1
สารบญั หนา้
2
เรอื่ ง 3
7 สิง่ มหศั จรรย์ของโลก 4
ยุคโบราณ 5
1) มหาพีระมดิ แหง่ กีซา 6
2) สวนลอยแห่งบาบิโลน 7
3) เทวรปู ซสู ทโ่ี อลิมเปีย 8
4) วหิ ารอาร์เทอมสี 9
5) สุสานแห่งฮาลคิ าร์นัสเซสิ 10
6) เทวรปู โคโลสซสู 11
7) ประภาคารฟาโรส 12
ยคุ กลาง 13
1) โคลอสเซยี ม ประเทศอิตาลี 14
2) หลมุ ฝงั ศพแหง่ อเลก็ ซานเดรีย ประเทศอยี ปิ ต์ 15
3) กําแพงเมืองจนี ประเทศจีน 16
4) สโตนเฮนจ์ ประเทศอังกฤษ 17
5) เจดยี ก์ ระเบอ้ื งเคลือบเมืองหนานกิง ประเทศจนี 18
6) หอเอนเมอื งปิซา ประเทศอติ าลี 19
7) ฮาเยียโซเฟยี ประเทศตรุ กี 20
ยคุ ใหม่ 21
1) ชเี ชนอติ ซา ประเทศเม็กซโิ ก 22
2) กรชิ ตเู รเดงโตร์ ประเทศบราซลิ 23
3) กําแพงเมอื งจีน ประเทศจีน 24
4) มาชูปกิ ชู ประเทศเปรู 25
5) เปตรา ประเทศจอร์แดน 26
6) โคลอสเซียม ประเทศอติ าลี
7) ทชั มาฮาล ประเทศอนิ เดีย
2
7 สิ่งมหศั จรรยข์ องโลก ทงั้ 3 ยุค
7 ส่ิงมหศั จรรย์ของโลก หรอื 7 Wonders คือ ส่งิ กอ่ สร้างท่ีมคี วามย่งิ ใหญแ่ ละโดดเดน่ ท่ีสดุ ในโลก
ซงึ่ จะมีการแบ่งออกเปน็ 3 ยคุ ได้แก่ ยุคโบราณ ยคุ กลาง และยคุ ใหม่ ยคุ ละ 7 แหง่ ดว้ ยกนั โดยสว่ นใหญ่
สถานทเ่ี หล่านั้นจะมีเร่ืองราวท่เี ก่ยี วโยงกับประวตั ศิ าสตร์สําคัญของโลก
สง่ิ มหศั จรรยข์ องโลก นน้ั ไมใ่ ชเ่ รอื่ งใหม่ของโลกนแ้ี ต่อยา่ งใด มนั อยู่คกู่ ับผคู้ นมาแทบทุกยุคทุกสมยั
ถงึ ขนาดมคี ําโบราณในภาษากรกี เพือ่ ใช้เรยี กสิ่งเหล่านว้ี า่ Themata แปลวา่ ‘ต้องไปเห็นใหไ้ ด’้
7 สง่ิ มหัศจรรยข์ องโลกในยคุ ตา่ งๆ ประกอบดว้ ย
1. ยุคโบราณ
2. ยคุ กลาง
3. ยุดใหม่
3
1. ยุคโบราณ
สําหรบั สิ่งมหัศจรรยข์ องโลกยคุ โบราณนัน้ จะอยูใ่ นชว่ งประมาณ 5,000 ปกี ่อนครสิ ตกาล ถึงปคี รสิ ต
ศักราช 500 โดยเรื่องราวของสิ่งเหลา่ นถ้ี กู พบเป็นครง้ั แรกในงานเขียนของกวีชาวกรกี นามวา่ แอนติเพ
เตอร์แห่งไซดอน (Antipator of Saidon) ซง่ึ นับเป็นการจัดทาํ บญั ชี 7 สิง่ มหัศจรรยข์ องโลกเป็นบญั ชแี รก
ของมนุษยชาตอิ กี ด้วย แต่ส่วนใหญ่เปน็ สงิ่ ก่อสร้างในแถบเมดเิ ตอเรเนียนตะวนั ออก (เชอ่ื วา่ นา่ จะเพราะยัง
