The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

รายวิชา ศาสนาและหน้าที่พลเมือง สค11002 ประถม

หลกั การสําคญั ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช
รัฐธรรมนูญฉบับปจ จุบันมหี ลกั การและเจตนารมณทจ่ี ะธาํ รงรักษาไวซ ง่ึ เอกราชและความม่ันคง
ของชาติ เทิดทูนพระมหากษัตริย ซึ่งหลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไดระบุไวในหมวด 1
บททวั่ ไป สรปุ ไดดังนี้
1. ประเทศไทยเปน ราชอาณาจกั รอนั หนงึ่ อนั เดียว จะแบงแยกมไิ ด
2. มีการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั ริยทรงเปน ประมขุ
3. อาํ นาจอธิปไตยเปนของปวงชนชาวไทย
4. ศักดศิ์ รคี วามเปนมนุษย สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลตองไดร ับความคุม ครอง
5. ประชาชนชาวไทยทุกคนไมแ ยกเพศ ศาสนา และยอ มไดร บั ความคมุ ครองเทา เทยี มกัน

โครงสร้างของรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 แบงโครงสรางออกเปน 15 หมวด และ
มีบทเฉพาะกาล สรปุ สาระสาํ คญั แตล ะหมวดดังน้ี

หมวด บททวั ไป
ประเทศไทย เปนราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบงแยกออกมิได มีการปกครองแบบ
ประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริยเปนประมุข พระมหากษัตริยทรงใชอาํ นาจทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี
และศาล
หมวด พระมหากษตั ริย์
ทรงอยูใ นฐานะอนั เปนทเี่ คารพ ผูใดจะละเมดิ มไิ ด ทรงเลอื กและแตงตงั้ ประธานองคมนตรี และ
องคมนตรีไมเ กนิ 18 คน
หมวดที สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
การใชอํานาจโดยองคกรของรัฐ ตองคํานึงถึงศักด์ิศรีความเปนมนุษย สิทธิและเสรีภาพของ
บุคคล ท้ังดานการประกอบอาชีพ การสื่อสาร การแสดงความคิดเห็น ความเปนธรรมดานการศึกษา
การสาธารณสุข และสวัสดกิ ารของรัฐ เสรภี าพในการชุมนมุ ท่ีไมล ะเมิดสทิ ธผิ อู ื่นและกฎหมาย
หมวด หน้าทีของชนชาวไทย
บุคคลมีหนา ท่ีพทิ กั ษร ักษาชาติ ศาสนา พระมหากษตั ริย และการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อันมพี ระมหากษัตริยเปนประมุข และมีหนาที่ปองกันรักษาผลประโยชนของชาติ ปฏิบัติตามกฎหมาย
โดยเฉพาะหนาที่ไปใชส ทิ ธิเลอื กตงั้
หมวด แนวนโยบายพนื ฐานแห่งรัฐ
เนนใหประชาชนมีสวนรวม การกระจายอํานาจ การดําเนินการ มุงเนน การพัฒนา คุณภาพ
คุณธรรม มีประสิทธภิ าพ โปรงใส ใหค วามคมุ ครอง และพฒั นาเดก็ เยาวชน สง เสรมิ ความรูรกั สามคั คี
หมวด รัฐสภา
รัฐสภามีหนาที่บัญญัติกฎหมาย และควบคุมการปฏิบัติงานของฝายบริหาร ประกอบดวย 2 สภา คือ
สภาผูแทนราษฎร (ส.ส.) และวฒุ สิ ภา (ส.ว.)

43

หมวด การมสี ่วนร่วมทางการเมอื งโดยตรงของประชาชน
ประชาชนผูมีสทิ ธิเลือกตง้ั มสี ิทธิเขา ช่อื รอ งขอตอวฒุ ิสภาใหถอดถอนบุคคลออกจากตําแหนงได
เพราะมสี ทิ ธอิ อกเสียงประชามติ
หมวด การเงิน การคลงั และงบประมาณ
เพ่อื กําหนดหลกั เกณฑเกี่ยวกับการจัดหารายได การกําหนดรายจาย การกอหนี้หรือการดําเนินการท่ี
ผกู พนั ทรพั ยส ินของรัฐ หลักเกณฑการกําหนดวงเงนิ สาํ รองจา ยเพื่อกรณีฉกุ เฉินหรือจําเปน ซึ่งเปน กรอบ
ในการกาํ กับการใชจา ยเงนิ ตามแนวทางการรักษาวนิ ยั การเงนิ การคลงั และรกั ษาเสถียรภาพทางเศรษฐกจิ
อยางย่ังยืน และเปนแนวทางในการจัดทาํ งบประมาณรายจายของแผน ดิน
หมวด คณะรัฐมนตรี
รฐั ธรรมนญู กาํ หนดใหม ีนายกรัฐมนตรี 1 คน และมีรฐั มนตรอี ืน่ อกี ไมเกิน 35 คน โดยไดรบั การแตงตั้ง
จากพระมหากษตั ริย
หมวด ศาล
กําหนดใหศาลหรืออาํ นาจตุลาการ แบง เปน
1. ทั่วไป
2. ศาลรฐั ธรรมนญู
3. ศาลยุติธรรม
4. ศาลปกครอง
5. ศาลทหาร
หมวด องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กําหนดใหมีองคกรที่จะดําเนินการตรวจสอบ ติดตามการทํางานของบุคคล คณะบุคคล และ
หนว ยงานท้งั ภาครัฐและเอกชน ดงั น้ี

1. องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ประกอบดวย คณะกรรมการการเลือกต้ัง ผูตรวจการแผนดิน
คณะกรรมการการปองกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง ชาติ และคณะกรรมการตรวจเงินแผน ดนิ

2. องคกรอันตามรัฐธรรมนูญ ประกอบดวย องคกรอัยการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
แหงชาติ และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ

หมวด การตรวจสอบการใช้อาํ นาจรัฐ
กาํ หนดใหมกี ารตรวจสอบขา ราชการประจํา และขา ราชการการเมือง
หมวด จริยธรรมของผ้ดู ํารงตาํ แหน่งทางการเมอื ง และเจ้าหน้าทีของรัฐ
การพจิ ารณา สรรหา แตงตั้งบุคคลเขาสูตําแหนง ตองเปนไปตามระบบคุณธรรม และคํานึงถึง
พฤตกิ รรมทางจริยธรรมดวย
หมวด การปกครองส่วนท้องถิน
ใหความเปนอิสระแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น มีสภาพทองถ่ินในการบริหารงาน เนนการ
กระจายอํานาจ ใหก ารสนับสนุนกําหนดนโยบายการบรหิ าร

44

หมวด การแก้ไขเพมิ เตมิ รัฐธรรมนูญ
ใหมีการแกไขเพ่ิมเติมได แตหามแกไขท่ีมีผลตอการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบ
ประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ เ ปน ประมขุ หรือเปลย่ี นแปลงรูปของรัฐ
บทเฉพาะกาล
ใหองคมนตรดี าํ รงตําแหนงอยูในวันประกาศใชร ฐั ธรรมนญู

เรืองที ความรู้เบอื งต้นเกียวกับกฎหมาย

1. ความหมายของกฎหมาย
ไดมผี ูใหความหมายของกฎหมายไวด งั น้ี
กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแหงกฎหมายไทย ไดใหคาํ จํากดั ความไววา “กฎหมาย คือ

คําสัง่ ท้งั หลายของผูปกครองวา การแผน ดินตอ ราษฎรทั้งหลาย เม่ือไมทาํ ตาม ธรรมดาตองลงโทษ ”
ดร.สายหยุด แสงอุทัย ไดใหความหมายไววา “กฎหมาย คือ ขอบังคับของรัฐซ่ึงกําหนด

ความประพฤติของมนุษย ถา ฝาฝน จะไดร บั ผลรายหรอื ถูกลงโทษ”
สรุป กฎหมาย คือ ขอบังคับของรัฐที่ใชควบคุมความประพฤติของคนในประเทศ โดยมี

จุดมุงหมายท่ีจะคุมครองประโยชนรักษาความสงบเรียบรอยในการอยูรวมกันในสังคม ผูใดฝาฝนจะตอง
ถูกลงโทษ

2. ความสําคญั ของกฎหมาย
1. มีความเกี่ยวของกบั มนษุ ยตั้งแตเกดิ จนตาย เชน
เกิด เก่ียวขอ งกับกฎหมายบุคคล กฎหมายทะเบียนราษฎร
โตขน้ึ เกีย่ วขอ งกบั พ.ร.บ. การศึกษาแหงชาติ
แตง งาน เกยี่ วขอ งกับกฎหมายครอบครวั
ตาย กฎหมายมรดก กฎหมายทะเบียนราษฎร
2. เปนเครอื่ งมือสรา งระเบียบใหสังคมและประเทศชาติ
3. กอ ใหเ กิดความเปนธรรมในสังคม

3. ลกั ษณะทวั ไปของกฎหมาย
3.1 กฎหมายมลี ักษณะเปน ขอบงั คบั ดงั น้ี
3.1.1 บังคบั ใหทํา เชน ชายไทยตองเกณฑทหาร ผูมีรายไดตองเสียภาษี เด็กตองเขาเรียนตาม

พ.ร.บ. การศกึ ษา ฯลฯ
3.1.2 บังคบั ไมใหทาํ เชน หามทาํ รายรา งกาย หามลกั ทรพั ย ฯลฯ

3.2 กฎหมายมีลักษณะเปนคําส่ังท่ีมาจากผูมีอํานาจสูงสุดในประเทศ เชน ประเทศท่ีมี
การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย มีรัฐสภาเปน ผอู อกกฎหมาย และพระราชบัญญัติ มีรัฐบาลเปนผูออก
พระราชกําหนด พระราชกฤษฎกี า และกฎกระทรวง

45

3.3 กฎหมายเปน ขอ บงั คบั ท่ีใชไดทว่ั ไปกับทุกคน โดยไมเ ลือกปฏบิ ัติ
3.4 ผทู ฝ่ี า ฝน กฎหมายตองไดร บั โทษ
4. ความจาํ เป็ นทตี ้องเรียนรู้กฎหมาย
ในฐานะที่เราเปนสมาชิกของสังคมจึงมีความจําเปนตองศึกษาและเรียนรู ทําความเขาใจใน
กฎหมายตา ง ๆ ท่ีเกยี่ วของกับตัวเรา และสงั คมที่เราอยู ท้งั นกี้ ็เพ่ือกอเกิดประโยชนตอตนเอง ซึง่ ไดแ ก
4.1 รจู ักระวงั ตน ไมเ ผลอ หรือพลั้งกระทําความผิดโดยไมร ตู ัว เนือ่ งมาจากเพราะไมรูกฎหมาย
และเปนเหตุใหตอ งไดร ับโทษตามกฎหมาย
4.2 ไมใหถ กู ผูอน่ื เอาเปรียบและถูกฉอโกง โดยทีเ่ ราไมม คี วามรูเ รอื่ งกฎหมาย
4.3 กอเกดิ ประโยชนใ นการประกอบอาชพี ถาหากรูหลักกฎหมายที่เก่ียวกับการประกอบอาชีพของ
ตนเอง แลวยอ มจะปองกนั ความผดิ พลาดอันเกิดจากความไมร กู ฎหมายในอาชีพได
4.4 กอใหเกิดประโยชนทางการเมืองการปกครองของประเทศ เพราะเม่ือประชาชนรูจักใช
สทิ ธแิ ละหนา ท่ีของตนเองตามกฎหมายแลว ยอ มทาํ ใหสงั คมเกดิ ความสงบเรียบรอ ย
5. ประเภทของกฎหมาย
ในชีวิตประจําวันบุคคลมีเสรีภาพในการดํารงชีวิตตามระบบการเมืองการปกครอง ระบบ
กฎหมาย และระบบเศรษฐกิจ เราจะตองรูจักสิทธิและหนาที่ของตนเอง และรูจักใชสิทธิที่มีอยูไป
ประกอบอาชีพ และสรางความสัมพันธกับบุคคลตาง ๆ โดยมีสิทธิเลือกไดวาจะดําเนินชีวิตสวนตัว
อยา งไร แตตอ งอยภู ายในขอบเขตท่ีกฎหมายกําหนด บุคคลจึงตองขวนขวายหาความรูเกี่ยวกับกฎหมาย
เพื่อใชติดตอสื่อสาร การดําเนินวิถีชีวิตประจําวัน ซ่ึงกฎหมายที่เกี่ยวของกับชีวิตประจําวัน สามารถ
แบงไดเปน
. กฎหมายอาญา

กฎหมายอาญา (Criminal Law) เปน กฎหมายมหาชนที่บัญญัติถึงความสัมพันธระหวางรัฐ
กับเอกชนท่ีอยูใตอํานาจปกครองของรัฐ ผูที่ฝาฝนจะตองไดรับโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา และ
พระราชบัญญัติอื่นที่บัญญัติถึงการกระทําท่ีเปนความผิดและโทษทางอาญา เชน ความผิดตาม
พระราชบญั ญัติจราจรทางบก อาวธุ ปน เครือ่ งกระสุนปน วตั ถรุ ะเบดิ ยาเสพติดใหโทษ ความผิดอันเกิดจาก
การใชเชค็ ศุลกากร การพนนั ปาไม ปาสงวน เปนตน

เนื่องจากกฎหมายอาญามีสภาพบังคับ คือ มีโทษที่จะทําใหบุคคลไดรับผลถึงแกชีวิต
รางกาย เสรีภาพ ทรพั ยส ิน เชน ประหารชวี ิต จาํ คกุ กกั ขงั ปรบั ริบทรัพยสิน ดงั นั้น จึงตองมีหลักประกัน
แกบคุ คลดงั ที่บญั ญัติไวใ นกฎหมายรัฐธรรมนญู วา บุคคลจะไมตองรบั โทษอาญา เวน แตจะไดกระทําการ
อันกฎหมายที่ใชอยูในเวลาที่กระทํานั้น บัญญัติเปนความผิดและกําหนดโทษไว และโทษที่จะลงแก
บคุ คลนนั้ จะหนกั กวา โทษท่ีกําหนดไวใ นกฎหมายที่ใชอยใู นเวลาทก่ี ระทําความผดิ มิได กลาวคือ บุคคล
จะไดรับโทษทางอาญาจะตองไดกระทําการใดที่มีกฎหมายขอหามไว ถาไมมีกฎหมายก็ไมมีความผิด
ไมม โี ทษ เชน ความผิดฐานสูบบุหรี่ในท่ีท่ีกําหนด เดิมไมมีความผิดแตเมื่อประกาศใชพระราชบัญญัติ
คมุ ครองสุขภาพของผูไมสูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 แลวผูท่ีสูบบุหร่ีในเขตปลอดบุหรี่ หรือสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ

46

ทกี่ ําหนดยอ มมคี วามผิดและจะตองไดรับโทษ โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มี 5 สถาน คือ ประหารชีวิต
จาํ คกุ กกั ขัง ปรบั ริบทรพั ยส นิ

นอกจากนี้ยังมีการรอการลงโทษ หรือรอการลงอาญา เมื่อบุคคลกระทําความผิดและ
จะไดรับโทษจําคกุ ไมเกนิ 2 ป ผูน ัน้ อาจไดร บั ความกรณุ าจากศาลไมตองไดรับโทษจําคุกในเรือนจํา เพราะ
ผูนั้นไมเคยไดรับโทษจําคุกมากอน เมื่อไดพิจารณาถึง อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปญญา การศึกษา
อบรม สุขภาพ ภาวะแหงจติ นิสัย อาชีพ สิ่งแวดลอม สภาพความผิด หรือเหตุอื่นอันควรปรานีแลว ศาลจะ
กาํ หนดโทษไว หรอื รอการลงโทษไว ทเี่ รียกกนั วา “รอการลงอาญา”

