ชื่องานวิจัย การสอนวิชาสังคมศึกษา เรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่นไทย 4 ภาค โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบ Active Learning เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ชื่อผู้วิจัย นางสาวสมฤทัย บัวรอด กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม บทคัดย่อ การสอนวิชาสังคมศึกษา เรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่นไทย 4 ภาค โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่าในการจัดกิจกรรมดังกล่าว ทํ า ใ ห้ นั ก เ รี ย น มี ค ว า ม ส น ใ จ ก า ร เ รี ย น มี ค ว า ม รั บ ผิ ด ช อ บ ไ ม่ เ บื่ อ ห น่ า ย ต่ อ ก า ร เ รี ย น รู้สึกสนุกสนาน ส่งเสริมทักษะในด้านต่างๆ เกิดความเข้าใจ บทเรียนรู้จักการทํางานเป็นกลุ่ม และมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนที่สูงขึ้น
คํานํา งานวิจัยเรื่องการสอนสังคมศึกษา เรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่นไทย 4 ภาค โดยการการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ได้จัดทําขึ้น เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็น ประโยชน์ต่อผู้ศึกษาทุกท่านเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนต่อไป ผู้วิจัย
ชื่อเรื่องวิจัย : การสอนวิชาสังคมศึกษา เรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่นไทย 4 ภาค โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบ Active Learning เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ความสําคัญและที่มาของปัญหา วิชาสังคมศึกษาเป็นวิชาหนึ่งที่เน้นด้านทักษะกระบวนการ ซึ่งครูผู้สอนมักเน้นการท่องจํา และการสอนแบบ บรรยาย การทําแบบฝึกหัด เป็นผลทําให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย โดยเฉพาะนักเรียนที่เรียนปานกลาง หรือเรียน อ่อน จะไม่สนใจเรียนมาก ซึ่งในปัจจุบันโลกและสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลาเทคโนโลยีมีความ เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วยิ่งมีผลกระทบต่อสภาพของสังคมที่ต้องเตรียมคน ให้สามารถเผชิญกับยุคสมัยแห่งการ เปลี่ยนแปลง การศึกษาจึงมีความสําคัญ และมีบทบาทต่อการพัฒนา ประเทศ รูปแบบการจัดการศึกษาจึงมีการปฏิรูป การศึกษา ซึ่งหัวใจสําคัญประการหนึ่งของการปฏิรูป การศึกษาตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2551 คือการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนรู้โดย มุ่งเน้นให้ผู้เรียนคิดเป็นวิเคราะห์เป็นและสร้างองค์ความรู้ได้ ซึ่งผู้วิจัยเห็น ว่าการนําการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบ Active Learning เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนสนใจกิจกรรมการเรียน การสอน สามารถกระตุ้นให้นักเรียนอยากจะเรียนและ เรียนอย่างมีความสุข อีกทั้งยังสามารถช่วยเหลือ นักเรียนที่ไม่ประสบผลสําเร็จในการเรียน ให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดีขึ้นจากเหตุผลและปัญหาดังกล่าวข้างต้น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning ประกอบการสอนเป็นอีก วิธีการหนึ่งที่สําคัญในการฝึกทักษะได้ดี ทั้งยังสร้าง ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ไม่เกิดความเบื่อหน่ายต่อการเรียนอีก ด้วย สอดคล้องกับความต้องการทางธรรมชาติของเด็ก และยังทําให้ผลการเรียนรู้ของนักเรียนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ผู้วิจัยจึงได้จัดทําวิจัยเรื่อง การสอนสังคมกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learningขึ้น วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สมมติฐานการวิจัย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จะ ทําให้นักเรียนมีทักษะและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้ดีขึ้น ประโยชน์ของการวิจัย - นักเรียนมีทักษะในการคิดวิเคราะห์ - นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ของการเรียนวิชาสังคมศึกษาอยู่ในระดับดี - นักเรียนไม่เบื่อหน่ายต่อการเรียน ขอบเขตของการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนตากฟ้าวิชาประสิทธิ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จํานวน 174 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนตากฟ้าวิชาประสิทธิ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จํานวน 5 คน โดยใช้วิธีเฉพาะเจาะจง
ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง การวิจัยครั้งนี้ ใช้ระยะเวลาจัดกิจกรรม 1 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 50 นาที รวม 1 ชั่วโมง 40 นาที เนื้อหาที่ใช้ในการทดลอง เนื้อหาที่ใช้ในการสร้างแบบฝึกทักษะการคิดเรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่นไทย 4 ภาค จากเนื้อหาใน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน สาระที่ 2.1 โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบ Active Learning ตัวแปรต้น ได้แก่ กิจกรรมการเรียนรู้ แบบ Active Learning ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะการวิเคราะห์ของนักเรียนชั้น ม.4 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ทักษะพื้นฐานการคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถเบื้องต้นที่เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ ความหมายและประเภทของวัฒนธรรม วิเคราะห์ค่านิยมและพฤติกรรมการเห็นคุณค่าตระหนักถึงปัญหาและ ผลกระทบของจากการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมไทย ซึ่งส่งผลต่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย 2. แบบทดสอบ หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ทดสอบทักษะทางด้านคิดวิเคราะห์ 3. แบบฝึกทักษะ หมายถึง เครื่องมือที่ใช้สําหรับฝึกเพื่อให้นักเรียนเกิดความเข้าใจ เรื่อง วัฒนธรรม ท้องถิ่นไทย 4 ภาค 4. แบบฝึกวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียน 5. Active Learning คือกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ลงมือกระทํา และได้ใช้กระบวนการคิด เกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้กระทําลงไป
บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การดําเนินการศึกษาการสอนวิชาสังคมศึกษา เรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่นไทย 4 ภาค โดยการจัดกิจกรรมการ เ รี ย น รู้แ บ บ Active Learning เ พื่ อ พั ฒ น า ทั ก ษ ะ ก า ร คิ ด วิ เ ค ร า ะ ห์ ข อ ง นั ก เ รี ย น ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปีที่ 4 โรงเรียนตากฟ้าวิชาประสิทธิ์ผู้ศึกษาได้ ศึกษาจากเอกสารและงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นแนวทาง ในการดําเนินการศึกษา ดังนี้ 1. เอกสารที่เกี่ยวข้อง 1) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนตากฟ้าวิชาประสิทธิ์กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 1.1) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 1.2) หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนตากฟ้าวิชาประสิทธิ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 2) แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการคิด 2.1) การพัฒนากระบวนการคิด 2.2) แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาการคิด 2.3) ทักษะการคิดวิเคราะห์ 2.4) การวัดและการประเมินการคิดวิเคราะห์ 3) แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning 3.1) ความหมายของการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning 3.2) ลักษณะสําคัญของการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning 3.3) พื้นฐานของทักษะสําหรับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning 3.4) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning 3.5) กิจกรรมเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning 4) เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ 4.1 ความหมายของแบบฝึกทักษะ 4.2 ความสําคัญของแบบฝึก 4.3 ลักษณะรูปแบบของแบบฝึก 4.4 ลักษณะของแบบฝึกที่ดี 