บทที่ 1
ความรู้เบื้องตน้ เก่ียวกับกฎหมาย
เน้อื หา
1.1 ความหมาย กาเนิดและที่มา และวิวฒั นาการของกฎหมาย
1.2 ประเภทของกฎหมาย ลาดับศักด์ิกฎหมาย
1.3 การใช้ การตคี วาม และกระบวนการบังคบั ใช้กฎหมาย
1.4 แบบฝกึ หดั ท้ายบท
1.5 กิจกรรมฝกึ ปฏบิ ัติ
1.6 บรรณานกุ รม
วัตถปุ ระสงค์
1. เขา้ ใจหลักกฎหมายและเจตนารมณข์ องกฎหมาย
2. สามารถนาสาระสาคัญของหลักกฎหมายไปประยุกต์ใช้ในการประกอบวิชาชพี ได้อยา่ งเหมาะสม
สอ่ื การสอน
1) สือ่ Power point
2) เอกสารการสอน และแบบฝึกหดั
3) กจิ กรรมนาเสนอและอภิปรายเกี่ยวกับลาดบั ศักดิ์กฎหมาย
4) กิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เก่ยี วกบั กฎหมายในชีวิตประจาวัน
การประเมินผล
1. ประเมินผลจากการตอบคาถามระหว่างการบรรยาย
2. ประเมนิ ผลจากกจิ กรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์
3. ประเมนิ ผลจากการสอบประจาภาคการศึกษา
Laws and Professional Ethics in Thai Traditional Medicine 1
1.1 ความหมาย กาเนิดและทม่ี า และววิ ัฒนาการของกฏหมาย
1.1.1 ความหมายของกฎหมาย
คาว่า “กฏหมาย” หรือเรียกส้ันๆ ว่า “ข้อบังคับแห่งความประพฤติ” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Law”
ปรากฎตามพจนานุกรมราชบณั ฑิตยสถาน ฉบบั พ.ศ. 2542 (2542 : 4) อธิบายว่า กฎหมาย หมายถงึ กฎที่สถาบัน
หรือผู้มีอานาจสูงสุดในรัฐตราขึ้น หรือท่ีเกิดข้ึนจากจารีตประเพณีอันเป็นที่ยอมรับนับถือ เพื่อใช้ในการบริหาร
ประเทศ เพ่ือใช้บังคับบุคคลให้ปฏิบัติตาม หรือเพื่อกาหนดระเบียบแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือระหว่าง
บคุ คลกับรัฐ
คาจากัดความของคาว่า กฎหมาย มีนักนิติศาสตร์หลายประเทศหลายสานักกฎหมายได้ให้ความหมายไว้
อย่างหลากหลาย ตามแนวคิดและปรัชญาความเชื่อและมิติแห่งการพิจารณาของแต่ละหมู่เหล่าที่พยายามอธิบาย
ว่ากฎหมายคืออะไร
กล่าวโดยสรุป กฎหมาย คือ กฎข้อบังคับ ระเบียบ ประเพณีปฏิบัติที่เกิดขึ้นโดยผู้มีอานาจสูงสุดของรัฐ
สร้างข้ึน หรือเกิดข้ึนจากจารีตประเพณีท้องถิ่นของชนเผ่าหรือกลุ่มชนที่ยอมรับข้อกาหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ของ
ชนเผ่าว่า เป็นกฎ กติกา ประเพณี เพ่ือบังคับกับชนหมู่เหล่าของตน หรือใช้ปกครองประเทศชาติบ้านเมือง โดย
เจตนาใช้เป็นเคร่ืองมือในการรักษาความสงบสุข หรือรักษาความปกติสุขในสังคม ซึ่งสมาชิกในสังคมต้องยอมรับ
ตอ้ งปฏบิ ัตติ าม และยอมรบั วา่ ถา้ ไม่ปฏิบตั หิ รอื ถา้ มกี ารล่วงละเมดิ กฎหมายย่อมต้องถูกลงโทษตามกฎหมายน้นั
กฎหมายจะถูกจัดลาดับความสาคัญในลาดับเดียวกับศาสนา และจรรยาบรรณกฎหมาย จึงเป็น
ปรากฏการณ์ทางชุมชน ซึ่งหมายถึงการรวมตัวของมนุษย์เป็นชุมชน และชุมชนได้สร้างกฎเกณฑ์ขึ้นเพื่อบังคับใช้
กบั ชุมชนของตนเอง ในระยะแรกอาจเป็นเพยี งขอ้ พึงควรปฏิบัติตอ่ กันในการดารงชีวติ ในชุมชน เพราะถอื เปน็ ส่ิงที่
ดงี าม ควรปฏิบัติต่อกัน ต่อมามกี ารพัฒนาสูงข้ึนในเชิงการบังคับบัญชา จึงก่อเกดิ สภาพบงั คบั จนถึงการกาหนดให้
มโี ทษสาหรบั ผูไ้ ม่ปฏิบตั ติ ามกฎเกณฑ์ทีถ่ ูกกาหนด
อนึ่ง ในหมู่ชนหรือประเทศที่เป็นเผด็จการจะพบว่า กฎหมายจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาอานาจ
ของกลมุ่ เผด็จการ แทนทจ่ี ะมุง่ พิทักษ์รกั ษาความยตุ ธิ รรมและความปกติของอาณาประชาราษฎร์เปน็ ที่ตั้ง
จากความหมายของกฎหมาย จะเหน็ ไดว้ ่า กฎหมายมีลักษณะสาคัญ ดังนี้
1) กฏหมายต้องมาจากรัฏฐาธิปัตย์ คือ มาจากผู้มีอานาจสูงสุดของประเทศ ผู้มีอานานสูงสุดของรฐั หรือ
ประเทศหรือชนเผ่า ไม่ได้เฉพาะผู้ได้อานาจมาโดยชอบด้วยหลักนิติธรรมเท่าน้ัน แต่หมายถึงผู้ที่ได้อานาจมาโดย
ไม่ชอบด้วย เช่น ได้มาด้วยการปฏิวัติ รัฐประหาร รวมตลอดถึงการได้อานาจด้วยการสร้างกลไกทางกฎหมาย
เพ่ือให้ได้อานาจของรฐั มาด้วย เชน่ การสรา้ งระบบผูกขาดอานาจรัฐทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสตจ์ ีนในอดีต
หรือการสรา้ งระบบเผด็จการทางรัฐสภาเพอ่ื สรา้ งเสียงขา้ งมากพรรคเดียวในสภา เป็นตน้
2) กฎหมายเป็นคาสั่งหรือข้อบังคับท่ีใช้ทั่วไป คือ ต้องใช้บังคับได้ทุกสถานท่ี และแก่บุคคลทั่วไปโดย
เสมอภาคกัน
3) กฎหมายเป็นข้อบังคบั ที่ใชไ้ ด้เสมอไป คือ เม่ือประกาศใชก้ ฎหมายแลว้ ต้องใช้ไปโดยตลอดจนกว่าจะ
ได้มีการประกาศยกเลิก
Laws and Professional Ethics in Thai Traditional Medicine 2
4) กฎหมายเป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตาม คือ ไม่ว่ากฎหมายจะบังคับให้ต้องกระทา หรือห้ามกระทา
ก็ต้องปฏิบัติตามน้ันจะอ้างเหตุไม่ปฏิบัติตามไม่ได้ เว้นแต่มีเหตุตามกฎหมาย ยกเว้นเหตุที่ไม่ต้องปฏิบัติตาม เช่น
กรณีการกระทาโดยไม่จาเป็นหรือป้องกนั ตามกฎหมาย เปน็ ต้น
5) กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ คือ ผู้ที่กระทาละเมิดต่อกฎหมาย หรือละเว้นการปฏิบัติตามกฎหมาย
ย่อมต้องรับโทษตามฏหมาย ตามแต่กฎหมายนั้นระบุว่าเป็นโทษประเภทใด เช่น โทษทางอาญาซึ่งมีโทษสูงสุด
ประหารชีวิต จาคุก กักขัง ริบทรัพย์สิน ตัดสิทธิเลือกตั้ง หรือกรณีโทษทางแพ่ง อาจต้องใช้ค่าเสียหาย ค่าสินไหม
ทดแทน หรอื อาจถูกบงั คบั ใหต้ อ้ งทาการใด หรอื หา้ มทาการอยา่ งหนงึ่ อยา่ งใด เป็นต้น
1.1.2 กาเนิดของกฎหมาย
เป็นการศกึ ษาโดยใชว้ ิวัฒนาการของกฎหมายเป็นการอธบิ ายกาเนิดของกฎหมาย ซ่ึงอาจกล่าวโดยสรุปว่า
กฎหมายมีจุดกาเนิดมาจากเหตหุ รอื ตน้ กาเนิดต่อไปนี้ คอื
