ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 1
ศิลปะ คอื อะไร?
ศิลปะ เป็นคำทีม่ ีความหมายท้ังกวา้ งและจำเพาะเจาะจง ทั้งนี้ยอ่ มแลว้ แต่ ทศั นะของนัก ปราชญ์แต่
ละคน รวมทั้งความเช่ือแนวคิด ในแตล่ ะยุค แตล่ ะสมยั มีความแตกตา่ งกัน หรอื แล้วแตว่ ่า จะนำศลิ ปะไปใช้ ใน
แวดวงที่กว้างขวาง หรอื จำกดั อย่างไร แต่จากทัศนะของนักปราชญ์ ท้ังหลายจะ เหน็ วา่ ศิลปะมีคุณลักษณะ ท่ี
เปน็ ตัวรว่ ม สำคัญที่สุดประการหนึง่ คือ การแสดงออก ไมว่ ่าจะเป็น อารมณ์ ความรู้สึก ความคดิ
ประสบการณ์ ความงามการเหน็ แจ้ง สญั ลกั ษณ์ ความเปน็ เรอ่ื งราวหรอื เหตุการณ์ กล็ ว้ นแตเ่ ป็น การ
แสดงออกโดยมนุษย์เป็นผู้เลอื กสรร หรือสร้างสรรค์ ข้นึ ทงั้ สิ้น ดงั นั้น จึงพอจะใหค้ วามหมายของศลิ ปะในแนว
กวา้ ง ๆ ได้ดังนี้
ศลิ ปะ คือ สิ่งที่มนษุ ย์สรา้ งขึ้นเพื่อแสดงออกซงึ่ อารมณ์ ความรสู้ กึ ปญั ญา ความคดิ และหรือ ความ
งามทงั้ นี้จะกลา่ ว โดยรวม ก็คือ ศิลปะ จะประกอบไปดว้ ย สว่ นประกอบ 3 ประการ คือ
1. มีความงาม
2. มีจดุ มุ่งหมายทแ่ี น่นอน
3. มคี วามคิดสรา้ งสรรค์
เหตุทจ่ี ำกดั วงอยู่เฉพาะผลติ ผลของมนุษย์ อาจเป็นเพราะวา่ ในบรรดา สัตวโ์ ลกด้วยกัน มนุษย์เปน็
สัตวป์ ระเภทเดียวทสี่ ามารถ สร้างสือ่ ในการ ทำความเข้าใจร่วมกัน ดที ส่ี ดุ และการดำเนิน ชวี ิตก็มีการพฒั นา
ไปเป็นระบบ ส่ิงเหล่านี้ นับเป็นสาเหตหุ น่ึงที่มนุษย์ ยกยอ่ งความเปน็ สตั วโ์ ลกของตน วา่ เป็นประเภทที่
เหนือกว่า สัตว์โลกประเภทใด
ดงั นนั้ รปู ร่างลักษณะหรือ ผลงาน สรา้ งสรรค์ จากส่ิงต่าง ๆ ทมี่ ิใช่ผลงานของมนษุ ย์ รวมทัง้
ปรากฏการณธ์ รรมชาติ ที่มี ความ สลบั ซับซอ้ น มคี วามสวยงาม มรี ปู ทรงแปลกตา แม้ มนษุ ย์ จะมีความช่นื ชม
แตก่ ็ไม่ ยอมรับว่าเปน็ ผลงานศลิ ปะ แต่หากมนษุ ย์ ใช้ความบันดาลใจ จากสิง่ เหลา่ นนั้ มาสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่
ถือว่าเป็นศลิ ปะ แตจ่ ะเปน็ ศิลปะบรสิ ทุ ธ์ิ (Fine Art) หรอื ศลิ ปประยกุ ต์ (Applied Art) หรือไมน่ ้นั ก็ข้นึ อย่กู บั
จดุ มงุ่ หมาย ในการสร้าง
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 2
คำนิยามของศลิ ปะ
พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พุทธศักราช 2525 ให้นิยามของศลิ ปะว่า ศลิ ปะ คือ ฝีมอื ฝมี ือ
ทางการชา่ ง การแสดงซงึ่ อารมณ์ สะเทือนใจ ให้ประจักษ์เห็น
พจนานุกรมศพั ทศ์ ลิ ปะ ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พุทธศกั ราช 2530 นิยามความหมายของศิลปะวา่
ศิลปะ คือ ผลแหง่ พลังความคิดสรา้ งสรรค์ของมนุษย์ ที่แสดงออก ในรูปลักษณ์ ต่างๆใหป้ รากฏซง่ึ สุนทรยี ภาพ
ความประทับใจ หรอื ความสะเทือนอารมณ์ ตามอัจฉรยิ ภาพ พทุ ธปิ ญั ญา ประสบการณ์ รสนิยม และทกั ษะ
ของแต่ละคน เพ่ือความพอใจ ความรื่นรมย์ ขนบธรรมเนยี ม จารตี ประเพณี หรอื ความเช่ือในลัทธศิ าสนา และ
กลา่ วว่า ศิลปะแบ่งออกเปน็ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ วจิ ิตรศิลป์ (Fine Art) กบั ประยกุ ต์ศิลป์ (Applied Art)
อริสโตเติล (Aristotle) ปราชญใ์ นยุคกรีกโบราณ นิยามความหมาย ของศลิ ปะ
วา่ ศลิ ปะคือการเลียนแบบธรรมชาติ
ตอลสตอย (Leo Tolstoi) นักประพนั ธท์ มี่ ีชื่อเสียงชาวรัสเซีย นยิ าม
ความหมาย ของศิลปะ วา่ ศิลปะคือการถ่ายทอดความรู้สึกของมนษุ ย์
ออกมา
ศาสตราจารย์ศิลป์ พรี ศรี (C. Feroci)
ศลิ ปนิ ชาวอิตาเลยี นผมู้ าวางรากฐาน การศึกษาศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทย
ได้นิยามความหมายของศิลปะวา่ ศลิ ปะคืองาน อนั เปน็ ความพากเพยี รของ
มนษุ ย์ ซึ่งจะตอ้ งใช้ความพยายาม ด้วยมอื และความคิด และยังมีคำนยิ ามของ
ศิลปะที่นา่ สนใจและถูกใช้อ้างองิ อย่างแพร่หลาย ในปัจจุบัน ท่ีปรากฎตาม
หนังสอื และเอกสารตา่ ง ๆ ดังจะยกตวั อย่าง พอเปน็ สังเขป ดังนี้
ศิลปะ คือ การเลยี นแบบธรรมชาติ (Art is the imitation of
nature) การตคี วามจากคำนิยามน้ี ธรรมชาติ ถือเปน็ ปัจจัยสำคัญท่ีก่อใหเ้ กดิ
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 3
แรงบันดาลใจ ให้แก่ ศิลปินในการสร้างงาน คำนยิ ามนี้วา่ ศิลปะคือ การเลยี นแบบธรรมชาติ เปน็ คำ
นยิ าม ทถ่ี ือกันว่าเก่าแก่ทส่ี ุดซ่ึง อริสโตเติล (Aristotle 384-322 B.C.) นักปราชญช์ าวกรีก เปน็ ผตู้ ง้ั ข้นึ เป็น
การชใี้ ห้เหน็ ว่า ธรรมชาตอิ าจเปรยี บไดด้ ังแมบ่ ทสำคญั ทีม่ ีต่อศลิ ปะ ดว้ ยศลิ ปะ เป็นส่ิงสร้างโดยมนุษย์ และ
มนุษย์ก็ ถือกำเนิดมาทา่ มกลาง ธรรมชาติ อีกทัง้ บนเส้นทาง การดำเนนิ ชวี ติ มนษุ ย์กผ็ ูกพันธ์อยูก่ บั ธรรมชาติ
จนไมส่ ามารถ แยกออกจากกันไดในทางศลิ ปะ มิใชเ่ ปน็ การบันทึก เลียนแบบเหมือนกระจกเงาหรอื ภาพถ่าย
ซึง่ บนั ทึกสะท้อนทกุ ส่วน ท่ีอยตู่ รงหน้า แต่อาจจะเพ่ิมเติม ตดั ทอน หรอื อาจจะใส่อารมณ์ ความรสู้ กึ เข้าไปด้วย
ธรรมชาติเปน็ แหลง่ บันดาลใจที่สำคัญในการสร้างงานศิลปะของมนุษยธ์ รรมชาติ จงึ อาจคล้ายแหลง่ วทิ ยาการท่ี
ยง่ิ ใหญ่ ของมวลมนษุ ย์ ในการศึกษา คน้ ควา้ ลอก เลยี นและที่สำคญั คือ มนุษยต์ ้องเรียนรู้ธรรมชาติ เพ่อื การ
ดำรงชีวติ อย่าง มปี ระสิทธิภาพ และจากการ สังเกต มนษุ ย์อาจได้พบกับความพึงพอใจในลักษณะ ทแี่ ฝงเรน้ อยู่
กับธรรมชาติ ไม่วา่ จะเปน็ สีสัน รูปรา่ ง บรรยากาศ ความแปลก ความงาม ฯลฯ และบางคร้งั สังเกตเหน็ ความ
เปลย่ี นแปลง ของธรรมชาติ ก่อให้เกิดความประทบั ใจ สะเทือนใจ เสยี ดายและความรู้สึกอน่ื ๆ จนถงึ ความ
ตอ้ งการเป็น เจา้ ของ จากความรสู้ กึ ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นแรงกระตุน้ ใหม้ นษุ ย์พยายาม ที่จะรกั ษาสภาพการณ์ น้ัน
ไวใ้ หค้ งอยู่ อาจดว้ ยความทรงจำ และถ่ายทอดความทรงจำน้ันดว้ ย สอื่ และรปู แบบ ตา่ ง ๆ
ในคำนิยามนี้ ศลิ ปะก็เปรยี บได้ดัง เครือ่ งมอื ของศิลปิน ที่ใชบ้ นั ทึก เลยี นแบบธรรมชาตไิ ว้ แตใ่ นการ