5) การวัดและการประเมินผลการสร้างแบบฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึก เอกสารที่เกี่ยวข้องกบการสร้างแบบฝึก มีรายละเอียดดังนี้ ความหมายของแบบฝึก สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544, หน้า 2) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกทักษะหรือ แบบฝึกหัด คือ สื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่งที่ใช้ฝึกทักษะให้กบผู้เรียนหลังจากเรียนจบเนื้อหาในช่วงหนึ่ง ๆ เพื่อ ฝึกฝนให้เกิดความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งเกิดความชํานาญ ในเรื่องนั้นๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น สุพรรณี ไชยเทพ (2544, หน้า 17) ยังได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง เอกสาร หรือแบบฝึกทักษะที่ใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียน ได้ฝึกปฏิบัติ เป็นการซ่อมเสริมให้ นักเรียนมีทักษะสูงยิ่งขึ้น สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (อ้างใน ภาสินี ขันแกว, 2547, หน้า 22) กล่าวว่า “แบบฝึกเป็นส่วนเพิ่มเติมหรื อเสริมหนังสือช่วยเสริมทักษะการใช้ภาษาให้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยการส่งเสริม และการเอาใจใส่จากครูผู้สอน” อาจกล่าวได้ว่าแบบฝึก หมายถึง เอกสารหรือแบบฝึกหัดที่ใช้เป็นสื่อประกอบการ เรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติ เป็นการช่วยเสริมให้นักเรียนมีทักษะที่สูงขึ้น ความสําคัญของแบบฝึก แบบ ฝึกนับว่าเป็นสิ่งสําคัญสําหรับครูที่ใช้ในการพัฒนาฝึกทักษะกบนักเรียน เพื่อให้เกิด ความชํานาญ ความแม่นยํา มี ความคล่องแคล่ว ซึ่งตรงกบเป้าหมายวิชาภาษาไทย เป็นวิชาที่อยู่ใน กลุ่มทักษะที่เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ จึงต้อง มีการฝึกฝนอยู่เสมอ สนิท สัตโยภาส (2541, หน้า 41) กล่าวว่า ทักษะ หมายถึง ความชํานาญ ความ คล่องแคล่วรวดเร็วและ ถูกต้อง และทักษะจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้ทําซ้ําๆ ฝึกซ้ําจนเกิดความชํานาญ ดังนั้นการสอนภาษาไทยให้นักเรียน มีทักษะในการฟัง พูด อ่าน และการเขียนนั้น ครู จะต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้นักเรียนได้มีโอกาส ทําซ้ําอยูเสมอ จนสามารถ ฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาไทย ได้อย่างคล่องแคล่ว รวดเร็วและถูกต้อง เครื่องมือ สําคัญอย่างหนึ่งที่ใช้ในการฝึกปฏิบัติเพื่อช่วยเสริมให้เกิดทักษะ และความแตกฉานในบทเรียน ซึ่งการใช้แบบฝึกควร ให้นักเรียนเกิดความพอใจด้วยดังที่ ฐะปะนีย์ นาครทรรพ (2515, หน้า 10) กล่าวว่า การสอน ภาษาไทยให้สนุกต้อง ให้นักเรียนได้พยายามทําแบบฝึกหัดให้มากที่สุด ในแบบฝึกหัดจะมีข้อผิด เมื่อครูชี้แจงให้ทราบว่าตรงนั้นตรงนี้ผิดจะ ทําให้รู้สึกสนุกขึ้น แต่ระวังอย่าให้เป็นการประจาน นักเรียนเมื่อมีข้อผิด จะต้องแก้ไขอย่าปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่ได้ แก้ไขเป็นอันขาด
ลักษณะรูปแบบของแบบฝึก การจัดทําแบบฝึกนั้น ควรให้ลักษณะและรูปแบบสอดคล้องกบทักษะที่ต้องการฝึกฝน แนวคิดเกี่ยวกับ ลักษณะและรูปแบบของแบบฝึกที่ดี มีดังนี้ มะลิ อาจวิชัย (2540, หน้า 20) ได้เสนอลักษณะและรูปแบบของการฝึกที่ดีนั้นจะต้อง คํานึงถึงองค์ประกอบ หลายๆ ด้านตรงตามเนื้อหา เหมาะสมกบวัย เวลา ความสามารถ ความสนใจ และสภาพปัจจุบันของผู้เรียน สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544, หน้า 2) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกทักษะหรือแบบ ฝึกหัด คือ สื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่งที่ใช้ฝึกทักษะให้กับผู้เรียน หลังจากเรียนจบเนื้อหาในช่วงหนึ่งๆ เพื่อฝึกฝน ใ ห้ เ กิ ด ค ว า ม รู้ ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ร ว ม ทั้ ง เ กิ ด ค ว า ม ชํ า น า ญ ใ น เ รื่ อ ง นั้ น ๆ อ ย่ า ง ก ว้ า ง ข ว า ง ม า ก ขึ้ น นอกจากนี้ สุพรรณี ไชยเทพ (2544, หน้า 17) ยังได้ให้ ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้วา แบบฝึกทักษะ หมายถึง เอกสารหรือแบบฝึกหัดที่ใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะปฏิบัติเป็นการช่วย