การประชมุ โครงการพระราชทาน
อารยเกษตร สืบสาน รักษา ตอ่ ยอด ตามแนวพระราชดารเิ ศรษฐกิจพอเพยี งด้วย
“โคกหนองนาแหง่ นา้ ใจและความหวัง”
๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ณ หอ้ งประชุม ศอญ.จอส.พระราชทาน 1
ศอญ.จอส.พระราชทาน กาหนดให้ประชุมการจัดทาหลกั สตู รโครงการพระราชทาน อารยเกษตร สบื สาน รกั ษา ต่อยอด ตามแนวพระราชดาริ
เศรษฐกจิ พอเพยี งดว้ ย “โคกหนองนาแหง่ นา้ ใจและความหวงั ” เมอื่ วนั ท่ี ๒๔ ก.พ. ๖๔ เวลา ๑๓.๐๐ น. ณ หอ้ งประชมุ ศอญ.จอส.พระราชทาน
โดยมี พลตรี กลั ยส์ รรค์ จันทรเสน รอง ผอ.ศอญ.จอส เป็นประธาน โดยรายละเอียดสรุปไดด้ งั นี้
๑. พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัว ทรงพระราชทานชอื่ โครงการ
อารยเกษตร สืบสาน รกั ษา ตอ่ ยอด ตามแนวพระราชดารเิ ศรษฐกิจพอเพยี งด้วย โคก
หนองนาแห่งนา้ ใจและความหวัง
๒. แนวทางพระราชทาน 2
๒.๑ เนน้ ให้ทุกคนได้เห็นปัญหา กบั สภาพที่เกิดขึ้น ได้ตระหนกั ว่า ปัญหานีใ้ หญ่มากๆ คือเปน็ เร่ือง
ความอยรู่ อดของชาติบ้านเมอื ง และทกุ คนถา้ ได้ เขา้ ใจ เขา้ ถึง และรว่ มมือกันทารว่ มมอื กันพฒั นา โดย
เริม่ จากพฒั นาตนก่อน ทกุ คนก็จะเป็นฮีโร่ของตนเองและของจงั หวดั ของล่มุ น้า ของประเทศชาติต่อไป
๒.๒ สงิ่ ทีส่ าคญั คอื การให้ทกุ คนไดเ้ รียนร้แู นวพระราชดาริ เพอื่ ความสขุ ในชวี ติ และทุกข้ันตอนสามารถ
เรียนรไู้ ด้ตลอด ซ่งึ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั พระราชทาน ภาพวาดการ์ตนู ลายฝพี ระหตั ถ์ คอื อารย
เกษตร เป็นการ สืบสาน (อภิรกั ษ์ continuing) รกั ษา (อนรุ ักษ์ sustainable) ตอ่ ยอด (อภิวัฒน์
development) continuing sustainable development สอดรับกับการพฒั นาอย่างยงั่ ยืนของ
สหประชาชาติ (SDGs) ซงึ่ จะเป็นตน้ แบบตวั อยา่ งของความสาเรจ็ ท้ังทางดา้ นรปู ธรรมและนามธรรม โดย
น้อมนาองคค์ วามรู้ ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงและทฤษฎีใหม่ ตลอดจนคุณธรรม จากการได้ลงมอื ลงใจ
ศกึ ษา และปฏบิ ัตดิ ว้ ยตนเองจนเกิดผล
๓. หลกั การและเหตุผล
รูปธรรม = อารยเกษตร การประยกุ ตท์ ฤษฎใี หมแ่ บบ โคกหนองนา
• สืบสาน รักษา และต่อยอดภายใต้ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ในการ
ประยกุ ต์ทฤษฎีใหมแ่ บบชาวบ้าน ปัน้ โคก ขดุ หนอง ทานา
• เป็นการสรา้ งต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหมใ่ นพนื้ ที่ขนาดเลก็ สามารถ
ดาเนินการได้ในทุกเงอื่ นไขของพื้นท่ี
นามธรรม = กระบวนการ (เรยี นรจู้ ากปัญหาท้องถน่ิ ศกึ ษาทฤษฎใี หม่
ลงมอื ปฏบิ ัตกิ ารแกไ้ ขปญั หา ขยายผลกบั ชมุ ชน เครือข่าย)
• มุ่งเน้นการปรบั เปล่ยี นพ้นื ฐานแนวความคดิ ฝึกวินัย ลงมือปฏบิ ตั ิ
แกป้ ญั หาจรงิ ในท้องถ่ิน สู่การเรียนรู้ในสถานศึกษา
• เพือ่ ใหเ้ กิดผลในมิติต่างๆ ทางดา้ นการพ่งึ พาตนเอง มีความกตญั ญู การ
พัฒนาจิตใจ การพัฒนาทางปญั ญา เป็นที่พงึ่ ของชุมชนได้ อย่างมน่ั คง
และย่งั ยนื 3
๔. วัตถุประสงค์ : สรา้ งเสรมิ วิชาการ วชิ าชพี และวิชาชวี ิต โดยมคี วามร้แู ละคณุ ธรรม