เลียนแบบธรรมชาติ ในทางศิลปะ มิใช่การเลยี นแบบเหมอื นกระจกเงา หรอื ภาพถา่ ย แต่อาจเพ่ิมเตมิ ตัดทอน
หรืออาจสอดแทรกอารมณ์ ของศิลปนิ เขา้ ไปด้วย
ศิลปะ คือ สอื่ ภาษาชนิดหน่ึง (Art is The Language)สอื่ เป็นตัวกลางทส่ี ามารถชักนำ
เชอื่ มโยงให้ถึงกนั หรอื สามารถทำการ ตดิ ต่อกนั ได้
ภาษา หมายถงึ เสยี งหรอื สือ่ ทส่ี ามารถเขา้ ใจซง่ึ กนั และกันได้ สรุป รวม แลว้ ทง้ั สอ่ื และภาษาเป็น
พฤติกรรม ที่แสดงออก เพอื่ ชักนำ เพ่ือติดต่อให้ถึงกนั และเม่ือ ตีความหมายของคำนยิ ามที่ว่า ศิลปะ เป็นส่ิง
หรอื ภาษาได้อยา่ งไร โดยนำศิลปะไปเปรียบเทยี บกบั สื่อท่เี ป็นภาษาพดู และภาษาเขยี น ใน ภาษาพดู เป็น
ลักษณะถา่ ยทอดโดยใชส้ ือ่ ประเภทเสียง เปล่งออกมาเปน็ คำ หรือประโยค เพ่ือส่ือความหมายในสิง่ ทผ่ี ู้พูดตอ้ ง
การถ่ายทอดให้ผู้ฟงั ไดร้ บั รู้ ส่วนภาษาเขยี นเปน็ ลักษณะการ สอื่ ความหมาย โดยอาศัยสระ พยัญชนะ
วรรณยุกต์ ฯลฯ เพื่อโยง ใหเ้ กดิ ความเข้าใจรว่ มกนั ระหวา่ งผู้เขยี นกับผู้อา่ น
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 4
ป้ายบอกหา้ มปฏบิ ตั ิ
ศิลปะในรปู สญั ลกั ษณต์ ่างๆที่สอื่ ความ
เขา้ ใจ
ภาพแผนผังสวนสตั ว์เชียงใหม่
งานศลิ ปะในรปู แผนทีห่ รือแผนผงั
บอกตำแหน่ง
ชอื่ ภาพวถิ ีพอเพยี ง โรงเรียนบา้ นกระถิน
จังหวดั นครราชสีมา
งานศิลปะสือ่ ความหมายถ่ายทอด
เรื่องราว
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 5
การส่ือความหมายโดยใชภ้ าษาเขียน และ ภาษาภาพ เปน็ ลกั ษณะ การถา่ ยทอดส่งิ ที่ต้องการ ใหผ้ ูอ้ ่นื
รับรู้ ให้ปรากฎในรูป แบบศลิ ปะอันอาจเปน็ ลกั ษณะ เส้น รปู รา่ ง รูปทรง ทิศทาง แสงเงา สี และอน่ื ๆ ท้งั ใน
ลักษณะท่ีเปน็ รูปธรรมและนามธรรม ตัวอยา่ งเชน่ ในภาษาพดู ส่ือความหมาย โดยกลา่ วคำว่า ผเี สอ้ื ผฟู้ ัง ย่อม
สามารถ รคู้ วามหมาย ด้วยการระลึกถงึ ลักษณะรูปร่าง สสี ัน รายละเอยี ดของผเี ส้ือ จากประสบการณ์เดมิ ส่วน
ในภาษาเขียนก็ เช่นเดียวกันเขยี นคำว่า ผเี สอื้ ผอู้ ่านก็ตอ้ งระลกึ ถงึ ประสบการณ์เดมิ มาประกอบในการ แปล
ความ เหมือนกัน และในทางศลิ ปะ อาจถ่ายทอด โดยการ วาดภาพผเี ส้ือข้ึน ผดู้ ูสามารถรับรู้และตคี วาม ได้
ทันที โดยมิตอ้ งใช้ความคิดจินตนาการในรูปแบบมาประกอบการตีความ ย่อมแสดง ได้วา่ ศิลปะสามารถจัดเขา้
ลกั ษณะสอ่ื หรือภาษา ไดเ้ ชน่ เดยี วกัน และสอ่ื ภาษา ทีช่ ดั เจน กวา่ สอ่ื ตวั อกั ษร หรือคำพูด ดงั คำกล่าว ของนัก
ปรชั ญาจนี ทเ่ี คยกลา่ ววา่ รปู ภาพ 1 รูปสามารถใชแ้ ทนคำพูด ไดน้ ับพนั คำ
การท่ีจะเขา้ ใจการสื่อความหมาย ไมว่ ่าจะสอื่ ภาษา ชนดิ ใดก็ตาม ท้งั ภาษาพดู ภาษาเขียน หรือ
ภาษาภาพ ผู้ทสี่ ามารถตีความหมาย หรอื ทำความเขา้ ใจไดย้ ่อม ต้องอาศัย การศึกษาเรียนร้ใู นหลักการ ของ
ภาษาน้นั รวมทงั้ การ ฝึกฝน หาประสบการณเ์ ก่ยี วกับส่ือภาษา ชนิดนัน้ ๆ มาเปน็ พืน้ ฐาน ไวโ้ ยงตคี วามหมาย
ยิ่งมีพนื้ ฐานประสบการณ์มากเทา่ ไร ก็ยงิ่ สามารถเขา้ ใจในส่ือภาษานัน้ เป็น อย่างดี
ศิลปะ คอื การแสดงบุคลิคลกั ษณะของศิลปิน (Art is the The Expression of
Great Personallity)
บุคลิกภาพเป็นลักษณะคงที่ของบุคคล หรือแนวโนม้ ท่ีแสดงให้เห็นถงึ ลักษณะที่ เหมือน หรอื แตกตา่ ง
กนั ของพฤติกรรมทางจติ วิทยา เช่น ความนกึ คดิ ความรู้สึก และการกระทำในชว่ งเวลาหนง่ึ และบุคลกิ ภาพ
เปน็ แบบแผนทเ่ี ปน็ เอกลักษณ์ (Unique) ที่ประกอบกันข้ึนของบุคคล เป็น เอกลักษณป์ ระจำตัวของมนษุ ย์ทกุ
คน และไม่มีใคร เหมอื นใครได้เลย เปน็ ความแตกต่างระหว่างบุคคลจากคำจำกดั ความของนักจิตวทิ ยา ทใ่ี ห้
ความหมายเกี่ยวกับบุคลกิ ภาพนน้ั พอท่จี ะสรุป กล่าวได้ว่า บคุ ลิกภาพ เปน็ ลักษณะเฉพาะหรอื เอกลักษณ์ของ
แตล่ ะบคุ คล ดงั น้นั พฤตกิ รรมที่ ปรากฏในแต่ละบคุ คลย่อมไมเ่ หมอื นกัน ศิลปะอาจนบั ไดว้ า่ เปน็ เครื่องมือ
หรือสอ่ื ที่ใช้ถา่ ยทอดและ บนั ทึกพฤติกรรมของศิลปนิ ดังนั้น ผลงานศลิ ปะ ก็คือ เคร่ืองบันทึก พฤติกรรมอัน
เปน็ บุคลิกภาพ เฉพาะของศิลปนิ นน่ั เอง
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 6
ทศั นธาตุกับงานศิลปะ
ทัศนธาตุ ( Visual Elements ) ในทางทัศนศลิ ป์ หมายถงึ ส่วนประกอบของศิลปะท่ีมองเห็นได้
ผลงานทางทัศนศลิ ป์ สามารถทำให้ผู้สัมผัสเกดิ อารมณ์และความรู้สึกประทบั ใจได้นนั้ แสดงถึงการสร้างสรรค์
อย่างถูกต้องตามเกณฑข์ องการจัด อันเป็นพนื้ ฐาน ของความงามทางด้านศลิ ปะ ซึง่ จะเกิดข้นึ ไดต้ ้อง
ประกอบด้วยองคป์ ระกอบย่อย ๆ หรือท่นี ิยมเรยี กวา่
“ทัศนธาตุในงานศิลปะ”(Element of Arts) หรอื หลกั การจัดองค์ประกอบ สแี ละการใช้สี การจะ
นำเอาสิ่งดงั กลา่ วมาจดั รวมกัน ให้เกิดคณุ คา่ ทางศลิ ปะไดน้ ้ัน จะต้องมคี วามรู้ความเขา้ ใจให้ถ่องแทถ้ ึง
คณุ ลกั ษณะ ความสำคญั ความหมาย และการนำไปใช้ ซึ่งทัศนธาตุแต่ละอยา่ งก็จะให้คุณสมบัติและความรู้สึง
แตกตา่ งกนั ไป
ทศั นธาตุหรือองค์ประกอบศลิ ปท์ ีเ่ ป็นพน้ื ฐานในการนำไปใช้เพื่อการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลปจ์ ะ
ประกอบไปดว้ ย จุด เสน้ รปู รา่ ง ลกั ษณะผวิ นำ้ หนักออ่ น-แก่ แสง-เงา และสี ซ่งึ มีรายละเอยี ดดังน้ี
ทศั นธาตทุ ง้ั 7 Point
❖ จดุ (Point)
❖ เสน้ ( Line )
❖ สี (COLOUR)
❖ รปู รา่ งและรปู ทรง ( Shape & Form)
❖ พ้ืนผิว ( texture )
❖ น้าหนกั อ่อนแก่ (Value)
1. จุด ❖ บริเวณว่าง (Space) หรือ ชอ่ งไฟ
X
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 7
1.จดุ ( point )
จุด ( point ) หมายถึงสิ่งทีป่ รากฏบนพืน้ ระนาบท่มี ีขนาดเลก็ ท่สี ุด ไม่มีความกว้าง ความยาว ความ
สูง ความหนา หรือความลึก จดุ เป็นทัศนธาตุทเ่ี ล็กทีส่ ดุ และมีมติ ิเป็นศูนย์ จุดสามารถแสดงตำแหน่งได้เม่ือมี
บริเวณวา่ งรองรับ จุดถือเปน็ ทศั นธาตุหรอื พน้ื ฐานเบ้อื งตน้ ทสี่ ดุ ในการสรา้ งงานทศั นศิลป์ จุดเป็นต้นกำเนิดของ
ทศั นธาตุอืน่ ๆ เชน่ เส้น รูปรา่ ง รปู ทรงและพื้นผิว ค่าความออ่ นแก่ แสงเงา เราสามารถพบเหน็ จดุ ได้โดยทวั่ ไป