1) คาสั่งของหัวหน้าชนเผ่า หรือผู้มีอานาจสูงสุดในแต่ละยุคแต่ละสมัย เป็นผู้ออกคาส่ังให้มีการบังคับ
ใช้เพื่อการกระทาหรอื งดเวน้ การกระทาตา่ งๆ
2) ขนบธรรมเนียมประเพณี คือ สิ่งท่ีถูกปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาโดยตลอดของหมู่บ้าน ชนเผ่า รัฐ
ประเทศ เพ่อื สร้างความปรองดอง อานาจ และความเชอื่ อย่างเดียวกัน
3) ความเช่ือในพระเจ้า วิญญาณ หรือคาสง่ั สอนของปราชญ์ หรือศาสดาของศาสนาตา่ งๆ ซง่ึ แนวคิด
เช่นนี้เกิดจากการอ้างถึงอานาจของผู้อยู่เหนือมนุษย์ และการส่งผ่านอานาจเพ่ือการรักษา การทรงอานาจในการ
จดั การและปกครอง
4) ความยุติธรรม เป็นนามธรรมที่ถูกกาหนดข้ึนบนความเช่ือ ตามแนวคิดของนักปรัชญาท่ีเกิดในทุกส่วน
ของโลก ในแต่ละยุคแต่ละสมัย ซึ่งในหมู่ของนักปกครองมักพูดถึงปรัชญาเมธีชาวกรีกที่ช่ือ อริสโรเติล (Aristotle)
ที่ได้พูดถึงความยุติธรรมไว้ในหนังสือของเขาท่ีชื่อ “Nichomichean Ethics” แยกความยุติธรรมออกเป็น 2
แนวทาง คอื
- ความยตุ ธิ รรมโดยธรรมชาติ (Justice by Nature or Natural justice) ถอื ว่าเปน็ ความยุติธรรมเกิดจาก
กฎเกณฑ์ที่ถูกปฏิบัติต่อกันโดยทั่วไปมีหลักการสาคัญท่ีว่า ความยุติธรรมอยู่ที่ใจของมนุษย์เราที่จะเรียกร้องสิ่งที่
ถกู ตอ้ งท่ขี าดไปคืนมา
- ความยุติธรรมท่ีเป็นแบบแผน (Conventional Justice) ถือว่าชุมชนหรือสังคมนั้นเป็นผู้กาหนด
กฎเกณฑ์ท่ีจะใช้บังคับในเรื่องหนึ่งเรื่องใดโดยเฉพาะ หรืออาจเรียกความยุติธรรมในแนวน้ีว่า “ความยุติธรรมที่
กาหนดไว้ในกฎหมาย” (Legal Equality) เป็นการเขียนกฎหมายหรือออกกฎหมายเพ่ือการรับรองสิทธิที่ถูก
เรยี กร้องโดยผู้ถกู ปกครองหรือประชาชน
5) ความคิดเห็นของนักปราชญ์ หรือนักวิชาการทางกฎหมาย ถือเป็นจุดกาเนิดของกฎหมาย หรือการ
พัฒนากฎหมายได้ทางหน่ึง เพราะกฎหมายท่ีถูกตราขึ้นใช้ไม่อาจอุดช่องว่างหรือแก้ไขปัญหาได้ท้ังหมด จาต้องใช้
ความคิดเห็นของนักปราชญ์หรือนกั วชิ าการทางกฎหมายที่อธบิ ายหรือเสนอแนวคดิ เพื่อการตรากฎหมายเพื่อบงั คับ
ใช้แกก่ รณหี รอื ชอ่ งวา่ งของกฎหมายท่เี กดิ ขนึ้ นัน้
6) คาพิพากษาของศาล ซึ่งเปน็ จดุ กาเนิดของกฎหมายทางหน่งึ
Laws and Professional Ethics in Thai Traditional Medicine 3
1.1.3 ที่มาของกฎหมาย
มนษุ ย์สามารถพบกฎหมายมีท่มี า 2 ทาง คอื
1) ตัวบทกฎหมาย ซึ่งผู้มีอานาจอธิปไตยเป็นผตู้ ราข้ึน ไมว่ ่าประเทศหรือชนหมู่เหล่าน้ันๆ จะปกครองใน
ระบบใดก็ตาม แต่การตราขึ้นซึ่งกฎหมายท่ีจะใช้บังคับแก่กัน มีหลักการสาคัญท่ีจะละเลยไม่ได้เลย คือ ต้องไม่ขัด
ต่อหลักธรรมชาติ และต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบรอ้ ยและศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชน
2) จารีตประเพณี ในสมัยโบราณยังไม่มีการตรากฎหมายเพ่ือใช้บังคับกับประชาชนพลเมือง จึงได้ถือเอา
จารีตประเพณีเป็นแนวทางหรือบรรทัดฐานในการปฏิบัติต่อกัน ซ่ึงต่อมามีการตรากฎหมายข้ึนบังคับใช้ จึงมีการ
นาเอาจารีตประเพณีมาตราเป็นกฎหมายมากขึ้น หรือมีการยอมรับหรือการรับรองโดยกฎหมายลายลักษณ์อักษร
ให้นาเอาจารีตประเพณีมาใช้บังคับเช่นเดียวกับกฎหมายลายลักษณ์อักษร แต่การจะนาเอาจารีตประเพณีมาใช้
บังคบั ได้น้นั ตอ้ งมีหลกั เกณฑ์ ดงั นี้
1. ต้องเป็นจารีตประเพณีท่ีมีเหตุผล คือ มีความเป็นธรรม คานึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง
ทง้ั นจ้ี ะตอ้ งไม่ขัดกบั ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอนั ดีของประชาชน
2. ตอ้ งเป็นจารตี ประเพณีท่ีไม่ขัดหรือแยง้ กบั กฎหมาย
3. ต้องเป็นจารตี ประเพณีทค่ี นในท้องถ่ินน้ันถือปฏบิ ตั ติ ่อกันอยา่ งทั่วถึงไมเ่ ลือกปฏบิ ตั ิ
4. ต้องเป็นจารีตประเพณีทีป่ ฏิบตั สิ ืบตอ่ กันมายาวนานนบั เป็น 10 ปี
5. ตอ้ งเปน็ จารตี ประเพณที ่มี คี วามคงทนแนน่ อนและต้องมีการถือปฏบิ ัติของท้องถ่นิ ด้วย
มีข้อสังเกตในส่วนของคาพิพากษาของศาล ซ่ึงถือเป็นที่มาของกฎหมายได้ทางหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างย่ิง
ประเทศท่ีใช้กฎหมายจารีตประเพณี เช่น อังกฤษ ส่วนประเทศที่ใช้กฎหมายลายลักษณ์อักษรหรือประเทศที่ใช้
ประมวลกฎหมาย เช่น ประเทศไทย แมจ้ ะกล่าวไม่ได้ว่าคาพิพากษาของศาลสูงคอื ท่ีมาของกฎหมายได้อย่างเต็มที่
แต่ในทางปฏิบัติคาพิพากษาของศาลสูงยังคงมีอิทธิพลในการตัดสินชี้ขาดคดีอยู่ และเป็นแนวทางในการปรับปรุง
กฎหมายหลายเรื่อง หลายลักษณะ โดยมีข้อต้องพิจารณาพิเศษ คือ หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แลว้ เกดิ ววิ ัฒนาการและเกดิ กฎหมายข้นึ ได้โดยคาวินจิ ฉยั ช้ีขาดของศาลรัฐธรรมนูญ
โดยนัยแห่งบทบญั ญตั แิ ห่งรฐั ธรรมนญู รับรองว่า
1. คาวนิ ิจฉยั ชข้ี าดของศาลรฐั ธรรมนญู ผูกพนั องคก์ รต่างๆ ต้องปฏิบตั ติ าม และ
2. การตกไปแหง่ บทบัญญตั ขิ องกฎหมายท่ขี ดั ต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ รวมถงึ
3. การรับรองประเพณีปฏิบัติ จารีตประเพณี การปกครองประเทศในระบบประชาธิปไตยที่มี
พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ให้มีผลบังคับใช้ได้เป็นกฎหมาย ในกรณีไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่จะนามาบังคับ
ใชไ้ ด้ เปน็ ตน้
1.1.4 วิวัฒนาการของกฎหมาย
กฎหมายเป็นศาสตรท์ างสังคมสาขาหนึ่ง กฎหมายจึงมีความเช่ือมโยงกับชีวิตของมนุษย์อยา่ งแนบแน่นมา
ช้านาน ขณะเดียวกันวิวัฒนาการทางกฎหมายก็มีความสัมพันธ์กับศาสตร์ในสาขาอ่ืนอีกมากมาย ท้ังศาสตร์
