วฏั จกั รของ ไก 1
ไข ตัวออนของไกจ ะเจรญิ เตบิ โตภายในไข
ซึง่ มไี ขแดงและไขขาวเปน อาหารสาํ หรับตัวออน
ตัวออน เมอื่ ลูกไกโตเต็มทจ่ี ะเจาะเปลอื กไข
และดนั ตวั ออกมา ซง่ึ ดันตวั ออกมาสภู ายนอก
เราเรียกลูกไกช วงนี้วา ลูกเจ๊ียบ
ตวั เตม็ วัย เมือ่ โตเต็มทีแ่ ลวไกจะหาอาหารกนิ เอง
รปู รางลักษณะของไกเ พศผแู ละเพศเมีย
จะแตกตางกนั คือ เพศผูจะมีหงอนอยูบนหัว
เพศเมยี จะตัวเล็กกวา และไมมหี งอน
วัฏจักรของ ไกเเจ 2
ไข ตวั ออ นของไกจะเจริญเตบิ โตภายในไข
ซ่ึงมีไขแดงและไขขาวเปน อาหารสาํ หรับตวั ออ น
ตวั ออ น เมื่อลกู ไกโตเต็มทจี่ ะเจาะเปลือกไข
และดันตัวออกมา ซ่งึ ดันตัวออกมาสูภายนอก
ตวั เตม็ วัย เมื่อโตเต็มทีแ่ ลว ไกจะหาอาหารกินเอง
รูปรา งลกั ษณะของไกเ พศผูและเพศเมยี จะแตกตางกัน
คือ เพศผจู ะมหี งอนอยบู นหัว เพศเมยี จะตัวเลก็ กวา
และไมมีหงอน
วฏั จักรของ นก(ท่วั ไป) 3
ไข
ตัวออ น
โตเตม็ วยั
วฏั จักรของ นกกระทา 4
นกกระทาเริ่มใหไขเ ม่ืออายุได 42 – 45 วนั
อตั ราการใหไ ขจะสูงขึ้นเร่อื ยๆ จนสูงสุด
ประมาณรอ ยละ 90 เมือ่ นกอายุประมาณ 150 วนั
ลูกนกกระทา เมอื่ ลกู นกในไขโ ตเตม็ ท่ี
จะเจาะเปลือกไข เเละดนั ออกมา
นกกระทา โดยมากจะเปน ไกขนาดเล็ก ตัวปอ ม
สนั้ อว น สีสนั ไมสวยงาม ตามลําตัวมกั มีลาย
เปน จุดกระ ๆ ปกและหางสน้ั ทําใหบ ินได
เฉพาะระยะใกล ๆ เหมือนไก จึงมกั หากนิ
เมล็ดพืชและแมลงอยตู ามพน้ื ดนิ
วัฏจักรของ นกกระจอก 5
ปกตแิ ลว 5-6 ไขจะมสี ีขาวหรือเขยี วอมขาว
มีจดุ สีนํา้ ตาล อาจมลี ูกนก 1-2 ตัวตอ ฤดูกาล
ในชว งฤดหู นาวนกกระจอกจะมีวถิ ชี วี ิตแบบเรรอ น
ขยายพนั ธุไดต ลอดป วางไขค ร้งั ละ
3-5 ฟอง ใชเวลาฟก ประมาณ 13 วนั
ออกจากไขแ ลวประมาณ 14 วัน จะบนิ ได
เปน นกขนาดเล็ก ยาวประมาณ 13 เซนติเมตร
(จากปลายปากถึงปลายหาง) ลาํ ตวั สีนํ้าตาล
ขา งแกมสีขาว ขา งหูและใตค อ สดี าํ
วฏั จกั รของ นกกางเขน 6
ทาํ รังตามโพรงไมท่ไี มสงู นัก มันจะวางไขค ร้ังละ
4-5 ฟองและตวั เมียเทานัน้ จะกกไข