ในธรรมชาติ เช่น ดวงดาวบนทอ้ งฟ้า บนส่วนต่างๆของผิวพชื และสัตว์ บนก้อนหนิ พืน้ ดินฯลฯ
ลกั ษณะของจุด จดุ เด่ียว จดุ กระจาย กลุ่มจุด
จดุ กระจาย(Scattering points)
จดุ เดย่ี ว(Single point)
กลมุ่ จดุ (Group of points) จุดตอ่ เน่ือง (Continuous points)
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 8
2. เสน้ ( Line )
เส้น ( Line ) หมายถงึ ร่องรอยทีเ่ กิดจากเคล่อื นที่ของจุด หรอื ถา้ เรานำจดุ มาวางเรียงต่อ ๆ กันไป ก็
จะเกิดเปน็ เส้นข้ึน เสน้ มีมิตเิ ดียว คือ ความยาว ไม่มคี วามกว้าง ทำหน้าท่ีเปน็ ขอบเขต ของทว่ี ่าง รูปรา่ ง
รปู ทรง นำ้ หนกั สี ตลอดจนกล่มุ รูปทรงตา่ ง ๆ รวมท้งั เปน็ แกนหรือ โครงสรา้ งของรูปร่างรูปทรง เส้นเป็น
พืน้ ฐานทีส่ ำคัญของงานศลิ ปะทุกชนดิ เส้นสามารถให้ความหมาย แสดง ความรสู้ กึ และอารมณ์ได้ด้วยตวั เอง
และดว้ ยการสรา้ งเปน็ รูปทรงต่าง ๆ ขึ้น เส้นมี 2 ลกั ษณะคือ เส้นตรง (Straight Line) และ เส้นโค้ง(Curve
Line) เสน้ ทง้ั สองชนิดนี้ เม่ือนำมาจดั วางในลักษณะต่าง ๆ กนั จะมชี อื่ เรยี กตา่ ง ๆ และใหค้ วามหมาย
ความรู้สกึ ทแ่ี ตกต่างกันอีกด้วย
ลกั ษณะของเส้น
เสน้ ตงั้ หรือ เส้นด่ิง ใหค้ วามรสู้ กึ ทางความสูง สง่า มนั่ คง แข็งแรง หนักแน่น
เปน็ สัญลกั ษณ์ของความซื่อตรง
เส้นนอน ใหค้ วามรู้สึกทางความกว้าง สงบ ราบเรยี บ น่ิง ผอ่ น
คลาย
เส้นเฉียงหรือ เส้นทแยง ใหค้ วามรสู้ กึ เคลื่อนไหว รวดเรว็ ไม่มั่นคง
มมุ
เส้นหยัก หรือ เส้นซิกแซก ให้ความรสู้ กึ เคลือ่ นไหว อย่างเปน็ จงั หวะ มรี ะเบียบ ไม่
แบบฟนั ปลา ราบเรียบ น่ากลวั อันตราย ขัดแยง้ ความรนุ แรง
เส้นโค้ง แบบคล่นื ให้ความรูส้ กึ เคลื่อนไหวอย่างชา้ ๆ ลน่ื ไหล ต่อเนอ่ื ง
สุภาพ อ่อนโยน นุม่ นวล
เสน้ โค้งแบบก้นหอย ให้ความรูส้ กึ เคล่ือนไหว คลี่คลาย หรอื เติบโตในทิศทางที่
หมุนวนออกมา ถ้ามองเขา้ ไปจะเห็นพลงั ความเคล่ือนไหว
ทไี่ มส่ ิ้นสดุ
เสน้ โคง้ วงแคบ ให้ความรสู้ กึ ถึงพลังความเคล่ือนไหวทรี่ ุนแรง การเปลย่ี น
ทิศทาง ท่ีรวดเร็ว ไมห่ ยุดนง่ิ
เสน้ ประ ใหค้ วามรู้สึกที่ไม่ต่อเนื่อง ขาด หาย ไม่ชดั เจน ทำให้เกิด
ความเครียด
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 9
ความสำคัญของเส้น
1. ใชใ้ นการแบง่ ท่วี ่างออกเป็นสว่ น ๆ
2. กำหนดขอบเขตของทวี่ า่ ง หมายถงึ ทำให้เกิดเปน็ รูปรา่ ง (Shape) ขึ้นมา
3. กำหนดเสน้ รอบนอกของรูปทรง ทำให้มองเห็นรูปทรง (Form) ชดั ข้ึน
4. ทำหน้าท่ีเป็นนำ้ หนักออ่ นแก่ ของแสดงและเงา หมายถงึ การแรเงาด้วยเสน้
5. ให้ความรู้สึกด้วยการเป็นแกนหรือโครงสร้างของรปู และโครงสรา้ งของภาพ
การนำเส้นตา่ ง ๆ มาจัดรวมกันในงานทัศนศลิ ป์ เพอื่ ให้เกิดความรสู้ ึกทเี่ รา
ตอ้ งการ ทั้งยงั ทำใหเ้ กดิ มมี ติ ิทห่ี นา้ สนใจ/ผลงานชมรมบา้ นศลิ ปะจกั ริน
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 10
3. สี (COLOUR)
สี (COLOUR) หมายถึง ลกั ษณะกระทบต่อสายตาใหเ้ ห็นเป็นสมี ีผลถงึ จิตวิทยา คือมีอำนาจใหเ้ กิดความ
เข้มของแสงที่อารมณแ์ ละความรู้สกึ ได้ การทีไ่ ด้เห็นสจี ากสายตาสายตาจะส่งความรู้สึกไปยังสมองทำใหเ้ กดิ
ความรู้สึก ต่างๆตามอิทธพิ ลของสี เช่น สดชืน่ ร้อน ตื่นเตน้ เศร้า สีมคี วามหมายอย่างมากเพราะศิลปนิ
ต้องการใชส้ ีเป็นสอ่ื สรา้ งความประทบั ใจในผลงานของศิลปะและสะท้อนความประทบั ใจน้ันให้บงั เกิดแกผ่ ูด้ ู
มนุษย์เกี่ยวข้องกบั สีตา่ งๆ อยู่ตลอดเวลาเพราะทุกส่ิงทอี่ ยู่รอบตัวนนั้ ลว้ นแต่มีสีสนั แตกต่างกนั มากมาย สเี ปน็
สิง่ ท่ีควรศกึ ษาเพื่อประโยชนก์ ับตนเองและ ผู้สรา้ งงานจิตรกรรมเพราะ เร่อื งราวองสนี ้นั มีหลักวชิ าเปน็
วทิ ยาศาสตร์จงึ ควรทำความเข้าใจวทิ ยาศาสตร์ ของสจี ะบรรลผุ ลสำเรจ็ ในงานมากขึน้ ถ้าไมเ่ ข้าใจเร่ืองสดี ี
พอสมควร ถา้ ได้ศกึ ษาเรื่องสดี ีพอแลว้ งานศิลปะกจ็ ะประสบความสมบูรณ์เป็นอยา่ งยิ่ง
คำจำกัดความของสี
1. แสงทีม่ คี วามถี่ของคลื่นในขนาดท่ตี ามนุษยส์ ามารถรับสมั ผัสได้
2. แมส่ ที ่เี ปน็ วตั ถุ (PIGMENTARY PRIMARY) ประกอบดว้ ย แดง เหลอื ง น้ำเงนิ
3. สที เ่ี กดิ จากการผสมของแมส่ ี
คุณลกั ษณะของสี
สแี ท้ (HUE) คอื สที ่ียังไม่ถูกสีอน่ื เขา้ ผสม เปน็ ลกั ษณะของสีแท้ทีม่ ีความสะอาดสดใส เชน่ แดง เหลือง
น้ำเงิน
สอี ่อนหรอื สจี าง (TINT) ใชเ้ รยี กสแี ท้ที่ถูกผสมด้วยสีขาว เชน่ สเี ทา, สชี มพู
สแี ก่ (SHADE) ใชเ้ รียกสแี ท้ที่ถูกผสมดว้ ยสดี ำ เชน่ สนี ำ้ ตาล
ประวัติความเป็นมาของสี
มนุษย์เริ่มมีการใชส้ ีต้ังแต่สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ มที ้ังการเขยี นสลี งบนผนังถ้ำ ผนังหนิ บนพ้ืนผวิ
เคร่อื งปัน้ ดินเผา และที่อื่นๆภาพเขียนสีบนผนงั ถ้ำ(ROCK PAINTING) เริ่ม ทำตงั้ แต่สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ใน
ทวปี ยุโรป โดยคนก่อนสมัยประวตั ศิ าสตรใ์ นสมยั หนิ เก่าตอนปลาย ภาพเขยี นสที มี่ ีชอ่ื เสียงในยุคนพี้ บทปี่ ระเทศ
ฝรัง่ เศษและประเทศสเปนในประเทศ ไทย กรมศลิ ปากรได้สำรวจพบภาพเขียนสสี มยั ก่อนประวตั ศิ าสตรบ์ น
ผนังถำ้ และ เพิงหินในท่ตี ่างๆ จะมอี ายุระหว่าง 1500-4000 ปี เป็นสมัยหินใหมแ่ ละยุคโลหะไดค้ น้ พบตัง้ แตป่ ี
พ.ศ. 2465 ครง้ั แรกพบบนผนังถำ้ ในอ่าวพงั งา ต่อมาก็คน้ พบอกี ซ่ึงมีอยู่ทว่ั ไป เชน่ จงั หวดั กาญจนบรุ ี อุทัยธานี
เป็นต้นสที ี่เขยี นบนผนงั ถ้ำสว่ นใหญเ่ ป็นสแี ดง นอกน้ันจะมีสีส้ม สเี ลอื ดหมู สีเหลือง สนี ้ำตาล และสีดำสบี น
เครื่องป้ันดนิ เผา ได้คน้ พบการเขียนลายคร้ังแรกทีบ่ ้านเชียงจังหวดั อดุ รธานีเมื่อปี พ.ศ.2510 สที ีเ่ ขียนเปน็ สี
แดงเป็นรูปลายกา้ นขดจิตกรรมฝาผนังตามวัดตา่ งๆสมยั สุโขทัยและอยธุ ยามีหลกั ฐานวา่ ใช้สีในการเขยี นภาพ
หลายสี แตก่ ็อยู่ในวงจำกดั เพียง 4 สี คอื สีดำ สขี าว สีดินแดง และสีเหลืองในสมัยโบราณนั้น ช่างเขียนจะเอา