ทางด้านสังคมศาสตร์ ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านศาสนา ด้านปรัชญาความเช่ือต่างๆ ฉะนั้นการศึกษากฎหมายจึงต้อง
ให้ความสาคัญในทุกเรื่องราว ไม่ว่าเรื่องน้ันจะเป็นศาสนา ปรัชญา ความเช่ือ ความจริง ความเท็จ ธรรมชาติ
สง่ิ แวดล้อม อานาจ สิทธเิ สรีภาพ ความเป็นมนุษย์ ความเปน็ ธรรมชาติ สิง่ แวดลอ้ ม ทรพั ยากรธรรมชาติ เพราะสิ่ง
Laws and Professional Ethics in Thai Traditional Medicine 4
เหล่าน้ีมีความสัมพันธ์กับความเป็นมนุษย์และการดารงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ นอกจากนี้กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์
ข้อบังคับท่ีจะถูกนามากาหนดระเบียบวิชาการ จัดการให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสงบสุขของสังคม
มนุษย์ และแนวความคิดความเช่ือเช่นนี้ มีมาตั้งแต่อดีตกาลนานมาแล้วต้ังแต่สมัยมนุษย์เร่ิมอยู่กันเป็นหมู่เหล่า
เป็นเผ่าพันธ์ุ มีการศึกษาวิวัฒนาการทางกฎหมายในหลายสานัก หลายสถาบัน นิยมแบ่งการศึกษาถึงวิวัฒนาการ
ทางกฎหมาย โดยแบ่งเป็น 2 แนวทาง คือ การศึกษาการวิวัฒนาการในระดับสากล และในระดับภูมิภาค หรือ
เฉพาะท้องถิ่นหรืออาจศึกษาเฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง ในที่น้ีจะกล่าวถึงเนอื้ หาสาระเก่ียวกับววิ ัฒนาการของ
กฎหมายโดยสรุปเน้ือหาให้เกิดความเข้าใจโดยกว้างเท่านั้น กล่าวคือ จะจากัดเพียงการศึกษาถึงวิวัฒนาการของ
กฎหมายในระดับสากล และวิวัฒนาการของกฎหมายในประเทศไทย ดังน้ี
1) ววิ ัฒนาการของกฎหมายในระดับสากล
กฎหมายเป็นผลผลิตของสังคมมนุษย์ กฎหมายจึงมีวิวัฒนาการต่างๆ มาพร้อมกับการตั้งถิ่นฐานของ
เผ่าพันธุ์มนุษย์ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ กฎหมาย และการเมือง พบว่า สมัยกรีกและโรมัน ได้เกิดนักคิด
นักปรชั ญาเมธซี ึ่งมีชือ่ เสียงหลายคนในแตล่ ะยุคดังกล่าวทพ่ี ยายามให้แนวคิดทางการก่อกาเนคิ วามยุตธิ รรม
1.1 สมัยกรีก มีความเช่ือว่า กฎหมายเป็นสิ่งสาคัญ เพราะเป็นอานาจในการปกครองที่ก่อเกดิ นิติสัมพันธ์
ระหว่างรัฐกับประชาชนพลเมือง หรือระหว่างประชาชนด้วยกัน ในยุคแรกของกรีก มีนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ คือ
เพลโต (Plato) และอริสโตเติล (Aristotle) ซ่ึงทง้ั สองทา่ นนี้ได้นาเสนอแนวคิดในด้านการเมือง กฎหมาย และการ
ปกครองอย่างมากมาย และแพร่หลาย ซ่ึงถือเป็นรากฐานและเป็นแนวคิดหนง่ึ ทางกฎหมายในปจั จบุ นั
1.2 สมัยโรมัน เปน็ ยุคหลังกรกี ที่มีความเจริญรุ่งเรอื งและมคี วามเจรญิ ก้าวไกลด้านกฎหมายมากกว่าสมัย
กรีก ในสมัยโรมันมีสานักกฎหมายเกิดขึ้น มีการประกาศวิชาชีพกฎหมาย และมรี ะบบหรือกระบวนการด้านความ
ยุติธรรมเกิดข้ึน ระบบกฎหมายโรมันจึงถือเป็นต้นแบบของกฎหมายปัจจุบัน โดยประเทศท่ีใช้ระบบประมวล
กฎหมาย กฎหมายท่ีกล่าวถึงน้ี คือ “กฎหมายสิบสองโต๊ะ” เป็นกฎหมายท่ีเกิดข้ึนในสมัยโรมัน (The Twelve
Tables Laws) และกฎหมายจัสติเนียน (The Justinian code) กฎหมายโรมันท้ังสองฉบับ เกิดจากการรวบรวม
กฎหมายท่ีมีใช้บังคับอยู่มารวบรวมเป็นหมวดหมู่ อันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้า การบังคับใช้ และเป็น
แม่แบบของกฎหมายลายลักษณ์อักษรในยุคสมัยต่อมา แม้อาณาจักรโรมันจะล่มสลายไปแล้ว แต่หลักกฎหมาย
โรมันก็ยงั มใี ช้อยทู่ ุกวันน้ี โดยเฉพาะประเทศท่ีใช้กฎหมายในระบบประมวลกฎหมายหรือกฎหมายลายลักษณ์อกั ษร
(Civil Law) จงึ อาจกล่าวไดว้ ่ากฎหมายโรมนั คอื ต้นกาเนดิ ระบบกฎหมายลายลักษณอ์ กั ษร
ในส่วนของกฎหมายจารีตประเพณีหรือเรียกอกี ชื่อว่า คอมมอนลอว์ (Common Law) มีวิวัฒนาการหลัง
ระบบกฎหมายโรมนั เกือบพนั ปีในประเทศอังกฤษ โดยมีความเชื่อว่าพฒั นามาจากระบบศักดินา หลักการสาคญั ใน
การช้ีขาดตัดสินคดีจะถือเอาจารีตประเพณีเป็นหลักชี้ขาด ซ่ึงคาชี้ขาดในท้องถิ่นใดก็จะกลายเป็นกฎหมายใน
ท้องถ่นิ น้ันทนั ที
2) ววิ ฒั นาการของกฎหมายในประเทศไทย
ชนชาติไทยมีประวัติศาสตร์และตานานของชนเผ่าไทมาช้านาน มีกรอบความคิดทางกฎหมายและมีการ
วิวัฒนาการทางกฎหมายมาเท่าท่ีมีผู้ศึกษา อาจแยกได้เป็น 3 ยุคสมัย คือ สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัย
รัตนโกสนิ ทร์ ดงั นี้
Laws and Professional Ethics in Thai Traditional Medicine 5
2.1 สมัยสุโขทัย ได้พบหลักฐานสาคัญที่ยืนยันถึงความเป็นชาติไทยท่ีมีวัฒนธรรมในทุกด้าน มีภาษาของ
เราเอง ซึ่งหลักฐานสาคัญ คือศิลาจารึกของพ่อขุนรามคาแหง ซึ่งนักกฎหมายนักปกครองถือว่า ศิลาจารึกของ
พ่อขุนรามคาแหงเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับแรกของชนเผ่าไท นอกจากนี้ยังพบหลักศิลาจารึกฉบับอื่นๆ อีก
หลายหลัก มีหลักหน่ึงท่ีถือว่าเป็นหลักสาคัญเป็นของพระยาเลอไทได้จารึกถึงกฎหมายลักษณะโจรหรือกฎหมาย
อาญา ซ่งึ เปน็ ช่ือกฎหมายซงึ่ บัญญตั ิวา่ การกระทาอยา่ งไรทถ่ี ือวา่ เปน็ โจรและพวกของโจร
นอกจากการพบหลักศิลาจารึกแล้ว ยังได้พบกฎหมายสาคัญของพระเจ้ามังราย หรือที่เรียกว่า “มังราย
ศาสตร์” ซงึ่ เปน็ กฎหมายทพี่ ระเจ้ามังรายทรงตราขนึ้ และเปน็ หลักกฎหมายแพ่งและอาญา
2.2 สมัยอยุธยา ถือได้ว่าเป็นสมัยท่ีมีความเจริญและความเป็นปึกแผ่นมาช้านานถึง 417 ปี มีกษัตริย์
ปกครองสืบเน่ืองกันมาถึง 37 พระองค์ มีกฎหมายใชบ้ ังคบั ปกครองประเทศหลายฉบับ แต่ทถี่ ือว่าเป็นต้นฉบับหลัก