ไมม่ ีการเดินเรือไปยงั ทวีปอืน่ ๆ แพรห่ ลายเท่ายคุ ถดั มา) มีท้งั หมด ดังนี้
4
1) มหาพีระมดิ แหง่ กีซา มหาพรี ะมดิ ของกษัตริย์คฟู ู รมิ ฝ่ังตะวันตกของแม่นาํ้ ไนล์ ในอยี ปิ ต์ มีอายุ
ราว 2,690 ปีกอ่ นครสิ ตกาล หรือเก่าแก่กวา่ นัน้ เปน็ สง่ิ มหัศจรรย์ทเ่ี กา่ แก่ที่สดุ และยงั คงปรากฏอยู่จน
ปัจจบุ ัน
5
2) สวนลอยแหง่ บาบโิ ลน สวนลอยเสมอื นความฝันแหง่ น้ีสร้างโดยพระเจ้าเนบคู าดเนสซาร์ท่ี 2 เมื่อ
ศตวรรษก่อนคริสตกาลที่ 6 ปจั จบุ นั ไม่ปรากฏหลกั ฐานหรือซาก แตค่ าดวา่ นา่ จะอย่บู รเิ วณเดียวกบั กรุงบา
บโิ ลนในประเทศอีรัก
6
3) เทวรูปซสู ทโี่ อลิมเปีย ตั้งอยใู่ นประเทศกรีซ สรา้ งเม่อื ประมาณ 462 ปกี อ่ นครสิ ตกาล มีความสงู
12 เมตร ภายหลังถูกไฟไหมเ้ สยี หายจนหมดสน้ิ
7
4) วหิ ารอาร์เทอมสี ตั้งอยู่ทเ่ี อเฟซสุ ในเอเชยี ไมเนอร์ หรือประเทศตุรกีในปจั จุบัน สรา้ งขนึ้ เม่ือ
ศตวรรษกอ่ นครสิ ตกาลที่ 4 ภายหลังถกู ทําลายโดยพวกโกธสจ์ ากเยอรมันที่บกุ เข้ามาโจมตี เมือ่ ปี พ.ศ.
805
8
5) สสุ านแหง่ ฮาลิคาร์นัสเซสิ สร้างโดยพระราชินอี ารเ์ ทมิเซีย เปน็ อนุสรณส์ ถานแกก่ ษตั รยิ ์มอโซลุ
สแหง่ คาเรียที่สวรรคตเม่ือ 353 ปกี อ่ นครสิ ตกาล ถูกทําลายโดยแผน่ ดินไหว
9
6) เทวรูปโคโลสซูส ต้ังอยใู่ นทะเลเอเจยี น ประเทศกรซี เปน็ รูปสํารดิ ขนาดใหญ่ของสรุ ยิ ะเทพ หรอื
เฮลิออส สูงประมาณ 32 เมตร ถูกทาํ ลายโดยแผน่ ดนิ ไหวหลังการสร้างเพยี ง 60 ปี
10
7) ประภาคารฟาโรส แห่งอเลก็ ซานเดรยี ตง้ั อยู่ทปี่ ระเทศอยี ปิ ต์ สมัยพระเจ้าปโตเลมี ประมาณ
271 ปกี ่อนคริสตกาล ถูกทําลายโดยสิน้ เชงิ เมื่อแผ่นดินไหวในช่วงครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 14
11
2. ยคุ กลาง
7 ส่งิ มหศั จรรย์ของโลกยคุ กลาง มีอายุอย่ใู นชว่ งคริสตศตวรรษที่ 5 – 16 สําหรบั สงิ่ มหัศจรรยข์ อง
โลกยคุ นีจ้ ะมสี ภาพคอ่ นข้างสมบูรณ์ และยงั คงอยมู่ าจนยุคปัจจบุ นั ต่างจากยุคโบราณท่ีสว่ นใหญ่พังทลาย
หมดแลว้ (ยกเว้นพีระมดิ ที่ยังอยู)่ รวมถงึ เริ่มมีความหลากหลายมากข้นึ ในแง่ของอารยธรรม ไม่ใชแ่ ค่ใน
แถบเมดิเตอเรเนียนตะวันออกเทา่ นนั้ อาจจะกลา่ วได้ว่าเป็นยคุ ท่ีมนษุ ยเ์ รม่ิ รจู้ ักกนั มากขึ้น และการ