วตั ถุตา่ งๆในธรรมชาติมาใชเ้ ป็นสสี ำหรบั เขียนภาพ เชน่ ดินหรอื หนิ ขาวใชท้ ำสีขาว สดี ำก็เอามาจากเขมา่ ไฟ
หรอื จากตวั หมึกจนี เปน็ ชาตแิ รกท่ีพยายามค้นคว้าเรอ่ื งสธี รรมชาติไดม้ ากกวา่ ชาติอ่นื ๆ คือ ใชห้ นิ นำมาบดเปน็
สีต่างๆ สีเหลืองนำมาจากยางไม้ รงหรอื รงทอง สีครามกน็ ำมาจากต้นไมส้ ่วนใหญ่แล้วการคน้ ควา้ เรื่องสีก็
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 11
เพอ่ื ที่จะนำมาใช้ ยอ้ มผ้าต่างๆ ไม่นิยมเขยี นภาพเพราะจนี มีคติในการเขยี นภาพเพียงสเี ดยี ว คอื สดี ำ
โดยใช้หมกึ จีนเขยี น
สีสามารถแยกออกเป็น 2 ประเภทคอื
1. สธี รรมชาติ
2. สที ่มี นุษย์สร้างขึ้น
สีธรรมชาติ เป็นสีท่เี กดิ ขน้ึ เองธรรมชาติ เช่น สีของแสงอาทติ ย์ สีของท้องฟา้ ยามเช้า เยน็ สีของรุง้ กิน
นำ้ เหตุการณท์ เ่ี กดิ ข้ึนเองธรรมชาติ ตลอดจนสีของ ดอกไม้ ต้นไม้ พ้ืนดนิ ท้องฟ้า น้ำทะเล
สีที่มนษุ ย์สรา้ งขน้ึ หรือได้สังเคราะห์ขึ้น เชน่ สีวิทยาศาสตร์ มนษุ ย์ได้ทดลองจากแสงตา่ งๆ เชน่
ไฟฟ้า นำมาผสมโดยการทอแสงประสานกนั นำมาใชป้ ระโยชน์ในด้านการละคร การจัดฉากเวที โทรทัศน์ การ
ตกแตง่ สถานที่
ความสัมพันธข์ องมนุษยก์ ับสี
สรรพสิง่ ท้งั หมายในจกั รวาลประกอบไปดว้ ยสี ดงั นัน้ สิ่งแวดลอ้ มรอบตวั มนุษย์จงึ ประกอบไปด้วยสี สี
จำแนกออกเปน็ 2 ประเภท คือ
1. สีทเ่ี กิดจากปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ เช่น สขี องแสง สีผวิ ของวตั ถุตามธรรมชาติ
2. สีทเี่ กดิ จากการสรา้ งสรรคข์ องมนุษย์ เช่น สีของแสงไฟฟ้า สีของพลุ สที ่ใี ช้เขียนภาพ และย้อมสี
วสั ดุตา่ งๆ
เหตทุ ีม่ นุษย์รู้จักใช้สี เพราะมนษุ ย์มีธรรมชาติรกั สวยรกั งาม เมือ่ เหน็ ความงามตามธรรมชาติ เช่น
ดอกไม้ ใบไม้ สตั ว์ วัตถตุ ลอดจนทิวทัศนท์ ่ีงดงาม มนุษยก์ ็อยากจะเก็บความงามเอาไว้ จึงได้นำเอาใบไม้ หินสี
เปลือกหอย ฯลฯ มาประดับร่างกายและยังรู้จักเอาดนิ สแี ละเขม่ามาทาตัว หรอื ขดี เขียนสว่ นท่ตี ้องการใหง้ าม
รวมท้ังการเขยี นภาพตามผนงั ถ้ำอีกดว้ ย
สำหรบั ในปจั จบุ ันไดม้ กี ารสงั เคราะห์สีจากวัตถุขนึ้ มาใชใ้ นงานตา่ งๆ อยา่ งกว้างขวางท่ัวไป
จิตวทิ ยาแหง่ สี (psychology of colors)การใช้สใี หส้ อดคล้องกับหลกั จติ วิทยา จะต้องเขา้ ใจว่าสใี ดให้
ความร้สู ึกตอ่ มนษุ ย์อย่างไรจงึ จะใชไ้ ด้อยา่ งเหมาะสม ความร้สู กึ เกี่ยวกับสี สามารถจำแนกออกไดด้ ังน้ี
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 12
สีแดง ใหค้ วามรู้สกึ อนั ตราย เรา่ ร้อน รนุ แรง มนั่ คง อุดมสมบรู ณ์
สสี ้ม ให้ความรสู้ กึ สว่าง เร่ารอ้ น ฉูดฉาด
สเี หลือง ใหค้ วามรู้สกึ สว่าง สดใส สดชืน่ ระวัง
สเี ขียว ให้ความร้สู กึ งอกงาม พักผอ่ น สดช่นื
สนี ำ้ เงนิ ให้ความร้สู ึกสงบ ผอ่ นคลาย สงา่ งาม ทึม
สมี ว่ ง ให้ความรูส้ ึกหนัก สงบ มีเลศนัย
สีน้ำตาล ให้ความรู้สกึ เกา่ หนกั สงบเงยี บ
สีขาว ใหค้ วามร้สู ึกบริสทุ ธ์ิ สะอาด ใหม่ สดใส
สีดำ ให้ความรู้สึกหนัก หดหู่ เศร้าใจ ทึบตัน
การใชส้ ตี ามหลกั จิตวทิ ยา สามารถก่อใหเ้ กดิ ประโยชนไ์ ดห้ ลายประการ ทง้ั น้ีขน้ึ อยู่กับลักษณะการใช้
งานประโยชนท์ ่ไี ดร้ ับนั้น สามารถสรปุ ได้ดังน้ี
1. ประโยชนใ์ นดา้ นแสดงเวลาของบรรยากาศในภาพเขยี น เพราะสีบรรยากาศในภาพเขียนนัน้
จะแสดงใหร้ ู้ว่าเปน็ ภาพตอนเช้า ตอนกลางวันหรอื ตอนบ่าย เปน็ ต้น
2. ประโยชนใ์ นดา้ นการค้า คอื ทำให้สนิ ค้าสวยงาม น่าซอ้ื หา นอกจากนยี้ ังใช้กบั งานโฆษณา
เช่น โปสเตอรต์ า่ งๆ ช่วยให้จำหนา่ ยสนิ คา้ ได้มากขึน้
3. ประโยชนใ์ นดา้ นประสทิ ธภิ าพของการทำงาน เช่น โรงงานอุตสาหกรรม
ถา้ ทาสีสถานท่ีทำงานให้ถูกหลักจิตวิทยา จะเป็นทางหนึง่ ท่ีช่วยสรา้ งบรรยากาศให้น่าทำงาน
คนงานจะทำงามากข้ึน มีประสิทธภิ าพในการทำงานสงู ขน้ึ
4. ประโยชน์ในดา้ นการตกแตง่ สีของห้อง และสีของเฟอร์นิเจอร์ ช่วยแก้ปญั หาเร่ืองความสวา่ งของห้อง
รวมทั้งความสุขในการใชห้ ้อง ถ้าเปน็ โรงเรยี นเดก็ จะเรียนได้ผลดีขึน้ ถา้ เป็นรงพยาบาลคนไขจ้ ะหายเร็วขนึ้
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 13
แม่สขี องวตั ถธุ าตุ
แม่สีของวัตถธุ าตุสังเคราะห์มาจากวัตถโุ ดยนักเคมี ซึ่งนำมาใช้กับวงการศิลปะ วงการอุตสาหกรรม
โดยกำหนดแม่สีไว้ 3 สี คือ
สีแดง (red)
สนี ำ้ เงิน (blue)
สเี หลอื ง (yellow)
ภาพแสดงสีข้ันท่ี 1 หรอื แม่สี
ในการผสมสีถา้ นำเอาแมส่ มี าผสมกันเป็นคู่จะได้สีขั้นท่ี 2 จำนวน 3 สี สม้
แดง เหลอื ง
นำ้ เงิน แดง ม่วง
เหลือง นำ้ เงนิ เขยี ว
ภาพแสดงสขี ั้นที่ 2 ส้ม/ม่วง/เขยี วและถ้านำเอาสีขน้ั ท่ี 2 มาผสมกบั แมส่ ี
โดยผสมเป็นคจู่ ะไดส้ ีขนั้ ที่ 3 จำนวน 6 สี
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 14
วงจรสี หรือเรยี กอีกอย่างหนง่ึ ว่า วงสธี รรมชาติ ประกอบด้วยแม่สี สีข้นั ท่ี 2 และสีขนั้ ที่ 3 ซ่ึงมีสี
ดงั ตอ่ ไปนี้
สขี ั้นที่ 1 หรอื แม่สีมี 3 สี คือ สีแดง (red) สนี ำ้ เงิน (blue) สเี หลือง (yellow)
สีข้นั ท่ี 2 เกดิ จากการผสมกนั ระหวา่ งสีของแมส่ ี จะเกดิ สขี ึ้น 3 สี คอื
สีม่วง (violet) เกดิ จาก สีแดงผสมสนี ้ำเงิน
สีเขยี ว (green) เกดิ จาก สนี ้ำเงนิ ผสมสีเหลือง
สีสม้ (orange) เกิดจาก สีเหลืองผสมสีแดง
สขี น้ั ท่ี 3 เกดิ จากการผสมกันระหวา่ งสขี องแม่สกี บั สีขัน้ ที่ 2 จะเกดิ สขี ้ึน 6 สี คือ
สีน้ำเงินม่วง (violet-blue) เกดิ จาก สนี ำ้ เงินผสมสมี ่วง
สเี ขยี วน้ำเงนิ (blue-green) เกดิ จาก สนี ำ้ เงนิ ผสมสีเขยี ว
สเี หลืองเขียว (green-yellow) เกดิ จาก สเี หลอื งผสมสเี ขียว
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 15
สสี ้มเหลอื ง (yellow-orange) เกิดจาก สเี หลืองผสมสสี ้ม
สแี ดงสม้ (orange-red) เกิดจาก สแี ดงผสมสีสม้
สมี ่วงแดง (red-violet) เกิดจาก สแี ดงผสมสมี ว่ ง
***** จากวงจรส*ี ****
1. สตี รงขา้ ม คิอื สที ่อี ยู่ครงขา้ มกันในวงสี (เสน้ สแี ดง) เช่น สเี ขียวตรงขา้ มสแี ดง สมี ่วงตรงข้ามสสี ม้