สาคัญคือ พระราชศาสตร์ เป็นคาวินิจฉัยชี้ขาดคดีต่างๆ ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งพูดถึงหลักการตาม
พระธรรมศาสตร์ของพระราชมนู ที่ทุกฝ่ายต้องใช้ปฏิบัติ ถือเป็นต้นแบบของกฎหมายในสมัยอยุธยา
พระธรรมศาสตร์มีทีม่ าจากชนชาตมิ อญ ซ่งึ ถอื เป็นประกาศติ หรอื คาสงั่ ของสวรรค์
2.3 สมัยรัตนโกสินทร์ หลังการล่มสลายของอาณาจักรของอยุธยาซ่ึงเกิดจากภัยสงครามเสียกรุงคร้ังที่ 2
เมื่อ พ.ศ. 2310 และทุกข์ภัยต่างๆ จนพระเจ้าตากสินต้องย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่กรุงธนบุรี 15 ปี ซึ่งเป็นช่วงของ
สงครามกอบกู้เอกราชรวบรวมแว่นแคว้นต่างๆ ของชนเผ่าไท ในช่วง 15 ปีน้ีไม่มีร่องรอยหรือหลักฐานการพัฒนา
กฎหมายหลงเหลืออยู่ จนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) ได้สถาปนากรุงเทพฯ ข้ึน
เป็นเมืองหลวงของคนไทย จึงได้เกิดวิวัฒนาการของกฎหมายขึ้น โดยการรวบรมกฎหมายเก่าซ่ึงมีร่องรอยมาจาก
กฎหมายสมัยอยุธยารวมเป็นกฎหมายท่ีเป็นหมวดหมู่ ชื่อ “กฎหมายตรา 3 ดวง” คือ ตราราชสีห์ (ตราของ
กระทรวงมหาดไทย) ตราคชสีห์ (ตรากระทรวงกลาโหม) และตราบวั แกว้ (ตราของกระทรวงการต่างประเทศ)
ในรชั กาลต่อๆ มากม็ วี วิ ฒั นาการทางกฎหมายต่อเนอ่ื งมาตลอด เชน่
สมัยพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) มีกฎหมายเกี่ยวกับฝิ่น
สมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) มีกฎหมายโจรห้าเส้น ซ่ึงเป็นช่ือกฎหมายท่ีมี
ลักษณะสาคัญ โดยให้ประชาชนช่วยกันปราบโจรผู้ร้าย ถ้ามีการปล้นสะดมหรือประทุษร้ายกับทรัพย์สินที่
ผูป้ กครองและประชาชนในรัศมีรอบจุดเกิดเหตุ วัดโดยรอบห้าเส้นตอ้ งรว่ มกันจับโจรหรือปราบโจร ถา้ ละเลยไมท่ า
การจบั โจร จะมีความผดิ
สมัยพระบามสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี 4) มีความพยายามเปลี่ยนโครงสร้างและปรัชญา
กฎหมายไปในทางตะวนั ตก
สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี 5) เร่ิมการปรับปรุงกฎหมายเป็นประมวล
กฎหมายที่มีการส่งคนไทยไปเรียนวิชากฎหมายในทวีปยุโรป ต่อมามีการยกร่างกฎหมายสาคัญคือ กฎหมาย
ลกั ษณะอาญา ร.ศ. 127 ถือเป็นประมวลกฎหมายอาญาฉบับแรกของประเทศไทย และใช้มาจน พ.ศ. 2500 จึงได้
เกิดประมวลกฎหมายอาญาขน้ึ
สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชการที่ 6) มีร่างและบังคับใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ตั้งแต่ พ.ศ. 2466 และประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 และ บรรพ 2 ใน พ.ศ.
2468
Laws and Professional Ethics in Thai Traditional Medicine 6
สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หวั (รัชกาลที่ 7) มกี ารประกาศใชป้ ระมวลแพง่ และพาณิชย์ บรรพ
3 ถึง บรรพ 6 และได้มีกฎหมายสาคัญอีกหลายๆ ฉบับได้ก่อเกิดขึ้นในรัชสมัยน้ี รวมท้ังการพระราชทาน
รฐั ธรรมนญู ฉบับพุทธศกั ราช 2475 จากรชั สมัยที่ 7 หลงั เปล่ียนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
มาเป็นระบบประชาธิปไตย สภานิติบัญญัติได้สร้างกฎหมายออกมาอย่างมากมาย บางช่วงแม้มีการปฏิวัติ
รฐั ประหาร ผใู้ ช้อานาจในยุคสมยั น้นั กไ็ ด้สรา้ งกฎหมายออกมาใช้บงั คับสืบต่อกนั มาจนถึงทุกวนั น้ี
Laws and Professional Ethics in Thai Traditional Medicine 7
1.2 ประเภทของกฎหมาย ลาดบั ศกั ด์กิ ฎหมาย
1.2.1 ประเภทของกฎหมาย
การจัดแบ่งกฎหมายออกตามประเภทของกฎหมาย ในการพูดถึงหรือเม่ือมีการบังคับใช้กฎหมายน้ัน เพ่ือ
ความสะดวกในการศึกษา ค้นคว้า ใช้สอย หรืออ้างอิงถึง จึงจัดกฎหมายท่ีมีลักษณะเดียวกันหรือเหมือนกันไว้
ดว้ ยกัน เชน่
- กฎหมายลายลักษณอ์ ักษร
- กฎหมายจารีตประเพณี
- กฎหมายภายในประเทศ
- กฎหมายระหวา่ งประเทศ
- กฎหมายสารบญั ญตั ิ
- กฎหมายวธิ สี บัญญัติ
- กฎหมายแพ่ง
- กฎหมายอาญา
- กฎหมายแรงงาน
- กฎหมายเอกชน
- กฎหมายมหาชน
- กฎหมายทรพั ย์สินทางปญั ญา
- กฎหมายเกีย่ วกับส่ิงแวดล้อมหรอื ทรัพยากรธรรมชาติ
- กฎหมายเกย่ี วกบั สทิ ธิเด็กและสตรี หรือผู้ด้อยโอกาส
- กฎหมายเก่ยี วกบั การลงทุน
- กฎหมายเกี่ยวกับการสาธารณสุข
- กฎหมายเก่ียวกับการคุ้มครองผู้บรโิ ภค เปน็ ตน้
ตวั อยา่ งของกฎหมายท่ียกมากล่าวขา้ งต้นถอื เป็น การจดั หมวดหมหู่ รือกลมุ่ ของกฎหมายทแ่ี บ่งแยกออกโดย
ใช้ลักษณะความคล้ายคลึงกันของเนื้อหาสาระ หรือโดยการถือเอาเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นการแบ่งแยกใน
การศึกษาและการพิจารณาจัดหมวดหมู่หรือกลุ่มของกฎหมาย เพ่ือสะดวกในการศึกษาหาความรู้ หรือเพ่ือ
ประโยชน์ในการใช้บังคับกฎหมายให้ตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในแต่ละประเภท ซึ่งอาจจัดให้แคบลงโดย
แบง่ ประเภทของกฎหมายได้ 3 ประเภท คอื
1. กฎหมายเอกชน (Private Law)
2. กฎหมายมหาชน (Public Law)
3. กฎหมายระหวา่ งประเทศ (International Law)
1) กฎหมายเอกชน
กฎหมายเอกชนเป็นกฎหมายท่ีกาหนดถึงความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวพันในทางกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ตัวอย่างกฎหมายเอกชนท่ีรู้จักันดี คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและ
Laws and Professional Ethics in Thai Traditional Medicine 8
พาณิชย์ ซ่ึงเป็นกฎหมายท่ีกาหนดเรื่องสิทธิเสรีภาพ สภาพบุคคลต้ังแต่เกิดจนตาย และขยายไปถึงหลังตายที่
รับรองถึงเรือ่ งมรดกและการจดั การทรัพยส์ ินมรดกดว้ ย
2) กฎหมายมหาชน
กฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายท่ีกาหนดนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับบุคคลในสถานะที่รัฐอยู่เหนือบุคคล โดย
รัฐมีอานาจหน้าท่ีตามกฎหมาย ต้องรักษาความสงบสุขของประชาชน รักษาอานาจอธิปไตยของรัฐไว้ รัฐจึงได้รับ
อานาจในการบังคับให้ประชาชนในเขตอานาจรัฐต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่รัฐออกมาเพื่อเจตนารมณ์ท่ีรักษาความ
สงบสขุ และอานาจอธปิ ไตยแหง่ รัฐ กฎหมายในประเภทน้ี เชน่
- กฎหมายรัฐธรรมนูญ
- กฎหมายปกครอง
- กฎหมายอาญา
- กฎหมายท่ีกาหนดการจัดตั้งองค์กรของรัฐ เช่น พระราชบัญญัติจัดตั้งองค์กรอิสระต่างๆ เช่น
พระราชบัญญัตกิ รรมการเลือกตั้ง พระธรรมนญู ศาลยตุ ธิ รรม เปน็ ตน้
- กฎหมายท่ีกาหนดวิธีการในการบังคับใช้กฎหมาย เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา เปน็ ต้น
- พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู พระราชบัญญัติ พระราชกาหนด พระราชกฤษฎีกา เปน็ ต้น
3) กฎหมายระหว่างประเทศ
กฎหมายระหว่างประเทศเป็นกฎข้อบังคับของสังคมโลก เน่ืองจากทุกประเทศจะมีอธิปไตยเหนือดินแดน
ของตน แตท่ ุกประเทศจาตอ้ งมคี วามสมั พันธ์กับประเทศเพ่อื นบา้ น และสังคมของภูมิภาคต่างๆ ของโลก จึงมีความ
จาเป็นต้องมีกฎหมายระหว่างประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกของประชากรโลก กฎหมายระหว่างประเทศมีกฎเกณฑ์
ทุกประการคล้ายคลึงกับกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ แต่การบังคับการส่วนใหญ่จะเป็นวิธีการทางศีลธรรม
วิธีการทางสังคม เช่น การไม่คบค้าสมาคมด้วย เป็นต้น และวิธีการทางศาลซ่ึงอาจต้องใช้ค่าเสียหาย ส่วนการ
ดาเนินการบังคับการกฎหมายระหว่างประเทศ จะมีองค์กรระหว่างประเทศเป็นผู้ดาเนินการ เช่น สหประชาชาติ
ศาลยตุ ธิ รรมระหว่างประเทศ องคก์ ารการค้าโลก เปน็ ตน้ กฎหมายระหว่างประเทศจะแยกเปน็ 3 แผนก คอื
3.1 แผนกคดีเมือง เป็นกฎหมายเกย่ี วกบั ความสมั พันธข์ องรัฐต่อรัฐโดยตรง เชน่ กฎหมายเกี่ยวกับการทา
สงคราม กฎหมายทะเล-อากาศ เปน็ ต้น
3.2 แผนกคดีบุคคล เป็นกฎหมายท่ีเกี่ยวกับอานาจรัฐแต่ละรัฐที่ต้องเข้าไปบังคับบุคคลในแต่ละชนชาติ
เช่น พระราชบญั ญตั วิ ่าดว้ ยการขัดกนั ของกฎหมาย เปน็ ตน้
3.3 แผนกคดีอาญา เป็นกฎหมายที่พูดถึงการประกอบอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงกระบวนการก่อ
การรา้ ยดว้ ย
1.2.2 ลาดับศักดิข์ องกฎหมาย
กฎหมายที่มีใช้บังคับอยู่ในอารยประเทศมีอยู่จานวนมากมายและซ้าซ้อนกัน ในทางนิติศาสตร์จึงต้อง
กาหนดศักด์ิของกฎหมาย เพ่ือใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาว่าจะบังคับกันด้วยกฎหมายใดเร่ืองใดฉบับใด การ
Laws and Professional Ethics in Thai Traditional Medicine 9
กาหนดลาดับศักด์ิกฎหมายทั่วโลกคล้ายคลึงกัน คือ ให้กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฏหมายสูงสุดในประเทศ
กฎหมายใดจะขัดแย้งไม่ได้ ผลทก่ี ฎหมายใดขัดตอ่ กฎหมายรัฐธรรมนูญจะทาให้กฎหมายฉบบั น้ันๆ หรอื บทมาตรา
ท่ีขัดรัฐธรรมนูญจะตกไป คือ ใช้บังคับไม่ได้ โดยจะได้กล่าวถึงลาดับศักด์ิกฎหมายเรียงตามลาดับศักดิ์สูงสุดไป
ตามลาดับ ดงั น้ี
1) กฎหมายรฐั ธรรมนญู
กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่จัดระเบียบการปกครองประเทศ โดยกาหนดรูปแบบของรัฐว่า
เป็นรัฐเดียวหรือรัฐรวม ระบบการปกครองของรัฐ รวมทง้ั สถาบันและองค์กร การใช้อานาจอธิปไตยในการปกครอง
รัฐ ซ่ึงกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่ลาดับศักดิ์สูงสุด ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช
2540
2) พระราชบญั ญัติ
พระราชบัญญัติเป็นกฎหมายท่ีมีศักด์ิลาดับสอง รองจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติเกิดโดย
รัฐสภาเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่จานวนมากท่ีสุดในประเทศไทยโดยส่วนใหญ่เกิดจากรัฐสภาเป็นผู้ตราข้ึน ทั้งนี้
โดยอานาจแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญท่ีกาหนดไว้ว่าจะออกพระราชบัญญัติอย่างไร โดยหลักการแล้ว
พระราชบัญญัติต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน เชน่
- พระราชบญั ญตั ิการประกอบโรคศลิ ปะ พ.ศ.2542
- พระราชบญั ญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541
- พระราชบญั ญตั ิส่งเสริมภมู ิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542
- พระราชบญั ญตั ิส่งเสริมและรกั ษาคุณภาพสงิ่ แวดล้อม พ.ศ.2535
- พระราชบัญญตั ิยา พ.ศ. 2510 เป็นตน้
3) กฎหมายอ่นื ๆ ท่มี ีศักดิเ์ สมอหรือเที่ยบเทา่ พระราชบัญญตั ิ
กฎหมายอ่ืนๆ ที่มีศักดิ์เสมอหรือเทียบเท่ากับพระราชบัญญัติ ได้แก่ พระราชกาหนด ประมวลกฎหมาย
ประกาศพระบรมราชโองการ ประกาศคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เพื่อสรุปความรู้ในส่วนนี้
จงึ ขออธบิ ายเพ่อื ความเข้าใจ ดงั นี้
3.1 พระราชกาหนด เป็นการตรากฎหมายของพระมหากษัตริย์ โดยคาแนะนาของรัฐบาล มีผลให้
สามารถบังคับได้เลย แต่ภายหลังต้องกลับมารับความเห็นชอบจากรัฐสภาอีกคร้ังหน่ึง การตราพระราชกาหนดใช้
ในกรณีจาเป็น ฉุกเฉิน เร่งด่วน เช่น กรณีประเทศชาติพบภัยพิบัติ หรือมีความจาเป็นทางเศรษฐกิจ การเงินการ
คลงั เชน่ พระราชกาหนดแกไ้ ขประมวลกฎหมายอาญา เรื่องกระบวนการผู้ก่อนการร้าย พ.ศ. 2547 เปน็ ต้น
