รายงานผลการดาเนินงาน 1
รายงานผลการดาเนนิ งาน
นวตั กรรมการจัดการเรยี นรเู้ ชงิ รุก (Active Learning ) ปงี บประมาณ 2564
การจดั การเรยี นการสอนในรปู แบบการใช้กจิ กรรม(Activity-based Learning)
วชิ าวทิ ยาศาสตร์ เรอื่ งระบบนเิ วศ ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนตน้
1. ความสาคญั ของนวตั กรรม
ในศตวรรษที่ 21 มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ตลอดจนความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยี
ทกุ ๆ ดา้ น กระแสการปรบั เปล่ียนทางสังคมทีเ่ กิดขนึ้ ในศตวรรษที่ 21 สง่ ผลตอ่ วิถีการดารงชพี ของทุก คนในสังคมอย่าง
ทั่วถึง ครูจึงต้องมีความต่ืนตัวและเตรียมพร้อมในการจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้ นักเรียนมีทักษะสาหรับ
การออกไปดารงชีวิตในโลกในศตวรรษที่ 21 ที่เปล่ียนไปจากศตวรรษท่ี 19 และ 20 จาก บทความเรื่องวิถีการสร้าง
การเรียนรู้เพื่อศิษย์ เขียนโดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช (2555: 18-21) ได้กล่าวว่า การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่คนทุกคน
ต้องเรียนรู้ตั้งแต่ช้ันอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัยและตลอดชีวิต คือ 3R x 7C ซ่ึงการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จะต้อง
เป็นการเรียนรู้ภายใต้บรบิ ทการสอนความรู้วิชาหลัก ควบคู่ไปกับ การเรียนรู้ทักษะที่จาเป็น และหน่ึงในทักษะท่ีสาคัญ
ใน 7C ที่มีความจาเป็นและถูกกล่าวถึงในการพัฒนาผู้เรียน ไปสู่ศตวรรษท่ี 21 ได้แก่ทักษะด้านการเรียนรู้และ
นวัตกรรม จะเปน็ ตวั กาหนดความพร้อมของนักเรยี นเข้าสูโ่ ลกการทางานท่มี ีความซับซ้อนมากขน้ึ ในปัจจุบัน
การจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งเน้นการ
จดั การเรียนรู้ตามปรชั ญา “คิดเป็น” และยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนสามารถเรยี นรู้และพัฒนาตนเองได้ ผู้เรยี นแตล่ ะคนมี
ธรรมชาติที่แตกต่างกัน ท้ังด้านวัย วุฒิภาวะ ความถนัด ความสนใจ วิธีการเรียนรู้ ตลอดจนมีการดาเนินชีวิตและ
ส่ิงแวดล้อมท่ีแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนั้นการจัดการเรียนรู้จึงต้องยึดผู้เรียนเป็นสาคัญ
เพ่ือส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเอง ตามธรรมชาติ เต็มตามศักยภาพที่มีอยู่ และเรียนรู้อย่างมี
การพัฒนาหลักสูตรท่ีมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหา และความต้องการของบุคคลท่ีอยู่นอกโรงเรียน
ซึ่งเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์จากการทางานและการประกอบอาชีพ โดยกาหนดสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการ
เรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล ให้ความสาคัญกับการพัฒนากลุ่มเป้าหมายด้านจิตใจ ให้มีคุณธรรม
ควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ สร้างภูมิคุ้มกัน สามารถจัดการกับองค์ความรู้ ท้ังภูมิปัญญาท้องถิ่น และเทคโนโลยี
เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวอยู่ในสังคมที่มีการเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา สร้างภูมิคุ้มกันตามแนวปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงรวมทั้งคานึงถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้เรียน ท่ีอยู่นอกระบบโรงเรียน และสอดคล้องกับสภาพ
เศรษฐกิจ สงั คม การเมือง การปกครอง ความเจริญกา้ วหนา้ ของเทคโนโลยแี ละการส่อื สาร
จากสถานการณ์โลกมีการเปล่ยี นแปลงท้ังด้านสังคมและเทคโนโลยี ระบบการศึกษาจึงต้องมีการพัฒนา เพื่อให้
สอดคล้องกับสภาวะความเป็นจริงท้ังครูและผู้เรียนจาต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนเพื่อ มุ่งไปสู่
ผลสัมฤทธิ์ตามทักษะการเรียนรู้ผู้เรียนมีความสามารถในการเรียนรไู้ ดด้ ้วยตนเองอย่างต่อเน่ือง และ แสวงหาความรู้อยู่
ตลอดเวลา ครูต้องเปลี่ยนจากการสอนแบบเดิมด้วยการ “พูด บอก เล่า” เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ปรับเปล่ียนบทบาท
เปน็ ผู้ช้ีแนะวธิ กี ารจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ทเ่ี น้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน เพ่ือพัฒนา ผู้เรยี นใหส้ ามารถสร้าง
องคค์ วามรไู้ ดด้ ้วยตนเองอย่างมคี วามหมาย (วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา, 2558)
รายงานผลการดาเนินงาน 2
วิทยาศาสตร์มีบทบาทสาคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับทุก คนท้ังใน
ชีวิตประจาวันและการงานอาชีพต่างๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เครื่องมือเคร่ืองใช้และผลผลิตต่างๆ ท่ีมนุษย์ ได้ใช้เพ่ือ
อานวยความสะดวกในชีวิตและการทางาน เหล่าน้ีล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์ ผสมผสานกับ ความคิด
สร้างสรรค์และศาสตร์อื่นๆ วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิด สร้างสรรค์ คิด
วิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะสาคัญในการค้นคว้าหาความรู้ ใช้ความรู้และทักษะเพื่อแก้ปัญหาหรือ พัฒนางานด้วย
กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ รวมทั้ง สามารถค้นหาข้อมูลหรือ
สารสนเทศ ประยุกตใ์ ช้ทกั ษะการคิดเชิงคานวณและความรูด้ ้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ส่ือดจิ ิทลั เทคโนโลยสี ารสนเทศ
และการสื่อสารเพ่ือแก้ปัญหาในชีวิตจริงอย่างสร้างสรรค์ สามารถตัดสินใจโดยใช้ ข้อมูลที่หลากหลายและมีประจักษ์
พยานท่ีตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซ่ึงเป็นสังคม แห่งการเรียนรู้ (knowledge-based
society) ดังน้ันทุกคนจึงจาเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์ เพื่อท่ีจะมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติและ
เทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ข้ึน สามารถนาความรู้ไปใช้อย่างมี เหตุผล สร้างสรรค์ และมีคุณธรรม ดังนั้นครูผู้สอนจึง
จาเป็นอยา่ งยิ่งที่จะตอ้ งเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการเรียนรู้ และการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ที่สง่ เสรมิ ให้ผู้เรียนพัฒนา
ความคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิด วิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะท่ีสาคัญทั้งทักษะ กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษท่ี 21 ในการ ค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้
สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถ ตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้
(สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน , 2560)
จากการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาวิทยาศาสตร์ของสถานศึกษา กศน.อาเภอบึงสามัคคี ในภาคเรียนที่
1/2563 พบว่ามีผู้เรียนท่ีมีผลการเรียนไม่ผ่านการเรียนในรายวิชาน้ีและพบว่ามีผู้เรียนค่อยให้ความสนใจในวิชา
วิทยาศาสตร์คิดว่าวิชาวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่ยากและยังพบอีกอย่างว่าผู้เรียน ของ กศน.มีช่วงวัยที่ต่างกันทาให้เป็น
อปุ สรรคในการเรียนรู้ และยังพบพฤติกรรมไมส่ นใจเรียน เล่นโทรศัพทใ์ นเวลาเรียน ขาดทักษะการทางานกล่มุ ส่งเสียง
ดังรบกวนเพื่อนในห้องท่ีตั้งใจเรียน และรบกวนครูผู้สอน ดังน้ัน กศน.อาเภอบึงสามัคคี จาเป็นต้องมุ่งส่งเสริม พัฒนา
ผู้เรียนให้มีความรู้เกิดทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทา เพ่ือให้นักเรียน เกิดความรู้