เดนิ ทางไปมาหาสูก่ ันก็สะดวกมากขึ้นนนั่ เอง และด้วยความทสี่ ว่ นใหญ่ยังคงอยู่ในสภาพดี มีการซอ่ มแซม
บรู ณะกนั มาเรื่อยๆ จึงทาํ ให้สิ่งมหัศจรรยข์ องโลกยคุ กลางกลายมาเป็นแหล่งท่องเทยี่ วทีม่ ีชอ่ื เสียง และมี
ความงดงามรอคอยให้นกั เดนิ ทางไปเยือนกันใหไ้ ด้สกั ครั้ง อนั ไดแ้ ก่
12
1) โคลอสเซียม สนามกีฬาแห่งกรงุ โรม ประเทศอติ าลี สนามกีฬากลางแจ้งขนาดมหึมา ตง้ั
ตระหงา่ นกลางกรุงโรม ประเทศอิตาลมี าต้งั แตช่ ่วงคริสตศักราชท่ี 72 สรา้ งเสร็จในสมัยของจกั รพรรดิ
ไททสั และกลายมาเปน็ ต้นแบบของสนามกีฬาในยุคปจั จบุ ัน เปน็ ศนู ยร์ วมความบนั เทิงของชาวโรมนั ในยคุ
นั้น และยังเป็นสญั ลกั ษณ์ที่ชดั เจนที่สุดของอาณาจักรโรม
13
2) หลุมฝงั ศพแห่งอเล็กซานเดรีย สสุ านใตด้ นิ เมืองอเลก็ ซานเดรีย ประเทศอียปิ ต์ สถานทฝ่ี งั พระศพ
ของกษตั รยิ อ์ ียิปตอ์ กี รปู แบบหน่ึงทีไ่ มใ่ ชพ่ รี ะมิด แต่จะอยใู่ ตด้ นิ ลกึ เข้าไปในภูเขาหินทรายเปน็ ช้ันๆ บาง
ตอนมีความลกึ ถงึ 70-80 ฟตุ มที างเดนิ กวา้ ง 3-4 ฟุต ทางเดนิ จะวกไปเวยี นมาเป็นระยะทางนับร้อยไมล์
สําหรบั สสุ านนี้มัถึง 3 ชัน้ ด้วยกัน ช้ันท่ี 1 มีไว้สําหรบั เตรียมการปลงศพ ชน้ั ท่ี 2 เป็นท่เี กบ็ รกั ษา และชัน้ ที่
3 ใช้เป็นทีร่ วมญาติเพอื่ ระลกึ ถงึ ผูต้ าย
14
3) กําแพงเมอื งจีน ประเทศจนี หนง่ึ ในสง่ิ มหศั จรรยข์ องโลกทเ่ี ปน็ ทีร่ จู้ ักในวงกวา้ ง มีการพดู ถงึ
เสมอๆ ไม่วา่ จะเปน็ ในนวนยิ ายหรอื ภาพยนตห์ ลายๆ เรือ่ ง เร่ิมสรา้ งข้นึ ตั้งแตส่ มัยจนิ๋ ซีฮอ่ งเต้ สาํ หรับ
ปอ้ งกนั การรกุ รานจากชนเผ่าทางตอนเหนือ เร่มิ ต้นสร้างประมาณปีพ.ศ.338 การกอ่ สร้างกนิ เวลายาวนาน
ตอ่ มาเรอ่ื ยๆ อีกหลายรัชสมยั
15
4) สโตนเฮนจ์ ในอังกฤษ หนง่ึ ในโบราณสถานลึกลับทีย่ ังคงหาคําตอบท่แี นช่ ดั ไมไ่ ด้ ว่าใครเปน็
ผู้สร้าง สนั นษิ ฐานว่าสรา้ งขน้ึ ในช่วง 2,000 – 3,000 ปีกอ่ นครศิ ตกาล ตง้ั อย่กู ลางทงุ่ ราบซัลลสิ เบอร์รี
(Salisbury Plain) ห่างจากลอนดอนไปเพียง 10 ไมล์ กองหนิ สโตนเฮนจ์ ประกอบไปด้วยกอ้ นหนิ ทรงสงู
ขนาดใหญ่จํานวน 112 ก้อนวางตง้ั เรียงเปน็ รปู วงกลมซ้อนกันสามวง บางก้อนล้มนอน บางก้อนวางทบั