2. สีตรงขา้ มถา้ นำมาผสมกนั สีจะตายทนั ที (เป็นสโี ครน)
3. จากเส้นแนวระหวา่ งสมี ว่ งกับสีเหลอื ง ฝง่ั สเี ขียวคือสวี รรณะเย็น ฝ่ังสีแดงคอื สวี รรณะร้อน
4. สีไกล้เคยี ง หรอื สขี ้างเคียง คือสีท่ีอยู่ข้างกนั ในวงสี
คุณลักษณะของสี มี 3 ประการ คอื
สีแท้ (hue) คือ สี 12 สที ี่ปรากฏในวงสีธรรมชาติ
ความจัดของสี (intensity) คือ ความสดหรอื ความบริสทุ ธขิ์ องสแี ท้ ความบรสิ ทุ ธิข์ องสีแทจ้ ะลดลงเม่ือถูก
ผสมด้วยสีขาว สดี ำ หรอื สคี ตู่ รงข้าม
นำ้ หนักของสี (values) หมายถึง นำ้ หนกั อ่อนแก่ของสตี ามลำดับ เนื่องจากถูกผสมด้วยสขี าว – ดำ
น้ำหนกั ของสจี ะลดลงด้วยการใชส้ ีขาวผสม (tint) น้ำหนักของสจี ะเพ่ิมข้นึ ปานกลางด้วยการใชส้ เี ทาผสม
(tone) และนำ้ หนกั ของสจี ะเพมิ่ ขึ้นมากข้ึนดว้ ยการใชส้ ีดำผสม (shade) น้ำหนักของสียังหมายถงึ การ
เรยี งลำดบั นำ้ หนักของสแี ทด้ ว้ ยกนั เอง โดยเปรียบเทยี บนำ้ หนกั อ่อนแก่กบั สีขาว – ดำ ยกตัวอย่างเชน่ ในวงสี
ไมม่ ีสีน้ำตาล เพราะความจรงิ แล้วสนี ้ำตาลกค็ อื สแี ดง ท่เี ข้มขึ้นโดยผสมด้วยสดี ำหรือในวงจรสไี มม่ สี ีฟ้า เพราะ
ความจรงิ สีฟ้ากค็ ือสีนำ้ เงนิ ทจ่ี างลงด้วยสีขาว เป็นตน้
การใช้สีสำหรบั การออกแบบ จะใช้ใหเ้ กิดความสวยงามตรงตามจุดประสงค์ มีหลักในการใชอ้ ย่างกว้างๆ 2
ประการ คือ การใชส้ ีใหก้ ลมกลืนกนั และการใช้สใี หต้ ัดกนั ในงานหนึ่งๆ อาจจะใชส้ ีใหก้ ลมกลืนกนั หรอื ตัดกนั
เพียงอย่างใดอยา่ งหนง่ึ หรืออาจจะใชพ้ ร้อมกันทง้ั 2 อยา่ ง ทัง้ นีแ้ ลว้ แตค่ วามประสงค์ของนักออกแบบ
การใชส้ ีใหก้ ลมกลืนกัน เป็นการใช้สีหรือน้ำหนักของสใี ห้ใกล้เคยี งกันหรอื คล้ายคลงึ กัน เชน่ การใชส้ ี
แบบเอกรงค์ (monochrome) เป็นการใช้สสี ีเดยี วท่ีมนี ำ้ หนกั อ่อนแกห่ ลายลำดบั
การใชส้ ีขา้ งเคียง (adjacent colors) เป็นการใชส้ ีทเี่ คยี งกัน 2 – 3สี ในวงสี เช่น สแี ดง สสี ้มแดง และสีมว่ ง
แดง การใชส้ ีใกลเ้ คยี ง (analogous colors) เป็นการใช้สที อ่ี ยเู่ รียงกันในวงสีไม่เกิน 5 สี ตลอดจนการใชส้ ี
วรรณะรอ้ นและวรรณะเยน็ (warm tone colors and cool tone colors) โดยการแบง่ ครงึ่ วงสี ผ่ากลางสี
เหลืองและสีม่วง เพอื่ แยกออกเป็นสองซีก ซกี ทม่ี ีสแี ดงเป็นวรรณะร้อน ซีกทมี่ สี ีเขยี วเป็นวรรณะเยน็
การใช้สใี ห้ตดั กนั เปน็ การใชส้ หี รอื น้ำหนกั ของสีใหแ้ ตกตา่ งหรอื ตรงกนั ขา้ ม เชน่
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 16
การใช้สีตรงขา้ ม (complementary colors) เป็นคสู่ ที ี่ตรงขา้ มกนั ในวงสีซ่ึงเป็นสที ี่ตัดกันอย่าง
แทจ้ รงิ เช่น แดง/เขียว
การใชส้ ีเกือบตรงขา้ ม (split complementary colors) เป็นสที ี่อยู่เกือบตรงขา้ มกนั ในวงสี เช่น สี
เหลอื งเกือบตรงข้ามกับสีมว่ งแดงและสมี ว่ งนำ้ เงนิ
ใช้รวมกนั ท้งั 3 สี การใช้สตี รงขา้ ม 2 คู่ท่ีอยู่เคียงกัน (double complementary colors) เช่น สี
เหลอื งตรงขา้ มกบั สีม่วง และสีม่วงแดงตรงข้ามกับสเี ขยี วเหลอื ง
การใช้สสี ามเสา้ (triad colors) เปน็ สี 3 สที ี่มรี ะยะห่างเทา่ ๆ กนั ในวงสี และการใช้สสี ี่เส้า (square
colors) เปน็ สี 4 สีท่มี รี ะยะห่างเทา่ ๆ กันในวงสี
การใชส้ ีตดั กัน ควรคำนึงถึงความเป็นเอกภาพดว้ ย วธิ ีการใชม้ หี ลายวิธี เชน่ ใชส้ ใี หม้ ีปรมิ าณต่างกนั เช่น ใช้สี
แดง 20 % สีเขยี ว 80% หรือใชเ้ นอื้ สผี สมในกันและกัน หรือใช้สีหนึง่ สใี ดผสมกับสีคู่ท่ีตัดกนั รวมท้งั การเอาสีท่ี
ตดั กันมาทำใหเ้ ป็นลวดลายเลก็ ๆ สลบั กนั
ไปเรยี นเรอื่ ง
หลกั การใชส้ ีกนั
เถอะ
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 17
หลกั การใชส้ ี
การใช้สกี บั งานออกมานน้ั อย่ทู ี่นักออกแบบมจี ดุ มุ่งหมายใด ทีจ่ ะสร้างความสนใจ ความเร้าใจต่อผู้
ดู เพ่ือให้เข้าถึงจดุ หมายท่ีตนตอ้ งการ หลกั ของการใชม้ ดี ังน้ี
1.การใชส้ ีวรรณะเดยี ว
ความหมายของสีวรรณะเดียว (tone) คือกลุ่มสีทีแ่ บง่ ออกเปน็ วงลอ้ ของสีเป็น 2 วรรณะ คอื
วรรณะรอ้ น (warm tone) ซึ่งประกอบด้วย สีเหลอื ง สีสม้ สีแดง สีมว่ ง สีเหลา่ นใ้ี หอ้ ทิ ธิพล ต่อ
ความรู้สกึ ตนื่ เตน้ เร้าใจ กระฉบั กระเฉง ถือว่าเป็นวรรณะร้อน
วรรณะเยน็ (cool tone) ประกอบดว้ ย สีเหลอื ง สีเขียว สีนำ้ เงนิ สีมว่ ง สเี หล่านี้ดู เย็นตา ให้
ความรสู้ ึก สงบ สดชน่ื (สีเหลืองกบั สีม่วงอยู่ไดท้ ้ังสองวรรณะ)
การใช้สแี ตล่ ะคร้ังควรใชส้ ีวรรณะเดียวในภาพท้งั หมด เพราะจะทำใหภ้ าพความเป็นอนั หน่ึงอันเดียวกัน
(เอกภาพ) กลมกลืน มแี รงจูงใจใหค้ ล้อยตามได้มาก
วรรณะเย็น (cool tone)
วรรณะร้อน (warm tone)
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 18
2.การใชส้ ตี ่างวรรณะ
หลักการทวั่ ไป ใช้อัตราส่วน 80% ตอ่ 20% ของวรรณะสี คือ ถา้ ใช้สวี รรณธรอ้ น 80% สีวรรณะเยน็ ก็
20% เปน็ ตน้ ซงึ่ การใช้แบบนี้สรา้ งจดุ สนใจของผดู้ ู ไม่ควรใช้อตั ราสว่ นทเี่ ทา่ กนั เพราะจะทำใหไ้ ม่มีสีใดเดน่ ไม่
นา่ สนใจ
3.การใช้สตี รงกนั ข้าม
สตี รงขา้ มจะทำให้ความรสู้ กึ ทต่ี ดั กนั รุนแรง สร้างความเดน่ และเร้าใจได้มากแตห่ ากใชไ้ ม่ถกู หลกั หรือ
ไมเ่ หมาะสม หรือใช้จำนวนสีมากสจี นเกินไป กจ็ ะทำให้ความรู้สึกพร่ามัว ลายตา ขัดแยง้ ควรใชส้ ีตรงขา้ ม ใน
อตั ราส่วน 80% ตอ่ 20% หรอื หากมีพนื้ ที่เทา่ กนั ท่จี ำเป็นต้องใช้ ควรนำสขี าว หรอื สีดำ เข้ามาเสรมิ เพ่อื ตดั
เสน้ ให้แยกออก จาก กนั หรืออกี วธิ หี น่งึ คือการลดความสดของสตี รงขา้ มใหห้ มน่ ลงไป
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 19
ชนิดของสี
สีนำ้ WATER COLOUR
สีน้ำ เปน็ สีทีใ่ ชก้ ันมาตั้งแตโ่ บราณ ทง้ั ในแถบยโุ รป และเอเชยี โดยเฉพาะจนี และญ่ปี ่นุ ซ่งึ มี
ความสามารถในการระบายสีน้ำ แต่ในอดตี การระบายสีนำ้ มกั ใช้เพยี งสเี ดียว คอื สดี ำผ้ทู ่ีจะระบายได้อยา่ ง
