บทท่ี 10
การลําเลยี งของพชื
กตั เตชนั 1.กัตเตชนั (guttation) เปน การเสียนํ้าในรปู ของ
การคายนา้ํ หยดน้ําของพชื ซงึ่ เกดิ ในกรณที ใี่ นอากาศอม่ิ ตัวดวย
นาํ้ มีความชื้นสูง การคายน้ําเกิดขึน้ ไดน อ ย แตการ
ดดู น้ําของรากยังเปนปกติ
2.การคายนํ้า (transpiration) เปน การแพรของน้าํ
ออกไปทางปากใบ ซึง่ จะเกิดมากในตอนกลางวนั ท่ี
อณุ หภมู อิ ากาศมีความชื้นนอ ยการคายนา้ํ จะสงผลใหเ กดิ
แรงดงึ นา้ํ จากสว นลา งของลําตน ขนึ้ ไปสสู ว นท่ีอยูส ูงกวา
การซมึ ตามรูเล็ก
3.การซึมตามรูเล็ก (Capillary Action) เปนปรากฎ
การณทขี่ องเหลวถูกยกสงู ขึ้นในหลอดทดลองขนาด
เลก็ ท่ีเรียกวา หลอดแคปล ลาร่ี
การสงั เคราะหแ สง
4.การสงั เคราะหแ สง (photosynthesis) เปน กระบวน
การสรา งอาหารของพชื สีเขยี ว โดยมคี ลอโรฟล ลท ําหนาทีด่ ดู
พลังงานแสงจากดวงอาทติ ยแลวเปล่ยี นสารวัตถุดบิ คือนํ้า
และแกส คารบ อนไดออกไซด ใหเปน นํา้ ตาลกลูโคส นา้ํ และ
แกส ออกซิเจน
ความดนั ราก
5.ความดนั ราก (Root pressure) เม่อื พืชดดู น้าํ ทางราก
ตลอดเวลา ทําใหปรมิ าณนํ้าในรากมจี าํ นวนมากขน้ึ จนเกิด
แรงดันในรากสงู มากข้นึ จนสามารถดันใหข องเหลวไหลข้ึน
ไปตามทอไซเลม
ชลศกั ย
6.ชลศกั ย (water potential) คือ พลังงานอสิ ระของน้ํา
ตอ หนง่ึ หนวยปรมิ าตร โดยน้ํา จะมกี ารเคลอ่ื นที่สุทธจิ าก
บริเวณ ทีม่ ีชลศักยส งู ไปบรเิ วณทมี่ ีชลศกั ยต ่ําชลศักยจ ะ
เปลย่ี นแปลงไดจ ากปจ จยั ตา ง ๆ ทก่ี ระทาํ ตอโมเลกุล ของนํา้
เชน การมีตัวละลาย แรงดนั และแรงดงึ
แบบซิมพลาสต
7.แบบซิมพลาสต (symplast pathway) เปน การ
ลําเลียงน้าํ ผา นเซลลพืชแตละเซลลท างชองพลาสโมเด
สมาตา (วธิ ีนไี้ มผา นเย่ือหุมเซลล)
แบบอะโพพลาสต
8.แบบอะโพพลาสต (apoplast pathway) เปน การ
ลําเลยี งนาํ้ ผานชองวา งระหวา งเซลล แตเม่อื นํา้ ผาน
แถบแคสพาเรยี น ตองเปลย่ี นรูปแบบเปนซมิ พลาสต
หรือทรานสเมมเบรน เพราะแถบแคสพาเรียนจะกั้นไมใ ห
น้าํ ผา น
แบบทรานสเมนเบรน
9.แบบทรานสเมนเบรน (transmembrane
pathway) เปนการลําเลยี งนาํ้ ผานเยื่อหมุ เซลล
และผนังเซลล จากเซลลหนึ่งสูอ ีกเซลลหนึ่งไป
เรอื่ ย ๆ โดยไมผา นชอ งพลาสโมเดสมาตา
โปรตีนขนสง
10.โปรตนี ขนสง (Transport Protein) เปน โปรตีนท่ี
ทําหนา ท่ขี นสง โมเลกลุ เล็กๆ ไปสูสวนตางๆ ของรางกาย
เชน ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ในนาํ้ เลือด
