The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ป.4

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jittanan.25, 2022-09-06 01:36:53

วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ป.4

วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ป.4

1

2

การจัดประสบการณก์ ารเรยี นการสอนในรปู แบบ On-Line ในชว่ งของมาตรการเฝา้ ระวงั
การป้องกัน และควบคมุ โรคโควิด – 19 โดยการใช้นวตั กรรมแบบคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน (CAI)
หน่วยการเรียนรู้ ความหลากหลายของส่งิ มีชีวิต ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 4 ผ่านทางแอปพลเิ คชนั Line

จิตตานันท์ บญุ บรรลุ
ตาแหนง่ ครผู ชู้ ว่ ย

โรงเรียนบา้ นตาราม
สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาบรุ รี มั ย์ เขต 2

สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร



ช่อื งานศึกษา การจัดประสบการณ์การเรยี นการสอนในรปู แบบ On-Line ในชว่ งของมาตรการ

เฝา้ ระวัง การป้องกัน และควบคุมโรคโควิด – 19 โดยการใชน้ วัตกรรมแบบ

คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน (CAI) หนว่ ยการเรยี นรู้ ความหลากหลายของส่ิงมชี ีวิต

ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 4 ผา่ นทางแอปพลิเคชัน Line

ชือ่ ผวู้ จิ ัย นางสาวจิตตานันท์ บญุ บรรลุ

ตาแหนง่ ครผู ู้ช่วย

สาขาวิชา/คณะ วทิ ยาศาสตร์ (หลกั สูตรครุศาสตรบณั ฑติ ) มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

ที่ปรึกษา นายบญุ พรอ้ ม อปุ แกว้ ผอู้ านวยการโรงเรยี นบ้านตาราม

นางวรฐิ า บมกลาง ครโู รงเรียนบ้านตาราม อาเภอกระสัง จังหวัดบรุ ีรมั ย์

นางกัญญาพัชญ์ วชิ ยั รัมย์ ศึกษานิเทศก์

ปกี ารศกึ ษา 2564

จานวน หนา้

บทคดั ยอ่

การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) นักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี นเรอื่ ง ความหลากหลายของส่งิ มีชีวิต หลังเรยี นสงู กวา่ ก่อนเรียน 2) นักเรยี นเกดิ ทักษะกระบวนการใน
การใชน้ วัตกรรมแบบคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน (CAI) ผ่านทางแอปพลเิ คชัน Line 3) นักเรยี นมีวนิ ยั และความ
พึงพอใจทีด่ ตี อ่ การจัดประสบการณ์การเรยี นการสอนในรูปแบบ On-Line ในรายวชิ าวิทยาศาสตร์

การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยโดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนบ้านตาราม
จานวน 26 คน ได้มาโดยการเลือกแบบยกชั้น เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ีประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรม
การสอนนวัตกรรมแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) หน่วยการเรียนรู้ ความหลากหลายของส่ิงมีชีวิต 2)
แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต 3) แบบ
วัดประเมินผลด้านทักษะกระบวนการในการใช้นวัตกรรม แบบวัดประเมินผลด้านความมีวินัย แบบวัด
ประเมนิ ผลด้านความพึงพอใจ สถิติที่ใชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมลู ได้แก่ ค่าเฉล่ีย สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ
การทดสอบค่า (t-test)

ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้นวัตกรรมแบบ
คอมพิวเตอรช์ ่วยสอน (CAI) หน่วยการเรียนรู้ ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นหลัง
เรยี นสงู กว่าก่อนเรียนอยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ .05 2) ทกั ษะกระบวนการในการใช้นวัตกรรมแบบ
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 คิดเป็นร้อยละ 100 3) นักเรียนมีวินัยในรายวิช
วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ในด้านการแต่งกาย ด้านการมาเรียน และ
ด้านความรับผิดชอบ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 และนักเรียนมีความพึงพอใจท่ีดีต่อการจัดประสบการณ์การ



เรียนการสอนในรูปแบบ On-Line ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
4.60 คิดเปน็ ร้อยละ 91.97

ความสาคญั : ชุดกิจกรรม ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน ทกั ษะกระบวนการในการใชน้ วัตกรรม วินัย ความพึง
พอใจ



กิตติกรรมประกาศ

งานวิจัยเรื่อง การจัดประสบการณ์การเรียนการสอนในรูปแบบ On-Line ในช่วงของมาตรการ
เฝ้าระวัง การป้องกัน และควบคุมโรคโควิด – 19 โดยการใช้นวัตกรรมแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)
หน่วยการเรยี นรู้ ความหลากหลายของสง่ิ มีชวี ติ ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 4 ผ่านทางแอปพลิเคชนั Line สาเร็จ
ได้ดีเน่ืองจากได้รับความสนับสนุน ความอนุเคราะห์ และให้คาแนะนาปรึกษาตลอดจน แก้ไขข้อบกพร่อง
ต่าง ๆ ในช่วงของมาตรการเฝ้าระวัง การป้องกัน และควบคุมโรคโควิด – 19 จาก นายบุญพร้อม อุปแก้ว
ผู้อานวยการโรงเรียนบ้านตาราม นางวริฐา บมกลาง ครูโรงเรียนบ้านตาราม และนางกัญญาพัชญ์ วิชัยรัมย์
ศึกษานิเทศก์ ซึ่งเป็นผู้ให้คาปรึกษาและตรวจสอบและแก้ไขข้อบกพร่องของงานวิจัยฉบับนี้จนสมบูรณ์
ผู้วิจัยจึงขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง และขอกราบขอบพระคุณทุกท่านท่ีมิได้กล่าวนามไว้ ณ ที่น้ี ท่ีกรุณา
ให้ความชว่ ยเหลอื สนับสนุนเป็นอยา่ งดี

จติ ตานนั ท์ บญุ บรรลุ
กันยายน 2564



สารบัญ หน้า

บทคัดย่อ………………………………………………………………………………………………… .................... ค
กติ ตกิ รรมประกาศ…………………………………………………………………………………………………...... ง
สารบญั .................................................................................................................................. ฉ
สารบญั แผนภูมิ ...................................................................................................................... ช
สารบญั ตาราง.........................................................................................................................

บทท่ี 1
1 บทนา.......................................................................................................................... 1
ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา ...................................................................... 4
คาถามการวจิ ยั ............................................................................................................ 4
วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย............................................................................................. 4
สมมตฐิ านของการวิจัย................................................................................................. 4
ขอบเขตการวจิ ยั .......................................................................................................... 5
ประโยชน์ของการวิจัย ................................................................................................. 6
นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ.........................................................................................................

2 เอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ ก่ยี วข้อง ................................................................................... 7
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560).. 7
ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรงุ
พ.ศ. 2560) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานพุทธศกั ราช 2551..................... 11
หลักการและทฤษฎีเก่ียวกบั นวตั กรรมการสอน............................................................ 17
แนวคดิ และทฤษฎีเกี่ยวกับคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน (CAI) ............................................... 20
หลกั การทฤษฎที ่เี กย่ี วกบั การประเมินผลการเรียนรู้............................. ........................ 24
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ...................................................................................................... 38
กรอบแนวคิดในการวิจัย .............................................................................................. 40

3 วิธีดาเนินการวจิ ยั ........................................................................................................ 41
ประชากรและตัวอยา่ ง ................................................................................................. 41
การออกแบบการวิจัย .................................................................................................. 41
เครอ่ื งมือที่ใช้ในการวจิ ยั .............................................................................................. 41



สารบัญ (ตอ่ )

บทท่ี
การทดลองและการเกบ็ ข้อมูล...................................................................................... 45
การวิเคราะห์ขอ้ มูล...................................................................................................... 45
เกณฑ์การให้คะแนน การแปลความหมายคะแนน และเกณฑก์ ารตดั สนิ ...................... 47

4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล ................................................................................................. 49
สัญลกั ษณ์ที่ใช้ในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู .................................................... 49
ลาดบั ขั้นตอนการนาเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ......................................................... 49
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ................................................................................................. 50

5 สรุป อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ ............................................................................. 57
สรุปผลการวิจัย............................................................................................................ 57
อภิปรายผล ................................................................................................................. 61
ขอ้ เสนอแนะ................................................................................................................ 63

บรรณานกุ รม ............................................................................................................................ 64
ภาคผนวก ................................................................................................................................. 67

ก เคร่ืองมือที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ........................................................................ 68
ข การตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมอื .................................................................................. 76
ค นวัตกรรมหรอื สอ่ื การสอน................................................................................................................... 78
ง ประมวลภาพการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนนวตั กรรมแบบคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน (CAI)..... 82



สารบัญแผนภูมิ

แผนภมู ิที่ หน้า

2.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย การจัดประสบการณ์การเรยี นการสอนในรูปแบบ

On-Line ในช่วงของมาตรการ เฝ้าระวัง การป้องกัน และควบคุมโรคโควดิ – 19

โดยการใช้นวตั กรรมแบบคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน(CAI)หน่วยการเรียนรู้ ความหลากหลายของสิง่ มชี ีวติ

ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 4 ผ่านทางแอปพลิเคชนั Line ................................................. 40



สารบญั ตาราง

ตารางท่ี หน้า

4.1 ค่าประสทิ ธิภาพของการใชท้ ี่มีการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้....................................... 50

4.2 ค่าเฉลยี่ ค่าร้อยละ ค่าสว่ นเบี่ยงมาตรฐาน คา่ t-test............................................. 50

4.3 ผลการวิเคราะห์คะแนนทักษะกระบวนการในการใชน้ วตั กรรม................................. 51

4.4 ผลการวิเคราะห์คะแนนความมีวินัย ........................................................................ 51

4.5 จานวนและรอ้ ยละของของนักเรียน จาแนกตามขอ้ มลู ทัว่ ไป .................................... 52

4.6 ค่าเฉลี่ย ค่าสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน ค่ารอ้ ยละ ความพึงพอใจดา้ นเน้อื หาสาระ ..... 53

4.7 คา่ เฉล่ีย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คา่ รอ้ ยละ ความพึงพอใจด้านการจดั กิจกรรม

การเรยี นการสอน................................................................................................... 53

4.8 คา่ เฉลยี่ ค่าสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ ความพงึ พอใจดา้ นส่ือการเรยี นการสอน 54

4.9 คา่ เฉล่ยี ค่าสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ ความพึงพอใจด้านหลกั การวดั ผล

ประเมินผล............................................................................................................ 55

4.10 ค่าเฉลีย่ คา่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คา่ ร้อยละ ความพงึ พอใจดา้ นประโยชน์ทไี่ ดร้ บั

จากการเรยี นการสอน ........................................................................................... 56

1

บทท่ี 1
บทนา

ความเปน็ มาและความสาคัญของปญั หา

หน้าที่หลักในการจัดการศึกษาของประเทศไทยของกระทรวงศึกษาธิการ รวมท้ังนโยบายด้าน
การศึกษาจากพรรคการเมืองในประเทศไทย ทาให้สรุปได้ว่า ภาพอนาคตการศึกษาไทย การศึกษาเป็น
เครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยเป็นการเพ่ิมต้นทุนทางสังคมให้แก่ประเทศการมีส่วนร่วม
ของทุกภาคส่วนของสังคมในการจดั การศึกษา โดยเนน้ ใหเ้ ดก็ เป็นคนดีคนเกง่ มคี วามสุข มีคุณธรรม อาศัย
การสอนที่หลากหลายให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียนเกิดการบูรณาการวิชา ต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็น
สหวิทยาการเพ่ือให้การศึกษาสอดคล้องกับวิถีชีวิต ความต้องการของผู้เรียน และชุมชนท้องถ่ินมากท่ีสุด
และเพ่ือความคล่องตัวในการบริหารจัดการ จึงต้องมีการกระจายอานาจการจัดการศึกษาไปยังท้องถ่ิน
อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต นอกจากนั้นในอนาคตจะมีการปรับเปล่ียนวิธีการเรียนการสอน เพื่อให้
สอดคล้องกับการดาเนินชีวิตและเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีบทบาทอย่างย่ิงในระบบการศึกษาในอนาคต
เสน่ห์ แตงทอง (2542, หน้า 27)

ปัจจุบันองค์ความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิงองค์ ความรู้
ทางด้าน เทคโนโลยีที่ลาหน้า ทาให้ความร้ทู ่ีเป็นปัจจุบนั เกิดขึ้นยากตามไปด้วย การเรยี นร้จู งึ มิไดเ้ ปน็ เพียง
การถ่ายถอด ความรู้จากผู้สอนสู่ผู้เรียน หรือ ที่เรียกว่าการเรียนการ สอนในระบบ Education 1.0
อยา่ งเช่นในอดีตที่ผ่านมา ซึงการพัฒนาระบบการเรียนการ สอนดว้ ยการนาเทคโนโลยี มาใช้เป็นเคร่ืองมือ
ในการจดั การเรียนการสอน หรอื ทเี่ รียกวา่ Education 2.0 แต่กย็ ังไม่สามารถนาไปสกู่ ารพฒั นาผู้เรียนให้
มีคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ได้ ดเี ทา่ ที่ควร และไดม้ กี ารปรับการเรยี นการสอนเข้าสู่ระบบ Education 3.0
ด้วยการส่งเสริมให้ ผู้เรียนแสวงหาความรู้ด้วยตนเองจากสื่อการสอนทุกรูปแบบ ทั้งส่ือส่ิงพิมพ์และส่ือ
ดิจิทัล ผสม กับการทางาน เป็นกลุ่มและปรับการสอนให้มีรูปแบบ Interactive learning รวมทัง การนา
ส่ือ สงั คมออนไลน์ (Social Media) เขา้ มาเปน็ เคร่ืองมือช่วยในการพัฒนาการเรียนการสอนมาก ยิ่งขนึ้ ซึง
คลาวด์เป็นต้นเหตุทาให้รูปแบบการศึกษากลับด้าน “Flipped model” สิงที่ครูต้อง เข้าใจ Gen Z ใน
เรือง life style ที่เปลี่ยนไป การเรียนที่เปลี่ยนไป การเข้าสังคมแบบใหม่ การเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ในยุค
ดิจิทัล ความรู้ล่องลอยอยู่บนคลาวด์ ความรู้ท่ีเป็นเน้ือหามองเห็นง่าย ซึงต้องใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบ
Behaviorism, Cognitivism, Constructivism, 9 Connectivism โดยการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล โมเดลการ
เรียนรู้ไปสู่การค้นหา ใช้ขุมความรู้ ดิจิทัล ความรู้บนคลาวด์เป็นหัวใจการศึกษายุคใหม่ เมืออยากรู้อะไรก็
สอยลงมา เมือครูถาม ผู้เรียนก้มดูจากสมาร์ทโฟน แล้วเงยหน้าตอบ การเรียนการสอนในวันน้ีต้องเน้น
ทักษะ มากกว่าเน้ือหา โดยที่ผู้สอนเปน็ ผู้บรรยายหรือสอนหนังสอื ซึงผู้เรียนเป็นผตู้ รวจสอบข้อมูลที่ สอน
ได้ทันที่ โดยเข้าถึงกลุ่มข้อมูล จากความรู้ในคลาวด์ ได้ง่ายและเร็วมาก ถ้าผู้สอนมี เนื้อหาถูกต้องข้อมูล
แมน่ เพราะถูกตรวจสอบ

2

ความท้าท้ายสู่กรอบความคิดใหม่ (New Paradigm) ต้องคานึงถึง การศึกษาท่ีจัดข้ึน เฉพาะ
บุคคล (individual person) การนาจุดเด่น ความเก่งของแต่ละคนออกมา (Bring the Best in one’s
Talents) การเกี่ยวข้องกับสิงแวดล้อมทางดิจิทัลที่เปล่ียนแปลงเร็ว (Information Climates) ความรู้จะ
ไมม่ ีประโยชนอ์ ะไรถา้ เอามาใชไ้ ม่เป็น (Knowledge is Useless without Application) การเขา้ กนั ได้กับ
ระบบเดิม (Least Partially Compatible with Old System) การมีต้นทุนต่า (Cost Effective) การ
เช่ือมโยงกับการพัฒนาความเจริญ ของมนุษย์ การเปล่ียนกรอบความคิดสาหรับ Generation Z ในการมี
ทักษะ (Skill) มี ความสาคัญมากกว่าเนื้อหา (Content) กระบวนการเรียนรู้มีความสาคัญมากกว่า
หลักสูตร ความรู้มีมากกว่าหลักสูตร ไม่ควรมีกรอบความคิด บูรณาการความรู้กับ ชีวิต และการใช้
ประโยชน์ คิดได้เอง สร้างสรรค์ วิเคราะห์ สังเคราะห์ได้ มีความสาคัญมากกว่าการท่องจา 10 และ
เทคโนโลยีช่วยการเรียนรู้และพัฒนา มีความสาคัญกว่าการเรียนในห้อง ทิศทางทักษะ ต้องมากกว่า 3Rs
คือ การอ่าน R การเขียน wRite และการคิดเลข–aRithematics ยังต้องมองหาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
เช่น ทักษะการเป็นผู้นาผู้ตามที่ดี (Leadership) ทักษะความรู้ ความเข้าใจใช้ดิจิทัล (Digital Literacy)
ทักษะการสื่อสาร (Communication) ทักษะการรู้จัก ตัวตนและอยู่ร่วมกับผู้อ่ืน (Emotional
Intelligence) ทักษะการเป็นผู้ริเริมก่อการ (Entrepreneurship) ทักษะความเป็นนานาชาติ (Global
citizen) ทกั ษะการแก้ปญั หา (Problem Solving) ทกั ษะการทางานเปน็ ทมี (Teamwork) เปน็ การปฏิวตั ิ
Arab Spring ผา่ นการใช้ Social Media ศตวรรษที่21 กลายเป็นโจทย์สาคญั สาหรบั ในหลายๆ เรอื ง ทง้ั น้ี
เนื่องจากทุกฝ่ายมองเห็นถึงความ เปลี่ยนแปลงท่ีชัดเจนมากข้ึนจากอดีต จาเป็นอย่างยิงที่จะต้องมีการ
วางแผนบริหารจัดการท่ีดี เพราะการก้าวย่างที่ช้าจะทาให้สามารถตกขบวนและเสียโอกาส ซ่ึงการจัด
การศึกษาเป็น อีกประเด็นสาคัญ นอกจากจะต้องก้าวทันความเปลี่ยนแปลงแล้วยังจะต้องเป็นกลไกเพื่อ
การ ขับเคล่ือนภาคส่วนอ่ืน ๆ ให้มีความพร้อมในการเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลง 5 การปฏิรูปการศึกษาและ
การจัดการเรียนรู้จึงเป็นโจทย์สาคัญสาหรับทุกภาคส่วน จาเป็นอย่างยิงที่จะต้องมีการดาเนินการ และจะ
สาเร็จไดก้ ต็ อ้ งผา่ นกระบวนการท่มี ี ประสทิ ธิภาพ พรอ้ มรับกบั ความท้าทายความเปลี่ยนแปลงทีเ่ กดิ ข้ึน ซึง
ทักษะสาคัญสาหรบั คนยุคศตวรรษที่21 และการเป็นไทยแลนด์ 4.0 ดังกล่าวจาเปน็ ต้องอาศัยการบรหิ าร
จัดการ (Management) การมีทุนมนุษย์ (Human Capital) ท่ีมีประสิทธิภาพที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ
การศกึ ษาต่อไป

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด- 19 การปิดสถาบันการศึกษาในเวลาต่อมา จน
กลายเป็นสาเหตุให้นักเรียนจานวนกว่า 1.5 พันล้านคน หรือมากกว่า 90% ของนักเรียนทั้งหมดในโลก
ได้รับผลกระทบในกระบวนการเรียนรู้ สาหรับประเทศไทยศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.)
กาหนดให้เปิดภาคเรียนในวันที่ 1 ก.ค.2563 ระยะแรกโดยให้ทยอยผ่อนผันการใช้อาคารสถานที่ของ
โรงเรยี นหรอื สถาบนั การศกึ ษา เพ่ือจัดการศกึ ษารปู แบบการเรยี นการสอน ใหม้ กี ารดาเนินการทงั้ แบบผ่าน
DLTV ออนไลน์ และออฟไลน์ในช้ันเรียนซึ่งจะใช้วิธีผสมผสาน หรืออาจจะเป็นการเรียนรู้ท่ีบ้านกับ
ครอบครวั อย่าง Home School ตามความเหมาะสมการกาหนดแนวการเรยี นการสอนที่เหมาะสม เพ่อื ให้

3

สามารถดาเนนิ การเรียนการสอนต่อไปไดโ้ ดยในมมุ มองของรูปแบบการเรียนการสอนหลังโควิด-19 ในการ
บริหารจัดการให้เกิดความเหมาะสมมี 4 รูปแบบที่สอดคล้องกับ New normal (Wichai Wongyai and
Marut Patphol, 2020)

