พทุ ธศาสนาสุภาษติ
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ปญฺญาว ธเนน เสยฺ โย
อตั ตา-หิ-อตั -ตา-โน-นา-โถ ปัญญา-วะ-ทะ-เน-นะ-เสย-โย
ตนเป็ นท่ีพ่ึงของตน ปัญญายอ่ มประเสรฐิ กว่าทรพั ย์
“ กุศลกรรมท่เี ราไดป้ ระพฤตปิ ฏิบตั มิ า กุศล “ ปัญญาเป็นขุมทรัพยท์ ่มี คี า่ ท่สี ุด ไมว่ า่ เราจะอยูใ่ น
กรรม หรือความดเี ทา่ นน้ั จึงจะเป็นท่พี ่ึงของ สถานการณใ์ ด การมปี ัญญาจะเป็นทง้ั อาวุธ ท่หี าทรัพย์
เราไดเ้ ชน่ บุคคลผูต้ ง้ั อยูใ่ นศลี ธรรมหมน่ั มาใหเ้ รา และเป็นเกราะป้ องกนั ไมใ่ หเ้ ราเสยี ทรพั ย์
ประกอบความดมี ชี ่ือเสยี งเกยี รตยิ ศปรากฏ เพราะความเขลา, คุณคา่ อกี แงค่ ือ ปัญญาเป็นส่ิงท่อี ยู่
เป็นท่นี บั ถือของคนทว่ั ไป และเม่ือเวลาตาย ตดิ ตวั เราตลอดเวลา ตา่ งจากทรัพยส์ มบตั ทิ ่ถี ูกเปล่ยี น
ไปแลว้ ยอ่ มไปสูส่ ุคติ ” มือไปสูผ่ ูอ้ ่ืนได้ ”
อตฺตา หเว ชิตํ เสยฺ โย นตฺถิ โลเก รโห นาม
อตั ตา-หะเว-ชิตงั -เสยโย นดั ถิ-โลเก-ระโห-นามะ
ชนะตนนนั่ แหละเป็ นคนดี ชื่อว่าท่ีลบั ไม่มีในโลก
“ ผูช้ นะทางโลกน้ัน ยงั เป็นผูช้ นะไดไ้ มเ่ ดด็ ขาด เพราะ “ ข้ึนช่ือวา่ ท่ลี บั ยอ่ มไมม่ ใี นโลก แกค่ น
เป็นการบม่ เพาะกเิ ลสตณั หาใหเ้ ตบิ โตคอยรุกรานใจ ผูก้ ระทาบาปกรรม ตน้ ไมท้ ่เี กดิ ในป่ ากย็ งั มคี น
ตน มองเหน็ ดแี ตต่ วั ชว่ั แตค่ นอ่นื พระพุทธองคส์ อนวา่ เหน็ คนพาลยอ่ มสาคญั บาปกรรมนัน้ วา่ เป็น
ถา้ อยากเป็นผูช้ นะอยา่ งเดด็ ขาดแทจ้ ริงแลว้ ละก็ ตอ้ ง ท่ลี บั ”
พยายามเอาชนะ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ใน
จิตใจของตนใหไ้ ด้ ”
โลโกปตฺถมฺภิกา เมตฺตา อรติ โลกนาสิกา
โล-โก-ปัด-ถะ-มุ-ภ-ิ กา-เม-ตงั -ตา ออ-ระ-ต-ิ โล-กะ-นา-สิ-กา
เมตตาธรรม ค้ําจนุ โลก ความริษยาทาํ ใหโ้ ลกฉิบหาย
พระพทุ ธเจา้ ทรงสอนใหเ้ จริญเมตตาอยู่อย่างสมํา่ เสมอ ความริษยา คือ การเห็นเขาไดด้ ีแลว้ ทนไม่ได้ คาํ ว่าทน
ใหม้ ีความรสู้ ึกที่ดีตอ่ คนทกุ ๆ คน มองเขาเป็ นเหมือน ไม่ได้ หมายถึง ใจเรารบั ไม่ได้ เช่น เห็นเขาสอบได้