๔.๑ เป็นคนดมี ีระเบยี บวินยั รับผิดชอบตัวเองได้ วิชาการ วิชาชีพ
๔.๒ พ่งึ พาตวั เองได้
๔.๓ เป็นผูเ้ ชย่ี วชาญเฉพาะด้านสร้างประโยชน์ให้กับสว่ นรวม
๔.๔ มีความกตญั ญกู ตเวที มีความรู้สึกผิดชอบช่ัวดี
วชิ าชวี ติ
4
๕.การดาเนินงานโครงการ แบง่ เปน็ ๓ ระยะ
โรงเรียน ขนาดเล็ก ๒ แห่ง สถานศกึ ษาระดับประถมศึกษา จานวน ๗๗ แห่ง มธั ยมศกึ ษาและโรงเรยี นขยาย
โรงเรียน ขนาดกลาง ๒ แหง่ สถานศึกษาระดบั มธั ยมศึกษา จานวน ๗๗ แห่ง โอกาส จานวน ๒๔๕ แหง่
โรงเรยี น ขนาดใหญ่ ๒ แหง่
ภาคละ ๖ โรงเรยี น จังหวัดละ ๒ โรงเรยี น สานักงานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษาละ ๑ โรงเรียน สถานศกึ ษา
รวม ๓๐ โรงเรียน จานวน ๑๔๔ โรงเรยี น จานวน ๒๔๕ โรงเรียน ท่วั ประเทศ
ระยะที่ ๑ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๔ (พฤษภาคม) ระยะที่ ๒ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๕ (พฤษภาคม) ระยะที่ ๓ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ (พฤษภาคม)
สถานศึกษานารอ่ ง สถานศกึ ษานาร่องในระดบั สถานศกึ ษานาร่อง
ในระดบั ภูมภิ าค ๕ ภูมภิ าค จงั หวดั ๗๗ จงั หวดั สานักงานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาละ ๑ แหง่
(ระดบั มธั ยมศกึ ษา/ขยายโอกาส)
5
๖. แนวทางการคดิ การจดั ทาหลกั สตู ร
แนวทางการคดิ การจัดทาหลักสูตร โดยนารปู แบบของโรงเรียนปทู ะเลยม์ หาวชิ ชาลัยมาประยุกต์ใช้
• นักเรียนจะเรียน ๘ หมวดสาระ คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ หนา้ ท่กี ารงาน สขุ ศกึ ษา
• ผา่ นการเรยี น ๒ รูปแบบ คอื การเรียนภาคปฏิบตั แิ ละการเรียนแบบคลาสรมู
• กระบวนการจดั การเรียนการสอนน้ันยืดหยุน่ ปรับเปลีย่ นได้
• แต่มุ่งเน้นการกาหนดเปา้ หมายใหช้ ัดเจน และประเมินรายบคุ คล
• โดยการออกแบบการเรียนการสอน ใชว้ ธิ กี ารออกแบบจากเป้าหมาย
• ยอ้ นกลบั สู่วิธีการ หรือท่เี รียกวา่ Backward Design
• ทดลองวธิ ีการตา่ งๆ ท่ีเหมาะสมกบั นกั เรยี นแตล่ ะคน โดยใช้ หลัก 5 เปล่ียน ๕ ประเมิน
6
หลักคดิ การจัดการเรยี นรูแ้ บบปทู ะเลย์
ทำพนื้ ฐำนใหม้ นั่ คง เมอื่ ถงึ เวลำพวกเขำจะโต
➢เปน็ คนดี มรี ะเบียบวนิ ยั รับผดิ ชอบตวั เองได้
➢พง่ึ พำตนเองได้
➢เชี่ยวชำญเฉพำะดำ้ นสรำ้ งประโยชนใ์ ห้สว่ นรวม
➢กตญั ญูกตเวที มีควำมรู้สึกผิดชอบชวั่ ดี
7
โคกหนองนา แหง่ นา้ ใจและความหวงั
8
๖.๑ หลกั การ ๕ เปล่ยี น
๖.๑.๑ เปล่ยี นหอ้ งเรยี น จากห้องเรียนคลาสรมู เป็นหอ้ งเรยี นโลกกว้าง
๖.๑.๒ เปล่ียนวิธีการเรยี น จากนกั เรยี นเป็นผเู้ รียน พลกิ ห้องเรยี น เปน็ นักเรียนนา ครแู นะ
๖.๑.๓ เปล่ียนวธิ กี ารสอน จากครเู ปน็ ผสู้ อน เปน็ นกั เรียนคน้ คดิ วางแผน ทดลองทา ครเู ป็นผทู้ กั ถามและเติม
ความรู้
๖.๑.๔ เปิดรวั้ โรงเรยี น คนื ครคู นแรกสพู่ อ่ แม่ ผ้ปู กครองเข้ามามีส่วนรว่ มทั้งเปน็ ต้นแบบและให้หลักคิด
๖.๑.๕ เปล่ียนการเรยี นเปน็ ช่วงชน้ั เปน็ การเรยี นรขู้ องคนทกุ วัย มงุ่ จดั กิจกรรมโดยให้มคี นทั้ง ๔ กลุม่ ไดแ้ ก่
กลุม่ Baby Boom, Gen X , Gen Y และ Gen Z รว่ มแลกเปล่ยี นความรู้ ภมู ปิ ัญญา และปลกู ฝังจติ วิญญาณ