ซ้อนอย่บู นยอด วงหนิ รอบนอกมีเสน้ ผ่าศนู ย์กลางถึง 100 ฟตุ มีนาํ้ หนกั กวา่ 30 ตัน
16
5) เจดียก์ ระเบอ้ื งเคลอื บ เมืองหนานกงิ ประเทศจนี เจดียก์ ระเบ้ืองเคลือบเมอื งนานกิงน้ีสร้างขึน้
เมื่อครสิ ตศตวรรษที่ 15 สมัยราชวงศ์หมิง เจดียท์ รงแปดเหล่ยี มจาํ นวน 9 ชนั้ ความสงู ประมาณ 79 เมตร
ตัวเจดียส์ ร้างด้วยอฐิ และกระเบื้องเคลือบ ชายคาแขวนกระดิง่ 80 ลูกโดยรอบ องคเ์ จดยี ก์ อ่ อฐิ ประดบั
กระเบ้อื งเคลอื บ ยอดแหลมเปน็ ทรงกลมต่อขนึ้ ไปเคลือบทอง น่าจะเป็นสิง่ มหศั จรรย์ของโลกยุคกลาง
เพยี งแหง่ เดียวท่ีถกู ทาํ ลายไปจนหมดสน้ิ แลว้ ในช่วงเหตุการณ์กบฏไทผ่ ิงในราวครสิ ตศตวรรษที่ 19
17
6) หอเอนเมอื งปซิ า ประเทศอิตาลี อยบู่ ริเวณจตั รุ ัสเปยี ซซา เดล ดูโอโม (Piazza Del Duomo)
สรา้ งด้วยหินออ่ นสูง 8 ชน้ั น้ําหนกั รวมประมาณ 14,500 ตัน เร่มิ กอ่ สรา้ งปี ค.ศ. 1173 แตเ่ ม่อื สรา้ งถงึ ชนั้
ท่ี 3 ฐานด้านหน่งึ ของหอเร่ิมมกี ารยบุ ตัว สถาปนิกจงึ พยายามสร้างตอ่ โดยให้หอเอนกลบั ไปอกี ด้านหน่ึง
เพื่อถ่วงสมดลุ แต่อีกไม่นานการกอ่ สรา้ งกช็ ะงกั เนอื่ งจากสงคราม โดยสรปุ ก็สร้างสําเร็จในปี ค.ศ.1372
(รวมส่วนของหอระฆงั ด้วย) สิรเิ วลาในการสร้างทั้งหมด 177 ปี
18
7) ฮาเยียโซเฟีย แหง่ คอนสแตนติโนเปิล (ปจั จบุ นั คือ กรุงอสิ ตนั บลู ) ประเทศตุรกี มหาวิหาร
สถาปตั ยกรรมแบบไบแซนไทน์ ท่ีเคยเป็นโบสถท์ ่ีใหญ่ทีส่ ุดในโลกมาเกือบพนั ปี ปัจจบุ ันนี้ยังคงได้รับการ
รักษาไว้เปน็ พิพธิ ภณั ฑ์ แตก่ ่อนหน้านั้นฮาเกยี โซเฟยี ถกู ปรบั เปลีย่ นสถานะไปมามากมายตามแต่
สถานการณ์ และผูป้ กครองในแตล่ ะยุค ตัง้ แต่ ค.ศ. 532-537 ทน่ี เ่ี ป็นโบสถศ์ นู ยก์ ลางของนกิ ายอสี เทริ ์
นออร์ทอดอกซ์ ตอ่ มาปี ค.ศ. 1453 ก็ถูกดดั แปลงให้เปน็ สุเหรา่ จนถึงปี ค.ศ. 1935 รัฐบาลตุรกีจงึ ได้เปลีย่ น
จากสเุ หรา่ มาเปน็ พพิ ิธภัณฑ์
19
3. ยุคใหม่
New 7 Wonders of the World หรอื สม่ิ หัศจรรย์ของโลก ยคุ ใหม่ โดยองคก์ รของสวติ เซอรแ์ ลนด์
The New Open World Corporation (NOWC) สรปุ สุดท้ายไดป้ ระกาศเมือ่ วนั ท่ี 7 กรกฎาคม พ.ศ.