สวยงามจะตอ้ งมที ักษะการใช้พกู่ นั ทส่ี ูงมาก การระบายสีนำ้ จะใช้น้ำ เปน็ ส่วนผสม และทำละลายให้เจอื จาง ใน
การใชส้ นี ้ำ ไมน่ ยิ มใช้สขี าวผสมเพื่อใหม้ ีน้ำหนัก อ่อนลง และไมน่ ิยมใชส้ ดี ำผสมใหม้ ีน้ำหนักเขม้ ขึน้ เพราะจะ
ทำใหเ้ กิดน้ำหนักมดื เกินไป แต่จะใชส้ กี ลางหรือสีตรงขา้ มผสมแทน ลกั ษณะของภาพวาดสนี ้ำ จะมลี ักษณะใส
บาง และ สะอาด การระบายสีนำ้ ตอ้ งใชค้ วามชำนาญสูงเพราะผดิ พลาดแล้วจะแก้ไขยากจะระบายซ้ำ ๆ ทบั
กันมาก ๆ ไม่ได้จะทำใหภ้ าพออกมามีสีขุ่น ๆ ไมน่ ่าดู หรือท่ีเรียกว่า สีเนา่ สนี ำ้ ทม่ี ีจำหน่าย ในปัจจุบัน จะ
บรรจุในหลอด เปน็ เน้อื สฝี ุ่นท่ีผสมกบั กาวอะราบิค ซง่ึ เป็นกาวทส่ี ามารถละลาย นำ้ ได้ มีท้ังลกั ษณะทโ่ี ปร่งแสง
( Transparent ) และกงึ่ ทึบแสง ( Semi-Opaque ) ซึง่ จะมีระบุ ไวข้ า้ งหลอด สนี ำ้ นยิ มระบายบนกระดาษที่มี
ผวิ ขรขุ ระ
สีโปสเตอร์ POSTER COLOUR
เป็นสชี นิดสีฝุ่น (Tempera) ท่ผี สมกาวนำ้ บรรจเุ สรจ็ เป็นขวด การใชง้ านเหมอื น กับสีน้ำ คอื ใช้นำ้ เปน็
ตัวผสมใหเ้ จือจาง สโี ปสเตอรเ์ ปน็ สีทึบแสง มีเนอ้ื สีขน้ สามารถระบายให้มีเน้อื เรียบได้ และผสมสีขาวใหม้ ี
นำ้ หนกั อ่อนลงได้เหมอื นกับสีน้ำมัน หรือสีอะครลี ิค สามารถ ระบายสที บั กนั ได้ มักใชใ้ นการวาดภาพ
ภาพประกอบเรื่อง ในงานออกแบบ ต่าง ๆ ไดส้ ะดวก ในขวดสีโปสเตอร์มีส่วนผสมของกลเี ซอรนี จะทำให้แห้ง
เร็ว
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 20
สชี อลค์ PASTEL COLOUR
สชี อล์ค เปน็ สีฝนุ่ ผงละเอยี ดบรสิ ุทธ์นิ ำมาอัดเป็นแทง่ ใช้ในการวาดภาพ มากว่า 250 ปีแลว้ ปจั จุบัน
มกี ารผสมข้ีผ้ึงหรือกาวยางไมเ้ ขา้ ไปดว้ ยแล้วอัดเปน็ แทง่ ในลกั ษณะของดินสอสี แตม่ ีเน้ือ ละเอียดกวา่ แท่งใหญ่
กว่า และมีราคาแพงกว่ามาก มักใช้ในการวาดภาพเหมือน
สีฝ่นุ TEMPERA COLOUR
สฝี นุ่ เปน็ สเี ร่มิ แรกของมนุษย์ ไดม้ าจากธรรมชาติ ดนิ หนิ แร่ธาตุ พืช สัตว์ นำมาทำให้ละเอยี ด เปน็
ผง ผสมกาวและน้ำ กาวทำมาจากหนังสัตว์ กระดูกสัตว์ สำหรับชา่ งจติ รกรรมไทยใช้ ยางมะขวดิ หรือกาว
กระถนิ ซึ่งเป็นตัวชว่ ยให้สเี กาะติดพนื้ ผิวหน้าวัตถุไมห่ ลุดได้โดยง่าย ในยโุ รปนิยมเขยี นสฝี ุ่น โดยผสมกบั กาว
ยาง กาวนำ้ หรอื ไข่ขาว สีฝุ่นเป็นสีท่มี ีลกั ษณะทบึ แสง มเี น้ือสีค่อนขา้ งหนา เขยี นสที ับ กันได้ สีฝุ่นมักใช้ในการ
เขียนภาพทว่ั ไป โดยเฉพาะภาพฝาผนัง ในสมยั หนึง่ นยิ มเขยี นภาพผาฝนัง ทเี่ รียกวา่ สปี นู เปียก (Fresco) โดย
ใชส้ ฝี ุ่นเขยี นในขณะที่ปนู ที่ฉาบผนงั ยงั ไมแ่ ห้งดี เนอื้ สีจะซมึ เขา้ ไป ในเนื้อปนู ทำใหภ้ าพไม่หลุดลอกงา่ ย สฝี ่นุ ใน
ปัจจุบัน มลี ักษณะเปน็ ผง เมื่อใชง้ านนำมาผสมกบั น้ำโดย ไม่ต้องผสมกาว เนอื่ งจากในกระบวนการผลิตได้ทำ
การผสมมาแลว้ การใช้งานหมือนกับสีโปสเตอร์
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 21
ดนิ สอสี CRAYON COLOUR
ดินสอสี เป็นสีผงละเอยี ด ผสมกบั ขผ้ี ึง้ หรือไขสตั ว์ นำมาอดั ให้เปน็ แทง่ อย่ใู นลักษณะของดินสอ เพื่อให้
เหมาะสำหรบั เด็ก ๆ ใชง้ าน มีลักษณะคลา้ ยกับสชี อลค์ แต่เป็นสีที่มีราคาถูก เน่ืองจากมีสว่ นผสม อืน่ ๆ ปะปน
อยูม่ าก มเี นอ้ื สนี ้อยกว่า ปัจจุบนั มีการพัฒนาให้สามารถละลายน้ำ หรอื น้ำมนั ได้ โดยเมอื่ ใช้ ดนิ สอสีระบายสี
แลว้ นำพูก่ นั จุ่มน้ำมาระบายต่อ ทำให้มลี ักษณะคล้ายกบั ภาพสีนำ้ ( Aquarelle ) บางชนิด สามารถละลายได้
ในนำ้ มัน ซึ่งทำใหก้ นั นำ้ ได้
สเี ทยี น OIL PASTEL COLOUR
สีเทยี นหรอื สีเทยี นน้ำมนั เปน็ สีฝนุ่ ผงละเอียด ผสมกับไขมนั สตั วห์ รอื ข้ผี ้งึ แล้วนำมาอดั เป็นแทง่ มี
ลกั ษณะทึบแสง สามารถเขียนทบั กนั ได้ การใช้สีอ่อนทับสเี ข้มจะมองเห็นพน้ื สเี ดมิ อยู่บ้าง การผสมสี อื่น ๆใช้
การเขียนทบั กนั สเี ทียนน้ำมันมกั ไม่เกาะติดพ้ืน สามารถขดู สีออกได้ และกันนำ้ ถ้าตอ้ งการให้ สีตดิ แน่นทน
นาน จะมีสารพน่ เคลือบผิวหน้าสี สเี ทยี นหรอื สเี ทียนนำ้ มัน มักใช้เปน็ สฝี กึ หดั สำหรบั เด็ก เน่อื งจากใชง้ า่ ย ไม่
ยุ่งยาก ไม่เลอะเทอะเปรอะเป้ือน และมีราคาถูก
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 22
สอี ะครีลคิ ACRYLIC COLOUR
สอี ะครีลิค เป็นสีท่ีมีส่วนผสมของสารพลาสตกิ โพลเี มอร์ ( Polymer) จำพวก อะครีลิค ( Acrylic )
หรอื ไวนิล ( Vinyl ) เปน็ สที ม่ี กี ารผลิตข้ึนมาใหม่ล่าสุด วลาจะใชน้ ำมาผสมกบั นำ้ ใช้งานได้เหมือนกับสนี ำ้
และสีนำ้ มัน มีท้ังแบบโปรง่ แสง และทึบแสง แตจ่ ะแห้งเรว็ กว่าสีน้ำมัน 1 – 6 ชว่ั โมง เมื่อแหง้ แล้วจะมี
คณุ สมบัติกันนำ้ ได้และเป็นสีทีต่ ิดแน่นทนนาน คงทนต่อสภาพดนิ ฟา้ อากาศ สามารถเก็บไว้ไดน้ าน ๆ ยึด
เกาะติดผิวหนา้ วตั ถุไดด้ ี เมื่อระบายสีแล้วอาจใช้น้ำยาวานิช ( Vanish ) เคลอื บผวิ หนา้ เพ่ือป้องกนั การขดู ขีด
เพ่อื ให้คงทนมากย่ิงขนึ้ สอี ะครลี ิคทใี่ ชว้ าดภาพบรรจใุ นหลอด มีราคาค่อนขา้ งแพง
สนี ำ้ มัน OIL COLOUR
สนี ้ำมัน ผลติ จากการผสมของสีฝนุ่ กับนำ้ มัน ซงึ่ เปน็ นำ้ มันจากพชื เชน่ นำ้ มันลินสีด ( Linseed ) ซง่ึ
กล่ันมาจากตน้ แฟลกซ์ หรอื น้ำมันจากเมล็ดป๊อบปี้ สนี ำ้ มันเป็นสีทึบแสง เวลาระบายมักใชส้ ีขาว ผสมใหไ้ ด้
น้ำหนักอ่อนแก่ งานวาดภาพสีน้ำมนั มกั เขียนลงบนผ้าใบ (Canvas ) มคี วามคงทนมากและ กนั นำ้ ศิลปนิ รู้จัก
ใชส้ นี ้ำมันวาดภาพมาหลายร้อยปีแลว้ การวาดภาพสีนำ้ มัน อาจใช้เวลาเป็นเดือนหรือ เป็นปีก็ได้ เนื่องจากสี
นำ้ มันแห้งชา้ มาก ทำให้ไมต่ ้องรีบร้อน สามารถวาดภาพสนี ำ้ มนั ทีม่ ีขนาดใหญ่ ๆ และสามารถแก้ไขงาน ด้วย
การเขียนทบั งานเดิม สนี ำ้ มนั สำหรับเขยี นภาพจะบรรจใุ นหลอด ซึ่งมีราคา สงู ต่ำข้ึนอยู่กับคณุ ภาพ การใช้งาน
จะผสมด้วยน้ำมันลินสีด ซ่งึ จะทำให้เหนียวและเป็นมัน แต่ถ้าใช้ น้ำมันสน จะทำให้แหง้ เร็วขึ้นและสดี ้าน พู่กัน
ท่ีใชร้ ะบายสนี ำ้ มนั เปน็ พู่กันแบนทมี่ ขี นแข็งๆ สีนำ้ มัน เปน็ สีท่ีศิลปินสว่ นใหญน่ ิยมใชว้ าดภาพ มาตงั้ แต่สมยั