. กฎหมายแพ่ง
กฎหมายแพง คือ กฎหมายทบ่ี ัญญัตถิ งึ ความสัมพนั ธข องบุคคล เปนกฎหมายสารบัญญัติ

และเปน กฎหมายเอกชนท่มี คี วามสาํ คญั แกชวี ิตของบุคคลตงั้ แตแ รกเกิดจนส้ินสภาพบคุ คลไป
กฎหมายพาณชิ ย คอื กฎหมายท่ีบญั ญัติถึงความสัมพันธของบุคคลท่ีมีอาชีพคาขาย และ

นกั ธรุ กจิ กลาวถึงระเบยี บหลกั ปฏบิ ัติในทางการคา ที่บคุ คลในอาชพี คาขายและนักธุรกิจจะตองปฏิบัติใน
การเกีย่ วของสมั พันธก นั เชน กฎหมายเกีย่ วกับหนุ สวนบริษทั ต๋วั เงิน ประกนั ภัย การขนสง สินคา

ประเทศไทยไดรวมบัญญัติกฎหมายพาณิชยเขาไวในประมวลกฎหมายแพง จึงรวม
เรยี กวา “ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย”

สภาพบังคับในทางแพ่ง โทษหรือสภาพบังคับในทางแพงท่ีจะใหผูฝาฝนไมปฏิบัติตาม
กฎหมาย คือ การใชคาสินไหมทดแทนหรือคาเสียหาย หรือใหชําระหนี้ดวยการสงมอบทรัพยสินให
กระทาํ การ หรืองดเวนกระทาํ การอยางใดอยางหน่ึงตามมูลหนี้ท่ีมีตอกันระหวางเจาหนี้และลูกหนี้ เชน
บงั คบั ใหชาํ ระหน้เี งนิ กพู รอ มดวยดอกเบ้ยี บงั คบั ใหผ ขู ายสงมอบหรือโอนทรัพยส นิ ใหแกผูซอ้ื ตามสญั ญา
ซื้อขาย หรือใหใชคาสินไหมทดแทนในกรณีละเมิดขับรถยนตชนผูอ่ืนบาดเจ็บ หรือทําใหทรัพยสิน
เสยี หาย

เรืองที กฎหมายทเี กยี วข้องกับตนเองและครอบครัว

กฎหมายในชีวติ ประจาํ วนั ท่เี กีย่ วขอ งกับตนเอง และครอบครวั ไดแ ก กฎหมายดังตอไปน้ี
1. กฎหมายเกยี วกบั ชือบุคคล

พระราชบัญญัติขอมูลสวนบุคคล กําหนดไววา (มีสัญชาติไทย ตองมีช่ือตัวและช่ือสกุล
สว นชื่อรองมีหรือไมมีกไ็ ด)

การต้ังช่ือตัวตองไมใหพองกับพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริยและพระนามของ
พระราชนิ ี หรอื ราชทนิ นาม และตอ งไมมคี าํ หยาบคาย ชอ่ื ตัวมีกพ่ี ยางคกไ็ ด และมคี วามหมายดี

การตั้งชือ่ สกลุ ไมเ กิน 10 พยัญชนะ (ยกเวนราชทนิ นามเกา )
ในเร่ืองชื่อสกุล เดิมกฎหมายกําหนดใหหญิงท่ีมีสามีตองเปลี่ยนชื่อสกุลของตนมาใช
ชื่อสกุลของสามี แตปจจุบันกฎหมายไดมีการแกไขใหมมีผลตามพระราชบัญญัติช่ือบุคคล (ฉบับที่ 3)
พ.ศ. 2548 ดงั นี้

47

1. คสู มรสมีสทิ ธิใชชอ่ื สกุลฝายใดฝายหน่ึงไดต ามทีต่ กลง หรอื ตางฝายตา งใชนามสกุลเดิม
ของตนได

2. เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงดว ยการหยา หรอื ศาลมีคาํ พพิ ากษาใหเพกิ ถอนการสมรส
ใหฝ า ยทใ่ี ชชอ่ื สกลุ ของอีกฝา ยหนงึ่ กลบั ไปใชช ื่อสกลุ เดิมของตน

3. เม่อื การสมรสสิ้นสุดลงดวยความตาย ฝา ยที่มีชีวิตอยูใชชื่อสกุลของอีกฝาย คงมีสิทธิ
ใชไ ดต อ ไป แตเ มื่อจะสมรสใหมใ หก ลบั ไปใชชอื่ สกลุ เดมิ ของตน

4. หญิงท่ีมีสามี ซ่ึงใชช่ือสกุลสามีอยูแลว กอนการเปลี่ยนแปลงกฎหมายใหมีสิทธิใช
ตอไป หรือจะมาใชส ิทธกิ ลบั ไปใชชื่อสกุลเดิมของตนได

. กฎหมายทะเบียนราษฎร์
“กฎหมายทะเบียนราษฎร” เกิดข้นึ มาเพ่ือการจัดระเบียบคนในสังคม และการที่จะเปน

ประชาชนไทยท่ีถูกตองไมใชเพียงแคลืมตาดูโลกบนแผนดินไทยแลวจะถือวาเปนคนไทยท่ีสมบูรณ
เราจําเปนตองปฏบิ ัติตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรอยางเครงครัด ซึ่งการทะเบียนราษฎรพื้นฐานที่ควร
ตระหนักใหค วามสําคัญ ไดแก การเกิด การตาย การยายที่อยู และการทาํ บัตรประชาชน

การติดตอ สถานที่ราชการเพื่อดําเนินการเหลา นีส้ ามารถไปดาํ เนินการไดท ี่
ถาอาศัยอยูในเขตเทศบาลใหแจงที่นายทะเบียนผูรับแจงประจําตําบล หรือหมูบาน ไดแก
ผูใ หญบาน หรอื กาํ นัน หรือแจง โดยตรงตอนายทะเบียนประจําสาํ นกั ทะเบยี นอาํ เภอ ณ ที่วา การอําเภอ
ในเขตเทศบาลใหแ จง ท่ีสํานักทะเบยี นทองถ่ิน ซึง่ ตั้งอยู ณ สํานกั งานเทศบาล
ในเขตกรุงเทพมหานครใหแจงที่สํานักทะเบียนทองถิ่น ซึ่งต้ังอยู ณ สํานักงานเขต
หรอื สาํ นกั งานเขตสาขา
กฎหมายทะเบยี นราษฎร ประกอบดว ย
ก. การแจ้งเกดิ
ตองแจงตอนายทะเบียนที่อําเภอ ภายใน 15 วัน นับตั้งแตวันเกิด แลวทางการจะออก
“ใบสูติบตั ร” ซ่งึ เปนเอกสารที่แสดงชาติกําเนดิ วันเดือนปเกดิ การแจงเกิดนีไ้ มเสียคา ธรรมเนียมใด ๆ แต
ถา ไมแจงเกิดมีความผิดตองระวางโทษ ปรับไมเกิน 1,000 บาท
วธิ กี ารแจ้งเกดิ
 แจงรายละเอียดเกยี่ วกับเด็กทเี่ กิด คอื ชื่อ นามสกุล เพศ สญั ชาติของเด็กท่ีเกิด วันเดือนปเกิด
เวลาตกฟาก ตลอดจนวนั ขางข้ึนขา งแรม ตลอดจนสถานทเี่ กดิ บานเลขที่ ถนน ตําบล เขต
จังหวดั
 แจงรายละเอยี ดเก่ียวกับมารดาของเด็กท่ีเกิด คือ ช่ือ นามสกุล และนามสกุลเดิมกอนสมรส
อายุ สัญชาติ ทีอ่ ยโู ดยละเอยี ด
 แจง รายละเอียดเกี่ยวกบั บดิ า คือ ชื่อ นามสกุล อายุ สญั ชาติ
 หลกั ฐานทีจ่ ะตอ งนาํ ไปแสดงตอนายทะเบียน
 สาํ เนาทะเบียนบาน ฉบับเจา บา น (ท.ร.14)
 บตั รประจาํ ตวั ประชาชน หรือบัตรประจําตัวอืน่ ๆ ของเจา บา น และของคนแจง

48

 หนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.1/1) ซ่ึงแพทย หรือพยาบาล หรือเจาหนาท่ีอนามัย หรือ
ผดุงครรภแลว แตกรณี ออกให (ถาม)ี

 บัตรประจาํ ตวั ประชาชน หรอื บัตรประจาํ ตัวอืน่ ๆ ของพอ แมเด็กท่ีเกดิ
ข. การแจ้งตาย
เมื่อมีคนตาย ผูเก่ียวของตองไปแจงการตาย เพื่อใหไดใบมรณบัตรท่ีแสดงวา คนนั้นตายแลว
ภายใน 24 ช่วั โมง การแจงตายไมเ สยี คา ธรรมเนียมใด ๆ แตถ าไมแ จงตายภายในเวลาที่กาํ หนดมีความผิดตอง
ระวางโทษปรับไมเ กนิ 1,000 บาท
วธิ กี ารแจ้งตาย
แจงรายละเอียดเก่ียวกับผูตาย เชน ช่ือ นามสกุล อายุ สัญชาติ เพศ ของผูตาย เวลาที่ตาย ระบุ
วัน เดือน ป เวลาโดยละเอียด สถานท่ตี าย สาเหตุการตาย การดาํ เนนิ การกับศพของผตู าย (เก็บ ฝง เผา) ท่ีไหน
เมื่อไร ฯลฯ
ผูมีลกู บญุ ธรรมจะแตงงานกบั ลกู บญุ ธรรมไมได
ไมเปนคูส มรสของผอู ่ืน
หญิงหมา ยจะแตงงานไมต องรอเกนิ 130 วัน หลังจากที่ชวี ติ สมรสครงั้ แรกสิ้นสดุ
ชาย หญงิ ทม่ี อี ายุไมค รบ 17 ปบริบูรณ จะแตงงานกันไดก็ตองมีคําส่ังของศาลอนุญาต

โดยนาํ คําสง่ั ศาลน้นั ไปแสดงตอ นายทะเบียน
วธิ กี ารจดทะเบยี นสมรส
ชายหญิงตองไปใหถอยคําและแสดงความยินยอมเปนสามีภรรยากันโดยเปดเผยตอหนา
นายทะเบียนท่อี าํ เภอกง่ิ อําเภอเขตหรือสถานทูต สถานกงสุลไทยในตางประเทศแหงใดก็ได โดยไมจําเปนตองมี
ชอ่ื อยใู นทะเบียนบานของทอ งถิน่ น้ัน
หลกั ฐานทีจะต้องนาํ ไปแสดงต่อนายทะเบียน
 บัตรประชาชน
 สําเนาทะเบยี นบา นของท้ังสองคน
 กรณีทท่ี ัง้ คูย ังไมบรรลนุ ติ ภิ าวะ (17 ป แตไ มถ งึ 20 ป) ตองใหบ คุ คลผมู อี ํานาจใหความยินยอม

เชน พอแม หรือผูปกครอง เปนตน โดยอาจใหผ ูยินยอมลงลายมอื ชื่อในขณะจดทะเบียน
หรอื ทําเปนหนงั สอื ยนิ ยอมกไ็ ด
ค. การจดทะเบยี นหย่า
การหยาสําหรับคูสมรสท่ีไดจดทะเบียนสมรสแลวไมวากรณีใดตองไปจดทะเบียนหยากัน
ท่สี ํานกั ทะเบยี น จะไปจดทอ่ี นื่ ไมได และตองทาํ ตอ หนา นายทะเบียนเทานั้น การหยาจะมีผลสมบูรณทําได
2 วิธดี งั น้ี
1. การหยาโดยความยินยอมของท้ังสองฝาย คือ การที่คูหยาไปจดทะเบียนหยาดวยตนเอง
ทสี่ ํานักทะเบียนแหงใดกไ็ ด และจะตอ งนําหลักฐานตดิ ตวั ไปดวยดังตอไปนี้
 บัตรประจาํ ตวั ประชาชน หรือบัตรประจําตัวขาราชการของทง้ั สองฝาย
 หลักฐานการจดทะเบยี นสมรส เชน ใบสาํ คัญการสมรส หรอื สาํ เนาทะเบียนสมรส

49

 สาํ เนาทะเบยี นบา นฉบับเจา บา นของทั้งสองฝาย
 หนงั สือสญั ญาหยา
2. การหยาโดยคาํ พพิ ากษาของศาล หากคูหยา ตอ งการใหนายทะเบียนบันทึกการหยาไวเปน
หลักฐาน จะตองย่ืนสําเนาคําพิพากษาของศาลที่แสดงวาไดหยากันแลวแกนายทะเบียน จากนั้น
นายทะเบียนก็จะบันทกึ คาํ สัง่ ศาลไวเปน หลกั ฐาน ท้ังนห้ี ากมีขอตกลงอยางอื่น เชน ทรัพยสิน อํานาจการ
ปกครองบุตรกส็ ามารถบันทกึ ไวใ นทะเบยี นหยาได
ง. การจดทะเบียนรับรองบุตร
การจดทะเบียนรับรองบุตร พอแมของเด็กซ่ึงเปนสามีภรรยากันโดยไมชอบดวยกฎหมาย
เด็กทีเ่ กิดมาจึงเปน ลูกที่ชอบดวยกฎหมายของแมฝ ายเดียว หากเดก็ จะเปน ลูกที่ชอบดวยกฎหมายของพอก็
ตอ งมกี ารจดทะเบียนรับรองบตุ ร เมื่อจดทะเบียนเรียบรอยเด็กก็จะมีสิทธิใชนามสกุล และรับมรดกของ
พอ แมอ ยา งถกู ตอ ง
การจดทะเบยี นรบั รองบตุ รนี้ ทาํ ไดเฉพาะฝา ยชายเทานั้นสวนหนุมสาวคูใดท่ีมีลกู กอ นแตงงาน
เมื่อแตงงานจดทะเบียนสมรสกันแลว เด็กคนนั้นจะเปนลูกที่ถูกตองตามกฎหมายทันทีโดยไมตอง
จดทะเบียนรับรองบตุ รอกี
หลักฐานที่จะตองนําไปแสดงตอนายทะเบยี น
 ใบสูตบิ ัตร และสาํ เนาทะเบยี นบานของเดก็
 บตั รประจําตัวประชาชน และสําเนาทะเบยี นบานของมารดาเดก็
 บตั รประจําตัวประชาชน และสาํ เนาทะเบียนบานของบดิ า (ผูย่นื คํารอ ง)
 บัตรประจาํ ตวั ประชาชนของเดก็ (ในกรณีที่เด็กอายุเกนิ 15 ป)

เรืองที กฎหมายทีเกยี วข้องกบั ชุมชน

กฎหมายท่ีเก่ียวของกับชุมชนเปนกฎหมายวาดวยการรักษาสภาพแวดลอมที่อยูรอบตัวคนใน
ชมุ ชน มิใหเกิดความผิดปกติจากธรรมชาติท่ีควรจะเปน ตลอดจนการดูแล ปกปอง และปองกันใหเกิด
ความเปนธรรมในสงั คม ไมเ อารดั เอาเปรียบตอ กัน ซง่ึ กฎหมายที่ควรรู ไดแก

1. กฎหมายสงเสริมและรกั ษาคุณภาพส่งิ แวดลอ ม
2. กฎหมายเกีย่ วกบั การคุมครองผูบริโภค
กฎหมายส่งเสริมและรักษาคณุ ภาพสิงแวดล้อม
โดยทั่วไปบุคคลมีสิทธแิ ละหนาทีต่ อ งมีสว นรว มในการจัดการ บํารงุ รกั ษา และใชป ระโยชนจาก
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมอยางสมดุล และยั่งยืน รวมถึงมีหนาท่ีตองอนุรักษธรรมชาติและ
ส่ิงแวดลอ มตามท่ีรัฐธรรมนญู บัญญตั ิไว โดยเฉพาะพระราชบญั ญัตสิ ง เสริมและรกั ษาคณุ ภาพสิ่งแวดลอม
แหง ชาติ พ.ศ. 2535 กําหนดไวด งั น้ี