2550 ท่กี รงุ ลิสบอน ประเทศโปรตเุ กส ไดแ้ ก่สถานทีต่ า่ งๆ ดงั นี้
20
1) ชเี ชนอิตซา ประเทศเม็กซิโก ชเิ ชนอิตซา เปน็ ภาษา
มายา แปลวา่ ต้นทางแหง่ ความสขุ สบายของประชาชน ตงั้ อยทู่ างภาคตะวันออกเฉียงใตข้ องประเทศ
เมก็ ซโิ ก เปน็ แหล่งโบราณคดีทส่ี ร้างข้นึ โดยชาวมายนั ซ่งึ สรา้ งขนึ้ เพ่อื เป็นอนสุ รณข์ องเทพเจา้
21
2) กรชิ ตเู รเดงโตร์ ประเทศบราซิล ต้ังอย่ทู ี่ยอดเขากอร์โก
วาดู ประเทศบราซิล นอกจากจะเปน็ ส่ิงก่อสร้างท่ีมคี วามหมายถึงศรทั ธาที่ย่งิ ใหญ่ ยังเปน็ สัญลกั ษณท์ ่ที าํ
ให้เมอื ง ริโอ เดอ จาเนโร โดง่ ดงั ไปทว่ั โลกอีกดว้ ย
22
3) กาํ แพงเมอื งจนี ประเทศจนี สร้างขึน้ จนี สมยั สมัย
ราชวงศ์ฉนิ เพื่อปอ้ งกนั การรกุ รานจากชนเผา่ มองโกล และเตริ ก์ ในอดีต และหลงั จากน้ันยังมกี ารสร้าง
กําแพงต่ออีกหลายครั้งดว้ ยกัน มคี วามยาวท้ังสิ้นกวา่ 21,196.18 กิโลเมตร ครอบคลมุ พืน้ ท่ี 15 มณฑลทวั่
ประเทศ ถือเป็นส่ิงกอ่ สรา้ งโดยฝีมือมนุษยท์ ่ียาวทีส่ ุดในโลกเทา่ ท่เี คยมีมา ความยง่ิ ใหญ่ และประวตั ศิ าสตร์
อนั ยาวนานนี่เอง ทาํ ให้กําแพงเมอื งจนี นอกจากจะเปน็ 1 ใน 7 มหศั จรรย์ของโลกแล้ว ยงั เปน็ 1 ใน มรดก
โลก ท่ีองคก์ ร UNESCO คดั เลอื กอกี ดว้ ย
23
4) มาชปู กิ ชู ประเทศเปรู เป็นซากอารยธรรมโบราณของ
ชาวอินคา ตง้ั อยบู่ นเทอื กเขาสูงในประเทศเปรู อยู่สงู กวา่ ระดบั นาํ้ ทะเลถงึ 2,350 เมตร ที่ต้ังของเมืองนี้
คอ่ นขา้ งกนั ดาร ยากท่ีจะเขา้ ถงึ เพราะตงั้ อยู่บนท่ีราบสูงแอนดสิ ลกึ เขา้ ไปในปา่ อเมซอน และอยู่เหนอื
แมน่ ้ําอรุ ุบมั บา นอกจากนี้ มาชูปิกชู เปน็ หลกั ฐานทีส่ าํ คัญของจกั รวรรดอิ นิ คา องค์กร UNESCO จงึ ได้
กาํ หนดให้ มาชปู ิกชเู ปน็ มรดกโลก โดยเปน็ สถานท่ที อ่ งเท่ียวที่คนนยิ มไปศกึ ษาประวตั ิศาสตร์
24
5) เปตรา ประเทศจอรแ์ ดน ซอ่ นตวั อย่างลกึ ลบั ใน หบุ เขา