จากรุน่ สรู่ ุน่ ดว้ ยวธิ ีนีท้ งั้ องคค์ วามรู้ ภมู ิปัญญาจะถกู ถา่ ยทอดผ่านหอ้ งเรยี นในโลกกวา้ งและเตมิ
ความสมั พนั ธท์ ่ีขาดหายไปในสงั คมไทย สรา้ งความสอดคลอ้ งพฤตกิ รรมแนวคดิ ระหวา่ งครู ผปู้ กครอง และ
เด็กนกั เรยี น โดยเนน้ เอกลกั ษณข์ อง วิถีพทุ ธ ก็คือความออ่ นนอ้ มถ่อมตนท่ีจะศกึ ษาหาความรู้
9
ตวั อยา่ ง การจัดการเรยี นรู้ ด้วยการเปลีย่ นแปลง ๕ เปลยี่ น
เปลยี่ นหอ้ งเรยี นเปน็ หอ้ งเรยี นโลกกว้าง เปลย่ี นวิธีการเรยี นเปน็ นกั เรียนนา เปลี่ยนวธิ กี ารสอน นกั เรยี นทาครทู กั ถาม
เปดิ รัว้ โรงเรยี น คืนครูคนแรกสูพ่ อ่ แม่ เปลย่ี นการเรยี นเป็นช่วงชน้ั (๓ ปีเรียนร่วม) และเปน็ การเรียนร้ขู องคน10ทกุ วยั
๖.๒ หลกั การ ๕ ประเมนิ
๖.๒.๑ ประเมินจากเป้าหมาย Objective Key Result โดยกาหนดปลายทางและเปา้ หมายยอ่ ยท่ตี ้องสาเรจ็ ไดใ้ นแต่ละช่วงเวลา
ในแต่ละชว่ งชั้น
๖.๒.๒ ประเมนิ พัฒนาการเรียนรรู้ ายบคุ คล หรอื Learning Curve โดยใช้เคร่อื งมือตา่ งๆ ในระหว่างการใชช้ วี ติ รว่ มกัน การจัด
กิจกรรมโดยครู พเี่ ลีย้ ง และผูร้ ่วมกิจกรรม เนน้ การสะท้อนการเรียนหลงั กจิ กรรม การถอดองคค์ วามรูแ้ ละการพิจารณาตนเอง
๖.๒.๓ ประเมินทกั ษะในศตวรรษที่ ๒๑ ซึง่ เปน็ ท่ยี อมรับอย่างกว้างขวางเนือ่ งดว้ ยเป็นกรอบแนวคิดท่ีเนน้ ผลลัพธท์ ่เี กดิ กบั ผู้เรยี น
(Student Outcomes) ท้งั ในดา้ นความรูส้ าระวชิ าหลกั (Core Subjects) และทกั ษะท่จี ะช่วยผ้เู รียนได้เตรยี มความพร้อมใน
หลากหลายดา้ น การเรียนการสอนรวมทง้ั ระบบสนับสนนุ การเรียนรู้ ได้แก่ มาตรฐานและการประเมนิ หลกั สตู รและการเรียนการ
สอน การพัฒนาครตู อ้ งก้าวข้าม “สาระวชิ า” ไปส่กู ารเรยี นรู้ “ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี ๒๑” ซงึ่ ครจู ะเป็นผู้สอนไม่ได้ แตต่ ้องให้
นักเรยี นเป็นผูเ้ รยี นรูด้ ้วยตนเองโดยครูจะออกแบบการเรยี นรู้ ฝกึ ฝนใหต้ นเองเป็นโคช้ (Coach) และอานวยความสะดวก
(Facilitator) ในการเรยี นรแู้ บบ PBL (Problem-Based Learning) ของนกั เรยี น และการประเมินเปล่ยี นจากครูประเมนิ คนเดยี ว
เป็นการประเมินจากผู้เก่ียวข้องกบั นกั เรยี นทง้ั หมด
๖.๒.๔ ประเมนิ ฐานสมรรถนะ โดยใชห้ ลกั ตามทฤษฎีบันได ๙ ขน้ั สคู่ วามพอเพยี ง
๖.๒.๕ ประเมินคณุ ธรรมโดยใชม้ รรค ๘ โดยรับการประเมนิ จากผมู้ สี ่วนร่วมท้ังหมด 11
12
๗. การจดั ชดุ กิจกรรม (Learning by Doing)
การจดั ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ : Learning by Doing เรียนร้ผู ่านลงมือปฏิบตั ิโดยเนือ้ หาวชิ าการยังคงครอบคลมุ ทัง้ ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้โดยผู้บริหาร
สามารถปรับและออกแบบไดต้ ามแนวทางแบบโรงเรยี นปูทะเลย์มหาวิชชาลยั ทะเลตามขอ้ ๖ แบบ คดิ วิเคราะห์ วางแผน ทดลองและลงมือทา เพือ่ ให้
รบั รู้และเข้าใจในปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี งและทฤษฎใี หม่แบบชาวบ้าน การปน้ั โคก ขุดหนองและทานา โดยใชป้ ัญหาเป็นฐานการเรียนรู้ (Problem-