50

1. สทิ ธขิ องบุคคลเก่ยี วกับการสงเสริมและรักษาคณุ ภาพส่งิ แวดลอ ม
มีสิทธจิ ะไดรับขอมูลและขาวสารจากทางราชการ มีสิทธิไดรับชดเชยคาเสียหาย หรือ

คาทดแทนจากรัฐ กรณีไดร บั ความเสียหายจากภยั อนั ตรายทเ่ี กิดจากการแพรก ระจายของมลพษิ หรอื ภาวะ
มลพษิ อันมีสาเหตจุ ากกจิ การ/โครงการ โดยสวนราชการ/รัฐวิสาหกจิ

มีสทิ ธริ องเรยี นกลาวโทษผูกระทาํ ผดิ หรือฝา ฝน กฎหมายเกีย่ วกับการควบคมุ มลพษิ
2. หนา ทีข่ องบุคคล

ใหความรวมมือและชวยเหลือเจาพนักงานในการปฏิบัติหนาท่ีท่ีเกี่ยวของกับการสงเสริม
การรักษาคุณภาพส่ิงแวดลอม ปฏิบัติตามกฎหมายที่เก่ียวของกับการสงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอม
โดยเครงครัด

3. ปญ หากระทบตอสงิ่ แวดลอ มในปจ จุบนั มี 2 ประการ คอื
การลดลงและขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากการทําลายตนไม ปาไม และ

แหลง กาํ เนิดของลาํ ธาร เกดิ มลพิษสิ่งแวดลอม เนื่องจากความเจรญิ ทางเทคโนโลยีและจํานวนประชากร
ที่เพ่ิมข้ึน การใชมากทําใหเกิดสิ่งท่ีเหลือจากการใชทรัพยากร เชน ขยะ นํ้าเสียจากครัวเรือน โรงงาน
ควนั ไฟ สารเคมี ทําใหเกดิ มลพิษทางนํา้ อากาศ และบนดนิ

ซึ่งผูท่ไี ดรับผลกระทบ คือ ประชาชน ดงั นน้ั พ.ร.บ. สงเสริมและรักษาคณุ ภาพส่ิงแวดลอม
แหง ชาติ พ.ศ. 2535 จึงไดก ําหนดใหม ี

1. คณะกรรมการส่ิงแวดลอมแหงชาติ ทําหนาที่กําหนดมาตรฐานควบคุมคุณภาพ
ส่งิ แวดลอ มที่ประกอบดว ยมาตรฐานคณุ ภาพของนาํ้ อากาศ เสียง และอ่นื ๆ

2. กองทนุ สง่ิ แวดลอม เพ่ือใชในกิจการชวยเหลือใหก ูยมื เพอ่ื การลงทุนแกสวนราชการ
ทอ งถ่ิน รฐั วสิ าหกิจ เอกชน ในการจัดระบบบาํ บดั นํา้ เสยี อากาศเสีย และระบบกาํ จัดของเสีย

3. กองควบคมุ มลพิษ โดยคณะกรรมการควบคมุ มลพิษทําหนาท่ีเสนอแผนปฏิบัติการตอ
คณะกรรมการส่ิงแวดลอมแหงชาติ และกําหนดมาตรฐานมลพิษทางน้ํา มลพิษทางอากาศ และมลพิษ
ทางเสียง พรอ มเขาทาํ การปองกนั และแกไขอนั ตรายอันเกิดจากมลพษิ เหลา นนั้

4. ความรับผิดชอบของเจาของหรือผูครอบครองแหลงกําเนิดมลพิษทั้งทางแพงและ
ทางอาญา

กฎหมายเกยี วกบั การค้มุ ครองผ้บู ริโภค
กฎหมายวาดวยการคุมครองผบู รโิ ภคในปจจุบัน คอื พระราชบัญญัติคุมครองผบู ริโภค พ.ศ. 2522 และ
มีการแกไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 เปนกฎหมายท่ีใหความคุมครองและใหความเปนธรรมแก
ผูบริโภค ซึ่งบคุ คลที่กฎหมายคุมครองผบู รโิ ภค ไดแก บคุ คล 6 ประเภท ดงั นี้
1. ผูซ ้ือสนิ คาจากผูขาย
2. ผไู ดรบั การบริการจากผูขาย
3. ผเู ชาทรัพยส นิ จากผใู หเ ชา
4. ผเู ชา ซือ้ ทรพั ยส นิ จากผใู หเ ชา ซื้อ

51

5. ผูซึง่ ไดร ับการเสนอหรือไดรบั การชกั ชวนใหซ ื้อสินคา หรือรับบรกิ ารจากผูประกอบธุรกจิ
6. ผใู ชส ินคาหรอื ผไู ดรับบรกิ ารจากผปู ระกอบธรุ กิจโดยชอบ แมมิไดเปนผเู สียคา ตอบแทน
สิทธขิ องผ้บู ริโภคทีจะได้รับความค้มุ ครอง มีดังน้ี

 สทิ ธทิ ไ่ี ดรบั ขาวสาร รวมทั้งคําพรรณนาคุณภาพท่ีถูกตอง และเพียงพอกับสินคา
หรือบริการ

 สทิ ธทิ จ่ี ะมอี ิสระในการเลอื กหาสินคา หรือบริการ
 สทิ ธิที่จะไดร บั ความปลอดภยั จากการใชส ินคา หรอื บริการ
 สทิ ธจิ ะไดร ับความเปนธรรมในการทาํ สัญญา
 สทิ ธจิ ะไดร ับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย
จากสทิ ธขิ องผบู ริโภคน้ี กฎหมายไดวางหลักการคุมครองผูบ ริโภคไว 4 ดาน ไดแก
1. คุมครองดานโฆษณา คอื ผบู รโิ ภคมีสิทธิไดร ับขาวสารเก่ยี วกับสนิ คา
2. คุมครองดานฉลาก คือ ผูบ รโิ ภคมีสิทธแิ ละอิสระในการเลอื กซ้ือสนิ คาและบรกิ าร
3. คมุ ครองดานสญั ญา คอื ผูบรโิ ภคมีสิทธิไดรบั ความเปน ธรรมในการซื้อขายและทําสัญญา กรณี
การซือ้ ขายเปน ลายลักษณอกั ษรกบั ผูประกอบธุรกิจหรือผขู าย
4. คุมครองดานความเสียหาย ผูบริโภคมีสิทธิไดรับการชดเชย หากไดรับความเสียหายหรือ
อนั ตรายจากสินคา /บรกิ ารน้ัน ๆ
ซ่ึงผูบริโภคมีสิทธิจะไดรับการคุมครองโดยท่ี พ.ร.บ. คุมครองผูบริโภคไดจัดตั้งองคกร
เพ่อื คุม ครองผบู ริโภคข้ึน โดยมีคณะกรรมการคมุ ครองผบู ริโภคทําหนา ท่ีดําเนนิ การ

เรืองที กฎหมายอนื ๆ

กฎหมายอื่น ๆ ท่ีเกยี่ วขอ งกับชีวิตประจําวันท่ีควรศึกษา ท้ังนี้เพ่ือเปนการรักษาผลประโยชนท่ี
เราพึงมี หรือเปนการปองกันไมใหปฏิบัติตนผิดกฎหมายโดยรูเทาไมถึงการณได ซ่ึงไดแก กฎหมาย
ทสี่ ําคญั ดังตอ ไปน้ี

1. กฎหมายประกนั สังคม
กฎหมายประกันสังคม เปนกฎหมายท่ีใหหลักประกันแกบุคคลในสังคมที่มีปญหาหรือ

ความเดือดรอนทางดา นการเงนิ เนือ่ งจากการประสบเคราะห หรือมเี หตุการณอ นั ทาํ ใหเกิดปญ หา
ขอบเขตการบังคบั ใช้กฎหมายประกนั สังคม
ตาม พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ท่ีใชบังคับอยูในปจจุบันไดกําหนดให

สถานประกอบกจิ การทม่ี ลี กู จางรวมกนั ตั้งแต 10 คน ขนึ้ ไป และนายจางของสถานประกอบกิจการนั้นตอง
อยภู ายใตข อบังคับของกฎหมายดงั กลา ว

ลกู จา งซ่งึ มฐี านะเปนประกันตน ก็คือ บุคคลที่สมคั รเขา ทาํ งานในสถานประกอบกิจการ
ท่ีมีลูกจางรวมกันต้ังแต 10 คน ขึ้นไป โดยกฎหมายประกันสังคมบังคับใหลูกจางดังกลาวตองจายเงิน

52

สมทบเขา กองทุนประกนั สังคม ซ่ึงนายจา งจะเปน ผูหกั เงนิ คา จางทุกครั้งท่ีมีการจายคาจาง และนําสงเขา
กองทนุ ประกันสังคม เปนเงนิ สมทบสว นของลกู จาง

*ปัจจบุ นั กฎหมายเปิ ดให้ใช้ได้ตงั แต่กจิ การทมี ลี ูกจ้างตงั แต่ คน ขึนไป แล้วแต่เจ้าของ
และลกู จ้างสมคั รใจ

ประโยชน์ทดแทน
ประโยชนทดแทน หมายถึง ความชวยเหลือที่ใหแกผูประกันตน หรือผูท่ีมีสิทธิ
เม่อื รบั ประกันตนประสบเคราะหภัยหรอื เดือดรอน และปฏิบัตติ ามเงื่อนไขทีก่ ฎหมายกาํ หนดแลว
รปู แบบของประโยชนทดแทน มี 4 รูปแบบ คือ
 บรกิ ารทางการแพทย
 เงินทดแทนการขาดรายได
 คา ทําศพ
 เงินสงเคราะห
2. กฎหมายเกยี วกบั ยาเสพตดิ
กฎหมายเก่ียวกับยาเสพติดที่บังคับใชในปจจุบันนี้ คือ พระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษ
พ.ศ. 2522
ความหมายของยาเสพตดิ
ยาเสพติดใหโ ทษ หมายถงึ สารเคมหี รอื วัตถุชนิดใด ๆ ซึ่งเม่ือเสพเขาสูรางกายไมวาจะ
โดยรบั ประทาน ดม สูบ ฉดี หรอื ดว ยวิธกี ารใดแลวกต็ าม ทําใหเกดิ ผลตอ รางกายและจติ ใจ เชน ตอ งการเสพ
ในปรมิ าณที่เพมิ่ ขนึ้ เลกิ เสพยาก สขุ ภาพทั่วไปจะทรดุ โทรม และบางรายถงึ แกชวี ิต
ประเภทของยาเสพตดิ
ยาเสพติดใหโทษ แบง ได 5 ประเภท คือ
 ประเภท 1 ยาเสพติดใหโ ทษชนิดรา ยแรง เชน เฮโรอีน
 ประเภท 2 ยาเสพตดิ ใหโ ทษท่วั ไป เชน มอรฟน โคเคน ฝน
 ประเภท 3 ยาเสพติดใหโทษที่มีลักษณะเปน ตํารับยา และยาเสพติดใหโทษ ประเภท 2

ผสมอยดู วย ตามหลักเกณฑทร่ี ัฐมนตรีประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา
 ประเภท 4 สารเคมีท่ีใชในการผลติ ยาเสพติดใหโทษประเภท 1 หรือประเภท 2 เชน

อาเซตกิ แอนไฮโดรด อาเซตลิ คลอไรด
 ประเภท 5 ยาเสพติดใหโทษที่ไมไดเขาอยูในประเภท 1 ถึงประเภท 4 เชน กัญชา

พชื กระทอ ม
ความผดิ เกยี วกบั ยาเสพตดิ ให้โทษทผี ดิ กฎหมาย
1. ยาเสพติดประเภท 1 ไดแกค วามผดิ ดงั น้ี

 ฐานผลิต นาํ เขา สงออกเพอื่ การจําหนาย ตองระวางโทษประหารชีวติ

53

 ฐานจาํ หนา ยหรือมีไวในครอบครองเพ่ือการจําหนายเปนสารบริสุทธ์ิ ไมเกิน
100 กรัม ตองระวางโทษจําคุก 5 ป ถึงตลอดชีวิต และปรับต้ังแต 50,000 –
500,000 บาท ถา เกนิ 100 กรัม ตอ งระวางโทษจําคกุ ตลอดชีวติ หรือประหารชีวติ

 ถามไี วในครอบครองไมถ ึง 20 กรัม ตองระวางโทษจําคุกตั้งแต 1 – 10 ป และ
ปรับ 10,000 - 100,000 บาท

 ถา มีไวเสพตองระวางโทษจําคกุ ต้ังแต 6 เดือน ถึง 10 ป และปรับต้ังแต 5,000 -
100,000 บาท

2. ยาเสพติดใหโ ทษประเภท2 ไวใ นครอบครองโดยไมไ ดร บั อนุญาต ตอ งระวางโทษจาํ คกุ
ต้งั แต 1 - 10 ป และปรับต้งั แต 10,000 – 100,000 บาท

3. ยาเสพติดใหโทษประเภท 3 มีลักษณะเปนตํารับยา จึงอาจมีการขออนุญาตผลิต
จาํ หนาย หรอื นาํ เขา หรือสง ออกได

4. ยาเสพตดิ ใหโ ทษประเภท 4 และ 5 นน้ั อาจผลติ จาํ หนาย นาํ เขา สงออก หรือมีไวใน
ครอบครองได โดยรัฐมนตรีเปนผูอนุญาต โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
เปนราย ๆ ไป

5. หา มเสพยาเสพตดิ ใหโทษประเภท 5 โดยเด็ดขาด หากฝา ฝนจะตองระวางโทษจําคุก
ไมเ กนิ 1 ป และปรับไมเกิน 10,000 บาท

3. กฎหมายค้มุ ครองแรงงาน
กฎหมายวาดว ยการคมุ ครองแรงงานของประเทศไทยปจจุบันน้ีคือ พระราชบัญญัติคุมครอง

แรงงาน พ.ศ. 2541 ซ่ึงถือไดวาเปนแมบทในการคุมครองแรงงาน บุคคลที่ไดรับการคุมครองจาก
กฎหมายฉบบั นี้ คือ “ลูกจา ง” ซงึ่ หมายความถึง ผซู งึ่ ตกลงทาํ งานใหน ายจางโดยรบั คา จา ง สาระสําคัญของ
พระราชบญั ญัตคิ ุม ครองแรงงานประกอบดว ย

 การคมุ ครองกําหนดเวลาในการทํางาน
 สิทธขิ องลูกจางในการพกั ผอนระหวา งทํางาน
 สทิ ธขิ องลกู จางในการมวี ันหยุด
 สทิ ธลิ าของลูกจา ง
 สทิ ธิไดรบั เงนิ ทดแทน
 การคมุ ครองการใชแ รงงานหญงิ
 การคมุ ครองการใชแรงงานเด็ก

54

เรืองที การปฏบิ ตั ติ นตามกฎหมาย และการรักษาสิทธิ เสรีภาพของตนในกรอบของกฎหมาย

ในฐานะพลเมอื งของประเทศ ซึง่ มกี ารปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรง
เปนพระประมขุ ท่มี สี ิทธิ เสรีภาพ บทบาทหนาท่ี ตองปฏิบตั ิตนตามกรอบขอกําหนดของกฎหมายตาง ๆ
ทเี่ กี่ยวของดวยการใชสทิ ธติ ามกฎหมาย และตองรักษาปกปอ งสทิ ธขิ องตนเองและชุมชน เมือ่ ถกู ละเมดิ สิทธิ
หรือผลประโยชนอ ันชอบธรรมของตัวเองและชมุ ชน ซงึ่ การปฏบิ ตั ิตามกฎหมายดําเนนิ การได ดังนี้