พลาสโมเดสมาตา
11.พลาสโมเดสมาตา (Plasmodesmata) เปน
ชอ งทางทีเ่ ช่ือมตอ ระหวางเซลลที่อยูต ดิ กนั
การปรากฏของพลาสโมเดสมาตาและชอ งวา ง
ระหวางเซลล ทาํ ใหระบบของพชื ประกอบดว ย
สวนประกอบใหญ ๆ สองสว น คือ
รหู ยาดนํ้า
12.รหู ยาดนาํ้ (hydathode) เปน รูเปดเล็ก ๆ ที่ปลาย
ใบหรอื ขอบใบ เปนทางคายนาํ้ ของพืชออกมารวมตัว
เปนหยดนาํ้
แรงดึงเนอ่ื งจากการคายนํ้า
13.แรงดงึ เนอื่ งจากการคายนํา้ (Ttranspiration pull) โจเซฟ โบหม ไดทดลองตม
น้ําในบีกเกอรใหร อน เพอื่ ทําใหนา้ํ ในหมอ ดนิ เผาซง่ึ เปนหมอพรุนรอ นขึน้ ทําใหฟ อง
อากาศในหลอดคะปลลารีถูกไลอ อกไปเมอื่ เอา บกี เกอรท่มี ีนาํ้ รอ นออก ทาํ ใหน ้ํามอี ยู
เต็มหลอดคะปลลารี เมื่อตงั้ ท้งิ ไวส ักระยะหน่งึ นํ้าจะระเหยออกไปจากหมอ พรนุ ทาํ ให
ระดบั ปรอทขน้ึ ไปไดสงู ถึง 100 เซนตเิ มตร
เลนทเิ ซล
14.เลนทเิ ซล (lenticel) หมายถงึ รอยแตกหรอื ชอ ง
เลก็ ๆ ทีผ่ วิ ของลาํ ตน หรือรากในอากาศ ซึ่งเปน บรเิ วณ
ทม่ี ีการคายนา้ํ และแลกเปล่ยี นแกส ระหวางเนื้อเย่ือของ
พืชกับบรรยากาศ
ไฮโดรพอนกิ ส
15.ไฮโดรพอนกิ ส (hydroponics) คอื การปลกู
พืชโดยไมใชดิน โดยใหรากแชอยใู นนา้ํ ทม่ี ีธาตุ
อาหารพืชละลายอยู และสว นลาํ ตนและสวน
อ่นื ๆ จะอยูเหนอื ระดับสารละลาย โดยมวี สั ดุ
พยุงไวอยางเหมาะสม
บทท่ี 11
การสังเคราะหดว ยแสง
การตรึงคารบ อน
1.การตรงึ คารบ อน (carbon fixation) เปนกระ
บวนการทพี่ ชื นําพลงั งานเคมที ไ่ี ดจ ากปฏกิ ิรยิ าแสง
ในรปู ATP และ NADPH มาใชในการสรา งสารอินทรยี
คารบอนไดออกไซดจะถกู รดี ิวสเปนนํ้าตาลไตรโอส
ฟอสเฟตในCalvin Cycleเกิดข้นึ ในสโตรมาของคลอ
โรพลาสต
คลอโรฟลล
2.คลอโรฟลล (Chlorophyll) คือ คลอโรพลาส
เมด็ เล็ก ๆ มีสีเขยี ว ซ่งึ อยใู นเซลลพชื โดยเปนสว น
หน่ึงของพชื ทเี่ กิดจากกระบวนการทาํ อาหารของพชื
หลงั จากไดร ับแสงอาทติ ย
คลน่ื แมเ หล็กไฟฟา
3.คลน่ื แมเ หลก็ ไฟฟา ( electromagnetic wave )
คือ คลน่ื ชนิดหน่งึ ทเ่ี คลอ่ื นที่โดยไมอ าศยั ตวั กลาง
โดยอาศัยการเหนย่ี วนํากนั ระหวางสนามแมเ หลก็ และ
สนามไฟฟา ซึง่ เปล่ียนแปลงตลอดเวลา ทิศของสนาม
ท้งั สองตง้ั ฉากกันและต้งั ฉากกับทศิ การเคลือ่ นที่
คารบ อกซิเลชัน
4.คารบ อกซิเลชนั ( Carboxylation ) เปน ปฏกิ ริ ยิ าการตรงึ CO2
ซึ่งมี คารบ อน ( C ) 1 อะตอมจะเขาสวู ฎั จกั คัลวิน โดยการทาํ