ด้านการจดั การเรียนการสอน จากแนวคดิ ของโกลบ์ ชิ ได้นาเสนอรปู แบบการจดั การเรียนการสอน
ในความปกติใหม่ไว้อย่างน่าสนใจ คือ 1) การเรียนผ่านระบบออนไลน์ 100% รูปแบบดังกล่าวเหมาะสม
กับโรงเรยี นที่มีความพร้อมทั้งด้านระบบการเรียนการสอนและหลักสูตรผ่านระบบออนไลน์ ผเู้ รียนมีความ
พร้อมในการเรียนผ่านระบบออนไลน์ ผูป้ กครองมีความพรอ้ มในการชว่ ยเหลอื สนบั สนุน รวมทัง้ มเี ครอื่ งมือ
สนับสนุนการเรียน เช่น คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค แทปเลต สมาร์ทโฟน และอินเทอร์เน็ต 2) การเรียนใน
ห้องเรียน เหมาะสาหรับโรงเรียนที่มีจานวนนักเรียนไม่มากและมีพื้นท่ีมากพอให้สามารถปฏิบัติตาม
นโยบาย Social Distancing เพื่อรักษาระยะห่างและการดูแลสุขอนามัยของผู้เรียนได้อย่างเคร่งครัด 3)
การเรียนผสมผสานแบบออนไลน์และออฟไลน์ เหมาะสาหรับโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนจานวนมาก
และไม่มีประสบการณ์ในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์มาก่อน ควรแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม
เพ่ือสลับวันกันมาเรียนทั้งน้ีเพื่อให้วันท่ีนักเรียนมาเรียนท่ีโรงเรียน ทางโรงเรียนสามารถจัดการเรียนการ
สอนในหอ้ งเรยี นแบบรกั ษาระยะห่างได้รวมทั้งสามารถดูแลสุขอนามัยของนักเรยี นได้อย่างเข้มข้น เพื่อการ
เรียนรู้ท่ีได้ประสิทธิผล โดยโรงเรียนเลือกวิชาท่ีมีการปฏิบัติหรือต้องเรียนรู้ร่วมกันมาจัดการเรียนท่ี
ห้องเรียน ในขณะท่ีวิชาอ่ืนให้จัดการเรยี นการสอนผา่ นออนไลน์ 4) การเรียน Home School คาดว่าการ
เรียนในรูปแบบนี้จะมีเพ่ิมข้ึนในประเทศไทย เนื่องจากผู้ปกครองอาจจะมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย
ของบุตรหลานจากโรคภัยไข้เจ็บ มลพิษ มลภาวะและภัยคุกคามอ่ืน โดยผู้ปกครองจะมีบทบาทเป็น
ผู้จัดการเรียนการสอนในรูปแบบที่เหมาะสมกับผ้เู รียนซ่ึงอาจจะเป็นการเรียนคอร์สออนไลนค์ วบคู่กับการ
จัดครูเฉพาะวิชามาสอนท่ีบ้านท่ีตอบโจทย์รูปแบบการเรียนรู้ของบุตรหลานมาประยุกต์กับหลักสูตรของ
กระทรวงศึกษาธกิ าร (วนั เพ็ญ พทุ ธานนท์, 2563)

ในยุคปัจจุบันวิทยาศาสตร์มีความสาคัญและมีบทบาทอย่างมากในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต
ทั้งน้ีเนื่องจากวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับชีวิตของทุกคนท้ังในการดาเนินชีวิตประจาวัน การประกอบอาชีพ
ต่าง ๆ ล้วนต้องเก่ียวข้องกับวิทยาศาสตร์ทั้งส้ิน ประกอบกับในปัจจุบันเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ มากมาย
ผลิตมาเพ่ืออานวยความสะดวกในชีวิตและการทางานล้วนเก่ียวข้องและเป็นผลมาจากการคิดค้นทาง
วทิ ยาศาสตร์ ในทางกลบั กนั เทคโนโลยีที่ทันสมัยก็มสี ่วนสาคญั ในการศึกษาค้นควา้ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์
อย่างไม่หยดุ ย้ังเช่นกัน (อไุ ร จนั ทมตั ตุการ. 2549 : 1)

จากหลักการและเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้จัดประสบการณ์การเรียนการสอนในรูปแบบ On-
Line ในช่วงของมาตรการเฝ้าระวัง การป้องกัน และควบคุมโรคโควิด – 19 โดยการใช้นวัตกรรมแบบ
คอมพิวเตอรช์ ่วยสอน (CAI) หน่วยการเรียนรู้ ความหลากหลายของสง่ิ มชี ีวิต ในระดบั ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี
4 ผ่านทางแอปพลิเคชนั Line สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการสอนของครูให้ผู้เรียนมีผลการเรียนท่ดี ีขึ้น ใน
ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการในการใช้นวัตกรรม ความมีวินัยและความพึงพอใจ เพื่อ

4

จะนาผลทไี่ ดไ้ ปใช้ให้เปน็ ประโยชน์ในการนาไปพัฒนาการจดั การเรียนรูว้ ชิ าวทิ ยาศาสตร์ ให้มปี ระสทิ ธิภาพ
และได้มาตรฐานตอ่ ไป

คาถามการวจิ ยั

1. นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ือง ความหลากหลายของ
สิ่งมีชวี ิต หลังเรยี นสงู กว่าก่อนเรยี นหรือไม่

2. นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการในการใช้นวัตกรรมแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ผ่านทาง
แอปพลิเคชนั Line ผ่านเกณฑท์ กี่ าหนดไว้หรือไมอ่ ยา่ งไร

3. นักเรียนมีวินัยและความพึงพอใจที่ดีต่อการจัดประสบการณ์การเรียนการสอนในรูปแบบ On-
Line ในรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ผา่ นเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้หรือไม่อย่างไร

วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย

1. เพื่อให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเรื่อง ความหลากหลาย
ของสิ่งมชี ีวิต หลังเรยี นสูงกวา่ ก่อนเรียน

2. เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการในการใช้นวัตกรรมแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)
ผา่ นทางแอปพลิเคชนั Line

3. เพ่ือให้นักเรียนมีวินัยและความพึงพอใจที่ดีต่อการจัดประสบการณ์การเรียนการสอนใน
รูปแบบ On-Line ในรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์

สมมตฐิ านของการวจิ ัย

1. นักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง ความหลากหลายของ
สง่ิ มชี ีวติ หลงั เรยี นสูงกว่ากอ่ นเรยี น

2. นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการในการใช้นวัตกรรมแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ผ่านทาง
แอปพลเิ คชนั Line ผา่ นเกณฑท์ ี่กาหนดไว้

3. นักเรียนมีวินัยและความพึงพอใจที่ดีต่อการจัดประสบการณ์การเรียนการสอนในรูปแบบ On-
Line ในรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ผ่านเกณฑท์ ่กี าหนดไว้หรอื ไมอ่ ย่างไร

ขอบเขตการวิจยั

1. ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
ประชากร
ในการวิจยั ครง้ั น้ี ประชากรในการวิจัยเป็นนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนในภาคเรียน

ที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2564 ของโรงเรียนบา้ นตาราม อาเภอกระสงั จังหวดั บุรรี มั ย์ จานวน 26 คน

5

กล่มุ ตวั อย่าง
ในการวิจัยครั้งน้ี กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นนักเรียนประถมศึกษาปีท่ี 4 ท่ีเรียนในภาคเรียน
ที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ของโรงเรียนบ้านตาราม อาเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ จานวน 26 คน ท่ีซ่ึงได้มา
โดยการเลือกแบบยกชนั้
2. ตวั แปรทศี่ ึกษา
ตัวแปรต้น คือ วิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้นวตั กรรมแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) หน่วยการ
เรียนรู้ ความหลากหลายของส่งิ มชี ีวติ
ตัวแปรตาม คือ ผลการเรียนรู้ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ ความหลากหลายของ
ส่ิงมีชีวิต ในด้านผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ทักษะกระบวนการในการใช้นวัตกรรม ความมีวินัย และความพึง
พอใจ
3. เนอ้ื หาทท่ี าการวจิ ยั
เนื้อหาในการวิจัยคร้ังน้ีเป็นเน้ือหาในรายวิชาวิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 หน่วยการ
เรียนรู้ ความหลากหลายของส่งิ มชี ีวติ ในการวิจัยครง้ั นม้ี เี นอื้ หา ดงั น้ี
3.1 กลมุ่ สิง่ มีชีวิต
3.2 ความหลากหลายของพืช
3.3 ความหลากหลายของสัตว์
3.4 หนา้ ทีข่ องสว่ นตา่ ง ๆ ของพชื
4. สถานท่ใี นการทาวจิ ยั

โรงเรียนบา้ นตาราม อาเภอกระสัง จงั หวดั บรุ รี มั ย์
5. ระยะเวลาในการทาวจิ ยั

ระหว่างวันที่ 2 สิงหาคม - 30 กนั ยายน พ.ศ. 2564

ประโยชนข์ องการวิจยั

1. ทาให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนบ้านตาราม จังหวัดบุรีรัมย์ มีผลการเรียนรู้ใน
ด้านผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน ทักษะกระบวนการในการใชน้ วัตกรรม ความมวี นิ ัย และความพงึ พอใจสงู ขน้ึ

2. ครูได้วิธีการสอนนวัตกรรมแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) หน่วยการเรียนรู้ ความ
หลากหลายของส่ิงมชี วี ติ เพือ่ ใช้ในการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนสาหรับนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 4
โรงเรียนบา้ นตาราม อาเภอกระสัง จังหวดั บรุ รี มั ย์

3. ครไู ดแ้ ผนการจดั การเรียนรู้ โดยใชก้ ารสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) และเครอ่ื งมอื ประเมิน
ผลการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้

6

ความหลากหลายของส่ิงมีชีวิต เป็นแนวทางในการวิจัยรูปแบบการเรียนการสอนแบบอื่น ๆ และได้
แนวทางในการทาวิจัยในช้นั เรียนเรื่องอน่ื ๆ ตอ่ ไป

4. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนในรายวิชาวทิ ยาศาสตร์สงู ข้นึ

นยิ ามศัพท์เฉพาะ

1. ผลการเรียนรู้ หมายถึง ผลที่เกิดจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิทยาศาสตร์ หน่วยการ
เรียนรู้ ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ประกอบด้วยผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ทักษะกระบวนการในการใช้
นวัตกรรม ความมวี ินัย และความพงึ พอใจ

1.1 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่ได้จากการวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน กลุ่มสาระ
การเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ หนว่ ยโครงสร้างอะตอม ทีว่ ดั ไดจ้ ากการทดสอบท่ผี วู้ จิ ยั สร้างขนึ้

1.2 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง คะแนนที่ได้จากการประเมินความสามารถใน
การทาข้อสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในด้านทักษะการวิเคราะห์โจทย์ ทักษะการวางแผน
แก้ปญั หา ทกั ษะการดาเนินการแกป้ ญั หาและทักษะการตรวจคาตอบ

1.3 ความมีวินัยในการเรียน หมายถึง คะแนนท่ีได้จากการประเมินคุณลักษณะของนักเรียนด้านการแต่ง
กายถกู ระเบยี บของโรงเรยี น การเข้าเรยี น และความรบั ผดิ ชอบต่อการทางานทผี่ ู้วิจยั สรา้ งขนึ้

1.4 ความพงึ พอใจในการเรยี น หมายถึง คะแนนทีไ่ ดจ้ ากการประเมินความรู้สกึ ในทางทีด่ ตี ่อการ
เรยี นกลมุ่ สาระวทิ ยาศาสตร์ หนว่ ยโครงสรา้ งอะตอม ภายหลงั การเรียนการสอน วัดไดจ้ ากแบบสอบถามความ
พึงพอใจ ในด้านเนื้อหา การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ส่ือ และประโยชน์ท่ีได้รับจากการเรียนการสอน
ตามทผ่ี ู้วิจัยสรา้ งข้นึ

2. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านตาราม อาเภอกระสัง จังหวัด
บุรรี ัมย์ ปีการศึกษา 2564 จานวน 26 คน

3. วิธีการจัดการเรียนรู้ หมายถึง วิธีท่ีผู้สอนนามาใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนในที่นี้คือ
นวตั กรรมแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ซึง่ มขี ้ันตอนในการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน คอื

3.1 ขัน้ นาเขา้ สู่บทเรยี น
3.2 ข้ันสอน มีรายละเอียดดงั นี้

1) ข้นั สร้างความสนใจ
2) ขั้นแสวงหาความรู้
3) ข้ันอธิบายและลงขอ้ สรปุ
4) ข้นั ขยายความรู้
5) ข้นั ประเมิน
3.3 ขั้นสรปุ

7

บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจยั ที่เกยี่ วขอ้ ง

รายงานการวิจัยเรื่อง การจัดประสบการณ์การเรียนการสอนในรูปแบบ On-Line ในช่วงของ
มาตรการเฝ้าระวัง การป้องกัน และควบคุมโรคโควิด – 19 โดยการใช้นวัตกรรมแบบคอมพิวเตอร์ช่วย
สอน (CAI) หน่วยการเรียนรู้ ความหลากหลายของสิ่งมีชวี ติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผ่านทางแอปพลิเคชัน
Line ผ้วู จิ ัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจยั ท่ีเกีย่ วข้อง ในหัวขอ้ ตอ่ ไปน้ี

1. หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560)
2. ตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.
2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานพทุ ธศักราช 2551
3. หลกั การและทฤษฎเี กีย่ วกับนวัตกรรมการสอน
4. แนวคิดและทฤษฎีเก่ียวกับคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน (CAI)
5. หลกั การทฤษฎที เี่ กีย่ วกับการประเมินผลการเรยี นรู้
6. งานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วขอ้ ง
7. กรอบแนวคิดในการวิจัย

หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560)

กระทรวงศึกษาธิการ (2553 : 3 - 7) กล่าวถึง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
พุทธศักราช 2551 ซ่ึงจัดทาขึ้นสาหรับท้องถิ่นและสถานศึกษาได้นาไปใช้เป็นกรอบและทิศทางในการจัด
กจิ กรรมการเรียนการสอนเพ่ือพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยทุกคนในระดบั การศึกษาขั้นพื้นฐานใหม้ ีคุณภาพ
ดา้ นความรู้ และทักษะที่จาเป็นสาหรับการดารงชวี ิต ในสังคมท่ีมีการเปล่ียนแปลงและแสวงหาความรู้เพ่ือ
พฒั นาตนเองอย่างตอ่ เนอ่ื งตลอดชีวติ

วสิ ัยทศั น์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานมุ่งพัฒนานักเรียนทุกคน ซ่ึงเป็นกาลังของชาติให้เป็น
มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสานึกในความเป็นพลเมือง และเป็นพลโลก
ยึดม่ันในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะ
พ้ืนฐาน รวมท้ังเจตคติที่จาเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้น
นกั เรียนเปน็ สาคญั บนพื้นฐานความเช่ือวา่ ทกุ คนสามารถเรยี นรู้ และพัฒนาตนเองไดเ้ ตม็ ตามศกั ยภาพ
หลกั การ
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน มหี ลกั การทีส่ าคัญ มี 6 ขอ้ ดังน้ี

8

1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติมีจุดมุ่งหมายและมาตรฐานการเรียนรู้
เปน็ เป้าหมายสาหรบั พัฒนาเดก็ และเยาวชนให้มีความรู้ ทกั ษะ เจตคติ และคุณธรรม บนพื้นฐานของความ
เป็นไทยควบคกู่ บั ความเป็นสากลโลก

2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพ่ือปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค
และมคี ุณภาพ

3. เป็นหลักสูตรการศึกษาท่ีสนองการกระจายอานาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้
สอดคล้องกบั สภาพและความต้องการของท้องถนิ่

4. เป็นหลักสูตรการศึกษาท่ีมีโครงสร้างยืดหยุ่นท้ังด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และการจัดการ
เรียนรู้

5. เปน็ หลกั สูตรการศึกษาที่เนน้ ผูเ้ รยี นเปน็ สาคญั
6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสาหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยครอบคลุมทุก
กลมุ่ เปา้ หมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์
จดุ หมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มุ่งพัฒนานักเรียน ให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มี
ศักยภาพ ในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ จึงกาหนดเป็นจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิด กับนักเรียน เม่ือจบ
การศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน มี 5 ขอ้ ดังนี้
1. มีคุณธรรม จรยิ ธรรม และคา่ ทน่ี ิยมพึงประสงค์ เหน็ คุณค่าของตนเอง มีวินยั และปฏิบัตติ นตาม
หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาทต่ี นนับถือ ยดึ หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
2. มคี วามรู้ ความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีและทกั ษะชีวติ
3. มสี ุขภาพกายและสุขภาพจิตทด่ี ี มีสขุ นสิ ยั และรกั การออกกาลงั กาย
4. มีความรักชาติ มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก ยึดมั่น ในวิถีชีวิตและการ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อนั มพี ระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็ ประมุข
5. มจี ติ สานกึ ในการอนุรกั ษว์ ัฒนธรรมและภมู ิปญั ญาไทย การอนรุ กั ษ์และพฒั นาสง่ิ แวดลอ้ ม มีจิต
สาธารณะท่ีมงุ่ ทาประโยชนแ์ ละสรา้ งสิง่ ทด่ี ีงามในสงั คมและอยูร่ ว่ มกนั ในสงั คม อยา่ งมีความสขุ
สมรรถนะสาคญั ของนักเรยี นและคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
ในการพฒั นานักเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน ม่งุ เน้นการพัฒนานักเรยี นให้มี
คุณภาพตามมาตรฐานท่ีกาหนด ซ่ึงจะช่วยให้นักเรียนเกิดสมรรถนะสาคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ไว้ดงั น้ี
1. สมรรถนะสาคัญของนักเรยี น
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มุ่งให้นักเรียนเกิดสมรรถนะสาคัญ 5 ประการ มี 5 ข้อ
ดังนี้

9

1.1 ความสามารถในการส่ือสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสารมีวัฒนธรรมในการ
ใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปล่ียนข้อมูล
ข่าวสารและประสบการณ์อนั จะเป็นประโยชนต์ ่อการพฒั นาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อ
ขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความ
ถูกตอ้ ง ตลอดจนการเลือกใชว้ ธิ ีการสือ่ สารท่ีมปี ระสทิ ธิภาพ โดยคานงึ ถงึ ผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม

1.2 ความสามารถในการคดิ เปน็ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด
อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารญาณ และการคิดเป็นระบบเพ่ือนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ
สารสนเทศเพ่อื การตัดสนิ ใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม

1.3 ความสามารถในการแก้ปญั หา เปน็ ความสามารถในการแก้ปัญหาและอปุ สรรคตา่ ง ๆ ท่ี
เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศเข้าใจ
ความสมั พันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ตา่ ง ๆ ในสงั คม แสวงหาความรู้ ประยุกตค์ วามร้มู าใช้ใน
การป้องกันและแก้ไขปัญหาและมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคานึงถึงผลกระทบท่ีเกดิ ขึ้น ต่อตนเอง
สงั คม และส่งิ แวดลอ้ ม

1.4 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เปน็ ความสามารถในการนากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้
ในการดาเนนิ ชวี ิตประจาวัน การเรียนรดู้ ว้ ยตนเอง การเรยี นรู้อยา่ งต่อเนื่อง การทางานและการอยู่ร่วมกัน
ในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ
อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปล่ียนแปลงของสังคมและสภาพแวดลอ้ มและการรู้จกั หลีกเลี่ยง
พฤติกรรมไม่พงึ ประสงค์ ท่สี ่งผลกระทบตอ่ ตนเองและผู้อนื่

1.5 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยีด้าน
ต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรู้ การ
สอ่ื สาร การทางาน การแกป้ ัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้องเหมาะสม และมีคุณธรรม

2. คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน มุ่งพัฒนานกั เรียนให้มีคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ เพ่อื ให้
สามารถอยรู่ ว่ มกับผู้อืน่ ในสังคมได้อย่างมความสขุ ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก มี 8 ข้อ ดังนี้

2.1 รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2.2 ซอ่ื สัตย์ สจุ รติ
2.3 มวี ินัย
2.4 ใฝ่เรียนรู้
2.5 อยูอ่ ย่างพอเพยี ง
2.6 ม่งุ มัน่ ในการทางาน
2.7 รกั ความเป็นไทย
2.8 มจี ิตสาธารณะ

10

นอกจากนส้ี ถานศกึ ษาสามารถกาหนดคุณลักษณะอนั พึงประสงค์เพิ่มเติมใหส้ อดคล้อง ตามบริบท
และจุดเน้นของตนเอง

3. มาตรฐานการเรยี นรู้
การพัฒนานักเรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคานึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและ พหุปัญญา

หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน จงึ กาหนดใหน้ ักเรียนเรยี นรู้ 8 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ดงั นี้
1. ภาษาไทย
2. คณิตศาสตร์
3. วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
4. สังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม
5. สุขศึกษาและพลศึกษา
6. ศิลปะ
7. การงานอาชีพ
8. ภาษาตา่ งประเทศ

ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กาหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสาคัญของการพัฒนา
คุณภาพนักเรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุส่ิงที่นักเรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมท่ี
พึงประสงค์เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากน้ันมาตรฐานการเรียนรู้ ยังเป็นกลไกสาคัญในการ
ขับเคล่ือนพัฒนาการศึกษาท้ังระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนร้จู ะสะท้อนให้ทราบวา่ ตอ้ งการอะไรจะสอน
อะไรและประเมนิ อยา่ งไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ เพื่อการประกันคุณภาพการศึกษา โดยใช้
ระบบประเมินคุณภาพภายใน และการประเมินคุณภาพภายนอก ซ่ึงรวมถึงการทดสอบระดับเขตพื้นที่
การศึกษา และการทดสอบระดบั ชาติ ระบบ

การตรวจสอบเพ่ือประกันคุณภาพดังกล่าวเป็นสิ่งสาคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่า
สามารถพฒั นานักเรียนให้มคี ณุ ภาพตามที่มาตรฐานการเรียนรู้ที่กาหนดเพยี งใด

ตวั ชีว้ ัด
ตัวชี้วัดระบุสิ่งท่ีนักเรียนพึงรู้และปฏิบัติ รวมทั้งคุณลักษณะพึงประสงค์ของนักเรียน ในแต่ละ
ระดับช้ัน ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรมนาไปใช้ในการ
กาหนดเน้ือหา จัดทาหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สาคัญ สาหรับกา รวัด
ประเมินผลเพื่อตรวจสอบนักเรยี น มี 2 ขอ้ ดงั นี้

1. ตัวชี้วัดชั้นปี เป็นเป้าหมายในการพัฒนานักเรียนแต่ละช้ันปี ในระดับการศึกษาภาคบังคับ
(ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 – มธั ยมศึกษาปที ่ี 3)

2. ตัวชี้วัดช่วงชั้น เป็นเป้าหมายในการพัฒนานักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
(มัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6)

11

จากทีก่ ล่าวมาข้างตน้ สรุปได้วา่ หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับ
ปรับปรุง พ.ศ. 2560) มุ่งพัฒนาผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มี
จิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดม่ันในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระ
มหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน มีเจตคติที่จาเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบ
อาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญบนพื้นฐานความเช่ือว่าทุกคนสามารถเรียนรู้
และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพกาหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้คือ ภาษาไทย
คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี สงั คมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา ศลิ ปะ
การงานอาชีพ และภาษาต่างระเทศ ซ่ึงในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กาหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็น
เป้าหมายสาคัญของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ระบุส่ิงที่ผู้เรียนพึงรู้ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรมและ
ค่านยิ มทพ่ี ึงประสงค์เมื่อจบการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน ซึง่ เปน็ กลไกลสาคัญในการขบั เคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้ง
ระบบเพราะมาตรฐานการเรียนรูจ้ ะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการอะไร จะสอนอยา่ งไร และประเมินอยา่ งไร

ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ. 2560) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐานพุทธศักราช 2551

การจดั การเรียนรูก้ ลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตรต์ ามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551

1. ความนา
ตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลาง

การศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.2560) นไ้ี ด้กาหนดสาระการเรยี นรู้ออกเป็น
8 สาระ ได้แก่ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระท่ี 2 วิทยาศาสตรก์ ายภาพ สาระท่ี 3 วิทยาศาสตรโ์ ลก
และอวกาศ สาระท่ี 4 ชีววิทยา สาระที่ 5 เคมี สาระที่ 6 ฟิสิกส์ สาระท่ี 7 โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
และสาระที่ 8 เทคโนโลยี ซ่ึงองค์ประกอบของหลักสูตร ท้ังในด้านของเน้ือหา การจัดการเรียนการสอน
และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้น้ัน มีความสาคัญอย่างยง่ิ ในการวางรากฐานการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์
ของผู้เรียนในแต่ละระดับช้ันให้มีความต่อเน่ืองเช่ือมโยงกันตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 6 สาหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ได้กาหนดตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรู้
แกนกลาง ที่ผู้เรียนจาเป็นต้องเรียนเป็นพ้ืนฐาน เพ่ือให้สามารถนาความรู้นี้ไปใช้ในการดารงชีวิต หรือ
ศึกษาต่อในวิชาชีพท่ีต้องใช้วิทยาศาสตร์ได้ โดยจัดเรียงลาดับความยากง่าย ของเนื้อหาทั้ง 8 สาระ ในแต่
ละระดับชั้นให้มีการเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้
ผู้เรียนพัฒนาความคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่สาคัญท้ัง
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษท่ี 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วย

12

กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูล
หลากหลายและประจักษ์พยานท่ีตรวจสอบได้

กระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงความสาคัญของการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่มุ่งหวังให้
เกิดผลสัมฤทธ์ิต่อผู้เรียนมากที่สุด จึงมอบหมายให้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ (สสวท.) จัดทา
ตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ข้ึน เพื่อให้สถานศึกษา ครูผู้สอน ตลอดจน
หน่วยงานต่าง ๆ ได้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา หนังสือเรียน คู่มือครู ส่ือประกอบการเรียนการสอน
ตลอดจนการวัดและประเมินผล โดยตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560)
ท่ีจัดทาขึ้นนี้ได้ปรับปรุงให้มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันภายในสาระการเรียนรู้เดียวกันและระหว่าง
สาระการเรยี นรใู้ นกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตลอดจนการเชือ่ มโยงเนอ้ื หาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์
กับคณิตศาสตร์ด้วย นอกจากน้ี ยังได้ปรับปรุงเพ่ือให้มีความทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลง และความ
เจริญก้าวหนา้ ของวทิ ยาการต่าง ๆ และทัดเทียมกบั นานาชาติ

วทิ ยาศาสตรเ์ พมิ่ เติม  สาระชวี วทิ ยา  สาระเคมี  สาระฟิสิกส์
 สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

สาหรับวิทยาศาสตร์เพ่ิมเติม สาระชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ และโลก ดาราศาสตร์และอวกาศ
จัดทาขึ้นสาหรับผู้เรียนในระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ ที่จาเป็นต้องเรียน
เพ่อื เป็นพืน้ ฐานสาคัญและเพียงพอสาหรับการศึกษาต่อ และการประกอบอาชีพดา้ นวทิ ยาศาสตร์

2. เปา้ หมายของการจดั การเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์เป็นเร่ืองของการเรียนรู้เก่ียวกับธรรมชาติ โดยมนุษย์ใช้กระบวนการสังเกต

สารวจตรวจสอบ และการทดลองเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและนาผลมาจัดระบบ หลักการ
แนวคิดและทฤษฎี ดังน้ันการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เป็นผู้เรียนรู้และค้นพบด้วย
ตนเองมากท่ีสุด นั่นคือให้ได้ทั้งกระบวนการและองค์ความรู้ ต้ังแต่วัยเร่ิมแรกก่อนเข้าเรียน เมื่ออยู่ใน
สถานศึกษาและเม่ือออกจากสถานศึกษาไปประกอบอาชีพแล้ว การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ใน
สถานศกึ ษามเี ปา้ หมายสาคญั ดงั นี้

1. เพ่ือใหเ้ ขา้ ใจหลักการ ทฤษฎีท่เี ปน็ พ้ืนฐานในวิทยาศาสตร์
2. เพอ่ื ใหเ้ ข้าใจขอบเขต ธรรมชาติและข้อจากดั ของวทิ ยาศาสตร์
3. เพือ่ ให้มีทักษะท่สี าคัญในการศึกษาค้นคว้าและคิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
4. เพอื่ พฒั นากระบวนการคิดและจนิ ตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการจัดการ
ทกั ษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ

13

5. เพ่ือให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์และ
สภาพแวดลอ้ มในเชิงทม่ี ีอิทธิพลและผลกระทบซึง่ กนั และกัน

6. เพ่ือนาความรู้ความเข้าใจในเร่ืองวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อ
สังคมและการดารงชีวิต

7. เพื่อให้เป็นคนมีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยอี ย่างสรา้ งสรรค์

3. เรยี นรู้อะไรในวทิ ยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ท่ีเน้นการ เช่ือมโยง

ความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสาคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้ กระบวนการในการสืบ
เสาะหาความรู้และแก้ปญั หาท่หี ลากหลาย ให้ผ้เู รยี นมีสว่ นร่วมในการเรยี นรู้ ทุกข้ันตอน มกี ารทากจิ กรรม
ดว้ ยการลงมือปฏบิ ัติจริงอยา่ งหลากหลาย เหมาะสมกับระดับชัน้ โดยกาหนดสาระสาคัญ ดงั น้ี

วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เก่ียวกับ ชีวิตในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของส่ิงมีชีวิตการ
ดารงชีวิตของมนุษย์และสัตว์การดารงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และ
วิวัฒนาการของสงิ่ มีชีวติ

วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เก่ียวกับ ธรรมชาติของสาร การเปล่ียนแปลงของสาร การ
เคล่ือนท่ี พลงั งาน และคลน่ื

วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ เรียนรู้เก่ียวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ ภายใน
ระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปล่ียนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการ เปลี่ยนแปลงลม
ฟ้าอากาศ และผลต่อสงิ่ มีชวี ิตและสิ่งแวดล้อม

เทคโนโลยี
การออกแบบและเทคโนโลยเี รียนรเู้ ก่ียวกบั เทคโนโลยีเพอ่ื การดารงชีวิต ในสงั คมที่มี

การเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ
เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใช้
เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคานงึ ถึงผลกระทบตอ่ ชวี ิต สงั คม และสง่ิ แวดลอ้ ม

วิทยาการคานวณ เรียนรู้เก่ียวกับการคิดเชิงคานวณ การคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา เป็น
ข้ันตอนและเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการ
สอ่ื สาร ในการแกป้ ัญหาทีพ่ บในชีวติ จริงไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ

4. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ 1 วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงไม่มีชีวิต กับส่ิงมีชีวิต

และความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอด

14

พลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของ ประชากร ปัญหาและ
ผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปญั หาสิ่งแวดล้อม รวมท้งั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของส่ิงมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข้า และออกจาก
เซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่
ทางานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่
ทางานสมั พนั ธ์กนั รวมท้ังนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร
พันธุกรรม การเปล่ียนแปลงทางพันธุกรรมท่ีมีผลต่อส่ิงมีชีวิต ความหลากหลาย ทาง
ชวี ภาพและววิ ฒั นาการของสิ่งมชี วี ิต รวมทัง้ นาความร้ไู ปใช้ประโยชน์

สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ สสารกับ

โครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ ของการเปลี่ยนแปลง
สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงท่ีกระทาต่อวัตถุ ลักษณะ การ
เคลื่อนท่ีแบบตา่ ง ๆ ของวตั ถรุ วมท้ังนาความร้ไู ปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ยี นแปลงและการถ่ายโอนพลงั งาน ปฏสิ มั พันธ์
ระหว่างสสารและพลังงาน พลงั งานในชวี ิตประจาวัน ธรรมชาติของ คลืน่ ปรากฏการณ์ท่ี
เกีย่ วขอ้ งกับเสยี ง แสง และคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้า รวมทั้ง นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

สาระท่ี 3 วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เขา้ ใจองค์ประกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกดิ และวิวัฒนาการของเอกภพ

กาแล็กซีดาวฤกษ์และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ที่ส่งผลต่อ
สิง่ มีชวี ติ และการประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายใน
โลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้า อากาศและ
ภูมอิ ากาศโลก รวมทง้ั ผลตอ่ สิ่งมชี ีวิตและสิง่ แวดลอ้ ม

สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดารงชีวิตในสังคมที่มีการเปล่ียนแปลง อย่าง

รวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และ ศาสตร์อื่น ๆ เพื่อ
แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชิง

15

วิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยคานงึ ถงึ ผลกระทบตอ่ ชีวติ สังคม และ
สง่ิ แวดล้อม
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท่ีพบในชีวิตจริงอย่างเป็น ขั้นตอนและ
เป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทางาน และการ
แกป้ ัญหาได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ รู้เท่าทนั และมีจรยิ ธรรม

5. คณุ ภาพผเู้ รยี น
จบช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 6
เข้าใจโครงสร้าง ลักษณะเฉพาะและการปรับตัวของส่ิงมีชีวิต รวมทั้งความสัมพันธ์ของ

สิ่งมีชีวิตในแหล่งท่ีอยู่ การทาหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ของพืช และการทางานของระบบย่อยอาหารของ
มนษุ ย์

เข้าใจสมบตั ิและการจาแนกกลุ่มของวัสดุ สถานะและการเปลย่ี นสถานะของสสารการละลาย
การเปล่ียนแปลงทางเคมี การเปล่ียนแปลงทผ่ี นั กลับไดแ้ ละผนั กลบั ไมไ่ ด้ และการแยกสารอย่างง่าย

เขา้ ใจลกั ษณะของแรงโน้มถ่วงของโลก แรงลัพธ์ แรงเสยี ดทาน แรงไฟฟ้าและผลของแรงต่าง
ๆ ผลท่เี กดิ จากแรงกระทาต่อวตั ถุ ความดัน หลกั การทีม่ ตี ่อวัตถุ วงจรไฟฟ้าอย่างงา่ ย ปรากฏการณ์
เบ้ืองต้นของเสียง และแสง

เข้าใจปรากฏการณ์การขึ้นและตก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปร่างปรากฏของดวงจันทร์
องค์ประกอบของระบบสุริยะ คาบการโคจรของดาวเคราะห์ ความแตกต่างของดาวเคราะห์และ ดาวฤกษ์
การข้ึนและตกของกลุ่มดาวฤกษ์ การใช้แผนท่ีดาว การเกิดอุปราคา พัฒนาการและประโยชน์ของ
เทคโนโลยอี วกาศ

เขา้ ใจลกั ษณะของแหลง่ น้า วฏั จกั รนา้ กระบวนการเกิดเมฆ หมอก นา้ ค้าง นา้ คา้ งแขง็ หยาด
น้าฟ้า กระบวนการเกิดหนิ วัฏจักรหนิ การใชป้ ระโยชน์หนิ และแร่ การเกิดซากดึกดาบรรพ์ การเกดิ ลมบก
ลมทะเล มรสุม ลักษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาติ ธรณีพิบัติภัย การเกิดและผลกระทบของ
ปรากฏการณเ์ รือนกระจก

ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและประเมินความน่าเชื่อถือ ตัดสินใจเลือกข้อมูลใช้เหตุผล
เชิงตรรกะในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการทางานร่วมกัน เข้าใจสิทธิและ
หน้าที่ของตน เคารพสทิ ธิของผอู้ ืน่

ต้ังคาถามหรือกาหนดปัญหาเก่ียวกับสิ่งท่ีจะเรียนรู้ตามที่กาหนดให้หรือตามความสนใจ
คาดคะเนคาตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานท่ีสอดคล้องกับคาถามหรือปัญหาท่ีจะสารวจตรวจสอบ
วางแผนและสารวจตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม ในการเก็บ
รวบรวมขอ้ มลู ทัง้ เชิงปรมิ าณและคณุ ภาพ

16

วิเคราะห์ข้อมูล ลงความเห็น และสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มาจากการสารวจตรวจสอบ
ในรปู แบบที่เหมาะสม เพ่อื สอ่ื สารความร้จู ากผลการสารวจตรวจสอบได้อยา่ งมีเหตผุ ลและหลักฐานอ้างองิ

แสดงถงึ ความสนใจ มุ่งมนั่ ในส่ิงทจ่ี ะเรยี นรู้ มีความคดิ สรา้ งสรรคเ์ ก่ยี วกบั เรอื่ งท่ีจะศึกษาตาม
ความสนใจของตนเอง แสดงความคิดเห็นของตนเอง ยอมรับในข้อมูลท่ีมีหลักฐานอ้างอิง และรับฟังความ
คิดเหน็ ผ้อู นื่

แสดงความรับผิดชอบด้วยการทางานที่ได้รับมอบหมายอย่างมุ่งม่ัน รอบคอบ ประหยัด
ซอ่ื สตั ย์ จนงานลลุ ่วงเป็นผลสาเร็จ และทางานรว่ มกบั ผอู้ นื่ อยา่ งสร้างสรรค์

ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใช้ความรู้และกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ในการดารงชีวิต แสดงความชื่นชม ยกย่อง และเคารพสิทธิในผลงานของผู้คิดค้นและศึกษา
หาความร้เู พิม่ เตมิ ทาโครงงานหรอื ช้ินงานตามที่กาหนดใหห้ รอื ตามความสนใจ

แสดงถึงความซาบซ้ึง ห่วงใย แสดงพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้ การดูแลรักษาทรัพยากร
ธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ มอย่างรคู้ ณุ คา่

6. คาอธิบายรายวิชา ชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 4 รหัสวิชา ว14101

ศึกษา วิเคราะห์ หน้าท่ีของราก ลาต้น ใบ และดอกของพืชดอก ส่วนประกอบของพืชดอก
ความแตกต่างชองลักษณะสิ่งมีชีวิตกลุ่มพืช กลุ่มสัตว์ และกลุ่มที่ไม่ใช่พืชและสัตว์ จาแนกพืชออกเป็นพืช
ดอกและพชื ไม่มดี อก จาแนกสัตว์ออกเป็นสตั วม์ ีกระดูกสนั หลังและสตั ว์ไม่มีกระดูกสันหลงั ลักษณะเฉพาะ
ของสัตว์มีกระดูกสันหลังในกลมุ่ ปลา กลุม่ สตั ว์สะเทินนา้ สะเทินบก กลุ่มสัตวเ์ ล้อื ยคลาน กลมุ่ นก และกลุ่ม
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ตัวอย่างของสัตว์ในแต่ละกลุ่ม สมบัติทางกายภาพของวัสดุ การนาสมบัติของวัสดุไป
ใช้ในชีวิตประจาวันสมบัติทางกายภาพของวัสดุ ด้านความแข็ง ความยืดหยุ่น การนาความร้อน การนา
ไฟฟ้า สมบัติของสสาร มวล และปริมาตรของสสาร เครื่องมือที่ใช้วัดมวลและปริมาตรของสสาร ผลของ
แรงโน้มถ่วงท่ีมีต่อวัตถุ การใช้เคร่ืองชั่งสปริง มวลของวัตถุกับการเคล่ือนท่ีของวัตถุ วัตถุท่ีเป็นตัวกลาง
โปร่งใส ตัวกลางโปร่งแสง วัตถุทึบแสง และลักษณะการมองเห็นผ่านวัตถุ แบบรูปเส้นทางการข้ึนและตก
ของดวงจันทร์ การเปล่ียนแปลงและการพยากรณ์รูปร่างปรากฏของดวงจันทร์ องค์ประกอบของระบบ
สุริยะ และการโคจรของดาวเคราะห์ต่าง ๆ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้
การสารวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูล เปรียบเทียบข้อมูลจากหลักฐานเชิงประจักษ์ การอธิบาย อภิปราย
และการสร้างแบบจาลอง เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถส่ือสารส่ิงที่เรียนรู้ มี
ความสามารถในการตดั สนิ ใจ นาความรู้ไปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั มจี ิตวทิ ยาศาสตร์ มีจรยิ ธรรม คณุ ธรรมและ
คา่ นยิ มทีเ่ หมาะสม

จากท่ีกล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยได้นาไปเป็นแนวทางท่ีนาไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้ใช้
เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา การทางาน การคาดการณ์ผลลัพธ์จากปัญหาอย่างง่าย การออกแบบ
การอธิบาย และการใช้ส่ือ และตรวจหาข้อผิดพลาดและแก้ไขใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาความรู้ รวบรวม

17

ประเมิน นาเสนอข้อมูลและสารสนเทศ โดยใช้ซอฟต์แวร์ท่ีหลากหลาย เพ่ือแก้ปัญหาในชีวิตประจาวนั ใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศอยา่ งปลอดภัย เข้าใจสิทธิและหนา้ ที่ของตน เคารพในสทิ ธิของผูอ้ ื่น

หลักการและทฤษฎีเก่ียวกับนวัตกรรมการสอน

นวตั กรรมการสอนเปน็ องคป์ ระกอบทส่ี าคัญยิ่งอยา่ งหน่งึ ของการศึกษา หรอื การเรียนการสอน ทาให้
ผู้เรียนเรียนรู้ได้ง่ายข้ึน นักการศึกษาต่างมีความเห็นสอดคล้องกันว่านวัตกรรมการเรียนการสอน เป็น
ตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะผู้เรียนสามารถเรียนได้มากข้ึน โดยเสียเวลา
นอ้ ยลง

1. หลกั การและทฤษฎีทัว่ ไปเกีย่ วกบั นวตั กรรมการสอน
1.1 ความหมายของนวัตกรรมการสอน
กิดานันท์ มลิทอง (2540 : 245) ให้ความหมาย นวัตกรรมการสอน ว่า นวัตกรรมชนิดใดก็

ตามไมว่ า่ จะเป็นเทปบันทึกเสียง สไลด์ วทิ ยุ โทรทัศน์ วดี ที ศั น์ แผนภูมิ ภาพนิ่ง ฯลฯ ซงึ่ บรรจเุ น้ือหาเก่ียวกับ
การเรียนการสอน สิ่งเหล่าน้ีเป็นวัสดุอุปกรณ์ทางกายภาพท่ีนามาใช้ในเทคโนโลยีการศึกษา เป็นส่ิงท่ีใช้เป็น
เคร่ืองมือ หรือช่องทางสาหรับทาให้การสอนของผู้สอนส่งไปถึงผเู้ รยี นทาให้ผู้เรยี นสามารถเกิดการเรียนรูต้ าม
วัตถุประสงค์ หรือจุดมงุ่ หมายท่ผี สู้ อนวางไว้ได้เป็นอย่างดี