ความเข้าใจเก่ียวกับสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สามารถนาองค์ความรู้มาเชื่อมโยงกันในแต่ละรายวิชา การเรียนรู้
นาไปสู่การประยุกต์ใช้ได้จริง นาเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของผู้เรียนใน
รายวชิ าวิทยาศาสตร์ใหส้ ูงขึ้นกว่าท่ีกาหนดดังน้ันข้าพเจา้ จงึ มีแนวคิดในการพฒั นาศักยภาพของผู้เรียนและมี มงุ่ เน้นให้
ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทาและจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบ
นิเวศ ระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาตอนต้น ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2563
รายงานผลการดาเนนิ งาน 3
2.วัตถปุ ระสงคก์ ารดาเนนิ งาน
1) เพื่อพัฒนาพฤติกรรมการเรียนโดยใช้ทักษะการทางานกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพของนักศึกษาระดั บ
มัธยมศึกษาตอนตน้ ในรายวิชาวิทยาศาสตร์
2) เพ่ือให้ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและ
สร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เกิดทักษะการคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และ
การคดิ แก้ปัญหา สามารถตัดสนิ ใจและแกป้ ญั หาอย่างเป็นระบบ
3.ขอบเขตเน้ือหา
3.1 เนอ้ื หา
ขอบเขตพ้ืนท่ีใช้ในการจัดการเรียนการสอนคร้ังน้ีคือ เนื้อหาในรายวิชาวิทยาสตร์ มัธยมศึกษาตอนต้น
พว 21001 ของหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ในเร่ือง ระบบนิเวศโดยมี
ขอบเขตเน้อื คอื เร่ืองท่ี 1 ความสมั พันธ์ของสงิ มชี ีวิตตา่ ง ๆ ในระบบนิเวศ
เร่ืองที่ 2 การถ่ายทอดพลังงาน
เรอื งที่ 3 วฎั จักรของสาร
3.2 เป้าหมาย
การดาเนนิ การครั้งน้ีคอื นักศกึ ษาระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2563 ทีล่ งทะเบยี น
วิชาวิทยาศาสตร์ (พว21001) กศน.ตาบลบึงสามัคคี จานวน 14 คน ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอธั ยาศยั อาเภอบงึ สามัคคี สงั กัดสานกั งาน กศน.จังหวัดกาแพงเพชร
4. ข้ันตอนการพฒั นานวัตกรรม รูปแบบกิจกรรมเปน็ ฐาน (Activity-Based Learning: ABL)
การดาเนนิ การพัฒนานวตั กรรมครงั้ นี้ผดู้ าเนินการได้ มีการดาเนินการดังตอ่ ไปน้ี
4.1 ศึกษากรอบวตั ถปุ ระสงคแ์ ละกรอบเน้ือหาการสอน
ศึกษาเอกสารและทฤษฏีที่เก่ียวข้อง อาทิเช่นทฤษฏีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง(Constructivist),
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active learning, การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based
Learning: ABL),การจัดการ เน้ือหาเร่ือง ระบบนิเวศ ช้ัน มัธยมศึกษาตอนต้น การจัดการเรียนการสอนโดยใชก้ ิจกรรม
เป็นฐาน (Activity-Based Learning: ABL) ใช้แนวคิดการเรียนรู้ แบบเชิงรุก (Active learning) ซ่ึงมีพื้นฐานจาก
ทฤษฎีการสรา้ งความรู้ (Constructivism) (การเรียนรแู้ บบ Activity-Based Learning, 2553)
การจัดการเรียนการสอนโดยใชก้ ิจกรรมเป็นฐาน หมายถงึ กระบวนการจัดการ เรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียน
ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่การวางแผนการจัดการเรียนรู้ มีการสร้างปฎิสัมพันธ์และร่วมมือกัน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนบูรณาการ
ข้อมูล ขา่ วสาร สารสนเทศ และหลักการ สูก่ ารสร้างความคิดรวบยอด ศกั ยภาพทางสมอง ไดแ้ ก่ การคิด การแก้ปญั หา
การนาความรู้ ไปประยกุ ต์ใช้ โดยผสู้ อนเปน็ ผอู้ านวยความสะดวก
4.2 ออกแบบรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน
(Activity-Based Learning: ABL), เรื่อง ระบบนิเวศ ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยกาหนดตัวช้ีวัด และเนื้อหาพร้อม
วิเคราะห์เน้ือหาเก่ียวกับ ทักษะการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถ
ตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานท่ีตรวจสอบได้ ทักษะการท่ีนักศึกษาต้องเรียนรู้ในการจัดกา
เรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเอง หลักการพ้ืนฐานของ ABL มีดังต่อไปน้ี (ปริญญา เทวา นฤมิตรกุล, 2560,
หนา้ 2-3):
รายงานผลการดาเนินงาน 4
1) ผสู้ อนตั้ง “ผลลัพธ์”ทผี่ ูเ้ รียนควรจะได้ แลว้ ออกแบบ“กจิ กรรมการเรียนรู้” เพือ่ มงุ่ ไปสู่ “ผลลพั ธ์” นน้ั
2) ผู้สอนทาหน้าท่ีเป็น “วิทยากรกระบวนการ” (facilitator) ในการจัดกระบวนการเรยี นรู้ ให้ผู้เรยี นคิดได้
และ “เรยี นรู้” ด้วยตนเอง ดังนนั้ ผเู้ รียนจงึ เป็น “ศนู ย์กลาง” ของการเรียน (student-centered)
3) การศกึ ษาทม่ี ่งุ ผลลัพธ์ จึงเปน็ “แนวระนาบ”ท่ีครูจะเรยี นร้รู ่วมกบั นักศึกษาและเรียนรู้จากนักศึกษาไดด้ ้วย
4) การศึกษาท่มี ุ่งผลลัพธใ์ ชว้ ิธกี ารเรยี นรู้โดยการใช้กจิ กรรม และการลงมือปฏบิ ตั ิ
5) ต้องให้ผู้เรียนได้สรุปบทเรียน การเรียนรู้ (reflection) ได้แลกเปล่ียนเรียนรู้ซ่ึงกันและกัน และต้องมีการ
ประเมิน “ผลลัพธ์”
ในการเรียนรู้แต่คร้ัง ท่ีผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้โดยการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง
ไดแ้ ลกเปล่ียนความคิดเห็น ได้อภิปราย และมีปฏิสัมพนั ธ์ในการเรียนรูร้ ว่ มกัน ตลอดจนจดั ระบบการเรยี นรู้ของตน ABL
ให้ความสาคัญกับกระบวนการ เรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาอย่างถ่องแท้และเห็นประโยชน์จากสิ่งที่เรียนเกิดการ
พฒั นาตนเอง โดยสามารถสรุปข้นั ตอนการจดั กจิ กรรมได้ดังน้ี
1). ขน้ั ทบทวนประสบการณค์ รูให้คาแนะนาการเรียนรู้แก่นกั ศึกษา ทบทวนและสารวจความรู้เดมิ
กระตุ้นใหน้ ักศึกษา เกดิ ความสนใจรว่ มกบั การใช้ส่อื ประสม
2.) ขัน้ กจิ กรรม นักศกึ ษาทุกคนมีส่วนร่วมในกจิ กรรม ทางานร่วมกนั ตามกิจกรรมท่ีครูจดั เตรียมไวโ้ ดย
กิจกรรมทีจ่ ัดเตรียมสามารถเปน็ ได้ทั้งกิจกรรมเดย่ี วและกจิ กรรมกลุ่มโดยใชส้ ื่อช่วยในการจดั กิจกรรมพรอ้ มทง้ั จากแหล่ง
การเรยี นร้ตู า่ งๆทม่ี ไี ว้แลว้
4.3. การจดั ทาแผนการจัดการเรียนรู้ แบบ Active Learning ผา่ นการเรียนร้โู ดยใช้รูปแบบกิจกรรมเป็นฐาน
(Activity-Based Learning: ABL) วิชาวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบนิเวศ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะ
การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบนิเวศ ของชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น หลักสูตรการศึกษานอกระบบ
ระดับการศึกษาข้ึนพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กาหนดรูปแบบที่จะใช้กระบวนการเรียนการสอนวิชาโดยใช้รปู แบบการ
เรียนการสอนที่เน้นการเรียบแบบ Active Learning การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมเป็นฐาน (Activity-based
Learning) ในการยึดหลักการให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง “Child Centered” การเรียนรู้ท่ีเน้นบทบาทและ
การมสี ว่ นรว่ มของผ้เู รยี นหรือการจัดการเรยี นรเู้ ชิงรกุ ( Active Learning ) มีขัน้ ตอนในการพัฒนา ดังน้ี
1 ) ศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มัธยมศึกษา
ตอนต้น ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ตลอดจนหลักสูตร
การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขึน้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์
2 ) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง เน้ือหา สาระสาคัญ ตัวชี้วัด และเวลา เร่ือง ระบบนิเวศ ของช้ันมัธยมศึกษา