เรอเนซองสย์ ุคปลาย
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 23
4. รูปร่างและรูปทรง ( Shape & Form )
รปู รา่ งและรปู ทรง ( Shape & Form ) หมายถงึ เปน็ ผลท่ีเกิดจากการนำเอาเส้นลักษณะต่างๆ มา
ประกอบกัน รปู ร่างและรปู ทรงจะมลี กั ษณะใกล้เคียงกัน เพ่ือมใิ หเ้ กิดความสับสนในการนำไปใช้และใหเ้ ข้าใจ
ถูกต้อง จึงจะขอกลา่ ว แยกให้เหน็ ดังน้ี
4.1 รปู ร่าง ( Shape ) หมายถงึ การนำเสน้ มาประกอบกันให้เกดิ ความกว้างและความยาว ไม่มคี วาม
หนาหรือความลึกมลี ักษณะ 2 มิติ รปู แบบท่เี ป็น 2 มติ ิแสดงพ้นื ทผ่ี ิวเป็นระนาบแบนไมแ่ สดงความเป็นปรมิ าตร
ซงึ่ มีลกั ษณะแบนราบ ไม่แสดงน้ำหนกั แสงเงา รูปร่างในทางศิลปะอาจแบง่ ได้ 3 ประเภท คอื
4.1.1 รปู รา่ งธรรมชาติ หมายถงึ รูปร่างท่ีถ่ายทอดแบบมาจากธรรมชาตทิ ีพ่ บเหน็ อยทู่ ่วั ไป
เช่น คน สัตว์ พืช ฯลฯ
4.1.2 รูปร่างเรขาคณิต หมายถงึ รปู รา่ งท่ีมนุษยส์ รา้ งขน้ึ มีโครงสรา้ งแน่นอน ไดแ้ ก่ รปู รา่ ง
วงกลม สามเหล่ียม สี่เหลย่ี ม หา้ เหลีย่ ม วงรี ฯลฯ
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 24
4.1.3 รูปร่างอิสระ หมายถึงรูปรา่ งที่มีลกั ษณะไม่แน่นอน ไม่สามารถคาดเดาไดว้ า่ รูปร่างจะเปล่ยี นแปลงหรือ
เคล่อื นไหวไปในรูปแบบใดหรือทิศทางใด
4.2 รปู ทรง ( Form ) หมายถึง การนำเส้นมาประกอบกันใหเ้ กดิ ความกว้าง ความยาว และความหนาหรือ
ความลึก มีลกั ษณะ 3มิติ ส่ิงที่มลี ักษณะแนน่ ทึบแบบ 3 มติ ิ เชน่ งานประตมิ ากรรม สถาปัตยกรรม หรอื
ลกั ษณะ ที่มองเห็นเป็น 3 มติ ิในงานจิตกรรม รปู ทรงในทางศิลปะอาจแบง่ ได้ 3 ประเภทคอื
4.2.1. รูปทรงเรขาคณติ หมายถึง รูปทรงที่มนุษย์สรา้ งขน้ึ ไดแ้ ก่รปู ทรงสามเหล่ยี ม รูปทรงสเ่ี หล่ยี ม
รปู ทรงกลม รูปทรงกรวย ฯลฯ
4.2.2. รูปทรงอสิ ระหมายถึง รูปทรงทเ่ี กดิ ขนึ้ เองอย่างอสิ ระไม่มีโครงสรา้ งแนน่ อน เชน่ รูปทรงของ
ก้อนหิน กรวด ดิน ก้อนเมฆ เปลวไฟ หยดน้ำ ตน้ ไม้ ภูเขา ฯลฯ ซ่งึ สว่ นใหญจ่ ะมรี ูปทรงที่แปลกให้ความรู้สึก
เคล่ือนไหวและเป็นอิสระ
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 25
5.พื้นผิว ( texture)
พน้ื ผิว ( texture) หมายถึง ลกั ษณะภายนอกของวัตถุที่เรามองเห็นและสมั ผสั ได้ ภาพทม่ี ลี กั ษณะ
พืน้ ผิวทแ่ี ตกต่างกนั จะให้ความรู้สึกสนุกสนานต่นื เตน้ และมีชวี ติ ชวี า พืน้ ผวิ สามารถกอ่ ให้เกิดความรูส้ กึ ใน
ลักษณะตา่ ง ๆ กนั เช่น หยาบ ละเอยี ด มนั วาว ด้าน และขรขุ ระ เป็นตน้
มาเรียนรู้
พ้ืนผิวกนั
5. น้ำหนกั อ่อนแก่ (Value)
นำ้ หนักอ่อนแก่ของแสงและเงา ทปี่ รากฎบนวตั ถุนั้นเป็นผลมาจาก แสงสวา่ ง ในธรรมชาตหิ รือแสง
สว่างท่ีมนุษย์ ประดิษฐ์ขนึ้ เมื่อใดที่แสง ตกกระทบวตั ถจุ ะเกดิ เปน็ บรเิ วณ สวา่ งและบรเิ วณมดื โดยบริเวณ
สว่าง และบริเวณมดื จะคอ่ ย ๆ กระจาย ค่าน้ำหนักความอ่อนแก่ได้อย่างกลมกลนื ปรากฎเปน็ ปรมิ าตรของ
รปู ทรงของวัตถุ เรอ่ื งของน้ำหนกั จึงเก่ียวข้อง โดยตรง กบั แสงสว่าง ถ้า ปราศจากแสงสว่าง หรอื มีปริมาณ
นอ้ ย รูปทรงของวตั ถุกจ็ ะพรา่ มวั หรอื มองเหน็ ได้ไม่ชดั เจน กลา่ วได้วา่ น้ำหนกั เป็นการตอบสนองทางการเหน็
จากการเกดิ ของแสงสวา่ งและเงามดื ที่ปรากฎ
บนวัตถุ
คา่ นำ้ หนกั คือ คา่ ความอ่อนแก่ของบรเิ วณท่ีถูกแสงสว่าง และบริเวณท่ีเปน็ เงาของวตั ถุหรือ ความออ่ น-
ความเข้มของสหี นึ่ง ๆ หรือหลายสี เชน่ สแี ดง มีความเข้มกวา่ สชี มพู หรือ สีแดงออ่ นกว่าสีน้ำเงิน เปน็ ตน้
นอกจากนี้ยงั หมายถงึ ระดับความเข้มของแสงและระดบั ความมดื ของเงา ซ่งึ ไล่เรียงจากมืดทสี่ ดุ (สีดำ)ไปจนถึง
สวา่ งทีส่ ุด (สีขาว) น้ำหนักที่อยูร่ ะหว่างกลางจะเปน็ สเี ทา ซึ่งมีตัง้ แตเ่ ทาแกท่ ่สี ดุ จนถึงเทาออ่ นทีส่ ดุ การใชค้ ่า
น้ำหนักจะทำให้ภาพดเู หมือนจริง และมคี วามกลมกลืน ถา้ ใชค้ า่ น้ำหนกั หลาย ๆ ระดบั จะทำให้มคี วาม
กลมกลนื มากย่งิ ข้ึน และถ้าใชค้ ่าน้ำหนักจำนวนนอ้ ยท่ีแตกตา่ งกนั มากจะทำใหเ้ กิด ความแตกต่าง ความขัดแย้ง
ในทางทัศนศิลป์ นำ้ หนักอ่อนแก่ หมายถึงความออ่ นแก่ บริเวณเนือ้ ท่ี ของวตั ถุทถ่ี ูกแสงและ บรเิ วณเนอื้ ท่ีท่ี
เป็นเงา อาจจะมีนำ้ หนักอ่อนตัง้ แต่ ขาวจนถึงดำ นอกจากนน้ี ้ำหนักแสงเงา ยงั ใหผ้ ลอ่นื ๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 26
สร้างพ้ืนผวิ
คา่ ของแสงเงาท่ีตกกระทบพื้นผวิ ใด ๆ กจ็ ะเกิดคา่ น้ำหนัก ความอ่อนแก่ ทำให้พื้นผิวนั้น มีลกั ษณะ
ต่างกันออกไป เช่น มคี วามเรยี บ แบน มีความกลมหรือความเปน็ เหลยี่ ม นนู ออกมา เปน็ 3 มิติ
สรา้ งสี
สที ุกสี เมอ่ื ถกู แสงเงาตกกระทบ ก็จะมคี ่าของสี และค่าน้ำหนัก ที่แตกตา่ งกัน
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 27
ค่านำ้ หนักแสงเงา (Chiaroscuro)
เป็นเทคนิคของการเขียนภาพ ท่ีกำหนด ให้มแี สง สอ่ งมายงั วตั ถใุ นภาพ เกดิ เป็น ค่าน้ำหนัก ของแสงเงา
เป็นทน่ี ยิ มของศลิ ปินหลายคน เช่น Michelangelo,Titian เป็นต้น
คา่ นำ้ หนกั จำแนก ตามลักษณะ ท่ปี รากฎ ในงานออกแบบทัศนศลิ ป์ แบ่งออกเป็น 2 ลกั ษณะคือ
1. คา่ นำ้ หนักแบบ 2 มิติ
หมายถงึ น้ำหนักท่ีปรากฎบนพน้ื ผวิ 2 มิติ ท่ีมีแค่ ความกว้างและความยาว ทำใหเ้ กิดความแตกต่าง
ของน้ำหนักในภาพ เป็นส่วนกำหนดรูปและพื้น และอ่ืน ๆ
2. คา่ น้ำหนกั แบบ 3 มิติ แบ่งออกเป็นสองลักษณะ คอื
2.1 คา่ น้ำหนักทแ่ี สดง ความกว้าง ความยาว และความลกึ ใหค้ วามเป็น 3 มิติ แก่รูปร่างเกดิ เปน็ มิติ
ลวงเพิม่ ขึ้น เช่นทีป่ รากฎในงานจิตรกรรม และ ภาพพิมพ์
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 28
2.2 คา่ น้ำหนักทปี่ รากฎในรปู ทรง 3 มิติ เช่นในประตมิ ากรรม สถาปัตยกรรม ทำให้รปู ทรงน้ัน มมี วล
(Mass)และปริมาตร (Value) เกิดมิติ ที่ชดั เจน สามารถสร้างอารมณ์ และ ความรู้สึกตามตอ้ งการ นอกจากน้ี
แสงเงาทีป่ รากฎยังวัตถุ ยงั สรา้ งพ้ืนผวิ ของวตั ถนุ ้นั ให้เดน่ ชัดขนึ้
น้าหนกั ?