3.2 ประมวลกฎหมาย เป็นการตรากฎหมายหรอื การรวบรวมกฎหมายในเรือ่ งเดยี วกันไว้ด้วยกัน เพอ่ื การ
สะดวกในการบงั คบั ใช้กฎหมายเหลา่ นนั้ เช่น ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ ประมวล
กฎหมายวธิ ีพิจารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา เป็นตน้
3.3 ประกาศพระบรมราชโองการ เป็นกฎหมายเก่าในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งพระมหากษัตริย์
ทรงประกาศ สามารตใช้บงั คบั ได้เชน่ เดียวกับกฎหมาย
3.4 ประกาศคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เป็นกฎหมายท่ีถูกประกาศใช้ในบางช่วง
หรือบางตอนที่ไม่มีรัฐสภา ประเทศชาติถูกปกครองโดยคณะบุคคลที่เรียกตัวเองว่า คณะปฏิวัติ เช่น สมัยจอมพล
Laws and Professional Ethics in Thai Traditional Medicine 10
ป. พิบูลสงคราม สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้น หรือโดยคณะบุคคลท่ีเรียกว่า คณะปฏิวัติ เช่น สมัยนายก
ธานินทร์ กรยั วิเชียร เป็นต้น
4) พระราชกฤษฎีกา
พระราชกฤษฎีกาเป็นกฎหมายท่ีเกิดจากฝ่ายบริหารตราขึ้นโดยอาศัยอานาจของกฎหมายรัฐธรรมนูญให้
อานาจไว้ ส่วนใหญ่เป็นเร่ืองการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น พระราชกฤษฎกี าค่าใชจ้ ่ายในการเดินทางไปราชการ
พ.ศ. 2526 เป็นต้น
5) กฎกระทรวง
กฎกระทรวงเป็นกฎหมายทอ่ี อกโดยพระราชบัญญัตแิ ต่ละฉบับใหอ้ านาจเจ้ากระทรวงหรอื รัฐมนตรีผรู้ กั ษา
กฎหมายออกกฎกระทรวงได้ เช่น กฎกระทรวงฉบับท่ี 4 (พ.ศ. 2521) และฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2532) ออกตาม
พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พุทธศักราช 2479 กฎกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการขอข้ึน
ทะเบียนและรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต การขอรับใบอนุญาต การขอรับใบแทนใบอนุญาต และการออกใบ
แทนใบอนุญาตในการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2547 เป็นต้น
6) ประกาศกระทรวง
ประกาศกระทรวงมีอยู่ 2 ประเภท คือ ประเภทท่ีหน่ึงมีศักด์ิเสมอด้วยกฎกระทรวง คือ มีกฎหมายให้
อานาจประกาศได้ กบั อกี ประเภทหนง่ึ คือ ไมม่ ีกฎหมายให้ประกาศได้จึงมีสถานะเทียบเท่าระเบยี บ แต่ไม่มสี ถานะ
ทางกฎหมาย เป็นเพียงแนวทางปฏิบัติราชการเท่านั้น เช่น ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกิจการที่เป็น
อันตรายตอ่ สุขภาพ ฉบบั ที่ 4 เปน็ ตน้
7) กฎมายระดับการปกครองส่วนท้องถนิ่
กฎหมายระดับน้ีในส่วนกฎหมายแม่หรือตัวพระราชบัญญัติได้ให้อานาจท้องถิ่น สามารถออกกฎหมายใน
ระดับท้องถ่ินใช้บังคับกับท้องถ่ินของตนเองได้ เช่น กรุงเทพมหานครสามารถออกข้อบังคับกรุงเทพมหานคร
ตามอานาจแห่งพระราชบัญญตั ิระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 หรอื เมอื งพทั ยาก็สามารถออก
ระเบยี บบรหิ ารราชการเมืองพทั ยาได้ ในทานองเดยี วกันกับกรณีเทศบาล หรอื องค์การบริหารสว่ นจังหวัด องค์การ
บรหิ ารสว่ นตาบล เป็นตน้
Laws and Professional Ethics in Thai Traditional Medicine 11
1.3 การใช้ การตีความ และกระบวนการบังคับใชก้ ฎหมาย
1.3.1 การใชก้ ฎหมาย
การใช้กฎหมาย หมายถึง การนาเอาตัวบทกฎหมายซ่ึงผ่านกระบวนการบัญญัติและการรับรองหรือการ
เห็นชอบจากองค์กรผู้มีอานาจในการออกกฎหมายของรัฐปรับใช้กับกรณี หรือข้อพิพาทท่ีเกิดข้ึนในสังคม การใช้
กฎหมายมขี ้อกาหนดกฎเกณฑต์ ามหลกั การใชก้ ฎหมาย เชน่ เวลา สถานท่ี และบคุ คล ดังน้ี
1. การใช้กฎหมายต้องคาถึงถึงเรื่องเวลา ที่กฎหมายแต่ละฉบับมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ประการ
หน่ึงและเพื่อทราบถึงการมีผลที่เป็นคุณเป็นโทษ ซ่ึงโดยหลักกฎหมายกาหนดว่า ถ้ากฎหมายเป็นคุณสามารถ
ยอ้ นหลงั ได้ แต่ถ้าเปน็ โทษจะไมส่ ามารถย้อนหลงั ได้ เช่น กรณีพระราชบัญญัติการประกอบโรคศลิ ปะปี 2542 มีผล
บังคับเมอ่ื 19 พฤษภาคม 2542 แต่กฎหมายประกาศใชเ้ มือ่ 18 พฤษภาคม 2542
ในเร่ืองกฎหมายที่มีโทษไม่ย้อนหลังที่พูดกันเสมอ คือ คดีอดีตนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. (แปลก) พิบูล
สงคราม ถูกฟ้องอาชญากรสงคราม ศาลยกฟ้อง เพราะกฎหมายพระราชบัญญัติอาชญากรสงครามออกภายหลัง
การกระทาผดิ จึงไมม่ ผี ลย้อนหลัง
2. การใช้กฎหมายต้องคาถึงสถานที่ เมอ่ื กฎหมาบัญญัติข้ึนแลว้ หมายถึงวา่ กฎหมายจะต้องมสี ถานท่ีซึ่ง
จะนากฎหมายไปบังคบั ในพืน้ ที่หรือท้องท่ี เช่น กฎหมายภายในประเทศ ก็ต้องใช้ในเขตประเทศนั้น เช่น กฎหมาย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ก็จะถูกบังคับใช้ในเขตราชอาณาจักรไทยตามเขตอานาจ
อธิปไตยแห่งรัฐไทย ซึ่งหมายถึงเขตดินแดนที่เป็นพื้นดิน เขตทะเลภายในราชอาณาเขต 12 ไมล์ทะเล เขตน่านฟ้า
เหนือพื้นดิน และพ้ืนน้าอธิปไตย เป็นต้น หลักการข้างต้นขยายไปถึงเรือไทย อากาศไทย และสถานทูตไทยใน
ต่างประเทศดว้ ย
3. การใช้กฎหมายต้องคานึงถึงบุคคล หมายความว่า กฎหมายจะใช้บังคับกับใครบ้าง ตามหลักการใน
กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ยืนยันรับรองว่า บุคคลย่อมเท่าเทียมกันทางกฎหมาย หมายความว่า กฎหมาย
ต้องใช้กับบุคคลทกุ คนเทา่ เทียมกนั ไม่ว่าชาติภาษา หรอื ศาสนาใด แตม่ ีข้อยกเว้น คือ พระมหากษตั รยิ ์ ซึ่งกฎหมาย
รัฐธรรมนูญทุกฉบับของไทยรับรองว่าผู้ใดจะละเมิดมิได้ การบังคับใช้กฎหมายที่ว่าทุกคนเท่าเทียมกันน้ัน มี
ข้อยกเว้นพิเศษเพื่อการทาหน้าท่ีของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาในสมัยประชุม หรือ กรรมการ