ตอนตน้ หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขึน้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
3 ) ดาเนินการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ระบบนิเวศ ของชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น หลักสูตรการศึกษานอก
ระบบระดับการศึกษาข้ึนพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือ
เปา้ หมายโดยมลี ักษะสาคญั ของการจัดกจิ กรรมเป็นฐาน ดังนี้
1. ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความต่ืนตัวและกระตือรือร้นด้านการรู้คิด กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้จากตัวผู้เรียน
มากกวา่ การฟังผู้สอนในหอ้ งเรยี นและการท่องจา
2. พัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองทาให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง
นอกห้องเรยี นด้วย
รายงานผลการดาเนินงาน 5
3. ได้ผลลัพธ์ในการถา่ ยทอดความรู้ใกลเ้ คียงกับการเรยี นรู้แบบอ่ืนแต่ได้ผลดกี ว่าในการพัฒนาทักษะการ
คดิ และการเขียนของผเู้ รยี น
4. ผู้เรียนมีความพึงพอใจกับการเรียนรู้แบบน้ีมากกว่ารูปแบบที่ผู้เรียนเป็นฝ่ายรับความรู้ซึ่งเป้นการ
เรียนรแู้ บบตง้ั รับ (Passive Learning)
5. มงุ่ เน้นความรบั ผดิ ชอบของผู้เรียนในการเรียนรู้โดยผา่ นการอา่ นเขียน คดิ อภิปราย และเข้ารว่ มในการ
แก้ปัญหา และยังสัมพันธ์กับการเรียนรู้ตามลาดับข้ันการเรียนรู้ของบลูม ท้ังด้าน พุทธิพิสัย
ทกั ษะพิสัย และจติ พสิ ัย
ซ่ึงมีการหลกั การจดั การเรยี นร้โู ดยใช้กจิ กรรมเปน็ ฐาน มีดงั น้ี
1. ใหค้ วามสนใจทีต่ วั ผ้เู รยี น
2. เรยี นรผู้ า่ นกิจกรรมการปฏบิ ัตทิ น่ี า่ สนใจ
3. ครผู ู้สอนเปน็ เพียงผูอ้ านวยความสะดวก
4. ใช้ประสาทสมั ผัสทง้ั 5 ในการเรียน
5. ไมม่ ีการสอบ แตป่ ระเมินผลจากพฤตกิ รรม ความเขา้ ใจ และผลงาน
6. เพื่อนในช้ันเรียนช่วยส่งเสริมการเรียนมีการจัดสภาพแวดล้อม และบรรยากาศท่ีเอื้อต่อการพัฒนา
ความคิดและเสรมิ สร้างความมั่นใจในตนเอง
4 ) นาแผนการจัดการเรียนรู้ เร่ือง ระบบนิเวศ ของระดับมัธยมศึกษาตอนต้น หลักสูตรการศึกษานอกระบบ
ระดับการศึกษาขึ้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 มาจัดการเรียนการสอน กับนักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 กับนักศึกษาท่ีลงทะเบียนในรายวิชาวิทยาศาสตร์ ของ กศน.ตาบลบึงสามัคคี
จานวน 14 คน
4.4 ทดลองใชร้ ปู แบบการสอนโดยใชก้ จิ กรรมเปน็ ฐาน
การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based
Learning: ABL), วิชาวิทยาศาสตร์ เร่ือง ระบบนิเวศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับ
การศึกษาขึ้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในคร้ังน้ี เป็นกระบวนการเรียนการสอนท่ีเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมโดยใช้
รูปแบบการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม (Activity-based Learning) ในการยึดหลักการให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
“Child Centered” การเรียนโดยการปฏิบัติจริง Learning by Doing และปฏิบัติเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และแก้ปัญหา
ได้ Doing by Learning ซ่ึงไดท้ าการทดลองกับนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ภาคเรียนท่ี 2/2563 ที่ลงทะเบียน
วิชาวิทยาศาสตร์ (พว21001) จานวน 14 คน ของ กศน.ตาบลบงึ สามัคคี ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอธั ยาศยั อาเภอบึงสามัคคี สงั กดั สานักงาน กศน.จังหวัดกาแพงเพชร ได้ใชร้ ะยะเวลาในการทดลองครั้งนี้จานวน 1
ภาคเรยี น
รายงานผลการดาเนินงาน 6
4.5 ประเมนิ ผล
จากการดาเนาการสอนวชิ าวิทยาศาสตร์ เรอื่ งระบบนเิ ทศ โดยใช้รปู แบบการเรียนการสอนทเ่ี นน้ การเรยี น
แบบ Active Learning โดยรูปแบบการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม (Activity-based Learning) ในการยึดหลักการให้ผู้เรียน
สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง “Child Centered” การเรียนโดยการปฏิบัติจริง Learning by Doing และปฏิบัติเพ่ือให้
เกิ ด ก า ร เรี ย น รู้ แ ล ะ แ ก้ ปั ญ ห า ได้ Doing by Learning โด ย ก า ร เรี ย น รู้ แ บ บ Learning by Doing น้ี ใช้
“กิจกรรม Activity” เป็นหลักในการเรียนการสอน โดยการ “ปฏบิ ัติจริง Doing”ซ่ึงในเน้ือหาทกุ ข้นั ตอนของการเรียนรู้
ผู้เรียนต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง ทุกคนในกลุ่มเป็นผู้ปฏิบัติ คุณครูเป็นพ่ีเล้ียงและเทรนเนอร์ แต่กิจกรรมท่ีนามาใช้ครั้งน้ี
เนน้ ใหผ้ ้เู รยี นมีประสิทธิภาพในการเรียนรูเ้ น้ือหาน้ันๆ มีจดุ มุ่งหมาย สนกุ และนา่ สนใจ ไม่ซา้ ซากจนก่อให้เกิดความเบ่ือ
หนา่ ย ซง่ึ การจดั กิจกรมการเรยี นการสอนครง้ั นม้ี ่งุ เน้นใหผ้ ู้เรยี นได้เกิดการเรยี นรู้และทักษะดังนี้
1)พัฒนาพฤติกรรมการเรียนโดยใช้ทักษะการทางานกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพของนักศึกษาระดับ
มัธยมศกึ ษาตอนต้น ในรายวชิ าวิทยาศาสตร์
2) ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและ
สร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เกิดทักษะการคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และ
การคิดแกป้ ญั หา สามารถตัดสินใจและแก้ปัญหาอยา่ งเป็นระบบ
3) ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติจริง สร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองจากการทากิจกรรม
ซง่ึ ครูผสู้ อนไดอ้ อกแบบกระบวนการเรยี นรู้และจดั การเรยี นรเู้ ชิงรุกใหผ้ ้เู รยี นเกดิ ความรู้ท่ีคงทน
4) ผเู้ รยี นมีผลการทดสอบตามมาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวชว้ี ัด ผ่านเกณฑร์ ้อยละ 70
5) ครูผู้สอนพัฒนาตนเอง ปรับวิธีการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของ
การศึกษา เปลยี่ นแปลงของสังคมและกา้ วทนั เทคโนโลยี
6) ได้แนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สาหรับครูผู้สอน และบุคลากรทางการ
ศกึ ษาทส่ี นใจนาแนวทางไปประยกุ ต์และพัฒนาต่อยอด
รายงานผลการดาเนินงาน 7
5. การทดลองใชน้ วตั กรรม
ในดาเนนิ การทดลองการใชน้ วตั กรรมการสอนในรายวชิ าการสอนวิชาวทิ ยาศาสตร์ เร่อื งระบบนิเทศ
โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการเรียนแบบ Active Learning รูปแบบการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม (Activity-
based Learning) ในการยึดหลักการให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง “Child Centered” การเรียนโดยการ
ปฏบิ ตั ิจริง Learning by Doing และปฏิบัติเพื่อใหเ้ กิดการเรียนรูแ้ ละแกป้ ญั หาได้ Doing by Learning โดยการเรยี นรู้
แบบLearning by Doing นี้ใช้ “กิจกรรม Activity” เป็นหลักในการเรียนการสอน โดยการ “ปฏิบัติจริง Doing” และ
กระบวนการกลุ่มท่ีช่วยในการส่งเสริมการพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
แบบนี้มีจุดมงุ่ หมายคือ 1.ให้นักเรียนได้เรยี นรู้จากกลุ่มให้มากท่ีสดุ 2.ค้นพบและสร้างสรรค์ความรู้ด้วยตัวของนักเรียน
เอง 3ให้ความสาคัญของกระบวนการเรียนรู้ 4.ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียน และมีขั้นตอนในการจัดการ
เรียนรขู้ อง ABL ดังน้ี
ขั้นตอนที่ 1 ทบทวนประสบการณ
ครูให้คาแนะนาการเรยี นรแู้ ก่ นกั เรยี น ทบทวนความร้เู ดิม กระตุ้นนักเรยี นใหเ้ กิดความสนใจ