ความสำคัญของคา่ นำ้ หนัก
1. ให้ความแตกตา่ งระหว่างรูปและพื้น หรือรูปทรงกับทีว่ ่าง
2. ใหค้ วามรสู้ ึกเคล่อื นไหว
3. ใหค้ วามรู้สึกเป็น 2 มิติ แกร่ ปู ร่าง และความเปน็ 3 มติ แิ กร่ ปู ทรง
4. ทำให้เกิดระยะความตืน้ - ลกึ และระยะไกล้ - ไกลของภาพ
5. ทำใหเ้ กิดความกลมกลืนประสานกนั ของภาพ
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 29
7.บริเวณวา่ ง (Space) หรอื ชอ่ งไฟ
บริเวณว่าง (Space) หรือ ช่องไฟ หมายถึง บรเิ วณท่เี ปน็ ความว่างไม่ใช่สว่ นทเ่ี ป็นรปู ทรง หรอื เน้อื หา
ในการจดั องคป์ ระกอบใดกต็ ามถา้ ปล่อยให้มีพ้นื ท่ีว่างมากและใหม้ รี ูปทรงน้อย การจัดนั้นจะให้ความร้สู กึ
อา้ งวา้ ง โดดเดย่ี ว ในทางตรงกันขา้ ม ถา้ ให้มีรูปทรงมากหรือเน้อื หามาก โดยไม่ปลอ่ ยให้มีพน้ื ที่ว่างเลยกจ็ ะให้
ความรูส้ ึกอดึ อัด คับแคบ ดงั น้ันการจดั วางในอัตราส่วนทีพ่ อเหมาะกจ็ ะให้ความรสู้ กึ ท่ีพอดีทำใหไ้ ดภ้ าพที่ได้
สัดส่วนงดงาม
บริเวณว่างกับการนำมาใช้ในงานทศั นศลิ ป์
การนำคุณคา่ ของบริเวณว่างมาใช้ในงานทัศนศิลป์ แบง่ ออกเปน็ 3 ลักษณะใหญ่ ๆ ไดแ้ ก่ การ
นำมาใช้เพื่อจัดพื้นที่การนำมาใชเ้ พื่อเสริมสรา้ งความชัดเจนของรปู และมติ ิและการนำมาใช้เพ่ือใหเ้ กิดอารมณ์
และความรสู้ กึ
1.การนำมาใช้เพอ่ื จัดพ้นื ที่ เป็นการนำบริเวณวา่ งมาใช้ในงานทัศนศิลป์ เพ่อื จัดพ้นื ท่ีให้เกดิ ความงาม
ดา้ นการจดั องค์ประกอบศิลป์ และประโยชน์ใชส้ อยอย่างเหมาะสม
ในดา้ นความงามเช่นในงานการเขียนภาพต้องคำนึงถึงการจดั อตั ราส่วนของพน้ื ท่ีรูปกับบรเิ วณวา่ งให้
ไดส้ ดั สว่ นเหมาะสมกับขนาดภาพ ถา้ บริเวณว่างมากไปจะทำให้รปู ในภาพเล็ก เวง้ิ ว้างไมส่ วยงาม การเขียน
ตัวอกั ษรในงานพาณชิ ยศิลป์ต้องคำนึงถึงการจัดบริเวณว่างระหว่างตวั อกั ษรให้มีระยะห่างพอเหมาะเพื่อใหอ้ ่าน
งา่ ยและดูสวยงาม เป็นตน้
ภาพการประดษิ ฐต์ ัวอักษร โดยการนำพ้ืนทว่ี า่ งมาใช้ จัดพื้นทร่ี ะหว่างตัวอักษร เพื่อให้สวยงามและอา่ นง่าย
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 30
ในดา้ นประโยชน์ใชส้ อย เช่น งานมัณฑนศิลป์ต้องคำนึงการจัดพน้ื ทหี่ อ้ งให้สมั พันธ์กับบรเิ วณวา่ งท่ีจะใช้
งานเครื่องเรือนต้องมีบรเิ วณว่างเพยี งพอตอ่ การใช้งาน และมีพ้ืนทีว่ า่ งสำหรบั สญั จร ถา้ แคบไปจะใช้งานไม่
สะดวกหรือเดินลำบาก เปน็ ต้น
ภาพห้องรับแขก
การออกแบบเครื่องเรอื น คำนึงถงึ พ้ืนท่วี า่ งกับการใช้ประโยชนข์ องตู้โชว์ และเครอ่ื งเรือนอ่ืนๆ
2. การนำมาใชเ้ พอ่ื เสรมิ สร้างความชัดเจนของรูปและมติ ิ เปน็ การนำบรเิ วณว่างมาใช้ในงาน
ทศั นศิลปเ์ พื่อเสรมิ สร้างความชดั เจนของรปู ร่าง รูปทรง และระยะใกล้ ไกล ตน้ื ลึก ชว่ ยใหม้ องเห็น
กายภาพของรูปและมติ ิได้ดีข้ึน เช่น งาน จิตรกรรมภาพบันทึกจากภเู ขา ของวินยั ปราบริปู เปน็ ต้น
ภาพบนั ทึกจากภูเขา
ผลงานของวินยั ปราริปู
ทศั นธาตกุ บั งานทศั นศิลป์ หนา้ 31
3. การนำมาใช้เพ่อื ใหเ้ กดิ อารมณแ์ ละความรู้สกึ เป็นการนำบริเวณวา่ งมาใช้เพ่ือให้ผู้ดเู กดิ อารมณ์
และความรู้สกึ คลอ้ ยตามลกั ษณะบรรยากาศของภาพงานท่ีแสดงออก ใหเ้ กิดความรสู้ กึ อา้ งว้าง ว่างเปลา่
โลง่ ปลอดโปรง่ อดึ อัด ทึบตนั ฯลฯ เช่น จิตรกรรมภาพทวิ ทัศน มีบรเิ วณวา่ งหรือช่องวา่ งระหวา่ งกิ่ง
กา้ น พมุ่ ใบ ทำให้มองลอดเห็นฉากหลงั หรือทอ้ งฟา้ เพื่อให้เกิดความร้สู ึกผ่อนคลายสายตา ไมอ่ ึดอัด ทบึ
ตนั ภาพทิวทศั น์ทะเลมบี รเิ วณวา่ งมากกวา่ รูปทรงอน่ื ๆ จะให้ความรู้สึกเว้ิงวา้ ง ประตมิ ากรรม ถ้าเจาะ
รูปทรงใหม้ ชี อ่ งว่างมากเกนิ ไปจะใหค้ วามรู้สึกเปราะบาง ไม่แข็งแกรง่ สถาปัตยกรรม มบี รเิ วณว่างภายใน
อาคารแคบและเตย้ี จะให้ความรสู้ ึกอดึ อัด กวา้ งและสงู จะรู้สกึ โลง่ แตถ่ า้ โลง่ เกนิ ไปจะอ้างว้าง เงยี บเหงา
การมชี ่องของประตู หนา้ ตา่ ง ของอาคารที่อยู่อาศยั ช่วยทำใหเ้ กิดความรสู้ กึ ผ่อนคลายทางสายตา เป็นตน้
ภาพวิวทะเล
ผลงานของเดก็ หญิงปณติ า จำปาแดง
มีบริเวณวา่ งหรอื ชอ่ งวา่ งระหว่างกิ่ง กา้ น พุม่ ใบ ทำ
ใหม้ องลอดเหน็ ฉากหลังหรือท้องฟ้า เพ่ือให้เกิด
ความรู้สกึ ผอ่ นคลายสายตา ไมอ่ ึดอดั ภาพทวิ ทัศน์
ทะเลมบี รเิ วณว่างมากกวา่ รูปทรงอนื่ ๆ จะใหค้ วามรู้สึก
ถึงความเว้ิงว้าง ของทะเล
รปู ทรงกลวงด้วยการตกแตง่
Hollow form with interior
ผลงานของบารบ์ ารา เฮปเวริ ์ท์