Based Learning) ใหส้ ามารถพึ่งพาตนเองไดช้ ว่ ยเหลอื ชุมชนด้วยการแบง่ ปนั มรี ายละเอยี ดเนอื้ หา ความรู้ ศาสตร์วิชาทีส่ าคัญดังนี้
๗.๑ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรยี นรเู้ ก่ียวกับ ความสมั พนั ธ์ของธาตทุ ั้ง ๔ ไดแ้ ก่ ดิน นา้ ลม ไฟ สง่ิ มีชวี ติ /พืช และรวมถงึ การออกแบบ
การบรหิ ารจัดการน้าตามภมู ิสังคม การเกดิ ปฏิกิริยาเคมี ชีววิทยา ในการทาตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ
๗.๒ คณิตศาสตร์ เรียนร้เู ก่ยี วกบั หลกั การคานวณปรมิ าตร และการเกบ็ รวบรวมข้อทางสถติ ิ ความลาดชันของพนื้ ผิว ความเรว็ การเคล่ือนที่
ของของเหลว
๗.๓ สงั คมศึกษา ลักษณะภมู ิศาสตรภ์ ูมิอากาศ ภมู ิปญั ญาไทย กบั การตง้ั ถน่ิ ฐานและการประกอบอาชีพ วัฒนธรรมประเพณีทอ้ งถ่ิน เชน่
การลงแขก “การเอามอ้ื สามัคคี”การบรหิ ารทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สงู ประหยดั สุด และผสมผสานศลิ ปะงามตามทอ้ งถนิ่ แบบไทย
๗.๔ ภาษาไทย ภาษาตา่ งประเทศ และสาระวชิ าอื่นๆ สอดแทรกเข้าในทุกกระบวนและขั้นตอนของการเรยี นรู้ โดยใชก้ ระบวนการสรปุ เปน็
ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ กระบวนการแลกเปล่ยี นการอา่ นนาการอ่าน วเิ คราะห์ประโยค พูดคยุ และนาเสนอเปน็ ภาษาต่างๆ
๗.๕ การจัดรูปแบบการเรยี นใหมใ่ ห้ครอบคลมุ ทุกช่วงวัยของชมุ ชนโดยใชก้ ารเรยี นรู้ที่ผสมผสานความสนุกสนานตามช่วงชัน้ ของวัย (Play
& Learn) มีความคกึ คกั คลอ่ งแคลว่ และคร้ืนเครง เพ่ือใหเ้ กดิ ความเพลิดเพลินไมน่ า่ เบือ่ หน่ายในการศึกษา ค้นหาคนตน้ แบบสรา้ งแรงบนั ดาลใจให้เด็ก
นาส่ิงทดี่ ีที่มีอยสู่ ืบสานตอ่ ไป อนรุ ักษ์ภูมปิ ัญญาทอ้ งถิ่นหรือปราชนช์ าวบา้ น ตอ่ ยอดองคค์ วามรูด้ ังกลา่ วดว้ ยการค้นหาความรู้สือ่ เทคโนโลยีเหมาะสมกบั
13
ยุคสมยั เพอ่ื ส่งเสริมวิชาการ สรา้ งตัวอยา่ งความสาเรจ็ และตดิ ตามประเมนิ เสริมสรา้ งแรงในการพัฒนา
บนั ได ๙ ข้นั ส่คู วามพอเพยี ง ทฤษฎใี หมป่ ระยกุ ต์ ส่โู คกหนองนา ภายใตป้ รัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
14
วทิ ยาศาสตรข์ องปา่ 5 ระดบั และหลักกสกิ รรมธรรมชาติ ภาษาไทย ภาษาถ่นิ และตา่ งประเทศ
15
ตวั อยา่ ง การจดั ชุดการเรียนรู้
16
การเรยี นร้โู ดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning)
ความแตกต่างจากการเรยี นแบบเดิม คือครทู าหน้าทมี่ อบ 17
“โจทยป์ ญั หา” จากเดิมทีค่ รูทาหนา้ ทส่ี อน “ความรู้”
การเรียนรโู้ ดยใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning)
ความทา้ ทายของปัญหา มผี ลตอ่ ระดับการเรียนร้ขู องผเู้ รียน ปัญหาระดบั ลมุ่ น้า
❑ ภมู ิศาสตร์
❑ สังคมและวฒั นธรรม
❑ ความหลากหลายทางพันธกุ รรม
❑ ประวัตศิ าสตร์
❑ วทิ ยาศาสตร์
❑ ทักษะการคิด วิเคราะห์
❑ ทกั ษะการทางานเปน็ ทีม
❑ ทักษะการประสานงาน
❑ ทักษะการแกไ้ ขปัญหา
❑ ทกั ษะการใชเ้ ทคโนโลยีและการส่อื สาร
❑ การค้นคว้าหาความรูด้ ว้ ยตนเอง
❑ การเชือ่ มโยงกบั ชมุ ชน
❑ การทาโครงการต้นแบบทสี่ ามารถ
