั
กับรากทสี่ องของมวลตอ่ โมลหรอื มวลโมเลกุล (M)
1 สาหรบั ความสมั พันธร์ ะหวา่ งมวลโมเลกุล (M) กับความหนาแน่น (d) เป็นดงั นี
M
r∝ จาก M = gRT r1 = d2RT2/P2
PV r2 d1RT1/P1
PV = nRT
กรณเี ปรียบเทยี บแก๊ส 2 ชนดิ จาก = g จาก = g
M V
n d ทอี่ ณุ หภมู แิ ละความดันเดยี วกัน
r1 = M2 แทนค่า g แทนค่า dRT r1 d2
r2 M1 M P r2 d1
PV = RT M = =
ตวั อยา่ งที่ 18 แกส๊ และสมบัตขิ องแก๊ส
การแพรข่ องแกส๊
แก๊สซลั เฟอรไ์ ตรออกไซด์ (SO3) ทาปฏกิ ริ ิยากบั ไอนาใหก้ รดซลั ฟวิ รกิ (H2SO4) ถ้าปลอ่ ยแกส๊ ซลั เฟอร์
ไตรออกไซดแ์ ละไอนาจากปลายแต่ละดา้ นของหลอดแก้วยาว 30 เซนติเมตร บรเิ วณทแี่ กส๊ ทังสองทา
ปฏกิ ิริยากันหา่ งจากปลายดา้ นทปี่ ลอ่ ยไอนากเ่ี ซนตเิ มตร
วิธที า
หา M ของ SO3 : (1 x 32.06) + (3 x 16.00) = 80.06 g/mol
หา M ของ H2O : (2 x 1.01) + (1 x 16.00) = 18.02 g/mol
r1 M2
จาก r2 = M1
จาก r
= ระยะทาง / เวลา = ระยะทางH2O = MSO3 เนอ่ื งจากใช้เวลา
ระยะทางSO3 MH2O เดยี วกนั จึงตดั ทงิ
กาหนด ระยะทางไอนา = X cm
ระยะทางแกส๊ ซลั เฟอรไ์ ตรออกไซด์ = 30 – X cm
ตัวอยา่ งที่ 18 แกส๊ และสมบัตขิ องแกส๊
การแพรข่ องแก๊ส
แก๊สซัลเฟอร์ไตรออกไซด์ (SO3) ทาปฏิกริ ิยากับไอนาใหก้ รดซลั ฟิวริก (H2SO4) ถา้ ปล่อยแก๊สซัลเฟอร์
ไตรออกไซดแ์ ละไอนาจากปลายแต่ละดา้ นของหลอดแก้วยาว 30 เซนตเิ มตร บริเวณท่ีแก๊สทงั สองทา
ปฏกิ ริ ิยากนั ห่างจากปลายดา้ นทป่ี ลอ่ ยไอนากีเ่ ซนตเิ มตร
จาก ระยะทางH2O = MSO3
แทนค่า ระยะทางSO3 MH2O
X cm = 80.00 g/mol
(30 − X) cm 18.02 g/mol
จาก X cm = 2.108
(30 − X) cm
กาหนด X = 20 cm
ดังนัน บรเิ วณทแ่ี กส๊ ทงั สองทาปฏกิ ิรยิ ากันห่างจากปลายดา้ นท่ีปล่อยไอนาอยู่ 20 เซนติเมตร
ตัวอย่างที่ 19 แก๊สและสมบัตขิ องแก๊ส
การแพรข่ องแก๊ส
ถ้าแก๊ส A มีความหนาแนน่ เปน็ 2 เท่าของแก๊ส B จงคานวณอตั ราสว่ นของอตั ราการแพรข่ องแก๊ส A
ตอ่ แกส๊ B ท่ีสภาวะเดียวกนั
จาก r1 = d2
แทนค่า r2 d1
dA = 2dB ดังนนั อัตราส่วนของอัตราการแพร่
ของแก๊ส A ตอ่ แกส๊ B ทสี่ ภาวะเดยี ว
rA = 1dB คอื 0.7
rB 2dA
rA = 0.5dB
rrBA = dA
rB 0.7
7.4
การประยกุ ต์ใช้ความรูเ้ กยี่ วกับ