และจะฟกไขน านประมาณ 8-14 วนั
อายุ 15 วัน แลว จะเร่ิมหดั บนิ
ในประเทศไทยพบท่วั ไปในทุก
ภาคแมในเมืองใหญ ๆ
นกกางเขน เปน นกชนิดหนึง่ ทกี่ นิ แมลง
มีขนาดไมใหญนกั ยาวประมาณ 18-20 เซนติเมตร
สวนบนลําตวั สดี าํ เงา สว นลา งต้งั แตหนาอกลงไป
จะเปน สีขาวหมน ใตหางและขา งหางมีสขี าว
ปกมีลายพาดสขี าวทง้ั ปก
วฏั จักรของ นกเจา ฟาหญงิ สริ นิ ธร 7
นกเจา ฟาหญงิ สิรนิ ธร หรือ นกนางแอนตาพอง
เปน นกจับคอนหน่ึงในสองชนิดของสกุลนกนางแอนแมน้าํ
ในวงศน กนางแอน พบบริเวณบึงบอระเพ็ดในชว งฤดูหนาว
เพยี งแหงเดียวในโลก แตอาจสูญพนั ธุไปแลว
ต้ังแตป พ.ศ. 2523
นกเจาฟา หญิงสริ นิ ธรเปน นกนางแอนขนาดกลาง
มีสีดําออกเขยี วเหลอื บ ตะโพกขาว หางมขี นคกู ลางมี
แกนย่ืนออกมาเปนเสนเรียวแผต รงปลาย วงรอบตา
สขี าวหนา ปากสีเหลอื งสดออกเขียว ท้งั สองเพศมี
ลักษณะคลายกนั
วฏั จักรของ นกแตว แลว ทองดํา 8
นกแตวแรว ทอ งดํา หรอื นกแตว แลวทองดํา เปน นกทพี่ บ
ในพมา และไทย ปจจบุ ันพบไดท่ี เขานอจูจ้ี ในเขตรักษา
พนั ธสุ ตั วปาเขาประ-บางคราม อาํ เภอคลองทอม
จังหวัดกระบี่ และบางสวนในประเทศพมา
นกแตว แรว ทอ งดําถกู คนพบครั้งแรกในป ค.ศ. 1875
ในเขตตะนาวศรี ประเทศพมา โดยช่อื สามญั
ในภาษาอังกฤษและชื่อวทิ ยาศาสตรต้ังข้ึนเปน
เพ่อื เปนเกียรติแก จอหน เฮนรี เกอนีย นายธนาคาร
และนกั ปกษีวิทยาสมัครเลนชาวองั กฤษ
วัฏจักรของ เปด 9
ไข ตวั ออนของเปดจะเจริญเติบโตภายในไข
ซึง่ มไี ขแ ดงและไขขาวเปนอาหารสาํ หรับตวั ออ น
ลูกเปด เมอ่ื ลูกเปด ในไขโตเต็มท่ี
จะเจาะเปลือกไข และดนั ตวั ออกมา
ซ่ึงดนั ตัวออกมาสูภายนอก
เปด เปนสตั วปกในวงศนกเปด น้ําปากแบน
ตีนแบน ระหวา งนิ้วมีพังผดื ยึดตดิ กันเพอ่ื
สะดวกในการวายนาํ้ ตวั มีหลายสี เชน นํ้าตาล
ขาว เขียว ชมพู มว ง ขนาดเลก็ กวาหาน
วายนาํ้ เกง กินปลา พืชนาํ้ และสตั วเลก็ ๆ
วฏั จกั รของ นกกระเรียน 10
คูน กจะหวงแหนแหลงทํารังมาก บอ ยคร้ังท่ีจะกับ
มาซอมแซมและใชร งั เดมิ ถงึ 5 ฤดผู สมพันธุ