ปฏกิ ิริยากับไรบโู ลสบสิ ฟอสเฟต ( ribulose bisphosphate หรือ
RuBP ) ซึง่ มี C 5 อะตอม โดยมีเอนไซมรูบิสโก(rubisco) เปนคะตะลิ
สต ไดสารประกอบใหมท ม่ี ี C 6 อะตอม แตเปนสารที่ไมค งตวั และจะ
เปล่ยี นเปนสารประกอบ ฟอสโฟกลเี ซอเรต( phosphoglycerate
หรือ PGA ) ซึง่ มี 3 อะตอม จาํ นวน 2 โมเลกลุ ซึ่งถือวาเปน
สารประกอบตัวแรกทค่ี งตวั ในวฎั จักรคัลวิน
แคโรทนี
5.แคโรทนี (carotene) หมายถึง สาร
ไฮโดรคารบอนชนดิ ไมอ ่มิ ตวั มีในพชื ทวั่ ไป สูตรเคมี
คือ C40H56 มีสีเหลอื ง สม หรือแดงสม เมอ่ื กนิ เขาไป
จะถูกเปลย่ี นเปน วติ ามิน A ในตับ ถา รางกายขาด
วิตามนิ ชนิดนจี้ ะทาํ ใหเ กดิ โรคเกยี่ วกับตา เชน
นยั นต ามัว
แคโรทนี อยด
6.แคโรทนี อยด (carotenoid) เปน รงควตั ถุ
(pigment) สีเหลือง สม แดง และสม-แดง พบท่วั ไป
ในพชื และสิง่ มชี ีวติ ที่สามารถสงั เคราะหด ว ยแสงได
ทาํ งานรวมกบั คลอโรฟล ส
จดุ อิม่ ตัวของแสง
7.จุดอ่ิมตวั ของแสง (light compensation
point) เมือ่ ใหความเขม ขน ของแสงเพ่ิมข้นึ อตั รา
การตรงึ คารบ อนไดออกไซดส ุทธจิ ะเพมิ่ ขนึ้ และ
เมือ่ เพม่ิ ความเขม ขน ของแสงมากขึ้นเรื่อยๆ จะถงึ
จุดหน่งึ ทเ่ี ม่ือเพมิ่ ความเขม ขน ของแสงแลวอตั รา
การตรงึ คารบ อนไดออกไซดสุทธิจะไมเพมิ่ ข้นึ
แซนโทฟล ล
8.แซนโทฟล ล (Xanthophyll) เปน สารใน
ตระกูลแคโรทีนอยด (carotenoid) ชนิดหนงึ่
เปน รงควัตถุ (pigment) ที่มสี เี หลือง เปน
อนุพันธแคโรทนี อยดท่มี อี อกซเิ จน สารทีอ่ ยูใ น
กลุม นไี้ ดแก แอสตาแซนธนิ (astaxanthin)
ปฏิกริ ิยาใชแ สง/ไมใ ชแ สง
9.ปฏกิ ริ ิยาใชแสง (Light Reaction) เปนปฏกิ ริ ยิ าที่พชื
รบั พลังงานแสงมาใชส รางสารอนิ ทรียพ ลังงานสูง 2 ชนิด
คอื ATP และ NADPH โดยใชน ้ําเขารวมปฏิกริ ิยาและได
กาซออกซเิ จนเปน ผลิตผลพลอยได
10.ปฏิกริ ยิ าไมใ ชแสง (Dark Reaction) เปน ปฏกิ ิริยาท่ี
พืชสรา งนํา้ ตาล โดยนํา ATP และ NADPH จากปฏกิ ริ ยิ าใช
แสงมาใช
ปจ จยั จํากัด 11.ปจ จยั จาํ กัด (limiting factor) ปจจัยที่มผี ลในการ
จาํ กัดการเจริญเตบิ โต การแพรพนั ธุ หรือการกระจาย
ของสิง่ มีชวี ติ ในระบบนิเวศ Limiting factors. ปจ จยั
จํากดั ในระบบนเิ วศของส่งิ มชี ีวิตน้ันแบง ออกไดเปนสอง
ประเภทเพื่อควบคมุ ปริมาณของส่งิ มีชีวติ ใหร ะบบนเิ วศ
คงอยใู นสภาวะสมดุล