1.1 ครกู ระตุ้นความสนใจของนักศกึ ษา โดยใหน้ ักศกึ ษายกตัวอยา่ งแหล่งท่องเทยี่ วตามธรรมชาตใิ นอาเภอ
บงึ สามคั คี แลว้ รว่ มกันสนทนาเก่ียวกับแหล่งท่องเทีย่ วแต่ละแห่งว่า มีความสวยงามและมีความหลากหลายของ
สิ่งมีชวี ิตท้งั พืชและสตั ว์อย่างไรบ้าง
1.2 ให้นกั ศึกษาทาแบบทดสอบก่อนเรียน เร่อื ง ระบบนิเวศ ในระบบออนไลน
https://sites.google.com/dei.ac.th/vts/home
ขั้นตอนท่ี 2 กจิ กรรม
นกั เรยี นทกุ คนมีส่วนร่วมใน กจิ กรรมทางานรว่ มกันตาม กิจกรรมทีค่ รจู ดั เตรยี มไว้ท้ัง งานเดย่ี วและงานกลุ่ม
2.1 ครแู ละนักศึกษารว่ มกนั วิเคราะห์ความถูกต้องของคาตอบ และใหน้ ักศกึ ษารว่ มกันสังเกตระบบนิเวศใน
กศน.ตาบลบึงสามัคคี และมาอภิปรายรว่ มกนั ในห้องเรียนว่า ระบบนเิ วศนนั้ คืออะไรและมีองค์ประกอบใดบา้ ง แตล่ ะ
องคป์ ระกอบมีความสมั พันธ์กันอย่างไร และครูกระต้นุ ความคิดของนักศกึ ษาโดยใช้คาถามวา่ “ในระยะเวลา 2 ปี หรอื
1 ปี ท่ีนักศึกษาอยู่ใน กศน.ตาบลบงึ สามคั คี แห่งนี้ ระบบนิเวศใน กศน.ตาบล ของเรานัน้ มีการเปลีย่ นแปลงไปหรือไม่
อยา่ งไร และ การเปลย่ี นแปลงน้นั ส่งผลต่อส่ิงมชี วี ติ อยา่ งไรบ้าง” ให้นักศกึ ษารว่ มกันแสดงความคิดเห็น
2.2 ครกู ลา่ วเชอื่ มโยงต่อว่า “องค์ประกอบของระบบนิเวศ มี 2 ส่วน คือ องคป์ ระกอบที่มีชวี ิตท้งั ผู้ผลติ
ผบู้ ริโภค และผู้ย่อยสลาย และองคป์ ระกอบท่ีไม่มีชีวิต ทัง้ แสงแดด ความชื้นอากาศ ดนิ แร่ธาตุ เป็นตน้ ซง่ึ สิง่ เหล่าน้ี
ตา่ งก็มีบทบาทสาคัญเสมอ ถ้าหากองคป์ ระกอบใดอย่างหนง่ึ ถูกรบกวน ยอ่ มมีผลกระทบต่อระบบนิเวศทงั้ ระบบนน้ั
และการถา่ ยทอดพลงั งานในระบบนิเวศ มีความสาคญั มากเพราะไมเ่ พียงแต่สารอาหารเหลา่ นัน้ มีการถ่ายทอดแตส่ าร
ทกุ ชนิดท่ีปนเป้ือนอยู่ในระบบนิเวศท้ังทเ่ี ป็นประโยชน์และเปน็ โทษจะถูกถา่ ยทอดไปในโซ่อาหารด้วย ซ่งึ จะมีผลต่อ
ระบบนเิ วศนัน้ ๆ
รายงานผลการดาเนนิ งาน 8
ขนั้ ตอนที่ 3 สะทอ้ นความคดิ
ผเู้ รียนสะท้อนความคิดและองค์ความรู้ ทไ่ี ดจ้ ากการเข้าร่วมกิจกรรม โดยคดิ วเิ คราะห์สถานการณแ์ ละ
กจิ กรรมตา่ งๆ ท่ีเกดิ ข้ึนในขณะทเี่ ข้าร่วมกจิ กรรมและ นาเสนอผลงาน
3.1. ครจู ดั กลมุ่ นกั ศึกษา 3 กลมุ่ กลุ่มละ 3-4 คน โดยแต่ละกล่มุ คละ
3.2. ครูใหน้ กั ศกึ ษาแต่ละกลมุ่ รว่ มกันระดมความคิดแลกเปลี่ยนขอ้ มูลพร้อม ลงพืน้ ที่เพื่อศกึ ษาระบบนิเวศทไ่ี ด้
รับผิดชอบ
3.3 ครใู ห้กาหนดหัวข้อเรื่องระบบนิเวศของฉัน โดยให้ นักศึกษาจับฉลากเลือกหวั ของในศึกษาระบบนเิ วศแต่
ละแหล่งในแหลง่ เรียนรู้ใกล้ ๆ กศน. แห่งดงั น้ี - ระบบนิเวศในนาขา้ ว -ระบบนเิ วศในสวน - ระบบนเิ วศในสระ
นักศกึ ษาต้องอธบิ ายระบบวเิ วศทตี่ นเองไดร้ ับ มาพร้อมบอกองค์ประกอบของระบบนเิ วศแหลง่ นั้น
3.4 ให้นักศึกษาแต่ละกล่มุ เขียนขอ้ มูลทกี่ ลุ่มของตนเองไดไ้ ปศึกษาระบบนเิ วศมาพร้อมยกตวั อย่าง
องค์ประกอบในระบบนิเวศนั้น มาโดยให้ทุกคนมสี ว่ นร่วมในการแลกเปลย่ี นแสดงความคิดเหน็ ภายในกลุ่ม โดยเขยี น
หรือวาดภาพระบบนเิ วศที่ไปศึกษามาพร้อมทั้งนาเสนอข้อมลู
3.5 แต่ละกลมุ่ ออกมานาเสนอ พร้อมทงั้ แลกเปล่ียนความคิดเห็นการพูดคุยหรอื การอภิปรายกนั ในช้ันเรยี น
เพือ่ แลกเปลีย่ นมมุ มอง ความคิดเห็น ความรู้และประสบการณ์จากการเขา้ ร่วมกิจกรรมของแตล่ ะกลมุ่ ๆละ 5 นาที
ข้ันตอนที่ 4 ประเมนิ ผล
ประเมินผลการเรียนรจู้ ากสงิ่ ท่ีผ้เู รียนไดเ้ รียนรู้มา
4.1 ครูและนกั เรยี นเรียนรว่ มกันสรุปผลการสร้างองค์ความรู้หรือผลจากการนําความรูไ้ ปใชท้ ไ่ี ดจ้ ากการทาํ
กจิ กรรม และครูตัง้ ประเดน็ คําถามจากกิจกรรมเพ่ือต่อยอดองค์ความรูใ้ หก้ ับนักเรียน จากนั้นนกั เรียนนาํ ความรู้หรือ
ทกั ษะท่ีได้รบั จากการเข้าร่วมกจิ กรรมในขนั้ จัดกิจกรรมเพื่อสร้างประสบการณ์ และข้นั แลกเปล่ียนเรียนร้แู ละสะท้อนคิด
มาใชใ้ นการแกโ้ จทย์ปัญหาหรือแบบฝกึ หดั ในเร่อื งทเี่ รียน
4.2 ครูอธิบายเพิม่ เติมเก่ยี วกับการจัดระบบนเิ วศและประเดน็ ทคี่ วรสงั เกตรวบรวมบนั ทึกข้อมูล
4.3 ครใู ห้นักศึกษาทาแบบฝึกหัด
ขน้ั ตอนท่ี 5 ประยกุ ตใ์ ช้
นาสง่ิ ทผ่ี ู้เรียนไดเ้ รียนรู้ นามาใช้ ในสถานการณ์ใหมห่ รอื สถานการณ์ใกลเ้ คียงกับสิง่ ท่ี ไดเ้ รยี นรู้มา
5.1 ครูใหน้ กั ศึกษาสรุปขอ้ มูลในเรอ่ื งระบบนิเวศในหมู่บา้ นของตนเอง มา 1 เรือ่ งพร้อมท้ังเขียนองค์ประกอบ
และบอกแนวทางในการอนุรักษ์ระบบนิเวศนนั้ มา พรอ้ มท้ังแลกเปลีย่ นกันในชัน้ เรียน
รายงานผลการดาเนินงาน 9
6. ผลสาเรจ็ ของการพฒั นานวตั กรรม
การเรียนรู้ในการจัดการเรียนการสอนหรือการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ได้ทาแนวทางการ
จัดการเรียนการสอนโดยรูปแบบสามารถทาได้ หลากหลายวิธี เช่น การทางานเป็นกลุ่ม การอภิปราย การส่ือสาร
ระหว่างกนั การมสี ว่ น ร่วมในชัน้ เรยี น และการร่วมกนั เขียนข้อความสั้นๆ เป็นต้น ผลงาน/นวัตกรรมท่ีข้าพเจา้ ได้นาการ
การเรียนรู้ผ่านกิจกรรม (Activity-based Learning) ในการยึดหลักการให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง “Child
Centered” การเรียนโดยการปฏบิ ัติจริง Learning by Doing และปฏิบัติเพอื่ ใหเ้ กิดการเรียนรู้และแกป้ ัญหาได้ Doing
by Learning ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ เร่ืองระบบนเิ วศ ทข่ี ้าพเจา้ สรา้ งขึ้นได้แก่
6.1 ผลท่ีเกิดตามจดุ ประสงค์
1) จากการทากจิ กรรมตามแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรกุ (Active Learning) ผเู้ รียนทกุ คนทไี่ ดร้ บั
การพฒั นาทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในระดบั ดี
2) ผู้เรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ทุกคนได้รับการจัดการเรียนรู้ผ่านการ
ลงมือทาและการจัดการเรยี นรู้เชงิ รกุ (Active Learning) ตามแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ทีผ่ ู้สอน
สรา้ งข้ึน
3) ผู้เรียนมีผลการสอบผ่านตามเกณฑ์ปลายภาคเรียนที่ 2/2563 รายวิชาวิทยาศาสตร์ของนักศึกษา กศน.
ตาบลบึงสามัคคี รอ้ ยละ 70
6.2 ผลสัมฤทธ์ิของงาน
ผลการดาเนนิ การพัฒนาผ้เู รียนในการนารปู แบบการเรยี นรผู้ า่ นกิจกรรม (Activity-based Learning)
วชิ าวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบนเิ วศ ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้ หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาขน้ึ พื้นฐาน
พุทธศกั ราช 2551 ผ้เู รียนเกดิ ทกั ษะการทางานร่วมกนั (Collaborative Skill) จากการทากิจกรรมกลุ่ม มที ักษะ
การสอ่ื สาร (Communicative Skill) มีปฏิสมั พันธท์ ี่ดีกับเพื่อรว่ มกลมุ่ สารมารถนาเสนอผลการทากจิ กรรมได้
ทกั ษะดา้ นส่ือ เทคโนโลยีและสารสนเทศ (ICT Literacy Skill) ผเู้ รยี นสามารถสบื คน้ ข้อมูลจากแหลง่ ข้อมลู ที่
เหมาะสม เชื่อถือได้ สามารถสร้างองค์ความร้ไู ด้ด้วยตนเอง มคี วามคดิ สรา้ งสรรค์ (Creative Skills) มีทักษะในการ
คดิ แกป้ ัญหา (Problem Salving Skill) ซ่งึ จากการจัดการเรยี นรู้เชิงรุกในรปู แบบน้จี ะสามารถพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษ
ที่ 21 และมีความรู้ความเข้าใจในเน้อื หาวชิ าวชิ าวทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง ระบบนเิ วศ ที่คงทน จากการลงมือปฏบิ ัติจรงิ ของ
ผเู้ รยี น
รายงานผลการดาเนินงาน 10
6.3 ประโยชนท์ ไี่ ดร้ ับ
1) ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์
ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เกิดทักษะการคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิด
แก้ปัญหา สามารถตดั สินใจและแก้ปัญหาอย่างเปน็ ระบบ
2) ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติจริง สร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองจากการทากิจกรรม ซ่ึง
ครูผู้สอนได้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้เชิงรุกรูปแบบการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม (Activity-based
Learning) ให้ผเู้ รียนเกิดความรูท้ ีค่ งทน
3) ผู้เรยี นมผี ลการทดสอบตามมาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชี้วดั ผ่านเกณฑร์ ้อยละ 70
4) ครูผู้สอนพัฒนาตนเอง ปรับวิธีการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของการศึกษา
เปล่ยี นแปลงของสังคมและกา้ วทนั เทคโนโลยี
5) ได้แนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) รูปแบบการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม (Activity-based
Learning) สาหรบั ครูผู้สอน และบุคลากรทางการศกึ ษาท่สี นใจนาแนวทางไปประยุกต์และพฒั นาตอ่ ยอด
6.4 ปัจจัยความสาเร็จ
1) กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) รูปแบบการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม (Activity-based
Learning) สามารถพัฒนาผู้เรียนให้เกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
ผู้เรยี นเกดิ ทักษะการคดิ ทักษะการเรยี นรู้ การแก้ปัญหา สามารถสืบเสาะหาความร้แู ละสร้างองค์ความรไู้ ดด้ ว้ ยตนเอง
2) ผ้บู รหิ ารและคณะครูใหค้ วามเหน็ ชอบและใหก้ ารสนบั สนุนการดาเนินกจิ กรรม มวี สั ดอุ ปุ กรณ์ที่
ใช้ในการจัดกจิ กรรมอยา่ งเพยี งพอ
3) ครูผสู้ อนปรบั วธิ ีคิด เปลี่ยนวธิ สี อนจากกรสอนแบบ “พูด บอก เลา่ ” มาเป็นผูช้ แี้ นะการเรียนรู้
(Learning Coaching) ใหผ้ ูเ้ รียนมสี ว่ นร่วม และปฏบิ ัติกิจกรรมในกระบวนการจดั การเรียนร้ขู องครูผู้สอนมากขึ้น
ทาให้ผู้เรียนสามารถสรา้ งองค์ความรู้ไดด้ ้วยตนเองอย่างมคี วามหมาย
4) ผู้เรยี นได้เรยี นรูร้ ่วมกนั จากการทางานเปน็ กลมุ่ มกี ารอภิปราย การสื่อสารระหว่างกัน การมสี ว่ น รว่ มในชั้น
เรียน สามารถเขียนสรปุ องค์ความรู้จากการเรียนได้ถูกต้อง
รายงานผลการดาเนินงาน 11
ซง่ึ ในกระบวนการจัดการเรยี นการสอนท่ีผ่านมาจาเปน็ ต้องมีกระบวนการวางแผนในการออกแบบการเรยี น
การสอนโดยการยึดหลักการให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง “Child Centered”เน้นกระบวนการการมีส่วนรวม
การเรียนรู้จากการปฏิบัติ ข้าพเจ้าใช้วิธีระบบ (system approach) มาเป็นตัวกาหนดในการวางแผนในการจัดการ
เรียนรเู้ ชงิ รกุ (Active Learning) ดงั แผนภาพ
ปจั จยั ป้อน Input กระบวนการ Process ผลผลติ Outcome
วิเคราะหค์ วามสาคญั / การจัดการเรยี นรู้เชงิ รุก ความรู้ ความรู้ความเขา้ ใจใน
สภาพปัญหา (Active -based Learning) ระบบนเิ วศ
ผเู้ รยี น แผนการสอน
หลกั สตู ร - วทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื งระบบนิเวศ ทักษะกระบวนการทาง
อปุ กรณ/์ สงิ่ อานวย วทิ ยาศาสตร์
ความสะดวก วิธีการสอน/เทคนคิ การสอน -ทักษะการสงั เกต
ผสู้ อน -การสอนโดยยึดผเู้ รยี นเปน็ -ทกั ษะการจาแนกประเภท
สาคญั ผ้เู รยี นมสี ว่ นรว่ มในการ -ทกั ษะการลงความเห็นจากขอ้ มลู
เรยี น -ทักษะการสอื่ ความหมายข้อมลู
-ทกั ษะการพยากรณ์
การจดั การเรียนการสอน
-การสอนโดยกระบวนการสอน ทักษะในศตวรรษที่ 21
แบบมีส่วนรวม -1. ทกั ษะการเรยี นรแู้ ละนวตั กรรม
- คดิ สรา้ งสรรค์ - สอ่ื สารดี
การวดั และผลประเมนิ -เตม็ ใจร่วมมอื -แก้ปัญหา
- ใบงาน 2. ทกั ษะชีวิตและอาชีพ
- การทางานร่วมกัน -รจู้ กั ปรบั ตัว -มคี วามเป็นผู้นา
- การทาแบบทดสอบ - รบั ผดิ ชอบหนา้ ท่ี
- การนาเสนอ - Reading (อา่ นออก),
- (W)Riting (เขียนได้),
ขอ้ มลู ยอ้ นกลบั (Feed Back)
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค
รายงานผลการดาเนินงาน 12
6.5บทเรยี นทไ่ี ดร้ บั
1) ผู้เรียนเกดิ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละทกั ษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นควา้ และ
สรา้ งองค์ความรดู้ ว้ ยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เกดิ ทักษะการคดิ สรา้ งสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การคิดอยา่ งมี
วจิ ารณญาณ และการคิดแกป้ ัญหา สามารถตดั สนิ ใจและแก้ปญั หาอยา่ งเป็นระบบ
2) ผู้เรยี นทราบถงึ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ใช้วธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์ในการแสวงหา
ความรู้ หรอื หาความจรงิ หรือแก้ปญั หาต่างๆ เพ่ือสรา้ งองค์ความรู้ ความเขา้ ใจทถ่ี ูกต้องและนา่ เชือ่ ถือในทุกๆ
ศาสตร์ และเกิดจติ วิทยาศาสตร์แก่ผเู้ รยี น
3) ผู้เรยี นได้เรยี นรรู้ ว่ มกันจากการทางานเปน็ กลุ่ม มกี ารอภิปราย การสือ่ สารระหว่างกัน การมีส่วน
รว่ มในชน้ั เรียน สามารถเขยี นสรปุ องค์ความรู้จากการเรียนไดถ้ กู ต้อง
รายงานผลการดาเนินงาน ลงชื่อ ผู้เสนอ
(นางสาวหยาดพริ ุณ สปุ ญั ญา)
ตาแหนง่ ครู กศน.
กศน.อาเภอบึงสามคั คี
ลงช่ือ ผู้รบั รอง
(นางสาวพันธภิ า ประวาสุข)
ผอู้ านวยการ กศน.อาเภอขาณวุ รลกั ษบุรี
รกั ษาการในตาแหนง่
ผู้อานวยการ กศน.อาเภอบงึ สามัคคี
13
ภาคผนวก
รายงานผลการดาเนนิ งาน 14
แผนการจดั การเรยี นรู้ Active Learning
วชิ า วทิ ยาศาสตร์ รหสั วชิ า พว21001 สาระพน้ื ฐาน
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2563
หนว่ ยการเรยี นรเู้ ร่ือง ระบบนเิ วศ
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ …1.. เรอื่ ง ความสมั พนั ธข์ องสงิ มชี วี ติ ตา่ ง ๆ ในระบบนเิ วศ เวลา 3 ชว่ั โมง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1. มาตรฐาน
มคี วามรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และเห็นคุณค่าเก่ยี วกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ส่ิงมีชวี ิต ระบบนิเวศ
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ในท้องถ่นิ ประเทศและโลก สาร แรง พลังงาน กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก และ
ดาราศาสตร์ มจี ิตวทิ ยาศาสตร์และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการ
2 ตวั ชวี้ ดั .
1. อธบิ ายเกย่ี วกบั ความสมั พันธร์ ะหวา่ งสิ่งมชี วี ิตกบั ส่ิงแวดลอ้ มในระบบนิเวศ การถา่ ยทอดพลังงาน การ
แก้ปัญหา การดูแลรักษาและการอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติ และสง่ิ แวดลอ้ มของท้องถิน่ และประเทศ
2. นาความรู้ และกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ไปใช้แก้ปญั หาต่างๆ
3.สาระสาคญั
การดารงชีวิตของสง่ิ มีชวี ติ จาเป็นตอ้ งอาศัยสิ่งแวดล้อมต่างๆ เพ่ือชว่ ยในการดารงชวี ติ ซง่ึ สิง่ แวดลอ้ มจัดเปน็
ปจั จัยทีไ่ ม่มชี ีวติ สิ่งแวดลอ้ ม ทจ่ี าเป็นตอ่ การดารงชวี ิตได้แก่ แสง อุณหภมู ิ น้า ดนิ อากาศ และแร่ธาตุในดินแสง เป็น
ปจั จยั สาคัญต่อการดารงชวี ติ ของสง่ิ มีชวี ิตหลายชนิด เช่นในกระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงของพืชการหบุ บานของดอก
ใบของพืชหลายชนิด เช่น ใบไมยราบ ใบกระถิน อุณหภูมิ เป็นปจั จัยสาคัญต่อการดารงชีวิต ของส่ิงมชี ีวิตหลาย
ประการ เชน่ อุณหภมู ิมีผลต่อการหบุ บานของดอกไมบ้ างชนดิ เช่น ดอกบวั จะบานตอนกลางแล้วหุบตอนกลางคืน นา้
เป็นปจั จยั สาคัญ ตอ่ การดารงชีวติ ของสง่ิ มชี วี ิต เช่น นา้ เปน็ วตั ถุดิบในการบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงของพืชน้ายงั เป็น
ตวั ทาละลายที่สาคัญทท่ี าให้แร่ธาตุตา่ งๆทม่ี ีอยู่ในดิน ละลายและซึมสู่พื้นดินเพ่ือให้พืชสามารถนาไปใชไ้ ด้อากาศ เปน็
