แคลคูลัส
calculus
ทฤษฎีบทเกี่ยวกับฟังก์ชัน
1.) สมบัติของค่าคงที่
เมื่อ c เป็นค่าคงที่ ลิมิตของ c เมื่อ x เข้าใกล้ a จะมีค่าเท่ากับ c ทันที
2.) สมบัติของการยกกำลัง
ถึงจะดูซับซ้อน แต่สมบัติข้อนี้ก็ไม่ยากเลย เมื่อ n เป็นจำนวนนับใด ๆ ลิมิต
ของ xn เมื่อ x เข้าใกล้ a จะเท่ากับ an เพื่อน ๆ สามารถหยิบ a เข้าไปแทนค่า
ใน x ได้เลย
3.) สมบัติการคูณของค่าคงที่
เมื่อ c เป็นค่าคงที่ที่คูณอยู่กับฟังก์ชัน f(x) เราสามารถดึง c แยกออกมา
แล้วหาลิมิตของฟังก์ชัน f(x) ได้ตามปกติ
4.) สมบัติการบวกและการลบ
นสมบัติข้อนี้เพื่อน ๆ จะเห็นว่าฟังก์ชันที่เราต้องการหาค่ามีหลายฟังก์ชัน
บวกหรือลบกันอยู่
ถ้าเจอโจทย์ลักษณะแบบนี้ เราสามารถกระจายลิมิตเข้าไปในทั้งสอง
ฟังก์ชันและหาค่าได้ตามปกติ
5.) สมบัติการคูณ
เช่นเดียวกับการบวกและการลบ ถ้าเจอโจทย์ที่มีหลายฟังก์ชันกำลังคูณกัน
อยู่ เราสามารถกระจายลิมิตเข้าไปทั้งสองฟังก์ชันได้หาเล็กน้อย
6.) สมบัติของการหาร
หากเราต้องการหาลิมิตของฟังก์ชัน f(x) หารด้วย g(x) เมื่อ x เข้าใกล้
a เราสามารถแจกลิมิตเข้าไปให้ฟังก์ชัน f(x) และ g(x) ได้เลย แต่มี
ข้อแม้ว่า ค่าของลิมิตของฟังก์ชัน g(x) เมื่อ x เข้าใกล้ a ต้องไม่เท่ากับ
ศูนย์
7. ) สมบัติของฟังก์ชันพหุนาม
เมื่อ P(x) เป็นฟังก์ชันพหุนามและ a เป็นจำนวนจริงใด ๆ เราสามารถแทนค่า a ลง
ในสมการพหุนามนั้นได้ทันที ทำไมถึงเป็นแบบนี้ เราจะมาพิสูจน์กัน
8.) สมบัติของเลขยกกำลัง
9.) สมบัติของรากที่ n
หากเราต้องการหาลิมิตของฟังก์ชัน n f(x) เมื่อ x เข้าใกล้ a
เราสามารถดึงรากที่ n ออกมาและหาค่าของฟังก์ชัน f(x)
เมื่อ x เข้าใกล้ a ได้
การประยุกต์สูตรการหาอนุพันธ์กับความชันของเส้นโค้ง
ความชันของเส้นโค้ง ณ จุด P(x,y) ใดๆ
บนเส้นโค้ง y=f(x) หมายถึง ความชันของ
เส้นสัมผัสเส้นโค้ง ณ จุด P ซึ่งเท่ากับ f
(่ x)
สูตรการหาอนุพันธ์จะช่วยให้เราไม่ต้องใช้
นิยามในการหาความชันของเส้นโค้ง ณ จุด
(x,y)
ใดๆ ซึ่งค่อนข้างเสียเวลาและทำได้ยากใน
เส้นโค้งที่มีสมการซับซ้อน
อนุพันธ์อันดับสูง
ฟังก์ชันเพิ่มและฟังก์ชันลด
ฟังก์ชันเพิ่มและฟังก์ชันล
ด สามารถตรวจสอบได้จาก