1. เริม่ จากการปลูกฝงและประพฤติปฏิบัติตนตามกฎหมายท่ีเกี่ยวของกับตนเองและครอบครัว
เชน เมือ่ มีคน เกิด ตาย ในบานตอ งดาํ เนนิ การตามกฎหมายทะเบียนราษฎร จัดการใหก ารศกึ ษาแกบ ตุ ร หลาน
ตามกฎหมายการศึกษาภาคบังคบั ปฏบิ ตั ติ นใหถกู ตอ งตามกฎหมายการสมรส กฎหมายมรดก ฯลฯ

2. ในชมุ ชน/สังคม ตอ งปฏิบัตติ นใหเ หมาะสมกับการอยูในสังคมประชาธปิ ไตย ตามบทบาทหนาที่
โดยยดึ กฎหมายท่เี ก่ียวของ เชน การปฏบิ ัตติ ามกฎหมายสง เสรมิ และรกั ษาคุณภาพสิ่งแวดลอม ไมทําลาย
ธรรมชาติ เผาปา สรางมลพิษใหแ กผอู ่นื เคารพสทิ ธิของตน ไมล ะเลยเมอ่ื เห็นผอู น่ื ในชมุ ชน/สงั คมกระทําผิด
ดว ยการตกั เตือน ชี้แจง ใหความรวมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายคุมครองผูบริโภค กฎหมายแรงงาน
กฎหมายจราจร ฯลฯ
การรักษาสิทธติ ามกรอบของกฎหมาย

กฎหมายใหสิทธิแกบุคคลหรือหนวยงานสามารถเรียกรองปองกัน เพื่อรักษาสิทธิของตนที่ถูก
บุคคลหรือหนวยงาน ไมวาจะเปนหนวยงานของเอกชนหรือรัฐมาละเมิดสิทธิของบุคคลหรือชุมชน
โดยใหเปนหนาท่ีของบุคคล องคกร และผูเกี่ยวของทําหนาท่ีรวมกันในการเรียกรองเพื่อรักษาสิทธิ
ผลประโยชนท ีถ่ ูกละเมิด ซง่ึ การละเมดิ สทิ ธิ มี 2 กรณี ดังนี้

1. การละเมิดสทิ ธิ/ผลประโยชนสว นบคุ คล กรณีตัวอยาง นักศึกษาสาวไปเดินหางสรรพสินคาถูก
ผไู มป ระสงคด ีแอบถายภาพขณะเดินลงบันไดเลื่อน แลวนําไปเผยแพรหรือไปไวเอง ผูเสียหายสามารถ
แจง ความใหเจา หนาทต่ี าํ รวจดําเนินคดีตามกฎหมายแกผ ูไมประสงคดีได

2. การละเมิดสทิ ธ/ิ ผลประโยชนข องชุมชน กรณีตัวอยาง หนวยงานการไฟฟาฝายผลิตไดถูกรัฐ
จัดการแปรรปู ใหเปน บริษัทเอกชน มกี ารซือ้ ขายหุนมงุ เก็งกําไร ทําใหป ระชาชนเสยี ประโยชน ท้ัง ๆ ท่ไี ฟฟา
จัดเปน สาธารณปู โภคที่รฐั พงึ จดั ใหบ ริการแกประชาชน ไมค วรมงุ การคากาํ ไร ซ่งึ ตอมามคี ณะบุคคลทเี่ ปน
วุฒิสมาชิก (ส.ว.) ไดดําเนินการฟองรองไปยังศาลปกครอง เรียกรองสิทธิ/ผลประโยชนในเรื่องนี้ใหแก
ประชาชน และในท่ีสุดศาลก็ไดตัดสินใจใหรัฐเปนผูแพ ผลประโยชนจึงไดกลับคืนมาสูประชาชน คือ
การไฟฟาฝา ยผลติ กลบั มาเปนรัฐวิสาหกจิ อยูในการกาํ กับของรัฐ

กรณีตัวอยางนี้ ทําใหเห็นวาการมีความรูความเขาใจในเรื่องกฎหมาย เขาถึงสิทธิอันชอบธรรม
ที่ควรได/มีตามกฎหมาย บคุ คลหรอื องคกร และผูเก่ียวของสามารถดําเนินการเรียกรอง ปกปอง รักษาสิทธิ
และผลประโยชนของตนและสวนรวมได

55

กิจกรรมที ให้ผ้เู รียนเลอื กคาํ ตอบทถี ูกต้อง

1. ความหมายคําวา “ประชาธปิ ไตย” ตรงกับขอใด

ก. ประชาชนเปน ใหญในประเทศ
ข. ระบอบการปกครองท่ถี อื มติของปวงชนเปนใหญ หรือการถือเสียงขา งมากเปนใหญ
ค. การปกครองที่ยดึ หลกั สิทธิเสรีภาพ
ง. การปกครองท่ีมี 3 อํานาจ
2. การใชช ีวิตประชาธปิ ไตยตอ งเร่ิมตน ท่ใี ดเปนแหงแรก
ก. ครอบครัว ข. โรงเรยี น
ค. ไปใชส ิทธเิ ลือกต้งั ง. การเลือกตั้งผูใ หญบาน
3. หลักสาํ คญั ในการประชมุ รวมกันคอื อะไร
ก. รกั ษาระเบยี บ ข. มีสวนรวมในการจดั ประชมุ
ค. ยอมรับฟง ความคดิ เหน็ ผูอื่น ง. เคารพกฎกติกา
4. สถานภาพการสมรสไดแกข อ ใด
ก. โสด ข. สมรส
ค. หมา ย ง. ถกู ทุกขอ
5. ขอตอ ไปนข้ี อใดหมายถงึ “หนา ทข่ี องปวงชนชาวไทย”
ก. ชาวไทยมหี นา ที่เกณฑทหาร เมอ่ื อายคุ รบ 20 ป
ข. หนาที่เลอื กตง้ั ผูแ ทนราษฎร
ค. หนา ท่ีทะนุบาํ รุงศาสนา
ง. หนา ที่รักษาสถาบันทกุ สถาบนั

6. เม่ือมคี นตายเกดิ ขนึ้ ในบาน ใหแ จง การตายภายในเวลาเทาใด
ก. 24 ชัว่ โมง ข. 2 วนั
ค. 3 วนั ง. 7 วนั
7. อาชีพลกู จา งอยใู นความคมุ ครองของกฎหมายใด
ก. กฎหมายแพง ข. กฎหมายอาญา
ค. กฎหมายครอบครวั ง. กฎหมายประกันสังคม
8. โทษสูงสดุ เกีย่ วกับคดียาเสพติด คืออะไร
ก. จําคกุ 20 ป ข. จาํ คกุ 20 ป ทง้ั จําทงั้ ปรับ
ค. จําคกุ ตลอดชวี ติ ง. ประหารชีวิต

56

9. ผูใดขาดคณุ สมบัติในการสมคั รเลอื กตงั้ เปนสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎร
ก. นายแดงจบการศกึ ษาระดับปริญญาตรี
ข. นายแดงไมไ ปเลอื กต้ังทกุ คร้ัง
ค. นายเขียวไปเลอื กตัง้ ทกุ ครงั้
ง. นายเขียวสังกดั พรรคการเมือง
10. ประเทศไทยปกครองระบอบประชาธปิ ไตยตงั้ แตป พ.ศ. อะไร
ก. 2455 ค. 2465
ค. 2475 ง. 2485

กจิ กรรมที ให้ผ้เู รียนศึกษากรณตี วั อย่างอปุ สรรคการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยของไทย

แล้วนํามาแลกเปลยี นเรียนรู้

57

เรอื่ งที่ 10 การมีสวนรวมในการปองกนั และปราบปรามการทุจรติ

สังคมไทยใหความสําคัญกับเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ความซ่ือสัตยสุจริตมาต้ังแต
โบราณจนถึงปจจุบัน มีสุภาษิตและคําพังเพยท่ีคนไทยใชสอนลูกหลานใหเปนคนดี มีความซ่ือสัตย
ไมคดโกงผอู ่ืนใหไดยนิ เสมอมา เชน “ซอ่ื กนิ ไมหมด คดกนิ ไมนาน” “คนดีตกนํา้ ไมไ หล ตกไฟไมไ หม”
“ทาํ ดีไดด ี ทําชวั่ ไดชั่ว” “ทาํ ดีจะไดขน้ึ สวรรค ทําช่วั จะตกนรก” เปน ตน

กระแสโลกาภิวัตนท่ีกําลังแพรระบาดทั่วโลกรวมท้ังการไหลบาของสังคมและ
วัฒนธรรมนานาชาตทิ ไ่ี มสามารถหยดุ ยงั้ ได ประกอบกับการพัฒนาอยา งรวดเร็วของโครงสรา งเศรษฐกิจ
ทเ่ี จริญเติบโตอยางรวดเรว็ สูภาคอุตสาหกรรม และการทอ งเทยี่ ว สงผลใหประชาชนคนไทยถูกชักนําให
หลงใหลไปสกู ารเปน นักวตั ถุนิยม ตดิ ยดึ อยกู บั วัฒนธรรมสมัยใหมทเี่ ปน ทาสของเงิน ความมัง่ ค่งั มหี นามตี า
ในสังคม ยกยองคนรวยมีอํานาจวาสนาโดยไมคํานึงถึงความเปนคนดีมีคุณธรรมและภูมิปญญา ทุมเท
ใหก บั ความฟุงเฟอ ฟมุ เฟอย สุรุยสุรา ย ไมเหน็ ความสาํ คญั ของครอบครัว และสายใยผูกพันในครอบครัว
เหมือนเดมิ มกี ารชงิ ดชี ิงเดนกนั รุนแรงทง้ั ในการทํางาน การดาํ รงชวี ติ ในชมุ ชน ตลอดถงึ การเรยี นของเด็ก
และเยาวชน ความเอ้ือเฟอเผื่อแผ ความเมตตาอารี การชวยเหลือเก้ือกูล สมัครสมานสามัคคี การพ่ึงพา
อาศัยระหวางผูคน เพ่ือนบานในชุมชน และศรัทธาในพระศาสนาท่ีบรรพบุรุษเคยนับถือ เกือบไมมี
ปรากฏใหเ หน็ ในวิธีการดํารงชีวิต พฤติกรรมท่ีเปนปญหาเหลานี้หลายคร้ังกลายเปนเร่ืองท่ีนิยมยกยอง
ในสังคม เชน พอ แม ผูมีฐานะดีบางคนสงเสริมใหล กู หลานเท่ยี วเตรกอ ความวนุ วายแกส งั คม เชน ต้ังกลุม
เด็กแวน กลุมเด็กตีกัน เปนตน หรือในภาคสวนของผูบริหารและนักการเมืองบางกลุมท่ีมีพฤติกรรม
ไมถูกตองแตกลับไดรับการยกยองเชิดชูในสังคม เชน ผูที่มีอํานาจออกกฎหมายหรือโครงการเพื่อ
ประโยชนของสงั คมสว นรวม แตเบื้องหลังกลับพบวา กฎหมายหรือโครงการเหลาน้ันไดมีการวางแผน
ใหญ าตพิ ี่นองหรือพรรคพวกของตนมีโอกาสไดประโยชนมหาศาลท่ีเรียกกันวา ผลประโยชนทับซอน
เปนท่ีประจักษในปจจุบัน พฤติกรรมเหลาน้ีเกิดข้ึนบอยคร้ังและทวีความรุนแรงข้ึนทุกทีสงผลใหเกิด
ปญหาทุจริตประพฤติมิชอบซึ่งเปนปญหาใหญและมีความสําคัญย่ิงตออนาคตของชาติบานเมืองท่ีตอง
ไดรบั การแกไขเยียวยาโดยดวนทุกระดับและทุกภาคสวนของสังคม เปนเร่ืองที่ประชาชนจะตองรูเทา
รทู ัน มจี ิตสํานกึ และมสี วนรวมท่จี ะปองกัน แกไข ขจัดปญหาการทุจริตประพฤติมิชอบเหลานี้ใหลดลง
และหมดไป

สาํ นกั งานปองกันและปราบปรามการทุจรติ แหงชาติ (ป.ป.ช.) ซ่ึงมีอํานาจหนาท่ีในการ
ปองกันและปราบปรามการทุจริตตามขอกําหนดของกฎหมายรัฐธรรมนูญไดกําหนดยุทธศาสตรและ
มาตรการในการปอ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ โดยใหประชาชนทุกภาคสวนมีสวนรวมในการเขาไป
มีบทบาทในฐานะเปน สว นหนง่ึ ของผูดําเนนิ การในกจิ กรรมตาง ๆ โดยตองมีการวางระบบที่เปดโอกาส
ใหประชาชนมีความกลาในการแสดงความคิดเห็น และกลาในการตัดสินใจโดยอยูในกรอบของ
การเคารพสิทธ์ิของผูอื่น และสนับสนุนใหประชาชนรวมกันทํางานเปนเครือขายเพ่ือใหเกิดพลังสราง
ความเขม แขง็ เช่อื มโยงกันทั้งระดับบุคคลและระดับองคกรเปนอันหนึ่งอันเดียวกันโดยมีผลประโยชน

58

ของสังคมเปน ท่ีตง้ั ในการสนบั สนนุ สง เสรมิ ใหป ระชาชนมสี วนรวมในการตอ ตานการทุจริตคอรรัปช่ัน
น้ีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไดก าํ หนดมาตรการเพ่อื การปฏิบตั ริ วมกนั ไวด งั นี้

1. สรางความตระหนักใหป ระชาชนมีสว นรวมในการตอตา นการทจุ รติ

1.1 ปลูกจิตสํานึกและคานิยมการมีคุณธรรมจริยธรรมและการมีวินัยแกประชาชน
ทุกภาคสวน สงเสริมการดํารงชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สงเสริมใหใชการศึกษาเปน
เครือ่ งมือในการปลูกจติ สํานึกนักเรยี น นักศึกษา เยาวชน และประชาชน อยา งตอเนื่อง

1.2 สงเสรมิ สนับสนุนใหความเขมแข็งแกเครือขายการมีสวนรวมขององคกรตาง ๆ
โดยเนนการประชาสัมพันธ การสรางขวัญและกําลังใจ การสงเสริมขอมูล และทักษะการทํางานดาน
กฎหมาย การขยายเครอื ขา ย การปอ งกนั และปราบปรามการทุจรติ ใหก ระจายลงไปถึงระดบั รากหญา

1.3 สงเสริมความเปนอิสระและมีประสิทธิภาพแกองคกรที่มีหนาท่ีตรวจสอบ
การทุจริตโดยเฉพาะสํานักงาน ป.ป.ช. ใหมีการถวงดุลอํานาจจากภาครัฐท่ีเก่ียวของทุกระดับโดย
ปราศจากการแทรกแซงของอทิ ธิพลจากภาคการเมือง และภาคธุรกจิ ราชการ

1.4 สง เสริมการสรา งมาตรฐานจรรยาบรรณวชิ าชพี แกบ คุ ลากรท่เี ก่ยี วของเพื่อใหเปน
ที่ยอมรบั และมน่ั ใจขององคกรเครอื ขา ย

2. สรา งความเขา ใจท่ถี ูกตองในเรอื่ งกฎหมายท่ีเก่ียวขอ งกับการปองกันและปราบปราม
การทจุ รติ คอรปั ชั่น มกี ฎหมายท่ีเปน หลัก เชน

2.1 รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 87 (3) ท่ีกําหนดให
ประชาชนมบี ทบาทและมสี ว นรวมในกาตรวจสอบการใชอาํ นาจรัฐอยา งเปนรูปธรรม

2.2 พระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญวา ดว ยการปอ งกนั และปราบปรามการทุจริต
พทุ ธศักราช 2542 (ฉบบั ที่ 2) พทุ ธศกั ราช 2554 มาตรา 19 (13) กําหนดใหคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหนาท่ี
สงเสรมิ ใหประชาชนหรอื กลมุ บุคคลมีสวนรวมในการปองกันและปราบปราม ทงั้ นีม้ ีรายละเอียดท่ีสามารถ
ศึกษาคนควา ไดจาก www.nacc.go.th (เวบ็ ไซตของ ป.ป.ช.)

3. กระตุนจติ สํานึกการมสี วนรว มในการปองกันและปราบปรามการทุจรติ

เพือ่ ใหผ เู รียนเกิดความเขาใจ ตระหนักและมีจิตสํานึกในการมีสวนรวม ท่ีจะปองกัน
การทจุ ริตประพฤติมิชอบในชุมชน และสงั คม หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
พทุ ธศักราช 2551 จึงไดกําหนดแนวทางการเรียนรู ในรูปแบบกรณีศึกษา ใหผูเรียนไดฝกทักษะการคิด
วเิ คราะห การมีสวนรวมในการแกป ญหาการทจุ ริตรปู แบบตา ง ๆ ดวยเจตนาท่ีจะใหผ เู รยี นสามารถนําไป
เปนแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อประโยชนตอตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม จนเกิดการพัฒนา
จิตสํานึกในการมีสวนรวมปองกันและปราบปรามการทุจริตได กิจกรรมท้ังหมดประกอบดวย
6 กรณศี กึ ษา ไดแก

1. เร่ือง “ใตโ ตะ หรอื บนโตะ”
2. เรื่อง “ทจุ รติ ” หรอื “คดิ ไมซอ่ื ”

59

3. เร่ือง “เจาบ๊กิ ...เปนเหต”ุ
4. เรื่อง “ฮั้ว”
5. เรื่อง “อาํ นาจ... ผลประโยชน”
6. เรอ่ื ง “เลอื กตัง้ ...อปั ยศ”
ท้ังนี้ผูเรียนและผูสอนจะตองรวมมือกันนําขอมูลทั้งดาน วิชาการ ระเบียบ กฎหมาย ท่ีไดมีการสรุป
รวบรวมไวใ นเอกสาร คูม ือการจดั กจิ กรรมการเรียนรู เรอ่ื ง การมีสวนรวมของประชาชนในการปองกัน
และปราบปรามการทุจริต รวมกับขอมูลปญหาความตองการสภาพแวดลอม ของชุมชนทองถ่ิน และ
คุณธรรม จริยธรรม ทต่ี นเองมอี ยูมาตดั สนิ ใจแกปญหาตา ง ๆ ใหลุลว งไปไดอ ยางเหมาะสมตอ ไป

60

กรณศี ึกษาเรอ่ื งท่ี 1
เรื่อง “ใตโ ตะ หรอื บนโตะ ”
วตั ถุประสงค
1. บอกคุณธรรมในการปฏิบตั ิงานได
2. บอกวธิ ีการปอ งกนั การทุจริตในการปฏิบตั ิงานได
3. เกิดจิตสํานึกในการปองกันการทุจริต
เน้อื หาสาระ
1. พระราชบัญญตั ิจราจรทางบก ฉบบั 8 พ.ศ. 2551
2. คุณธรรม จริยธรรมของผูป ฏบิ ัตงิ าน

กรณศี กึ ษา
นายนภดล ขับรถกระบะจากบานพักไปโรงพยาบาลในกรุงเทพ เพ่ือไปเยี่ยมแมท่ี
ประสบอุบัตเิ หตุ อาการเปนตายเทา กันอยูในหอ ง ICU ขณะขับรถผา นส่แี ยกไฟแดง ดวยความรอ นใจและ
เห็นวาไมมีรถอน่ื ในบรเิ วณนั้นเลย ทาํ ใหน ายนภดลตัดสินใจขบั รถฝา ไฟแดง ตํารวจที่อยูบริเวณน้ันเรียก
ใหห ยดุ และขอตรวจใบขับขี่ นายนภดลจงึ ไดแอบสง เงินจํานวนหน่ึงใหแกตํารวจ เพื่อจะไดไมเสียเวลา
ใหต ํารวจเขียนใบสั่งและตอ งไปจายคา ปรับท่ีสถานีตาํ รวจ หลังจากน้ันตํารวจไดปลอ ยนายนภดลไป
ประเด็น
1. ทานคิดวาการที่นายนภดลขับรถผาไฟแดงดวยเหตุผลเพ่ือจะรีบไปเย่ียมแมท่ีประสบ
อุบัติเหตอุ ยใู นหอ ง ICU เปน การปฏบิ ตั ิท่ถี ูกตองหรอื ไม เพราะอะไร
2. ถาทานเปนนายนภดล จะมวี ิธปี ฏบิ ัตอิ ยา งไรในกรณีดังกลาวใหถูกตองตามกฎหมาย หนาท่ี
พลเมืองและคณุ ธรรมจริยธรรม
3. ตํารวจท่ีรับเงินที่นายนภดลแอบให เพื่อที่จะไมตองเสียคาปรับ ไดช่ือวาเปนการกระทํา
ท่ีทจุ ริตผิดกฎหมาย หรอื คอรรัปชน่ั อยางไร
4. ในฐานะที่เปนประชาชน ทานคิดวา จะมีสวนหรือมีบทบาทในการปองกันพฤติกรรม
ทีเ่ กิดข้ึนไดห รือไม อยางไร
ใบความรู
เรื่อง พระราชบญั ญัติจราจรทางบก ฉบับ 8 พ.ศ. 2551

61

ใบงาน
1. ใหผ เู รียนศกึ ษากรณีศึกษา
2. แบงกลมุ อภปิ ราย แสดงความคิดเห็น ตามประเด็นทก่ี าํ หนดให
3. ใหผ ูสอนและผูเ รยี นรว มกันศึกษาหาขอมูลประกอบการอภปิ รายหาเหตุผล
4. ใหผสู อนและผูเรยี นสรุปแนวคิดทไ่ี ดจ ากการอภิปรายรว มกนั
5. ใหผเู รยี นรวมทํากิจกรรมการเรยี นรตู อ เน่ือง พรอ มสรุปรายงานผล

กิจกรรมการเรยี นรูตอเนอ่ื ง
1. ใหผูเรียนสมั ภาษณประชาชนท่ัวไปและตาํ รวจ ทั้งรายบคุ คลและชมุ ชน (กลุม ) ถงึ ความคิดเห็น
ความรูสึก เจตคตทิ ีเ่ กี่ยวขอ งกบั ปญ หาเหลา นี้ ตลอดจนถงึ วธิ ีแกไ ข แลว ทาํ เปนรายงานเสนอ
ผูสอน
2. ใหผเู รียนตัดขาวหนังสอื พมิ พใ นเรอ่ื งดงั กลา ว และเสนอแนวทางแกไขทําเปนรายงานเสนอ
ผูสอน
3. สรุปขา วโทรทศั นปญหาทจุ รติ ขาดคณุ ธรรม พรอ มเสนอทางออกในการแกไ ขปญหาน้ัน ๆ

สื่อ/แหลงคนควา
1. สาํ นกั งาน ป.ป.ช. ประจาํ จงั หวดั
2. ส่ือ Internet
3. หนังสอื พิมพ
4. โทรทัศน

62

ใบความรู
พระราชบญั ญัตจิ ราจรทางบก ไดมกี ารแกไข ปรับเปลย่ี น และยกเลกิ บางขอกําหนดแลว
ทงั้ หมด 8 ฉบบั และฉบบั ลาสดุ คอื พระราชบญั ญัตจิ ราจรทางบก ฉบับ 8 พ.ศ. 2551 ไดก าํ หนดอัตรา
ความเร็วของยานพาหนะ ดงั รายละเอียดตอ ไปน้ี
อตั ราความเร็วของยานพาหนะตามพระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก ฉบับ 8 พ.ศ. 2551
ในกรณีปกตใิ หก ําหนดความเรว็ ของรถดังตอ ไปนี้
1. สําหรบั รถบรรทกุ ทีม่ ีน้าํ หนกั รถรวมท้ังนา้ํ หนกั บรรทกุ เกิน 1,200 กโิ ลกรัมหรือรถบรรทกุ
คนโดยสาร ใหข ับในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมอื งพัทยา หรอื เขตเทศบาลไมเกนิ
60 กิโลเมตรตอ ชวั่ โมง หรือนอกเขตดังกลาวใหขบั ไมเกิน 60 กโิ ลเมตรตอ ชวั่ โมง
2. สําหรบั รถยนตอืน่ นอกจากรถทร่ี ะบุไวใ น 1 ขณะท่ีลากจงู รถพว งรถยนตบ รรทกุ ท่ีมีนํ้าหนกั
รถรวมทงั้ น้าํ หนกั บรรทกุ เกิน1,200 กโิ ลกรมั หรือรถยนตส ามลอ ใหขับในเขต
กรงุ เทพมหานคร เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล ไมเ กนิ 45 กโิ ลเมตรตอช่วั โมง หรือ
นอกเขตดงั กลาวใหขบั ไมเกิน 60 กโิ ลเมตรตอ ชว่ั โมง
3. สําหรบั รถยนตอ ่ืนนอกจากรถที่ระบุไวใน 1 หรือ 2 หรือรถจักรยานยนต ใหขับในเขต
กรงุ เทพมหานคร เขตเมอื งพทั ยา หรือเขตเทศบาล ไมเกนิ 80 กิโลเมตรตอช่วั โมง หรอื
นอกเขตดงั กลา วใหข ับไมเ กนิ 90 กิโลเมตรตอชวั่ โมง
ในเขตทางท่มี เี ครือ่ งหมายจราจรแสดงวา เปน เขตอนั ตรายหรอื เขตใหข ับรถชา ๆ ใหล ด
ความเร็วลงและเพ่มิ ความระมัดระวงั ขน้ึ ตามสมควร
ในกรณีท่มี ีเครื่องหมายจราจรกําหนดอตั ราความเรว็ ตาํ่ กวาทกี่ าํ หนดในขา งตน ใหข บั ไมเกนิ
อตั ราความเรว็ ทีก่ ําหนดไวน น้ั
ขอหาหรอื ฐานความผิดตามกฎหมายท่คี วรทราบ
ขอ หา ฐานความผดิ บทมาตรา และอัตราโทษ ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 (แกไขเพ่ิมเติม
ถึง พ.ศ. 2538) และการเปรียบเทียบปรับผกู ระทําผิดน้ัน ใหเ ปนไปตามขอกาํ หนดของสาํ นักงานตํารวจแหง ชาติ
(กรมตํารวจ) ฉบบั ท่ี 3 ลงวันท่ี 9 ก.ค. 40 และเพม่ิ เติมฉบบั ท่ี 4 ลงวนั ท่ี 3 ธ.ค. 2540 ตามลําดบั

63

ลําดบั ขอ หาหรือฐานความผิด อัตราโทษ อตั ราตาม
ขอกําหนด

1 นํารถที่ไมม ่นั คงแข็งแรงอาจเกิดอนั ตรายหรือ ปรบั ไมเ กนิ 500 บาท ปรับ 200 บาท
ทาํ ใหเสือ่ มเสยี สุขภาพอนามยั มาใชใ น
ทางเดินรถ

2 นํารถทไ่ี มตดิ แผนปายทะเบยี นมาใชใ น ปรับไมเกนิ 1,000 บาท ปรับ 300 บาท
ทางเดินรถ

3 นํารถทเี่ คร่อื งยนตก อ ใหเกดิ กา ซ ฝุน ควนั ปรบั ไมเกิน 1,000 บาท ปรับ 500 บาท
ละอองเคมี เกนิ เกณฑท อี่ ธิบดกี ําหนดมาใชใน
ทางเดนิ รถ

4 นาํ รถทเี่ ครือ่ งยนตก อใหเ กดิ เสยี งเกนิ เกณฑท ่ี ปรบั ไมเ กิน 1,000 บาท ปรับ 500 บาท
อธบิ ดีกาํ หนดมาใช ในทางเดินรถ

5 ขับรถในทางไมเ ปด ไฟ หรอื ใชแสงสวางใน ปรับไมเกิน 1,000 บาท ปรบั 200 บาท
เวลาท่มี แี สงสวางไมเพยี งพอทจ่ี ะมองเห็นคน
รถ หรอื สิ่งกดี ขวาง ในทางไดโ ดยชดั แจง
ภายในระยะ 150 เมตร

6 ใชสญั ญาณไฟวับวาบผดิ เง่อื นไขทอ่ี ธบิ ดี ปรับไมเกิน 500 บาท ปรับ 300 บาท
กําหนด

7 ขบั รถบรรทุกของย่ืนเกนิ ความยาวของตวั รถใน ปรับไมเ กนิ 1,000 บาท ปรบั 300 บาท
ทางเดนิ รถไมต ดิ ธงสีแดง ไวต อนปลายสดุ ให
มองเหน็ ไดภายในระยะ 150 เมตร

8 ขบั รถบรรทุกวัตถุระเบิด หรือ วตั ถอุ ันตรายไม จําคุกไมเกิน 1 เดอื น หรอื ปรับ 300 บาท
จดั ใหม ีปายแสดงถงึ วตั ถุ ทบี่ รรทกุ ปรับไมเ กิน 2,000 บาท
หรือท้ังจําท้ังปรบั

9 ขบั รถไมจดั ใหมีส่ิงปองกันมใิ หคน สตั ว หรอื ปรบั ไมเกิน 500 บาท ปรบั 200 บาท
สง่ิ ของทบ่ี รรทุก ตกหลน รั่วไหล สง กลน่ิ สอ ง
แสงสะทอ น หรือปลิวไปจาก รถอนั อาจกอเหตุ
เดอื ดรอ นรําคาญ ทําใหท างสกปรกเปรอะเปอน
ทาํ ใหเ ส่ือมเสียสขุ ภาพ อนามัย แกประชาชน
หรอื กอใหเกดิ อันตรายแกบ ุคคลหรือทรัพยสนิ

64

ลําดบั ขอ หาหรอื ฐานความผิด อตั ราโทษ อตั ราตาม
ขอ กําหนด
10 ขบั รถไมปฏบิ ัติตามสัญญาณจราจร หรือ ปรบั ไมเกิน 1,000 บาท ปรับ 300 บาท
เครื่องหมายจราจรทไ่ี ดติดต้ังไวห รอื ทําให
ปรากฏ ในทาง หรอื ทพี่ นกั งานเจาหนาท่แี สดง ปรับ 300 บาท
ใหทราบ ปรับ 300 บาท

11 ขบั รถฝา ฝน สญั ญาณไฟแดง ปรบั ไมเ กนิ 1,000 บาท

12 ไมห ยดุ รถหลงั เสน ใหร ถหยดุ เม่ือมีสัญญาณ ปรบั ไมเ กนิ 1,000 บาท
ไฟแดง

65

กรณีศึกษาเร่ืองที่ 2
เรอ่ื ง “ทุจริต” หรือ “คดิ ไมซ อื่ ”
วตั ถปุ ระสงค
1. บอกแนวทางในการเสรมิ สรางคณุ ธรรมได
2. ใชค ณุ ธรรมในการปฏบิ ัตติ นเพอ่ื ปอ งกันการทจุ รติ ได
3. เกดิ จติ สํานกึ ในการปองกนั การทจุ ริต
เนอื้ หาสาระ
1. ระเบียบกระทรวงศกึ ษาธิการวาดว ยการปฏบิ ตั ขิ องผเู ขาสอบ พ.ศ. 2548
และ ฉบับท่ี 2 พ.ศ. 2555
2. คณุ ธรรมในการครองตนในการดาํ เนนิ ชวี ติ