เพ่ือน เป็ นพ่ี เป็ นนอ้ ง เป็ นคนที่เรารกั ที่เราชอบ ถึงแม้ ตาํ แหน่งดี ไดเ้ ลื่อนยศสงู ข้ึน เห็นเขาไปเมืองนอกเมือง
จะไม่รูจ้ กั เขา ก็ขอใหม้ องเขาแบบนนั้ เพราะเมื่อมองเขา นา หรือไดย้ ินเขาสรรเสริญความดีของคนอ่ืน ใหร้ สู้ ึก
แบบนน้ั แลว้ เราจะไม่มีความโกรธแคน้ อาฆาต กระสบั กระส่าย จิตใจไม่มีความสุขเหมืนจบั ไข้
พยาบาท
อสาธุํ สาธนุ า ชิเน สํโวหาเรน โสเจยฺยํ เวทิตพฺพํ
อสา-ธุง-สาธุ-นา-ชิเน สงั -โว-หา-เร-นะ-โส-เจย-ยัง-เว-ทติ บั -พงั
พึงชนะความชวั่ ดว้ ยความดี ความสะอาดพึงรไู้ ดด้ ว้ ยถอ้ ยคํา
พึงชนะความชวั่ ของคนอ่ืนดว้ ยความดีของตวั เอง ศลี พึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน
แตแ่ ทท้ ่ีจริงแลว้ พึงชนะความชวั่ ของตวั เอง ดว้ ย ความสะอาด พงึ รู้ได้ด้วยถ้อยคา
ความดีของตวั เองตา่ งหาก นนั่ หมายถึงวา่ ถา้ เรามี กาลังใจ พึงรู้ได้ในอนั ตราย
กิเลสท่ีจะกระทํา พดู หรือคิดนึกส่ิงใดที่ไม่ดีแลว้ ปัญญา พึงรู้ได้ด้วยการสนทนา
ควรอย่างย่ิงท่ีจะมีปัญญาเขา้ ใจตามความเป็ นจริง
และละส่ิงที่ไม่ดีนน้ั เสีย ส่วนการที่จะละคลายได้
มากนอ้ ยแคไ่ หนนนั้ ข้ึนอย่กู บั การสะสมและการ
เจริญข้ึนของปัญญาจากการที่ไดศ้ ึกษา และฟังพระ
ธรรมแลว้
อาส น ฉินฺเทยยฺ สุขาคมาย สลี เมว อธิ อคคฺ
อาสัง –นะ- ฉิน-เทย-ยะ-สุขา-คะ-มา-ยะ ส-ี ละ-เม-วะ-อิ-ธะ อคั -คงั
เม่ือตอ้ งการความสุข ไม่พึงส้ินหวงั ศีลเท่านน้ั เป็ นเลิศในโลกน้ี
เม่อื เรามคี วามสุขเราจะไม่รู้สกึ สนิ้ หวัง ศลี เท่านัน้ เป็ นเลิศในโลกนี้ ส่วนผู้มี
เพราะว่าเราควรไม่สนิ้ หวงั จะได้มีความสุขใน ปัญญาเป็ นผ้สู งู สุด ความชนะในหมู่
ชวี ิต มนุษย์และเทวดา ย่อมมเี พราะศีล
และปัญญา
นิปผฺ นฺนโสภโิ น อตถฺ า ทนฺโต เสฎฺ โฐ มนุสเฺ สสุ
นิป-ผัน-นะ-โส-ภ-ิ โน-อัด-ถา ทนั โต –เสด-โฐ มนุด-เส-สุ
ประโยชนจ์ ะงดงาม เมื่อประสบผลสําเร็จ ผทู้ ่ีฝึ กตนแลว้ ประเสริฐท่ีสุด
เม่อื เรานัน้ ทาอะไรจากการท่เี รานัน้ ตัง้ ใจ ผลจะ ผ้มู คี วามเพยี รในการปฏบิ ัตติ นให้บรรลุ