แก๊สและสมบตั ิของแก๊ส
แกส๊ และสมบัติของแกส๊
รูขนาดเลก็ บนฝาถ้วยกาแฟ
รูขนาดเล็กบนฝาถ้วยกาแฟ ทาให้กาแฟไหลออก
จากช่องสาหรับดื่มได้อย่างต่อเน่ือง เนื่องจากทา
ให้อากาศ สามารถเขา้ ไปแทนท่ีกาแฟได้ หากไม่มี
รูบนฝา เมื่อกาแฟไหลออกจากช่องสาหรับด่ืม
อากาศภายนอกไม่สามารถเข้ามาแทนท่ีได้ จึงทา
ให้ความดันภายในถ้วยลดลง เมื่อความดันลดลง
จนเท่ากับหรือน้อยกว่าความดันภายในปาก
กาแฟจะหยุดไหล
การประยุกตใ์ ชค้ วามร้เู กยี่ วกบั แกส๊ และสมบัติของแกส๊
แกส๊ และสมบัตขิ องแก๊ส
ปอ๊ บคอร์นจากเมลด็ ขา้ วโพด
เมื่อให้ความร้อนกับเมล็ดข้าวโพด น้าในเมล็ด
ข้าวโพดจะกลายเป็นไอ ทาให้จานวนโมเลกุลของแก๊ส
ภายในช่องว่างของเมล็ดข้าวโพดเพ่ิมข้ึน รวมทั้งความ
ร้อนทาให้โมเลกุลของแก๊สมี พลังงานจลน์มากข้ึน ส่งผล
ให้ความดันเพิ่มข้ึนจนเปลือกเมล็ดข้าวโพดระเบิดออก
นอกจากนี้ความร้อนยงั อบแปง้ ทอ่ี ยภู่ ายใน เมล็ดข้าวโพด
เกดิ เปน็ ปยุ สขี าวออกมา
กระบวนการเช่นเดียวกันนี้เกิดข้ึนกับการคั่วเมล็ด
ข้าวเปลอื กเพือ่ ทาเป็นข้าวตอก
การประยกุ ต์ใชค้ วามร้เู ก่ียวกบั แก๊สและสมบตั ิของแกส๊
แก๊สและสมบตั ิของแกส๊
การแยกไอโซโทปยเู รเนียม
ยเู รเนยี ม-235 (235U) เปน็ ไอโซโทปกัมมันตรงั สที ใ่ี ชใ้ นการ
ผลติ กระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้า นวิ เคลียร์ ไอโซโทปหลักของ
ยเู รเนยี มทพ่ี บในธรรมชาติคอื 238U ซง่ึ มีมากกว่ารอ้ ยละ 99 สว่ น
235U มอี ยเู่ พยี งร้อยละ 0.720
การใชห้ ลักการแพรผ่ า่ นเพ่อื แยก 235U ออกจาก 238U ทาไดโ้ ดยเปลี่ยนยูเรเนยี มให้เปน็ สารประกอบยูเรเนยี มเฮก
ซะฟลูออไรด์ซงึ่ อยู่ในสถานะแก๊ส สารประกอบที่เกดิ ขึ้นมีท้งั 235UF6 และ 238UF6 ปนอยดู่ ว้ ยกัน เพ่อื ให้แก๊สท้ังสองชนดิ
เคล่ือนที่ผา่ นแผน่ กัน้ ท่มี รี พู รนุ ซ่งึ อยใู่ นถังขนาดใหญ่ 235UF6 มีอัตราการเคลื่อนท่มี ากกว่า 238UF6 เล็กนอ้ ย เนอื่ งจากมมี วล
ตอ่ โมลน้อยกวา่ ดงั น้ันอีกดา้ นหนึง่ ของแผ่นกนั้ จึงมีอัตราส่วนของ 235UF6 : 238UF6 มากกวา่ ในตอนเริม่ ตน้ การแยก
ไอโซโทปทั้งสอง ออกจากกันไดอ้ ย่างสมบรู ณ์ต้องทากระบวนการเชน่ น้ีซา้ นับพนั คร้ัง
การประยุกตใ์ ชค้ วามร้เู ก่ยี วกบั แก๊สและสมบตั ขิ องแก๊ส