ฐาปนีย์ ธรรมเมธา (2541 : 45) ได้ใหค้ วามหมาย นวัตกรรมการสอน หมายถงึ ตัวกลาง ทช่ี ว่ ย
นาและถ่ายทอดความรู้จากผู้สอนหรือแหล่งความรู้ ไปยังผู้เรียน ทาให้การเรียนการสอนดาเนินไปอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ ผเู้ รยี นบรรลุวตั ถปุ ระสงค์ทตี่ ้งั ไว้

สรุปได้ว่า นวัตกรรมการสอน หมายถึง ตัวกลางหรือพาหะที่ผู้สอนใช้ในการถ่ายทอดความรู้
จากผู้สอนสู่ผู้เรียน นวัตกรรมการสอนจึงเป็นส่ิงท่ีผู้สอนนามาใช้เป็นช่องทางในการเรียนการสอนเพื่อช่วยใช้
กระบวนการการเรียนรู้บรรลุตามจุดประสงค์ท่ีต้ังไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ วัตถุส่ิงของ ที่มีอยู่ตาม
ธรรมชาติ หรอื ทมี่ นุษย์สร้างขึ้นมา รวมทั้งวิธีการสอนกจิ กรรมในรปู แบบตา่ ง ๆ

1.2 ประเภทของนวัตกรรมการเรียนการสอน
สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2535 : 44 - 45) ได้กล่าวถึง การจาแนก

ประเภทของนวัตกรรมการเรียนการสอนว่า อาจจาแนกได้หลายประเภท ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับการจาแนกประเภท
ไดแ้ ก่

จาแนกตามผู้ใชป้ ระโยชน์โดยตรง แบง่ เป็น 2 ประเภท คือ นวัตกรรมการเรยี นการสอนสาหรับครู
และสาหรบั นกั เรยี น

จาแนกตามลักษณะของนวัตกรรม แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ นวัตกรรมการเรียนการสอนประเภท
เทคนคิ วธิ สี อน และประเภทสือ่

จาแนกตามจุดเน้นของนวัตกรรม แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ นวัตกรรมการเรียนการสอนท่ีเน้น
ผลผลิต เน้นเทคนคิ กระบวนการ และเนน้ ทั้งผลผลิตและเทคนิคกระบวนการ

18

อย่างไรก็ตาม วิธีการจาแนกประเภทของนวัตกรรมการเรียนการสอน ที่เข้าใจได้ง่าย สะดวกต่อ
การคิดค้น พัฒนา หรือสร้างนวัตกรรม ได้แก่ การจาแนกตามลักษณะของนวัตกรรมซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท
ได้แก่

1.2.1 ประเภทเทคนิควิธีการหรือกิจกรรม เช่น วิธีการสอนโดยใช้ส่ือประสม วิธีการสอนแบบ
อุปนัย วิธีการสอนแบบนิรนัย วิธีการสอนแบบโครงงาน วิธีการสอนแบบศูนย์การเรียน วิธีการสอนแบบสาธิต
และวิธกี ารสอนแบบทดลอง เปน็ ตน้

1.2.2 ประเภทส่ือการเรียนการสอน เช่น บทเรียนสาเร็จรูป ชุดการสอน ชุดสื่อประสม
วีดีทัศน์ สไลด์ประกอบเสียง แผน่ โปรง่ ใส เกม เพลง ใบงาน ชุดการสอน และคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน เป็นต้น

1.3 คุณคา่ ของนวตั กรรมการสอน
จากผลการวิจัย จันทร์ฉาย เตมิยาคาร (2537 :37) กิดานันท์ มลิทอง (2540 : 245) ฐาปนีย์

ธรรมเมธา (2541 : 45) ได้กล่าวถึงคุณค่าของนวัตกรรมการเรียนการสอน โดยแบ่งคุณค่าของนวัตกรรม
การเรียนการสอน ออกเป็น 3 ด้าน คือ คุณค่าของนวัตกรรมการเรียนการสอนต่อผู้สอน ต่อผู้เรียน และ
คณุ คา่ ของนวตั กรรมการเรยี นการสอนท่ีมาจากผลวจิ ัย ดังนี้

1.3.1 คณุ ค่าของนวตั กรรมการสอนต่อผู้สอน
1) ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้สอน ในด้านการเตรียมเน้ือหา เพราะบางคร้ังอาจให้ผู้เรียน

ศึกษาเน้อื หาจากนวตั กรรมเอง เช่น บทเรียนโปรแกรม ชุดการสอน
2) ผู้สอนสนุกสนานไปกับการสอน เน่ืองจากบรรยากาศในช้ันเรียนเปลี่ยนไป จากการ

ท่ีครูพูดคนเดียวหน้าชั้น มาเป็นการใช้นวัตกรรม อุปกรณ์ต่าง ๆ ประกอบการเรียนการสอนหรือกิจกรรม
ต่าง ๆ เม่ือผู้เรียนมีชีวิตชีวา สนใจการเรียน สนุกกับการเรียน ทาให้ผู้สอนเกิดกาลังใจและมีความ
ภาคภมู ใิ จในการจัดการเรียนการสอน เช่นกัน

3) เป็นการกระตุ้นให้ผู้สอนตื่นตัวอยู่เสมอในการเตรียม และผลิตอุปกรณ์ ค้นคว้าหา
วิธีการใหม่ๆ เพ่ือให้การเรียนรู้นา่ สนใจ ทาให้บรรยากาศทางการศึกษาไม่ซบเซา

4) ทาใหผ้ ้สู อนมีความเชอื่ มนั่ ในการสอนมากข้ึน เช่น กรณีท่ีผ้สู อนจาเนื้อหา หรือลาดับ
การสอนไมไ่ ด้ ผูส้ อนอาจจะดูจากนวตั กรรมประกอบคาบรรยาย เปน็ ต้น

5) ช่วยทดแทนจานวนผู้สอนที่มีน้อย หรืออยไู่ กล เช่น การจดั การศึกษาทางไกลการใช้
โทรทัศน์วงจรเปดิ การใช้นวัตกรรมการเรียนการสอนรายบคุ คล เปน็ ตน้

1.3.2 คุณค่าของนวตั กรรมการสอนต่อผเู้ รยี น
1) กระตุ้นและสร้างความสนใจให้กับผู้เรียน ทาให้เกิดความสนุกสนาน และไม่รู้สึก

เหนอ่ื ยหนา่ ยตอ่ การเรียน
2) ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เข้าใจสิ่งท่ียุ่งยากซับซ้อน ใน

เน้ือหาวิชาไดถ้ ูกตอ้ งและรวดเรว็

19

3) การใช้นวัตกรรมจะทาให้ผู้เรียนมีความเข้าใจตรงกัน และเกิดประสบการณ์ร่วมกัน
ในวิชาท่ีเรียน

4) ช่วยแก้ปัญหาความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยการจัดให้มีการใช้นวัตกรรม
การศกึ ษารายบุคคล

5) ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนมากขึ้น ทาให้เกิดมนุษยสัมพันธ์อันดี
ระหว่างผเู้ รยี นด้วยกนั และผ้สู อนด้วย

1.3.3 คุณค่าของนวัตกรรมการสอนทเี่ ปน็ ผลมาจากการวิจยั
1) ช่วยให้ผ้เู รียนเรียนร้ไู ดด้ ีขนึ้ จากประสบการณท์ มี่ ีความหมายในรูปแบบตา่ ง ๆ
2) ชว่ ยให้ผู้เรียนเรียนรไู้ ดม้ ากข้นึ ในเวลาทน่ี ้อยลง
3) ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นจา สร้างความประทับใจ และการเรียนรูม้ คี วามคงทน
4) ช่วยส่งเสรมิ การคิดและการแก้ปญั หาในการเรยี นรู้
5) ชว่ ยลดการบรรยายของผู้สอน แต่ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นเข้าใจไดง้ ่ายข้ึน
6) ชว่ ยลดการสูญเปลา่ ทางการศึกษา
7) ชว่ ยให้สามารถเรียนรใู้ นสงิ่ ทมี่ ีข้อจากดั ตา่ ง

สรุปไดว้ า่ การนานวตั กรรมการสอนมาใช้ในการเรยี นการสอน จะมีผลทาให้การเรยี นการสอน
มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ตรงตามจุดประสงค์ท่ีต้ังไว้ การใช้นวัตกรรมการสอนเป็นการนาประสบการณ์จรงิ ที่
พบท้ังในและนอกห้องเรียนมาสู่ผู้เรียน เพ่ือให้เกิดการเรียนรู้ และประหยัดเวลา ตลอดจนนวัตกรรม
บางอย่างสามารถทดแทนการสอนของผสู้ อนได้

1.4 การเลือกใช้นวัตกรรมการสอน
กิดานันท์ มลิทอง (2540 : 245) กล่าวถึงการเลือกนวัตกรรมการสอนว่าการเลือกนวัตกรรม

การสอนเพื่อนามาใช้ประกอบการสอน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นส่ิงสาคัญ
ผู้สอนจะต้องตั้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมในการเรียนการสอนให้แน่นอน เพื่อให้วัตถุประสงค์น้ันเป็นตัว
ชน้ี าในการเลือกนวัตกรรมที่เหมาะสม และมหี ลกั การอ่ืน ๆ เพ่ือประกอบการพิจารณา คอื

1.4.1 นวัตกรรมนน้ั ตอ้ งเหมาะสมกบั เนื้อหา ควรมีความสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของการสอน
1.4.2 นวัตกรรมน้ันต้องมีเน้อื หาท่มี ีความถูกต้อง ทันสมัย น่าสนใจและเปน็ นวัตกรรมที่จะ
สง่ ผลต่อการเรยี นการสอนมากท่สี ดุ ชว่ ยให้ผูเ้ รียนเข้าใจเน้ือหานน้ั ไดด้ ี เป็นลาดับขั้นตอน
1.4.3 เป็นนวัตกรรมที่เหมาะสมกับวัย ระดับชั้นเรียน จานวนผู้เรียน ความสามารถ ความ
สนใจ รวมท้งั ทกั ษะ และรปู แบบการเรยี นของผูเ้ รยี น
1.4.4 เป็นนวัตกรรมท่ีเหมาะสมกับทัศนคติ ทักษะของผู้สอนใช้การได้ดี ก่อให้เกิด
ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ได้ดี สะดวกต่อการใช้และเก็บรักษา คุณค่าของนวัตกรรมต้องเหมาะสมกับ
ราคา มรี าคาไม่แพงจนเกินไป หรือถ้าผลิตเองควรคุ้มกับเวลา และการลงทนุ

20

1.4.5 นวัตกรรมนั้นช่วยให้ผู้เรียนร่วมกิจกรรมตามท่ีผู้สอนต้องการ ระยะเวลาในการ
นาเสนอนวัตกรรมเหมาะสม นวตั กรรมน้นั ชว่ ยเสนอแนะกจิ กรรมอ่นื ๆ ท่ีนกั เรยี นอาจปฏิบตั เิ พิม่ เตมิ ได้

1.4.6 เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในการใช้นวัตกรรมนั้น เช่น สานท่ี แสงสว่าง อากาศ
และสง่ิ อานวยความสะดวกอ่นื ๆ

การเลือกใช้นวัตกรรมได้อย่างเหมาะสมจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่าง มีประสิทธิภาพ
โดยคานงึ ถงึ วัตถุประสงคเ์ ป็นหลกั สอ่ื ทีเ่ หมาะสมกบั ขอบเขตเนื้อหา

แนวคิดและทฤษฎีเกีย่ วกบั คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน (CAI)

1. ความหมาย และวิวฒั นาการของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ความหมายของคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน (Computer Assisted Instruction) หรือ ซเี อไอ (CAI)

มผี ้รู วบรวมและให้ความหมายไว้คลา้ ยคลงึ กัน ดงั นี้
CAI มาจากคาย่อในภาษาอังกฤษ คือ Computer Assisted Instruction หรือ Computer

Aided Instrucion เป็นโปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนครู ทาหน้าที่เป็นส่ือการเรียนบทเรียน
สามารถโต้ตอบกับผู้เรียนได้ ประกอบด้วย ตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง (Multimedia) ทาให้
ผ้เู รยี นสนุกไปกบั การเรียนไม่รู้สกึ เบือ่ หน่าย การสร้างบทเรยี นแบบน้ี อาศยั แนวคิดจากทฤษฎีการเช่ือมโยง
สิ่งเร้ากับการตอบสนอง โดยการออกแบบโปรแกรม จะเริ่มต้นจากการให้สิ่งเร้าแก่ผู้เรียน ประเมินการ
ตอบสนองของผูเ้ รยี น ให้ขอ้ มลู ยอ้ นกลบั เพื่อเสริมแรงและใหผ้ ู้เรียนเลือกสง่ิ เร้าอนั ดับต่อไป (สมรัก ปริยะ
วาท,ี 2544)

คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือโปรแกรมช่วยสอน คือสื่อท่ีใช้ในการเรียนการสอนอันหนึ่ง CAI
คล้ายกับสื่อการสอนอ่ืน ๆ เช่น วิดีโอช่วนสอน บัตรคาช่วยสอน โปสเตอร์ แต่คอมพิวเตอร์ช่วย-สอนจะ
ดีกว่าตรงท่ีตัวส่ือการสอน คือ คอมพิวเตอร์สามารถโต้ตอบกับนักเรยี นได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับคาสัง่ เพื่อมา
ปฏบิ ัติ ตอบคาถามหรอื ไม่เช่นน้นั คอมพิวเตอร์ก็จะเป็นฝ่ายป้อนคาถาม (นยั นา เอกบรู ณวฒั น์, 2539)

คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI : Computer Assisted Instruction) หมายถึง การประยุกต์นา
คอมพิวเตอร์มาช่วยในการเรยี นการสอน โดยมีการพัฒนาโปรแกรมขึ้นเพื่อนาเสนอเน้ือหาในรูป-แบบตา่ ง
ๆ เช่น การเสนอแบบติวเตอร์ (Intorail) แบบจาลองสถานการณ์ (Simlation) หรือแบบการแก้ไขปัญหา
(Problem Solving) เป็นต้น การเสนอเนื้อหาเป็นการเสนอโดยตรงไปยังผู้เรียนผ่านทางจอภาพ หรือ
แป้นพิมพ์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วม วัสดุทางการสอนคือ โปรแกรมหรือ Coursware ซึ่งปกติ
จะถูกเก็บไว้ในแผ่นดิสก์หรือหน่วยความจาของเคร่ือง พร้อมท่ีจะเรียกใช้ได้ตลอดเวลา การเรียนใน
ลักษณะนี้ ในบางคร้ังผู้เรียนจะต้องโต้ตอบ หรือตอบคาถามเคร่ืองคอมพิวเตอร์ด้วยการพิมพ์ การตอบ
คาถามจะถูกประเมินโดยคอมพิวเตอร์ และจะเสนอแนะขั้นตอนหรือระดับในการเรียนข้ันต่อไป
กระบวนการเหล่าน้ีเป็นปฏิกริ ิยาที่เกดิ ขึ้นระหวา่ งผเู้ รยี นกับคอมพวิ เตอร์ (ศิรชิ ัย สงวนแก้ว, 2534)

21

คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน หรือ CAI คอื การนาคอมพวิ เตอร์มาเป็นเครือ่ งมือสร้างใหเ้ ป็นโปรแกรม
คอมพิวเตอร์เพ่ือให้ผู้เรียนนาไปเรียนด้วยตนเองและเกิดการเรียนรู้ ในโปรแกรมประกอบไปด้วย
เนื้อหาวิชา แบบฝึกหัด แบบทดสอบ ลักษณะของการนาเสนอ อาจมีทั้งตัวหนังสือภาพกราฟิก
ภาพเคลื่อนไหว สี หรือ เสียง เพ่ือดึงดูดให้ผู้เรียนเกิดความสนใจมากยิ่งข้ึน รวมท้ัง การแสดงผลการเรยี น
ให้ทราบทันทีด้วยข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) แก่ผู้เรียน และยังมีการจัดลาดับ วิธีการสอนหรือกิจกรรม
ต่าง ๆ เพ่ือให้เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละคน ทั้งน้ีต้องมีการวางแผนในการผลิตอย่างเป็นระบบในการ
นาเสนอเนอ้ื หาในรูปแบบทแี่ ตกต่างกนั (ศิริชัย นามบรุ ี, 2546)

คอมพิวเตอร์ช่วยการสอน (CAI) คือ การนาคอมพิวเตอร์เข้ามาเสริม เพ่ือช่วยเพิ่ม
ประสิทธิภาพการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น การใช้คอมพิวเตอร์เสริมการสอนนี้สามารถใช้ประกอบขณะท่ี
ผู้สอนทาการสอนเอง หรือการใช้สอนแทนผู้สอนท้ังหมดก็ได้การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนขณะท่ีผู้สอนทา
การสอนเอง เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ช่วย-สอนขณะท่ีผู้สอนทาการสอนซึ่งแบ่งเป็น การใช้แทรกใน
กระบวนการสอน คือ ใช้ประกอบขณะดาเนินการสอนและใช้ช่วยเสริมก่อนหรือภายหลังการสอน เช่น
เป็นการซ่อมเสริมหรือทบทวน เป็นต้น ส่วนการใช้คอมพิวเตอร์แทนผู้สอน เป็นการใช้คอมพิวเตอร์
นาเสนอบทเรียน หรือเน้ือหาสาระต่าง ๆ แทนครูผู้สอน จะต้องพัฒนาในรูปของบทเรียนสาเร็จรูป ซึ่ง
สามารถจะใช้เรียนเมื่อใดที่ใดก็ได้ การใชค้ อมพิวเตอร์ในลักษณะน้ี น่าจะเป็นทางเลือกในการจัดการศึกษา
ในอนาคต ซึ่งมุ่งการศึกษาในฐานะของการเรียนรู้เป็นหลัก ดังน้ันการให้ความสนใจในการพัฒนาการใช้
คอมพิวเตอร์สอนแทนผู้สอนของการเรียนรู้เป็นหลัก ดังน้ัน การให้ความสนใจในการพัฒนาการใช้
คอมพิวเตอร์สอนแทนผู้สอนซึ่งเป็นแนวทางที่สมควรให้ความสนใจ และรับการสนับสนุนในการศึกษา
พฒั นาอย่างยิ่ง (ไพโรจน์ ตรี ณธนากลุ , ไพบลู ย์ เกยี รติโกมล และเสกสรรค์ แย้มพินิจ, 2546)

จากความดังกล่าว สามารถสรุปความหมายของ “คอมพิวเตอร์ช่วยสอน” หรือ
CAI(Computer Assisted Instruction) การนาคอมพิวเตอร์เพ่ือมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน ซ่ึง
เป็นโปรแกรมคอมพวิ เตอรท์ ี่ใชเ้ พ่ือให้ผเู้ รยี นนาไปเรยี นรดู้ ว้ ยตนเองใหเ้ กิดการเรียนรูเ้ พ่ิมเตมิ มากย่ิงข้นึ ใน
โปรแกรมจะใช้ลักษณะในการนาเสนอหลากหลาย อาจมีทั้งตัวหนังสือ ภาพกราฟิก ภาพเคล่ือนไหว สี
และ เสียง เพ่ือทาให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการเรียนมากยิ่งข้ึน และโปรแกรมจะประกอบไปด้วย
เน้อื หาวชิ า แบบฝกึ หัด แบบทดสอบ เกมส์ การแสดงผลการเรยี นด้วยข้อมลู ย้อนกลบั แกผ่ ู้เรียน อันท้งั ยังมี
การจัดลาดับวิธีการสอนหรือกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมแก่ผู้เรียนอีกด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากแผนภูมิ
การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนของผู้สอน ดังรูปท่ี 2.1 (ไพโรจน์ ตีรณธนากุล, ไพบูลย์ เกียรติโกมล และ
เสกสรรค์ แยม้ พนิ ิจ, 2546)

2. ประเภทของคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน
ลักษณะในการนาเสนอเนื้อหาและกระบวนการ การเรยี นการสอนของคอมพิวเตอร์-ช่วยสอน

นั้น สามารถสรปุ ไดเ้ ปน็ 8 ประเภท ดงั นี้ (ไพโรจน์ ตรี ณธนากุล และไพบูลย์ เกียรติโกมล, 2546)

22

1. แบบการสอน (Instruction) ใช้เพื่อสอนความรู้ใหม่แทนครู เป็นการพัฒนาแบบ Self
Study Package เป็นรูป-แบบในการศึกษา เรียนรู้ด้วยตนเอง และเป็นชุดการสอนที่จะต้องใช้ความ
ระมัดระวัง รวมท้ังทักษะในการพัฒนาท่ีสูงมาก ในการออกแบบจะต้องเน้นการมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียน
การควบคุมแนวทาง กิจกรรมการเรียน และการประเมินผลการเรียนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และ
ลักษณะของผ้เู รยี น สว่ นการออกแบบหนา้ จอ จะตอ้ งเนน้ ใหอ้ งค์ประกอบหน้าจอมีความน่าสนใจเปน็ หลัก