ออกมาดตี อนเรานัน้ ทาสาเร็จ เป้ าหมายท่ตี ัง้ ไว้ ทงั้ เป็ นผู้มคี วามอดทน
อดกลัน้ ข่มใจ และเป็ นผู้มีสัมมาคารวะ
แต่กลับเป็ นผู้มจี ิตใจม่นั คง ในการฝึ ก
ตนนัน้ อาศัยหลกั ธรรมหลายประการ
เพ่ือบรรลุเป้ าหมาย
จติ ตฺ ภาวติ กมมฺ นิย โหติ ปจฉฺ า ตปปฺ ติ ทุกกฺ ฏ
จดิ -ตงั ภา-วิตงั กัม-ม-ะนิ-ยงั โห-ติ ปัด-ฉา ตบั -ปะ-ติ ทกุ -กะ-ตัง
จิตท่ีอบรมดีแลว้ แลว้ ย่อมทาํ ประโยชน์ ทาํ ความชวั่ จะเดือดรอ้ นภายหลงั
ใหส้ าํ เร็จ บุคคลท่ที าความช่วั มักจะไม่แสดงผล
ตงั้ แต่แรกแต่ผลจากการทาความช่วั นัน้ จะ
เราควรมจี ติ ใจท่ดี ไี ม่คดิ ร้ายกบั ผ้อู ่นื ผลจากการ แสดงผลในภายภาคหน้า
มจี ติ ใจท่ดี ีนัน้ จะทาให้เราสารารถใช้จติ ใจอันดี
งามทาประโยชน์ได้ดี
นิพพฺ าน ปรม สุข ธมฺมจารี สุข เสติ
นิพพานเป็ นสขุ อยา่ งยิ่ง ผ้ปู ระพฤตธิ รรมยอ่ มอยเู่ ป็ นสขุ
นิพพานคอื สภาพจติ ท่หี ลดุ พ้นเป็ นอิสระ ผ้ปู ระพฤตธิ รรมเป็ นปกติ ยอ่ มมีใจหนกั แนน่
จากกิเลส ตณั หา จติ ใจท่ีร้อนรุ่มด้วยความโลภ มนั่ คง เป็ นอสิ ระจากกิเลส ทาแตส่ ง่ิ ทีค่ วรทา กลา่ วแต่
โกรธ หลง นนั้ จะมงุ่ ออกไปข้างนอก หากเราได้นา คาท่คี วรพดู คิดแตเ่ รื่องทค่ี วรคิด เขาจงึ อยเู่ ป็ นสขุ ผู้
ใจกลบั เข้ามาดใู จตนเองแล้ว สิ่งทรี่ ้อนจะสงบเอง มี ประพฤติธรรม ต้องมกี ารให้ทาน รักษาศีล เจริญ
ความสขุ สงบ โปร่ง เบา สบาย เป็ นอิสระในตวั เอง ภาวนา รวมถงึ ผ้ปู ฏิบตั ิงานในหน้าท่ีโดยซอ่ื สตั ย์สจุ ริต
เป็ นผ้ทู าสิง่ เลวร้ายให้กลายเป็ นดี เกลยี ดธรรมทีเ่ ป็ นไป
ไมเ่ กิดทกุ ข์ เพื่อความแตกแยก ยินดีในธรรมท่เี ป็ นไปเพอ่ื ความ
สามคั คี
ปมาโท มจจฺ ุโน ปท สุสฺสุส ลภเต ปญฺญ
ความประมาทเป็ นทางแหง่ ความตาย ผ้ฟู ังด้วยดียอ่ มได้ปัญญา
ในการสนทนา หรือในการฟังเร่ือง
อบุ ตั ิเหตรุ ้ายแรง เกิดขนึ ้ เพราะความ สลกั สาคญั ถ้าตงั้ ใจฟังจะได้ความรู้ความฉลาดขนึ ้
ประมาท การดาเนินชวี ิตผิดพลาดก็เกิดเพราะ การสนทนาของคนตงั้ แตส่ องคนขนึ ้ ไป ถ้าคสู่ นทนา