กรณศี กึ ษา
นางสาวรงุ ฤดี อายุ 22 ป ประกอบอาชพี รับจา งในโรงงาน หาเลี้ยงครอบครัว ฐานะทางบาน
ยากจนและไมไดเรียนหนังสือ ดวยความเปนคนมีมานะ และใฝเรียน จึงไดสมัครเรียน กศน.
ภาคเรียนนี้เปนภาคเรียนสุดทายที่จะจบมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อเรียนจบ ม.ปลายแลว เธอจะไดรับ
เงินเดอื นเพ่มิ ข้ึนและมโี อกาสไดร ับการพิจารณาใหเลือ่ นเปน หวั หนา งาน ดวยความกลวั วา จะสอบไมผ าน
และจะไมสามารถนําวฒุ ิไปปรบั ตาํ แหนงและเงินเดือนใหสงู ขึ้นได นางสาวรงุ ฤดี จงึ ไดทาํ การลักลอบจด
สูตรคณิตศาสตร และนําเครื่องคิดเลขเขาไปในหองสอบ แตบังเอิญกรรมการคุมสอบจับได และปรับ
ไมผ า นการสอบครัง้ นัน้
ประเด็น
1. ถาทา นเปนนางสาวรุงฤดี และมีความตองการเล่ือนขั้นเงินเดือนและตําแหนง แตก็มีความ
วติ กกงั วลวาจะสอบไมผา น ทา นจะปฏบิ ัติเชนเดียวกับนางสาวรุงฤดหี รอื ไม เพราะเหตใุ ด
2. การตัดสินใจทําการทุจริตของนางสาวรุงฤดี จะกอใหเกิดปญหา และผลกระทบตอการ
ทํางานของตนหรือไม อยางไร
3. นางสาวรุงฤดี ควรจะมกี ารใชคณุ ธรรมขอใดหรอื ไม ในการนาํ มาแกป ญหาของตนโดยไมท าํ
การทุจริต

66

ใบความรู
เรื่อง ระเบยี บกระทรวงศึกษาธิการวา ดว ยการปฏิบตั ขิ องผูเขาสอบ พ.ศ. 2548

และ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2555
ใบงาน

1. ใหผ เู รยี นศึกษากรณีศึกษา
2. แบง กลุมอภปิ ราย แสดงความคิดเห็น ตามประเด็นท่กี าํ หนดให
3. ใหผูสอนและผเู รยี นรว มกนั ศกึ ษาหาขอมูลประกอบการอภิปรายหาเหตผุ ล
4. ใหผ สู อนและผูเรียนสรุปแนวคิดทีไ่ ดจากการอภปิ รายรว มกนั
5. ใหผ เู รยี นรว มทํากจิ กรรมการเรยี นรูตอเนอ่ื ง พรอ มสรปุ รายงานผล
กจิ กรรมการเรียนรูตอเนอ่ื ง
1. ใหผูเรียนกําหนดแนวทางการเสริมสรางคุณธรรมใหกับคนในชุมชน สังคม เพื่อปองกัน

การทจุ ริต
2. ใหผูเ รยี นรว มกันอภปิ รายถงึ ปญหาและผลกระทบของการทจุ ริตตอบคุ คล ชุมชน และสังคม

พรอ มสรุปผลการอภิปราย และบันทึกลงในสมดุ
ส่ือ/แหลงคน ควา

1. เอกสารวิชาการ เรอ่ื ง ระเบียบกระทรวงศกึ ษาธิการวา ดว ย การปฏิบตั ิของผเู ขา สอบ
พ.ศ. 2548 และ ฉบบั ท่ี 2 พ.ศ. 2555

2. สอ่ื Internet

67

ใบความรู
ระเบยี บกระทรวงศึกษาธกิ าร
วาดวยการปฏบิ ตั ขิ องผเู ขา สอบ

พ.ศ. 2548
โดยท่ีเหน็ สมควรปรับปรุงระเบยี บกระทรวงศกึ ษาธิการวาดวยการปฏิบัตขิ องผูเขา สอบใหเ หมาะสม
ยิง่ ขน้ึ อาศัยอาํ นาจตามความในมาตรา 12 แหงพระราชบัญญัตริ ะเบียบบริหารราชการกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
พ.ศ. 2546 รัฐมนตรวี าการกระทรวงศกึ ษาธกิ ารจงึ วางระเบยี บไวดังตอ ไปนี้
ขอ 1 ระเบียบนี้เรียกวา “ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ วาดวยการปฏิบัติของผูเขาสอบ
พ.ศ. 2548”
ขอ 2 ระเบียบน้ีใหใชบงั คบั ตัง้ แตว นั ถัดจากวันประกาศเปน ตน ไป
ขอ 3 ใหยกเลกิ ระเบียบกระทรวงศกึ ษาธิการ วาดวยการปฏิบัติของผูเขาสอบ พ.ศ. 2506 ระเบียบนี้
ใหใชบังคับแกผูเขาสอบ สําหรับการสอบทุกประเภทในสวนราชการและสถานศึกษาสังกัด
กระทรวงศึกษาธิการ และใหหมายความรวมถึงผูเขาสอบในสถานศึกษา ที่อยูในกํากับดูแล หรือ
สถานศึกษาที่อยูในความควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ ยกเวนสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ และ
สถาบันอุดมศึกษาเอกชน
ขอ 4 ผูเขาสอบตองปฏบิ ัตดิ ังตอ ไปน้ี

4.1 การแตงกาย ถาเปนนักเรียนหรือนักศึกษาตองแตงเครื่องแบบนักเรียนหรือนักศึกษา
แลว แตก รณี ถา เปน ผสู มคั รสอบตอ งแตง ใหส ภุ าพเรยี บรอ ยตามประเพณนี ิยม

4.2 ผเู ขาสอบจะตองถอื เปน หนา ทีท่ ีจ่ ะตอ งตรวจสอบใหทราบวา สถานที่สอบอยู ณ ท่ีใด
หองใด

4.3 ไปถึงสถานที่สอบกอ นเวลาเรมิ่ สอบตามสมควร ผใู ดไปไมทันเวลา ลงมือสอบวิชาใด
ไมม สี ิทธเิ ขา สอบวิชานั้น แตสําหรับการสอบวชิ าแรกในตอนเชาของแตละวัน ผูใดเขาหองสอบหลังจาก
เวลาลงมือสอบแลว 15 นาที จะไมไดรับอนุญาตใหสอบวิชานั้น เวนแตมีเหตุความจําเปนใหอยูใน
ดลุ พนิ จิ ของประธานดาํ เนินการสอบพิจารณาอนุญาต

4.4 ไมเขาหอ งสอบกอนไดร บั อนุญาต
4.5 ไมน ําเอกสาร เครื่องอเิ ล็กทรอนิกส หรอื เคร่ืองส่อื สารใด ๆ เขา ไปในหองสอบ
4.6 นั่งตามที่กาํ หนดให จะเปลย่ี นทน่ี งั่ กอ นไดร บั อนุญาตไมได
4.7 ปฏิบตั ติ ามระเบียบเกยี่ วกับการสอบ และคําสัง่ ของผกู าํ กบั การสอบ โดยไมท ุจรติ ใน
การสอบ
4.8 มิใหผ ูเขา สอบคนอน่ื คดั ลอกคาํ ตอบของตน รวมท้งั ไมพูดคุยกับผูใ ดในเวลาสอบ เมื่อมี
ขอสงสยั หรือมเี หตคุ วามจําเปน ใหแจงตอผูกํากบั การสอบ
4.9 ประพฤตติ นเปนสุภาพชน

68

4.10 ผูใดสอบเสร็จกอน ผูน้ันตองออกไปหางจากหองสอบ และไมกระทําการใด ๆ
อันเปนการรบกวนแกผูที่ยังสอบอยู แตทั้งน้ีผูเขาสอบทุกคนจะออกจากหองสอบกอนเวลา 20 นาที
หลงั จากเรมิ่ สอบวิชานน้ั ไมได

4.11 ไมน ํากระดาษสาํ หรบั เขยี นคาํ ตอบทผี่ กู าํ กบั การสอบแจกใหออกไปจากหองสอบ
ขอ 5 ผูเ ขาสอบผูใ ดกระทาํ การฝา ฝนระเบยี บขอ 4 หรือพยายามกระทําการทุจริตในการสอบวิชาใด
ใหผูกํากับการสอบวากลาวตักเตือน ถาการกระทําดังกลาวในวรรคแรกเขาลักษณะรายแรง เมื่อได
สอบสวนแลว ประธานกรรมการ หรอื ผูม อี าํ นาจหนา ทใ่ี นการจดั การสอบมีอํานาจสั่งไมใหผูน้ันเขาสอบ
วชิ านนั้ หรอื ส่ังไมตรวจคําตอบวิชานน้ั ของผูน ัน้ โดยถอื วา สอบไมผ า นเฉพาะวชิ ากไ็ ด
ขอ 6 ผูเขาสอบผูใดกระทําการทุจริตในการสอบวิชาใด เมื่อไดสอบสวนแลวใหประธาน
กรรมการหรือผูม อี ํานาจหนาที่ในการจัดการสอบ สงั่ ไมต รวจคาํ ตอบและถอื วาผูนั้น สอบไมผานวิชานั้น
ในการสอบคราวนัน้
ขอ 7 ในกรณที จุ ริตในการสอบดวยวิธคี ดั ลอกคาํ ตอบระหวา งผูเ ขาสอบดว ยกัน ใหส นั นษิ ฐานไว
กอ นวา ผูเ ขาสอบนัน้ ไดสมคบกนั กระทําการทจุ ริต
ขอ 8 ใหปลัดกระทรวงศกึ ษาธกิ ารรักษาการใหเ ปนไปตามระเบียบนี้

ประกาศ ณ วนั ท่ี 30 กนั ยายน พ.ศ. 2548
(นายจาตรุ นต ฉายแสง)

รัฐมนตรีวา การกระทรวงศกึ ษาธกิ าร

69

ระเบียบกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
วา ดวยการปฏิบัตขิ องผเู ขาสอบ (ฉบบั ท่ี 2)

พ.ศ. 2555
โดยท่ีเหน็ สมควรแกไขเพ่มิ เติมระเบียบกระทรวงศกึ ษาธกิ ารวาดวยการปฏบิ ัตขิ องผเู ขา สอบ
พ.ศ. 2548 ใหมีความเหมาะสมยง่ิ ขึน้
อาศยั อํานาจตามความในมาตรา 12 แหง พระราชบัญญตั ิระเบียบบรหิ ารราชการกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
พ.ศ. 2546 รฐั มนตรีวา การกระทรวงศกึ ษาธกิ าร จึงวางระเบียบไว ดังตอ ไปนี้
1. ระเบยี บน้เี รยี กวา “ระเบยี บกระทรวงศกึ ษาธกิ ารวา ดวยการปฏิบตั ขิ องผเู ขา สอบ (ฉบบั ที่ 2)
พ.ศ. 2555”
2. ระเบียบน้ีใหใ ชบ ังคับต้งั แตวนั ประกาศเปน ตน ไป
3. ใหยกเลกิ ความใน 4.10 ของขอ 4 แหง ระเบยี บกระทรวงศกึ ษาธกิ ารวาดว ยการปฏบิ ัตขิ องผเู ขา สอบ
พ.ศ. 2548 และใหใชความตอไปน้แี ทน

“4.10 ตองน่ังอยใู นหองสอบจนหมดเวลาทําขอสอบ”
ประกาศ ณ วันที่ 22 มถิ ุนายน พ.ศ. 2555
(ศาสตราจารยส ชุ าติ ธาดาธาํ รงเวช)
รฐั มนตรวี า การกระทรวงศึกษาธิการ

70

กรณีศึกษาเรือ่ งท่ี 3
เรอ่ื ง “เจาบิก๊ ...เปนเหตุ”
วตั ถปุ ระสงค
1. ระบุปญ หาทเี่ กิดจากการทจุ ริตจากการใชอ ํานาจหนาทีใ่ นทางที่ไมถ ูกตองเกดิ ขึ้นใน
หนวยงานราชการ
2. บอกวธิ ีปอ งกนั การทุจรติ เนือ่ งมาจากการใชอาํ นาจหนา ท่ีในทางที่ไมถ กู ตองในหนวยงาน
3. มสี ว นรวมในการปองกนั การทจุ รติ ในหนว ยงาน
4. มจี ติ สาํ นึกในการปองกนั การทจุ ริตในหนว ยงานราชการ
เนื้อหาสาระ
1. กฎหมายท่เี กีย่ วขอ งกบั การทจุ รติ จากการปฏบิ ตั ิหนา ท่ี
2. คุณธรรมในการทาํ งานเพ่ือปองกัน หรอื หลกี เลย่ี งการทุจรติ
3. หนว ยงานทเ่ี กย่ี วขอ งการรบั การรอ งเรยี นการทจุ ริต

กรณศี กึ ษา
มีหนวยงานแหงหนงึ่ มหี นา ทกี่ อ สรา งถนน ตอ งมีเครื่องจักรกลหนักไวใชงานจํานวนมาก
ตอ งถูกใชงานอยางสมบุกสมบัน ในที่สุดก็หมดสภาพตามอายุการใชงาน บรรดาเครื่องจักรกลหนักมี
“เจา บ๊กิ ” รถแทรกเตอรเกา ทถี่ ูกใชง านหนักมาเปนเวลานานหลายป มีปญหาเคร่ืองเสีย ใชงานไมไดตอง
จอดน่ิงอยูในโรงเก็บรถ แตหัวหนาพัสดุที่มีหนาที่ควบคุมดูแลเคร่ืองจักร และจัดซ้ือเบิกจาย คาน้ํามัน
เชอื้ เพลงิ เกิดความคิดทจ่ี ะใช “เจาบก๊ิ ” เปน แหลงหารายไดโดยส่ังใหเจาหนาที่พัสดุทําการเบิกคานํ้ามัน
และคาอะไหลตาง ๆ เพ่ือใชซอมแซมให “เจาบิ๊ก” ทุกเดือน ซ่ึงคนขับรถทุกคนรูเรื่องนี้ดีแตก็ไมกลา
คัดคาน และหัวหนา พัสดุไดนํารายไดท ร่ี วบรวมไดจาก “เจาบิ๊ก” มาแจกจายใหลูกนองทุกคนเทา ๆ กัน
จนกระทั่ง 3 ปผ านไป มีเจา หนา ท่พี สั ดุมาใหมไ มยอมทําตามหวั หนา พสั ดุ ทีใ่ หเบิกจายคานํ้ามันเช้ือเพลิง
คา อะไหลต า ง ๆ ให “เจาบิ๊ก” เหมือนเคย โดยไดทําบันทึกตอบโตใหรูถึงสภาพ “เจาบ๊ิก” ที่ไมสามารถ
ทํางานไดแลว ไมมีความจําเปนท่ีจะตองเบิกจายคาใชจายใด ๆ และไดรวบรวมหลักฐานยอนหลัง
การเบกิ จายตาง ๆ นําไปรอ งเรียนยงั ป.ป.ช.