เสริมให้นักเรียนมีทักษะสูงยิ่งขึ้น หน่วยศึกษานิเทศก์ สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ (2540, หน้า 145) ได้แนะนําเกี่ยวกับการทําแบบฝึก พอสรุปได้ดังนี้ ลักษณะของแบบฝึกที่ดี ควรมีลักษณะดังนี้ 1. เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนมาแล้ว 2. เหมาะสมกับระดับวัยหรือความสามารถของผู้เรียน 3. มีคําชี้แจงสั้นๆ ที่จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจวิธีทําได้ง่าย 4. ใช้เวลาที่เหมาะสม 5. มีสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายให้แสดงความสามารถ ควรมีข้อแนะนําในการใช้ 6. มีให้เลือกทั้งตอบแบบจํากัด และตอบอย่างเสรี 7. ถ้าเป็นแบบฝึกที่ต้องการให้ผู้ศึกษาด้วยตนเอง แบบฝึกนั้นควรมีหลายรูปแบบ และ ให้ความหมายแก่ผู้ฝึก ทําด้วย 8. ควรใช้สํานวนภาษาง่ายๆ ฝึกให้คิดได้เร็วและสนุก 9. ปลุกความสนใจและใช้หลักจิตวิทยา
ลักษณะของแบบฝึกที่ดี การสร้างแบบฝึกที่มีประสิทธิภาพ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ การสร้างแบบฝึกที่ดี ไว้ดังนี้ มาลินี แก้วเงิน (2542, หน้า 42 – 44) กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดี ควรมีลักษณะ ดังนี้คือ ต้องมีหลัก จิตวิทยา สํานวนภาษาง่าย ให้ความหมายต่อชีวิต คิดได้เร็วและสนุก ปลุกความ สนใจ เหมาะสมกบวัยและ ความสามารถ ศึกษาได้ด้วยตนเอง ประโยคและคําศัพท์ควรเป็นคําที่นักเรียนใช้ในชีวิตประจําวัน แบบฝึกควรมี หลายๆ แบบ เพื่อไม่ให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย เป็นสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายความสามารถ มีคําสั่งชัดเจน เข้าใจง่ายเหมาะสมกับวัย มีตัวอย่างที่ดี ประกอบ เพื่อให้เกิดความคิด มีภาพประกอบเพื่อดึงดูดความสนใจ รูปแบบ สวยงาม และควร บันทึกวิธีสอนที่สอดคล้องกบจุดมุ่งหมายของแบบฝึกไว้ในคู่มือแบบฝึกด้วย สุภาพร จันทร์กลัด (2540, หน้า 29–30) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกบลักษณะที่ดีของแบบฝึก ไว้ดังนี้ 1. ควรใช้จิตวิทยาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กบเด็ก กระตุ้นให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นและ อยากทํากิจกรรม นั้นๆ เมื่อจบการฝึกแต่ละครั้ง ควรมีการเสริมแรงเพื่อชมเชยในความสําเร็จของเด็กด้วย 2. การสร้างแบบฝึกแต่ละครั้งควรให้นักเรียนมีส่วนร่วมด้วย เพื่อให้เด็กเกิดความรู้สึก ภาคภูมิใจในการมี ส่วนร่วมจัดทําแบบฝึก 3. สํานวนภาษาที่ใช้ไม่ควรยากเกินวัยของเด็ก เพราะจะทําให้เด็กเกิดความท้อถอยและ ไม่ควรง่ายจนเกินไป เพราะจะทําให้เด็กเกิดความเบื่อหน่าย 4. แบบฝึกที่ดีควรฝึกในสิ่งที่ใกล้ตัวเด็ก มีความหมายเพื่อให้นักเรียนสามารถนําไปใช้ ในชีวิตประจําวัน และ ปรับเข้าสู่โครงสร้างความคิดของตนเองได้ง่ายขึ้น 5. คําสั่งหรือตัวอย่างไม่ควรยาวจนเกินไป เพราะจะทําให้เด็กเข้าใจยาก ทั้งนี้เพื่อให้ นักเรียนได้ศึกษาด้วย ตนเองตามความต้องการ สรุปได้ว่า ลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดีควรมีลักษณะ ดังนี้ คือ ใช้หลักจิตวิทยาในการ สร้างแบบฝึก เพื่อสร้างแรงจูงใจ มีคําชี้แจง และตัวอย่างประกอบแบบฝึกเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียน หรือเรื่องที่ต้องการให้เรียนรู้ เหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียนรูปแบบสวยงาม น่าสนใจ ท้าทายนักเรียน และให้นักเรียนมีส่วนร่วมใน การจัดทําแบบฝึก
ประโยชน์ของแบบฝึก แบบฝึกที่ดีจะช่วยให้กิจกรรมการเรียนรู้บรรลุเป้าหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ ซึ่ง สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544, หน้า 34–35) กล่าวถึงประโยชน์ของแบฝึกไว้ดังนี้ 1. เป็นส่วนเพิ่มหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียน เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลดภาระ ของครูได้เป็น อย่างมาก เพราะแบบฝึกเป็นส่วนที่จัดทําขึ้นอย่างเป็นระบบระเบียบ 2. ช่วยเสริมทักษะ แบบฝึกเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เด็กฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี แต่ต้อง อาศัยการส่งเสริมและ เอาใจใส่จากผู้สอน 3. ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เนื่องจากเด็กมีความสามารถต่างกัน การให้เด็กทําแบบฝึก ที่เหมาะสมกบความสามารถของเขา จะช่วยให้เขารู้สึกว่าประสบผลสําเร็จ มีผลทางด้านจิตใจเพิ่มขึ้น 4. แ บ บ ฝึก ช่ ว ย เ ส ริ ม ใ ห้นั ก เ รี ย น มี ทั ก ษ ะ ที่ ค ง ท น ห า ก ก ร ะ ทํ าต า ม ขั้ น ต อ น ต่ อ ไ ป นี้ 4.1 ฝึกทันทีหลังจากที่นักเรียนได้เรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ แล้ว 4.2 ฝึกทําซ้ําๆ หลายๆ รอบ 4.3 เน้นเฉพาะเรื่องที่ต้องการฝึก 5. แบบฝึกที่ใช้จะเป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนรู้หลังจากจบบทเรียนในแต่ละครั้ง 6. แบบฝึกที่จัดทําเป็นรูปเล่ม นักเรียนสามารถเก็บรักษาไว้เป็นแนวทางเพื่อทบทวนด้วย ตนเองได้ในคราว ต่อไป การให้นักเรียนทําแบบฝึก ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่างๆ ของตนเองได้ชัดเจน ซึ่งครูจะสามารถ ดําเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหานั้นได้ทันท่วงที 7. แบบฝึกจะช่วยให้นักเรียนได้ฝึกฝนทักษะอย่างเต็มที่ 8. แบบฝึกที่จัดพิมพ์ไว้อย่างเรียบร้อย จะช่วยให้ครูประหยัดทั้งแรงงานและเวลา ทําให้นักเรียนมีโอกาส ฝึกฝนทักษะต่างๆ เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ มาลินี แกวเงิน (2542, หน้า 44 – 45) ยังได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึก ไว้ว่า 1. ช่วยให้นักเรียนเรียนด้วยตนเองได้ตามศักยภาพ ตามความสามารถของตนเอง 2. ช่วยแกปัญหาการขาดแคลนครู 3. ใช้สอนซ่อมเสริมสําหรับนักเรียนที่เรียนไม่ทัน
4. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่าน 5. ช่วยไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายจากการเรียนที่ครูต้องทบทวนซ้ําซาก 6. สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ดังนั้น แบบฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ที่ดีและมีประสิทธิภาพ ช่วยให้นักเรียนประสบ ความสําเร็จใน การฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ได้เป็นอย่างดี และเพิ่มความมั่นใจในการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวัดและประเมินผลการสร้างแบบฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เฉลิม ฟักอ่อน (2553, หน้า1) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน มีจุดมุ่งหมาย 2 ลักษณะ คือ การวัดและประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน (Formative Assessment) และการวัดและ ประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียนรู้ ของผู้เรียน (Summative Assessment) การวัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาผู้เรียน (Formative Assessment) เป็นการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนระหว่างการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ครูจะบันทึก วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูลเกี่ยวกบการเรียนรู้ของผู้เรียน แล้วนํามาใช้ในการส่งเสริม หรือปรับปรุง แก้ไข การเรียนรู้ของ ผู้เรียน โดยครูต้องให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) แก่ผู้เรียนด้วย ผู้เรียนจะได้มีการพัฒนาตนเองได้ นอกจากนี้ผล การประเมินยังนํามาใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครูให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น การวัดและประเมินเพื่อตัดสินผล การเรียน (Summative Assessment) เป็นการประเมิน เพื่อสรุปผลการเรียนรู้ เมื่อผู้เรียนเรียนจบหน่วยการเรียนรู้ หรือจบรายวิชา เพื่อตัดสินให้คะแนน หรือให้ระดับผลการเรียน การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนรู้ที่ผู้สอนต้องจัดกระทําอย่างต่อเนื่องทั้งก่อนและหลังเสร็จสิ้นการจัดการเรียนรู้ ซึ่งเป็นการดําเนินการเพื่อพัฒนาผู้เรียน ในการวัดผลการเรียนรู้ต้องวัดให้ครอบคลุมพัฒนาการ ของผู้เรียนทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านความรู้ ด้านทักษะกระบวนการ และด้านคุณลักษณะตามมาตรฐาน การจัดการศึกษาในระดับนั้นๆ สรุปได้ว่า การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ควรมี 2 ลักษณะ คือ การวัดและประเมินผล เพื่อพัฒนานักเรียน และเพื่อตัดสินผลการเรียนรู้ของนักเรียน รูปแบบของเกณฑ์การประเมินนั้นมีผู้จําแนกไว้หลายลักษณะดังนี้ 1. จําแนกเป็น 2 ประเภท Julia Jasmine (1993, pp. 9 – 13) และ Concetta Doti Ryan (1994 , pp. 27 – 29 อ้างใน กรมวิชาการ, 2546, หน้า 29-30) ได้จําแนกเกณฑ์การประเมินออกเป็น 2 ประเภท สรุปได้ดังนี้ 1.1 เกณฑ์การประเมินในภาพรวม (Holistic Rubric) คือ แนวทางการให้คะแนน โดยพิจารณาจาก ภาพรวมของชิ้นงาน โดยจะมีคําอธิบายลักษณะของงานในแต่ละระดับไว้อย่าง ชัดเจน เกณฑ์การประเมินในภาพรวม นี้เหมาะที่จะใช้ในการประเมินทักษะการเขียน สามารถที่จะ ตรวจสอบความต่อเนื่อง ความคิดสร้างสรรค์ และความ สละสลวยของภาษาที่เขียนได้ เกณฑ์การประเมินในภาพรวมส่วนใหญ่จะประกอบด้วย 3 – 6 ระดับ เกณฑ์ การ
ประเมิน 3 ระดับจะเป็นที่นิยมใช้กนมาก เนื่องจากการใช้เกณฑ์ 3 ระดับ นั้นจะง่ายต่อการ กําหนดรายละเอียด ซึ่งจะยึดเกณฑ์ค่าเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ย และต่ํากว่าค่าเฉลี่ย นอกจากง่าย ต่อการกําหนดค่าแล้วยังง่ายต่อการตรวจให้ คะแนนอีกด้วย เนื่องจากความแตกต่างระหว่างระดับ ของเกณฑ์ทั้ง 3 ระดับนั้นจะแตกต่างอย่างชัดเจน แต่ถ้าใช้ 5 หรือ 6 ระดับ ความแตกต่างระหว่าง ระดับจะต่างกนเพียงเล็กน้อย ซึ่งทําให้ยากต่อการตรวจคะแนน ถ้าต้องการใช้ เกณฑ์ 5 หรือ 6 ระดับ วิธีการที่จะช่วยในการกําหนดเกณฑ์ง่ายขึ้น ผู้สอนอาจจะสุ่มตัวอย่างงานของนักเรียน มา ตรวจแล้วแยกเป็น 3 กอง เป็นงานที่มีคุณภาพดีปานกลาง และไม่ดี แล้วตรวจสอบลักษณะที่เป็นตัวแยกระหว่างงาน ที่มีคุณภาพไม่ดีลักษณะเหล่านี้จะมาเป็นรายละเอียดของแต่ละระดับ (Ryan, 1994 : 28 – 29 อ้างใน กรมวิชาการ , 2546 : 31) 1.2 เกณฑ์การประเมินแบบแยกส่วน (Analytic Rubric) คือแนวทางการให้คะแนน โดยพิจารณาจากแต่ ละส่วนของงาน ซึ่งแต่ละส่วนจะต้องกําหนดแนวทางการให้คะแนนโดยมีค่า นิยามหรือค่าอธิบายลักษณะของงานใน ส่วนนั้นๆ ในแต่ละระดับไว้อย่างชัดเจน กล่าวโดยสรุป การประเมินความสามารถของนักเรียนประเมินจากชิ้นงานหรือภาระงาน ของนักเรียน ซึ่งมีเกณฑ์ในการประเมินอยู่ 2 ประเภท คือ ประเมินในภาพรวมและประเมิน แบบแยกส่วน งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1) งานวิจัยเรื่อง เรื่องวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง คําสมาส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี ด้วยการสอนแบบ Active learning ร่วมกับการใช้เกมและสื่อผสม การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์หลังเรียนของนักเรียนที่ ได้รับการจัดการเรียนรู้ ด้วยการสอนแบบ Active learning ร่วมกับการใช้เกมและสื่อผสม รวมถึงความพึงพอใจของ นักเรียนที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้ด้วยการสอนแบบ Active learning ร่วมกับการใช้เกมและสื่อผสม โดยมี กลุ่มเป้าหมาย / กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 3 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พัฒนาการ นนทบุรีอําเภอเมืองนนทบุรีจังหวัดนนทบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จํานวน 1 ห้องเรียน จํานวนนักเรียน ทั้งหมด 48 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ประกอบด้วยแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน เรื่อง คําสมาส 2. แบบสอบถามความพึงพอใจ 3. แผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning 4.สื่อมัลติมีเดีย ประกอบการสอน และเกมจากแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ โดยมีระยะเวลาในการทดลอง จํานวน 6 คาบ คาบละ 50 นาที สถิติที่ใช้ในการ วิจัย ได้แก่ ค่าสถิติพื้นฐาน และ T – test dependent ผลสรุปที่ได้จากการวิจัย มีดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning ร่วมกับการใช้ เกมและสื่อผสมหลัง
เรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญอย่างมีสถิติที่ระดับ .05 2. ความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดการ เรียนการสอนแบบ Active learning ร่วมกับ การใช้เกมและสื่อผสมอยู่ในระดับดี
บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย ผู้ร่วมวิจัย ผู้ร่วมวิจัย ครั้งนี้ประกอบด้วย ผู้วิจัยและนักเรียนโรงเรียนตากฟ้าวิชาประสิทธิ์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2566 รูปแบบการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม 1. ขั้นวางแผน ดําเนินตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1.1 ผู้วิจัยวิเคราะห์สภาพปัญหาการเรียนการสอนวิเคราะห์หาสาเหตุ 1.2 วิเคราะห์หลักสูตรเกี่ยวกับหลักสูตรสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระดับชั้น ม.3 กําหนดเนื้อหาที่จะใช้สอน 1.3 ศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้อง 1.4 สร้างแบบสังเกตพฤติกรรม แบบสัมภาษณ์ และแบบแสดงความคิดเห็น 1.5 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning 2. ขั้นปฏิบัติการ ผู้วิจัยนําแผนการสอนแบบสัมภาษณ์ และแบบแสดงความคิดเห็น และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning มาใช้ดําเนินการ ขณะลงมือปฏิบัติมีการวิเคราะห์มาประกอบด้วย 3. ขั้นสังเกตการณ์ ขณะลงมือปฏิบัติการสอน ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยวิธีการดังนี้ 3.1 การสังเกตพฤติกรรมนักเรียนขณะทํากิจกรรม 3.2 การบันทึกต่างๆเกี่ยวกับการสังเกตพฤติกรรม 3.3 วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเมื่อสิ้นสุดการเรียน 4. สะท้อนผลการปฏิบัติจริง นําข้อมูลที่ได้จากการสังเกต และแบบทดสอ ระหว่างเรียนมาวิเคราะห์และ ศึกษาสิ่งที่ต้องปรับปรุง แก้ไข เพื่อนํามาปรับปรุงการเรียนการสอนครั้งต่อไป เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยจําแนกตามลักษณะการใช้ดังนี้ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองปฏิบัติ ประกอบด้วย แผนการสอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning
2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการปฏิบัติดังนี้ - แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน- หลังเรียน - แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน - แบบสัมภาษณ์ การเก็บรวบรวมข้อมูล การดําเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้แบ่งการดําเนินการออกเป็น 2 ประเภทดังนี้ 1. การเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ - เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน แบบสัมภาษณ์ 2. การเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ - เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน- หลังเรียน
บทที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ - การวิเคราะห์ข้อมูลข้อมูลเชิงคุณภาพ นําข้อมูลที่ได้จากการ สัมภาษณ์ และสังเกตพฤติกรรม มาวิเคราะห์ สรุปแล้วรายงานผลในลักษณะการบรรยาย - การวิเคราะห์ข้อมูลข้อมูลเชิงปริมาณ การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบทดสอบเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ วิชา สังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม โดยใช้สถิติพื้นฐาน ผลการวิจัย ตารางที่ 1 แสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่พัฒนาการวิเคราะห์ วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning นักเรียนคนที่ คะแนนสอบก่อน ( 20 คะแนน ) คะแนนสอบหลัง ( 20 คะแนน ) 1 7 16 2 9 17 3 6 15 4 8 17 5 7 15 จากตารางที่ 1 แสดงว่า กิจกรรมการเรียนการสอนพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ วิชาสังคม ศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม โดยใช้ Power Point ทําให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น กล่าวคือ นักเรียนมีพัฒนาการทักษะการ วิเคราะห์ วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เพิ่มสูงขึ้น ตามลําดับ จากการสอนโดยใช้ Power Point ผล การวิเคราะห์ข้อมูลหลังการพัฒนาทักษะทางการวิเคราะห์ วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม พบว่าการ สอนพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learningผลการทดสอบก่อนการใช้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning และหลังการใช้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แสดงว่าโดย ภาพรวมแล้ว นักเรียนกลุ่มตัวอย่างชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีการเรียนรู้ หลังการใช้ Power Point สูงขึ้นมากกว่า ก่อนการใช้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning แต่ผลสัมฤทธิ์ก่อนการใช้การจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบ Active Learning มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตํ่ากว่า 50 % คิดเป็นคะแนนคือ 10 คะแนน นักเรียน
ทั้ง 5 คน มีคะแนนตํ่ากว่าร้อยละ 50 แสดงให้เห็นว่าผลสัมฤทธิ์ก่อนการใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning แตกต่างกันมาก และระดับคุณภาพการเรียนรู้เดิม นั้นต้องได้รับการปรับปรุง ผู้สอนได้พัฒนา ทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่องวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม โดย การใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learningฝึกทักษะทางการคิดวิเคราะห์ พบว่า ผลสัมฤทธิ์หลังการใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learningมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 มีจํานวน 3 คน แสดง ให้เห็นว่า หลังการใช้แบบฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ ในการพัฒนาทักษะพื้นฐาน เรื่องวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม โ ด ย ใ ช้ก า ร จั ด กิ จ ก ร ร ม ก า ร เ รี ย น รู้ แ บ บ Active Learningนั ก เ รี ย น ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปีที่ 4 มีผลการทดสอบ ทางด้านทักษะการคิดวิเคราะห์สูงในระดับที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น
บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 1. สรุปผลการวิจัย การสอนวิชาสังคมศึกษา เรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่นไทย 4 ภาค โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่าในการจัดกิจกรรมดังกล่าว ทําให้ นักเรียนมีความสนใจการเรียน รู้สึกสนุกสนาน มีความรับผิดชอบ ทําให้ไม่เบื่อหน่ายต่อการเรียน ส่งเสริมทักษะในด้าน ต่างๆ เกิดความเข้าใจบทเรียน เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ในทางบวก และทําให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ตามลําดับ 2. การอภิปรายผลการวิจัย การสอนวิชาสังคมศึกษา เรื่อง วัฒนธรรมท้องถิ่นไทย 4 ภาค โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4พบว่าในการจัดกิจกรรมดังกล่าว ทําให้ นักเรียนมีความสนใจการเรียนมีความรับผิดชอบ ทําให้ไม่เบื่อหน่ายต่อการเรียน รู้สึกสนุกสนาน ส่งเสริมทักษะในด้าน ต่างๆ เกิดความเข้าใจบทเรียนมากขึ้น ซึ่งกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ Power Point เพื่อพัฒนาทักษะ การวิเคราะห์ จะทําให้การเรียนการสอนต่อเนื่องกันไปและพัฒนา ทักษะทางด้านการสังเกต การวิเคราะห์ และ การเรียนรู้ของนักเรียน เกิดจากการที่ผู้เรียนเป็นผู้กระทําเอง และ ถ้าการกระทํานั้นได้รับการเสริมแรง ทําให้นักเรียน เกิดการเปลี่ยน แปลงพฤติกรรม โดยผู้เรียนเกิดการพัฒนา ศักยภาพของตนเอง เพื่อให้ผู้อื่นยอมรับว่าตนเองมีคุณค่า หรือได้รับการยกย่อง ต้องการความเชื่อมั่นใน ความสามารถของตนจาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนี้ ทําให้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น นักเรียนมี พัฒนาทักษะทางด้านการวิเคราะห์ เพิ่มสูงขึ้นตามลําดับ 3. ข้อเสนอแนะในการทําวิจัยครั้งต่อไป 1 ควรมีการศึกษาวิจัยผลการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อพัฒนาทักษะ การวิเคราะห์ของนักเรียนกับการเรียนการสอนของนักเรียนในระดับชั้นอื่นๆ 2. ควรมีการศึกษาวิจัยผลของการโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learningเพื่อพัฒนาทักษะ การวิเคราะห์ ของนักเรียนร่วมกับทักษะทางสังคมด้านอื่น ๆ หรือการพัฒนาเจตคติและความคิดสร้างสรรค์