ในหนงึ่ ครอกจะมไี ข 1-2 ใบ
(นอยคร้งั ท่ีจะเปน 3 หรือ 4 ใบ)
ใชเ วลาฟก ไขร าว 31 วัน
(ราว 27–35 วัน)
นกกระเรียนไทยเปนนกขนาดใหญ มลี ําตัวและปก
สีเทา คอตอนบนและหวั เปนหนงั เปลือยสแี ดงไมมขี น
ตรงกระหมอมเปน สเี ทาหรือเขียว คอยาวเวลาบินคอ
จะเหยียดตรงไมเ หมือนกบั นกกระสาซงึ่ จะงอพบั ไป
ดา นหลงั
วัฏจักรของ นกเงอื ก 11
เร่มิ จากประมาณเดอื นกุมภาพันธหลังจาก
นกเงอื กจับคูผ สมพันธุกันแลว ทั้งคูจ ะหาโพรง
เพ่ือใหตัวเมียเขา ไปวางไข แมนกจะเขาไปอยูในโพรง
โดยจะสลัดขนปก และหางออก และนําดนิ มาปดปากโพรงไว
จากนนั้ ราว 1 อาทติ ยไ ขกจ็ ะฟก เปนตวั
แมน กจะคอยดูแลลกู ๆ อยูภายในโพรง
จนแข็งแรง ใชเวลาราว 3 เดอื น
จงึ จะเจาะโพรงพาลกู ออกมาสูธ รรมชาติ
ระหวา งนน้ั พอ นกกจ็ ะหาอาหาร
มาปอ นทง้ั แมและลกู ทุกๆ วนั
นกเงือก เปนนกปาขนาดใหญ ทมี่ ีจดุ เดน คอื
จะงอยปากหนาท่ีใหญและมีโหนกทางดานบน
เปน โพรง ภายในโพรงมีเนื้อเย่อื คลายฟองนาํ้
สว นใหญลําตวั มสี ีขาวดาํ หางยาว ปกกวา งใหญ
บินไดแข็งแรง เวลาบนิ จะโบกปก ชา ๆ
วัฏจักรของ นกขุนทอง 12
ชอบทํารังอยบู รเิ วณโพรงไมเ กาๆ สูงระหวา ง 3-5 เมตร
อาศัยอยูเ ปน กลุมประมาณ 6 ตวั ขน้ึ ไป
วางไขคร้ังละ 2-3 ฟอง นกขุนทองกนิ ทกุ อยา ง
ทงั้ พืชและสตั ว เชน ผลไม, ลูกไม, นาํ้ ดอกไม
นกขนุ ทองนัน้ มีชื่อเสียงเร่ืองเสียงรอง
หลากหลายชนิด ทัง้ หวดี กรีดรอง
กล้วั รองเปนทํานอง รวมถงึ
เลยี นแบบเสียงมนุษย ซ่งึ ทําได
ท้งั ตวั ผแู ละตัวเมีย นกหน่ึงตัว
จะมเี สียงรองตง้ั แต 3 ถงึ 13 แบบ
นกขุนทองมีความยาวเฉลีย่ ประมาณ 29 เซนติเมตร
ลําตัวปอมสดี ํา หางสัน้ ปกแหลมยาวเทา แขง็ แรง
มีเหนยี ง คือ แผน หนังสเี หลอื งอมสม คลุม
ทัว่ ทายทอยและเหนยี งสเี หลืองแดงสด
ใตต า ขนสดี ําเหลอื บเขียว มเี งาสีมวงบริเวณหวั
และคอ มีสขี าวแซมใตปก ปากสีแดงสม
วัฏจักรของ นกเอีย้ ง 13
มีฤดผู สมพันธใุ นชวงเดอื นมนี าคม-เมษายน
วางไขค รั้งละ 2-4 ฟอง