เลือกตั้งระหว่างมีพระราชกฤษฎีกาเลือกต้ัง ห้ามทาการจับกุมคุมขัง เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีข้อยกเว้นสากล
ระหว่างประเทศ เช่น การยกเว้นภาษีขององค์กรต่างประเทศ คณะบุคคลตัวแทนประเทศหรือองค์กรระหว่าง
ประเทศ เช่น ทูต การยกเว้นการมีบัตรประจาตัวประชาชนของพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศ์ พระภิกษุใน
พุทธศาสนา เป็นต้น
1.3.2 การตีความกฎหมาย
การตีความกฎหมาย ถือเปน็ หลกั การสาคญั ของการศึกษาวิชานติ ิศาสตร์ หรือการบังคับใช้กฎหมายให้ตรง
ตามเจตนารมณ์ หรือความต้องการของกฎหมาย การตีความกฎหมายจะเกิดข้ึนหรือมีขึ้นในกรณีท่ีบทบัญญัติของ
กฎหมายมีปัญหาที่จะบังคับใช้กับกรณีพิพาทเท่าน้ัน โดยหลักการจะไม่มีการตีความกฎหมายอย่างพร่าเพร่ือ โดย
เข้าใจว่ากฎหมายมีปัญหาซ่ึงความเข้าใจนั้นเป็นเร่ืองปัจเจกบุคคลท่ัวไปที่เอาความเข้าใจส่วนตัวตัดสินว่า
Laws and Professional Ethics in Thai Traditional Medicine 12
บทบัญญัติหรอื ถ้อยคาในกฎหมายมีปญั หา ซ่ึงความจริงมใิ ชเ่ ช่นน้นั ปญั หาการตีความกฎหมายจงึ อย่ทู วี่ ่า ใครเป็นผู้
ตคี วามกฎหมาย และหลกั การตีความเปน็ อยา่ งไร โดยมรี ายละเอยี ด ดังนี้
1) ผู้มีอานาจตีความ
ผู้มีอานาจตีความ หมายถึง บุคคลหรือคณะบุคคลหรือองค์กรหรือผู้มีอานาจในการตีความกฎหมายใน
กรณีเกิดข้อพิพาททางข้อกฎหมาย ผ้มู ีอานาจตีความจะต้องมีอานาจตามกฎหมายเพราะผลการตีความจะต้องมผี ล
บังคับตามกฎหมาย ถ้าผู้ตีความกฎหมายไม่มีอานาจแล้ว การตีความกฎหมายจะเป็นเพียงความเห็นทางกฎหมาย
เทา่ น้ัน สาหรับประเทศไทยผมู้ อี านาจตคี วามกฎหมาย มีดงั น้ี
1.1 ศาลยุติธรรม เป็นการตีความในกรณีมีข้อพิพาทที่จะต้องหารือของกฎหมาย ซ่ึงในทางกฎหมายคือ
การท่ีศาลตีความปัญหาข้อกฎหมายในทางอรรถคดีน่ันเอง ในระบบกฎหมายคาวินิจฉัยช้ีขาดของศาลถือเป็นท่ีมา
ของกฎหมายทางหนงึ่
1.2 ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์อิสระตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมีอานาจช้ีขาดกรณีพิพาทที่เกี่ยวด้วย
กฎหมายรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะในเร่ืองที่อ้างว่าบทบัญญัติกฎหมายใดขัดหรือแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือ
กรณีโต้แย้งเรื่องการใช้อานาจของหน่วยงานหรือองค์กรของรัฐว่าเป็นของผู้ใด รวมตลอดการกล่าวอ้างว่ากฎหมาย
ใดขัดตอ่ รฐั ธรรมนูญ ซงึ่ เม่ือศาลรฐั ธรรมนญู ช้ขี าดแล้วย่อมมผี ลผูกพันตอ่ องค์กรอื่นๆ ของรัฐดว้ ย
1.3 คณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นองค์กรท่ีปรึกษาข้อกฎหมายให้กับส่วนราชการระดับสูง หรือรัฐบาล
คาปรกึ ษาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ถือเปน็ แนวทางบรรทัดฐานในการทางานของส่วนราชการ
2) หลักการในการตคี วาม
การตีความอาจสรุปได้ว่ามีการตีความ 2 ประการ คือ การตีความตามตัวอักษร และการตีความตาม
เจตนารมณ์ของกฎหมาย
2.1 การตีความตามตัวอักษร คอื การตีความตามตัวหนงั สือที่บนั ทึกไว้ถ้าเปน็ ภาษาธรรมดาสามญั ท่ใี ชก้ ัน
อยู่ เมื่อเกิดปัญหาต้องตีความก็ต้องอาศัยพจนานุกรรมเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นภาษากฎหมาย การตีความต้องใช้
หลกั การและคาจากัดความตามกฎหมายเปน็ หลัก
2.2 การตีความตามเจตนารมณ์ คือ การตีความตามความม่งุ หมายของกฎหมายนัน้ ซ่ึงสามารถทราบได้
จากคาปรารภ คานา หรือคาจากัดความ ช่ือของกฎหมาย สถานการณ์ หรือภาวะเหตุการณ์ในช่วงของการเกิด
กฎหมายนั้น นอกจากน้นั ยังต้องคานึงถงึ หลกั การทางปรัชญาทางกฎหมายน้นั ๆ เช่น กฎหมายเก่ียวกบั การคมุ้ ครอง
ผู้บริโภคต้องคานึงถือสิทธิของผู้บริโภค กฎหมายอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมต้องคานึงการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้องเป็นสาคัญ
มากกว่าการนาเอาสิ่งแวดล้อมมาใช้ในทางเศรษฐกิจ กฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนก็ต้องคานึงถึงสิทธิเสรีภาพและ
ศักดิ์ศรีความเปน็ มนุษย์ เป็นต้น
1.3.3 กระบวนการบังคบั ใชก้ ฎหมายในศาล
ปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายกับกรณีพิพาทหรือกรณีจาต้องใช้สิทธิตามกฎหมาย ถือเป็นกระบวนการ
สาคัญที่จะทาให้กฎหมายถูกบังคับใช้อย่างมีระบบ เป็นหลักประกันต่อความม่ันคงของประเทศ และ
เป็นหลักประกันต่อศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพของประชาชน เน่ืองจากกระบวนการบังคับใช้
กฎหมายในแต่ละเรื่อง แต่ละปัญหาแตกต่างกัน ในกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงได้จัดองค์กรอิสระในรูปแบบศาลโดย
Laws and Professional Ethics in Thai Traditional Medicine 13
จาแนกศาลท่ีจะวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินปัญหาท่ีเกี่ยวกับกฎหมายหลายศาล และแต่ละศาลก็มีกระบวนการยุติธรรม
ของตนเองเฉพาะ ดังจะกลา่ วต่อไปนี้
1) กระบวนการยุตธิ รรมในศาลรัฐธรรมนญู
กระบวนการยุติธรรมในศาลรัฐธรรมนญู เป็นกระบวนการในเร่ืองการวนิ ิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งกับ
กฎหมายรัฐธรรมนญู หรือการวนิ จิ ฉัยวา่ หนว่ ยราชการใดมีอานาจหน้าทอ่ี ย่างใดเรือ่ งใดเมอ่ื มีการเสนอปัญหาน้นั มา
สู่ศาลรัฐธรรมนูญ ข้อพิพาทที่จะนามาสู่ศาลรัฐธรรมนูญจะมาได้โดยองค์กรของรัฐเท่านั้น ประชาชนทั่วไปไม่อาจ