ปจั จัยสาคญั ต่อการดารงชวี ิตของสิ่งมีชีวติ
4.จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. อธิบายความหมายขององคป์ ระกอบทางกายภาพและองคป์ ระกอบทางชีวภาพในระบบนเิ วศได้ (K)
2. สารวจระบบนเิ วศในท้องถ่นิ ได้ (P)
3. มีความตระหนักและเหน็ คุณคา่ ของระบบนเิ วศในท้องถ่ิน มีความซื่อสตั ย์ต่อข้อมูล มีความสามคั คีในกลุ่ม
มคี วามคดิ รเิ ริ่มสร้างสรรค์ และมีความรับผิดชอบ (A)
5.ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ซ่อื สัตย์ สจุ รติ
2. มีวนิ ยั รับผดิ ชอบ
3. ใฝ่เรยี นรู้
4. อยอู่ ย่างพอเพยี ง
5. มงุ่ มน่ั ในการทางาน
6. มีจิตสาธารณะ
รายงานผลการดาเนนิ งาน 15
6. สมรรถนะของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการสอ่ื สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา
4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต
7.ชน้ิ งาน/ภาระงาน
1. ใบงาน / ทดสอบเรียนออนไลน์
2. ใบงาน
2. งานกิจกรรมกลุ่ม
3. รายงาน
8.กระบวนการเรยี นูร/้ รูปแบบกกิ รรม
1. วิธีการสอนโดยใช้กิจกรรมเปน็ ฐาน
2. กระบวนการกลุ่ม
3.การสารวจระบบนเิ วศในหมู่บ้านและรายงานผลการสารวจพร้อมภาพถ่าย
4.บทเรียนออนไลนเ์ รอ่ื งระบบนิเวศ
9.กระบวนการจดั การเรียนรู้
ขัน้ นาเขา้ สบู่ ทเรยี น
1. ครใู ห้คาแนะนาการเรียนรู้แก่ นกั เรียน ทบทวนความรูเ้ ดมิ กระตนุ้ นกั เรียนให้เกิดความสนใจ
1.1 ครกู ระตนุ้ ความสนใจของนกั ศกึ ษา โดยใหน้ กั ศกึ ษายกตวั อย่างแหลง่ ท่องเทยี่ วตามธรรมชาติในอาเภอ
บึงสามัคคี แล้วรว่ มกนั สนทนาเกยี่ วกับแหล่งท่องเที่ยวแตล่ ะแหง่ ว่า มีความสวยงามและมีความหลากหลายของสงิ่ มชี วี ิต
ท้ังพืชและสตั ว์อย่างไรบา้ ง
1.3 ให้นกั ศึกษาทาแบบทดสอบก่อนเรยี น เร่อื ง ระบบนิเวศ ในระบบออนไลน์
https://sites.google.com/dei.ac.th/vts/home
ขน้ั กจิ กรรม
กิจกรรมท่ี 1
2.3 ครูและนกั ศกึ ษารว่ มกนั วเิ คราะหค์ วามถูกต้องของคาตอบ และใหน้ กั ศึกษารว่ มกันสงั เกตระบบนเิ วศใน
กศน.ตาบลบึงสามัคคี และมาอภิปรายร่วมกันในห้องเรียนว่า ระบบนิเวศนั้นคืออะไรและมีองค์ประกอบใดบ้าง แต่ละ
องค์ประกอบมีความสัมพันธ์กันอย่างไร และครูกระตุ้นความคิดของนักศึกษาโดยใช้คาถามว่า “ในระยะเวลา 2 ปี หรือ
1 ปี ท่ีนักศึกษาอยู่ใน กศน.ตาบลบึงสามัคคี แห่งนี้ ระบบนิเวศใน กศน.ตาบล ของเราน้ันมีการเปล่ียนแปลงไปหรือไม่
อย่างไร และ การเปล่ียนแปลงน้ันส่งผลต่อสงิ่ มีชวี ติ อยา่ งไรบ้าง” ใหน้ ักศกึ ษาร่วมกนั แสดงความคดิ เหน็
2.4 ครูกล่าวเชือ่ มโยงตอ่ ว่า “องคป์ ระกอบของระบบนิเวศ มี 2 สว่ น คือ องค์ประกอบท่มี ีชวี ิตทง้ั ผผู้ ลิต
ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลาย และองค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต ทั้งแสงแดด ความช้ืนอากาศ ดิน แร่ธาตุ เป็นต้น ซึ่งส่ิงเหล่าน้ี
ต่างก็มีบทบาทสาคัญเสมอ ถ้าหากองค์ประกอบใดอย่างหนึ่งถูกรบกวน ย่อมมีผลกระทบต่อระบบนิเวศท้ังระบบนั้น
และการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ มีความสาคัญมากเพราะไม่เพียงแต่สารอาหารเหล่านั้น มีการถ่ายทอดแต่สาร
ทุกชนิดท่ีปนเป้ือนอยู่ในระบบนิเวศท้ังท่ีเป็นประโยชน์และเป็นโทษจะถูกถ่ายทอดไปในโซ่อาหารด้วย ซ่ึงจะมีผลต่อ
ระบบนเิ วศน้นั ๆ
รายงานผลการดาเนินงาน 16
กจิ กรรมที่ 2
3.1. ครจู ดั กล่มุ นกั ศึกษา 3 กลุ่ม กลมุ่ ละ 3-4 คน โดยแต่ละกลมุ่ คละ
3.2. ครใู ห้นักศึกษาแต่ละกลมุ่ รว่ มกนั ระดมความคิดแลกเปลี่ยนข้อมูลพรอ้ ม ลงพ้ืนทเ่ี พือ่ ศึกษาระบบนิเวศทไ่ี ด้
รับผิดชอบ
3.3 ครใู ห้กาหนดหวั ข้อเรอ่ื งระบบนิเวศของฉัน โดยให้ นกั ศกึ ษาจบั ฉลากเลือกหวั ของในศึกษาระบบนเิ วศแต่
ละแหล่งในแหล่งเรยี นรใู้ กล้ ๆ กศน. แหง่ ดงั นี้ - ระบบนิเวศในนาข้าว -ระบบนิเวศในสวน - ระบบนเิ วศในสระ
นักศกึ ษาต้องอธิบายระบบวเิ วศท่ีตนเองไดร้ บั มาพร้อมบอกองค์ประกอบของระบบนิเวศแหล่งนน้ั
3.4 ใหน้ ักศกึ ษาแตล่ ะกล่มุ เขยี นขอ้ มลู ทีก่ ลุ่มของตนเองได้ไปศึกษาระบบนิเวศมาพร้อมยกตวั อย่าง
องคป์ ระกอบในระบบนิเวศนั้น มาโดยให้ทุกคนมีสว่ นร่วมในการแลกเปลีย่ นแสดงความคิดเหน็ ภายในกลุ่ม โดยเขยี น
หรอื วาดภาพระบบนิเวศที่ไปศึกษามาพร้อมทง้ั นาเสนอข้อมูล
3.5 แต่ละกล่มุ ออกมานาเสนอ พร้อมทงั้ แลกเปลย่ี นความคิดเห็นการพดู คยุ หรอื การอภปิ รายกนั ในช้ันเรยี น
เพ่อื แลกเปล่ยี นมมุ มอง ความคดิ เห็น ความรู้และประสบการณ์จากการเข้าร่วมกิจกรรมของแตล่ ะกลุ่มๆละ 5 นาที
ข้ันสรปุ
4.1 ครูและนักเรยี นเรยี นรว่ มกันสรุปผลการสร้างองคค์ วามร้หู รือผลจากการนาความรูไ้ ปใชท้ ไ่ี ดจ้ ากการทา
กิจกรรม และครตู ้ังประเด็นคาถามจากกจิ กรรมเพ่ือต่อยอดองค์ความรูใ้ หก้ ับนักเรยี น จากนั้นนกั เรียนนาความรหู้ รอื
ทักษะท่ีไดร้ ับจากการเข้ารว่ มกิจกรรมในขัน้ จดั กิจกรรมเพือ่ สรา้ งประสบการณ์ และขน้ั แลกเปลย่ี นเรยี นรแู้ ละสะท้อนคดิ
มาใชใ้ นการแก้โจทยป์ ญั หาหรือแบบฝกึ หัดในเร่ืองที่เรียน
4.2 ครอู ธิบายเพ่ิมเตมิ เกยี่ วกบั การจัดระบบนิเวศและประเดน็ ทีค่ วรสงั เกตรวบรวมบันทึกข้อมลู
4.3 ครใู หน้ กั ศกึ ษาทาแบบฝึกหัด
ข้นั ประเมนิ ผล
5.1 นกั ศกึ ษาสรปุ ความรู้ท่ีได้เรยี นร้ลู งสมดุ บันทกึ
5.2 ครูประเมินใบกิจกรรม และนกั ศึกษาประเมินผลงานของกลุ่มตนเอง
5.3 ครูประเมินการทางานกล่มุ และประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงคด์ า้ นใฝเ่ รยี นรู้ ทกั ษะการแก้ปญั หา
5.4 ตรวจแบบฝึกหัด
10.การวัดผลประเมนิ ผล
วธิ กี ารวดั
1. สงั เกตพฤติกรรมระหว่างการเรยี นรู้และกระบวนการกลุ่ม
2. สังเกตการณ์นาเสนอ
3. วดั ความรูจ้ ากการทากจิ กรรมในใบงานและรายงาน
เครอื่ งมือ
1. แบบบนั ทึกพฤติกรรมนักศึกษา
2. แบบบันทึกเกณฑ์การให้คะแนนรายงาน
3. ใบงาน
รายงานผลการดาเนินงาน 17
เกณฑ์การวดั ผลประเมนิ ผล
1. นักศึกษามีผลคะแนนในการทดสอบไม่นอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 50
2. การมสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรมกลมุ่
3.ตรวจชิ้นงาน
11. สอื่ การเรยี นการสอน
1. ใบความรู้
2. หนังสอื แบบเรยี น
3. กระดาษบรู๊ฟ
4. ปากกาเคมี
5. ใบงาน
6. คลิปวีดโี อ
12.แหลง่ การเรยี นร/ู้ สบื คน้ ขอ้ มลู เพิ่มเตมิ
1.หอ้ งสมุดประชาชน
2. กศน.ตาบล
3. แหล่งข้อมลู สารสนเทศ
4. https://sites.google.com/dei.ac.th/vts/home
13. กิจกรรมเสนอแนะ/กจิ กรรมต่อเน่ือง
-
ลงชอ่ื .....................................................
(นางสาวหยาดพิรุณ สุปัญญา)
ตาแหนง่ ครู
........../................/..............
รายงานผลการดาเนนิ งาน 18
แผนการจดั การเรยี นรู้ Active Learning
วชิ า วทิ ยาศาสตร์ รหสั วชิ า พว21001 สาระพน้ื ฐาน
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2563
หนว่ ยการเรยี นรเู้ รอ่ื ง ระบบนเิ วศ
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี …2.. เรื่อง การถา่ ยทอดพลงั งานในระบบนเิ วศ เวลา 3 ชว่ั โมง
……………………….………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1. มาตรฐาน
มคี วามรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และเหน็ คุณค่าเกีย่ วกับกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งมชี ีวติ ระบบนิเวศ
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม ในท้องถน่ิ ประเทศและโลก สาร แรง พลังงาน กระบวนการเปล่ียนแปลงของโลก และ
ดาราศาสตร์ มจี ิตวทิ ยาศาสตร์และนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ในการ
2 ตวั ชว้ี ดั .