ผลัดกนั กกไขท งั้ ตัวผูและตวั เมีย
ประมาณ 14 วัน ไขจ ึงฟกเปน ตัว
นกเอ้ยี งเปน นกที่พบเหน็ ไดง าย มคี วามยาว
ประมาณ 25-26 เซนติเมตร ขาเรียวเล็ก
นว้ิ ตนี แขง็ แรง หัวและคอสีดาํ ปากและหนังรอบ
ตาสเี หลอื ง ลําตัวสีนา้ํ ตาล ขอบปกและปลายหาง
มสี ขี าว หนาอก, ทอ ง และกน สนี ้ําตาลออ น
วฏั จักรของ นกกระทุง 14
วางไขคราวละ 1–5 ฟอง และใชเ วลาฟกไข
ประมาณ 30 วนั โดยท้ังตัวผูและตัวเมยี ผลัดกนั
ทาํ หนา ท่ี
ชอบอาศยั อยรู วมกันเปนฝงู ทงั้ ชว งเวลา
หากนิ และทาํ รัง ขณะหาอาหาร
จะใชถ งุ ใตคอทําหนา ทคี่ ลา ยสวงิ ชอนปลา
ลงในลําคอ นกกระทงุ ทํารงั อยูบนตน ไม
รวมกันเปนฝูง
นกกระทุงเปน นกขนาดใหญ มีความยาวจากปาก
ถงึ ปลายหางประมาณ 52–60 นิว้ มขี าสั้นใหญ
ปากยาวแบนขางใตมี ถงุ สอี อกมว งขนาดใหญ
บรเิ วณขอบปากบนมจี ดุ สนี ํา้ เงนิ เขม อยูเปนระยะ
ตามความยาวของจะงอยปาก
วฏั จักรของ นกกวกั 15
ฤดูผสมพันธทุ ํารังโดยหลักอยูระหวางเดือนมิถุนายนจนถึง
ตลุ าคม แตก็ตา งกันเฉพาะท่ี ๆ ดวย นกทํารังในทแ่ี หง
บนพ้ืนระหวางไมข องหนองนาํ้ แลววางไข 6-7 ฟอง
ไขฟกภายในประมาณ 19 วนั ทง้ั ตวั
ผูต วั เมยี ฟกไขแ ละดูแลลกู นก ลกู นกมักดาํ ลงใตน ้ํา
เพือ่ หนสี ัตวน ักลา มีรายงานวา นกทีโ่ ตแลว
จะสรา งรังเพอ่ื พกั อยูหรือเพ่อื ฟกไขเ ปนท่ี ๆ
ท้ังลกู นกและพอแมจะมาพัก
นกกวักที่โตแลว โดยมากมีสเี ทาเขมดานบนและขางๆ
มีหนา คอ อก และทองขาว ทอ งดา นลาง ๆ และใตห าง
มีสนี ้าํ ตาลเหลอื ง ขาง ๆ ตัวจะเรยี บเพือ่ ใหเ ดนิ ผานตน ออ
ตนกก หญา และพุมไมไ ปงาย ๆ มขี าและนิ้วยาวหางสนั้
วฏั จกั รของ นกกระปูด 16
วางไขครงั้ หนง่ึ ราว 2 ถงึ 6 ฟอง ตัวผูก ับตัวเมยี จะผลดั
เปลีย่ นกันฟก ไข
นกกะปดู ไดชอ่ื มาจากเสียงรอ ง
"ปูด ๆ ๆ ๆ ๆ" อนั เปน เอกลักษณ
มกั อาศัยอยูในพมุ ไมใกลชายน้าํ
หรือพนื้ ที่ชุมนํ้าตางๆ มีพฤตกิ รรมออกกิน
ในตอนเชา และตอนเยน็
นกกะปูด จัดเปนนกขนาดกลาง มีลําตัวเพรยี วยาว
ลกั ษณะคลา ยกา มคี วามยาวประมาณ 35.50 ชม.