ความประมาทความเลินเลอ่ เผลอสติ และการดู เป็ นผ้อู าวโุ สมปี ระสบการณ์มากกวา่ มีความรู้หรือ
หมิ่น ชื่อวา่ ความประมาท คนเลนิ เลอ่ ขบั รถก็ คณุ วฒุ สิ งู กวา่ คนฉลาดยอ่ มเลอื กที่จะเป็ นผ้ฟู ัง
ประสบอบุ ตั เิ หตขุ บั เคร่ืองบินก็ประสบอบุ ตั ิเหตุ ใน มากกวา่ เป็ นผ้พู ดู เพราะธรรมดาผ้พู ดู ยอ่ มนา
วนั หนึ่ง ๆ มอี บุ ตั เิ หตรุ ้ายแรงเกิดขนึ ้ เพราะความ ประสบการณ์ของตนออกมาตีแผถ่ ือเป็ นผ้ใู ห้
ประมาทของคนเพยี งไมก่ ี่คน เชน่ รถไฟชนกนั นนั้
สว่ นผ้ฟู ังเป็ นผ้รู ับ
หมายถึงความสญู เสยี มหาศาล
สติ โลกสฺมิ ชาคโร นตถฺ ิ สนฺติปร สุข
สตเิ ป็ นเครื่องตน่ื ในโลก สขุ อื่นยิ่งกวา่ ความสงบไมม่ ี
ทกุ คนคงเคยได้ยินคาวา่ “ใจเป็ นนาย กายเป็ น ความสขุ เป็ นส่ิงทีท่ กุ คนแสวงหาและปรารถนาท่ี
บา่ ว” อนั เป็ นคาพดู ของคนโบราณใช้สอนลกู หลาน และ จะได้มาครอบครองเป็ นของตนให้ยาวนานทีส่ ดุ เทา่ ที่
เป็ นการปลกู ฝังสตปิ ัญญา นาไปประพฤตปิ ฏิบตั หิ น้าท่ี จะนานได้ ข้อสาคญั ต้องสร้างขึน้ มาด้วยตนเอง ตาม
ในชวี ติ ประจาวนั เพ่อื ควบคมุ การกระทาส่ิงตา่ งๆให้ไม่ ขนั้ ตอนอยา่ งเป็ นระบบระเบยี บตามหลกั คาสอนของ
ผิดพลาด โดยใช้สติสมั ปชญั ญะแยกแยะดชี วั่ ในการ พระพทุ ธเจ้า อนั กาหนดไว้เป็ นแนวทางประพฤติปฏิบตั ิ
กระทาทงั้ ปวง ต้องไมเ่ บยี ดเบียนตนเองและผ้อู น่ื ให้ โดยเริ่มตงั้ แตข่ นั้ พนื ้ ฐานจนถึงขนั้ สงู สดุ จะได้สขุ มาก
ได้ รับความเดือดร้ อน สขุ น้อย ขนึ ้ อยกู่ บั สตปิ ัญญาของแตล่ ะตน
ปัญญฺ า โลกสมฺ ิ ปชโฺ ชโต วิริเยน ทุกขฺ ขมจเฺ จติ
(ปัน-ยา-โล-กดั -สะ-มิ-ปัด-โช-โต) (ว-ิ ริ-เย-นะ-ทุก-ขะ-มดั -เจ-ต)ิ
แปลวา่ ปัญญาเป็ นแสงสวา่ งในโลก แปลวา่ คนลว่ งทกุ ข์ได้ เพราะความ
หมายความวา่ โลกของเรามคี วาม เพยี ร หมายความวา่ ความมานะบาก
เจริญก้าวหน้าในด้านตา่ งๆ เนื่องจาก บนั่ ความเพียรพยายาม จะชว่ ยให้
คนเราได้ใช้ความรู้ความสามารถในการ คนเราสามารถฟันฝ่ าอปุ สรรคตา่ งๆ
ประดษิ ฐ์คดิ ค้นสง่ิ ตา่ งๆจนเกิดเป็ นอารย ในการดาเนินชวี ิตไปได้ ไมว่ า่ เราจะ