2. แบบสอนซ่อมเสริมหรือทบทวน (Tutorial) เป็นบทเรียนท่ีใช้ในการทบทวนการเรียนจาก
ห้องเรียนหรือจากผู้สอน ไม่ว่าจะจากทางไกลหรือทางใกล้ก็ตาม การเรียนมักไม่ใช่ความรู้ใหม่ แต่อาจจะ
เป็นความรู้ท่ีเคยเรียนรู้มาแลว้ ในรปู แบบการเรยี นรูแ้ บบอ่ืน ๆ แล้วใช้บทเรียนซ่อมเสริมเพ่ือเพิ่มเตมิ ความ
เข้าใจให้ถูกต้องและแม่นยาสมบูรณ์ยิ่งข้ึน ซึ่งบทเรียนสามารถใช้ได้ท้ังในห้องเรียนและนอกห้องเรียน
ดังน้ัน CAI ประเภทนี้จึงไม่สามารถนามาสอนแทนครูได้ท้ังหมด เพียงแต่นามาสอนเสริมหรือทบทวนใน
ราย-วชิ าทมี่ ีการจดั การเรยี นการสอนมาแล้วในชนั้ เรียนปกติ

3. แบบฝึกหัดและฝึกปฏิบัติ (Drill and Practice)เป็นบทเรียนที่ใช้เสริมการปฏิบัติหรือเสริม
ทักษะ ในการเรียนการสอนให้เข้าใจยิ่งขึ้น และเกิดทักษะที่ต้องการได้ เป็นการเสริมประสิทธิผลการเรียน
ของผู้เรียน สามารถใช้ในห้อง-เรียน เสริมขณะท่ีสอนหรือนอกห้องเรียน ณ ที่ใด เวลาใดก็ได้ ซึ่งการใช้
บทเรียนในการเรียน การสอนเช่นน้ี สามารถใช้ฝึกหัดทั้งด้านทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์
วทิ ยาศาสตร์ รวมท้งั ทางชา่ งอตุ สาหกรรมดว้ ย

4. แบบสร้างสถานการณ์จาลอง (Simulation) เป็นบทเรียนที่ออกแบบเพ่ือช่วยเปลี่ยนแปลง
บรรยากาศการเรียนการสอนในช้ันปกติให้น่าสนใจย่ิงขึ้น ในเชิงของการปฏิบัติ ถ้าพิจารณาถึงความ
ยืดหยุ่น ความคุ้มค่าความปลอดภัยต่าง ๆ รวมทั้งการควบคุมสถานการณ์ด้วยตนเองแล้ว สถานการณ์
จาลองบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จะให้ประสิทธิภาพและความคล่องตัว ซ่ึงครอบคลุมเน้ือหาได้ทุก
เร่ือง เช่น การซื้อขายหุ้น หรือการทดลองวิทยาศาสตร์ เป้าหมายหลักของการสร้างบทเรียนแบบ
สถานการณ์จาลองเพ่ือนาสถานการณ์จริงท่ีเกิดขึ้นเข้ามาอยู่ในคอมพิวเตอร์ จะทาให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้า
ร่วมในกิจกรรมที่เกิดขึ้น มีโอกาสควบคุมสถานการณ์ให้เหมาะสม จึงเป็นส่วนสาคัญเพิ่มเติมจากการให้
สถานการณป์ กติ เพอ่ื การเรยี นร้แู ละแกป้ ญั หามีความความสมบรู ณ์ยงิ่ ขนึ้

5. แบบสร้างเป็นเกมส์ (Game) การพัฒนาในลักษณะเกมส์ สามารถเสริมการเรียนรู้ได้ดีกว่า
การใช้เกมส์เพื่อการเรียน สามารถใช้สาหรับการเรียนรู้ความรู้ใหม่ หรือเสริมการเรียนในห้องเรียนได้ ซึ่ง
เหมาะสาหรบั ผู้เรียนที่มีระยะเวลาความสนใจส้นั เช่น เด็ก หรอื สภาวะแวดลอ้ มที่ไมอ่ านวย เป็นต้น

6. แบบการแก้ปัญหา (Problem Solving) เป็นบทเรียนในการฝึกการคิด การตัดสินใจ
สามารถใชก้ ับวชิ าการตา่ ง ๆ ท่ตี ้องการใหส้ ามารถคิด แก้ปัญหา ใชเ้ พอื่ การสอนในหอ้ งเรียน หรอื ใชใ้ นการ
ฝึกทว่ั ๆ ไป เปน็ ส่ือสาหรบั ผบู้ รหิ ารได้ดี

23

7. แบบทดสอบ (Test) ใชเ้ พ่ือตรวจวัดความสามารถของผู้เรียน สามารถใชป้ ระกอบการสอน
ในห้องเรียนหรือความต้องการของผู้สอนหรือผู้เรียนเอง ท้ังนี้ยังสามารถใช้นอกห้องเรียน เพื่อตรวจวัด
ความสามารถของตนเองไดด้ ้วย

8. แบบสถานการณ์เพื่อให้ค้นพบ (Discovery)จัดทาเพื่อให้ผู้เรียน เรียนรู้จากประสบการณ์
ของตนเอง โดยการลองผิดลองถูกหรือเป็นการจัดระบบนาล่องเพ่ือชักนาสู่การเรียนรู้ สามารถใช้เรียนรู้
ความรใู้ หมห่ รือเปน็ การทบ-ทวนความรเู้ ดิม

3. ข้อดี และข้อจากดั ของคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
ข้อดีของคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนการใช้คอมพวิ เตอร์ช่วยสอนในการนาเสนอเน้อื หามีข้อดหี ลายๆ

ประการ ดงั นี้ (ศริ ิชัย นามบรุ ี, 2546)
1. เสนอเนื้อหาได้รวดเร็วเพียงแต่ผู้เรียนกดแป้นพิมพ์เพียงครั้งเดียวคอมพิวเตอร์ก็จะเสนอ

เนอ้ื หาต่อไป
2. คอมพิวเตอร์สามารถเสนอรูปภาพที่เคลื่อนไหวได้ ทาให้มีประโยชน์ในการเรียนรู้ความคิด

รวบยอดท่สี ลับซบั ซอ้ นตา่ ง ๆ
3. มีเสียงประกอบ ทาให้เกิดความน่าสนใจ และเพม่ิ ศกั ยภาพทางดา้ นการเรียนได้ดีมากขน้ึ
4. สามารถเกบ็ ขอ้ มูลเนือ้ หาได้ดีมากกวา่ หนังสอื หลายเทา่
5. ผเู้ รยี นมปี ฏิสมั พันธก์ บั บทเรียนอย่างแท้จริง คอื มีการโต้ตอบระหวา่ งบทเรยี นกับผเู้ รยี นได้
6. สามารถบนั ทกึ ผลการเรียน ประเมนิ ผลการเรียน และประเมนิ ผลผ้เู รียนได้
7. ทาใหผ้ ลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น ของผเู้ รยี นสงู ขน้ึ เมื่อเทยี บกบั การเรยี นในชัน้ เรยี นปกติ
8. ชว่ ยลดเวลาในการเรียนของผเู้ รยี น เม่อื เทียบกบั การเรียนแบบปกติในหอ้ งเรียน
9. ช่วยเพิ่มความสนใจให้กับผ้เู รียนมากยิ่งข้ึน เม่ือเทียบกับการเรียนในห้องเรยี น ทาให้ผู้เรยี น

ต้องมสี มาธิอยู่กบั เครอ่ื งคอมพวิ เตอรแ์ ละจอภาพตลอดเวลา
10. สามารถควบคุมกิจกรรมการเรียนของผู้เรียนได้ด้วยตนเอง ซ่ึงไม่สามารถทาได้หากเรียน

โดยใช้ผู้สอนจริง
11. ช่วยสนับสนุนการเรียนแบบรายบุคคลได้อยา่ งมปี ระสทิ ธผิ ล
12. ชว่ ยลดต้นทุนดา้ นการจัดการเรียนการสอนได้ เพราะไม่ต้องใช้ผสู้ อนจริง
13. มีเน้ือหาท่ีแน่นอน เน่ืองจากผ่านการตรวจสอบให้มีเนื้อหาท่ีครอบคลุม จัดลาดับ

ความสัมพันธ์ของเน้ือหาอย่างถูกต้อง มีความคงสภาพเหมือนเดิมทุกคร้ังท่ีเรียน ต่างจากการสอนด้วย
ครผู ้สู อน

4. ขอ้ จากดั ของคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน
การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนในการนาเสนอเนื้อหามีข้อจากัดหลายๆ ประการ ดังน้ี (ศิริชัย

นามบุรี, 2546)

24

1. ส้ินเปลืองค่าใช้จ่ายและเวลา ซึ่งจาเป็นต้องลงทุนค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงท้ังในด้านฮาร์ดแวร์
และซอฟต์แวร์

2. ลดความสัมพนั ธข์ องผู้เรียนทมี่ ตี อ่ กนั ลง
3. จาเปน็ ต้องติดต่อกบั ผ้ผู ลติ ซอฟต์แวร์ เพือ่ ขอคาแนะนาโดยตรง ในด้านเทคนคิ ของตวั เคร่ือง
คอมพวิ เตอร์ วิธีการบารงุ รกั ษา การแกไ้ ขปญั หา เมอื่ เกิดปญั หาท่ไี ม่สามารถแก้ไขได้
4. ขาดโปรแกรมเมอร์ที่มีความรู้พื้นฐานทางการศึกษา ความรู้ในเน้ือหาวิชาอย่างแท้จริง ขาด
กลยุทธใ์ นการสอน และปัญหาอีกอยา่ งหน่ึงคอื ขาดความชานาญในการเลือกใช้ซอฟตแ์ วรท์ ี่มีอยู่
5. ต้องใชเ้ วลาในการพฒั นามาก ในด้านการทดสอบการใช้งาน และปรับปรงุ แก้ไข
6. มีความยากในการออกแบบ เน่ืองจากต้องออกแบบให้ยืดหยุ่นต่อการใช้งานเพ่ือให้
เหมาะสมกบั ผู้เรียนท่มี คี วามถนัดที่แตกตา่ งกนั

หลกั การทฤษฎีทเ่ี กยี่ วกบั การประเมินผลการเรยี นรู้

ในการวิจัยคร้ังน้ีคณะผวู้ ิจัยได้ศึกษาหลักการทฤษฎีท่ีเก่ียวกับการประเมินผลการเรียนและการวัดผล
การเรียน โดยประกอบด้วย ความหมายของการวัดผลประเมินผล หลักการวัดผลท่ัวไป ประเภทของการ
ประเมนิ ผล ประโยชนข์ องการประเมนิ ผล หลักการและทฤษฎีที่เกย่ี วกบั การประเมินผลการเรียนรู้ ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี น กระบวนการทางานกลุ่ม ความมวี นิ ัย ความพึงพอใจ และทกั ษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ โดยมี
รายละเอยี ดดงั ต่อไปนี้

1. หลกั การและทฤษฎที ่ัวไปของการวดั และการประเมินผลการเรยี นรู้
1.1 ความหมายของการวัดผล (Measurement)
วิเชียร เกตุสิงห์ (2544 :5) การวัดผล หมายถึง ขบวนการท่ีจะนามาซึ่งตัวเลข จานวน ปริมาณ

โดยจานวนหรือปริมาณน้ันมีความหมายแทนพฤติกรรมอย่างหน่ึงหรือแทนผลงานท่ีแต่ละคนแสดงปฏิกิริยา
โต้ตอบส่ิงเร้าออกมา

สุภาพ วาดเขยี น (2524 : 2) การวัดผล หมายถึง กระบวนการทก่ี าหนดจานวน ตัวเลขใหก้ ับวัตถุ
สิ่งของ หรือบุคคล ตามความหมายท่ีจะวัดสอบ และเปรียบเทียบลักษณะ (Characteristic) ความแตกต่างท่ี
ปรากฏอย่ใู นส่งิ ที่จะวัดนนั้ ๆ

ภัทรา นิคมานนท์ (2543 : 1) การวัดผล หมายถึง การใช้เคร่ืองมืออย่างใดอย่างหนง่ึ ท่ีจะค้นหา
หรือการตรวจสอบเพ่ือให้ไดป้ ริมาณ จานวน หรือคุณภาพ ที่มคี วามหมายแทนพฤติกรรม หรอื ผลงาน ทีแ่ ต่ละ
คนแสดงออกมา

จากความหมายที่ได้กล่าวมาสรุปได้ว่า การวัดผล หมายถึง กระบวนการเพ่ือให้ได้มา ซึ่งตัวเลข
หรือสัญลักษณ์ ท่มี คี วามหมายแทนคณุ ลักษณะ หรอื คณุ ภาพของส่งิ ท่วี ดั โดยใชเ้ ครื่องมือ ทม่ี ีประสทิ ธิภาพหา
รายละเอียดส่ิงที่วัดว่ามีจานวนหรือปริมาณเท่าใด เช่น การวัดส่วนสูงของเด็กเป็น การแปลงคุณลักษณะด้าน

25

ความสูงออกมาเป็นตัวเลขว่าสงู กี่เซนติเมตรหรอื นักเรียนสอบวิชาคณิตศาสตร์ได้ 20 คะแนน ก็เป็นการแปลง
คุณภาพด้านความสามารถในวชิ าคณติ ศาสตร์ออกมา

1.2 ความหมายของการประเมินผล (Evaluation)
สมหวงั พิธิยานุวตั น์ (2544 : 3) การประเมินผลเปน็ การตัดสนิ ค่านิยมของการกระทา (Guilford.
1976 : 5) การประเมินผล คือกระบวนการตัดสินคุณค่าของสิ่งของหรือการกระทาใด ๆ โดยเปรียบกับเกณฑ์
มาตรฐาน
บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์ (2546 : 5) การประเมินผล หมายถึง กระบวนการตัดสินความสาคัญ
ของปรากฏการณอ์ ยา่ งหนึ่งกับกระบวนการอกี อยา่ งหนง่ึ โดยใช้มาตรฐานทก่ี าหนดไว้
จากความหมายท่ไี ด้กล่าวมาสรุปได้วา่ การวดั ผลและการประเมินผลมคี วาม สัมพันธก์ ัน กล่าวคือ
การวัดผลจะทาให้ได้ตัวเลข ปริมาณ หรือรายละเอียดของคุณลักษณะหรือพฤติกรรมของบุคคล จากนั้นจะ
นาเอาผลการวัดนี้ไปพิจารณาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้เพื่อตัดสิน หรือลงสรุปเก่ียวกับส่ิงนั้น การ
ประเมินผลจะถกู ตอ้ งหรอื ไมจ่ ึงขึ้นอยูก่ ับผลของการวัดเป็นสาคัญ
1.3 ประเภทของการประเมนิ ผล
การประเมินผลสามารถจาแนกได้หลายประเภท ทั้งน้ีขึ้นอยู่ที่ว่าจะยึดอะไรเป็นหลัก ในการแบ่ง
ประเภท การประเมินผลสามารถจาแนกไดด้ ังน้ี

1.3.1 จาแนกตามระบบการวดั แบง่ ออกเป็น 3 ประเภท คอื
1) การประเมินแบบอิงตน (Self Referenced Evaluation) เป็นการประเมินเพ่ือ ที่จะดู

ว่าตนเองมคี วามกา้ วหน้าหรอื ไม่ อยา่ งไร เชน่ การสอบกอ่ นเรียน-สอบหลังเรยี น
2) การประเมินผลแบบอิงเกณฑ์ (Criterion Referenced Evaluation) เป็นการ

ประเมินผลโดยเอาคะแนนทไ่ี ดจ้ ากการสอบไปเปรียบเทยี บกับเกณฑท์ ่กี าหนดไวแ้ ล้วพิจารณาตัดสนิ ไปตามนน้ั
3) การประเมินผลแบบอิงกลุ่ม (Norm Referenced Evaluation) เป็นการประเมินผล

โดยเอาคะแนนทไ่ี ดจ้ ากการสอบไปเปรียบเทียบกบั ความสามารถของกลุ่ม
1.3.2 จาแนกตามจุดประสงคข์ องการประเมิน แบง่ ออกเป็น 3 ประเภท คือ
1) การประเมนิ ผลกอ่ นเรียน (Pre-Assessment or Pre-Evaluation) เป็นการประเมินผล

เพ่ือค้นหาข้อบกพร่องของความรู้พื้นฐานของผู้เรียน ทั้งน้ีเพราะว่าทุกคนมีความแตกต่างระหว่างบุคคล การ
ประเมินผลก่อนเรียนนี้มีประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอน หรือจัดสถานการณ์การเรียนการสอนให้
เหมาะสมกบั สภาพพื้นฐานของผเู้ รียนแตล่ ะบคุ คล

2) การประเมินผลระหว่างเรียน (Formative Evaluation) การประเมินผลวิธีนี้ มี
จุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุง หรือแก้ไขการเรียนการสอนระหว่างเรียนเพ่ือให้นักเรียนบรรลุหน่วยการเรียนใด ๆ
หรอื จุดประสงค์ของเรื่องนั้น ๆ ทัง้ น้อี าจจะทาโดยการสอนซ่อมเสรมิ

26

3) การประเมนิ ผลหลังสิน้ สุดการเรียนหรือการประเมนิ ผลรวม (Summative Evaluation)
เป็นการประเมินผลภายหลังที่ครูได้สอนจบกระบวนการเรียนการสอนทั้งวิชาแล้ว หรือท่ีเรียกว่า การประเมิน
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น โดยมจี ดุ มุ่งหมายเพอ่ื ตดั สนิ ผลการเรียน

จากความหมายท่ีได้กล่าวมาสรุปได้ว่า การประเมินเป็นกระบวนการที่จะตรวจสอบคุณภาพการ
เรียน การสอนว่านกั เรยี นบรรลจุ ดุ มงุ่ หมายทว่ี างไวห้ รือไม่ ถา้ หากพบวา่ นักเรียนมีขอ้ บกพร่องกจ็ ะพิจารณาว่า
บกพรอ่ งในเร่ืองใด เพ่อื ทจ่ี ะปรับปรงุ แกไ้ ขไดอ้ ยา่ งถูกต้อง

1.4 หลกั การวดั ผลการศึกษา
การวัดผลการศึกษาเป็นการวัดตัวแปรทางจิตวิทยา ซึ่งยากท่ีจะวัดออกมาเป็นตัวเลขท่ีถูกต้อง
แน่นอน ปัจจุบันการวัดผลการศึกษาได้มีการพัฒนามากขึ้น พอท่ีจะเช่ือถือได้และมีความเที่ยงตรงสูง การ
วดั ผลการศึกษามหี ลกั เกณฑ์ สรุปไดด้ ังน้ี (ไพศาล หวังพานชิ . 2526 : 21-24 ; นิภา เมธธาวีชยั . 2543 : 11)

1.4.1 การวัดผลต้องวัดให้ตรงจุดประสงค์ เรื่องน้ีสาคัญมาก เพราะผลท่ีได้จากการวัดแต่ละ
คร้ังต้องม่ันใจว่าสามารถวัดสิ่งท่ีต้องการวัดอย่างแท้จริง ถ้าผลนั้นไม่ได้เกิดจากการวัดคุณลักษณะ ท่ีต้องการ
หรือผลที่ได้ไปแทนคุณลักษณะอย่างอื่นแล้วจะไม่มีความหมายเลย เช่น ต้องการวัดความสามารถทาง
คณิตศาสตร์ แต่ข้อสอบใช้สานวนวกวน ต้องเก่งทางภาษาจึงจะตี ความหมายโจทย์ได้ ถ้าเด็กได้คะแนนสูง
ไม่ได้แปลว่าเด็กเก่งคณิตศาสตร์ แต่อาจหมายถึงเก่งภาษาก็ได้ ซ่ึงลักษณะเช่นนี้เรียกว่าวัดได้ไม่ตรงกับ
จุดประสงค์ สาเหตขุ องการวัดไมต่ รงกับจุดประสงค์ มดี ังนี้ ไม่เขา้ ใจคณุ ลักษณะ ท่ีต้องการวัด หรือไม่ทราบส่ิง
ที่ตอ้ งการจะวัด

1.4.2 ใช้เคร่ืองมือไม่ถูกต้อง หรือไม่เหมาะสมกับคุณลักษณะที่จะวัด วัดได้ไม่ครบถ้วน หรือ
ครอบคลุมทุกคุณลักษณะความสามารถ ใช้เคร่ืองมือที่มีคุณภาพ ผลการวัดท่ีได้ในแต่ละคร้ังจะเช่ือถือได้
หรือไม่ ย่อมข้ึนอยู่กับเครื่องมือท่ีใช้เป็นสาคัญ ถ้าเคร่ืองมือดี มีคุณภาพย่อมเช่ือถือได้ แต่ถ้าหากใช้เคร่ืองมือ
ไม่ดี ผลการวัดย่อมผิดพลาดคลาดเคลื่อน การวัดผลบางครั้งอาจใช้เคร่ืองมือชนิดเดียว แต่บางคร้ังต้องใช้
เคร่ืองมือหลายชนิดประกอบกนั ท้งั น้ีเพ่ือให้ได้ผลที่ถูกต้องน่าเช่อื ถือมคี วามยุตธิ รรม การวัดผลแตล่ ะครัง้ ต้องมี
เง่ือนไข ให้โอกาสแก่ผู้สอบ และดาเนินการสอบภายใต้สถานการณ์เดียวกันเพื่อท่ีจะตัดสินความสูงต่าของ
ความสามารถในการเรียนของผู้เรียนได้การวัดผลการศึกษาที่ถือว่ายุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมต่อเด็กนั้นมักจะ
เกดิ มาจากสาเหตุ 2 ประการ คอื