1.วเิ คราะห์และอธิบายความสัมพันธ์ของการถา่ ยทอดพลงั งานของสง่ิ มีชวี ติ ในรูปของโซ่อาหารและ สายใยอาหาร
2.อธิบายปัจจัยที่ทาให้สงิ่ แวดล้อมเกดิ การเปลย่ี นแปลง
3. อธิบายปอ้ งกันแก้ไข เฝา้ ระวงั อนรุ ักษ์ และพฒั นาทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อม
4. นาความรู้ และกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ไปใชแ้ ก้ปญั หาต่างๆ
3.สาระสาคญั
สตั วท์ ีก่ นิ พชื กจ็ ะถูกสัตว์หรอื สิง่ มชี ีวติ ชนิดอ่นื กินเป็นอาหารตอ่ การกนิ ต่อกนในลักษณะเชน่ น้ที าใหเ้ กดิ การ
ถ่ายทอดพลงั งานตอ่ กนั เป็นทอด ๆ ท่ีเรียกวา่ หว่ งโซอ่ าหาร(food chain) เราเรยี กลกั ษณะความสมั พันธ์ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกัน
อยา่ งซบั ซ้อนของแต่ละห่วงโซ่อาหารวา่ สายใยอาหาร (food wed)
4.จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายการถ่ายทอดพลงั งานในระบบนิเวศได้
2. ศึกษาค้นควา้ ความหมายและลักษณะการถา่ ยทอดพลังงานในรปู ของห่วงโซ่อาหารและสายใยอาหารได้ K P
3. เขียนแผนภาพแสดงความสัมพนั ธ์ของการถ่ายทอดพลงั งานในรูปแบบของห่วงโซ่อาหารและสายใยอาหารใน
ระบบนเิ วศได้ K P A
4. ระบุความสมั พันธข์ องการถ่ายทอดพลงั งานของสิง่ มีชวี ิตในหว่ งโซอ่ าหารและสายใยอาหารแต่ละระดับในรูป
ของพรี ะมิดการถ่ายทอดพลังงานได้ K P
5.ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ซ่ือสัตย์ สุจริต
2. มวี นิ ัย รบั ผิดชอบ
3. ใฝเ่ รยี นรู้
4. อยู่อย่างพอเพยี ง
5. มุง่ ม่ันในการทางาน
6. มจี ิตสาธารณะ
รายงานผลการดาเนินงาน 19
6. สมรรถนะของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการสือ่ สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
4. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต
7.ชน้ิ งาน/ภาระงาน
1. ใบงาน / ทดสอบเรยี นออนไลน์
2. ใบงาน
2. งานกิจกรรมกล่มุ
3. รายงาน
8.กระบวนการเรยี นูร/้ รูปแบบกกิ รรม
1. วธิ ีการสอนโดยใชร้ ูปแบบกิจกรรมเปน็ ฐาน
2. กระบวนการกลุ่ม
3.บทเรียนออนไลน์เรื่องระบบนเิ วศ
9.กระบวนการจดั การเรยี นรู้
ขั้นนาเขา้ สบู่ ทเรยี น
1.ครทู บทวนเนือ้ หา เร่ือง ระบบนเิ วศ โดยต้งั คาถามดังน้ี
- ระบบนเิ วศ คอื อะไร (ระบบท่ีมีความสมั พันธร์ ะหว่างสง่ิ มีชีวติ กับแหล่งท่ีอยู่อาศยั ) ่ จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นชม
วีดิทศั น์ ผ่านทาง https://sites.google.com/dei.ac.th/vts/home เรอื่ ง ระบบนเิ วศ แล้วตั้งคาถามดังน้ี
- เราจะอยู่ได้อย่างไรถ้าระบบนิเวศไมส่ มดลุ ( สิ่งมีชวี ิตจะได้รับผลกระทบและไม่สามารถดารงชีวติ อยู่ได้ )
ขนั้ กจิ กรรม
กจิ กรรมท่ี 1
1 นักเรยี นศึกษาวดี ิทศั น์ เรื่อง สัตว์และพืชที่พบในปา่ ชายเลน (แหลง่ เรียนรู้ออนไลนอ์ า่ วคงุ้ กระเบน )และตอบ
คาถามต่อไปน้ี
- พชื และสัตว์ทพี่ บในป่าชายเลน มีอะไรบ้าง (แสมดา แสมขาว โกงกางแสมทะเล ตะบูน ตะบัน กุ้ง หอย ปู
แสม ปลาตีน ปลากระบอก เต่า ลิง นก ตะกวด ค้างคาว งู )
2. นักเรยี นศกึ ษาวดี ิทัศน์ เร่ือง food chain and food web และตอบคาถามต่อไปนี้
- food chain คอื อะไร (การกินต่อกันเปน็ ทอดๆ ของสิ่งมีชวี ติ จากผู้ผลติ ส่ผู บู้ รโิ ภค)
- food web คือะไร(หว่ งโซ่อาหารหลาย ๆ หว่ งโซ่ ทมี่ คี วามคาบเกยี่ วหรอื สัมพันธ์กนั มคี วามซับซ้อนกันมาก
ขึ้น กินกนั อยา่ งไม่เปน็ ระเบยี บ)
3. ครูนานกั ศกึ ษาไปยงั สนามหญ้า และชี้แจงกิจกรรมบทบาทสมมติ เร่ือง การถ่ายทอดพลงั งานของสง่ิ มชี วี ติ ใน
ป่าชายเลน อ่าวค้งุ กระเบน
4. นักศึกษาแสดงบทบาทสมมติ เรือ่ ง การถา่ ยทอดพลังงานของสิง่ มชี ีวิตในป่าชายเลน
5. นักศึกษาแตล่ ะกล่มุ เขียนแผนภาพสายใยอาหารของกลุ่มตนเองเพอ่ื วดั ความรู้ ความเข้าใจในเน้อื หาที่เรยี น
จากบทเรยี น
รายงานผลการดาเนนิ งาน 20
ข้ันสรปุ
1. นักศกึ ษาแตล่ ะกลุ่มนาเสนอแผนภาพสายใยอาหารหนา้ ชั้นเรียน ชว่ ยกนตรวจความถูกต้องของแผนภาพ
สายใยอาหารและสรุปเกี่ยวกับ ผลกระทบ ประโยชน์ และโทษที่มีตอ่ สมดุลของสิ่งมชี ีวิตในระบบนเิ วศ
2. ครูให้ความรเู้ กย่ี วกับพรี ะมิดการถ่ายทอดพลงั งานของส่ิงมชี ีวิตในป่าชายเลน
3. นกั ศกึ ษาทาใบงานเร่อื งพีระมิดการถ่ายทอดพลังงานของสง่ิ มีชวี ติ ในปา่ ชายเลน
4. นักเรียนศึกษาความร้เู พ่ิมเตมิ เกย่ี วกับ ประโยชน์ และปญั หาทเี่ กิดขึ้นกับป่าชายเลนและแนวทางแก้ไข
ปัญหา จากแหล่งเรียนรู้ออนไลน์
5. ตรวจชน้ิ งาน
6. นกั ศกึ ษาทาแบบทดสอบหลังเรียน จานวน 10 ข้อ
ขน้ั ประเมนิ ผล
5.1 นกั ศึกษาสรปุ ความรูท้ ่ีได้เรยี นรลู้ งสมดุ บนั ทึก
5.2 ครูประเมนิ ใบกิจกรรม และนกั ศึกษาประเมินผลงานของกลุม่ ตนเอง
5.3 ครูประเมินการทางานกลมุ่ และประเมินคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ดา้ นใฝ่เรยี นรู้ ทักษะการแก้ปัญหา
5.4 ตรวจแบบฝกึ หดั
10.การวดั ผลประเมนิ ผล
วธิ กี ารวดั
1. สังเกตจากการแสดงความคดิ เหน็ และการตอบคาถาม
2. การทาแบบทดสอบ
3. สังเกตการอภปิ รายเป็นกลุ่ม
4. การนาเสนอผลงานหนา้ ช้นั เรียน
เครือ่ งมอื
1. แบบบันทึกพฤติกรรมนกั ศึกษา
2. แบบบนั ทึกเกณฑ์การให้คะแนนรายงาน
3. ใบงาน
เกณฑ์การวดั ผลประเมนิ ผล
1. นกั ศกึ ษามผี ลคะแนนในการทดสอบไมน่ อ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 50
2. การมสี ่วนรว่ มในกจิ กรรมกลุ่ม
3.ตรวจช้นิ งาน
11.สอื่ การเรยี นการสอน
1. ใบความรู้
2. หนงั สือแบบเรยี น
3. กระดาษบรู๊ฟ
4. ปากกาเคมี
5. ใบงาน
6. คลิปวีดีโอ
รายงานผลการดาเนินงาน 21
12.แหลง่ การเรยี นร/ู้ สบื คน้ ขอ้ มลู เพ่ิมเตมิ
1.ห้องสมุดประชาชน
2. กศน.ตาบล
3. แหล่งข้อมลู สารสนเทศ
4. https://sites.google.com/dei.ac.th/vts/home
13. กิจกรรมเสนอแนะ/กจิ กรรมต่อเนอื่ ง
-
ลงชือ่ .....................................................
(นางสาวหยาดพิรณุ สุปัญญา)
ตาแหน่ง ครู
........../................/..............