71

ประเดน็
1. การกระทาํ ของหัวหนา พัสดุถอื วา เปน การทุจรติ จากการใชอาํ นาจหนาที่หรือไม เพราะเหตุใด
มผี ลเสยี ตอราชการอยางไร
2. การท่ีหัวหนาพสั ดุนาํ รายไดที่ไดจ ากการเบิกคาน้ํามนั ให “เจาบก๊ิ ” มาแจกจา ยใหลูกนอง
ถือวาเปนผูมีคุณธรรมในการปฏิบัติหนาที่หรือไม ถาทานเปนลูกนองคนหนึ่งจะรับเงิน
สวนแบงดังกลาวหรอื ไม เพราะเหตุใด
3. ถาทานเปนเจาหนาท่ีพัสดุมารับรูพฤติกรรมของหัวหนาพัสดุ ทั้งการเบิกจายคาน้ํามันให
“เจา บิ๊ก” และการนาํ รายไดมาแบงเฉลี่ยใหลูกนองทุกคน ทานจะน่ิงเสียไมเขาไปเกี่ยวของ
หรือทานจะทําเรื่องรองเรียน ป.ป.ช. โดยไมคํานึงถึงความเดือดรอนของเพื่อนรวมงาน
เพราะเหตุใด

ใบงาน
1. ใหผูเ รียนศกึ ษากรณศี กึ ษา
2. แบงกลุมอภปิ ราย แสดงความคิดเหน็ ตามประเด็นท่ีกาํ หนดให
3. ใหผ ูสอนและผเู รียนรว มกนั ศกึ ษาหาขอมูลประกอบการอภปิ รายหาเหตุผล
4. ใหผูสอนและผูเรียนสรุปแนวคิดทไ่ี ดจากการอภิปรายรว มกัน
5. ใหผ เู รียนรวมทํากิจกรรมการเรียนรตู อเนอ่ื ง พรอ มสรปุ รายงานผล

กิจกรรมการเรียนรตู อ เนอื่ ง
ใหผูเรียนรวมกันจัดทํากิจกรรม/โครงงาน ในการรณรงคการปองปรามการทุจริตในชุมชน
พรอ มจัดทําสรปุ รายงานเสนอผูสอน

ส่อื /แหลงคน ควา
1. ผรู ูเร่อื งระเบียบงานพสั ดุ
2. หนงั สอื /เอกสารวิชาการ
3. สื่อ Internet

72

กรณศี ึกษาเรือ่ งที่ 4
เร่อื ง “ฮัว้ ”

วัตถุประสงค
1. ตระหนกั ถงึ ปญหาการทุจรติ กรณฮี วั้ ประมลู
2. บอกไดว า ตนเองสามารถมีสว นรวมในการปอ งกนั การทจุ ริตการฮั้วประมูล
3. แสดงความเหน็ หรือเสนอวิธีการการมีสว นรวมในการปองกัน หรอื ปฏิบัติเพื่อปองกัน
การทุจรติ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ได

เนอ้ื หาสาระ
1. ชอ งทางการสงเร่อื งรองเรยี นการทจุ รติ
2. การมสี ว นรว มของประชาชน

กรณศี กึ ษา
ก ร ณี อ ง ค ก า ร บ ริ ห า ร ส ว น ตํ า บ ลแ ห ง ห น่ึ ง ไ ด ดํ า เ นิ น ก า ร สอ บ ร า ค า ก า ร จั ด จ า ง ทํ า
อาหารกลางวนั ใหก ับศนู ยเ ด็กเล็ก โดยการสอบราคาคร้งั นี้อยูในวงเงิน 500,000 บาท ปรากฏวามีผูเขาซ้ือ
ซองสอบราคา และเขาย่นื ซองสอบราคา ท้ัง 5 ราย แตทั้ง 5 รายนั้นมีการสมยอมราคา (ฮ้ัว) กันมากอน
แลว วา ใน 5 ราย จะตองยนื่ ซองรายการตางกนั ในวงเงินไมเ กินรายละ 5,000บาท ผูทีไ่ ดร บั การคดั เลอื กให
เปน คูสญั ญาจะจายใหอีก 4 ราย ๆ ละ 5,000บาท ทันทีหลังจากเสร็จสิ้นการจัดจางกรณีดังกลาว ผูชนะ
การสอบราคา คือ นางสมศรี

ประเดน็
1. พฤติกรรมของนางสมศรี และผูยืน่ เสนอราคาอกี 4 ราย ถอื วา เปน การกระทําผดิ กฎหมาย
การสอบราคา (ฮ้วั ) หรอื ไม เพราะเหตใุ ด
2. ถา ทานเปนเจาหนา ทีด่ ําเนนิ การสอบราคาครงั้ น้ี ทา นจะปฏบิ ตั อิ ยางไร ทา นจะยกเลกิ การสอบราคา
หรอื ยอมรบั การสอบราคา เพราะเหตใุ ด อาศยั ระเบียบกฎหมายเร่อื งใด
3. การสอบราคา (ฮ้ัว) ทําใหราชการเสยี หายหรอื ไมอ ยา งไร ในฐานะประชาชนทานจะมแี นวคดิ
แนวทางอยา งไรในการมีสวนรว มแกไขปญ หาและสาเหตุการสอบราคา (ฮว้ั ) ของทางราชการ

ใบงาน
1. ใหผ เู รยี นศกึ ษากรณีศกึ ษา
2. แบงกลุมผูเ รียนรว มกันอภิปรายตามประเดน็ ทก่ี าํ หนด
3. ใหผ เู รยี นสรปุ ผลการอภปิ ราย และจัดทาํ เปนรายงานนาํ เสนอ

73

กิจกรรมการเรียนรตู อ เนอ่ื ง
1. ใหผเู รียนสืบคน ขอมลู ที่เก่ียวขอ งกับการประทําความผิดตามกฎหมายทจุ ริตคอรร ปั ชั่น และ
นาํ เสนอรายงาน
2. ใหผูเรียนนําเสนอแนวทางการปอ งกนั การทุจรติ ในกรณกี ารฮ้ัวประมลู พรอ มจัดทํารายงาน
เสนอผูส อน

ส่อื /แหลง คน ควา
- หนังสอื , หนงั สือพมิ พ
- สอ่ื Internet
- บทความ

74

กรณีศกึ ษา เรื่องที่ 5
เรอื่ ง “อาํ นาจ...ผลประโยชน”
วตั ถปุ ระสงค
1. ตระหนกั รถู งึ ปญหาการทจุ รติ คอรร ัปช่ันในองคก รปกครองสว นทอ งถนิ่
2. บอกไดวาระดบั บุคคลและสังคม สามารถมสี ว นรว มในการปองกันปญ หาการทุจรติ
คอรรปั ชน่ั ได
3. บอกวธิ กี ารปอ งกนั และหลักเลย่ี งการทจุ รติ คอรร ัปช่นั ในหนว ยงานราชการ
4. เกิดจิตสาํ นกั ในการปองกันปญ หาทจุ ริตคอรรปั ช่นั
เน้ือหา
1. กฎหมายทเี่ กย่ี วของกบั การปฏิบัติหนาท่ี
2. หนวยงานรับแจง เหตุการณทจุ รติ คอรรัปชนั่

กรณศี กึ ษา
นายกองคการบริหารสวนจังหวัด (อบจ.) มีหนาที่รับผิดชอบในการบริหารราชการของ อบจ.
ไดเสนอญัตติใชเงินสะสมในการจัดทําโครงการจัดหามุงไวใชปองกันโรคไขเลือดออกในเขตอําเภอ
ทีม่ กี ารแพรระบาดของโรคไขเ ลอื ดออก จาํ นวน 9,250 หลัง วงเงิน 1,850,000 บาท ตอ สภา อบจ. และ
เมื่อไดรับการอนุมัตินายก อบจ.ไดรวมมือกับนาย ก ซ่ึงเปนเจาหนาท่ี อบจ. ดําเนินการจัดซ้ือมุง
ขนาด 2  2 เมตร ซึ่งเปน ขนาดทีไ่ มม จี ําหนวยในทอ งตลาดทว่ั ไป โดยนาย ก ไดไปติดตอรานคาใหผลิต
มงุ ขนาดทต่ี องการ ตามจํานวนดังกลาว ในราคาหลังละ 88.50 บาท เปนเงิน 818,625 บาท หลังจากนั้น
นาย ก ไดดําเนินการจดทะเบียนรานคาใหมเพื่อผลิตมุงดังกลาวไปใชย่ืนซองสอบราคาตอ อบจ. และ
ไดรับการพิจารณาใหเปนคูสัญญากับ อบจ. ในวงเงิน 1,832,500 บาท จากเหตุการณน้ีเปนเหตุให
ทางราชการไดรับความเสียหายจากการซื้อมงุ ในราคาสูงกวาความเปนจริง หลังหักภาษีแลว เปนจํานวน
994,560 บาท

75

ประเดน็
1. การปฏบิ ัตหิ นา ท่ีของนายก อบจ. ถกู ตอ งหรอื ไม อยา งไร
2. ทานคิดวา พฤตกิ รรมของนายก อบจ. ขดั ตอ หลกั คณุ ธรรม จริยธรรม หรือไม อยา งไร
3. วธิ กี ารในการปองกนั การทจุ รติ คอรร ปั ช่ันในการปฏบิ ัตหิ นา ทข่ี องผูมีอํานาจ ทําไดห รือไม
อยางไร
4. ในฐานะประชาชนจะมีสว นรว มในการปองกนั ปญ หาทุจรติ ในสวนราชการไดห รอื ไม
อยา งไร

ใบงาน
1. ใหผ ูเรยี นศึกษากรณีศึกษา
2. แบง กลุมอภิปราย แสดงความคดิ เหน็ ตามประเดน็ ท่ีกําหนดให
3. ใหผ ูสอนและผูเ รยี นรว มกันศึกษาหาขอ มูลประกอบการอภปิ รายหาเหตุผล
4. ใหผ เู รยี นสรุปแนวคดิ ท่ไี ดจ ากการอภิปรายรว มกัน พรอมสรปุ รายงานผล
5. ใหผ ูเรยี นรว มทํากิจกรรมการเรยี นรูตอเนอื่ ง ตามท่กี าํ หนด

กิจกรรมการเรียนรูตอเนอื่ ง
ใหผ เู รยี นจดั ทํากจิ กรรม/โครงการนําเสนอแนวทางการปอ งกันการทุจรติ ในสว นราชการ
พรอมจัดทาํ รายงานเสนอผสู อน

สอ่ื /แหลง คน ควา
1. สํานกั งาน ป.ป.ช. จังหวดั
2. เอกสารวชิ าการ
3. สือ่ Internet

76

กรณศี กึ ษาเรื่องท่ี 6
เร่อื ง “เลือกตั้ง...อปั ยศ”
วัตถปุ ระสงค
1. ตระหนกั ถงึ ปญหาการทจุ รติ การเลอื กตั้งระดับทองถิน่
2. บอกหรอื อธิบายไดวาตนเองสามารถปองกันปญ หาการทุจรติ การเลอื กตงั้ ที่เกดิ ขึน้ ในสังคม
3. แสดงความเหน็ หรือเสนอวิธกี ารการมีสว นรว มในการปองกนั หรอื ปฏิบตั เิ พอ่ื ปอ งกัน
การทุจรติ ทีเ่ กดิ ข้นึ ได
เนื้อหาสาระ
1. พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนญู วาดว ยการปอ งกนั และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542
(ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 19 (13)
2. สาระสําคญั ของกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยการปอ งกนั และปราบปรามการทุจรติ
ฉบับใหม

กรณีศึกษา
กรณกี ารเลอื กตั้งนายกและสมาชกิ องคก ารบริหารสว นตาํ บล (อบต.) แหงหนึ่งมีผูไปแจง
ความรอ งเรยี นกับคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัด (กกต.) พรอมเงิน 300 บาท วามีคนสงเงินนี้มาให
พรอมเอกสารไมล งนาม โดยขอใหไ ปลงคะแนนเลือกตัง้ แกผูสมัครรายหนึ่ง (กาํ หนดหมายเลขผสู มคั รให
ดวย) แตตนเองไมขอรับเงิน และเห็นวาไมถูกตองและอาจมีการแจกเงินผูมีสิทธิ์เลือกตั้งรายอ่ืน ๆ
ดว ยแลว จึงมาแจงรองเรียนตอ กกต.จังหวัด กกต.จังหวัด จึงนําผูมีสิทธิ์เลือกตั้งรายน้ันไปแจงความกับ
ตาํ รวจพรอมหลกั ฐาน จากการสอบสวนเจาหนาทตี่ าํ รวจแจงวา ไมสามารถหาพยานบุคคลมายืนยันไดวา
ผูสมัครรายน้ันแจกเงินดังกลาวจริง จึงยังไมสามารถเอาผิดกับทั้งผูสมัครรับเลือกตั้งที่ถูกรองเรียนวา
แจกเงิน และผูม สี ิทธ์ิเลือกตัง้ รายอ่ืน ๆ ทอี่ าจรับเงิน มาลงโทษตามกฎหมายได แตผ ูมีสิทธิเ์ ลือกต้ังรายน้ัน
ยงั ยืนยันวา มีผกู ระทําผดิ เพราะมกี ารแจกเงินจริงมหี ลักฐานชดั เจน กกต. และตาํ รวจควรจะตอ งหาคนผิด
มาลงโทษใหไ ด

77

ประเดน็
1. ในกรณีศกึ ษาทา นคดิ วา มกี าระทาํ ผิดกฎหมายเลอื กตง้ั สามารถนาํ ตัวคนกระทาํ ผิดมาลงโทษได
หรือไม เพราะเหตุใด
2. ถา จะไมใ หเ กิดกรณกี ารทาํ ผิดกฎหมายเลอื กตงั้ ในลกั ษณะน้ี ทา นคดิ วาประชาชนควรจะมี
สวนรวมปอ งกนั ปญ หาในชุมชนของทา นหรือไม อยางไร
3. มีผแู สดงความเหน็ วา ท้งั ผใู หแ ละผูรบั เงิน ควรจะตองละอายใจ และสาํ นกึ วาไดท ําบาปท่ี
เปนสิง่ ผดิ ตอตนเอง ตอชุมชน และประเทศ ทา นเห็นดว ยหรือไม เพราะเหตใุ ด
มีคุณธรรมใดบา งทีเ่ กย่ี วของกบั ปญหาน้ี ควรนาํ มาอภิปรายรวมกนั บา ง

ใบงาน
1. ใหผูเรียนศกึ ษาจากกรณศี กึ ษา และนําผลจากการศกึ ษากรณศี กึ ษาพรอ มวเิ คราะห และ
นําเสนอเปน รายกลุม ๆ ละ 1 เรอ่ื ง
2. ใหผเู รยี นรว มกนั คดิ วิเคราะห และนําเสนอแนวทางปอ งกนั การทจุ ริต จากเหตุการณด ังกลาว

กิจกรรมการเรยี นรูอยา งตอ เนอื่ ง
ใหผ เู รียนสรปุ ขา วเก่ียวกับการทจุ รติ การเลอื กต้งั และบนั ทกึ ลงในสมดุ การเรียนรู

สื่อ/แหลง คนควา
- หนงั สอื พิมพ
- ส่ือ Internet
- โทรทัศน
- สํานักงาน ป.ป.ช.

78

บทที่ 1 กิจกรรมท่ี 1 แนวเฉลยท้ายบท 5. ค.
1. ง. 10. ง.
6. ก. 2. ค. 3. ก. 4. ข. 5. ข.
กิจกรรมท่ี 2 7. ข. 8. ข. 9. ข. 10. ก.
เปน กิจกรรมอภปิ รายไมมีเฉลย 5. ก.
บทท่ี 2 กิจกรรมท่ี 1 2. ข. 3. ค. 4. ง. 10. ค.
1. ง. 7. ก. 8. ง. 9. ข.
6. ง. เปนกิจกรรมศกึ ษาคนควาไมมีเฉลย
กจิ กรรมที่ 2 2. ก. 3. ค. 4. ง.
7. ง. 8. ง. 9. ข.
บทที่ 3 กิจกรรมท่ี 1 เปนกจิ กรรมศกึ ษาคน ควาไมม เี ฉลย
1. ข.
6. ก.
กจิ กรรมท่ี 2

79

บรรณานุกรม

กรมการศึกษานอกโรงเรียน. หมวดวิชาพฒั นาสงั คมและชมุ ชน ชดุ การเรยี นทางไกล ระดบั
ประถมศกึ ษา กรงุ เทพฯ : โรงพิมพค ุรสุ ภาลาดพราว, 2546

การศึกษานอกโรงเรียน,กรม ชดุ การเตรยี มการทางไกล ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน หมวดวชิ าพฒั นา
สงั คมและชมุ ชน. ครุ สุ ภาลาดพรา ว,กรงุ เทพฯ : 2546.