1.4.3 เครื่องมือที่ใช้จะต้องไม่เปดิ โอกาสให้ผสู้ อบเกิดความได้เปรียบ เสียเปรียบกัน เคร่ืองมือ
ท่ีขาดความยุติธรรม ได้แก่ วัดไม่ครบทุกเร่ือง ใช้ภาษาวกวน คาถามตอบกันเอง ผู้เรียนกลุ่มเดียวกันใช้
เคร่ืองมือวัดคนละชุด เป็นต้น การใช้เคร่ืองมือ ถ้าใช้เครื่องมืออย่างไม่ยุติธรรม ผลท่ีได้ย่อมมีความ
คลาดเคลอ่ื น เชน่ เครือ่ งมือที่วดั มีความผดิ พลาดมาก ไม่มคี าตอบท่ีถูกต้อง เฉลยผิด ตรวจผิด ให้คะแนนอย่าง
ไม่มีหลักเกณฑ์ นอกจากน้ีแล้วการดาเนินการสอบก็เป็นมูลเหตุสาคัญท่ีทาให้เกิดความ คลาดเคล่ือน เช่น ผู้
คุมสอบสง่ เสียงดังทาลายสมาธผิ สู้ อบ มีการแนะคาตอบให้แก่ผเู้ ข้าสอบในระหว่างสอบ

27

1.4.4 แปลผลได้ถูกตอ้ ง ผลที่ไดจ้ ากการวดั สว่ นใหญ่จะเป็นคะแนน ซ่งึ เปน็ ตวั แทนคุณลกั ษณะ
ที่ต้องการวัด แล้วนาผลที่ได้ไปอธิบายหรือเปรียบเทียบกันเพ่ือให้ได้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ โดยท่ัวไปแล้วการ
แปลผลการสอบ มีอยู่ 2 ลักษณะ คอื แปลผลโดยเปรียบเทียบกับผลการวัดภายในกลมุ่ ของผูเ้ รยี น แปลผลโดย
เปรียบเทียบกับมาตรฐานท่ีมีอยู่ การแปลผลในลักษณะใดก็ตามจะต้องคานึงอยู่เสมอว่า คะแนนหรือผลท่ีได้
จากการวัดนั้นแทนคุณลักษณะใดของผู้เรียน ผลการวัดละเอียดเพียงใด มีหน่วยเท่ากันหรือไม่ การวัดมีความ
คลาดเคลื่อนมากน้อยเพียงใด

1.4.5 ใช้ผลการวัดให้คุ้ม การวัดผลมิได้มีจุดมุ่งหมายเพียงเพ่ือตรวจสอบความสามารถของ
ผู้เรียนว่า ได้ - ตก เท่านั้น แต่ควรมุ่งท่ีจะค้นหาความสามารถท่ีเด่นหรือด้อยของผู้เรียนด้วย เพื่อจะได้พัฒนา
ปรับปรุงความสามารถของผู้เรียนแต่ละคนให้ดีย่ิงขึ้น ซึ่งจะสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการวัดผล
การศึกษา

จากความหมายทไี่ ดก้ ล่าวมาสรุปได้ว่า การวดั ผลการศกึ ษาเป็นการวดั ตวั แปรทางจิตวทิ ยา ซ่งึ ยาก
ท่ีจะวดั ออกมาเป็นตวั เลขท่ีถูกต้องแน่นอน ปจั จุบันการวดั ผลการศกึ ษาได้มีการพัฒนามากขึ้น พอท่จี ะเชื่อถือ
ไดแ้ ละมีความเท่ียงตรงสงู การวดั ผลการศกึ ษามีหลักเกณฑ์ สรุปไดด้ ังน้ี วัดให้ตรงจดุ ประสงค์ ใช้เคร่ืองมือที่มี
คุณภาพ มีความยุตธิ รรม แปลผลไดถ้ กู ตอ้ งใช้ผลการวัดใหค้ มุ้

1.5 ประโยชนข์ องการประเมินผล
การวัดผลและประเมินผลการศึกษา มีประโยชน์ต่อกระบวนการเรียนการสอนเป็นอย่างยิ่ง
เพราะว่าเป็นเคร่ืองมืออย่างหน่ึงในการตัดสินใจของครู ผู้บริหารและนักการศึกษา ซ่ึงพอจะสรุปประโยชน์ใน
ดา้ นต่าง ๆ ดังน้ี (อนันต์ ศรีโสภา. 2542 : 1-2)

1.5.1 ประโยชน์ต่อครู ช่วยให้ทราบเก่ียวกับพฤติกรรมเบื้องต้นของนักเรียน ครูก็จะรู้ว่า
นักเรยี นมคี วามรู้พ้นื ฐานพร้อมทจ่ี ะเรยี นในบทต่อไปหรือไม่ ถ้าหากวา่ นักเรยี นคนใดยังไม่พร้อมครูกจ็ ะหาทาง
สอนซ่อมเสริม นอกจากนย้ี ังช่วยใหค้ รปู รับปรุงเทคนิคการสอนใหเ้ หมาะสมและมปี ระสิทธภิ าพอีกดว้ ย

1.5.2 ประโยชน์ต่อนักเรียน ช่วยให้นักเรียนรู้ว่าตัวเองเก่งหรืออ่อนวิชาใด เรื่องใด
ความสามารถของตนอยู่ในระดับใด เพ่ือท่ีจะได้ปรับปรุงตนเอง ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องทางการเรียนของ
ตนใหด้ ยี ่ิงขึน้

1.5.3 ประโยชน์ต่อการแนะแนว ช่วยให้แนะแนวการเลือกวิชาเรียน การศึกษาต่อการเลือก
ประกอบอาชีพของนักเรียนให้สอดคล้องเหมาะสมกับความรู้ความสามารถและบุคลิกภาพตลอดจนช่วยให้
สามารถแกป้ ัญหาทางจติ วทิ ยา อารมณ์ สงั คมและบุคลกิ ภาพต่าง ๆ ของนักเรียน

1.5.4 ประโยชน์ต่อการบริหาร ช่วยในการวางแผนการเรียนการสอน ตลอดจนการบริหาร
โรงเรียน ช่วยใหท้ ราบว่าปีต่อไปจะวางแผนงานโรงเรียนอยา่ งไร เชน่ การจัดครเู ข้าสอน การสง่ เสริมเดก็ ที่เรียน
ดี การปรับปรุงรายวิชาของโรงเรยี นให้ดีขึ้น เป็นต้น นอกจากน้ันแล้วยังมีประโยชน์ต่อการคัดเลือกบุคคลเข้า
ทางานในตาแหน่งตา่ ง ๆ ตามความเหมาะสม

28

1.5.5 ประโยชน์ต่อการวิจัย ช่วยวินิจฉัยข้อบกพร่องในการบริหารงานของโรงเรียน การสอน
ของครูและข้อบกพร่องของนักเรียน นอกจากนี้ยังนาไปสู่การวิจัย การทดลองต่าง ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อ
การศึกษามาก

1.5.6 ประโยชน์ต่อผู้ปกครอง (พิตร ทองช้ัน. 2544 : 7) ช่วยให้ทราบว่าเด็กในปกครองของ
ตนนั้น มีความเจริญงอกงามเป็นอยา่ งไร เพื่อเตรียมการสนับสนุนในการเรียนต่อ ตลอดจนการเลอื กอาชีพของ
เดก็

จากความหมายที่ได้กล่าวมาสรุปได้ว่า ประโยชน์ของการวัดผลและประเมินผลการศึกษา การ
วัดผลและประเมินผลการศึกษา มีประโยชน์ต่อกระบวนการเรียนการสอนเป็นอย่างย่ิงเพราะว่าเป็นเคร่ืองมือ
อย่างหน่ึงในการตัดสินใจของครู ผู้บริหารและนักการศึกษา ซ่ึงพอจะสรุปประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ดังนี้ คือ
ประโยชน์ต่อครู ประโยชน์ต่อนักเรียน ประโยชน์ต่อการแนะแนว ประโยชน์ต่อการบริหาร ประโยชน์ต่อการ
วจิ ยั และประโยชน์ตอ่ ผปู้ กครอง

2. หลักการและทฤษฎกี ารวัดและการประเมนิ ผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
เพ่ือท่ีจะทราบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่เพียงใด

จาเป็นต้องมีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ในอดีตการวัดและประเมินผลส่วนใหญ่ให้
ความสาคัญกับการใช้ข้อสอบซ่ึงไม่สามารถสนองเจตนารมณ์การเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนคิด ลงมือ
ปฏิบัติด้วยกระบวนการหลากหลาย เพ่ือสร้างองค์ความรู้ ดังน้ัน ผู้สอนต้องตระหนักว่าการเรียนการสอน
การวัดผลประเมนิ ผลเป็นกระบวนการเดียวกัน และตอ้ งวางแผนไปพรอ้ ม ๆ กนั

บลูม (Bloom 1975, อ้างถึงใน กฤติยา เดชทวิสุทธิ์ 2546 : 18-19) กล่าวว่า พฤติกรรมด้าน
ความรจู้ ดั เป็นพฤตกิ รรมส่วนหนง่ึ ของมนุษยโ์ ดยจาแนกพฤติกรรมน้ีออกเปน็

2.1 ความร้คู วามจา หมายถงึ การวดั ความสามารถในการจาหรือระลึกได้ แตไ่ ม่ใชก่ ารวดั ความ
เขา้ ใจไปตคี วามหมายเรื่องน้นั ๆ แบง่ เป็นลักษณะยอ่ ย ๆ ดงั น้ี

2.1.1 ความรเู้ กยี่ วกับเน้ือเร่ืองซงึ่ เป็นข้อเทจ็ จริง
2.1.2 ความรเู้ กี่ยวกับวิธดี าเนนิ งาน
2.1.3 ความรเู้ ก่ียวกบั แนวคิด ทฤษฎี โครงสร้างและหลกั การ
2.2 ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถจับใจความสาคัญของเร่ืองราวต่าง ๆ ได้ทั้งในด้าน
ภาษา รหัส สญั ลักษณ์ ทงั้ รปู ธรรมและนามธรรม ซึ่งแบ่งเป็น
2.2.1 การแปล ความหมายถึง การแปลความหมายสิ่งที่ส่ือความหมายได้ถูกต้อง หรือ
เรียกว่าจับใจความไดถ้ กู ต้อง
2.2.2 การตีความ หมายถึง การเก็บใจความเรียบเรียงใหม่แต่ความหมายยังคงเหมือน เดมิ
ไม่เปล่ียนแปลง
2.2.3 การขยายความ หมายถงึ การนาขอ้ เท็จจริงในปจั จุบนั ไปทานายเหตุการณ์ในอนาคต
หรอื นาไปขยายใหก้ ว้างหรอื ลกึ ลงไป

29

2.3 การนาไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการนาสิ่งที่ได้ประสบมา เช่น แนวคิดทฤษฎีต่าง ๆ
ไปใชใ้ ห้เปน็ ประโยชน์หรอื นาไปใชแ้ ก้ปัญหาตามสภาพต่าง ๆ ได้

2.4 การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะเร่ืองราวออกเป็นส่วนประกอบย่อย
เพือ่ ความสมั พนั ธ์ และหลกั การหรอื ทฤษฎี เพ่อื ให้เขา้ ใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้ แบ่งออกเปน็

2.4.1 การวเิ คราะห์ความสาคัญ หมายถึง การใช้ความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ส่วน ประกอบ
ของสงิ่ ต่าง ๆ เพอื่ หาคาตอบท่ีถูกทสี่ ุด สมเหตุสมผลท่สี ุด

2.4.2 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ หมายถึง การใช้ความสามารถในการวิเคราะห์ความ
สัมพนั ธข์ องส่วนประกอบตา่ ง ๆ ตั้งแตส่ องสง่ิ ขนึ้ ไปเพือ่ ใช้เป็นหลกั ในการแก้ปัญหา

2.4.3 การวิเคราะห์หลักการ เป็นความสามารถในการมองเห็นวิธีรวมองค์ประกอบ ต่าง ๆ
เขา้ ด้วยกนั อย่างเปน็ ระบบ

2.5 การสงั เคราะห์ หมายถงึ ความสามารถในการนาเอาเร่ืองราวหรอื สว่ นประกอบยอ่ ยมาเป็น
เรอื่ งราวเดยี วกัน โดยมีการดัดแปลง ริเรมิ่ สร้างสรรค์ ปรับปรงุ ของเกา่ ใหม้ ีคณุ ค่าขน้ึ

2.5.1 การสังเคราะหข์ ้อความ เป็นการพูด หรอื เขียนเพ่ือการส่ือความคิดความรู้สึกไปยังบุคคล
2.5.2 การสังเคราะห์แผนงาน เป็นการเสนอแผนการทางานของงานที่รับผิดชอบหรือทค่ี ิดขึ้น
2.5.3 การสังเคราะห์ความสัมพันธ์ เป็นการสรา้ งชดุ ความสมั พันธ์ขึ้นเพ่ืออธิบายข้อมูลหรือ
ส่ิงต่าง ๆ
2.6 การประเมินค่า หมายถึง การวินิจฉัยหรือการตีราคาอย่างมีหลักเกณฑ์ เป็นการตัดสินว่า
อะไรดไี ม่ดีอยา่ งไร โดยใชห้ ลกั เกณฑท์ เี่ ชื่อถือได้ แบง่ เปน็
2.6.1 การประเมินค่าโดยอาศัยขอ้ เทจ็ จรงิ ภายใน
2.6.2 การประเมินค่าโดยอาศยั ข้อเท็จจรงิ ภายนอก
สรุปได้ว่า การวัดและประเมินผลจึงมีความสาคัญเป็นอย่างยิ่งต่อกระบวนการเรียนการ
สอนวิทยาศาสตร์ เพราะต้องวัดและประเมินผลท้ังความรู้ความคิด ความสามรถ ทักษะและกระบวนการ
เจตคติ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมในวิทยาศาสตร์ รวมท้ังโอกาสในการเรียนของผู้เรียน วิธีการวัดและ
ประเมินผลต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ที่กาหนดไว้ ต้องเก็บข้อมูลท่ีได้จากการวัดและ
ประเมินผลอย่างตรงไปตรงมา และต้องประเมินผลภายใต้ข้อมูลที่มีอยู่ ผลการวัดและประเมินผลการ
เรียนรขู้ องผเู้ รยี นต้องนาไปสู่การแปลผลและลงข้อสรุปท่สี มเหตุสมผล วิธกี ารวัดและประเมินผลทสี่ ามารถ
สะท้อนผลการเรียนรู้อย่างแท้จริงของผู้เรียนและครอบคลุมกระบวนการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ท้ัง 6
ด้าน คือ ความรู้ความจา หมายถึง การวัดความสามารถในการจาหรือระลึกได้ แต่ไม่ใช่การวัดความเข้าใจ
ไปตีความหมายเรื่องน้ัน ๆ ความเข้าใจ หมายถงึ ความสามารถจบั ใจความสาคัญของเรื่องราวต่าง ๆ ได้ท้ัง
ในด้านภาษา รหัส สัญลักษณ์ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม การนาไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการนาสงิ่
ที่ไดป้ ระสบมา เชน่ แนวคิดทฤษฎีต่าง ๆ ไปใช้ใหเ้ ปน็ ประโยชนห์ รือนาไปใช้แก้ปัญหาตามสภาพต่าง ๆ ได้
การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการนาเอาเรื่องราวหรือส่วนประกอบย่อยมาเป็นเรื่องราว

30

เดยี วกัน โดยมกี ารดดั แปลง ริเร่มิ สร้างสรรค์ ปรับปรุงของเก่าใหม้ ีคุณค่าขึ้น และการประเมนิ ค่า หมายถึง
การวินิจฉัยหรือการตีราคาอย่างมีหลักเกณฑ์ เป็นการตัดสินว่าอะไรดีไม่ดีอย่างไร โดยใช้หลักเกณฑ์ท่ี
เช่ือถือได้ เพ่ือที่จะทราบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่เพียงใด
จาเป็นต้องมีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ในอดีตการวัดและประเมินผลส่วนใหญ่ให้
ความสาคัญกับการใช้ข้อสอบซึ่งไม่สามารถสนองเจตนารมณ์การเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนคิด ลงมือ
ปฏิบัติด้วยกระบวนการหลากหลาย เพื่อสร้างองค์ความรู้ ดังน้ัน ผู้สอนต้องตระหนักว่าการเรียนการสอน
การวัดผลประเมินผลเป็นกระบวนการเดียวกัน และต้องวางแผนไปพร้อม ๆ กันจึงต้องวัดและประเมินผล
จากสภาพจริงโดยดูจากนักเรยี นทาชุดกิจกรรมแต่ละชุดกิจกรรมท่ผี วู้ จิ ยั สรา้ งข้ึน

3. หลักการและทฤษฎีเกย่ี วกบั ผลการเรยี นรใู้ นการวิจยั
3.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
ผู้วิจัยขอนาเสนอรายละเอยี ดเกี่ยวกบั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น ดังน้ี
3.1.1 ความหมายผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
ส่ิงที่สามารถบอกถึงผลสาเร็จในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คือ ผลการเรียนของ

ผู้เรียนซ่ึงจะทราบได้จากการวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั่นเอง มีนักการศึกษาไดใ้ ห้ความหมายของผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนไว้ ดังน้ี

สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ (2551 : 71) ให้ความหมาย ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหมายถึง ผลที่เกิด
จากการสอนหรือกระบวนการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมซ่ึงแสดงออกมา 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิต
พิสัย และด้านทักษะพิสัย

บญุ ชม ศรสี ะอาด (2547 : 68) ใหค้ วามหมาย ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น หมายถงึ ผลท่เี กิดข้ึน
จากการคน้ ควา้ การอบรม การสั่งสอน หรือประสบการณ์ต่าง ๆ รวมทง้ั ความร้สู ึก คา่ นยิ ม จรยิ ธรรมตา่ ง ๆ ท่ี
เป็นผลมาจาการฝกึ สอน

ภพ เลาหไพบลู ย์ (2542 : 329) ได้ให้ความหมายผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน หมายถงึ พฤติกรรม
ท่ีแสดงออกถึงความสามารถในการกระทาส่ิงหนึ่งสิ่งใดได้ จากที่ไม่เคยกระทา หรือกระทาได้น้อยก่อนท่ีจะมี
การเรยี นการสอน ซึง่ เป็นพฤตกิ รรที่มกี ารวดั ได้

จากความหมายดงั กล่าวข้างต้น สรปุ ได้ว่า ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน หมายถึง ผลทเ่ี กิดจากการ
อบรม ส่ังสอน การค้นคว้า ประสบการณ์ต่าง ๆ หรือการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถ
ทางด้านพุทธิพิสัย ด้านจติ พิสัย และด้านทักษะพสิ ยั

3.1.2 การวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์
เน่ืองจากการประเมินผลเป็นการพิจารณาผลท่ีเกิดจากการวัดการเรียนรู้ของผู้เรียนใน
ภาพรวม ดังนั้น แนวทางในการวัด และประเมินผลตามกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพื่อศึกษา
ความก้าวหน้าด้านต่าง ๆ ของผู้เรียนที่นามาใช้ เป็นการวัด และประเมินผลซ่ึงมุ่งหวังให้เกิดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี น 3 ดา้ น คอื (พมิ พนั ธ์ เดชะคุปต.์ 2545 : 110 - 114)

31

1) ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ดา้ นพทุ ธพิ ิสยั
ในการวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ด้านวิชาการตามหลักของ คลอฟเฟอร์ วัด
ได้จากพฤติกรรม 4 ด้าน คือ ความรู้ ความเข้าใจ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การนาความรู้ และ
กระบวนการทางวิทยาศาสตรไ์ ปใช้ ซ่งึ มีรายละเอียดดังน้ี