ระบบแสง 12.ระบบแสง (photosystem) เปน protein
ระบบแสง i complex ทฝ่ี ง ตวั อยูใ นเมมเบรนไทลาคอยด
ระบบแสง II (thylakoid membrane) แตล ะ photosystem
ประกอบดวย หนวยสังเคราะหดวยแสง
13.ระบบแสง I (Photosystem I หรอื PSI) หรือ
P700 ทาํ หนาท่รี บั พลงั งานแสง ซึ่งประกอบดวย
รงควตั ถชุ นดิ สาํ คญั คือ คลอโรฟล ล เอ ชนิดพิเศษ
รับแสงที่มคี วามยาวคลื่น 683 และ 700 นาโนเมตร
ไดด ี พบในพชื และสาหรายทุกกลมุ
14.ระบบแสง II (Photosystem Ii หรอื PSIi) ขน้ั
ตอนนี้ ทศี่ นู ยการเกดิ ปฎกิ ิริยาจะไดร บั พลงั งาน
จากแสง ทาํ ใหอเิ ล็กตรอนหลดุ ออก และน้าํ จะถูก
ทาํ ใหแ ตกตวั ปลอ ยอเิ ล็กตรอนออกมา และ
เคลอ่ื นท่ีไปทดแทนอิเลก็ ตรอนที่หลดุ ออกไปจาก
P680
วฎั จกั รคัลวิน
15.วฎั จักรคลั วนิ (Calvin cycle) เปนกระบวนการตรงึ
คารบอนไดออกไซด เพื่อสรางสารอินทรีย ซง่ึ ตองใชส าร
ATP และ NADPH ทไ่ี ดจ ากปฏกิ ริ ิยาทตี่ องใชแ สงมา
สังเคราะหนํา้ ตาล กระบวนการนีเ้ กดิ ขึน้ บรเิ วณสโตรมา
ซ่ึงอยภู ายนอกไทลาคอยดแตอ ยูภายในคลอโรพลาสต
ศนู ยกลางปฏกิ ริ ิยา
16.ศนู ยก ลางปฏกิ ิรยิ า (Reaction Center) เปน
รงควัตถุชนดิ คลอโรฟล ล เอ ชนดิ พิเศษ แหลงที่เกดิ เกดิ
ทบ่ี รเิ วณเยือ่ ไทลาคอยด เพราะคลอโรฟล ลและแคโรที
นอยดไมค อยละลายนํา้
อนภุ าค
17.อนุภาค (particle) หมายถงึ หนวยทีใ่ ชเ รียกสวนท่ีมี
ขนาดเลก็ มากของสสาร เชน อเิ ลก็ ตรอน นิวตรอน.
บทท่ี 12
การควบคมุ การเจรญิ เติบโต
และการตอบสนองของพชื
กรดแอบไซซิก
1.กรดแอบไซซิก (Abscisic acid) เปนสารทีถ่ กู สงั เคราะหข ้ึนไดใน
ทุกสวนของตน พืช กระตนุ การหลดุ รว งของใบและผลแก ยบั ย้ังการ
เจริญเตบิ โตและการยดื ตัวของเซลลบ รเิ วณตาขาง รวมไปถึงยับย้ัง
การงอกของเมล็ด การแตกใบออน และการเปด ออกของปากใบ
(Stomata) สงผลใหพืชสามารถทนทานตอสภาพอากาศแหง จัด
หรืออยใู นภาวะขาดน้าํ ไดย าวนานขึ้น
การตอบสนองตอ น้าํ
2.การตอบสนองตอนา้ํ (hydrotropism) เนอ่ื งจากนา้ํ เปน ปจจยั
สําคัญในการเจรญิ เตบิ โตของพืช ดังนั้นรากของพชื จึงมีการเจรญิ
เติบโตตลอดเวลา เพอื่ ลาํ เลยี งนํา้ เขาสลู าํ ตน ตัวอยางเชน พชื ทอ่ี ยู
ในทะเลทราย มีอากาศรอนและแหง พชื จะเปล่ยี นใบใหเ ปนหนาม
เพ่อื ปองกันการคายนํ้า
การตอบสนองทางเคมี
3.การตอบสนองทางเคมี (chemotropism) เปน การตอบสนอง
ของพืชโดยการเจริญเขา หาหรอื หนี จากสารเคมีบางอยา งท่ีเปนสิ่ง