เสนอข้อพิพาทต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงด้วยตนเอง เช่น กรณีร่างกฎหมายใดมีข้อสงสัยว่าเป็นกฎหมายขัดต่อ
รัฐธรรมนญู แลว้ รัฐสภาหนง่ึ สภาใดสามารถส่งความเหน็ ไปศาลรฐั ธรรมนูญได้หรือนายกรัฐมนตรีจะสง่ รา่ งกฎหมาย
ไปศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นกรณีการอ้างว่าบทบัญญัติกฎหมายใดขัดรัฐธรรมนูญในกระบวนการ
พิจารณาของศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ก็ชอบท่ีศาลนั้นจะเสนอความเห็นข้อโต้แย้งไปยังศาลรัฐธรรมนุญได้
นอกจากนั้นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ผู้ตรวจการของรัฐสภา ก็สามารถเสนอข้อความเห็นสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้
เช่นกนั
2) กระบวนการยุตธิ รรมในศาลยตุ ธิ รรม
กระบวนการพิจารณาในศาลยุติธรรม เป็นกระบวนการท่ีประชาชนท่ัวไปคุ้นเคยมากที่สุดในกระบวนการ
พิจารณาบังคับตามกฎหมาย หลักการสาคัญที่ประชาชนที่ได้รับความเสียหาย หรือจาต้องขอให้ทาการรับรอง
คมุ้ ครองสิทธิ ก็สามารถนาเสนอคดีต่อศาลได้ตามเขตอานาจศาล ถา้ เป็นเรือ่ งเล็กน้อย ก็อาจเสนอต่อศาลแขวง แต่
ถ้าเป็นเรือ่ งใหญก่ ็เสนอต่อศาลจังหวดั ศาลแพง่ ศาลอาญา แล้วแต่กรณี หรือถ้าเป็นคดพี ิเศษก็สามารถเสนอคดีต่อ
ศาลชานาญพิเศษ เช่น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลแรงงาน ศาลภาษีอาการ
ศาลเยาวชนและครอบครัว เป็นต้น ในศาลยุติธรรมประชาชนสามารถเป็นผู้ยื่นฟ้องคดีเองได้ โดยตนเอง หรือใช้
ทนายความดาเนนิ การแทนหรือจะใชช้ อ่ งทางใหพ้ นักงานอัยการดาเนินการก็ได้
3) กระบวนการยตุ ธิ รรมในศาลปกครอง
กระบวนการยุติธรรมในศาลปกครอง เป็นกระบวนการที่เพ่ิงมีขึ้นตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
(พ.ศ. 2540) ศาลปกครองถือเป็นศาลชานาญพิเศษมีอานาจพิจารณาคดีทางปกครอง คือคดีที่เก่ียวกับเจ้าหน้าที่
ของส่วนราชการ หรือพนักงานรัฐวิสาหากิจ หรือพนักงานเจ้าหน้าท่ีระดับท้องถ่ินกระทาความผิดกฎหมายหรือ
ละเมิดทาใหป้ ระชาชนเสียหาย ประชาชนสามารถเสนอคาฟ้องตอ่ ศาลปกครองได้ แต่ไม่สามารถแต่งตงั้ ทนายความ
ดาเนินคดีแทนได้ในศาลปกครอง ในส่วนคดีแพ่งน้ันประชาชนต้องเสียค่าข้ึนศาลในอัตราร้อยละ 2.5 เช่นเดียวกับ
การฟ้องคดีในศาลยุติธรรม และท่ีสาคัญในคดีแพ่งสามารถดาเนินคดีอย่างอนาถาได้ แต่ในศาลปกครองไม่อาจทา
ได้ ตอ้ งเสียค่าธรรมเนยี มตามระเบียบศาลปกครองจึงจะรบั คดีในส่วนเรียกค่าเสียหายได้ ต้องทาความเข้าใจว่าศาล
ปกครองมีอานาจวินิจฉัยว่าการกระทาของรัฐผิดกฎหมายหรือไม่ ถ้าผิดก็เพิกถอนคาส่ังเช่นว่าน้ันได้ แต่จะไม่มี
อานาจลงโทษในทางอาญาหรือในทางวินิจฉัยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถ้าประชาชนหรือรัฐเสียหายเพราะเหตุดังกล่าว
แล้วนั้นชอบท่ีจะไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหน่ึง คือ ต้องไปว่ากันในทางอาญาในฐานะเจ้าหน้าท่ีกระทาการ งดเว้น
กระทาการหรือทจุ รติ ตอ่ ไป
Laws and Professional Ethics in Thai Traditional Medicine 14
4) กระบวนการยตุ ธิ รรมในศาลทหาร
กระบวนการยุติธรรมในศาลทหาร เป็นกระบวนการยุติธรรมเก่าแก่กระบวนการหนึ่ง มีอานาจพิจารณา
คดีอาญาทหาร และคดีเฉพาะตามที่กฎหมายกาหนดไว้เฉพาะ มีกระบวนการและวธิ ีพิจารณาพิเศษ ข้อนา่ พิจารณา
ถึงคดีอาญาทหารต้องเปน็ เร่ืองทหารกระทาผิดโดยลาพังตนเอง มิไดร้ ่วมกระทาผิดร่วมกบั พลเรอื น กล่าวคอื ถ้าคดี
ใดมีพลเรือนร่วมด้วย คดีจะไม่อยู่ในอานาจศาลทหาร เช่น กรณีทหารร่วมกับพลเรือนปล้นทรัพย์ก็จะไม่ขึ้นศาล
ทหาร ศาลทหารจะทาหน้าท่ีท้งั ในยามสงบและยามสงครามหรือกรณมี ีกฎอัยการศึก เป็นต้น
Laws and Professional Ethics in Thai Traditional Medicine 15
1.4 แบบฝึกหักท้ายบท
1) จงอธิบายความหมายของกฎหมาย
2) กฎหมายมีต้นกาเนิดอย่างไร
3) จงอธิบายววิ ัฒนาการของกฎหมายในประเทศไทย
4) กฎหมายมีกปี่ ระเภท อะไรบ้าง
5) จงบอกลาดับศักด์ิของกฎหมายในประเทศไทย
6) จงอธบิ ายกระบวนการบังคบั ใชก้ ฎหมาย
Laws and Professional Ethics in Thai Traditional Medicine 16
1.5 กจิ กรรมฝกึ ปฏบิ ัติ
1) กิจกรรมนาเสนอและอภปิ รายเกี่ยวกับลาดับศักดิ์ของกฎหมาย
2) กิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เก่ียวกบั กฎหมายในชวี ติ ประจาวัน
3) สรปุ สาระสาคัญสง่ หลงั เรยี น ภายใน 1 สปั ดาห์
Laws and Professional Ethics in Thai Traditional Medicine 17
1.6 บรรณานุกรม
ธานนิ ทร์ กรัยวเิ ชยี ร. คาแนะนานกั ศึกษากฎหมาย. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์การศาสนา; (ม.ป.ป).
ประภาศน์ อวยชัย. ความรู้เบ้ืองต้นเกี่ยวกับกฎหมายท่ัวไป พจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542.
พมิ พ์คร้งั ที่ 1. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สานักทาเนยี บนายกรฐั มนตรี; 2546.
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. เอกสารการสอนชุดวิชาจรรยาวิชาชีพและกฎหมายเก่ียวกับการแพทย์
แผนไทย. (ฉบบั ปรบั ปรงุ คร้ังที่ 1). นนทบรุ :ี โรงพิมพม์ หาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธริ าช; 2559.
หนงั สอื จรยิ ธรมและมรรยาททนายความ. พิมพ์ครง้ั ท่ี 1. (ม.ป.พ.). 2544
หยุด แสงอุทัย. ความรูเ้ บ้ืองตน้ เกีย่ วกบั กฎหมายท่วั ไป. พมิ พ์ครั้งท่ี 6. กรุงเทพฯ: (ม.ป.พ.). 2518.
Laws and Professional Ethics in Thai Traditional Medicine 18