ทาส่งิ ใดก็ตามจะต้องประกอบด้วย
ธรรมสงั่ สมสบื ทอดตอ่ ๆกนั มา
คณุ ธรรม
อววิหารี สโต อปฺปมตฺโต ภกิ ฺขุ จร หติ ฺวา ยถาวาที ตถาการี
" พดู อยา่ งใด พงึ ทาอยา่ งนนั้ "
มมายติ านิ ชาตชิ ร โสกปริททฺ วญจฺ อิเธว วิทฺ บคุ คลผ้พู ดู อยา่ งใด พงึ ทาอยา่ งนนั้ หมายถงึ คนตรง
อนั คนตรงนนั้ เมอื่ จะพดู อะไรต้องใคร่ครวญเสียกอ่ นวา่
วา ปชเหยฺย ทุกขฺ ควรหรือไมค่ วร มีโทษหรือไม่ ถ้าเห็นวา่ มปี ระโยชน์ก็
พดู ออกมา และทาตามอยา่ งที่พดู นนั้ จงึ จะก่อ
ภิกษุผ้มู ธี รรมเป็ นเคร่ืองอยอู่ ยา่ งนี ้มีสติ ประโยชน์และความสขุ แกต่ นและผ้อู นื่ บคุ คลเชน่ นี ้
ไมป่ ระมาท ละความถือมนั่ วา่ ของเราได้ เป็ นผ้มู ีลกั ษณะของผ้นู าคือ " เป็ นคนพดู จริง ทาจริง "
แล้วไปเทยี่ วไป เป็ นผ้รู ู้ พงึ ละชาติ ชรา โส
กะ ปริเทวะ และทกุ ข์ ในโลกนไี ้ ด้
อววิหารี สโต อปฺปมตฺโต ภกิ ฺขุ จร หติ ฺวา ยถาวาที ตถาการี
" พดู อยา่ งใด พงึ ทาอยา่ งนนั้ "
มมายติ านิ ชาตชิ ร โสกปริททฺ วญจฺ อิเธว วิทฺ บคุ คลผ้พู ดู อยา่ งใด พงึ ทาอยา่ งนนั้ หมายถงึ คนตรง
อนั คนตรงนนั้ เมอื่ จะพดู อะไรต้องใคร่ครวญเสียกอ่ นวา่
วา ปชเหยฺย ทุกขฺ ควรหรือไมค่ วร มีโทษหรือไม่ ถ้าเห็นวา่ มปี ระโยชน์ก็
พดู ออกมา และทาตามอยา่ งที่พดู นนั้ จงึ จะก่อ
ภิกษุผ้มู ธี รรมเป็ นเคร่ืองอยอู่ ยา่ งนี ้มีสติ ประโยชน์และความสขุ แกต่ นและผ้อู นื่ บคุ คลเชน่ นี ้
ไมป่ ระมาท ละความถือมนั่ วา่ ของเราได้ เป็ นผ้มู ีลกั ษณะของผ้นู าคือ " เป็ นคนพดู จริง ทาจริง "
แล้วไปเทยี่ วไป เป็ นผ้รู ู้ พงึ ละชาติ ชรา โส
กะ ปริเทวะ และทกุ ข์ ในโลกนไี ้ ด้
จดั ทาโดย
นางสาวกนกกาญจน์ บญุ ประเสริฐ เลขท่ี10
นางสาวกาญจนา พดุ สมญา เลขท1่ี 2
นางสาวกานตพ์ ิชชา อตุ ยนั ต์ เลขท่ี13
นางสาวณญั ธิชา ฐิติธนั ธร เลขที่18
นางสาวบงกช บรุ ุษานนท์ เลขท่ี22
นางสาววรรณพร เมืองเชียวหวาน เลขท4ี่ 0
นางสาวศิรประภา เกียรตยิ ศ เลขท4่ี 4
นางสาวอไุ รวรรณ จนั ทร์เกษม เลขท่ี49
ชนั้ ม.3/8