การศกึ ษาทางไกล, สถาบนั , ชดุ การเรยี นทางไกล หมวดวชิ าพัฒนาสงั คมและชุมชน ระดับมธั ยมศกึ ษา
ตอนปลาย องคก ารรบั สง สินคาและพัสดุภณั ฑ (ร.ส.พ.) : กรุงเทพฯ,2548.

คณะอาจารย กศน. พฒั นาสงั คมและชมุ ชน. คมู อื การเรยี นรูระดบั ประถมศกึ ษา. กรุงเทพฯ : บริษัท
ไผม เิ ดยี เซ็นเตอร จาํ กัด, 2548

ความเคล่อื นไหวทางการจดั การศกึ ษาของศธ.กับ คสช. ท่ีนาร.ู [เว็ปไซต] เขา ถึงไดจาก
http://jukravuth.blogspot.com/ . สบื คนเมอ่ื วันที่ 26 สิงหาคม 2557.

คานิยม 12 ขอ : เราจะสรา งสรรคป ระเทศไทยใหเ ขมแขง็ คนตองเขมแข็งกอน . [เว็ปไซต] เขาถงึ ได
จากhttp://www.mof.or.th/web/uploads/news/199_12values.pdf . สบื คน เมอื่ วนั ท่ี 26 สงิ หาคม
2557.

จักราวุธ คาทว.ี สันต/ิ สามคั ค/ี ปรองดอง/คา นิยม 12 ประการ ของ คสช. : เน้ือหาชวยสอน
และจัดกจิ กรรม เพอ่ื นคร,ู 2557. (เอกสารอดั สาเนา).

ปลดั กระทรวงศึกษาธิการ,สํานกั งาน,ชดุ วิชาพฒั นาสงั คมและชมุ ชน ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย,
เอกพิมพไท จาํ กดั : กรงุ เทพฯ, มฝผ.

เผด็จ เอมวงศ และจฑุ ามาศ ลบแยม, กฎหมายในชวี ติ ประจาํ วนั : ตนเอง ครอบครัวชุมชน และ
ประเทศชาต.ิ กรงุ เทพ : สาํ นกั พิมพ เอมพนั ธ จํากดั , 2551.

มหามกฎุ ราชวทิ ยาลัยในพระบรมราชปู ถมั ภ, พระสตู รและอรรถกถา แปล อทุ กนยิ าม ชาดก เลมที่ 3 ภาคท่ี 1
โรงพิมพมหามกฎุ ราชวทิ ยาลัย.กรงุ เทพฯ : 2534.

ราชบัณฑติ ยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เฉลมิ พระเกียรติพระบาท
สมเด็จพระเจา อยูหัวเนือ่ งในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลมิ พระชนมพรรษา 7 รอบ
5 ธันวาคม 2554. กรุงเทพฯ ราชบัณฑิตยสถาน, 2556.

เลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา, สาํ นกั งาน. คุณธรรมนําความร,ู สาํ นกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา, กรงุ เทพฯ :
2550.

ศกึ ษาธกิ าร,กระทรวง. หลกั การทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจา อยหู ัว, สํานกั งานคณะกรรมการพิเศษ
เพือ่ ประสานงานโครงการอันเน่อื งมาจากพระราชดําริ (สาํ นักงาน กปร.) กรงุ เทพฯ : 2550.

สมโพธิ ผลเต็ม. ปรชั ญาคาํ กลอน 100 เร่ืองแรก, สิทธวิ รรณ , บริษทั . กรงุ เทพฯ : 2549.

80

สนั ต/ิ สามัคค/ี ปรองดอง/คานยิ ม 12 ประการ ของ คสช. : เน้ือหาชวยสอน และจดั กิจกรรม
เพอ่ื นคร.ู [เว็ปไซต]. เขา ถงึ ไดจาก :http://www.slideshare.net/jukravuth. สบื คน เมือ่ วนั ที่
26 สงิ หาคม 2557

สทุ ธิธรรม เลขววิ ฒั น หมวดวิชาพฒั นาสงั คมและชุมชน ระดับประถมศึกษา การศึกษานอกโรงเรียน
กรงุ เทพฯ : บรษิ ัท สามเจรญิ พาณิชย จํากดั , 2548

สาํ นักงานคณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทจุ ริตแหง ชาติ(ป.ป.ช.). รวมพลังเดนิ หนา ฝาวกิ ฤต
คอรรัปชน่ั , เอกสารประชาสัมพนั ธ มปป.

_______. โครงการเสริมสรา งเครือขา ยประชาชนในการพทิ กั ษสาธารณสมบตั ิ, 2553. (เอกสาร
อัดสาํ เนา)

สาํ นักกฎหมาย สาํ นกั งานคณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหงชาต(ิ ป.ป.ช.). รวม
กฎหมาย ระเบยี บ ประกาศ ทเ่ี กย่ี วขอ งกบั การปองกันและปราบปรามการทจุ รติ , 2555.

_______. “ยุทธศาสตรช าติวา ดว ยการปอ งกันและปราบปรามการทจุ ริต”. สาํ นักงานคณะกรรมการ
ปองกนั และปราบปรามการทุจริตแหงชาติ

_______. กรอบเน้อื หาสาระ เรอื่ ง การมสี ว นรวมของประชาชนในการปอ งกันและปราบปรามการทจุ ริต,
2556. เอกสารอดั สาํ เนา
การทจุ รติ คืออะไร, เขาถึง www.oknation.net วันที่ 19 มีนาคม 2556.

http://th.wikipedia.org/wiki
http://www.tumsrivichai.com

81

คณะผจู ดั ทํา

ทป่ี รกึ ษา เลขาธกิ าร กศน.
1. นายประเสรฐิ บุญเรือง รองเลขาธิการ กศน.
2. ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ รองเลขาธิการ กศน.
3. นายวชั รินทร จําป ทปี่ รกึ ษาดา นการพฒั นาหลักสูตร กศน.
4. ดร.ทองอยู แกว ไทรฮะ ผูอาํ นวยการกลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
5. นางรักขณา ตัณฑวฑุ โฒ
ผูเขียนและเรียบเรยี ง ขา ราชการบํานาญ
สถาบันการศึกษาทางไกล
1. นางธัญญาวดี เหลา พานิช กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน
2. นางสาววาสนา โกสียว ัฒนา
3. นางพรทิพย เข็มทอง ขาราชการบํานาญ
ผูบ รรณาธิการ และพัฒนาปรบั ปรงุ สถาบนั กศน.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
1. นางธญั ญาวดี เหลาพานิช สถาบนั กศน.ภาคตะวนั ออก
2. นางนลินี ศรีสารคาม จันทรตรี สถาบัน กศน.ภาคตะวนั ออก
3. นายเรืองเวช แสงรตั นา สถาบัน กศน.ภาคใต
4. นางสาวสุรัตนา บูรณะวิทย สถาบนั การศกึ ษาทางไกล
5. นางมยรุ ี สวุ รรณเจรญิ สถาบนั กศน.ภาคเหนอื
6. นางสาววาสนา โกสยี ว ฒั นา สถาบัน กศน.ภาคเหนือ
7. นางสดุ ใจ บุตรอากาศ สถาบนั กศน.ภาคเหนือ
กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน
8. นายนพิ นธ จันตา ขาราชการบาํ นาญ
9. นางอุบลรัตน มีโชค ขา ราชการบาํ นาญ
10. นางพรทิพย เข็มทอง ขาราชการบํานาญ
11. นางสาวสรุ พี ร เจริญนชิ
12. นางเอ้ือจิตร สมจิตตชอบ กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน
13. นางสาวชนิตา จิตตธ รรม กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
คณะทาํ งาน กลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน
1. นายสรุ พงษ ม่นั มะโน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
2. นายศภุ โชค ศรีรัตนศลิ ป กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน
3. นางสาววรรณพร ปท มานนท
4. นางสาวศรญิ ญา กุลประดษิ ฐ
5. นางสาวเพชรนิ ทร เหลอื งจิตวฒั นา

82

ผูพิมพต น ฉบบั กลุม พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
นางสาวเพชรนิ ทร เหลอื งจติ วฒั นา กลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
ผอู อกแบบปก

นายศภุ โชค ศรรี ตั นศลิ ป

83

คณะกรรมการจัดทาํ
เนอ้ื หา เพิ่มเตมิ เรอื่ ง “การมีสวนรวมในการปอ งกนั และปราบปรามการทุจริต”

ประธานและรองประธานคณะกรรมการ

1. นายประเสรฐิ บญุ เรือง เลขาธิการ กศน.
2. ดร.ชยั ยศ อิ่มสวุ รรณ รองเลขาธิการ กศน.
3. นายชาญวิทย ทบั สพุ รรณ รองเลขาธกิ าร กศน.

คณะกรรมการที่ปรกึ ษา

1. ดร.ทองอยู แกวไทรฮะ ขาราชการบํานาญ
2. นายบุญสม นาวานะเคราะห ขา ราชการบํานาญ
ผูเ ชีย่ วชาญเฉพาะดานพัฒนาหลกั สูตร
3. นายกลุ ธร เลิศสุรยิ ะกลุ ผอู ํานวยการกลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
4. นางศทุ ธินี งามเขตต ผอู าํ นวยการสาํ นกั งานปอ งกนั การทจุ รติ
5. นายมนตช ัย วสวุ ัต ภาคประชาสังคมและการพฒั นาเครอื ขาย
เจาพนักงานปอ งกันการทจุ ริต สาํ นกั งาน ป.ป.ช.
6. นางสปุ รยี า บญุ สนิท นักกฎหมาย สํานกั งาน ป.ป.ช.
7. นายประทีป คงสนทิ

คณะกรรมการผเู ขียนและเรียบเรยี ง
1. นางพรทิพย เขม็ ทอง ขาราชการบาํ นาญ
2. นางสดุ ใจ บุตรอากาศ ศึกษานิเทศก สาํ นกั งาน กศน.
3. นางเบญจมาศ สระทองหยอม ผอู าํ นวยการ กศน.อําเภอวชริ บารมี จ.พิจติ ร
4. นางสาวชาลินี ธรรมธิษา กลุม พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น

คณะกรรมการผูบ รรณาธิการ

1. ดร.ทองอยู แกวไทรฮะ ขาราชการบํานาญ
2. นายมนตชยั วสุวัต ผูอาํ นวยการสํานกั งานปองกนั การทจุ รติ
ภาคประชาสงั คมและการพัฒนาเครือขาย
3. นางสปุ รียา บญุ สนิท เจา พนักงานปองกันการทจุ ริต สํานักงาน ป.ป.ช.
4. นายประทปี คงสนทิ นกั กฎหมาย สาํ นกั งาน ป.ป.ช.
5. นางพรทิพย เขม็ ทอง ขา ราชการบาํ นาญ
6. นางสุดใจ บตุ รอากาศ ศึกษานิเทศก สํานกั งาน กศน.
7. นางเบญจมาศ สระทองหยอม ผอู าํ นวยการ กศน.อาํ เภอวชริ บารมี
8. นางสาวชาลินี ธรรมธษิ า กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น

84

คณะผูจ ดั ทํา
เน้อื หา เพ่ิมเตมิ เรือ่ ง “คุณธรรมและคา นยิ มพ้ืนฐานในการอยรู วมกันอยางปรองดองสมานฉนั ท”

ทป่ี รกึ ษา

1. นายการณุ สกลุ ประดิษฐ เลขาธิการ กศน.
2. นายชาญวทิ ย ทบั สุพรรณ รองเลขาธิการ กศน.
3. นายสุรพงษ จาํ จด รองเลขาธิการ กศน.
7. นางศุทธินี งามเขตต ผูอํานวยการกลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรยี น

ผเู ขียน เรียบเรยี ง จากการประชุม ครัง้ ที่ 1
1. นายทองอยู แกว ไทรฮะ ขา ราชการบาํ นาญ
2. นางวันเพ็ญ สทุ ธากาศ ขา ราชการบํานาญ
3. นายวฒั นา อัคคพานิช ขาราชการบาํ นาญ
4. นางบปุ ผา ประกฤตกิ ลุ ขา ราชการบํานาญ
5. นายไตรรตั น เอีย่ มพันธ โรงเรียนสตรวี ิทยา 2 ในพระอุปถัมภ
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
6. นางสาวณัฐภัสสร แดงมณี สถาบัน กศน.ภาคใต
7. นางวภิ านนั ท สริ ิวฒั นไกรกลุ กศน.อําเภอคลองหลวง จ.ปทมุ ธานี

ผเู ขยี น เรียบเรยี ง และ บรรณาธกิ าร จากการประชมุ คร้งั ที่ 2

1. นางวันเพญ็ สทุ ธากาศ ขาราชการบาํ นาญ
2. นางสุคนธ สนิ ธพานนท ขา ราชการบํานาญ
3. นางสาววธั นยี วรรณ อรุ าสุข ขาราชการบาํ นาญ
4. นางพิวัสสา นภารตั น โรงเรยี นบดนิ ทรเดชา (สงิ ห สงิ หเสน)ี
5. นายวรวฒุ ิ จรยิ ภคั รตกิ ร กศน.อําเภอบางแกว จ.พทั ลงุ

คณะทาํ งาน กลุม พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน
1. นายสรุ พงษ ม่นั มะโน กลมุ พัฒนาการศึกษานอกโรงเรยี น
2. นายศุภโชค ศรีรตั นศิลป กลุม พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน
3. นางสาวสุลาง เพช็ รสวาง กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
4. นางสาวเบ็ญจวรรณ อําไพศรี กลุมพฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
5. นางสาวชมพูนท สังขพ ิชยั กลุม พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน
กลุม พฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
6. นางจฑุ ากมล อนิ ทระสนั ต
7. นางสาวทพิ วรรณ วงศเรือน

85

คณะผปู รบั ปรุงขอ มลู เกี่ยวกบั สถาบนั พระมหากษตั ริย ป พ.ศ. 2560

ทปี่ รกึ ษา เลขาธิการ กศน.
ผตู รวจราชการกระทรวงศกึ ษาธิการ
1. นายสรุ พงษ จาํ จด ปฏิบตั หิ นา ทร่ี องเลขาธิการ กศน.
2. นายประเสรฐิ หอมดี ผูอ ํานวยการกลมุ พฒั นาการศึกษานอกระบบ
3. นางตรีนชุ สขุ สุเดช และการศกึ ษาตามอัธยาศัย

ผปู รบั ปรุงขอ มลู กศน.เขตมีนบรุ ี กรงุ เทพมหานคร

นางเพญ็ ลดา ชนื่ โกมล

คณะทาํ งาน
1. นายสุรพงษ มั่นมะโน กลุม พฒั นาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย
2. นายศภุ โชค ศรีรัตนศิลป กลมุ พฒั นาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั
3. นางสาวเบ็ญจวรรณ อําไพศรี กลุม พฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย
4. นางสาวเยาวรัตน ปนมณีวงศ กลุมพฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั
5. นางสาวสุลาง เพช็ รสวาง กลมุ พฒั นาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั
6. นางสาวทพิ วรรณ วงคเรอื น กลมุ พฒั นาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย
7. นางสาวนภาพร อมรเดชาวัฒน กลุม พฒั นาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย
8. นางสาวชมพูนท สังขพ ิชยั กลุมพฒั นาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั

86


Click to View FlipBook Version