เราเชน การงอกของหลอดละอองเรณไู ปยงั รงั ไขข องพชื โดยมี สาร
เคมบี างอยา ฮฮงเปนส่ิงเรา
การเบนตามแสง
4.การเบนตามแสง (Phototropism) เปน การเบนของพืช
โดยมีแสงซ่ึงเปนสิง่ เรา ภายนอก มกั พบไดกบั พชื ท่ีปลกู ในรม
จบิ เบอเรลลนิ
5.จิบเบอเรลลิน (Gibberellin) เปนฮอรโมนพชื ที่มี
โครงสรา งโมเลกุลขนาดใหญ ควบคุมการเจรญิ เติบโตและมี
อิทธพิ ลตอกระบวนการทางพัฒนาการรวมทั้งการยดื ของ
ขอ การงอก การพักตวั การออกดอก การแสดงเพศ การ
ชกั นาํ การสรางเอนไซม รวมท้ังการชราของดอกและผล
ไซโทไคนนิ 6.ไซโทไคนนิ (Cytokinin) เปนกลมุ ของสารควบคมุ การ
เจรญิ เติบโตทมี่ ีบทบาทสําคัญในการควบคุม การแบงเซลล
การขยายตัวและการเปลย่ี นแปลงของเซลลพืช มผี ลตอการ
ขม ของตายอด การเจริญของตาขา ง และการชราของใบการ
ออกฤทธิข์ องสาร
แนสติกมฟู เมนต
8.แนสตกิ มฟู เมนต (nastic movement) เปน การตอบ
สนองของพชื ท่ีทิศทางของการเคล่อื นไหวของพืชไมถ ูก
กําหนด โดยทศิ ทางของปจจัยภายนอกท่ีมากระตุน เชน
การหบุ และการบานของดอก เปน ตน ปจจยั ภายนอกท่ี
สําคัญ ไดแก แสงและ อณุ หภูมิ
พัลไวนัส 7.นเู ทชัน (nutation) ความหมาย การเคล่อื นไหวของพชื ทป่ี ลาย
ยอดโบกไปมาขณะเจริญเตบิ โตเนอื่ งจากสงิ่ เรา ภายในของพชื เอง
8.บราสสโิ นสเตอรอยด (Brassinosteroids) เปนสารกลมุ สเตยี
รอยดท ่อี อกฤทธิ์ตอการเจริญเตบิ โตของพืชไดหลากหลาย
9.พลั ไวนสั (pulvinus) กลมุ เซลลท ่ีมีขนาดใหญ
ผนงั เซลลบาง มีความไวสงู ตอสิง่ เราท่ีมากระตนุ อยู
บริเวณโคนกา นใบของพืชบางชนิด เชน ตน ไมยราบ
แรงดนั เตง
10.แรงดันเตง (turgor pressure) คอื แรงดนั ใน
เซลลทื ี่เกดิ จากนํ้าออสโมซสิ เขาไป โดยเมื่อแรงดันเตง
มากสุดจะหยุดออสโมซสิ เพราะนา้ํ เขา ไปอีกไมไดแ ลว
ออกซิน 11.สตริโกแลกโทน (strigolactone) เกี่ยวของกบั
การยบั ยงั้ การเจริญของตาขา ง ในปจจบุ นั มนุษยยงั
สามารถสังเคราะหสารที่มสี มบตั ิคลา ยฮอรโมนพชื เพ่ือ
นาํ มาใชประโยชนทางการเกษตรอกี ดวย
12.ออกซิน (auxin) เปนกลุมของฮอรโมนพชื ท่กี ระตนุ การ
เจริญเตบิ โต ทําใหม กี ารแบง เซลลและยืดตัวของเซลล การ
ขนสงออกซินภายในพืชเปน การขนสง อยางมที ิศทาง
ฮอรโ มนพืช
13.ฮอรโมนพชื (Plant Hormone) คอื สารอนิ ทรยี ท พ่ี ชื
สรางขึ้นเองตามธรรมชาติในบรเิ วณอวยั วะหรือเนอ้ื เย่ือ
สวนใดสว นหนงึ่ ของตนพชื