นาไปใชไ้ ด้จรงิ กับครอบครัว และชมุ ชน
ตนเอง 18
ตวั อยา่ ง ปัญหาป่าไม้ของชาติ
สถานการณ์การคุกคามป่าต้นนา้ ในพ้ืนที่ต่างๆ อยู่ในขนั้ รนุ แรงมาก 13 จงั หวดั ประกอบด้วย
เชียงใหม่ นา่ น เชยี งราย ตาก แมฮ่ ่องสอน เพชรบรู ณ์ พษิ ณุโลก พะเยา แพร่ อตุ รดติ ถ์ ลาปาง ลาพนู และเลย
จากข้อมูลของกรมปา่ ไม้และกรมอุทยานแหง่ ชาติ สัตวป์ า่ และพนั ธุ์พชื ระบวุ า่ ทงั้ 13 จังหวดั
มีป่าต้นนา้ ถกู บุกรุกจนกลายเป็นเขาหวั โลน้ ถงึ 8.6 ล้านไร่ โดยเฉพาะ จ.เลย มีพืน้ ทีถ่ ูกบกุ รกุ 1,076,089.70 ไร่ หรือรอ้ ยละ 28.09
ของพื้นที่ปา่ ในจงั หวัด จ.นา่ น มพี นื้ ทีถ่ ูกบุกรกุ 1,180,859.49 ไร่ จ.เชียงใหม่ มพี ้นื ท่ถี ูกบกุ รุก 1,103,499.54 ไร่
ขณะทีจ่ านวนผบู้ ุกรุกใน 13 จังหวัด พบวา่ มีอยู่ประมาณ 1 แสนคน
โดยรอ้ ยละ 80 เปน็ ชาวไทยบนพนื้ ทีส่ งู
ร้อยละ 10 เป็นชาวไทยพนื้ ท่ีราบ
อกี ร้อยละ 10 เปน็ กลุม่ นายทนุ
นอกจากน้ี ยงั พบขอ้ มลู สาคญั ว่า พื้นท่ที ่ถี ูกบกุ รกุ ถูกนาไป
ทาการเกษตร อาทิ ขา้ วโพด ร้อยละ 60
ยางพารา ร้อยละ 30
รอ้ ยละ 10 เป็นพืชอนื่ ๆ เชน่ ออ้ ย มนั สาปะหลัง กะหล่าปลี
ขอ้ มูลเม่ือ 31 ก.ค. 2558 https://www.thairath.co.th/content/515229
19
ตัวอย่าง ปญั หาปา่ ไมข้ องไทย
01 ลมุ่ นา้ สาละวนิ : แมฮ่ ่องสอน ตาก
02 ลมุ่ นา้ โขง : พะเยา
03 ลมุ่ น้ากก : เชยี งราย
06 ลมุ่ นา้ ปงิ : เชยี งใหม่ ลาพนู ตาก
07 ลมุ่ น้าวัง : ลาปาง
08 ลมุ่ นา้ ยม : แพร่ พษิ ณโุ ลก
09 ลุ่มน้านา่ น : น่าน อุตรดิตถ์
12 ลุ่มน้าปา่ สัก : เพชรบรู ณ์ อตุ รดติ ถ์ เลย
20
ตัวอยา่ ง ปญั หาน้าท่วม
2554 2556 2559
21
การศึกษาขอ้ มลู ระบบ “ลุ่มน้าในประเทศไทย” เพ่อื ทาความเขา้ ใจเหตแุ ละความสมั พนั ธข์ องปญั หานา้ ทว่ ม
22
ตวั อยา่ ง ปญั หาภยั แล้ง ฝุ่น PM 2.5 และจดุ ความร้อน
ผเู้ รยี นตอ้ งทาความเขา้ ใจ ความสมั พันธ์ของ
ปญั หาหลายรูปแบบ อาทิ
ปัญหาแล้งซ้าซาก พืชผลทางการเกษตร
เสย่ี งเสียหาย ส่งผลตอ่ ปญั หาเศรษฐกิจ
แผนทจ่ี ดุ ความร้อน ท่ีสมั พันธ์กบั แผนที่
มลพิษ PM 2.5 ท่ีส่งผลต่อคนทงั้ ประเทศ
23
๘. ข้ันตอนการดาเนนิ โครงการ
อารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวพระราชดารเิ ศรษฐกจิ พอเพยี งดว้ ย
“โคกหนองนาแหง่ นา้ ใจและความหวัง”
๘.๑ ขนั้ ตอนที่ ๑ : การเข้าใจ ดว้ ยการชแี้ จงสร้างความเข้าใจ โดยจดั การประชุมชี้แจงแนวทางโครงการกับผ้เู ข้าร่วมทัง้ หมด
อาทิ ผอู้ านวยการโรงเรยี น ผู้บริหาร ครู แกนนานักเรยี น และเครอื ขา่ ยเพือ่ ให้ทราบขน้ั ตอนแนวทางการดาเนินงาน
การพฒั นาหลกั สูตรท้งั หมด
๘.๒ ขั้นตอนที่ ๒ การเขา้ ถึง โดยการทากิจกรรมร่วมกัน (จัดค่ายเดก็ )
กระบวนการในคา่ ย (5 วนั ) : ม่งุ เน้นผูเ้ ข้ารว่ มคอื เด็กนกั เรียน แกนนาของท้ังโรงเรยี น ประถมและมัธยม
รวมถึงตวั แทน พอ่ แม่ ปราชญช์ มุ ชนในพน้ื ที่ และแกนนาเครอื ข่ายกสกิ รรมธรรมชาติ ซง่ึ จะทาหน้าทีเ่ ปน็ พเี่ ลี้ยงในพืน้ ท่ี
๘.๒.๑ เด็กร่วมกาหนดเป้าหมายการเรียนรจู้ ากเรอ่ื งที่เดก็ สนใจ (Goal Setting)
โจทย์ในคา่ ย เป็นโจทยท์ ีส่ ะท้อนปัญหาของของกลุ่มเป้าหมาย
๘.๒.๒ เดก็ กาหนดตารางเรยี น และตวั ช้ีวัดด้วยตนเอง (P D C A – Plan, Do, Check, Act)
๘.๒.๓ เด็กนาปัญหาในพน้ื ทช่ี มุ ชนตามลมุ่ นา้ เปน็ ฐานในการเรียน (Problem-Based Learning)
๘.๒.๔ เปลีย่ นบทบาทครู : ทาหนา้ ที่เฝา้ มอง จดบันทึกส่งิ ทเ่ี หน็ เพ่ือพัฒนาตวั ช้ีวัด (Measurement) 24
๘. ขน้ั ตอนการดาเนนิ โครงการ
อารยเกษตร สบื สาน รักษา ต่อยอด ตามแนวพระราชดารเิ ศรษฐกจิ พอเพยี งด้วย
“โคกหนองนาแหง่ นา้ ใจและความหวัง”
๘.๓ ขัน้ ตอนท่ี ๓ การพฒั นา คอื การขยายผลจากการอบรมสู่การลงมอื ทาดว้ ยการน้อมนาเศรษฐกจิ พอเพยี งและทฤษฎีใหม่
แบบชาวบ้าน การปนั้ โคก ขุดหนองและทานา ภายในโรงเรยี น เพอ่ื เป็นตัวอย่างความสาเรจ็ และขยายผลสู่ชมุ ชนในทอ้ งถนิ่ ต่อไป
๘.๓.๑ กล่มุ แกนนาหลายภาคส่วนร่วมกนั กาหนดเป้าหมาย เพอื่ ใหโ้ รงเรียนเปน็ กลไกในการพัฒนาชุมชน
๘.๓.๒ กระบวนการค้นหาตน้ ทุนชมุ ชน ปัญหาชุมชน ทดลองนาปญั หาเป็นฐาน (Problem-Based Learning)
๘.๓.๓ สร้างห้องทดลองในโรงเรยี น (โคกหนองนา ในโรงเรยี น)
๘.๓.๔ นาไปปฏบิ ัติในพนื้ ทจ่ี ริงของชุมชน โดยนกั เรียนเปน็ กลไกในการสรา้ งกระบวนการมสี ่วนร่วม
๘.๓.๕ ครู จัดทางานวจิ ัยเพ่ือพัฒนาหลักสูตรรว่ มกับชมุ ชน โดยนาผลท่ไี ดร้ บั ปรับและพฒั นาตัวชีว้ ัดจนได้
หลักสตู รการเรียนการสอน บนฐานชุมชน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สามารถขยายผลไปยัง
โรงเรยี นอื่นๆ ในระดบั ตาบล และจงั หวดั
๘.๓.๖ เสนอแนะเปน็ ข้อเสนอเชงิ นโยบาย เพอื่ ปรบั เปลย่ี นเชิงโครงสรา้ งต่อไป
25
ตัวอยา่ ง กกาารดศึกาษเนาแินลงะาพนฒั ปนาที คี่น๑ทกุ กชา่วหงวนยั ดกลมุ่ เป้าหมาย
สถานศึกษานาร่องภูมิภาค 5 ภมู ภิ าคๆ รวม 30 โรงเรียน
1) สถานศกึ ษาพืน้ ที่ขนาดเล็ก จานวน 10 โรงเรยี น
2) สถานศึกษาพ้ืนทข่ี นาดกลาง จานวน 10 โรงเรียน
3) สถานศึกษาพ้นื ที่ขนาดใหญ่ จานวน 10 โรงเรยี น
1. นกั เรียนระดบั ประถม และมัธยมศึกษาในโรงเรียนเปา้ หมาย
2. ครู ผปู้ กครอง และนักเรียนโรงเรียนปทู ะเลย์มหาวิชชาลยั และโรงเรยี นแกนนา
ในพ้ืนที่
3. แกนนาเครือข่าย ชมุ ชนลมุ่ นา้
4. ผู้บริหารโรงเรยี นและเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษา
5. ผ้นู าสมาคมผปู้ กครอง หรือคณะกรรมการสถานศึกษา
26
ขัน้ ตอนท่ี 1 เข้าใจ การชีแ้ จงสร้างความเข้าใจ
ชแ้ี จงสรา้ งความเขา้ ใจ โดยจดั การประชมุ
ช้แี จงแนวทางโครงการกบั ผเู้ ข้าร่วมท้งั หมด
อาทิ ผอู้ านวยการโรงเรียน ผ้บู ริหาร ครู
แกนนานกั เรยี น และเครือขา่ ยเพื่อใหท้ ราบ
ขนั้ ตอนแนวทางการดาเนนิ งานการพัฒนา
หลกั สูตรท้ังหมด
27
โครงการ อารยเกษตร สืบสาน รักษา ต่อยอด ตามแนวพระราชดารเิ ศรษฐกจิ พอเพยี งดว้ ย
“โคกหนองนาแหง่ นา้ ใจและความหวัง” มุ่งกลุ่มเป้าหมายทกุ ช่วงวัยใหไ้ ดเ้ รียนรู้ร่วมกัน
โดยมนี ักเรียนเป็ นแกนนา
28
เปน็ กระบวนการพัฒนาหลกั สูตรการเรยี นการสอน บนฐานชุมชน ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ
พอเพียง โดยเชอ่ื มโยงการศึกษาในระบบ นอกระบบ และแหล่งเรียนรูต้ ลอดชีวิตเข้าด้วยกนั เพ่อื