(1) พฤตกิ รรมดา้ นความรู้ หมายถึง พฤติกรรมทแี่ สดงว่านักเรียนมีความจาเร่ืองตา่ ง ๆ
ที่ได้รับรู้จากการค้นคว้าด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จากการอ่านหนังสือ และ การฟังคาบรรยาย เป็น
ต้น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แบ่งเป็น 9 ประเภท คือ ความรู้เก่ียวกับความจริง ความจริงซึ่งมีอยู่แล้วใน
ธรรมชาติสามารถสังเกตได้โดยตรงและทดลองแล้วได้ผลเหมือนเดิมทุกคร้ัง ความรู้เกี่ยวกับมโนมติหรือมโน
ทัศน์มโนมติหรือมโนทัศน์ คือ การนาความรู้เกี่ยวกับความจริงหลาย ส่วนท่ีมีความเก่ียวข้องกันมาผสมผสาน
เป็นความรู้ใหม่ซึง่ เรยี กว่า ความคดิ รวบยอด ความรเู้ ก่ียวกบั หลักการ และกฎวิทยาศาสตร์ หลกั การเปน็ ความ
จริงท่ีใช้เป็นหลักอ้างอิงได้จาการนามโนมติท่ีมีความเก่ียวข้องกันมาผสมผสานอธิบายเป็นความรู้ใหม่ ส่วนกฎ
วิทยาศาสตร์ คือ หลักการท่ีเน้นเร่ืองความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับบุคคล ความรู้เก่ียวกับข้อตกลงข้อตกลง
เป็นการตกลงร่วมกันของนักวิทยาศาสตร์ ในการใช้อักษรย่อและเคร่ืองหมายต่าง ๆ แทนคาพูดเฉพาะความรู้
เก่ียวกับขั้นตอนของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ปรากฏการณ์ธรรมชาติบางอย่างมีการหมุนเวียนเป็นวัฏจักรเป็นวง
ชีวิตซึ่งสามารถบอกลาดับขน้ั ตอนของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ไดถ้ กู ตอ้ ง ความรเู้ กีย่ วกับเกณฑใ์ นการแบง่ ประเภท
ของส่ิงต่าง ๆ ในการแบ่งสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นประเภทน้ันต้องมีเกณฑ์เป็นมาตรฐานในการแบ่ง ดังน้ัน ผู้เรียน
จะต้องรู้เกณฑ์เพื่อใช้จัดจาพวกส่ิงต่าง ๆ ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคและกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์เทคนิค และ
กรรมวิธีทางวิทยาศาสตรม์ ีหลายวิธที ี่นักวิทยาศาสตร์ใช้ ความรู้เก่ียวกับศัพท์วิทยาศาสตร์ ศัพท์วิทยาศาสตร์
ซ่ึงวา่ ดว้ ยคานยิ ามต่าง ๆ และการใช้ศัพท์เฉพาะทาง

(2) พฤติกรรมด้านความเข้าใจ หมายถึง พฤติกรรมท่ีนักเรียนใช้ความคิดที่สูงกว่า
ความรู้ ความจา แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ความเข้าใจข้อเท็จจริง วิธีการ กฎเกณฑ์ หลักการและทฤษฎีต่าง ๆ
เปน็ การบรรยายในรูปแบบใหม่ท่แี ตกตา่ งจากทเ่ี คยเรียนมา

(3) พฤติกรรมด้านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง พฤติกรรมท่ีนักเรียน
แสวงหาความรู้ และแก้ปัญหาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งการดาเนินการต้องอาศัย วิธีการทาง
วทิ ยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเจตคตทิ างวิทยาศาสตร์

(4) พฤติกรรมด้านการนาความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ หมายถึง
พฤตกิ รรมที่นกั เรียนนาความรู้ มโนทัศน์ หลักการ กฎ ทฤษฎี ตลอดจนวิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร์ไปใช้แก้ปัญหา
ในสถานการณ์ใหม่ได้ โดยสามารถแก้ปัญหา 3 ประเภท คือ ปัญหาท่ีเป็นเร่ืองของวิทยาศาสตร์ในสาขา
เดียวกัน ส่วนมากเป็นสถานการณ์ทั่วไปในชั้นเรียนท่ีผู้เรียนต้องนาความรู้หรือทักษะที่ได้จากการเรียนไป
แก้ปัญหาเรื่องอ่ืนที่อยู่ในวิชาเดียวกัน ปัญหาท่ีเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์สาขาอ่ืนซ่ึงเป็นปัญหาเดียวแต่
เกี่ยวข้องกับวิชาวิทยาศาสตร์สองสาขาข้ึนไป ปัญหาท่ีเป็นเร่ืองของการนาวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ ซึ่ง
เก่ยี วข้องกบั เทคโนโลยีตา่ ง ๆ เชน่ ทาอย่างไรจงึ จะเพม่ิ ผลผลติ ขา้ วโพดจากฟารม์ ได้

32

2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ด้านจิตพิสัย เป็นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท่ีเน้น
ความสนใจ ความซาบซึ้ง เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ คาริน และซันด์ ได้เสนอวิธีการวัดผู้มีพฤติกรรมด้านเจตคติ
ทางวิทยาศาสตร์ด้วยการสังเกตโดยใช้แบบสังเกตท่ัวไป วัดด้วยแบบวัดท่ีเป็นมาตรประมาณค่า ประเมินด้วย
แบบประเมนิ ตนเอง การสัมภาษณ์ รายงานข้อมลู ทเี่ กย่ี วขอ้ งกับตนเอง

3) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ด้านทักษะพิสัย เป็นผลสัมฤทธิ์ที่เน้นความ
ชานาญในการปฏิบัติ และดาเนินงาน เช่น การใช้อุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็วและ
แม่นยาขณะทาการทดลองหรือปฏิบัติการโครงการใดโครงการหน่ึง วิธีวัดพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย วัด
โดยการสงั เกตขณะปฏบิ ตั กิ ารทดลอง

สรุปวา่ การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวิทยาศาสตรน์ น้ั เป็นการวดั 3 ด้าน คอื ดา้ นพทุ ธพิ ิสัย ด้าน
จิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย ซ่ึงการวัดด้านพุทธิพิสัยตามหลักของคลอฟเฟอร์ วัดได้จากพฤติกรรมด้าน
ความรู้ ความเข้าใจ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การนาความรู้ และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ ใน
การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมีการวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ที่ได้จากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์หน่วยสารละลาย ท่ีวัดได้จากการทดสอบที่ผู้จัดทาวิจัยสร้างข้ึน ซึ่ง
ประกอบไปดว้ ยดา้ นพุทธพิ สิ ัย

3.2 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
3.2.1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548 : 9) ได้ให้ความหมายของคาว่า “ทักษะ

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์” หมายถึง ความชานาญและความสามารถในการใช้การคิดเพ่ือค้นหาความรู้
รวมท้งั การแก้ปัญหา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรเ์ ปน็ ทักษะทางปัญญา ไม่ใชท่ ักษะการปฏิบัติด้วยมือ
เพราะเป็นการทางานของสมอง การคิดมีท้ังการคิดพื้นฐานหรือการคิด ในระดับต่า และการคิดระดับสูงหรือ
การคดิ ที่ซับซอ้ น

ภพ เลาหไพบูลย์ (2542 : 14) ได้ให้ความหมายของคาว่า “ทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์” หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติและฝึกฝนความคิดอย่างเป็นระบบ ซ่ึงเป็น
กระบวนการทางปญั ญา

วิกิพีเดีย ได้ให้ความหมายของคาว่า “กระบวนการทางวิทยาศาสตร์” ซ่ึงตรงกับภาษาอังกฤษ
ว่า Scientific method เปน็ หลักการพื้นฐานของการตรวจสอบและเสาะหาความรู้ใหม่แบบวทิ ยาศาสตร์ ทใ่ี ช้
หลักฐานทางกายภาพ นักวิทยาศาสตร์เสนอความเชื่อใหม่เก่ียวกับโลกในรูปของทฤษฎีท่ผี ่านข้ันตอนของ การ
สังเกต, การต้ังสมมติฐาน, และการอนุมาน ผลการทานายของทฤษฎีเหล่าน้ีจะถูกทดสอบด้วยการทดลอง ถ้า
ผลการทานายนัน้ ถูกต้องหรือสอดคล้องกับการทดลอง ทฤษฎีดังกลา่ วจะถกู เก็บไว้ ทฤษฎที ี่ความนา่ เชอื่ ถือจะ
ถูกนาไปทดลองซ้าเพ่ือยืนยันความถูกต้องเพิ่มเติม ระเบียบวิธีน้ีถูกจัดให้เป็นตรรกะสาคัญของธรรมเนียม
ปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์ โดยสาระสาคัญนั้นระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ คือวิธีการที่รอบคอบมาก สาหรับ
สรา้ งความเข้าใจ ทีม่ หี ลักฐานและยนื ยันได้เก่ียวกบั โลก

33

จากความหมายในข้างต้นผู้วิจัยสามารถสรุปความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ได้ว่า พฤติกรรมท่ีผู้เรียนแสวงหาความรู้ และแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือซ่ึง
การดาเนนิ การต้องอาศัยวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์

3.2.2 การวัดทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ในการวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์น้ัน อมรลักษณ์ สุทธิพันธ์ (2545 : 8 ) ได้
ยกตวั อย่างของการวดั ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรส์ ามารถกระทาได้หลายวธิ ี ได้แก่

1) ทักษะการสงั เกต (Observing) หมายถงึ การใชป้ ระสาทสมั ผัสทงั้ 5 ในการสังเกต ได้แก่
ใช้ตาดูรูปร่าง ใช้หูฟังเสียง ใช้ลิ้นชิมรส ใช้จมูกดมกล่ิน และใช้ผิวกายสัมผัสความร้อนเย็น หรือใช้มือจับต้อง
ความอ่อนแข็ง เป็นต้น การใช้ประสาทสัมผัสเหล่านี้จะใช้ทีละอย่างหรือหลายอย่างพร้อมกัน เพ่ือรวบรวม
ขอ้ มลู กไ็ ด้โดยไมเ่ พิม่ ความคดิ เหน็ ของผู้สงั เกตลงไป

2) ทักษะการวัด (Measuring) หมายถึง การเลือกและการใช้เครื่องมือวัดปริมาณของ
สิ่งของออกมาเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้อย่างเหมาะสม และถูกต้องโดยมีหน่วยกากับเสมอในการวัดเพื่อหา
ปรมิ าณของสงิ่ ทีว่ ดั ตอ้ งฝึกใหผ้ ูเ้ รียนหาคาตอบ 4 คา่ คือ จะวัดอะไร วดั ทาไม ใช้เครื่องมืออะไรวดั และจะวัดได้
อยา่ งไร

3) ทักษะการจาแนกหรือทักษะการจัดประเภทสิ่งของ (Classifying) หมายถึง การแบ่ง
พวกหรือการเรียงลาดับวัตถุ หรือส่ิงท่ีอยู่ในปรากฏการณ์โดยการหาเกณฑ์หรือสร้างเกณฑ์ ในการจาแนก
ประเภท ซึ่งอาจใช้เกณฑ์ความเหมือนกัน ความแตกต่างกัน หรือความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ซึ่ง
แล้วแต่ผู้เรียนจะเลอื กใช้เกณฑ์ใด นอกจากนี้ควรสร้างความคิดรวบยอดให้เกิดขึ้นด้วยว่าของกลุ่มเดียวกนั นัน้
อาจแบ่งออกได้หลายประเภท ทั้งนี้ข้ึนอยู่กับเกณฑ์ท่ีเลือกใช้ และวัตถุช้ินหนึง่ ในเวลาเดียวกันจะต้องอยู่เพียง
ประเภทเดยี วเท่าน้ัน

4) ทักษะการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา (UsingSpace /Relationship)
หมายถงึ การหาความสัมพันธร์ ะหว่างมิตติ ่าง ๆ ทเี่ กีย่ วกบั สถานที่ รปู ทรง ทิศทาง ระยะทาง พ้ืนท่ี เวลา ฯลฯ
เชน่ การหาความสมั พันธร์ ะหว่าง สเปสกบั สเปส คือ การหารูปรา่ งของวตั ถุ โดยสังเกตจากเงาของวัตถุ เมือ่ ให้
แสงตกกระทบวัตถุในมุมต่าง ๆ กนั ฯลฯ การหาความสัมพันธร์ ะหว่าง เวลากบั เวลา เช่น การหาความสัมพันธ์
ระหว่างจังหวะการแกว่งของลูกตุ้มนาฬิกากับจังหวะการเต้นของชีพจร ฯลฯ การหาความสัมพันธ์ระหว่าง
สเปสกบั เวลา เช่น การหาตาแหน่งขอวัตถทุ ่ีเคลือ่ นทไี่ ปเม่ือเวลาเปล่ียนไป ฯลฯ

5) ทักษะการคานวณและการใช้จานวน (Using Numbers) หมายถึง การนาเอาจานวนที่
ได้จากการวัด การสังเกต และการทดลองมาจัดกระทาให้เกิดค่าใหม่ เช่น การบวก ลบ คูณ หาร การหา
ค่าเฉล่ีย การหาค่าต่าง ๆ ทางคณิตศาสตร์ เพื่อนาค่าที่ได้จากการคานวณ ไปใช้ประโยชน์ในการแปล
ความหมาย และการลงข้อสรุป ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์เราต้องใช้ตัวเลขอยู่ตลอดเวลา เช่น การอ่าน
เทอรโ์ มมเิ ตอร์ การตวงสารต่าง ๆ เป็นต้น

34

6) ทักษะการจัดกระทาและสื่อความหมายข้อมูล (Communication) หมายถึงการนาเอา
ข้อมูล ซ่ึงได้มาจากการสังเกต การทดลอง ฯลฯ มาจัดกระทาเสียใหม่ เช่น นามาจัดเรียงลาดับ หาค่าความถ่ี
แยกประเภท คานวณหาค่าใหม่ นามาจัดเสนอในรูปแบบใหม่ ตัวอย่างเช่น กราฟ ตาราง แผนภูมิ แผนภาพ
วงจร ฯลฯ การนาขอ้ มลู อยา่ งใดอยา่ งหนึง่ หรอื หลายๆ อย่างเช่นนีเ้ รยี กว่า การสอื่ ความหมายขอ้ มูล

7) ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) หมายถึง การเพ่ิมเติมความคิดเห็นให้กับ
ข้อมูลท่ีมีอยู่อย่างมีเหตุผลโดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย ข้อมูลอาจจะได้จากการสังเกต การ
วดั การทดลอง การลงความเห็นจากขอ้ มลู เดียวกนั อาจลงความเหน็ ไดห้ ลายอย่าง

8) ทักษะการพยากรณ์ (Predicting) หมายถึง การคาดคะเนหาคาตอบล่วงหน้าก่อนการ
ทดลองโดยอาศัยข้อมูลท่ีได้จากการสังเกต การวัด รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรท่ีได้ศึกษามาแล้ว
หรืออาศัยประสบการณท์ ่เี กดิ ซา้

9) ทักษะการต้ังสมมุติฐาน (Formulating Hypothesis) หมายถึง การคิดหาค่าคาตอบ
ล่วงหน้าก่อนจะทาการทดลอง โดยอาศัยการสังเกต ความรู้ ประสบการณ์เดิมเป็นพื้นฐาน คาตอบท่ีคิด
ล่วงหน้ายังไม่เป็นหลักการ กฎ หรือทฤษฎีมาก่อน คาตอบท่ีคิดไว้ล่วงหน้าน้ี มักกล่าวไว้เป็นข้อความท่ีบอก
ความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรตน้ กับตัวแปรตามเช่น ถ้าแมลงวันไปไข่บนก้อนเนื้อ หรือขยะเปียกแลว้ จะทาให้
เกิดตวั หนอน

10) ทักษะการควบคุมตัวแปร (Controlling Variables) หมายถึง การควบคุมส่ิงอ่ืนๆ
นอกเหนือจากตัวแปรอิสระ ท่ีจะทาให้ผลการทดลองคลาดเคล่ือน ถ้าหากว่าไม่ควบคุมให้เหมือนๆ กัน
และเปน็ การป้องกนั เพื่อมิให้มีข้อโต้แยง้ ข้อผดิ พลาดหรือตดั ความไม่น่าเชื่อถือออกไปตัวแปรแบ่งออกเป็น
3 ประเภท คือ

(1) ตวั แปรอิสระหรอื ตวั แปรตน้
(2) ตวั แปรตาม
(3) ตวั แปรท่ตี ้องควบคุม
11) ทักษะการตีความและลงข้อสรุป (Interpreting data) ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ส่วน
ใหญ่จะอยู่ในรูปของลกั ษณะตาราง รูปภาพกราฟ ฯลฯ การนาข้อมูลไปใช้จงึ จาเป็นต้องตคี วามใหส้ ะดวกท่ีจะ
สื่อความหมายได้ถูกต้องและเข้าใจตรงกัน การตีความหมายข้อมูล คือ การบรรยายลักษณะและคุณสมบัติ
การลงข้อสรปุ คอื การบอกความสมั พันธ์ของขอ้ มูลทม่ี ีอยู่ เชน่ ถ้าความดันน้อย น้าจะเดือด ท่อี ุณหภมู ิตา่ หรือ
นา้ จะเดือดเรว็ ถา้ ความดันมากน้าจะเดือดทอ่ี ณุ หภูมิสงู หรอื นา้ จะเดือด ชา้ ลง
12) ทักษะการกาหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (Defining Operationally) หมายถึง การ
กาหนดความหมาย และขอบเขตของคาต่าง ๆ ท่ีมีอยู่ในสมมุติฐานท่ีจะทดลองให้มีความรัดกุม เป็นที่เข้าใจ
ตรงกันและสามารถสังเกตและวัดได้ เช่น “การเจริญเติบโต” หมายความว่าอย่างไร ต้องกาหนดนิยามให้
ชดั เจน เช่น การเจริญเตบิ โดหมายถงึ มคี วามสงู เพิม่ ขน้ึ เป็นต้น

35

13) ทักษะการทดลอง (Experimenting) หมายถึง กระบวนการปฏิบัติการ โดยใช้ทักษะ
ต่าง ๆ เช่น การสังเกต การวัด การพยากรณ์ การตั้งสมมุติฐาน ฯลฯ มาใช้ร่วมกันเพื่อหาคาตอบ หรือทดลอง
สมมตุ ฐิ านที่ตงั้ ไว้

จากข้อความที่กล่าวมาท้ังหมดในข้างต้นผู้วิจัยสรุปได้ว่า “การวัดทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์” เป็นหลักการพื้นฐานของการตรวจสอบและสืบเสาะหาความรู้ ซ่ึงทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์วิธีการที่รอบคอบมากสาหรับการตรวจสอบ การค้นหา การสืบค้น และทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ยังเป็นพ้ืนฐานในการเรียนรู้ในรายวิชาอ่ืน ๆ อีกด้วย ซ่ึงเราจะสามารถพบได้จากพฤติกรรมของ
ผเู้ รยี นในการแสวงหาความรู้ และแกไ้ ขปัญหาโดยใช้ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรช์ ่วยเหลือในการเรียน
และในการวิจัยในครัง้ น้ีน้นั ผวู้ จิ ยั ได้เลือกทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรม์ าเพียง 3 ทักษะ คือ ทักษะการ
สงั เกต ทกั ษะการทดลอง และทักษะการตีความหมายขอ้ มูลและลงขอ้ สรปุ

3.3 ความมีวินัยในการเรียน
3.3.1 ความหมายของวินัย
จากพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2525 (774) ได้ให้ความหมายของวินัย

หมายถึง การอยู่ในระเบียบแบบแผนขอ้ บังคบั ปฏิบัติ
อมรา เล็กเริงสินธุ (2540 : 205-206) ได้กล่าวถึงระเบียบ หมายถึง ข้อบังคับต่าง ๆที่

โรงเรยี นกาหนดขน้ึ ใหน้ กั เรียนปฏิบตั ิตาม เช่น ระเบียบการเข้าเรยี นตรงต่อเวลา ระเบียบเปน็ สิง่ ท่ีทาให้คน
สามารถอยรู่ ว่ มกันไดอ้ ยา่ งสันติ

กรมวิชาการ (2542 ก:21 อา้ งถึงใน สุจริต คามะสอน 2548 :19) ให้ความหมายของวินัย
ว่า หมายถึง ระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อตกลงที่กาหนดขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการให้บุคคลประพฤติปฏิบตั ิ
ในการดารงชวี ิตร่วมกัน เพ่อื ใหอ้ ยู่อย่างราบรืน่ มีความสขุ ความสาเร็จ โดยอาศัยการฝึกให้รู้จักการปฏิบัติ
ตน รู้จกั ควบคมุ ตนเอง

จากความหมายของวินัย พอสรุปได้ว่า วินัย คือ การควบคุมพฤติกรรมของนักเรียนให้เป็นไป
ในทางท่ีพึงปรารถนา เพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้และบุคลิกภาพให้เป็นที่นา่ พึงปรารถนาของสังคมวินัยที่ดี คือ
การท่ีบุคคลรู้จักการปกครองตนเองและกระทาตามระเบียบข้อบังคับต่าง ๆด้วยความสมัครใจ เพราะได้
เห็นคุณค่าว่า การปฏิบัติตามระเบียบน้ันจะนามาซ่งึ ความมีระเบยี บและความสงบสุขในสงั คม ซ่ึงการวิจัย
ในคร้ังน้ผี วู้ ิจัยได้เลือกความมีวินยั ดา้ นการแต่งการถูกระเบยี บ การเขา้ เรียน และความรับผดิ ชอบต่องานท่ี
ไดร้ ับมอบหมาย