ปากสดี ําแหลมสั้นหนาแขง็ แรง ตาสแี ดง หัวและคอ
และลาํ ตวั สดี าํ ปก ส้นั สีนํ้าตาลแดง ขายาวสดี าํ
นวิ้ ตนี และเลบ็ ยาวแข็งแรง สามารถจับเหยื่อได
วัฏจกั รของ หมู 17
หมูเปน สัตวเ ลี้ยงท่ีรูจกั กันดีมีช่อื เรียกอกี ชื่อหนึง่ วา สุกร
การเล้ยี งหมมู มี าเปน เวลานานหลายพนั ป ประเทศจนี
เปน ชาตแิ รกทเ่ี ร่ิมเล้ยี งหมตู อมาไดแ ก ประเทศอังกฤษ
ในปจจุบันการเลยี้ งหมมู ีแพรหลายทวั่ โลก หลายประเทศ
ในแถบเอเซียยุโรป และอเมรกิ า
หมูเปน สัตวสี่เทาที่นิยมเลยี้ งกนั มากเพราะเลี้ยงงา ย
โตเร็วและใหล ูกเร็ว หมมู ีสขี นและรปู รางลักษณะท่ี
แตกตางกันขึ้นอยูก ับชนิดของพนั ธุหมทู น่ี ยิ มเล้ยี ง
แตด ง้ั เดมิ เปนหมพู นั ธพุ นื้ เมอื งสวนใหญมีรปู ราง
อวน เตี้ย สะโพกเลก็ หลงั แอน และทอ งยานลากดนิ
ลาํ ตวั มสี ขี าวและสดี ําปนกนั
วฏั จกั รของ ชาง 18
ชางเปน สตั วบกทม่ี ขี นาดใหญท ีส่ ดุ เลย้ี งลกู ดวยนมมขี าขนาด
ใหญ 4 ขา อุง เทา มีความออนนุม เวลาเดินจงึ ไมคอยมเี สยี ง
การนอนของชางนั้น โดยธรรมชาตจิ ะนอนตะแคงลาํ ตวั ลงกับพ้นื
และมกี ารหาวนอนเชน เดยี วกับคน ชา งจะนอนหลับชว งสั้น ๆ
เพียง 3-4 ช่ัวโมง ในชวงเวลา 23.00 น. ถงึ 03.00 น.
ชา งจะไมนอนกลางวัน นอกจากมีอาการไมสบายเทานนั้
ชา งตวั เมียท่ีรา งกายสมบูรณจ ะเริ่มมีลูกไดต ัง้ แตอ ายุ
15-16 ปขน้ึ ไปจนถึง 50 ป ตลอดชีวิตของแมช า ง
แตล ะเชอื กอาจมีลกู ได 3-4 เชอื ก โดยปกตแิ มช าง
จะตกลูกไดเพียงครง้ั ละ 1 เชือกเทานั้น และจะมีลูกหางกนั
ราว3 ป ทั้งนี้ขึ้นอยกู บั การสภาพแวดลอมของชางดวย
ชางบานมกั จะมีลูกไดนอ ยกวา ชา งปา ทอ่ี ยอู ยางอิสระ
และไมต องทํางานหนัก
วัฏจักรของ แรดชวา 19
แรดชวาเปนแรดเอเชยี ท่ีมีการกระจายพันธุก วางที่สุด
ตง้ั แตเ กาะในอินโดนเี ซยี ตลอดเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต
อนิ เดีย และจีน ปจ จบุ ันแรดชวาถูกคุกคามจนอยูในขนั้ วิกฤติ
มีเพียงสองแหง เทานน้ั ทีย่ งั มีประชากรหลงเหลืออยูในปา
ไมมีแรดชวาจดั แสดงในสวนสตั ว แรดชวาอาจเปน สตั ว
เลี้ยงลกู ดวยนมขนาดใหญที่พบไดย ากทส่ี ุดในโลก
มปี ระชากรแรดนอ ยกวา 40-50 ตัวในอุทยานแหง ชาติอจู งุ กูลน
บนเกาะชวาในประเทศอินโดนีเซยี
แรดชวามีอายุประมาณ 30-45 ปในธรรมชาติ อาศัยอยู
ในปาดนิ ช้ืน ปา หญาชน้ื แฉะ และลมุ นํ้าขนาดใหญ
วฏั จักรของ กระซู 20
กระซู, แรดสมุ าตรา หรือ แรดขน เปนสตั วเ ลีย้ งลกู ดว ยนม
ในอนั ดบั สัตวกีบคีจ่ ําพวกแรด กระซูเ ปน แรดท่มี ขี นาด
เลก็ ท่สี ุดในโลก และเปนแรดเพียงชนดิ เดียวทีอ่ ยใู นสกลุ
Dicerorhinus มลี กั ษณะเดน คอื มี นอ 2 นอ
เหมือนแรดแอฟรกิ า โดยนอจะไมตั้งยาวขึ้นมาเหมือนแรดชวา
นอหนาใหญก วา นอหลงั โดยทั่วไปยาว 15-25 เซนตเิ มตร
เมอ่ื โตเตม็ ท่ีสูง
120–145 ซม. จรดหัวไหล ยาว 250 ซม.
และมนี ํ้าหนกั 500-800 กก.