กราฟและนิยาม สมการหนึ่งสมการอาจจะเป็นทั้ง
ฟังก์ชันเพิ่มและฟังก์ชันลดขึ้นอยู่กับรูปแบบของกราฟ
และสมการ
บทนิยาม
ให้ f เป็นฟังก์ชันที่ส่งจากโดเมนของฟังก์ชันไปยัง
จำนวนจริง โดยที่ A เป็นสับ
เซตของจำนวนจริง และ A
เป็นสับเซตของโดเมน จะบอกว่า
f เป็นฟังก์ชันเพิ่มบนเซตเซต A ก็ต่อเมื่อ
สำหรับx1<x2 และ ใดๆใน A ถ้า x1 < x2แล้ว
f(x1) < f(x2)
f เป็นฟังก์ชันลดบนเซต A ก็ต่อเมื่อ สำหรับ x1 และ
x2 ใดๆใน A ถ้า x1 < x2 แล้ว f(x1) > f(x2)
อธิบายนิยาม
f เป็นฟังก์ชันเพิ่ม เมื่อค่า x เพิ่มขึ้น ค่า y เพิ่มขึ้น
f เป็นฟังก์ชันลด เมื่อค่า x เพิ่มขึ้น แต่ค่า y ลดลง
เมื่อ เราหยิบ x ใดๆ มาสองตัว สมมติให้เป็น 1
และ 2 และสมมติให้ f(1) = 2 , f(2) = 4 จะเห็น
ว่า f(1) < f(2) เราจะสรุปว่า f เป็นฟังก์ชันเพิ่มบน
ช่วง [1, 2]
ถ้าสมมติให้ f(1) = 5 , f(2) = 3 จะเห็นว่า f(1) > f(2)
เราจะสรุปว่า f เป็นฟังก์ชันลดบนช่วง [1, 2]
ตรวจสอบโดยใช้นิยาม
f(x) = 4x – 3
จะตรวจสอบว่า f เป็นฟังก์ชันเพิ่มหรือลดบน R
วิธีทำ ให้ x1 ,x2 เป็นสมาชิกใน R โดยที่ x1 < x2
g(x) = -2x + 5
∞จะตรวจสอบว่า g เป็นฟังก์ชันเพิ่มหรือลดบน R+ (หรือ (0, ))
วิธีทำ ให้ x1 , x2 เป็นสมาชิกใน R+ โดยที่ x1 <x2
สาเหตุที่ต้องคูณหรือบวกด้วยจำนวนจริงบางตัว เพราะว่าเราอยากได้
รูปแบบของ f(x) และ g(x) เนื่องจากเราไม่สามารถเริ่มพิจารณา
ตั้งแต่สมการที่เต็มรูปแบบได้ เราจึงต้องค่อยๆเริ่มจากสิ่งที่เรามี นั่นก็
คือ x1 < x2 แล้วค่อยบวกหรือคูณด้วยจำนวนจริงสักตัว เพื่อให้ได้
รูปแบบของสมการตามที่โจทย์กำหนดมา
ตรวจสอบโดยพิจารณาจากกราฟ
∞f(x) = x² + 2x เป็นฟังก์ชันเพิ่มหรือลดบน (- , 0)
∞และเป็นฟังก์ชันเพิ่มหรือลดบนช่วง (0, )
จาก f(x) = x² + 2 เป็นกราฟของพาราโบลาหงายที่มีจุด
วกกลับที่จุด (0, 2)
วาดกราฟได้ดังนี้
∞ ∞จะเห็นว่าเมื่อเราแบ่งกราฟเป็นสองช่วง คือ (- , 0) และ (0, )
∞พิจารณา (- , 0) จะเห็นว่า ค่าของ y นั้นลดลงในขณะที่ค่า x
∞เพิ่มขึ้น ดังนั้น f เป็นฟังก์ชันลดบนช่วง (- , 0)
∞พิจารณา (0, ) จะเห็นว่าค่าของ y เพิ่มขึ้นและค่า x ก็เพิ่มขึ้น
∞ด้วย ดังนั้น f เป็นฟังก์ชันเพิ่มบนช่วง (0, )