3.3.2 ความหมายของความมวี ินัยในการเรียน
ความมีวินัยในการเรียนเป็นคุณลักษณะหน่ึงของบุคคล ซึ่งได้มีผู้ให้ความหมายไว้หลายท่าน
ดังนี้
หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2532 : 4) ได้กล่าวว่าวินัยในการ
เล่าเรียน หมายถึง การที่นักเรียนควบคุมตนเองให้ประพฤติปฏิบัติตนอย่างมีระเบียบแบบแผนมีเหตุผล และ

36

เป้าหมายในการเพ่ิมพูนความรู้ความสามารถ เพ่ือพัฒนาตนเอง ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างสม่าเสมอ หมั่น
ทบทวนบทเรยี น

จากความหมายของวินัยในการเรียนพอสรุปได้ว่า วินัยในการเรียนเป็นพฤติกรรมท่ีบุคคล
บุคคลสามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเพ่ือท่ีจะประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนข้อบังคับ
ให้อยู่ในกฎเกณฑ์ของสังคม จะเห็นได้จากนิยามข้างต้นท่ีว่าความมีวินัยในตนเอง หมายถึง การท่ีบุคคลไม่
กระทาการใด ๆ อันเป็นผลทา ให้เกิดความยุ่งยากแก่ตนเองในอนาคต หรือการไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องส่วนตัว
หรือสิทธิของผู้อ่ืน ไม่กระทาการใด ๆ ที่ส่งผลเสียแก่ตนเองและผู้อ่ืนท้ังในปัจจุบันและอนาคต โดยที่นักเรียน
จะต้องมีความตั้งใจ มีความพยายาม มีความอดทน โดยมีเป้าหมายที่จะปฏิบัติงานท่ีรับผิดชอบให้ประสบ
ผลสาเร็จ ทั้งน้ีต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อ่ืน และไม่ต้องให้ครูหรือบุคคลอื่นมาส่ังสอนตักเตือน จากการศึกษา
เอกสารและทฤษฎีข้างต้นสรุปว่าความมีวินัย คือ การที่บุคคลสามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเอง เพื่อท่ีจะ
ประพฤตปิ ฏบิ ัติตนใหเ้ ปน็ ไปตามระเบียบแบบแผนข้อบังคบั ให้อยใู่ นกฎเกณฑ์ของสงั คม ไม่กระทาการใด ๆ ท่ี
ส่งผลเสียแก่ตนเองและผู้อ่ืนทั้งในปัจจุบันและอนาคต สาหรับการวิจัยครั้งน้ี ความมีวินัย หมายถึง ความมี
วินัยในการเรียนรู้ ประกอบด้วยคุณลักษณะของนักเรียนในด้านการเข้าเรียน การส่งงาน การแต่งกายถูกตาม
ระเบยี บของโรงเรยี น เป็นตน้ โดยทีน่ ักเรียนจะตอ้ งมคี วามตัง้ ใจ มคี วามพยายาม มีความอดทน โดยมีเปา้ หมาย
ท่ีจะปฏิบัติงานของตนเองท่ีได้รับมอบหมายจากลุ่มให้ประสบผลสาเร็จ และในการวิจัยในครั้งน้ีนั้นผู้วิจัยได้
เลือกศึกษาความมีวินัยมาเพียง 3 ด้าน คือ ด้านการแต่งกายถูกระเบียบของโรงเรียน ด้านการเข้าเรียน และ
ด้านความรับผิดชอบต่องาน เพื่อให้การเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมในการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้
(5E) ดาเนนิ ไปไดโ้ ดยปราศจากความขัดแยง้ ภายในกลุ่ม

3.4 ความพงึ พอใจในการเรยี น
3.4.1 ความพงึ พอใจ
พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2535 ไดใ้ หค้ วามหมายคาว่า “พึง” เป็นคาช่วยกรยิ า

อ่ืน หมายความวา่ ควร เช่น พึงใจ หมายความว่า พอใจ ชอบใจ และคาว่าพอหมายความว่า เท่าทตี่ ้องการเติม
ความต้องการ ถูกชอบ เม่ือนาคาสองคามาผสมผสานกัน คือพึงพอใจ จึงหมายถึง ชอบใจถูกใจตามที่ต้องการ
ความพึงพอใจโดยทั่วไปตรงกับคาในภาษาอังกฤษว่า Satisfaction และยังมีผู้ให้ความหมายคาว่า “ความพึง
พอใจ” พอสรปุ ไดด้ ังนี้

เพ็ญแข ช่อมณี (2544 : 6) ได้ให้ความหมายไว้ว่าผลของเจตคติต่าง ๆ ของบุคคลที่มีต่อ
องคก์ ร องค์ประกอบของแรงงาน และมีสว่ นสมั พันธ์กับลักษณะงานและสภาพแวดล้อมในการทางานซึ่งความ
พึงพอใจน้ันได้แก่ ความรู้สึกมีความสาเร็จในผลงาน ความรู้สึกว่าได้รับการยกย่องนับถือ และความรู้สึกว่ามี
ความกา้ วหนา้ ในการปฏิบัตงิ าน

สันติ ธรรมชาติ (2542 : 24) ได้กลา่ วว่า ความพึงพอใจในงาน หมายถงึ ทุกสงิ่ ทุกอยา่ งที่ลด
ความตึงเครียดของผู้ทางานให้น้อยลง ถ้ามีความตึงเครียดมากก็จะเกิดความไม่พึงพอใจในการทางาน ความ

37

ตึงเครียดเป็นผลรวมจากความต้องการของมนุษย์ เม่ือคราวใดความต้องการได้รับการตอบสนองก็จะทาให้
ความเครียดน้อยลง ซง่ึ เป็นผลทาให้เกิดความพึงพอใจ

ในการศึกษาเกี่ยวกับความพึงพอใจน้ัน โดยทั่วไปนิยมศึกษากันในสองมิติ คือ มิติความพึง
พอใจของผู้ปฏิบัติงานและมิติความพึงพอใจในการรับบริการ ในการศึกษาคร้ังน้ีเป็นการศึกษาในรูปแบบ
ผรู้ บั บรกิ าร ซง่ึ มีนักการศกึ ษาได้ใหค้ วามหมายไว้ ดงั น้ี

ประภาภรณ์ สุรปภา (2544 :11) ได้กลา่ วไวว้ ่า ความพงึ พอใจมีความหมายอยู่ 3 นยั คือ
ความพงึ พอใจ หมายถึง สภาพการณท์ ผ่ี ลการปฏบิ ัติจรงิ ไดเ้ ป็นไปตามทีบ่ ุคคลคาดหวงั ไว้
ความพงึ พอใจ หมายถึง ระดบั ของความสาเรจ็ ทเี่ ปน็ ไปตามความต้องการ
ความพึงพอใจ หมายถงึ งานทีไ่ ด้ตอบสนองต่อคุณคา่ ของบุคคล
จากความหมายที่กล่าวมาท้ังหมดข้างต้นผู้วิจัยสรุปได้ว่า ความพึงพอใจ เป็นความรู้สึกที่เป็น
การยอมรับ ความรู้สึกชอบ ความรู้สึกที่ยินดีกับการปฏิบัติงาน ท้ังการให้บริการและการรับบริการในทุก
สถานการณ์ ทุกสถานท่ี จากนักวิชาการผู้ให้ความหมายข้างต้น ความพึงใจ หมายความว่า ผลของเจตคติต่าง
ๆ ของบุคคลที่มีต่อองค์กร เป็นความรู้สึกชอบ หรือพอใจของบุคคลที่มีต่อการทางาน บุคคลนั้นจะเกิดความ
พงึ พอใจในงานข้ึนจะอุทิศเวลา แรงกาย แรงใจ รวมทั้งสตปิ ญั ญาให้แก่งานของตนให้บรรลวุ ตั ถุประสงค์อย่างมี
คณุ ภาพ
3.4.2 ความพงึ พอใจในการเรียน
ความพงึ พอใจในการเรียนเปน็ ปัจจัยทสี่ าคัญประการหน่ึงทม่ี ีผลต่อความสาเรจ็ ของการเรียนรู้
ให้เป็นไปตาม เป้าหมายท่ีวางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นผลมาจากการได้รับ การตอบสนองต่อแรงจูงใจ
หรือความต้องการของแต่ละบุคคล โดยมีผู้ให้ความหมายของความ พึงพอใจในการเรียนรู้ไว้หลายทรรศนะ
ดว้ ยกัน ซ่งึ พอสรุปได้ดังตอ่ ไปน้ี
กิตติมา ปรีดีดิลก (2542 : 15) กล่าวว่าความพึงพอใจในการเรียน หมายถึง ความสนใจหรือ
เจตคติท่ดี ีต่อกระบวนการจดั การเรยี นการสอน ซึ่งวดั ไดจ้ ากแบบสอบถามเก่ียวกับความร้สู กึ ชอบ พอใจ เอาใจ
ใส่ กระตือรือร้น เพลิดเพลิน และมีความพยายาม ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ในการเข้าร่วมกิจกรรม การเรียนการสอนท่ี
ครูผู้สอนจดั ข้นึ
ปรยี าพร วงศ์อนตุ รโรจน์ (2543 : 13) กล่าววา่ ความพึงพอใจในการเรียน หมายถงึ ความรู้สึก
ยินดี เจตคติท่ีดีของบุคคลท่ีมีต่อการจัดกิมกรรมกาเรียนการสอน เม่ือได้รับการตอบสนองความต้องการของ
ตนทาให้เกดิ ความรู้สกึ ดใี นส่ิงนั้น ๆ
จากความหมายดงั กลา่ วพอสรุปไดว้ า่ ความพึงพอใจในการเรียน คอื หมายถึง ความสนใจหรอื เจต
คติที่ดีต่อกระบวนการจัดการเรียนการสอนเป็นความรู้สึกของนักเรียนในด้านดีท่ีมีต่อการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้โดยการวัดความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนจากแบบประเมินความพึงพอใจในการเรียนรู้ และ
จากการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีความพึงพอใจ สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง เป็นความรู้สึกท่ีเป็นการ
ยอมรับ ความรู้สึกชอบ ความรู้สึกที่ยินดีกับการปฏิบัติงาน ท้ังการให้บริการและการรับบริการในทุก

38

สถานการณ์ ทุกสถานท่ี และการวัดความพึงพอใจสามารถวัดได้จาก การใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ และ
การสังเกต สาหรับการวิจัยคร้ังนี้ความพึงพอใจในการเรียนรู้ หมายถึง ความพึงพอใจในการเรียนรู้เป็น
ความรูส้ กึ ในทางที่ดตี ่อการเรียนซง่ึ ประกอบดว้ ย ดา้ นเน้ือหา กิจกรรมการเรียนการสอน ส่อื การเรียนการสอน
การวดั และการประเมนิ ผล และประโยชนท์ ีไ่ ดร้ ับจากการเรียนการสอน เป็นตน้ ทัง้ น้ีเพ่อื ใหท้ ราบเจตคติท่ีดีต่อ
กระบวนการจัดการเรียนการสอนของนักเรียนที่มีต่อการใช้นวัตกรรมแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)
เพอ่ื ทจ่ี ะได้ปรับปรงุ สว่ นทีย่ งั ดอ้ ยและพฒั นาส่วนที่ดใี ห้ดีย่งิ ขึน้ ต่อ ๆ ไป

งานวจิ ัยท่เี กยี่ วข้อง

อานาจ (2544:บทคัดย่อ) ทาการวิจัยเพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการหา
ปริมาณวัสดุหลังคา เพ่ือหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาในระดับ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาชาช่างโยธา สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพ
จานวน 60 คน ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 80.17/81.83
ซ่ึงสูงเกณฑ์ 80/80 ท่ีต้ังไว้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับการสอนปกติ
แตกตา่ งกนั อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติที่ระดบั .05

ผกาวรรณ (2545:บทคัดย่อ) ทาการวิจัยเพ่ือพัฒนาและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์
ชว่ ยสอนแบบสมดุ ภาพเช่ือมโยง วชิ าทฤษฎงี านฝกึ ฝีมือเบ้ืองต้น เรื่องงานตะไบ กลุ่มตัวอย่างเปน็ นักศึกษา
ระดับ ปวช. ช้ันปีที่ 1 แผนกช่างไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนคิ ราชสิทธาราม จานวน 38 คนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
คือกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 19 คน ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมี
ประสิทธิภาพ 84.00 ซ่ึงอยู่ในเกณฑ์พอใช้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูง
กวา่ การเรียนแบบปกติ แตกต่างกนั อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดับ .05

สุนันทา ยนิ ดีรมย์ (2556 : บทคดั ย่อ) กล่าววา่ การวจิ ยั ในคร้ังนี้มีวัตถปุ ระสงค์เพ่ือ 1) พัฒนาสื่อ
ประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนท่ีได้รับการสอน
ด้วยสื่อประสม ก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียนของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยส่ือ
ประสมท่ีพัฒนาขึ้น และ 3) เพ่ือศึกษาเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้
ด้วยสื่อประสมส่อื กลมุ่ ตวั อย่างทใี่ ช้ในการศึกษาครง้ั น้ี เป็นนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นลาดบัว
หลวง (น่ิมนวลอุทิศ) อาเภอ ลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่ีกาลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปี
การศกึ ษา 2556 จานวน 2 ห้องเรยี น จานวนนักเรียน 60 คน ซงึ่ ไดม้ าโดยใชว้ ธิ กี ารสุม่ แบบกลุ่ม (Cluster
random sampling) และใช้การสุ่มอย่างง่ายเพื่อเลือกห้องหน่ึงเป็นห้องทดลอง อีกห้องหนึ่งเป็น
ห้องควบคุม เรียนโดยใช้วิธีการสอนเมื่อใช้ส่ือประสม เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1)
แผนการจัดการเรียนรู้ จานวน 4 แผนๆ ละ 2 ชวั่ โมง 2) สื่อประสมประกอบดว้ ยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย
สอน แบบฝกึ และเกม จานวน 4 เรือ่ ง 3) แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น ชนดิ 4 ตัวเลอื ก จานวน
30 ข้อ ท่ีมีความเช่ือม่ันเท่ากับ 0.80 ค่าอานาจจาแนกระหว่าง 0.27 – 0.80 และค่าความยากระหว่าง

39

0.27 – 0.80 4) แบบวัดเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนท่ีสอนโดยใช้ส่ือประสมแบบมาตรส่วน
ประเมินค่า 5 ระดับ 5) แบบประเมินคุณภาพของส่ือประสม สถิติพรรณนาที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ
คา่ เฉล่ีย ค่าร้อยละ คา่ สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน และสถติ ิทใี่ ช้ทดสอบสมมุตฐิ านความแตกตา่ ง ค่าเฉล่ียของ
คะแนนจากแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธ์ิทางการเรียนโดยใช้ส่ือประสม ซึ่งใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวน
สองทางแบบวดั ซา้ (Repeated measure two ways ANOVA)

นภาพร ชัยบัวรินทร์ (2559 : บทคัดย่อ) การศึกษาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนรายวชิ าวิทยาศาสตร์
เรื่อง ขนาดและทิศทางของแรง ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2/10 โรงเรียนสุรวิทยาคาร โดยใช้การจัดการเรียนรู้
แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผลจากการวิเคราะห์พบว่า ค่าเฉล่ียของคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนใน
รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ เรือ่ ง ขนาดและทศิ ทางของแรง โดยใช้การจดั การเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
ของช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2/10 โรงเรียนสุรวิทยาคาร ก่อนการสอนมีคะแนนเฉล่ีย 10.94 คิดเป็นร้อยละ
54.69 ค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 2.18 และหลังการสอนมีคะแนนเฉล่ีย 15.57 คิดเป็นร้อยละ 77.86 ค่า
เบย่ี งเบนมาตรฐาน 2.41 หลังสอนมคี ะแนนเฉลีย่ เพิม่ ข้นึ ถึง 4.63 คดิ เป็นร้อยละ 23.17 มคี ่าสว่ นเบยี่ งเบน
มาตรฐาน 2.08 จากการทดสอบด้วยสถิติ t -dependent ได้ค่า t เป็น 15.60 แสดงว่าค่าเฉล่ียหลังการ
สอนสงู กว่ากอ่ นการสอนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติทรี่ ะดบั 0.05 ซง่ึ เปน็ ไปตามสมมติฐานทตี่ ้ังไว้ อยา่ งไรก็ดี
จากการพิจารณาร้อยละของคะแนน พบว่าร้อยละเฉลี่ยของคะแนนจากการทดสอบก่อนการสอนคิดเป็น
ร้อยละ 54.69 หลังการ ทดลองได้เป็น 77.86 คะแนน โดยมีส่วนของคะแนนท่ีเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ
23.17

ปรีดาพร อายุสขุ (2561 : บทคดั ย่อ) ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวิทยาศาสตรเ์ ร่ือง การสืบพันธ์ุและ
การขยายพันธ์ุพืช ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5 โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้(5E) กลุ่ม
ตัวอยา่ งท่ีใชใ้ นการวิจัยครั้งนีเ้ ปน็ นักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนวดั รัตนาราม อาเภอไชยา จังหวัด
สุราษฎร์ธานี จานวน 38 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 ผลการวิจัยพบว่าเม่ือได้ท าการจัดการ
เรียนการสอนในเน้ือหาของวิชาวิทยาศาสตร์ เร่ืองการสืบพันธุ์และและการขยายพันธ์ุพืชโดยใช้
กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ผ่านส่ือการสอนของแบบฝึกทักษะการเรียนรู้ผลสัมฤทธิ์ท างการเรียนวิชา
วิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 เร่ืองการสืบพันธ์ุและและการขยายพันธุ์พืชหลังเรียนสูง
กวา่ ก่อนเรียนอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิตริ ะดับ .05

40

กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั

จากการศึกษาเอกสาร แนวคิด งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยกาหนดกรอบความคิดการวิจัย การจัด
ประสบการณ์การเรียนการสอนในรูปแบบ On-Line ในช่วงของมาตรการเฝ้าระวัง การป้องกัน และ
ควบคุมโรคโควิด – 19 โดยการใช้นวัตกรรมแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) หน่วยการเรียนรู้ ความ
หลากหลายของสิ่งมชี วี ติ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 ผ่านทางแอปพลเิ คชัน Line ดังนี้

ตัวแปรตน้ ตวั แปรตาม

นวัตกรรมแบบคอมพิวเตอร์ช่วย ผลการเรียนรู้
สอน (CAI)
1. ดา้ นผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน
2. ด้านทกั ษะกระบวนการในการใช้นวตั กรรม
3. ดา้ นความมีวินัย
4. ดา้ นความพงึ พอใจ

แผนภูมิที่ 2.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย การจัดประสบการณ์การเรียนการสอนในรูปแบบ On-Line ในช่วง
ของมาตรการ เฝ้าระวัง การป้องกัน และควบคุมโรคโควิด – 19 โดยการใช้นวัตกรรมแบบ
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) หน่วยการเรียนรู้ ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 4 ผ่านทางแอปพลเิ คชนั Line

41

บทท่ี 3
วิธีดาเนนิ การวจิ ยั

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยในช้ันเรียนเพื่อการจัดประสบการณ์การเรียนการสอนในรูปแบบ
On-Line ในช่วงของมาตรการเฝ้าระวัง การปอ้ งกนั และควบคุมโรคโควิด – 19 โดยการใช้นวตั กรรมแบบ
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) หน่วยการเรียนรู้ ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 ผ่าน
ทางแอปพลิเคชัน Line ผู้วิจัยได้ดาเนินการตามข้ันตอนในรายละเอียดตามประเด็นหัวข้อต่อไปนี้
ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง

1. ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง
2. การออกแบบการวิจยั
3. เครอื่ งมอื ท่ใี ช้ในการวิจยั
4. การทดลองและการเกบ็ ขอ้ มูล
5. การวเิ คราะหข์ ้อมลู
6. เกณฑ์การให้คะแนน การแปลความหมายคะแนน และเกณฑ์การตัดสนิ

ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง

1. ประชากร คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนบ้านตาราม อาเภอกระสัง จังหวัด
บรุ ีรมั ย์ ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จานวน 26 คน

2. กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนบ้านตาราม อาเภอกระสัง จังหวัด
บรุ รี มั ย์ ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564 จานวน 26 คน ซง่ึ ไดม้ าโดยการเลอื กแบบยกชัน้

การออกแบบการวจิ ยั

การวิจัยครั้งนี้เป็นเป็นการออกแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนกับนักเรียนกลุ่มเดียวกัน
โดยมีการประเมินกอ่ นเรียน ระหวา่ งเรียน และหลังเรยี น

เครอ่ื งมือท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั

การวจิ ัยครัง้ นผี้ วู้ จิ ยั ไดใ้ ช้เคร่ืองมอื ในการวจิ ยั ดงั นี้
1. แผนการจัดการเรียนรู้
เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ ความหลากหลายของ
สิ่งมีชีวิต ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านตาราม อาเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยใช้ชดุ
กิจกรรมการสอนนวัตกรรมแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เป็นแผนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้
(5Es) ซ่ึงมอี งค์ประกอบและข้ันตอนการสรา้ งดังนี้

1.1 องค์ประกอบของแผนการจดั การเรียนรู้ ไดแ้ ก่


Click to View FlipBook Version