เปา้ หมายการพัฒนาอย่างยัง่ ยืน
ศูนยเ์ รียนรู้ พพิ ธิ ภณั ฑ์ • ใหเ้ ป็นผูม้ คี วามรูข้ องโลกยคุ ปัจจบุ นั
• มที กั ษะในการทางานประกอบอาชพี
โค้ช มที กั ษะมนษุ ยแ์ ละสงั คม
ครู สอื่ • มที ศั นคตทิ สี่ รา้ งสรรคต์ อ่ ตนเองและโลก
2. • ตามความเป็นจรงิ
1. Unconventional 3.
Learning
Formal ระบบการศกึ ษา Life-Long Learning
เฉพาะทางตามความถนดั ระบบการเรยี นรู้
Learning
ระบบการศกึ ษา ตลอดชวี ติ
ในระบบ 12.9 ลา้ นคน
ครูภมู ปิ ัญญา
ศูนยศ์ กึ ษาการพฒั นา
29
ขั้นตอนที่ 2 เขก้าาถรศงึ ึกดษว้าแยลกะาพรฒั ทนาากคนิจทกกุ รชร่วมงวรยั่วมกนั (จดั ค่ายเดก็ -เยาวชน)
กระบวนการในค่าย (5 วัน) : ม่งุ เน้น
ผเู้ ขา้ ร่วมคอื เด็กนักเรยี น แกนนาของท้ัง
โรงเรียน ประถมและมธั ยม รวมถงึ ตัวแทน
พอ่ แม่ ปราชญ์ชมุ ชนในพื้นที่ และแกนนา
เครอื ขา่ ยกสกิ รรมธรรมชาติ ซึง่ จะทาหน้าท่ี
เปน็ พเ่ี ลีย้ งในพ้ืนที่
“ถา้ มเี งนิ 10,000 บาท คุณจะทาอะไรเพื่อ
เปลย่ี นประเทศไทย”
30
การศึกษาและพฒั นาคนทกุ ช่วงวยั
ขัน้ ตอนที่ 2 เข้าถงึ ด้วยการทากิจกรรมร่วมกนั (จดั คา่ ยเดก็ )
1. เดก็ ร่วมกาหนดเป้าหมายการเรยี นรู้จากเรอื่ งท่เี ด็กสนใจ
(Goal Setting)
- โจทย์ในค่าย เปน็ โจทย์ทส่ี ะทอ้ นปญั หาของกลุ่มเปา้ หมาย
2. เดก็ กาหนดตารางเรยี น และตัวช้ีวดั ด้วยตนเอง
(P D C A – Plan, Do, Check, Act)
เพ่อื พัฒนาหลักสตู รการเรียนการสอนบนฐานชุมชน
ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
3. เดก็ นาปัญหาในพ้ืนท่ชี มุ ชนตามลุ่มนา้
เปน็ ฐานในการเรียน (Problem-Based Learning)
4. เปลยี่ นบทบาทครู : ทาหน้าทเี่ ฝ้ามอง
จดบนั ทกึ ส่งิ ทเ่ี หน็ เพื่อพัฒนาตัวชี้วดั (Measurement)
31
ขั้นตอนที่ 3กพารฒั ศึกนษาาแหลละพักฒัสนูตารคนกทากุรชเ่รวงียวนยั การสอน
บนฐานชุมชน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
กระบวนกำรออกแบบและพฒั นำหลักสูตรกำรเรยี น
๑. กลมุ่ แกนนาหลายภาคส่วนร่วมกนั กำหนดเปำ้ หมำย เพือ่ ใหโ้ รงเรยี นเป็นกลไกในกำรพัฒนำชมุ ชน
๒. กระบวนกำรคน้ หาต้นทุนชุมชน ปญั หาชมุ ชน ทดลองนาปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning)
๓. สรำ้ งหอ้ งทดลองในโรงเรยี น (โคกหนองนำ ในโรงเรยี น)
๔. นาไปปฏบิ ัตใิ นพื้นท่ีจริงของชมุ ชน โดยนักเรยี นเป็นกลไกในกำรสรำ้ งกระบวนกำรมีสว่ นร่วม
๕. ครู จดั ทางานวจิ ัยเพอื่ พฒั นำหลักสูตรจำกผลทีไ่ ด้รับ ปรับและพัฒนำตวั ช้ีวดั จนได้หลกั สูตรชมุ ชนเศรษฐกจิ
พอเพียง สำมำรถขยำยผลไปยังโรงเรียนอื่นๆ ในระดบั ตำบล และจังหวดั
๖. เสนอแนะเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เพ่ือปรับเปล่ียนเชงิ โครงสรา้ งตอ่ ไป
32
หลักสูตรการเรียนการสอน บนฐานชุมชน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
• ใหเ้ ป็นผูม้ คี วามรูข้ องโลกยคุ ปัจจบุ นั
ศูนยเ์ รียนรู้ • มที กั ษะในการทางานประกอบอาชพี
• มที กั ษะมนษุ ยแ์ ละสงั คม
พพิ ธิ ภณั ฑ์ • มที ศั นคตทิ สี่ รา้ งสรรคต์ อ่ ตนเองและโลก
ครู โคช้ สอ่ื ตามความเป็นจรงิ
2. 3.
1. Unconventional
Formal Life-Long Learning
Learning Learning ระบบการเรยี นรู้
ระบบการศกึ ษา ระบบการศกึ ษา ตลอดชวี ติ
ในระบบ 12.9 ลา้ นคน เฉพาะทางตามความถนดั
ครูภมู ปิ ัญญา
ศูนยศ์ กึ ษาการพฒั นา
33
หลักสูตรการเรียนการสอน บนฐานชุมชน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
• ครูศตวรรษที่ 21 เล่น
เรยี น รู้ พัฒนาอยา่ งสมดลุ
• หลกั สตู รท่เี หมาะสมกบั แต่
ละช่วงวัย
• สรา้ งพืน้ ทีเ่ รียนรูร้ ่วมกัน ทกุ