วาดี มูซา หุบเขาทีต่ ้งั อย่รู ะหวา่ งทะเลสาบเดดซี กบั ทะเลอคั บาในประเทศจอร์แดน นครนใ้ี นสมัยโบราณ
นัน้ เป็นนครแห่งการคา้ ขนาดใหญ่ เป็นเมอื งหลวงของชนเผ่านาบาเชียนซึ่งเป็นชนเผ่าทอี่ าศยั อยู่ทางตอน
ใต้ของประเทศจอร์แดนในสมัยกอ่ น และถกู ละทิ้งเป็นเวลานานกวา่ 700 ปี ซึ่งไดถ้ ูกค้นพบโดยนกั สํารวจ
ชาวสวติ เซอรแ์ ลนด์ โจฮันน์ ลคุ วิก เบิรก์ ฮารท์ ในปี ค.ศ. 1812 นครเปตราไดร้ ับลงทะเบียนจากองค์กร
UNESCO ให้เปน็ มรดกโลกเม่ือปี พ.ศ. 2528
25
6) โคลอสเซียม ประเทศอิตาลี ปน็ สนามกฬี าโบราณท่ยี ง่ิ
ใหญท่ ่ีสดุ ในขณะน้นั สนามกฬี ากลางแจ้งขนาดใหญต่ ั้งอยู่ใจกลางกรงุ โรมน้ี เร่ิมสร้างขน้ึ ใน สมัยจกั รพรรดิ
เวสเปเซยี น แห่งจักรวรรดโิ รมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิไททสั ใช้เวลาการกอ่ สรา้ งถงึ 10 ปี
ด้วยกนั ทแี่ หง่ นี้มหี ้องสําหรบั ขังทาส นกั โทษ และสัตว์ดุร้าย เชน่ สิงโต เสือ โดยจะใหท้ าสสกู้ ันเองจนกว่า
จะเหลอื ผูร้ อดชวี ติ เพียงคนเดยี ว หรือใหส้ กู้ บั สิงโต เพือ่ เปน็ ความบนั เทงิ ให้แกผ่ ชู้ ม ผ้ทู ร่ี อดตายจากการ
ต่อสู้จงึ จะได้รับอิสรภาพ
26
7) ทัชมาฮาล ประเทศอินเดีย สุสานหินอ่อน ทชั มาฮาล
แห่งนี้ ผู้คนเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักท่ีสวยท่ีสุดในโลกท่ีสร้างข้ึนโดยสมเด็จพระจักรพรรดิ
แห่งจักรวรรดิโมกุล ผู้มีรักม่ันคงต่อพระมเหสีของพระองค์ ทัชมาฮาล ตั้งอยู่ในสวนริมฝ่ังแม่นํ้ายมุนา ใน
เมอื งอคั รา สว่ นท่ีมชี ่อื เสียงท่สี ดุ คือ หลุมศพของพระนางมุมตซั มาฮาล ซงึ่ ถูกสรา้ งด้วยหินอ่อนสขี าว ศลิ า
แลง ประดับลวดลายเคร่ืองเพชร พลอย หิน โมราและเครื่องประดับจากมิตรประเทศ ได้รับคํารับรองว่า
สร้างข้ึนด้วยสัดส่วนที่วิจิตรและงดงามท่ีสุด รวมถึงยังได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวอย่างชั้นเลิศของ
สถาปัตยกรรมมุฆัลในอินเดีย ท่ีนี่ต้องใช้แรงงานในการก่อสร้างถึง 20,000 คน และใช้เวลาก่อสร้างถึง 20
ปี