รายงานผลการดาเนินงาน 22
แผนการจดั การเรยี นรู้ Active Learning
วชิ า วทิ ยาศาสตร์ รหสั วชิ า พว21001 สาระพนื้ ฐาน
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2563
หนว่ ยการเรยี นรเู้ ร่ือง ระบบนเิ วศ
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี …3.. เรอื่ ง วฎั จกั รของสาร เวลา 3 ชว่ั โมง
……………………….………………………………………………………………………………………………………………………………………………
1. มาตรฐาน
มีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และเห็นคุณค่าเกย่ี วกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ส่ิงมชี วี ติ ระบบนิเวศ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในท้องถนิ่ ประเทศและโลก สาร แรง พลังงาน กระบวนการเปล่ียนแปลงของโลก และ
ดาราศาสตร์ มจี ิตวทิ ยาศาสตร์และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการ
2 ตวั ชว้ี ดั
1.อธบิ ายวฏั จกั รน้า วฏั จักรคารบ์ อน และความสาคัญที่มตี ่อระบบนิเวศ
2. นาความรู้ และกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ไปใช้แกป้ ัญหาตา่ งๆ
3.สาระสาคญั
- วัฏจกั รของสาร (Biogeochemical cycle) วัฏจักรของน้า วัฏจกั รคาร์บอน วฏั จกั รไนโตรเจน
นา้ คารบ์ อน ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส จะมีการหมุนเวียนเป็นวัฏจกั รในระบบนิเวศ ทาใหร้ ะบบนิเวศอยู่ใน
ภาวะสมดุล
4.จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายและเขยี นแผนภาพแสดงการเกิดวัฎจักรนา้ และคาร์บอน ภายในระบบนิเวศ K P
2. อภิปรายเก่ยี วกับผลกระทบหากแตล่ ะวฎั จกั รถูกทาลายเสนอแนวทาง การปอ้ งกนั และรักษาวัฎจกั รของสาร
ในระบบนิเวศให้คงอยู่ K P A
5.ด้านคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ซื่อสตั ย์ สุจริต
2. มีวินยั รับผดิ ชอบ
3. ใฝเ่ รยี นรู้
4. อยู่อย่างพอเพยี ง
5. มุ่งม่นั ในการทางาน
6. มจี ติ สาธารณะ
6.สมรรถนะของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการสือ่ สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
4. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ
รายงานผลการดาเนนิ งาน 23
5.ชนิ้ งาน/ภาระงาน
1. ใบงาน / ทดสอบเรียนออนไลน์
2. ใบงาน
2. งานกิจกรรมกลมุ่
3. รายงาน
6.กระบวนการเรยี นูร/้ รูปแบบกกิ รรม
1. วิธีการสอนโดยใช้รูปแบบกิจกรรมเปน็ ฐาน
2. กระบวนการกลุ่ม
3.บทเรยี นออนไลนเ์ ร่อื งระบบนิเวศ
7.กระบวนการจดั การเรยี นรู้
ขั้นนาเขา้ สบู่ ทเรยี น (15 นาที)
1. .ครูทบทวนเนอ้ื หา เร่อื ง ระบบนเิ วศ
2. ครูนาสวนในขวดแกว้ ระบบปิด มาให้นกั เรียนดูพร้อมกับถามคาถาม
คาถามกระตุน้ ความคดิ
- นักศึกษาทราบหรอื ไม่ว่าสวนในขวดแก้วน้ี เปน็ ระบบปิด ไมต่ ้องรดนา้ แต่พืชยงั
สามารถเจรญิ เติบโตไดต้ ามปกติ เพราะอะไร
แนวคาตอบ พชื มีการหมนุ เวียนนา้ ภายในขวดแกว้ เพ่ือการดารงชวี ิต
-นกั ศกึ ษา คิดวา่ นอกจากเร่ืองนา้ แล้ว พืชในขวดแก้วยงั หายใจไดต้ ามปกตเิ พราะอะไร
แนวคาตอบ พืชมีการหมนุ เวยี นอากาศ ภายในขวดแกว้ เพ่ือการดารงชวี ติ
ขน้ั กจิ กรรม
กจิ กรรมที่ 1
1. ครูอธิบายเก่ียวกับวัฏจกั รของสาร ใหน้ กั ศกึ ษาฟัง จากน้นั ครูนาภาพวฏั จักรน้ามาให้นกั เรยี นดู แล้วสุ่ม
เรยี ก
นกั ศกึ ษา 2-3 คน ออกมาอธบิ ายวฏั จกั รนา้ หน้าชัน้ เรียน เพื่อทบทวนความร้เู ดิม
กจิ กรรมท่ี 2
1. ศกึ ษาทาใบกจิ กรรม ท่ี 1 วาดรูปสวนของฉนั โดยนักศึกษาแบง่ กลมุ่ 4-5 คน เพ่อื รว่ มกันจดั สวนในขวดแก้ว
โดยนักศกึ ษาร่วมกนั วางแผน ออกแบบ เลือกวัสดุอุปกรณ์ (ครูคอยสงั เกตการณแ์ ละให้คาแนะนาเมื่อนักเรยี นพบปัญหา)
2. นักเรยี นแตล่ ะกลุ่ม ร่วมแสดงผลงาน วาดรูปสวนของฉันหนา้ ชน้ั เรียน
3. ครูมอบดาวให้นักศึกษาคนละดวง นกั ศึกษานาดาวไปตดิ ทีร่ ูปสวยของฉันท่ีนกั ศกึ ษาชอบ โดยหา้ มติดของ
ตวั เอง เพ่ือหาสวนของฉันที่สวยและชนะเลศิ
รายงานผลการดาเนนิ งาน 24
กจิ กรรมท่ี 3
1. จดั กิจกรรมอธบิ ายวฏั จักรของสาร โดยใชแ้ ผนผงั ความคิด โดยนกั ศึกษากลุม่ เดิม ร่วมกันศึกษา เรือ่ งวฏั จกั ร
ของสาร
2. นกั ศึกษาสมาชกิ ภายในกลุ่ม ร่วมกนั ทาใบงาน เรอื่ ง อธิบายวฏั จกั รของสารโดยใชแ้ ผนผงั ความคิด แตล่ ะ
กลุม่ สง่ ตวั แทนจบั สลากหัวข้อ ซ่งึ มีหมายเลข 1-3
เพอ่ื ทาแผนผังความคดิ กลุ่มละ 1 หัวข้อ โดยเขียนลงในกระดาษชาร์ท แผ่นใหญ่ท่ีครแู จกให้กล่มุ ละ 1 แผ่น
หมายเลข 1 เขยี นแผนผังความคดิ เรอื่ งวัฏจักรน้า
หมายเลข 2 เขยี นแผนผงั ความคดิ เรอ่ื งวฏั จักรคารบ์ อน
หมายเลข 3 เขียนแผนผงั ความคิดเรื่องวัฏจักรไนโตรเจน
3. นักศกึ ษาแต่ละกลุ่มนาเสนอผลการทากจิ กรรม เรื่อง อธิบายวัฏจกั รของสารโดยใชแ้ ผนผงั ความคิดหน้าช้นั
เรียน แล้วนาไปตดิ ไว้ท่ผี นงั ห้อง ทลี ะกลมุ่
4. ครฟู ังนกั เรยี น ตรวจสอบ ความถกู ต้อง แนวความคิดหลัก และความเข้าใจคลาดเคล่ือนของนักเรียน พร้อม
ทั้งครไู ดเ้ พ่ิมเตมิ ในเน้ือหาที่ไม่ครอบคลุม
ข้ันสรปุ
1.นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มเดินดผู ลงานของเพ่ือนแต่ละกลุ่ม ประมาณ 10 นาที และปฏบิ ัติ ดงั นี้
-เขยี นคาถามหรือข้อสงสัย แล้วตดิ ไวบ้ นผลงานที่ดู
- เมอ่ื ครบกาหนดเวลาแลว้ ใหน้ ักเรียนเดินกลบั มาท่ผี ลงานของกลมุ่ ตนเองให้แตล่ ะกลุ่มตอบคาถามทเี่ พ่อื นถาม
ไว้
- นักศกึ ษาในชัน้ รว่ มแสดงความคดิ เหน็ จนไดข้ ้อสรุป
- ครฟู ังนักศึกษาตอบคาถามและลงขอ้ สรุปเพื่อตรวจสอบแนวความคดิ หลกั และความเขา้ ใจคลาดเคล่ือนของ
นักเรียน พรอ้ มทัง้ ครูได้เพิม่ เติมในเนอ้ื หาทไี่ ม่ครอบคลุมนักศกึ ษาและครรู ว่ มกันสรุปดงั น้ี
- น้าและคาร์บอนเป็นองค์ประกอบในสง่ิ มีชวี ิตและสง่ิ ไม่มีชีวติ
- น้าและคาร์บอนจะมีการหมุนเวยี นเปน็ วฎั จักรในระบบนิเวศ ทาใหส้ ง่ิ มีชีวิตในระบบนเิ วศนาไปใชป้ ระโยชน์
ได้
ขน้ั ประเมนิ ผล
5.1 นักศกึ ษาสรปุ ความรู้ท่ีได้เรียนรู้ลงสมุดบนั ทึก
5.2 ครูประเมนิ ใบกจิ กรรม และนักศึกษาประเมนิ ผลงานของกลมุ่ ตนเอง
5.3 ครปู ระเมินการทางานกลุ่ม และประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ดา้ นใฝ่เรยี นรู้ ทกั ษะการแกป้ ัญหา
5.4 ตรวจแบบฝึกหดั
รายงานผลการดาเนินงาน 25
8.การวดั ผลประเมนิ ผล
วธิ กี ารวดั
5. สงั เกตจากการแสดงความคดิ เหน็ และการตอบคาถาม
6. การทาแบบทดสอบ
7. สังเกตการอภิปรายเป็นกล่มุ
8. การนาเสนอผลงานหนา้ ชั้นเรียน
เคร่อื งมอื
1. แบบบันทกึ พฤติกรรมนกั ศึกษา
2. แบบบนั ทกึ เกณฑ์การให้คะแนนรายงาน
3. ใบงาน
เกณฑ์การวดั ผลประเมนิ ผล
1. นกั ศกึ ษามีผลคะแนนในการทดสอบไมน่ ้อยกว่าร้อยละ 50
2. การมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรมกลุ่ม
3.ตรวจชนิ้ งาน
9. สอ่ื การเรยี นการสอน
1. ใบความรู้
2. หนงั สือแบบเรียน
3. กระดาษบรู๊ฟ
4. ปากกาเคมี
5. ใบงาน
6. คลปิ วีดโี อ
10.แหลง่ การเรียนร/ู้ สบื คน้ ขอ้ มลู เพ่ิมเตมิ
1.ห้องสมุดประชาชน
2. กศน.ตาบล
3. แหล่งข้อมูลสารสนเทศ
4. https://sites.google.com/dei.ac.th/vts/home
11. กิจกรรมเสนอแนะ/กจิ กรรมตอ่ เนอื่ ง
-
ลงช่อื .....................................................
(นางสาวหยาดพริ ุณ สุปัญญา)
ตาแหนง่ ครู
........../................/..............
รายงานผลการดาเนินงาน 26
ภาพการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนรปู แบบการใช้กจิ กรรม(Activity-based Learning)
วชิ าวทิ ยาศาสตร์ เรือ่ งระบบนเิ วศ ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้
รายงานผลการดาเนินงาน 27
ภาพการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนรปู แบบการใช้กจิ กรรม(Activity-based Learning)
วชิ าวทิ ยาศาสตร์ เรือ่ งระบบนเิ วศ ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้
รายงานผลการดาเนินงาน 28
รายงานผลการดาเนนิ งาน 29