Generation เช่น กจิ กรรม
เอามอื้ สามคั คี
34
หลักสูตรการเรียนการสอน บนฐานชุมชน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
• กระบวนการเรยี นการสอน
รูปแบบใหม่
• รบั มอื กบั การเปลยี่ นแปลง
ของศตวรรษที่ 21
• ครูทางานร่วมกบั ปราชญ์
ชาวบา้ นในชมุ ชน ครู
กระบวนการ และสอื่
• โจทยก์ ารเรยี นรู้ คอื
สถานการณจ์ รงิ ของ
ทอ้ งถ่นิ
35
หลักสูตรการเรียนการสอน บนฐานชุมชน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
36
๙. ผลทค่ี าดวผ่าลจทะไี่คดาร้ดับวา่ จะไดร้ ับ
๙.๑ นอ้ มนา โครงการพระราชทาน อารยเกษตร สืบสาน รักษา ตอ่ ยอด ตามแนวพระราชดารเิ ศรษฐกจิ พอเพียงด้วย
“โคกหนองนาแห่งน้าใจและความหวัง” พฒั นาสูก่ ารเรียนรู้ในสถานศกึ ษา
๙.๒ เป็นตน้ แบบของความสาเร็จของโรงเรียนตัวอยา่ งใน โครงการพระราชทาน อารยเกษตร สืบสาน รักษา ตอ่ ยอด
ตามแนวพระราชดารเิ ศรษฐกจิ พอเพยี งดว้ ย “โคกหนองนาแหง่ นา้ ใจและความหวัง” สูก่ ารพฒั นาคุณภาพวถิ ชี วี ติ ของชมุ ชน
สร้างความสอดคล้องพฤตกิ รรม แนวความคดิ ระหวา่ งครู ผปู้ กครอง นกั เรยี น ชุมชน หรอื บวร (บา้ น วัด โรงเรยี น)
สู่เปา้ หมายการพฒั นาท่ยี ั่งยนื (SDGs)
๙.๓ สถานศกึ ษา และชมุ ชน มีแหล่งอาหารทีป่ ลอดภัย อุดมสมบูรณ์ พึ่งพาตนเองได้
๙.๔ สถานศกึ ษาร่วมกบั ชุมชนนาหลกั การ โคกหนองนาแห่งนา้ ใจและความหวังแกไ้ ขปัญหาภายในชุมชน 37
๑๐. อน่ื ๆ ผลท่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ
๑๐.๑ เพื่อใหเ้ กิดความเข้าใจร่วมกนั โดยทาง สพฐ. จะติดตามลงพ้ืนที่น่าน เพอ่ื ดตู ลอดกระบวนการระหวา่ งวันท่ี ๒ – ๘ มีนาคม ๖๔
การทาค่ายเยาวชนฟ้นื ป่าน่าน ร่นุ ที่ ๒ ณ หมู่บ้านวนาไพร อ.เวยี งสา จ.น่าน และทางผ้บู ริหารจะไดล้ งไปติดตาม
และประชุมสรุปผลการพัฒนา หลกั สูตรและการประเมนิ พร้อมกนั
๑๐.๒ เกณฑ์การคัดเลือกโรงเรียนเข้าร่วมโครงการในระยะที่ ๑
❑ โรงเรียนมนี กั เรียนต้งั แต่ ๑๒๐ คน และ/หรอื ท่มี ีความพร้อม
❑ มพี น้ื ทใ่ี นการจัดทาโครงการหรอื ตามภมู ิสังคม
๑) โรงเรยี นพื้นท่ีขนาดเลก็ (ควรมีพ้นื ทอ่ี ย่างนอ้ ย 100 ตารางวา)
๒) โรงเรยี นพ้ืนท่ีขนาดกลาง (ควรมีพืน้ ท่ีอยา่ งนอ้ ย 1-3 ไร่ )
๓) โรงเรียนพ้นื ท่ีขนาดใหญ่ (ควรมพี นื้ ท่ี 3 ไร่ ขึน้ ไป)
❑ โรงเรียนมปี จั จัยด้านสิง่ แวดลอ้ มท่ีเอ้อื ตอ่ การจัดทาตามความเร่งด่วนของปญั หา ตามลุ่มนา้
❑ สถานศึกษามีความรว่ มมือกับชุมชนท้องถ่ิน ภาคีเครือข่าย สถาบนั อุดมศกึ ษา ภาคประชาชน และ ภาคเอกชน
❑ สถานศกึ ษามีความพร้อมด้านบุคลากรในการดาเนนิ การโครงการ
❑ เปิดกวา้ งให้โรงเรียนได้มสี ว่ นรว่ มเพิ่มในการคดั เลือกโรงเรยี นท่ีเข้าร่วมโครงการ โดยใชป้ ัญหาของพ้ืนท่ี ซ่งึ ปัญหาของพอ่ แม่
(ผู้ปกครอง) กค็ อื ปญั หาของนกั เรยี น โรงเรียนเป็นเคร่อื งมอื ในการแกไ้ ขปัญหาในท้องถิ่น
38
“....เราแน่ใจว่าถึงกาลทจ่ี ะต้ังสถาบนั แล้ว เป็นสัจจะว่า
ควรตง้ั มานานแล้ว เหตกุ ารณ์ในวนั น้แี สดงความจาเป็น
นบั แต่อุปราช จนถงึ คนรกั ษาช้าง รกั ษามา้ โดยเฉพาะเหลา่ อมาตย์
ลว้ นจารึกในโมหภูมทิ ้งั นัน้ พวกนขี้ าดทัง้ ความรู้วชิ าการ ทง้ั ความรู้
ทั่วไป คือความสานกึ ธรรมดา พวกนี้ไมร่ ู้แม้แต่ประโยชน์ส่วนตน
พวกนีช้ อบผลมะมว่ ง แต่ก็ทาลายตน้ มะม่วง...”
“ขำ้ แต่บณั ฑิต วำจำอนั มีปำฏหิ ำริยม์ ิบงั ควรหำยไปในอำกำศ
ทำ่ นตอ้ งใหส้ ำธชุ นได้รบั พรแห่งโพธญิ ำณจำกโอษฐ์ของท่ำน ถงึ
กำลอันควร ท่ำนจงต้งั สถำบนั กำรศึกษำ
ให้ชื่อว่ำ โพธิยำลยั มหำวิชชำลยั
ในกำรนน้ั ทำ่ นจงึ จะสำเร็จกิจท่ีแท”้
39